สิบคราวิวาห์วอน

ตอนที่ 8 : บทที่ 3.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

โยวซีบีบนวดแขนตามแบบวิธีของนาง พลางเอ่ยคล้อยไปตามบท ท่านพ่อจะอายุสั้นอะไรกัน ควรดีใจที่บุตรสาวของท่านชื่อเสียงลือเลื่องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี เป็นเช่นนี้ถึงจะถูกต้อง

จะ...จะ...เจ้า!!” หลางซีเหวินอยากพูดต่อก็พูดไม่ออก หันมาใช้แผนกล่าวโทษตัวเอง ตัดพ้อภรรยาผู้ล่วงลับให้นางช่วยรับรู้ความทุกข์ในอกไปอีกพักใหญ่ ๆ  

นางรู้จักบิดาของตนดี ภายนอกดูสุขุมเก็บซ่อนอารมณ์ แต่โดยนิสัยเดิมเป็นคนใจร้อนยิ่ง เพียงแค่ไม่เคยแสดงออกต่อหน้าธารกำนัล จึงพยายามบ่ายเบี่ยงชวนคุยเรื่องอื่น เริ่มจากขยับเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วชี้ไปยังกระดาษเจ้าปัญหา

ดูสิเจ้าคะลายพู่กันของเขาพัฒนามากขึ้นทีเดียว หนาบางอยู่ในตัวเดียวกัน ลงน้ำหนักสัดส่วนหนักเบาเส้นไม่ขาดช่วง อีกทั้งไม่มีจุดใดแข็งกร้าว ดีแต่หักหาญตัวอักษรอื่นเหมือนเมื่อห้าหกปีก่อน ถ้าท่านพ่อไม่ฝึกฝนเขาด้วยตนเอง ลำพังตัวเขาหรือจะโดดเด่นถึงเพียงนี้ได้

โยวซินเอ่ยวิจารณ์ตัวอักษรยับยู่ยี่อย่างไว้หน้าผู้ฝึกสอน แม้จะมองลายเส้นแทบไม่ออกแต่จำต้องฝืนชม ด้วยนิสัยของอู่ผาน ตอนเขียนตัวอักษรเหล่านี้อยู่ อยากรู้ว่าเขาแค้นเคืองนางมากแค่ไหน ดูได้จากตัวกระดาษถูกแรงกดจากข้อมือแกร่งจนแทบทะลุอีกด้าน นี่ก็ชัดเกินพอแล้วกระมัง

หลางซีเหวินย้อนเสียงสูง คิ้วตากระตุกไปหมด ไม่ใช่เพราะเขาเขียนดีเกินไปหรอกหรือไร ถึงมีแต่นักเลงหัวไม้ พ่อหม้ายลูกติด เดินเข้ามาฝากรายชื่อไว้ให้เจ้าเลือก ยังไม่นับรวมเรื่องมีบุตรยาก ดวงชะตาหลายดวงอะไรนั่นอีกอักโข ฉะนั้นจงไปเรียกเขามาพบพ่อ!!”

ตอนอยู่ในงานเลี้ยงเขาต้องทนยิ้มร่า ใจหนึ่งแบ่งรับคำอวยพร อีกซีกหนึ่งดำมืด หูได้ยินแก้วตาดวงใจตกเป็นที่กล่าวหาเสีย ๆ หาย ๆ แต่เจ้าตัวกลับเหมือนเหล็กในเตาไม่รู้ร้อน ความใจเย็นจับขั้วอกเช่นนี้ช่างเหมือนเซียงซินไม่มีผิด

แล้วดู...ดู...ดูเอาเถิด บุตรข้ากตัญญูต่อบิดาเหลือแสน แต่งตัวเป็นบุรุษเตรียมออกจากบ้านอีกแล้ว เห็นทีว่าตนจะตามใจบุตรสาวมากเกินไป

ไปเรียกเขามาพบพ่อ!!” หลางซีเหวินแสร้งขู่เสียงเข้มทั้งที่ใจอ่อนยวบ

โยวซินหยุดมือที่นวดอยู่ แล้วหยิบนำวิชาใหม่ขึ้นมาใช้ ด้วยการอิงหน้าซบไหล่ขวาบิดา มือจับท่อนแขนแกร่งที่เคยอุ้มนางไว้เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ตามด้วยน้ำเสียงเนิบเบาอ่อนหวาน

ไปเรียกเขามา ท่านพ่อจะเอ่ยอะไรได้ ครั้งที่แล้วก็ทีหนึ่ง... ท่านพูดสามคำ เขาพูดไปสิบคำ สุดท้ายก็พ่ะย่ะค่ะ พ่ะย่ะค่ะกันอยู่นั่น...

