สิบคราวิวาห์วอน

ตอนที่ 5 : บทที่ 2 สาวใช้ไฝสามดวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1801
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    11 พ.ค. 62

บทที่ ๒ สาวใช้ไฝสามดวง

         พรมเจียงหนานสีน้ำตาลแดงผืนใหญ่แผ่คลุมทั่วห้องโถงรับแขก สีของมันตัดกับผ้าม่านเลื่อมมุกผูกโยงระย้าทับซ้อนกันเป็นขั้น ให้ความรู้สึกแปลกตายามแรกเห็น เครื่องโถแจกันแก้วจัดวางตามชั้นสูงราวห้าจั้ง บ่งบอกได้ถึงความชอบของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี และที่โดดเด่นสะดุดตาคงมิพ้นบานพับไม้ฉลุลายกิ่งสน ถูกนำมาใช้วางเป็นฉากหลังโต๊ะนั่งขาสั้นเทียมเข่า

เสียงแขกเรื่อในงานกล่าวคำอวยพรต่อท่านหลาง อีกฟากหนึ่งยกจอกไม้หอมร่ำสุราเหมยแดงด้วยสีหน้าแตกต่างกันออกไป ห้าในสิบส่วนรีบพาบุตรชายส่งมอบของขวัญพลางขอตัวเดินทางกลับอย่างมีพิรุธ  

บรรยากาศในงานที่เริ่มต้นด้วยความชื่นมื่น แลดูเงียบลง

หลางซีเหวินที่มิใช่ใครอยากพบก็พบได้ ยัดยืนอย่างสง่าในชุดแพรต่วนตัวยาวสีน้ำเงินเข้มสวมทับเสื้อตัวในสีขาว เทียวยกมือประสานรับคำอวยพรแว่วดังปานบทสวด บนศีรษะปักปิ่นไม้ผิวเรียบเสียบไว้หว่างกลางมวยผม ขับเน้นให้เห็นองคาพยพทั้งห้าโดดเด่นมิด้อยกว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบ อาบไล้ด้วยกลิ่นอายน่าเกรงขามของขุนนางใหญ่ พิศดูอย่างไรก็ไม่เหมือนชายอายุสี่สิบกว่าปี

ซึ่งมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่า...เส้นผมบนหัวกำลังย้อมตัวเป็นสีขาวทีละหย่อม เมื่อได้ยินข่าวแพร่สะพัดทั่วเมืองหลวงและหัวเมืองต่าง ๆ เกี่ยวกับบุตรีหนึ่งเดียวของตน

คุณหนูใหญ่ตระกูลหลาง มีดวงชะตาหญิงม่าย พิฆาตแม่สามี หยินพร่อง ดาวนพเคราะห์ห้อมล้อมกาย ต้องได้คนธาตุหยางสูง มากด้วยบารมีถึงจะพอลบล้างชะตานี้ได้

 หลางซีเหวินนึกถึงคำในใบประกาศที่ได้รับมาจากพ่อบ้านสุ่ย หนวดเคราเหนือมุมปากกระตุกถี่ เพราะยากจะบอกได้ว่ารู้สึกเช่นไร ในศักดิ์ฐานะที่เป็นอัครเสนาบดีแห่งแคว้นถัง เรื่องปิดซ่อนอารมณ์มิให้ผู้อื่นจับสังเกตนั้นย่อมไม่ด้อยไปกว่าฮ่องเต้ เพียงเงยหน้ามองหรือยิ้มเพียงครั้งคราวก็สามารถปิดปากขุนนางได้สนิท รวมถึงผู้คนที่หวังเลียบถามถึงข่าวลือโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองคำอธิบาย

เห็นทีว่านี่อาจเป็นนิมิตรหมายที่ไม่ดีเท่าไรนักหลังจากนั่งชมความวุ่นวายอยู่ครู่ใหญ่ หนึ่งในสามชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันเอ่ยขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยขอบจอกสุราอย่างหลงใหลในรสชาตินุ่มคอ ก่อนยกขึ้นจรดปากจนหมดในคราวเดียว

นัยน์ตาดอกท้อของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ผิวพรรณสะอาดเกลี้ยงเกลาดุจหยกเหมันต์พลันแดงฉานลามถึงใบหู ดูเผิน ๆ คล้ายคุณชายเสเพลอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากล่อลวงผู้คน

