สิบคราวิวาห์วอน

ตอนที่ 12 : บทที่ 5.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1318
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    21 พ.ค. 62



ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีนิสัยร้ายกาจถนัดแสดงมุมร้าย ๆ ทุกเชื่อวัน พอคิดอยากจะพูดเหมือนคนธรรมดาทั่วไป มันก็ดูขัดกับบุคลิกพ่อตัวร้ายอย่างเขาพิลึก

ใต้หล้านี้คงมีแต่เจ้าที่กล้าทำร้ายฮ่องเต้

ดำก็ดำ งามรึ...ไปส่องกระจกดูที

ข้าไปหลงชอบเจ้าได้ยังไง

โยวซินคิดผิดถนัดที่มองเขา ดีเกินไปนี่ต่างหากเล่าถึงจะเป็นฮ่องเต้อู่ผานตัวจริง สามารถรักและลืมเหมือนดั่งลมพัดไหว อยู่มอบความอบอุ่นเพียงครู่แล้วคล้อยจากไปทิศอื่น นางหยุดการกระทำทั้งหมด มือผลักตัวเขาออกเต็มแรง ดวงตาอาบไล้ม่านน้ำจาง ๆ ปากคลี่ยิ้มหยัน

อู่ผานกัดฟันกรอด เมื่อรู้ว่าแม่เต่าน้อยกำลังหันหลังกลับเข้าสู่กระดองหินพร้อมที่จะกลิ้งลงสู่ก้นบ่อตามเดิม ซึ่งเขาจะไม่ยอมปล่อยให้มันเกิดขึ้น!! ช่วงแขนแข็งแรงกระชากร่างบางเข้ามากอดเพื่อปิดทางหนี รวบรวมความกล้าเต็มเปี่ยม แล้วเอ่ยปากพูดโดยไม่หันมองหน้านาง

ข้าไม่เคยมีอะไรกับหญิงอื่น!! ยังจะต้องให้ข้าสาธยายความน่าอายของตัวเองต่อหน้าเจ้าอีกหรือไม่?”

...ถ้าข้ารู้วิธี...รับรองข้า...เมื่อคืน...และ...จะไม่ปล่อยให้เจ้าลอยนวลได้แบบนี้แน่

เสียงองครักษ์ปะทะฝีปากกับสาวใช้นอกเรือนพลันเงียบกริบ อ่างน้ำในมือเสี่ยวไช่ร่วงโครม ถาดน้ำชาของเสี่ยวอวี้พลัดตกกระจาย ขนาดเสี่ยวชุ่นผู้รักสงบไม่แคล้วชุนเข็มผิดด้าน แม้เหล่านางยังหัวอ่อนเรื่องระหว่างชายหญิง แต่ลำพังแค่ความหมายประโยคแรกนั่นก็ชัดเกินพอแล้วกระมัง

โยวซินสติดีกว่าใครอื่น นางเพิกเฉยต่อเสียงรอบข้างรีบพลิกตัวขึ้นทับร่างหนากดมือปิดปากเขาไว้ ก่อนคนบ้าบิ่นผู้นี้จะพูดมันออกมาทั้งหมด

ใจดวงน้อยเต้นรัวไม่หยุด...ราวกับดิ่งลงก้นเหวแล้วถูกฉุดขึ้นฟ้า 

อู่ผานหน้าแดงก่ำ เบี่ยงหน้าหลบสายตาคนใจดำ นอนนิ่งดังคนสิ้นลมปราณขณะที่แขนยังกอดเอวบางไว้แน่น ในหัวคิดวนเหมือนเดินอยู่บนกำแพงวังหลวง ทั้งสูงและหนาวเหน็บ

สำหรับเรื่องเมื่อคืน....นางดูไม่ออกจริง ๆ หรือว่าต้องการแก้แค้นเขากันแน่

เฮ้อ...เป็นคนร้ายอย่างเดิมนะดีแล้วอู่ผาน สารรูปแบบนี้...เจ้าหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ  

