My Control My Luffy

ตอนที่ 67 : วันเดิมๆ ที่ไม่เหมือนเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 เม.ย. 57

“นักเรียนเคารพ! นั่งได้”

ฤดูหนาวหมุนเวียนมาอีกครั้ง พร้อมบรรยากาศเดิมๆในโรงเรียน เมื่อเช้าหลังจากส่งชูการ์ที่โรงเรียนประถมแล้ว เราก็เดินมากับกลุ่มเพื่อนเป็นปกติ รู้สึกว่าหลังจากที่กลุ่มมังกรคู่ของเอสสลายตัว ก็มีนังเลงตั้งขึ้นอีกหลากลุ่ม และแย่งชิงอำนาจในแถบนี้กันไม่เว้นวัน

“หมดหน้าหนาวก็จบแล้วสินะ ชีวิตวัยเรียน”

“พอคิดว่าอนาคตต้องเจออะไรอีกมาก ก็ชักจะไม่อยากโตแล้วล่ะ”

“ชิชิชิ นั่นสินะ”

สามหน่อเดินคุยกันสนุกสนานตามทางเดิน ช่วงพักกลางวันนี้พวกเขาว่าจะลงไปที่โรงยิม วันนี้โซโลไปซ้อมเตรียมการแข่งฤดูหนาว แน่นอนว่าไปกินข้าวเที่ยงกันที่นั่นด้วย

 

 

“แสกหน้าได้แต้ม โรโรโนอาชนะ!!”

กรรมการประกาศลั่น ท่าทางเขาจะมาไม่ทันการแข่งซะแล้ว แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยก็มาทันประกาศผลละนะ ทั้งสามกวาดสายตาหาผู้ชนะที่น่าจะนั่งพักอยู่แถวๆนี้ และเมื่อได้เจอก็วิ่งกรูเข้าไปพร้อมๆกัน

 

โซโลถอดหมวดออกพร้อมผ้าที่พันบนหัว ทั้งที่หนาวแต่เหงื่อเขากลับออกเยอะมากคงจะตื่นเต้นและก็ตั้งใจจริงๆ มือหนาคว้าขวดน้ำเปล่ามาดื่มดับกระหายก่อนจะได้พบเหล่าผองเพื่อนที่กำลังวิ่งเข้ามา

 

สิ่งแรกที่ซันจิทำ คือหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาซับเหงื่อให้อย่างห่วงใย ร่างสูงฉีกยิ้มกว้างให้เจ้าของผ้าเช็ดหน้า ขณะที่เขาทั้งสองอยู่ในบรรยากาศหวีดหวาน เจ้าตัวน้อยลูฟี่และอุซป แอบแกะกล่องข้างมานั่งกินกันโดยไม่รอ

“เดี๋ยวเถอะพวกนาย!

“ต้องไปกินข้างนอกนะ มันเกะกะคนในยิมน่ะ”

“โอเค!!

“เฮ้ย!!

เจ้าสองหน่อตอบพร้อมกันก่อนจะขนกล่องข้าวทั้งหมดเดินออกไปจากยิม ซันจิทำท่าจะตามไปแต่ก็โดนมือหนารั้งเอาไว้เสียก่อน รสจูบหวานมอบให้เจ้าของเรือนผมสีทองสวย ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมา

 

ดวงตากลมมองไปรอบๆเพราะกลัวคนจะเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เข้า แต่ท่าทางทุกคนจะสนใจการซ้อมจนไม่ทันได้มองดูรอบๆ เขาเลยโล่งใจเป็นการใหญ่ สุดท้ายก็พากันตามสองหน่อนั่นออกไป

“มาแล้วๆ”

“มาช้าชะมัด! ถ้าช้ากว่านี้ฉันจะให้อุซปกินข้าวกล่องนายให้หมดเลย!!

“นั่นมันนายมากกว่านะลูฟี่”

คนตัวเล็กชูตะเกียบขึ้นโบกไหวพร้อมกล่องข้างที่ถูกกวาดจนเกลี้ยง ทั้งสองคนนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังว่าง หยิบกล่องข้างของตนมาลงมือทานกัน พูดคุยกันไปสนุกสนาน ซันจิเปิดกล่องล่างสุดออกและยกกล่องที่ทำเผื่อไว้ให้กับลูฟี่

 

อนาคต? เป็นสิ่งที่ชวนให้กังวลชะมัดเลยนะ...ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้จะมีเรื่องหนักใจแบบไหนรออยู่ ยังไงซะ เราก็ทำได้แค่ผ่านมันไปให้ได้ล่ะนะ

 

“ลูฟี่ จากนี้ไปไหนกันต่อดีล่ะ?”