ขนาดสุราหมักเหมยแดงมีมากมายดาษดื่น แต่มิอาจเทียบได้กับจวนอัครเสนาบดี ข้าชักอยากรู้เสียแล้วสิ คุณหนูใหญ่ที่ใคร ๆ ลือเลื่องไปต่าง ๆ นา ๆ แท้จริงแล้วเป็นสตรีแบบไหนกันแน่

เขาเสหน้ามองไปยังสาวใช้ผู้ดูแลความเรียบร้อยประจำโต๊ะ มาดว่าจะใช้เสน่ห์ส่วนตัวสอบถามหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ แต่อีกฝ่ายทำเหมือนไม่ได้ยินคำถาม เพียงจัดการรินสุราอุ่น ๆ ใส่ให้เต็มจอกไม้หอม ตามด้วยจานของว่างสามชนิดขึ้นวางเป็นกับแกล้ม แล้วถอยกลับไปยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม

ลำพังแค่เพียงสาวใช้ธรรมดายังถูกฝึกมาอย่างเคร่งครัดในระเบียบ ไม่ล่วงเกินหรือตีตนเสมอแขก เขารู้สึกเหมือนซีกหน้าซ้ายชาลามจนถึงขมับ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มแสนล้ำค่าถูกเมินจากคนมีศักดิ์ฐานะต่ำกว่า เจ้าตัวจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการดื่มสุราแก้เก้อ

หลงเยวี่ย แม่ทัพหนุ่มประจำหน่วยพยัคฆ์เหินเขตฉินหลาง ชิงจอกสุราในมือจวินอ๋องยื่นให้ ฮานเสวียน รับไปดื่มแทน เพราะเกรงว่าฤทธิ์สุราอาจทำให้เสียงาน

จวินอ๋องเดิมศักดิ์เป็นถึงองค์ชายสามในรัชสมัยฮ่องเต้ถังตี้ แต่ภายหลังจากเกิดเหตุกบฏเมื่อสิบปีก่อน อำนาจพลันเปลี่ยนฝักฝ่ายเหมือนลูกธนูผันทิศทาง ฮ่องเต้ถังตี้ถูกองค์ชายอู่ผานสังหารพร้อมเหล่าขุนนางโฉด จบการล้างหนี้แค้นบัลลังก์เลือดที่มีมาอย่างยาวนาน[1] โดยไม่เลือกกำจัดคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจวินอ๋อง ปล่อยให้ครองศักดิ์เดิมทว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว นี่คือความน่ากลัวของฮ่องเต้อู่ผานในรัชสมัยฮ่องเต้กุมอำนาจสูงสุด    

ฝ่าย ฮานเสวียนปัจจุบันเป็นแม่ทัพใหญ่สังกัดหน่วยพยัคฆ์เหินเขตฉางกู่ นิสัยเข้าถึงยาก ปากหนัก ครองตัวโดดเดี่ยวมานานเนิ่น ดื่มสุราต่างน้ำตามลักษณะของบุรุษสายเลือดนักรบ ดวงตาคมกริบมีส่วนหนึ่งสว่างไสวยามทอดมองสุราในมือ อีกส่วนกลับมืดมิดชวนให้น่าเกรงขาม ขนคิ้วหนาเรียงเป็นระเบียบพาดเฉียงรับใบหน้าคมคาย หากเปรียบเทียบกับจวิ๋นอ๋อง หลงเยวี่ย ตัวของฮานเสวียนแลดูโดดเด่นกว่าใครพวก เขามีผิวสีน้ำตาลเข้ม ร่างหนาสูงใหญ่ ช่วงแขนตลอดจนบ่ากว้างผึ่งผายดั่งคนจับทวนฟันดาบมานักต่อนัก  

การมาของพวกเขาทั้งสามคน ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน หวังได้เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือก หากจะต่างก็คงต่างที่เหตุผล แต่เห็นทีคราวนี้คงได้แต่เก็บความผิดหวังกลับบ้าน