หลางซีเหวินคิดจะเอ่ยแทรก กลับถูกห้ามด้วยสายตากลมโตที่มองอยู่ก่อนแล้ว พ่อบ้านสุ่ยส่ายหน้าพลางถอนใจ เพราะที่คุณหนูใหญ่พูดมาไม่เกินจริงเลยสักข้อ โดยเฉพาะประโยคถัดไปนี้...

แล้วลองได้มาทีไร สุราหมักสิบปีบ้านเราเป็นได้หายไปเกือบยี่สิบไห บุตรสาวรึหวังตอบแทนบิดาหมักสุราเลิศรสไว้ให้ท่านสำราญใจ แต่ท่านกลับพาโจรไร้สำนึกมายกเค้าสมบัติล้ำค่าของตนเอง พอสุราตกถึงท้อง เขาขออะไรหน่อย...ท่านก็ยกให้จนหมด กระบี่อ่อนมังกรขาวยังพอทำเนา แต่ยังยกหมอนบุตรสาวให้เขาด้วย...

เสียงกระแอมไอขับลมในคอให้โล่งของหลางซีเหวิน ดังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสียงไอของเหล่าสาวใช้ ดีที่นางไม่พูดว่า...แม้แต่ข้าท่านก็ยกให้เขา’ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขาคงไม่มีหน้ามองใคร

แม่นมชุน พ่อบ้านสุ่ย ได้แต่มองแล้วยิ้ม ๆ ต่างคนต่างสรุปไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ถูกไต่สวนความผิด พูดกันไม่ถึงหนึ่งเค่อ คุณหนูใหญ่ชี้แจงออกมาเป็นข้อ ๆ อย่างยากจะเถียงได้ 

หลางซีเหวินเหลือบมองบุตรสาวแสนรักที่พ้นผ่านวัยออกเรือนมาแล้วสามปีส่ายหน้าท้อแท้ใจ อู่ผานก็เหมือนบุตรชายอีกคนหนึ่งของเขา ตนจึงไม่อยากเห็นหยกเนื้องามที่คอยเฝ้าประคบประหงมให้อยู่เคียงคู่ เกิดแยกส่วนตกไปอยู่ในมือของคนอื่น แต่เรื่องนี้เขาจะไม่มีทางพูดออกไปแน่

ความรักไม่เหมือนกับการผูกเชือกไว้กับต้นไม้ คอยหมั่นรดน้ำให้มันโตตามกาลเวลา แล้วบอกกับมันในวันใดวันหนึ่งว่า เจ้าเป็นของข้าเพราะสิ่งที่ทำให้ต้นไม้ยัดยืนได้นั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะดิน ซึ่งเปรียบได้กับหัวใจคนเรา เขาก็ได้แต่หวังอยู่ลึก ๆ สักวันหนึ่งวันใด บุตรสาวแสนแกร่งจะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ขณะที่คนรอยังมีใจรอ

เจ้ากำลังต่อว่าพ่อเจ้าหลงลืมเหมือนตาเฒ่าทั้งที่ไม่ถึงวัย

โยวซินหัวเราะคิก นัยน์ตาหงส์พราวแสงขับให้ดวงหน้างามเด่น ท่าทางอ่อนลงของบิดา ช่วยลบในสิ่งที่ได้ฟังจากเสี่ยวอวี้ก่อนหน้านี้ไปเกือบครึ่ง

หญิงสาวดันเก้าอี้ไม้ออก แล้วขึ้นไปนั่งเบียดลงบนตักซ้ายไม่สนใจเสียงเอ่ยห้าม นางจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็กนางกับโยวซานและอู่ผาน เคยเปิดศึกแย่งชิงตักบิดาจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องไห้แง สุดท้ายจบด้วยการแบ่งเขตแดนกันไปคนละส่วน

นางอยู่ฝั่งซ้ายในฐานะผู้ชนะ โยวซานได้นั่งกลางตักเพราะอายุน้อยสุด ส่วนฝั่งขวานั้นเป็นอู่ผาน

ความเศร้าที่สุดในชีวิตนางไม่พ้นเรื่องไร้โอกาสได้ตอบแทนบุญคุณมารดาก่อนท่านเสีย แต่ย่อมมีสิ่งที่เศร้ามากกว่า คือการที่ได้เห็นบิดาอันเป็นที่รักก้าวล้ำวิ่งนำเราไปทุกชั่วขณะ

สีผมจะดำได้สักกี่ปีกัน แผ่นหลังกว้างเยียดตรงจะมีแรงต้านลมให้นางหลบอยู่ด้านหลังได้อีกกี่ครั้ง