ข้าเคยอยากลืมเจ้า...แต่สุดท้าย...อย่าให้ข้าเล่าเลย

น้ำเสียงแข็งกร้าวเสียสิบส่วน ต่างกับท่าทีที่แสดงออกให้นางเห็น ขืนโกรธมากอีกฝ่ายไม่ง้อ ใครเดือดร้อนเล่าถ้าไม่ใช่เขา

ยังอยากฟังอะไรอีก...หรือจะฟังเรื่องหน้าอายกว่านี้

ขันทีในวังยังมีขุนนางรับเลี้ยง ส่วนข้าเหมือนเพิ่งเริ่มหัดคลาน เจ้าไม่นึกอยากหัวเราะข้าสักหน่อยหรือ?”

โยวซินเลือกจะไม่ตอบ ดวงตาคู่งามทาบทับด้วยความรู้สึกเศร้าบาง ๆ สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าคมเข้มก่อนเอนตัวทาบลงกอดเขาไว้พลางยิ้มขื่น ความอัดแน่นในห้วงอกมานานปีผันเปลี่ยนเป็นสายน้ำผินออกหางตา หญิงสาวปล่อยให้ความเงียบช่วยหาคำพูดสักหนึ่งคำไว้เอ่ยกับเขา

อู่ผานนิ่งอึ้งอยู่นานครู่ใหญ่ ราวกับถูกความอ่อนโยนสายหนึ่งพุ่งเข้าเล่นงานจนใจกลัว

กลัว...คิดไปเองว่าแม่กระต่ายน้อยมีรักต่อพ่อเสือตัวร้าย

ความคิดถกเถียงกันไปมา ด้านหนึ่งคอยย้ำบอกตน ห้ามเร่งเร้าหรือถามอะไรออกไปในตอนนี้ พอได้ตรองดูหลาย ๆ รอบกลับพบว่าการสารภาพความในใจอันแสนน่าอับอายเสียสิ้นศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยเสียทีเดียว

เพราะสำหรับเขา...มันช่างคุ้มแสนคุ้ม พลางนึกอยากเอ่ยประจารตัวเองสักหลายคำ อู่ผานจึงสวมวิญญาณผู้กล้าหน้าด้านกระซิบบางอย่างให้นางฟังต่อ ล้วนเป็นเรื่องที่นางเข้าใจผิดมาแต่ต้น ยิ่งนางออกอาการทุบตีขวยอายเขาก็ยิ่งย่ามใจ

อู่ผานหัวเราะร่วนดวงตาพริ้มสุข ปากยุแหย่ไม่ยอมหยุดพูดโดยง่าย ชั่วขณะเสียงหยอกล้อเริ่มยากจะหาวิธีมารับมือเขา กลีบปากหอมหวานนุ่มทาบปิดผนึกบนเรียวปากหยักหนา เสียงหัวเราะนั้นเงียบสนิททันตาเห็น เหลือแต่เพียงลมหายใจบาง ๆ ขยับเบียดจุมพิตโอ้ล้อมนางจนสั่นทั้งตัว

ถ้าขยับอีก...ไม่ใช่ข้าที่รังแกเจ้า แต่เป็นอู่ผานใหญ่จอมเกเร

เสียงทุ้มพร่าแว่วดังข้างหูแฝงนัย นางคงลืมสิ้นกระมังว่าเขาอยู่ในสภาพแรกเกิด มีเพียงกายนางห่มแทนผ้ามาทั้งคืน แล้วยังริอ่านมานอนทับลอบปลุกระดมข้าศึกในตัวเขาไม่หยุดอีกหรือ  

โยวซินใจเต้นระรัว ถูกความรูสึกอุ่นร้อนประดาดังเข้ามาล้อมใจเช่นนี้ อันตรายต่อใจนัก นางขยับกายออกจากตัวเขาไม่เอ่ยคำพูดใด มือหยิบผ้าคลุมตัวนอกปิดในสิ่งที่ตนไม่อยากเห็น แต่อู่ผานกลับไม่ยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ  

เขาเอาแต่นั่งมองด้วยสายตาอ้อยสร้อย ประคองตัวแม่แมวน้อยไว้บนตักซีกขวาใบหน้างอง้ำ

ไยข้ารู้สึกเหมือนถูกใช้แล้วทิ้ง...อีกสักพักเจ้าก็ต้องพูดว่าเชิญออกไปทางหน้าต่างโน้น...