เหล่าเพื่อนฝูงพากันมาหาร่างเล็กเพื่อชวนกันไปเที่ยว แต่ท่าทางเจ้าตัวน้อยจะไม่ว่าซะแล้ว จึงส่าหน้าเป็นการปฏิเสธ แล้วเก็บของเข้ากระเป๋าต่อ

“ไม่ล่ะ ฉันต้องไปรับเด็กที่โรงเรียนประถมน่ะ”

“เด็ก? เด็กที่ไหน?”

“เอ่อ...ว่าไงดีล่ะ...เขาเป็น ลูกของฉันน่ะ”

“หา!!

พวกตกข่าวพากันเหวอเป็นแถบ และแน่นอนว่าพวกเขาสนใจในเรื่องนี้มาก แต่ก็ไม่คิดว่าลูฟี่จะไฟแรงจนไปทำใครเขาท้องได้ เลยเดินตามไปยังโรงเรียนประถมและฟังเรื่องเล่าของลูฟี่ไปด้วย

 

สรุปแล้วก็เป็นเด็กที่ได้รับมาเลี้ยงในฐานะลูกบุญธรรม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เธอเป็นหลานสาวของคนที่ลูฟี่รัก พวกเขาจึงรับดูแลเธอแทนพ่อแม่ที่เสียไปเท่านั้น

“ลูฟี่!!

“ชูการ์! รอนานไหม?”

“ไม่ค่ะ เล่นกับเพื่อนๆสนุกมากเลย”

เด็กสาวโผเข้าสู่อ้อมกอดอุ่น พูดคุยกันพักหนึ่ง ก่อนเธอจะทันสังเกตเห็นคนตัวใหญ่อีกสามคนข้างหลัง ลูฟี่อุ้มเด็กสาวขึ้นแขนแล้วพาไปแนะนำกับเพื่อนรักทั้งสามคน พวกเขายิ้มให้เธอและแนะนำตัวกันเป็นอย่างดี

“ลูฟี่ดีจังเลย หนูอยากมีเพื่อนสนิทบ้างจัง”

“ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็มีแล้วล่ะ”

“ค่ะ”

วันนี้ว่าง พวกเลยขี่จักรยานกลับบ้านด้วยกันเหมือนเช่นเคย  เป็นการพาชูการ์ชมรอบแถวนี้ให้ชินตา เพราะเธอเพิ่งเคยมาที่นี่ เลยยังไม่มีโอกาสออกมาชมรอบๆเมือง

 

ทุกสิ่งที่นี่ดูแปลกใหม่สำหรับเธอ เหล่าพี่ชายแวะซื้อขนมตามทางให้ได้ลิ้มลอง พาเธอเที่ยวเหมือนที่พวกเขาชอบเที่ยวกันหลังเลิกเรียน จนฟ้ามืดและอากาศหนาว จึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน

“ลูฟี่”

“หือ?”

“พวกพี่ชายน่ารักจังเลย ไว้หนูไปเล่นกับพวกเขาอีกได้ไหม?”

“แน่นอน พวกพี่ชายเองก็ต้องอยากเล่นกับหนูแน่ๆเลย”

จักรยานปั่นเรื่อยไปตามทาง สายลมพัดเย็นปะทะใบหน้า ยิ่งเข้าใกล้คฤหาสน์ก็ยิ่งเงียบและหนาว มันชวนให้อยากกลับถึงบ้านเร็วๆ นั่งหน้าเตาผิง หาอะไรอุ่นๆดื่ม เล่นเกม ทำการบ้านกัน น่าสนุกดีนะ

 

........................................................

 

“ยินดีด้วยนะครับคุณยูสทัส”

“ขอบคุณครับ”

ผมถูกเรียกกลับมาที่บ้านใหญ่เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะดูแลธุรกิจของพ่อ เธอเพิ่งถูกส่งไปบำบัดจิตโดยที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย มาวันนี้ทุกอย่างถูกโอนย้ายกลับมาที่ผมเป็นตัวเลือกสุดท้าย เท่ากับว่าเขากลายเป็นนักธุรกิจแบบไม่รู้เรื่องไปซะแล้ว

 

....เป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่คุณหมอทำงานอยู่ ตรงนี้แหละที่ผมชอบที่สุด.....

