สิบคราวิวาห์วอน

ตอนที่ 3 : บทที่ 1.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    6 พ.ค. 62

ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป หลางโยวซินหัวเราะจนน้ำตาไหล นางเอาแต่เอ่ยถึงนิยายเล่มโปรดที่เพิ่งอ่านจบใหม่ ๆ พร่ำบรรยายเป็นฉากตอนให้เขาฟัง หรือเรียกได้ว่าบังคับเขาให้ฟังนางน่าจะเหมาะกว่า

จนแล้วจนรอดเขาก็ได้แต่นั่งหงอย หมวกสวมถูกโยนทิ้งอย่างไร้ค่าเหลือแต่ผ้าสีเงินพันมวยผมอวดรูปหน้าสง่างามสมวัย เสื้อตัวนอกที่ตนแสนภูมิใจถูกแหวกออกรับอากาศ พร้อมทั้งพาดขาขึ้นบนโต๊ะอย่างไม่อินังขังขอบ ความเชื่อมั่นถูกนางพังเสียหมดเช่นนี้แล้วเขาจะห่วงภาพลักษณ์อีกทำไมกัน

ดั่งที่นางบอกไว้มิผิด พญาอินทรีย์เดือยทองนึกอยากเปลี่ยนเป็นนกกระสาขาวเพียงข้ามวัน ให้มองอย่างไรก็ดูขัดตาความหมายของนางคืออย่าเป็นเลยคุณชายสูงศักดิ์ ทำตัวเสเพลแบบเดิมดูเหมาะกับเขามากกว่า 

เจ้าจะแต่งงานจริง ๆ หรือ? ทำไมไม่เป็นข้า...

คิ้วหนาดุจกระบี่ทาบวางบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น บัดนี้ขมวดเป็นปมตามอารมณ์อัดแน่น ดวงตาลุ่มลึกราวน่านนภาไร้ขอบเขต พลันปรากฏภาพเงาของหญิงสาวตรงหน้าอย่างเด่นชัด

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แขนข้างหนึ่งพาดเป็นเส้นตรงขณะที่มือลอบกำไว้แน่น ต่อให้เป็นหินผายืนยัดร้อยปีก็มิอาจทานแรงลม แต่ใจนาง...เขารู้ดีว่าแกร่งกว่านั้นมาก แกร่งเสียจนตัวเขามิอาจฝ่าด่านเข้าไปวางหัวใจให้นางเห็นได้

หลางโยวซินหยิบหมากสีขาวขึ้นถือค้างไว้ พลางพิศมองบุรุษตรงหน้าอย่างช้า ๆ คนที่ถูกนางมองแล้วนัยน์ตาไม่สั่นไหว ฉายภาพเงาร่างของนางอยู่เด่นชัดคงมีแต่เขา และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่อีกฝ่ายยอมวางทุกสิ่ง ยอมแม้กระทั่งเปลือยใจให้นางสัมผัสเป็นคราแรก แต่นางกลับมองไม่เห็นชนิดของความห่วงหา หรือเศษเสี้ยวของความรักระหว่างหญิงชายจากดวงตาคู่นี้ได้เลย ถ้าหากเขาพึงชอบนางจริง ๆ ดวงตาของมนุษย์เราสามารถยิ้มได้ เหมือนดั่งท่านพ่อยามมองท่านแม่  

สิ่งที่นางสัมผัสได้จากเขา มิใช่ความรัก เป็นเพียงพลังของการปกป้องคุ้มครองปะปนการเอาชนะคะคานตามประสาคนที่มีลักษณะนิสัยแข็งกร้าวเทียมกัน  

โยวซินคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนวางหมากสีขาวในมือปิดทางระหว่างเขากับนางไว้ ถ้าเกิดอธิบายออกไปในเวลานี้ ย่อมไม่ต่างกับการปล่อยลมพัดผ่านร่างชั่ววูบ เย็นเพียงผิวกาย แต่ไม่ถึงข้างใน และนางก็เชื่อว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรยั่งยืนกว่าคนรักมากนัก