แม้ใจจะอิ่มลึกล้ำในรอยจูบเมื่อครู่ที่นางเป็นฝ่ายมอบให้ แต่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เสื้อผ้าอาภรณ์ของนางอยู่ครบ

ส่วนเขา...ดูอย่างไรก็เหมือนบุรุษจากหอมโคมฟ้า[1]ที่เพิ่งถูกพรากความบริสุทธิ์ ดอกไม้เริ่มผลิบานมวลลมพายุตอนเหนือพลันตั้งเค้าเปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีหม่นด้วยเสียงเรียกของเสี่ยวไช่

พวกท่านจะเอาอย่างไรกันแน่? นี่มันเรือนของคุณหนูใหญ่ของข้านะ เหตุใดข้าถึงเข้าไปไม่ได้!!”

เสี่ยวไช่ยืนพูดจนเหนื่อย แต่พอพูดไปยิ่งเหมือนพ่นลมหายใจใส่กำแพง พวกเขาหาได้รู้สึกรู้สาไม่ นางรู้ว่าคุณหนูมีวรยุทธ์สูงส่งจึงไม่คิดห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ทว่าปัญหาคือนายท่านหลางให้นางมาตามถึงสามครา นางแก้ตัวเหมือนด่างในน้ำ[2] จนไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรแล้ว

คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เจ้าคะ

ศึกด้านนอกระหว่างองครักษ์กับสาวใช้ถึงคราวตัดสิน เสี่ยวไช่ในฐานะเจ้าถิ่นรวบรวมสาวใช้สิบคนผลักฉางเทาฉางเทียน บานประตูหน้าเรือนผนวกอักษรจึงถูกดันออกสำเร็จ

อู่ผานตวัดข้อมือเกี่ยวผ้าคลุมภาพมาห่มกายหญิงสาว แววตาขึงเครียดแผ่อำนาจกดดันอย่างหนัก ถ้าหากมีใครขยับเข้ามาใกล้เป็นได้มีเรื่องแน่ โยวซินกลับรอบคอบกว่าเขามาก ตลบฝ่ามือดึงฉากกั้นไม้ปิดสายตาทุกคน เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นฮ่องเต้ นางอาจล่วงเกินเขาได้เฉพาะในจวน แต่สำหรับผู้อื่นมิควรด้วยการทั้งปวง  

จากนั้นโยวซินเบนหน้ามองไปที่คนของตน แลเห็นเหงื่อซึมทั่วใบหน้าเรียว ช่วยยืนยันว่าอีกฝ่ายคงออกแรงเดินออกนอกเรือนหลางหยางไม่ต่ำกว่าห้ารอบ กอปรกับนิสัยของสาวใช้ของนาง ไม่ต้องให้เอ่ยมากความกลับรู้สิ่งที่พึงควรปฏิบัติ ถ้าหากไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นย่อมมิฝืนคำสั่ง ดูท่าจวนเชี่ยวหลานคงมีสิ่งใดเกิดขึ้นแน่ เสี่ยวไช่ถึงลนลานกล้าบุกเข้ามาในห้อง

โยวซินถอนใจเบา ๆ ก่อนบอกให้เจ้าตัวรีบรายงาน

คุณหนู...บุรุษดวงพิฆาตภรรยา บุรุษปากพล่อย กับชายหน้าหยกเข้ามาขอพบกุนซือน้อยตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ นายท่านหลางรับหน้าอยู่ในห้องโถง

ครั้นพูดจบเสี่ยวไช่ก็แยกเขี้ยวใส่ฉางเทาฉางเทียน กดน้ำหนักเท้าเน้น ๆ บนปลายเท้าอีกฝ่าย การยึดถือมั่นต่อคำสั่งนายนางก็พอเข้าใจ แต่ร่วมส่งเสริมให้ นายตัวเองมาระรานคุณหนูบ้านอื่นมันใช้ได้ที่ไหนกัน ขอให้นางได้เอาคืนสักหน่อยเถอะ!!   