 

คุณพ่อมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งซึ่งเขาจะทำหน้าที่สอนงานผมในระยะแรก และคอยให้คำแนะนำต่างๆเป็นอย่างดี ยังไงซะผมก็อยากเก็บงานนี้ไว้ โดยเฉพาะงาน ผอ. โรงพยาบาล รอให้คุณหมอรู้เองจะดีกว่า

 

“เป็นอะไร? ยิ้มเป็นคนบ้าเลยนะ?”

!? คะ คุณหมอ?”

ลืมตัวไปว่าเขาอยู่ในออฟฟิตของลอว์ ร่างสูงเกาแก้มแก้เขินจากการกระทำประหลาดๆก่อนเหลือบมองร่างที่เดินไปมาในห้องอย่างหลงใหล คุณหมอยังคงทุ่มเทให้กับงานอย่างจริงจัง ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักเข้าเต็มๆ แต่เขาอาจจะไม่อยากฟังก็ได้

“เฮ้! มีธุระไม่ใช่เหรอ? ฉันมีงานต่อนะ”

“เอ่อ...คือ...”  ...เรื่องที่เราได้ตำแหน่งมา...เอาไงดี? บอก...ไม่บอก...

“...ไม่มีอะไรฉันไปนะ”

“ดะ เดี๋ยว!

ร่างเพรียวหิ้วเอกสารเปิดประตูออกไป แต่ถูกคิดดึงตัวกลับมากะทันหันเอกสารจึงตกกระจายเต็มพื้น ที่สำคัญตอนนี้เขาตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่งเสียแล้ว ใบหน้าใกล้กันจนรู้สึกถึงลมหายใจ ร่างสูงฉกฉวยโอกาศนี้กอดอีกฝ่ายไว้ให้นานสมใจ จนกระทั่งลอว์ผลักเขาออก

“ตอนนี้เวลางานฉัน คงต้องขอตัวก่อน”

“คะ ครับ”

คนตัวสูงยอมปล่อยร่างเล็กให้ไปทำงานของตนโดยที่ยังไม่ได้บอกเรื่องนั้น ถึงจะเศร้านิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาช่วยร่างเล็กเก็บเอกสารกองโตที่พื้น ลอว์ไม่บ่นอะไรเลย แค่ถอนใจเซ็งๆออกมาเท่านั้น

“ขอโทษที่ทำให้ลำบากครับ”

“เฮ้อ...ช่างเถอะ เอกสารไม่เสียหายก็พอแล้วล่ะ”

ร่างเล็กเพียงก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารต่อไปโดยไม่พูดอะไร จนมือเขาบังเอิญแตะถูกกันจึงเกิดการชะงักไปชั่วครู่ มือหนาเลื่อนมากุมมือเล็กๆอย่างเต็มที่ เอื้อมตัวเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม จูบลงบนแก้มนวลอย่างทะนุถนอม

“รักคุณนะครับ”

“...เด็กบ้า...”

ถ้อยคำนั้นเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนร่างเล็กจะได้รับจูบหวานละมุนชวนฝันอย่างดูดดื่มจากคิด แต่คงต้องหยุดไว้แค่พอหอมปากหอมคอ เพราะเขายังมีงานต้องทำจริงๆและหวังว่าเจ้าเด็กน้อยของเขาจะเข้าใจ

“ตั้งใจทำงานนะครับ”

 

.........................................................

 

อากาศหนาวเย็นไปทั้งกาย ร่างเล็กเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถ หวังแค่มันจะช่วยคลายความตื่นกลัวในอก คนรักคว้ามือเขาไปกอบกุมไว้ ยกขึ้นแตะทาบริมฝีปากอุ่นเพื่อปลอบใจ ตอนนี้เขาทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านแห่งความทรงจำของเอส

 

ร่างเล็กดูเป็นกังวลมากอย่างที่เขาไม่คาดคิด ตื่นเต้นจนเหงื่อท่วมตัวไปหมด พ่อของเอส เป็นคนยังไงกันนะ จะน่ากลัวรึเปล่า? นอกจากลักษณะหน้าตาแล้ว พ่อหนวดขาวก็ไม่ได้เล่าอะไรเลย แต่พ่อมีรอยยิ้มแปลกๆคงอยากให้เราได้เจอด้วยตัวเอง

 

“นายท่านรออยู่ข้างในครับ”

!?