นางโตมากับครอบครัวขุนนาง เผชิญหน้ากับจุดหักเหในชีวิตถึงสองครั้ง เริ่มจากตระกูลหลางสายหลักต้องโทษประหาร ดุจนกผันปีกจากสายลมดำดิ่งสู่พื้น บ้างก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทาสแดนไกล โชคดีที่ครานั้นท่านพ่อแต่งงานกับท่านแม่แล้วแยกตัวออกมาก่อน แต่มิวายต้องตกระกำลำบากเกือบเจ็ดปีเต็ม เพราะเป็นช่วงผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน กบฏครองแคว้นบ้านเมืองระส่ำระสาย ผู้คนสูญหายล้มตายจำนวนมาก ช่วงเวลาดังกล่าวนางจดจำได้ดี

โยวซีได้พบเขาครั้งแรกตอนแปดขวบ ณ วัดร้างไถโจ ตั้งอยู่นอกเขตเมืองหลวงสามลี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับทิ้งศพนักโทษประหาร สภาพร่างกายเขาไม่ต่างอะไรจากศพ สิ่งที่ตรึงความรู้สึกนางไว้ในยามนั้นคือดวงตาวาวแสงสีแดงฉาน อย่างคนไม่ยอมรับความตายที่ผู้อื่นมอบให้แก่เขา ครั้นพอรอดพ้นจากความตายอย่างฉิวเฉียด ท่านพ่อท่านแม่เลี้ยงดูเขาเหมือนลูกอีกคน ไม่มีใครถามถึงอดีตหรือความเป็นมาเบื้องหลัง สุขกับการกินข้าวร่วมชาม หมอนหนึ่งใบนอนเรียงกันสามคน เนื้อหนึ่งชิ้นแบ่งกันสามส่วน กระทั่งได้กราบกรานศิษย์อาจารย์คนเดียวกันในภายหลัง

พอโตมาก็อย่างที่เห็น.... ใครจะรู้กันเล่าเด็กที่ครอบครัวนางช่วยด้วยเหตุบังเอิญ หวังชุบเลี้ยงให้เป็นคนนำขบวนม้าสร้างอนาคตใหม่ แท้ที่จริงแล้วจะกลายเป็นมังกรคืนบัลลังก์ไปเสียได้ แต่นางไม่มีทางเผยความจริงให้เขารู้เป็นอันขาด ขืนรู้เข้า...น่ากลัวว่ามีกี่สิบหัวคงไม่พอให้ตัดถวาย

ขาดคนเลี้ยงม้าขนมูลม้าไป...คิดแล้วก็น่าเสียดาย

คนเรามันก็ต้องแกล้งไขสือ ไหลลื่นตามน้ำบ้าง ชีวิตจึงจะยืนยาว

จู่ ๆ หลานโยวซีหัวเราะเสียงใส หัวเราะจนอีกฝ่ายหน้าดำหน้าเขียว ยามเห็นเขาโกรธแต่ทำอะไรนางไม่ได้มันก็มีความสุขไปอีกแบบ

อู่ผานอยากให้ข้าตอบจริง ๆ หรือแสร้งถามไปอย่างนั้นเอง

ข้าคิดแต่งงานหรือไม่นั้นได้ตอบไปแล้ว เสี่ยวไช่จะเป็นคนเลือก...

ทำไมไม่เป็นท่าน...จงอย่ารู้เลย

ดอกเถาฮัวในอ่างหยกเหมันต์กลายเป็นเถ้าถ่านเพียงคำพูดของนางจบลง เสี่ยวไช่เลี่ยงไปยืนหลบอยู่ข้างชั้นหนังสือตัวสั่นเทา ครั้นเมื่อประติดประต่อเรื่องราวของชายปริศนากับคุณหนูใหญ่เข้าด้วยกัน เหล่าผู้ติดตามที่แฝงตัวอยู่รอบตัวเรือนหลางหยาง ลืมหายใจไปชั่วขณะ มารู้ถึงความสำคัญของคุณหนูใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดีก็คราวได้ยินชื่อเรียกที่มิเคยมีใครกล้าเอ่ยเรียก

นับตั้งแต่องค์ชายเก้าอู่ผานหวนคืนบัลลังก์ ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับจวนอัครเสนาบดีลึกลับซับซ้อนจนกลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ขุนนางชั้นสูง พวกเขารู้แต่เพียงว่าองค์ฮ่องเต้มีพ่อแม่บุญธรรมกับสหายสองคน หนึ่งเป็นแม่ทัพน้อยบุตรชายคนรองท่านหลาง อีกหนึ่งยังเป็นปริศนา วันนี้โชคดีหรือร้ายยากจะบอก เพราะพวกเขาได้ล่วงรู้ความลับขั้นประหารเก้าชั่วโคตรเข้าให้แล้ว 