สีหน้าของท่านหลางไม่สู้ดี น่ากลัวว่าข่าวที่แพร่สะพัดอยู่นอกจวนของคุณหนูใหญ่อาจมิใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะด้วยนิสัยของท่านหลาง ตัวถูกรังแกยังพอทำเนา แต่เมื่อบุตรีถูกรังแกแต่ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่สิ ช่างผิดวิสัยของเขาเป็นอย่างยิ่ง

หลงเยวี่ยกล่าววิเคราะห์ตามสิ่งที่ตนเห็น จวินอ๋องพยักหน้าคล้อยตาม ก่อนจะเบี่ยงหน้าถามฮานเสวียนเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้

เจ้าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันกับน้องชายคุณหนูใหญ่มิใช่หรือฮานเสวียน ไยไม่เคยเห็นหน้าคุณหนูใหญ่?”

ฮานเสวียนยังไม่เอ่ยตอบในทันที เขากวาดสุราหอมเทลงคอสามคราติดกัน แล้วรอจนกว่ารสชาติชวนถลำลึกของมันจางหาย ค่อยกล่าวตอบอย่างขอไปที

จริงอยู่ที่ข้ารู้จักหลางโยวซาน[2] แต่ที่ข้าเคยเห็นคือสาวใช้นาง

หลงเยวี่ย จวินอ๋อง เงี่ยหูคอยฟังเรื่องราวเพิ่มเติมจากปากสหายรักอีกสักหน่อย แต่คนอย่างฮานเสวียนลองได้พูดแล้วหากจบก็จบเพียงเท่านั้น นิสัยไม่อินังขังขอบเป็นหนึ่งในใต้หล้า พอรวมเข้ากับลักษณะการนั่งพาดขากระดิกปลายเท้า มือคลึงจอกสุราอย่างใคร่หลง ดูอย่างไรก็เหมือนนักเลงโตคุมแถบชายแดนมากกว่าแม่ทัพ

อย่างนี้นี่เองเล่า ขุนนางวังหลวงถึงขยาดกลัวนัก ร่วมวงเสวนาขุนนางกันทีไรเป็นได้ชกต่อยแทงเข่ากันเสียทุกครั้งไป ซึ่งเจ้าตัวมักให้เหตุผลว่าภาษาขุนนางฟังเหมือนลมออกจากก้นสุนัข จำต้องสอนการชกต่อยให้พวกเขารู้ถึงบทเรียนลูกผู้ชายดูบ้างถึงจะดี  

หรือว่า...คุณหนูใหญ่จะเป็นอย่างที่ท่านพ่อบอกไว้จริง ๆ

คำพูดลอย ๆ ติดน้ำเสียงราบเรียบ พอบวกกับท่าทางปลงตกของหลงเยวี่ย กลายเป็นสิ่งขัดตาฮานเสวียนจนดื่มสุราไม่ลง

อย่างไร?” ฮานเสวียนเป็นฝ่ายถามกลับ  

เจ้าลองดูที่นั่งฝั่งขวาหลังม่านมุก นั่นน่าจะเป็นคุณหนูใหญ่ ข้าสังเกตมานานแล้ว เพิ่งแน่ใจก็ตอนโต๊ะข้าง ๆ ช่วยชี้ทางอีกแรงหนึ่งดวงตาสามคู่เพ่งมองไปยังจุดหมายเดียวกัน เสียงซุบซิบตามโต๊ะต่าง ๆ ยืนยันสถานะของผู้ที่นั่งอยู่หลังม่าน ด้านหลังมีสาวใช้สองนางคอยส่งแผ่นกระดาษยื่นให้ แล้วหยิบนำไปวางในถาดไม้ คาดว่าน่าจะเป็นรายชื่อของคนทั้งหมดในงาน

มุ่งสู่ทางธรรม หวังบำเพ็ญตนเป็นเซียน ขืนได้แต่งกับนางข้าคงต้องนั่งฟังเสียงสวดกล่าวอ้างคุณในดิน ฟ้าในฟ้า บิดามารดาผู้ให้กำเนิด หน้าที่ภรรยาสามีพึงปฏิบัติต่อกัน พูดก็พูดเถอะ...ไม่แน่หรอก คุณหนูใหญ่ผู้นี้อาจเป็นโรคประหลาดรักษาไม่หาย ถึงได้มีเรื่องราวลึกลับมากมายเกี่ยวกับนางไม่มีสิ้นสุด