เราเดินมาถึงทางเข้า อยู่ๆก็มีคนออกมาต้อนรับราวกับรู้อยู่ล่วงหน้าแล้ว ชายลึกลับนำทางพวกเขาไปยังห้องกว้างๆในคฤหาสน์ ข้างในนั้นมีสองร่างนั่งคอยอยู่บนเก้าอี้คู่ ราวกับราชาและราชินีในวังหลวง

 

ทั้งสองคุกเข่าลงสองข้างราวกับสำนึกผิด เตรียมถ้อยคำสำหรับตอบโต้กับผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนี้ บรรยากาศเครียดจนกดดันและไม่อาจยิ้มออก

“เอส แกหายหัวไปไหนมา?”

“แค่อยากไปจากนี้ให้พ้นๆเท่านั้น คุณไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านี้”

“อย่าพูดกับพ่อแม่แบบนี้สิเอส มันไร้มารยาท”

“...”

“แล้วเธอคือ?”

“มัลโก้ครับ ลูกข้องพ่อหนวดขาว หัวหน้าสาขาย่อยที่หนึ่ง”

“โอ้....”

เมื่อทั้งคู่ได้คุยกับลูกของตัวเองและได้ทราบว่าเขาไม่เคยเปลี่ยนเลย จึงได้แต่ถอนใจและไถ่ถามใครอีกคนที่เดินเข้ามาด้วย ร่างสูงจึงแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งทั้งคู่แค่พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร

 

สุดท้ายทั้งสองก็ให้ทั้งสองลุกขึ้น เรียกลูกชายสุดที่รักเข้าไปโอบกอดด้วยความคิดถึงหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว ขณะที่คุณแม่กำลังคุยกับลูกชาย คุณพ่อก็ได้พามัลโก้ไปคุยกันเป็นส่วนตัว

 

“ขอบใจที่ช่วยดูแลเอสนะ เด็กคนนี้คงสร้างปัญหาให้เธอมากสินะ?”

“ไม่ครับ เขาเป็นเด็กดีแล้วก็ร่าเริงครับ”

“เฮ้อ...เด็กคนนี้หัวดื้อมากนะ ไม่ค่อยชอบทำตามคำสั่งใคร ใจร้อน ชอบทำให้ฉันปวดหัวอยู่เรื่อย”

“ผมเข้าใจครับ”

ร่างสูงฉีกยิ้มเจือจางเป็นการตอบรับ ท่าทางแก้วตาดวงใจของพ่อแม่จะสร้างปัญหาไว้ก่อนจากไป ยังไงก็ต้องบอกจุดประสงค์หลักที่พวกเขากลับมาที่นี่ มัลโก้คุกเข่าลงอีกครั้ง สร้างความฉงนให้คุณพ่อเป็นอย่างมาก

“ทะ ทำอะไรน่ะพ่อหนุ่ม?”

“คุณพ่อครับ ขออภัยที่กระผมแนะนำตัวช้าไป แต่ผมมีเรื่องจะขอร้อง ช่วยยกลูกชายของคุณให้ผมด้วยเถอะนะครับ”

“หะ?”

ในห้องโถงกว้างที่มีสองแม่ลูกคุยกันอย่างสนุกสนานนั้นมีใครบางคนเดินกลับเข้ามาด้วยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาหวานเหลียวมองคนรักด้วยท่าทีกังวล แต่นอกจากรอยยิ้มแล้วก็ไม่มีคำพูดใดๆ

“มีอะไรเหรอคะคุณ? สีหน้าดูเครียดจัง”

ชายหนวดยาวไม่ตอบ แค่มองคนที่เดินมาด้วยกันอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่านั้น เขาเดินมานั่งข้างภรรยาและไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากที่บูดบึ้งเลย มัลโก้จึงถือโอกาสนี้บอกเรื่องที่เขามาแก่คุณแม่บ้าง

“ผมมานี่เพื่อสู่ขอลูกชายคุณครับ”

!? ขอเอสเหรอ?”

เธอมองมาที่เขาสลับกับสองพ่อลูกด้วยใบหน้าอึ้งนิดๆ ทั้งพ่อทั้งลูกเอาแต่ก้มหน้างุดไม่สบตาใคร เธอเริ่มจะรู้เหตุผลของใบหน้าเคร่งเครียดแล้ว แต่ว่า...การที่สามีเธอไม่พูดอะไรแปลกว่าปฏิเสธเด็กคนนี้ไม่ได้เหรอ?

“ตกใจเลยนะเนี่ย...แต่เธอแน่ใจแล้วเหรอ? ลูกน้าทั้งดื้อทั้งรั้น ดูแลลำบากนะ”

“แม่!