ข้าอยากฟัง!!” อู่ผานกลืนความขมฝาดลงคออย่างยากลำบาก เปลี่ยนจากนั่งเป็นยืนไพล่หลังรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า รอฟังคำที่นางพูดอย่างตั้งใจ แม้ข้างใต้อกนั้นจะเต้นระส่ำต่างกับท่าทางสบาย ๆ อย่างสิ้นเชิง

ข้อแรก...จำได้หรือไม่ เมื่อครั้งยังเด็กลำบากแร้นแค้นขนาดไหน มีวันหนึ่งท่านอาจารย์ยื่นถังหูลู่ให้แบ่งกันกินคนละครึ่งไม้ แต่น้ำลายท่านไหลอาบจนถึงก้านที่ถืออยู่ ความรู้สึกข้าตอนนี้ไม่ต่างกันกับตอนนั้น ใกล้เคียงกับคำว่า...

นางหยุดพูดเพียงเท่านั้น แต่เลือกใช้สายตากวาดมองเขายังจุดที่ต่ำกว่าเข็มขัด ก่อนจะเอ่ยต่อไป...

ถ้าหากไร้ดิน ไร้ฟ้า ไร้ผู้คน โลกนี้เหลือเพียงเราสอง แล้วข้าต้องแต่งให้ท่านจริง ข้าโยวซีขอยอมอยู่โดยเปลี่ยวเหงา ย่อมดีกว่าร่วมใช้สิ่งที่ผู้อื่นแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้อยู่ในรายชื่อบนถาดไม้ ดั่งเช่นคำพูดที่กล่าวว่า...เจ็ดวันไม่ซ้ำตำหนัก พิรุณโปรยปรายทุกหย่อมหญ้า เพียรรอได้เชยชิดหนึ่งครา เพื่อหยกติดกายท่านอันเดียว เพียงคิดตาม...ข้าก็ขนลุกไม่หยุด

น่าแปลกที่พวกนางยอมรับได้... หลางโยวซินเท้าคางมองซ้ำ ๆ อย่างไม่เข้าใจอะไรนัก เจ้าสิ่งนั้นมันน่ารักน่าเอ็นดูขนาดต้องแย่งชิงกันเชียวรึ? บุรุษอื่นสามารถมอบบุตรให้แก่เหล่านางได้เช่นกัน มิใช่เขาคนเดียวเสียหน่อย

หรือว่า...พอสิ่งนั้นเคลือบด้วยอำนาจ ผู้คนเลยพากันหลงไหลมากขึ้นกันนะ? โยวซินคิดทวนอยู่หลายรอบกลับไม่ได้คำตอบ ทำเอาคนถูกมองยืนขาชิดไม่ให้นางมองทะลุหยกล้ำค่ากลางตัวเหมือนท่อนไม้ผุเน่าท่อนหนึ่ง

อู่ผานสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ก่อนจะหันมาตอบนางเสียงอ่อนลง  

โยวซี...เจ้าควรหัดพูดให้กำลังใจข้าบ้าง อยู่กับพวกนางข้าเป็นเหมือนแผ่นฟ้า แต่อยู่กับเจ้าไยข้าเป็นเหมือนพื้นดิน... สายตาของนางดูเหมือนจะสนใจหยกพันปีของเขาจริง ๆ พอถูกมองอย่างพินิจนาน ๆ เช่นนี้ อู่ผานชักเริ่มยืนนิ่งไม่ไหว ต่อให้ใบหน้าอันแสนหล่อเหลาอาบด้วยหินปูนหนาเกินสองฉื่อ คำว่าร้ายจากคนทั่วไปฟันแทงไม่เข้า แปลกที่ไม่อาจทนสายตาสื่อถึงความรังเกียจของนางได้

นานครู่หนึ่งโยวซีจึงเอ่ยปากตอบ อู่ผ่าน...ท่านบอกเองว่าชอบให้ข้าพูดความจริง แล้วเมื่อคืนค้างกี่ตำหนัก...เล่าให้ข้าฟังบ้าง เผื่อมีจุดไหนน่าสนใจข้าจะได้ลองร่างพู่กันเขียนนิยายวางตามร้านหนังสือ ช่วงนี้กำลังว่างอยู่พอดี รับรองต้องดังกว่าเพียงหนึ่งใจ ข้าจะให้ท่านเป็นฮ่องเต้โฉดสิบหกวรรค จากนั้นก็ใส่บทเหล่านางสนมสามร้อยนางอบน้ำปรุงหอมฉุน ๆ เข้าแถวยืนรอหน้าห้องบรรทม ก่อนที่จะโดนฮ่องเต้โฉดเก็บรายตัว...