โยวซินยิ้มขื่นเกิดริ้วน้ำม่านบาง ๆ เอ่อขอบตาก่อนจะอันตรธานหายไปคล้ายไม่เคยเกิดขึ้น   

นางพยายามอยู่ดูแลท่านให้ได้นานที่สุด เพราะตั้งแต่ท่านแม่จากไป จวนนี้ไม่เคยมีสตรีใดย่ำกรายเข้ามา แม้นางจะเปิดทางให้ ปิดตาบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง แต่ความซื่อสัตย์ที่ท่านพ่อมีมากเกินไปกลับกลายเป็นทุกข์แก่นางกับน้องชายจวบจนถึงบัดนี้ คิดเท่าใดก็คิดไม่ตก จะทำอย่างไรให้ท่านยอมปลดใจตัวเองแล้วเปิดรับผู้อื่นเข้ามา 

อายุท่านพ่อเท่าไหร่กันเชียว พ้นสี่สิบมากี่ชั่วเดือน ประตูด่านห้าสิบยิ่งไม่ต้องรีบเอ่ยถึง ที่อาโยวเห็นนั้น...ท่านยังจับดาบหนักห้าชั่งร่ายรำได้ทุกเช้า แขนกว้าง ไหล่ยืดตรง โครงหน้าเด่นชัดยังไม่มีส่วนใดเปลี่ยน ดูหนังใต้ตานี่สิเจ้าคะ พ่อบ้านสุ่ยยังชิงนำท่านพ่อไปก่อนหลายปี รอยยิ้มยังบาดใจท่านแม้จะแอบลอบหนีเราไปเที่ยวล่วงหน้าก่อน ตารึยังวาววับมองสตรีใดเป็นได้ทิ้งชายผ้าสักหลายผืน แต่ถ้าลดเสียงบ่นลูกลงอีกหน่อยจะดีกว่านี้อีกมากเจ้าค่ะ โยวซินพูดจบก็ซุกหน้าลงกับอกอุ่นที่สุดในใต้หล้า

โธ่...คุณหนู ดูพูดเข้าสิเจ้าคะ

แม่นมชุนยิ้มออกมาพร้อมน้ำตา ความผูกพันธ์ระหว่างครอบครัวในยุคสมัยนี้ เลี้ยงได้เพียงกายแต่ใจห่างนัก ต่างจากที่นางเห็นคุณหนูใหญ่มาตลอดชั่วอายุ น้ำตาแห่งความตื้นตันพลันไหลเอ่อไม่หยุด

ถูกบุตรสาวที่ไม่รู้จักโตหยอดลูกออดอ้อน หลางซีเหวินมีรึจะไม่ยินดีรับ ใจหนึ่งชักเริ่มปลงตกคิดย้อนถึงอดีต เกิดมาเป็นทาสภรรยาไม่พอ ยังต้องตกเป็นทาสลูกตัวเองต่อ แล้วเขาจะทำอะไรได้เล่า ในเมื่อมีบุตรสาวเป็นที่เชิดหน้าชูตา ขับเคลื่อนให้ตระกูลหลางก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ซ้ำยังมีบุตรชายประดุจดั่งแขนขาอีกข้าง คอยปกป้องรักษาความสงบสุขของผู้คนทั่วแคว้นในแดนไกล ถ้าพวกเขาน่าเอ็นดูน้อยลงกว่านี้สักหน่อยคงดี

เสียงพรูลมออกจากปากหลางซีเหวินอย่างคนรับความพ่ายแพ้  แต่งเติมรอยยิ้มของโยวซินให้กว้างขึ้น ตลอดจนบ่าวไพร่ที่อยู่ในเหตุการณ์  

อาโยวเจ้าโตเป็นสาวแล้ว อายุสิบเก้าไม่ใช่เด็กเก้าขวบมัดแกะใส่กระโปรงบัว วิ่งหกล้มไม่เคยร้องเพียงขอให้ฟันอยู่ครบ

ปากดุแต่มือดันยกลูบหัวทุยของบุตรสาวอย่างรักใคร่ จึงไม่รู้ใครกันแน่ที่ทำใจไม่ได้ หากลูกแต่งงานออกเรือนไปเขาคงกลายเป็นตาแก่ขี้เหงาน่าดู

โยวซินระบายยิ้มอ่อน เปลี่ยนมาโอบแขนกอดรอบเอวหนา ย้อนนึกถึงวีรกรรมในวัยเด็กของนางมีน้อยเสียเมื่อไหร่ อย่างน้อย ๆ นางก็เคยรักสวยรักงามไม่เหมือนตอนนี้ ต่อให้ประทินโฉมพันชั่งเป็ดขี้เหร่มิอาจแปลงเป็นหงส์ได้ สู้ไม่เติมแต่งใดเลยเสียดีกว่า