โยวซินเกือบสำลักน้ำลาย เสี่ยวไช่ไม่ธรรมดาจริง ๆ แยกขาวแบ่งดำตามความชอบส่วนตน สำหรับคนที่นางชอบมักเปลี่ยนสรรพนามให้เป็นชายหน้าหยก ต่างจากบุรุษทั้งสอง

พอนางได้ฟังว่าพวกเขาต้องการพบใคร โยวซินมิใคร่แปลกใจเท่าไรนัก ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง  

อารมณ์หวานล้ำถูกขัดยังพอพอ แต่คราเมื่อได้ยิน บุรุษดวงพิฆาตภรรยา ดวงตาของอู่ผานวาวแสงโรจน์ดั่งคนโกรธจัด นึกย้อนถึงเหตุที่ทำให้เขาบ้าคลั่งหน้าโรงน้ำชาอวิ๋นไท่ มือกำแน่นก่อนทุบลงพื้นสนั่นพร้อมเสียงฮึ่มในลำคอ

เจ้าชอบมัน...เขาพยายามพูดรอมชอม ตามแบบของผู้ไต่สวนที่ดี แต่ใบหน้าบิดเบี้ยวแทบรั้งอารมณ์ร้อนไว้ไม่อยู่

โยวซินตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเอง ปล่อยให้คนโมโหร้ายคิดนำไปก่อน นานครู่หนึ่งถึงจะเอ่ยปากตอบ ฮานเสวียนหรือ? เป็นบุรุษที่น่าสนใจไม่น้อย หากเปรียบเปรยให้เห็นภาพสักหน่อย อาจเทียบเท่าได้กับกระบี่ถนัดมือของผู้ยอดยุทธ์ ปลายจรดด้ามไม่หักโค้งหรือย้อนแทงตัวผู้ถือ

เพียงแต่กระบี่ดี ย่อมมีความทะนงตัวสูง ไม่ปล่อยให้ใครถือครองมันโดยง่าย ซึ่งในกาลหน้าเขาจะช่วยแบ่งเบาภาระท่านได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าขุนนางที่สักแต่ว่ามีปากพูด รู้มากจนรู้เลี่ยงเป็นกรด

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแฝงชี้นำให้อู่ผานแลเห็นในมุมกว้าง ด้วยอำนาจของเขาสองมือ ยังไม่นับว่าแกร่งพอจะต้านฐานอำนาจเก่า ด้วยเพียงคว่ำหงายฝ่ามือเดียว ต้องอาศัยสร้างอำนาจใหม่ให้คุณกับคนใต้อาณัติ โดยนิสัยนางมักให้ค่ากับชนรุ่นใหม่มากกว่าเลือกใช้หมากตัวเดิม คำพูดสิ้นเปลืองพวกนี้ ล้วนหลั่งออกมาจากใจที่หวังดีต่อเขาทั้งสิ้น  

อย่า ชม มัน ต่อ หน้า ข้า!!” เสียงบันดาลโทสะครั้งนี้ไม่เบาเลย หากมีเสือแม่ลูกอ่อนอาศัยอยู่แถบนี้ อู่ผานอาจเป็นศพรายแรกเพราะเรียกมันมาเพราะความบ้าดีเดือด บานไม้กั้นแตกกระจายละเอียด ม่านรอบห้องล่วงกราว  