นางนั่งร่างความคิดเป็นฉากเป็นตอน หาได้สังเกตหน้าเขียว ๆ ของอู่ผานผนวกกับหูแดง ๆ เส้นเลือดตามช่วงแขนนูนเด่น ตามด้วยเสียงกรามบดกรวม ๆ ลั่นโพรงปาก

เอ...ไม่สิท่านดูโฉดน้อยไป...ต้องเขียนให้พวกนางเข้าไปพร้อมกันทั้งสามร้อยคนเลยถึงจะถูก เพราะฮ่องเต้ตัวจริง...นิสัยแย่กว่านิยายอักโข ปลายเสียงของโยวซีแม้จะเบาลง แต่ก็ได้ยินกันทั่วเรือนหลางหยาง อู่ผานเดือดดาลสุดขีด ระดมความคิดสรรหาคำมาแก้ต่างให้กับตัวเองไม่หยุด เพราะเขาไม่ใช่คนมักมากอย่างที่นางกล่าวหา พูดไปพูดมากลับเผลอเล่าเรื่องของตนเองเสียหมดเปลือก กี่ครา...เวลาใด...ตำหนักใด...   

เสี่ยวไช่แลเห็นทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันอยู่นาน ครั้นจะเอ่ยเตือนเวลางานเลี้ยงเริ่มแล้ว แต่หาจังหวะแทรกไม่ได้เสียที ได้แต่ยืนใบ้กินมองคนโน้นทีคนนี้อยู่เช่นนั้นเอง พอจะห้ามพลันเพิ่งนึกได้ว่านั่นคือฮ่องเต้ อีกคนเป็นคุณหนูใหญ่ เรื่องนี้จึงอยู่เหนือความสามารถของนาง

เจ้ากล้าเปรียบเทียบข้าผู้เป็นฮ่องเต้กับบุรุษในนิยาย!!” อู่ผานเอ่ยเสียงแข็ง เดินหนึ่งก้าว สบถบ่นหนึ่งคำ จากนั้นก็เดินวนอยู่เช่นนั้นเอง

ถ้าคนที่อยู่ตรงหน้าข้าเป็นฮ่องเต้ ควรเสด็จมาพร้อมขบวนและขอได้ทรงโปรดเข้ามาทางประตูเถิด มิใช่ถือวิสาสะปีนเข้ามาทางหน้าต่าง หญิงชายมิควรใกล้ชิด ข้าเป็นกุลสตรีผู้ยึดมั่นคำสอนบิดามารดา ย่อมต้องเคร่งครัดพึงปฏิบัติตาม แต่ถ้ามาในฐานะสหาย...เชิญปีนตามเดิมเพคะ

โยวซินถือความเป็นต่อในฐานะเจ้าถิ่น อู่ผานหน้าชาไปครึ่งซีก เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านพ่อบุญธรรมรู้ทุกอย่าง แต่นางยังกล่าวอ้างบทสตรีมีจรรยาอีกหรือ มันน่าโมโหนัก คิดจะโกรธนางก็เหมือนตัวเองกลายเป็นคนบ้า นิสัยของโยวซินชอบปั่นหัวให้เขาอับจนความคิด สุดท้ายเป็นเขาที่ต้องดับอารมณ์ลงก่อน ปรับน้ำเสียงเสียใหม่ค่อยพูดต่อ  

เจ้าไม่เสียใจสักนิดเลยรึโยวซิน? นั่นชีวิตเจ้า...กำลังจะแต่งงาน

เสียใจอะไรกัน หญิงสาววัยเดียวกับข้า มีบุตรไปแล้วถึงสามคน ข้าเองก็คงปฏิเสธท่านพ่อได้ไม่นาน หากแต่งตอนนี้มีลูกแล้วค่อยหย่าในวันหน้าก็ยังไม่สาย

อู่ผานได้ยินนางวาดแผนการของตนเองไว้ พลันรู้สึกเหมือนเส้นเลือดข้างขมับปูดจนแทบปริแตก นางคิดแต่งงาน...มีลูก...หย่า...แล้วขอลูกมาสืบสกุล นี่มันความคิดบ้า ๆ อะไรกัน แล้วเขาเล่ามาทำอะไรที่นี่ หากแต่งกับนางจริงคงไม่แคล้วโดนทิ้งขว้างราวลี่จือ[1]ยามถูกกินจนเหลือแต่เม็ด คิดแล้วใจรู้สึกคันยุบหยิบ เหมือนมีอะไรมาข่วนทั่วร่างทั้งชาทั้งเจ็บ

สตรีอื่นพูดเขาอาจไม่เชื่อ แต่โยวซินนางพูดจริงทำจริง...