เฮ้อ...อย่างว่าละนะ ต่อให้คุณหนูใหญ่เป็นหญิงสติฟั่นเฟือนจริง แต่ด้วยศักดิ์ของนางใครบ้างไม่อยากแต่งด้วย

หลงเยวี่ยวิจารณ์เสียงหนัก มือยื่นจอกสุราให้สาวใช้ไร้วาจาคนเดิมเติมให้เป็นหนแรก ฮานเสวียน จวินอ๋อง ต่างก็หันมามองสหายอย่างนึกขัน แม่ทัพน้อยผู้เมินต่อสุรานารี ไฉนวันนี้ถึงอยากลิ้มรสความเมามาย ภาพเหล่านี้มีให้เห็นไม่บ่อยนัก  

แต่ถ้าหลงเยวี่ยรู้ตัวไวกว่านี้สักหน่อย สุราในมือเขาถูกสับเปลี่ยนเป็นเหมยแดงนารีร้องร่ำ ซึ่งมีฤทธิ์แสบคอกว่าสุราเหมยแดงไหแรกถึงสามเท่า แน่นอนว่าเพียงสัมผัสผ่านลิ้นก็พ่นออกจากปากจนหมด สุนัขสำลักน้ำเป็นเช่นไร ดูได้จากหลงเยวี่ยเป็นตัวอย่าง     

อ่า...แค่ก ๆ ๆ

ฮานเสวียน จวินอ๋อง แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาชินกับภาพเช่นนี้ของสหายเป็นเดิมอยู่แล้ว จึงไม่คิดว่าเป็นฝีมือของผู้แอบชมอยู่อย่างเงียบเชียบ   

สาวใช้ที่ถูกตั้งฉายาให้ใหม่ว่า ใบ้ เก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ภายใต้ผิวหน้าดำด่าง นางรีบนำผ้าปูโต๊ะผืนใหม่วางแทนผืนเดิม แล้วหยิบกับแกล้มมาเพิ่มอีกสองอย่าง ก่อนจัดแจงเติมสุราตามคำสั่งของพ่อปากพร่อยในสายตานาง จากนั้นจึงเฝ้านับถอยหลังรอดูผลลัพธ์ขั้นต่อไป

ชั่วเวลาลัดมือเดียวหลงเยวี่ยที่หวังกอบกู้ศักดิ์ศรีแม่ทัพหน่วยพยัคฆ์เหินเขตฉินหลาง เกิดสำลักสุราหน้าแดงก่ำ โก่งคอไอโครกน้ำหูน้ำตาไหลด้วยความแสบร้อนคอ เดือดร้อนถึงฮานเสวียนที่ทนดูต่อไปไม่ไหว เอ่ยห้ามสหายเสียแต่เนิ่น ๆ  

พอเถอะ...เจ้าไม่เคยดื่มสุรารสแรง ไม่จำเป็นต้องฝืน

ความประสงค์ดีของฮานเสวียน ผลักให้คนคออ่อนอย่างหลงเยวี่ยดิ่งสู่หุบเหว โดยเฉพาะยามเผชิญกับสายตาดูแคลนของบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันยังโต๊ะอื่น ๆ    

ข้าพูดถึงนางไม่กี่คำ ดวงอับโชคมาเยือน...

ชายหนุ่มไม่ทันได้เอ่ยคำสุดท้าย ถูกกระแสพลังบางอย่างแล่นผ่านหลังชาวาบไปถึงปลายเท้า เหมือนลิ้นจุกปากจึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ช่วงท้องบีบรัดราวกับถูกบังคับให้อาเจียนออกมาเสียให้ได้

จวินอ๋องส่ายหน้าอ่อน ใจนึกว่าอีกฝ่ายแกล้งเมา จึงยักไหล่ให้อย่างไม่หยี่ระ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้สบายอกสบาย ๆ ปากพร่ำบทกลอนถึงความเยี่ยมยอดของสุราในมือฆ่าเวลาไปพลาง ๆ