“หลังจากที่ผมได้อยู่ใกล้เขามาซักพัก มันทำให้ผมมั่นใจว่าเอาเขาอยู่แน่ครับ เอสมักจะดื้อรั้นแถมยังเรียกร้องความสนใจอยู่บ่อยๆด้วย คิดว่าผมพอจะมองเขาออกครับ”

ลักษณะนิสัยของลูกชายเธอ เขาบอกมาได้ค่อนข้างตรง ถ้าไม่เหลียวมองหรือไม่ใส่ใจจริงๆคงไม่มีทางรู้แน่ เอสมักจะเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้เสมอ ใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มพวกนั้น มีความทุกข์แบบไหนอยู่ คนทั่วไปมักจะเดาไม่ออก

 

!? …มือของเอสเหงื่อออกมาเลย...ดวงตาของลูกเหลือบมองเขาตลอดเลยนะ แล้วใบหน้าแดงระเรื่อนั่น...แม่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ...นี่ลูก...รู้จักมีความรักตั้งแต่เมื่อไร? ......

 

“นั่นสินะ พวกน้าเองก็แก่มากแล้ว คงอยู่ให้เห็นกันได้ไม่นานนัก ถ้าลูกชายน้าจะฝากชีวิตไว้กับใคร เป็นเธอก็ไม่เลวนะจ๊ะ”

“มะ แม่? นี่สรุปว่า?”

“จ๊ะ...ถ้าลูกมีความสุขแม่ก็ยินดี...ดูแลลูกชายน้าด้วยนะ”

“จะดูแลยิ่งกว่าชีวิตครับ”

เมื่อเธอตอบตกลงก็เหลียวมองใบหน้าดีใจสุดขีดของลูกชาย มือเล็กคลายออกช้าๆ โอบกอดคุณแม่เป็นการขอบคุณ ก่อนจะเปลี่ยนไปกอดคนรักที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มือหนากอดตอบ ลูบขยี้เรือนผมหยักศกอย่างเอ็นดูก่อนทั้งสองจะหันไปทางคุณพ่อที่ส่งเสียงกระแอมเตือน

 

เพื่อต้อนรับเอสกลับบ้าน และว่าที่ลูกเขยของพวกเขา ทั้งสองได้ชวนทั้งคู่อยู่ทานมื้อเย็น เล่าความหลัง ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ซึ่งทำให้ความลับที่ว่า พ่อตากับพ่อหนวดขาวเป็นเพื่อนกันแตกออก ไม่แปลกที่พ่อตาจะรู้จักว่าที่ลูกเขยอยู่ก่อนแล้ว

 

ตอนที่บอกว่าจะขอเอสไปเป็นเจ้าสาว คนเป็นพ่อก็โกรธใหญ่ด้วยความหวงลูก แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหว ร้องไห้โฮพร้อมเอ่ยปากฝากลูกไว้กับเขา ขอร้องให้ช่วยเก็บเงียบเรื่องที่เขาร้องไห้ด้วย จึงทำเป็นเดินคร่ำเครียดเข้าไปกลบเกลื่อน

 

มื้อเย็นเริ่มได้ไม่ทันไร สองพ่อลูกก็ทะเลาะกันเรื่องสถานที่จัดงานแต่ง เอสอยากได้งานเล็กๆแบบเป็นส่วนตัว แต่คุณพ่อตากลับให้ไปจัดงานใหญ่ในต่างประเทศ จะได้สมชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ฝ่ายลูกเขยกับคุณแม่ได้แต่นั่งคุยไปหัวเราะไป เพราะสำหรับพวกเขาจะยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละนะ

 

........สองคนนี้มักจะความเห็นไม่ตรงกันแบบนี้เสมอเลยสินะ...ให้ตายสิ....

 

.......................................................................

 

“ข้าขอสาบานว่าจะรักและให้เกียรติกันเสมอ จะไม่ทิ้งกันแม้ยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเดือดร้อน”

“ขอสาบานว่าจะรักและให้เกียรติกันเสมอ จะไม่ทิ้งกันแม้ยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเดือดร้อน”

“สวมแหวนและจูบสาบาน”

ที่โบสถ์ของเมืองข้างๆพวกเขามาขอทำพิธีแต่งงานกันเงียบๆสองคน โดยมีบาทหลวงช่วงเป็นสักขีพยานและดำเนินงานให้จนจบ แหวนสีเงินเกลี้ยงถูกจรดสวมลงบนนิ้วนางของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ เรียวปากเลื่อนเข้าจุมพิตเป็นพิธีสาบานต่อพระเจ้า แล้วพิธีก็สิ้นสุดลง

 

ตั้งแต่ออกมากจากโบสถ์ ร่างเพรียวก็เอาแต่จ้องไปยังแหวนบนนิ้วนางอย่างไม่รู้จักเบื่อ ในที่สุดความสงสัยก็ทำให้ต้องถอดออกมาดู แหวนเกลี้ยงๆธรรมดาไม่มีอะไรสะดุดเด่น ด้านในกลับมีลวดลายสลักอย่างชัดเจน

I...LUV... U คืออะไรเหรอ?”