ติดก็เพียงแต่...ต่อให้เขาโมโหกระทั่งแปลงร่างเป็นทวยเทพเก้าชั้นฟ้า กลับใช้ไม่ได้ยามอยู่กับนาง เสือน้อยที่กลายเป็นแมวมีลักษณะเช่นไร ดูได้จากบุรุษชื่ออู่ผาน

เพียะ!!” เสียงมือกระทบเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง สลายความโกรธทั้งปวง เงาร่างของความน้อยใจเข้ามาสิงสู่แทนที่

ฉางเทาฉางเทียนลอบกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ ค่อยก้าวถอยหลังออกไปหลายจั้ง ในหัวเริ่มจัดลำดับความสำคัญของคุณหนูใหญ่เสียใหม่ เช่นเดียวกับเสี่ยวไช่เสี่ยวอวี้ แม้จะอยากอยู่ชมใกล้ ๆ แต่ลงได้เป็นเรื่องของนาย บ่าวไม่ควรข้องเกี่ยว แอบซุกซ่อนรอยยิ้มชื่นชมคุณหนูของตนแล้วออกไปยืนหลบอยู่ข้างประตู

อู่ผานสะบัดหน้าหนีก่อนถูกดึงกลับมา

รู้จักเจ็บด้วยรึ? อย่ามองด้วยสายตาเช่นนั้นนะ!! แล้วห้ามหันหน้าหนีข้าด้วย!!”

โยวซินขึ้นเสียงสูง นางเสียดายจริง ๆ ที่ไม่ชิงฟาดเขาให้ตายไปซะตั้งแต่เมื่อคืน และไม่ว่าจะกี่ปีผ่านพ้น หากกล่าวถึงเรื่องคุมสติ นางยังอยู่เหนือกว่าเขาอยู่อักโข

ยังนึกแปลกใจมิคลาย เขาแน่หรือที่ถูกชาวบ้านกล่าวชมว่าเป็นมังกรเกล็ดทองเก้าชั้นกลับชาติมาเกิด บารมีแผ่ไพศาล จิตใจกว้างขวางดุจแผ่นฟ้า ไยอยู่กับนางเหมือนลูกสุนัขป่า ใจคับแคบไม่พอซ้ำยังร้ายไม่เลิก

เอาเถิด...อย่างน้อยเขาก็ได้ช่วยลบเม็ดทรายตกค้างในใจนางออกเกือบหมด นางจึงมิอาจเห็นแก่ตัวปล่อยให้คนบ้าดีเดือดคิดเองเออเอง ประเดี๋ยวเกิดพลั้งพลาดจับใครมาประหารเข้า เรื่องราวจะวุ่นวายไปกันใหญ่ พลันตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตนไตร่ตรองไว้ดีแล้วให้เขาฟัง...

ข้าไม่ได้เลือกคู่หมาย...

ประโยคเดียวได้ผลชนัก...

อู่ผานหุบปากสนิท เบิกตามองคล้ายไม่เชื่อ หรือหูจะเพี้ยนไป? พลันรีบคว้ามือนางมาตบหน้าเบา ๆ ก่อนนำมือนั้นมาถู ๆ ข้างแก้มจึงพบว่านี่ไม่ใช่ฝัน

ถ้ายังบ้าอยู่ เชิญท่านกลับไปได้ คิดจะประหารข้าค่อยมาวันหลัง

ดวงตาคมดุจมังกรฟ้ากวาดมองเรือนผมสีดำดุจนิลกาล สยายยาวผ่านกรอบหน้าจรดถึงพื้นนั่ง ปลายผมบางส่วนเกี่ยวพันจนแยกไม่ออกของใครเป็นของใคร แล้วมาหยุดมองอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มเสมือนดั่งบ่อจุดชนวนอารมณ์หวาม บัดนี้บวมเจ่อเพราะถูกรังแกมากกว่าสิบหน