กฎบ้านใดเล่าเจ้าคะที่สั่งห้ามมิให้บุตรนั่งตักบิดา

จมูกน้อย ๆ กดลงบนแก้มสากทั้งสองฝั่ง เพื่อย้ำให้บิดารู้ว่าต่อให้นางอายุตีห่างตามกาลเวลา นางก็คงเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ๆ ของท่านเสมอ

อาโยว... หลางซีเหวินเตรียมจะพูดต่อ แต่ถูกแทรกขึ้นก่อน

ถือเสียว่า...นี่เป็นของขวัญวันเกิดจากลูกเจ้าค่ะ ส่วนอีกข้างหนึ่งที่แถมไปเป็นของอาซานฝากมาให้หอมแทนก่อนชั่วคราว แต่ข้าขอเตือนท่านพ่อไว้ก่อนนะเจ้าคะ อาซานอาจจะไม่อ่อนโยนเท่าบุตรสาวท่าน เขาจากบ้านไปสองปีกว่ากลับมาครั้งนี้หนวดเคราคงยาวล้อมหน้าเหมือนหางม้า ระวังแก้มของท่านพ่อไว้ให้ดีเถิดเจ้าค่ะ

คำพูดเพียงไม่กี่คำของโยวซิน เปรียบดั่งเข็มแท่งเล็ก ๆ จิ้มสะกิดบนแผลของความคิดถึงให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ พ่อบ้านสุ่ย แม่นมชุน และสาวใช้ทั้งสาม ใครบ้างไม่คิดถึงคุณชายน้อยที่อยู่ในแดนไกล

 

 

หลางซีเหวินไม่เคยบ่นหาบุตรชายคนเล็ก แต่ขึ้นชื่อว่าลูกถ้าตัดใจให้หายห่วงได้ ใต้หล้านี้คงไม่มีโรคคิดถึงอย่างใครเขาว่ากัน เขาเองเคยได้ออกติดตามอดีตฮ่องเต้ปราบกบฏแถบชายแดน แต่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนที่เฝ้ารออยู่ทางบ้าน จวบจนมารู้ว่าเวลามันช่างผ่านไปช้านักก็ตอนตกเป็นฝ่ายรอ  

ดวงตาเปี่ยมด้วยความถวิลหา ผินมองเรือนสดับวายุทางซ้ายของปีกตึก วันนั้นตรงกับวันที่สามเดือนหก พระอาทิตย์ถือครองน่านฟ้าเป็นสีเหลืองทอง เขาช่วยสวมชุดเกราะให้แก่บุตรชาย ไม่มีคำเอ่ยลาระหว่างกัน นอกจากเสียงกลองเคลื่อนกำลังพล จัดเตรียมทหารเดินทางออกจากเมืองหลวง

มันนานเสียจนแทบนึกภาพไม่ออก เขาเคยกอดเจ้าลิงน้อยคนเล็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน ความอัดแน่นในอก ค่อย ๆ คลายลงด้วยเสียงร้องทัก ทิ้งไว้เพียงรอยแดงจาง ๆ บริเวณหางตา

ตาแดงขนาดนี้...รักข้ามากก็บอกมาเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ หรืออยากให้บุตรสาวหอมอีกสักสองที โยวซินแกล้งทำมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของผู้เป็นพ่อ มือเรียวยาวจัดรินน้ำชาส่งให้คนปากแข็ง ลิ้มรสชาสดใหม่ดับความคิดถึง

เจ้า!!...”

อ่ะ!! โมโหมากไปรอยหย่นบนหัวคิ้วนับวันยิ่งหายยากนะเจ้าคะ หากเช้าวันใด พลัดหลง เดินไปซื้อโจ้กปลาแถวตรอกเลี่ยวชุนท้ายเมือง บุตรสาวของท่านอาฉีคงได้กล่าวทักท่านพ่อของข้าเข้าสักวัน...