ชั่วเวลาเดียวกันนั้นเอง แว่วเสียงหัวเราะของสตรีดังผ่านหูฮานเสวียน เขาฟังไม่ผิดแน่ กระนั้นได้เห็นท่าทีทุลักทุเลของหลงเยวี่ยด้วยแล้ว สัญชาตญาณของแม่ทัพชาญศึกยิ่งสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ดวงตาคมดุจพยัคฆ์เร้นกายกวาดมองโดยรอบ จวบกระทั่งบังเอิญได้เห็นรอยยิ้มแสนซนของสาวใช้ใบ้ ผ่านบานกระจกสลักลายบงกชข้างชั้นโถแก้ว

และนั่น...ทำให้ฮานเสวียนหยุดสายตาของตนไว้ชั่วคราว หัวคิ้วขมวดมุ่น พิจารณาคนในกระจกอย่างช้า ๆ

ชุดสีฟ้าครามช่างไม่เข้ากับสีผิวคล้ำ ๆ บนเรือนร่างเล็กเลยแม้แต่ส่วนเดียว มือกร้านงานประสานอยู่หน้าตัก หยิบจับสิ่งของได้คล่องแคล่วเฉกเช่นสาวใช้ทั่วไป ข้อนี้เขาไม่กังขาในความสามารถของนาง ดวงหน้ากลม คิ้ว จมูก ปาก รับกันอย่างพอเหมาะ แต่สวรรค์ไยรังแกนางด้วยใฝเม็ดเท่าถั่วเขียวตรงหัวคิ้ว ริมสันจมูกซ้าย และใต้ริมฝีปาก นี่ไม่เท่ากับสร้างเคราะห์ครั้งใหญ่ไว้บนใบหน้าของสตรียังไม่ได้ออกเรือนหรอกหรือ ดูอย่างไรมันก็ขัดตาอยู่บ้าง

ทว่าสาวใช้ใบ้นางนี้กลับมีสิ่งที่พิเศษอยู่สองจุดด้วยกัน หนึ่งนั้นเป็นดวงตาดุจแก้วผนึกใสกระชากจิตวิญญาณผู้พบเห็น และรอยยิ้มอย่างคนเก็บซ่อนอารมณ์เป็นนิจ มิให้ใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่โดยง่าย แม้ภาพทุกอย่างจะไม่กระจ่างชัด แต่นั่นก็เพียงพอที่จะบอกเขาได้ว่า...จงอย่ามองข้ามสาวใช้นางนี้เป็นอันขาด

ฮานเสวียนก้มมองสาบเสื้อ ข่มอารมณ์บางอย่างไว้มิให้เร้นรอดออกไปให้เป็นที่น่าขบขัน ว่าตนกลายเป็นคนเสียมรรยาท ลอบมองสาวใช้พลางวิจารณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ ขัดต่อวิสัยของแม่ทัพผู้อาจหาญ พลันนึกถึงปัญหาที่ค้างไว้ ปัญหาที่ยังไม่ได้คำตอบแน่ชัด

ชายหนุ่มลอบใช้นิ้วชี้ด้านขวาแตะขอบสุราของหลงเยวี่ย เพียงไม่นานผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ คนรักการดื่มสุรามิรู้จักความเมามายอย่างแม่ทัพเช่นเขา มีหรือจะไม่รู้ถึงความผิดปกติของสุราเหมยแดงที่หลงเหลืออยู่ในจอกไม้หอม กลิ่นของมันแรงกว่า ฤทธิ์ร้อนคอย่อมส่งผลแรงกว่า

มิน่า...หลงเยวี่ยถึงมีสภาพเหมือนสุนัขสำลักน้ำ ซึ่งตัวต้นเหตุของเรื่องแท้จริงแล้วอาจอยู่ด้านหลังเขานี่เอง

คำถามคือ...แล้วสาวใช้ใบ้คนนี้เป็นใครกัน สมองของผู้ถนัดใช้กำลังย่อมไม่เหมาะกับการจมปลักคิดสิ่งใดนานเกินไปนัก เขาตกอยู่ในภวังค์อยู่พักใหญ่ ๆ มารู้สึกตัวเองอีกทีก็ตอนถูกหลงเยวี่ยใช้ปลายเท้าสะกิดใต้โต๊ะ

ฮานเสวียน เป็นอะไรของเจ้า ข้าพูดไปสิบครั้งแล้วนะ

เจ้าพูดว่าอะไร ข้าเมาเล็กน้อยจึงได้ยินไม่ชัด แม้จะรู้ว่านั่นเป็นคำโกหกคำโต แต่ไม่มีคำตอบใดดีกว่านี้แล้ว