เจ้าคิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องเด็กเล่นหรืออย่างไรกัน?”

เปล่า..ข้าเห็นท่านแล้วเหนื่อย หรือจะพูดแบบไม่เกรงใจละก็...ใกล้เคียงกับคำว่าขยาดสามภรรยาสี่อนุล้วนเป็นสิ่งที่มีมาแต่อดีต นางจึงไม่คาดหวังต่อตัวสามีในอนาคต เพราะในเมื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง หากพูดอีกแง่หนึ่ง...แต่งกับใครก็เหมือนกันหมด ยกเว้นเขา...

จงพูดมาตามตรง ข้าไม่เคยอยู่ในสายตาเจ้าเลยหรือ?”

อู่ผานหมุนตัวกลับมาช้า ๆ อาศัยการยืนอยู่ใต้แสงกันมิให้นางสังเกตเห็นอารมณ์และสีหน้าของเขา รู้ทั้งรู้คำตอบจะออกมาเป็นเช่นไร แต่มิวายถามให้ตัวเองเจ็บเพิ่ม  

ดาบสองเล่มถูกฝนคมกริบจนไม่มีส่วนใดที่ไร้คม ยามจับทั้งร้อนและหนักหน่วง หากนำมาฟาดฟันหักหาญกันเอง ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า...ผลจะเป็นเช่นไร ข้าแต่งกับใครไม่สำคัญขออย่าได้เป็นท่าน มิใช่เพราะความรังเกียจหรือติดเรื่องศักดิ์ฐานะ แต่ท่านคืออู่ผานสหายรักของข้า เป็นทั้งศิษย์น้องร่วมสำนัก กราบบิดามารดาคนเดียวกัน สิ่งนี้ต่างหากที่ข้าหวงแหนและไม่อยากสูญเสียมันไป 

โยวซินยกคำของอาจารย์มาเปรียบเทียบให้เขาเห็นภาพ พลางสังเกตว่าเขาเข้าใจมากน้อยแค่ไหน นางกับอู่ผานเป็นคนประเภทเดียวกัน ซ้ำยังรู้นิสัยดีเสียทะลุปรุโปร่ง ต่างเพียงแค่คนหนึ่งหญิงคนหนึ่งชาย

ท่านอาจารย์เคยเปรยอยู่บ่อยครั้ง เสียดายที่นางเป็นหญิง จึงไม่อาจรับช่วงบาตรต่อจากท่านอาจารย์ได้ทั้งหมด ทว่าปากเพียรพูดกรอกหูลูกศิษย์ ครั้นพอเมาทีไรวิชาลับแขนงใดล้วนตกถึงมือนางเป็นคนแรกเสมอ

ความเงียบงันไร้เสียงตอบรับ พาให้นางส่ายหน้าอ่อน เผยยิ้มบาง ๆ มุมปาก ดวงตาหงส์คู่งามเจือด้วยความรู้สึกหลากหลาย ยามได้ทอดมองสหายถอดความสูงศักดิ์พ้นห่างตัวจมปลักกับความคิดตัวเอง การทะเลาะกับคนผู้นี้เสียเวลาเปล่า อาจจะหนักกว่าถกปัญหาไก่กับไข่สิ่งใดเกิดก่อนกัน สักวันหนึ่งพอเขารู้ใจตัวเองว่าความรักคือสิ่งใด วันนั้นเขาจะมองสิ่งที่เคยคุยไว้เป็นเรื่องตลกขบขัน แม้นางจะไม่รู้ซึ้งในความรักเกินกว่าเขา แต่สิ่งที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่ล้ำค่าเพียงใด นางประทับใจมิรู้ลืมเพียงนั้น