“เป็นคำย่อว่า I Love You ยังไงล่ะ”

“เห? น่ารักเป็นบ้าเลยแฮะ...ว่าแต่แหวนแต่งงานทั้งทีนึกว่าจะเลือกแบบหรูกว่านี้ซะอีก”

“แบบเรียบๆดีแล้วล่ะ นายอาจจะไม่อยากบอกใครก็ได้ว่าแต่งงานแล้ว แบบเรียบๆจะได้ดูเป็นเครื่องประดับใส่เล่นมากกว่าของที่มีความหมายไงล่ะ”

ร่างสูงพูดตอบด้วยสีหน้าเฉยชา ท่าทางเขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับชีวิตแต่งงานซักเท่าไร แถมยังพูดราวกับว่า อยากปกปิดเรื่องนี้ก็เชิญเลย  ทำไมกันล่ะ? ไม่อยากจับจองฉันเอาไว้คนเดียวหรอกเหรอ?

“จะดีเหรอ? ที่ฉันอาจจะทำโสด จีบสาวไปทั่วเลยก็ได้นะ ฮอว์ค?”

“ฉันเชื่อว่านายทำไม่ได้หรอก ถึงจีบคนอื่นได้ แต่นอกจากฉัน นายคงไม่รู้สึกอะไรกับรสจูบจากคนอื่นหรอก”

“มั่นใจเหลือเกินนะ”

พอลองหยอดไปหยั่งเชิงดูเจ้าตัวก็ดันตอบกลับด้วยเหตุผลที่อ้างจากเรื่องจริง ร่างเพรียวเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อปกปิดความเขินอาย ใช่สิ! เขาถูกสะกดให้รักหมอนี่คนเดียวแล้วนี่นา จะไปรู้สึกพิเศษกับคนอื่นได้ยังไงเล่า!!

 

แต่ก็...ตกใจเหมือนกันนะที่ตื่นมาก็เจอเอกสารสมรส แถมเจ้าบ้านี่ยังบังคับให้เซ็นด้วยวิธีพิสดารอีก คิดแล้วแค้นชะมัด! แต่จะว่าเขาไปหมดก็ไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากความดีใจลึกๆที่เขาขอแต่งงาน คนบ้า...เผด็จการ...ชอบบังคับ...ฉันรักมันเข้าไปได้ยังไงนะ?

 

ฮอว์คขับรถกลับมาส่งแชงค์ที่บ้าน ร่างสูงแบ่งกุญแจห้องของเขาให้ดอกหนึ่งเผื่ออยากไปหา ร่างเล็กทำท่าปฏิเสธด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ จึงโดนฉุดเข้ามาบดจูบละมุนอย่างไม่ยอมให้ขัดขืน วิธีบังคับอันคุ้นเคย หากไม่รับต้องถูกเล้าโลมแบบนี้จนกว่าจะตอบตกลง เขาเลยจำใจรับมันมาแล้วรีบชิ่งออกจากรถโดยเร็ว

“ไปนะ ไว้ถึงแล้วจะโทรหา”

“ไปไกลๆเลยเจ้าเหยี่ยวหื่นกาม!!”

ร่างเพรียวปิดประตูรถเสียงดังอย่างตั้งใจก่อนจะเดินดุ่มๆเข้าไปในแมนชั่น เมื่อปิดประตูห้องได้ขาเรียวก็ทรุดนั่งลง มือเล็กๆยกขึ้นขย้ำเสื้อบริเวณอก

 

.......หัวใจมันเต้นแรงจนอดอัดไปหมดเลย......

 

!? ถึงบ้านไว้จังแฮะ

โทรศัพท์มือถือสั่นเตือนว่ามีคนโทรเข้า เจ้าของเบอร์คือชายที่เขาเพิ่งจะแต่งงานด้วยในวันนี้ แต่เจ้านั่นบอกว่าจะโทรมาหลังกลับถึงบ้านแล้วนี่? จากตอนนั้นยังผ่านไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ

“ครับ?”