ข้าขอถอนตัว เจ้าจะว่าอย่างไร?” หลงเยวี่ยยืนยันความคิดตัวเอง ด้วยสีหน้า คำพูด และท่าทาง จวินอ๋องเอื้อมมือตบบ่าสหายอย่างเห็นอกเห็นใจ ผิดกับแววตาลุ่มลึกที่จ้องมองจานกับแกล้มบนโต๊ะ 

ปกตินิสัยเจ้า แม้จะเลือดร้อนหุนหันไปบ้างแต่ไม่เคยด่วนตัดสินคนทั้งที่ยังไม่เคยพบหน้า เพราะเหตุใดวันนี้ถึงถอดใจจากคุณหนูใหญ่ได้เล่า?” ฮานเสวียนถามพลางจับสายตาดูสาวใช้ใบ้ทางกระจกสลักลายบานเดิม ครั้งนี้เขากล้าพนันกับตัวเอง ถ้าหากหลงเยวี่ยพูดจาล่วงเกินคุณหนูใหญ่ นางอาจลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาคืน   

อีกอย่าง...ยามที่ชายแดนขาดเสบียงกรัง เจ้าเคยนึกสงสัยมาตลอดไม่ใช่หรือว่าผู้ใดเป็นคนช่วย?”

ภัยแล้งของทุกปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ของแคว้นถังมาโดยตลอด ราษฎร์นับหมื่นคนประสบกับความอดอยาก ผลผลิตในนาไร่ไม่พอเก็บเข้ายุ้งฉาง คลังหลวง ตลอดจนถึงกองทัพพลอยได้รับผลกระทบนี้ด้วยเช่นกัน ชายแดนแม้จะดูเงียบสงบไร้เปลวคลื่น แต่ปัญหาขขัดแย้งระหว่างชนเผ่าที่มีมาแต่บรรพบุรุษ กลับเป็นเหมือนเชื้อเพลิงใกล้กองไฟเข้าไปทุกที เหตุปะทะเล็กน้อย ๆ ส่อแววเริ่มก่อเค้าลางว่าจะใหญ่ขึ้นในเร็ววัน

ทั้งตัวเขาและหลงเยวี่ยต่างรู้ข้อนี้ดี จึงจัดเตรียมพร้อมเสมอ แต่กำลังทหารจะขับเคลื่อนได้ก็ต่อเมื่อมีเสบียงกรังหนุนนำอยู่เบื้องหลัง จริงอยู่ที่ฮ่องเต้ทรงยืนอยู่บนจุดชี้เป็นตายไร้ขุนนางทัดทานอำนาจ ทว่าในทางกลับกันปัญหาร้อยพันมิอาจแก้ไขได้เพียงคนเดียว ทุกอย่างจึงยึดเยื้อจวบจนบัดนี้

ตลอดทั้งห้าปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนปริศนาไม่ประสงค์แสดงตน ยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้านเสบียง พร้อมสนับสนุนกองกำลังทหารแถบชายแดนทั้งหมด เขาเพียรส่งคนสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้เกือบสี่ปีเต็ม จวบมารู้ข่าวตอนก่อนเข้าเมืองหลวงสามเดือน ของที่ถูกส่งออกไปยังชายแดนในแต่ละปี ล้วนมาจากสำนักคุ้มฟ้าหว่านหว่าน ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขเป็นสตรีนางหนึ่ง เบื้องหน้าเหมือนพ่อค้าวาณิชไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนัก เบื้องลึกตั้งตัวเป็นผู้ซื้อขายข่าวสาร รับจำนำขาดสิ่งของมีค่าทุกชนิด อีกทั้งยังปล่อยเงินทุนให้แก่ชาวบ้านยากจนนำไปใช้ลงนาไร่    

เดิมทีฮานเสวียนไม่แน่ใจเท่าใดนัก ประมุขแห่งสำนักหว่านหว่านเกี่ยวข้องกับสกุลหลางได้อย่างไร โชคดีที่หลางโยวซานเคยหลุดปากเล่าถึงพี่สาวยามคิดถึงบ้าน ภาพปมปริศนาตลอดห้าหกปีในใจเขาพลันกระจ่างชัดตั้งแต่คราวนั้น  