แต่งให้ข้า...อู่ผานย้ำคำขอเดิม แม้จะรู้ว่านางไม่มีทางตอบรับ

บรรดาบ่าวไพร่และองครักษ์พึงตระหนัก เวลานี้ไม่ควรเอ่ยแทรก แต่ควรถอยออกไปนอกเรือนเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาว โดยเฉพาะฉางเทาฉางเทียนผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน นายเหนือหัวเมามายไม่ได้สติจนเกิดเรื่องวุ่นวาย ล้วนสืบจากปัญหาหัวใจเรื้อรัง  

หนึ่งปี โยวซินเอ่ยเสียงเรียบ

นางแลเห็นเงาคลื่นของความตื่นกลัวในแววตาคู่นั้นแต่ไม่คิดอธิบาย ทำให้อู่ผานประหวัดถึงตอนอายุแปดขวบ เขาและนางเพียรฝึกวิชากับท่านอาจารย์อย่างหนัก จวบกระทั่งสามารถหาบน้ำขึ้นบ่าโดยไม่มีเหงื่อไหลออกมาสักหยด

ครานั้นท่านอาจารย์มอบคำถามหนึ่งข้อ...สิ่งแรกที่เขาอยากทำคือสิ่งใด? อาจด้วยความใสซื่อของเด็ก เขาจึงสามารถเลี่ยงตอบคำถามด้วยสีหน้าเบิกบาน แต่พอผ่านมาไม่กี่วันเขาก็ได้แก้แค้นให้บิดามารดา จนเกือบต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต และมีเสียงร้องไห้ปลุกให้เขาตื่นขึ้น...

ภายหลังจากรักษาตัวจนหายดี โยวซินฝากคำพูดไว้เพียงถ้อยคำสั้น ๆ ว่าหนึ่งปี...

หนึ่งปีความหมายของมันช่างกว้างเสียจนหาคำมาจำกัดความไม่ได้ ความโกรธของนางไม่ต่างกับเวลานี้ ใจเขาจึงหนาวเหยือกดุจน้ำแข็งค้าง หนึ่งปีที่ว่านั่น...มันคือการตอบรับหรือบทลงโทษกันแน่?  

ข้าจะรอดู

โยวซินพูดพลางกดนิ้วกลางหว่างคิ้วหนาของคนช่างคิด แล้วกดย้ำ ๆ อีกทีให้มันคลายตัวลง ซ่อนอารมณ์หลากหลายไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย  

อู่ผานกลายเป็นคนใบ้ ปากท่องคำว่า หนึ่งปีวนไปมาซ้ำ ๆ แล้วนำมารวมกับ ข้าจะรอ นี่ไม่เท่ากับว่านาง...

หรือจะให้ข้าเพิ่มเป็นสองปี?”



[1] หอคณิกาชาย

[2] ตรงกับสำนวน แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ หมายถึง โกหกทั้งที่รู้ความจริงทุกอย่าง


---------------

ทิ้งท้ายจากผู้เขียน

เมื่อวานนี้อับไม่ทันเพราะ edit คำเพิ่มไปอีกหน้าเต็ม ๆ ปาไปตีสาม เลยขอตื่นมาชดเชยให้ทุกคนแทนในเช้านี้

ขอบคุณมากนะครับสำหรับกำลังใจ และทุกคอมเม้น รู้สึกว่าจะเขียนบทที่ 5 นานกว่าตอนอื่น 

เจอกันตอนต่อไป พร้อมเสิร์ฟความแซ่บปนฮาของตัวละครในเรื่องตัวอื่นๆ  ต่อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #28 Tiemchan (@Tiemchan) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 09:28
    สนุกค่า แต่อย่าปรับโหมดเป็นดราม่านะคะ อยากให้ฮา น่ารักแบบนี้
    #28
    1
    • #28-1 (@azooii) (จากตอนที่ 12)
      24 พฤษภาคม 2562 / 14:04
      ไม่มีดราม่าแน่นอนครับ แม้จะมีพระรองแต่ไม่โดดเดี่ยวแน่นอน//ขอโทษที่ตอบช้านะครับ ระบบการแจ้งเตือนไม่ขึ้น
      #28-1