“ไปนั่งทำอะไรที่หน้าประตูน่ะ?”

“หา!? พูดอะไรของนายน่ะ?”  ....เจ้าบ้านั่นเห็นเหรอ? .....

“ฉันยังไม่ได้ไปไหนนะ ตอนนี้เห็นนายชัดแจ๋วเลยล่ะ”

“เห?!!”

ร่างเพรียวลุกขึ้นไปส่องดูทางหน้าต่าง พบใครบางคนยืนโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มกริ่ม เขาปั้นหน้าบู้เลื่อนม่านลงปิดกระจกบานนั้นเสีย ก่อนจะกลอกเสียงใส่โทรศัพท์อย่างแฝงอารมณ์หงุดหงิดเล็กๆ

“หนวกหูน่า กลับไปได้แล้วเจ้าพวกถ้ำมอง”

“ไม่เอา...อยากอยู่ต่ออีกนิดนี่นา”

“ต้องการอะไรไม่ทราบหา?”

“ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าใกล้ๆหน้าต่างทีสิ เป็นไปได้ให้ปิดม่านก่อนนะ ฉันจะได้จินตนาการจากเงาเอาน่ะ”

“ไอ้บ้า! โรคจิต! วิตถารกำลังสอง!!”

“ล้อเล่นน่า...หลับฝันดีนะแชงค์ เสียดายที่คืนนี้ยังไม่ได้เข้าหอกับนาย”

ร่างสูงหัวเราะติดตลก ก่อนจะบอกลากันด้วยน้ำเสียงชวนให้ในเต้นแรงอีกครั้ง ฟังดูเขาเสียดายอย่างมาก แต่ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว และเขาจะขาดสอนไม่ได้อีก การอยู่กับเจ้านั่นจะทำให้หมดแรงจนลุกไม่ไหวเอา

 

เสียงรถแล่นออกไปจากตรงนั้น ทำให้ร่างเพรียวเปิดม่านออกเล็กน้อยเพื่อแอบมองจนแน่ใจ ก่อนจะเลื่อนเปิดออกอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุสุดวิสัยทำให้เขาต้องหยุดงานกระทันให้ ถ้าขาดอีกได้ตกงานแน่ ยังไงก็อยากทุ่มเทให้เต็มที่ และคงเป็นแบบนี้ไปอีกพักใหญ่

 

...................................................................

 

หลังข้าวเย็นแบบครอบครัวสุขสันต์ ลูฟี่และลูกสาวก็พากันขึ้นไปรื้อของข้างบน เพราะมันเปิดเรียนแล้วจึงต้องเอาชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนออกมาให้ครบ ของที่เขาไม่ใช้แล้วอย่างดินสอน สี ปากกา ก็จะให้ชูการ์ไปใช้ ดอฟฟี่ตามขึ้นมาด้วยความอยากรู้ และเผื่อจะช่วยเหลืออะไรได้ เช่น ยกของหนักๆหรือเลื่อนอะไรหนักๆ

“โอ๊ะ? ลูฟี่...นี่อะไรเหรอ?”

“หือ? อ๋อ...นั่นชุดยูกาตะ เราใช้ใส่ในงานวัด”

“ใส่ให้ดูหน่อยสิ”

“ไม่ได้หรอก เขาไว้ใส่หน้าร้อนนี่นา”

“เถอะนะ”

อยู่ๆมิงโก้ก็อ้อนขึ้นมา ดวงตาแวววาวนั่นทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง ร่างเล็กหยิบยูกาตะของตัวเองมาใส่ทับไปกับชุดที่ใส่อยู่ปัจจุบัน ในขณะที่ฝ่ายคนอ้อนจับจ้องอย่างให้ความสนใจ

 

พอใส่ชุดเสร็จเจ้าตัวเล็กก็หมุนให้ดูสองสามที มิงโก้ปรบมือให้อย่างกับงานแสดงโชว์ แน่ล่ะว่าเขาสงสัย มิงโก้ดูตื่นเต้นเอามากๆเลย อย่างกับฝรั่งที่เข้ามาศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นงั้นล่ะ

“มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอมิงโก้?”

“อื้อ! ดูสวยมากๆเลยล่ะ”

เขาไม่เข้าใจความหมายของมันนัก ก่อนจะได้ชูการ์เป็นผู้กระซิบเฉลยให้ ถึงดอฟฟี่จะอยู่ที่นี่มานาน แต่นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว เขาก็ไม่ได้ศึกษาอะไรมาเลย นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นชุดยูกาตะ และวิธีใส่มันนั่นละนะ

“มิงโก้เป็นพวกคลั่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นเหรอ?”