ฮานเสวียนเล่าให้สหายทั้งสองฟังอย่างรวบรัดได้ใจความภายระยะเวลาปลายก้านธูปไหม้ จวินอ๋องไม่แสดงท่าทีแปลกใจราวกับรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว หลงเยวี่ยหน้าเผือดสี ใจหนึ่งเชื่อที่ฮานเสวียนเล่า อีกใจหนึ่งเกิดขัดแย้ง แต่จะด้วยเพราะเหตุผลใดเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ  

มิใช่เพราะเจ้ากลัวคุณหนูใหญ่หรอกนะ?” จวินอ๋องเลิกคิ้วสูงมองมายังหลงเยวี่ย แววตาเคลือบแคลงความสงสัย เขาควรดีใจมิใช่กังขาในความสามารถของอีกฝ่าย หรือเจ้าเต่านี่คิดว่าสตรีที่ดีควรอยู่แต่ในห้องหับ จับเข็มร้อยด้าย คอยปรนนิบัติสามี แต่นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว...

ฝ่ายฮานเสวียนรอให้หลงเยวี่ยอดรนทนไม่ไหว ระเบิดคำพูดต่อสักหน่อยเพื่อพิสูจน์ในสิ่งที่เขารออยู่ เพียงไม่นาน...ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่เขาคิดไว้

ข้าเป็นบุรุษ ส่วนนางเป็นแค่สตรี และเจ้าอย่าลืมว่านางอายุอ่อนกว่าข้าหนึ่งปี ข้า...โอ้ย!!”

เสียงฝ่ามือตบลงบนศีรษะหลงเยวี่ยดังเปรี๊ยะ!! ซ้ำยังเอาผิดกับใครไม่ได้ เพราะหลักฐานนั้นเป็นมือซ้ายของเขาเอง ไม่ทันขาดคำมือด้านขวาเสียการควบคุมเงื้อตบปากติดกันสองครั้ง และทำท่าจะบีบคอตัวเองต่อ

จวินอ๋องกับฮานเสวียนออกแรงช่วยกันดึงมือหลงเยวี่ยไว้คนละข้าง โชคดีแขกเรื่อในงานเปลี่ยนที่นั่งขยับเข้าไปใกล้ลานบรรเลงเพลงผีผ้า มิฉะนั้นคงหาคำอธิบายมาตอบแทนสหายไม่ได้ว่า...กำลังเสียสติจริง ๆ หรือเมาสุรา

หลงเยวี่ยส่ายหน้าปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ทำ พร้อมทั้งพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ปากเจ้ากรรมดันไร้เสียงพูดเสียนี่ กระแสพลังบางอย่างแล่นผ่านไปทั่วร่าง ควบคุมให้เขานั่งลงอย่างสงบ

ฮานเสวียนเหลียวมองในกระจก สิ่งที่พบคือรอยยิ้มบาง ๆ ของสาวใช้คนเดิม ก่อนลงมือเขียนตัวอักษรย่อสามตัวบนผ้าปูโต๊ะอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวอักษรชนิดนี้มักใช้สำหรับส่งข่าวสารในกองทัพที่รู้เฉพาะในหมู่ทหาร

เราถูกจับตาดูอยู่  

จวินอ๋องกระตุกยิ้มมุมปาก หลงเยวี่ยนึกย้อนถึงเหตุการณ์ดวงตกเมื่อครู่ ตอนกล่าวถึงคุณหนูใหญ่ ใบหน้าที่ซีดจนไร้เลือดวิ่งผ่านกลับยิ่งซีดหนักกว่าเก่า เพ่งมองมือขวาที่เคยถูกบังคับให้ตบศีรษะตบปากตัวเอง หลงเยวี่ยก็แทบอยากจะโขกหัวกับพื้นเพิ่มสักสามสี่รอบ 

ตราบถึงเวลาอาหารว่างของทุกโต๊ะ สาวใช้หน้านิ่งคนเดิมได้นำผลไม้สดขึ้นวางพร้อมรินชาอุ่น ๆ ไว้คู่กัน เสมือนดั่งเหตุการณ์ชวนขบขันที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับนาง ฮานเสวียนวาดแผนไว้ในใจ อาจมอบบททดสอบอย่างใดอย่างหนึ่งให้นางช่วยลบความสงสัยในตัวเขา