หากได้แต่งงานกันจริง ๆ มีหวัง วันแรกก็ผมหงอกขาว หนึ่งมือคอยรับแรงริษยาจากเหล่านางสนม จะเดินเหินกินนอนระมัดระวังทุกย่างก้าว แม้เขาจะรับปากนางได้ทุกสิ่ง และนางเชื่อว่าเขาทำได้ ณ ตำแหน่งสูงสุดเป็นรองเพียงผืนฟ้า เขามิควรมีจุดอ่อนให้ผู้อื่นมองเห็น

            สายลมพัดผ่านไประลอกแล้วระลอกเล่า อู่ผานทิ้งแขนลงข้างตัวอย่างรับสภาพหมดถ้อยคำที่อยากถาม รู้เพียงแต่หนนี้ไม่เจ็บปวดอย่างที่คิด ราวกับมีกระแสอบอุ่นสายหนึ่งห่อหุ้มความด้านชารอบใจไว้ อาจจะด้วยคำพูดของนางหรือสิ่งที่เขาเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว

หากท่านล้ม ข้าจะช่วยให้ท่านยัดยืนเหมือนดั่งสนทองต้นนั้น

อย่าลืมว่าท่านมีชีวิตจิตใจ อย่าปล่อยให้อำนาจกลืนกินมันเสียสิ้น

ท่านไม่มีใคร แต่ท่านมีข้า มีท่านพ่อ มีน้องชายรออยู่ที่จวนเชี่ยวหลาน

            คนที่สามารถสสังหารท่านได้นั้นคือข้า ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์

เรามิควรรักกัน

ใช่...เขารู้มาตลอดมิควรรักนาง ศักดิ์ศรีอันแสนเย่อหยิ่งในสายเลือดมังกรพาให้แยกแยะเหตุและผลไม่ออกชั่วคราว อู่ผานเงยหันกลับมามองสตรีใจดำด้านเพียงครู่ พร้อมกับรอยยิ้มหยัน ก่อนสะบัดชายผ้าคลุมดีดตัวออกไปตามทิศทางที่เข้ามา

แว่วเสียงแจกันน้ำเต้าข้างตั่งไม้เกิดรอยร้าวเป็นทางหลากสาย กลีบดอกมู่หลานโรยร่วงชั่วพริบตา โยวซินลากปลายนิ้วไปตามตัวอักษรในหนังสือนิยายเล่มโปรด จนถึงบรรทัดหนึ่ง...

ฟ้าจะมีฝน สตรีจะออกเรือน[2] ต่อให้ทุกอย่างวนมาบรรจบใหม่อีกครา คำตอบของนางยังเป็นเฉกเช่นเดิม

 



[1] ผลลิ้นจี่

[2] สำนวนจีน - เรื่องที่เกิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #19 Dreamnoy (@dreamnoy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 13:06
    แค่สามีไปมีภรรยาน้อยคนเดียว ภรรยาหลวงยังแทบตาย ถ้าในชีวิตสามีต้องมีภรรยาน้อยเป็นร้อนล่ะ แขยงเหมือนกัน เป็นฮองเฮาหรือสนมใครว่าสบายใจ
    #19
    3
    • #19-1 (@azooii) (จากตอนที่ 3)
      18 พฤษภาคม 2562 / 13:12
      เรื่องนี้สุขนิยมแน่นอนครับ เรือไม่หลง และก็...จะค่อย ๆ ใส่ความนึกคิดของตัวละครเบื้องหลังเข้าไป ให้ต่างจากที่คนอื่นเห็น ;) ส่วนตัวชอบความรักเดียวใจเดียวของนิยายทุกเรื่องอยู่แล้ว ฝากติดตามด้วยนะครับ แม้บางช่วงจะมีดาร์กนิด ๆ
      #19-1
    • #19-3 (@azooii) (จากตอนที่ 3)
      18 พฤษภาคม 2562 / 14:42
      ยินดีครับ เป็นหน้าที่คนเขียนอยู่แล้ว 55555 คือตอนเขียนบทออรัล..ยังกลัวนะว่าคนอ่านจะไหวไหม แต่รอเขียนจบค่อยดูภาพรวมอีกที ^^ เกลาให้มันเบาลงได้
      #19-3
  2. #3 srisupanuch (@srisupanuch) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 12:49
    โบกธงไปเรื่อยๆ#ฮ่องเต้คือพระเอก💞💞💞💞💞
    #3
    1
    • #3-1 (@azooii) (จากตอนที่ 3)
      6 พฤษภาคม 2562 / 13:02
      555555555 ระวังพระเอกกินแห้วนะครับ
      #3-1