“เปล่าค่ะ แค่เห็นเป็นครั้งแรกเลยรู้สึกแปลกใจน่ะ”

สองแม่ลูกกระซิบกระซาบกันไม่เกรงใจมิงโก้ที่ยืนหน้าฉงนอยู่แถวๆเตียง ร่างเล็กหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินเข้าไปหาคนรักที่อยู่ตรงนั้น

“มิงโก้ชอบเหรอ? ชุดแบบนี้น่ะ?”

“อื้อ ลูฟี่ดูน่ารักมากเลยนะ”

“ถ้าชอบไว้จะใส่ให้ดูบ่อยๆแล้วกันนะ”

“ได้เหรอ? มันไว้ใส่น่าร้อนนี่นา?”

“ได้สิ จะมีอีกแบบหนึ่งที่ใส่ได้”

“แจ๋วไปเลย”

ยิ่งโต้ตอบก็ยิ่งใกล้ ทั้งสองคนเริ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้กันมากขึ้น มือหนาออกอาการซุกซน ทาบววางไว้ที่เอวเว้าสวย เด็กน้อยยิ้มกริ่มก่อนจะยื่นเข้าไปกระซิบกับร่างสูงเบาๆแล้วจากไป

 

ทิ้งให้ดอฟฟี่ยืนหน้าแดงเรื่ออยู่ตรงนั้น ส่วนเขาก็ถอดชุดนั้นออกแล้วไปค้นของต่อกับชูการ์ เด็กสาวส่งสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยอดถามไม่ได้ แต่ลูฟี่กลับอุบอิบไม่ยอมบอกเธอ

 

....ก็แค่พูดว่า.....ตอนนี้จะใส่ให้ดูไปก่อน...ไว้คราวหน้าจะให้ลองถอดด้วยตัวเองดูเลย........ยังไงล่ะ.....

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

439 ความคิดเห็น

  1. #435 Jitlada Jakthong (@fha333777) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 10:50

    อร๊ายยย อ่านไปยิ้มไปเมื่อคนบ้าแล้วตอนนี้

    #435
    0
  2. #268 vviiwwyy (@vviiwwyy) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 18:51
    อร๊ายยยย ฟี่น้อย พูดซะเขินแทนเรยอ่าาาาาา 5555555
    ใกล้จะจบแล้วสินะ มะรัยฟี่น้อยจะแต่งอ่าาา อยากเหนๆๆ
    #268
    0
  3. #267 Hina_Sakura (@hina_sakura) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 12:59
    น่าร๊ากกกกกก กันทุกคู่เลย>///<
    โดยเฉพาะเสี่ยกับฟี่ อื้อหือ ไม่เกรงใจต่อคู่อื่นเขากันเลยสักนิด
    แต่ก็ใช่ว่าจะน้อยหน้ากันนา... ไม่น่าเชื่อว่าคู่ของฮอว์กกับแชงค์จะแต่งไปก่อนเพื่อน(ใช่ไหม?) ต่อไปก็เป็นหนูเอสกับพี่นก 
    เอิ่ม... พอมาลองคิดดูอีกที คู่เสี่ยเนี่ยคงไม่ต้องแล้วล่ะมั้ง. พอฟี่น้อยเรียนจบก็ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของเสี่ยซะเลย ออกจะสงสารพี่สาวสองคนอยู่นะ แต่ภรรยาก็ต้องอยู่บ้านสามีสิถึงจะถูก

    และไม่ท้ายที่สุด คู่คุณหมอออออ คิดจะได้เป็นเจ้าของโรงพยาบาล และนั่นหมายถึงคิดสามารถอยู่กับคุณหมอได้ตลอดแล้วววว คุณหมออย่าห่วงแต่งานเท่านั้นนะคะ แบ่งเวลามาให้คิดเขาอ้อนบ้าง เดี๋ยวเกิดเก็บกดมากๆ ระวังจะโดนจับกดทีเดียวแบบลุกไม่ขึ้นไป3วันนะคะ 555+
    #267
    0
  4. #266 ..BBooKK.. (@horseaholic) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 08:55
    ตายแล้วๆ หนูลูฟี่ยั่วกันเกินไปไหมน่ารักมากกก เดี๋ยวป๋านกก้จัดหนักให้หรอก55
    #266
    0