ชายหนุ่มแน่ใจเกินร้อยว่านางมีวรยุทธ์ หาไม่แล้วคงมิอาจควบคุมหลงเยวี่ยให้ตบปากตัวเองได้อย่างไรกัน เมื่อโอกาสมาถึง ฮานเสวียนที่รออยู่พักใหญ่ขับเคลื่อนกระแสพลังไว้ที่มือขวา ก่อนวางฝ่ามือลงถ้วยน้ำชาที่สาวใช้ใบ้ถือไว้อย่างประจวบเหมาะ ลมปราณต่างสายไหลเวียนสู่ถ้วยชา พลันเกิดความหนักอึ้งประหนึ่งถือหินหนักสิบชั่ง[3]ด้วยมือเดียว หากคนไม่มีวรยุทธ์อาจล้มคว่ำตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ โดยไม่ให้เป็นที่สังเกต สัญชาติญาณบางอย่างเอ่ยเตือนว่าบุรุษผู้นี้ รู้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่นางก่อเรื่องไว้ ทว่านางคงยืนนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลงหรือแสดงอาการที่ต่างไปจากเดิม ซ้ำร้ายยังถือถ้วยชาไว้หน้าตาเฉย ผิดกับที่ฮานเสวียนอยากเห็น

อึดใจต่อมา...ควันสีขาวโชยฟุ้งเหนือขอบถ้วยแปรเปลี่ยนเป็นวงคลื่นเล็ก ๆ ชากู่หลงชั้นยอดสีเหลืองอ่อนเปลี่ยนสีเป็นแดงส้ม ตามกระแสลมปราณอีกหนึ่งสาย ที่เข้ามาสลายขุมพลังเดิมบนฝ่ามือจนสิ้น  

แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!!

ฮานเสวียนยิ่งคิดยิ่งแปลกใจ นางไม่เพียงถือถ้วยชาไว้อย่างสบาย ๆ แต่ยังหยิบยืมพลังของเขาไปใช้เพื่อส่งคืนกลับมา เมื่อรู้ดังนั้นแล้ว...ฮานเสวียนจึงยอมเป็นฝ่ายถอยออกก่อน แต่เขาคิดผิดไปถนัด

กลิ่นชาหอมประหนึ่งลมวสันต์แรกฤดู ถูกเทลงสู่ก้นถ้วยแช่มช้าสะกดสายตาคนชม แล้วค่อยยื่นให้หลงเยวี่ย จวินอ๋อง ตามลำดับซ้ายไปขวา ก่อนจะเดินอ้อมทางด้านหลัง ส่งชาถ้วยเดิมคืนสู่มือฮานเสวียน

ฮานเสวียนยิ้มมุมปาก เขาย่อมรู้ถึงขุมพลังบางอย่างอัดแน่นอยู่ข้างในเปี่ยมล้น และนางเจาะจงเฉพาะเขาเท่านั้น...

ช่างเป็นสตรีที่ไม่ชอบให้ใครติดค้างเสียจริง



[1] ฮ่องเต้ถังอู่เป็นพี่ชายของถังตี้ ทว่าถังตี้มีใจคิดก่อกบฏขึ้นครองราชย์แทนพี่ชาย เกิดเป็นชนวนแค้นสู่รุ่นลูก ซึ่งปมตรงนี้จะเขียนถึงเพียงแค่ในส่วนของ อู่ผาน (ตัวละครหลักในปัจจุบัน) เขาใช้พระนามของบิดาและมารดามารวมกัน 

[2] น้องชายของหลางโยวซิน(นางเอก)

[3] มาตราชั่งน้ำหนักจีน ๑ ชั่ง () เท่ากับ ๕๐๐ กรัม


จากผู้เขียน

//ต้นเรื่องจะเป็นการปูเนื้อหาตัวละครเยอะหน่อยนะครับ เพื่อโยงเข้าเนื้อเรื่องหลัก

ฝากติดตามให้กำลังใจ แสดงความคิดเห็นได้เหมือนเคย

คำตก คำผิด เอาไว้รีไรท์ะจะแก้ทีเดียวน้าา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

107 ความคิดเห็น