โยวซินหยุดพูดดวงตาสว่างวาบ ก่อนบีบเสียงเลียนแบบที่นางเคยได้ยินมา แล้วจึงเอ่ยต่อ รอยย่นเหล่านั้นถูกแมวฝากไว้ หรือเป็นไปตามอายุ

หนวดเคราใต้คางพ่อบ้านสุ่ยขยับไหวไม่หยุด หนึ่งปีมานี้นายท่านหลางลอบออกนอกจวนทุกเช้าตรู่ ตัวเขาเคยตามไปด้วยหลายหน ซึ่งกว่าจะเดินเท้าถึงที่หมายกินเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม ร้านโจ้กปลาที่คุณหนูใหญ่เอ่ยมา เป็นเพียงเพิงไม้เล็ก ๆ เปิดด้านข้างโล่งโปร่งตั้งอยู่ริมทาง มีรถม้าสัญจรผ่านเป็นครั้งคราว

แต่เจ้าความพิเศษที่ทำให้ท่านหลางออกจากจวนได้ทุกเช้า อยู่ที่รสชาติหรือคนทำก็ยากจะเดา สืบจากท่านหลางถือมั่นในรักต่อท่านหญิงเซียงซินยิ่ง ถึงได้ครองตัวอยู่เป็นโสดมานับสิบปี จวบจนป่านนี้ยังไร้วี่แววจะแต่งงานใหม่

แม่นมชุนอดจะตั้งคำถามในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องที่คุณหนูใหญ่กล่าวมา นางไม่เคยได้ยินผ่านหูมาก่อน โจ้กปลาแถวตรอกเลี่ยวชุน? บุตรสาวท่านอาฉีหรืออาหารในโรงครัวไม่ถูกปากนายท่าน 

อืม...เจ้าพูดมาก็ถูก

แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพ่อเจ้าไปที่นั่น?” หลางซีเหวินคล้ายกับก้าวพลาดไปก้าวหนึ่ง จ้องมองบุตรสาวเฝ้ารอคำตอบ

ตามจริงบุตรสาวของท่านไม่ทราบหรอกเจ้าค่ะ เพียงเห็นเงาดำ ๆ ลับ ๆ ล่อ ๆ ปีนออกนอกกำแพงก่อนไก่อ้าปากหาว และลูกก็เพิ่งรู้ก็ตอนลองถามไปเมื่อครู่

หลางซีเหวิน “…..”

 

วันนี้ทั้งวันนางไม่ได้ออกไปไหนนอกจากนั่งฟังบิดาอันสุดประเสริฐเล่าเรื่องในอดีต เล่นหมากรุกกินเงินตำลึง อีกประเดี๋ยวเปลี่ยนมาเป็นสร้างกลบนกระดานศึกจำลอง จบด้วยทวนเพลงดาบร่วมกันในลานฝึกยุทธ์ คงลืมไปแล้วกระมังว่านางเป็นบุตรสาว

พ่อจะทำอย่างไรกับเจ้าดี” หลางซีเหวินเอ่ยขณะเดินเข้าสู่เรือนหลางหยาง บิดาเดินนำ บุตรสาวก้าวตาม อากาศยามพลบค่ำผสานกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ในสวนสนพาให้ใจสดชื่นก็จริง แต่ไม่อาจลบความกังวลออกจากใจได้

แต่งกับเขา...ลำบากนักหรือ

พ่อหมายถึง...อาผานทำให้เจ้าลำบากใจตรงใด

รอยยิ้มของโยวซินส่งไม่ถึงดวงตา มือบางแกว่งแขนบิดาช้าลงพลางทอดมองแผ่นหินนับร้อยวางลาดยาวจนสุดมุมตึก เสียงพื้นรองเท้าหนังแกะย่ำสวบบนแผ่นหินสลับกัน ดั่งการประวิงเวลาให้ใจตรึกตรองดีเสียก่อนค่อยตอบ

เขาไม่เคยทำให้บุตรสาวของท่านพ่อลำบากใจ แต่เหตุที่ดึงดันไม่รับปากเขา...ท่านพ่อน่าจะตอบแทนข้าได้

ความสูงของยอดเขาแต่ละลูกมิอาจเทียมกัน ซึ่งโดยปกติแล้วบนยอดเขาทุกลูกมีที่ยืนจำกัดนัก คิดขยับตัวก็ยาก ซ้ายเป็นหุบเหว ขวาเป็นผาหิน สายลมยิ่งพัดโหมยิ่งหนาวเยือกเยียบเย็นถึงแก่นกระดูก และนั่นคือโชคชะตาของอู่ผาน

วันนี้โดดเดี่ยว แต่วันหนึ่งเขาจะพบว่าการยืนอยู่เพียงลำพัง ย่อมดีกว่ามีผู้อื่นยืนเบียดแย่ง

ว่ากันว่าคุณหนูใหญ่แตกฉานทุกศาสตร์ตำรา ถ้อยคำสุดท้ายแฝงความหมายไว้อย่างลึกซึ้งเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจ หลางซีเหวินหยุดเดินชั่วขณะ หันมาสนใจสิ่งที่บิดาควรทำต่อบุตรสาว รวบกอดนางไว้หลวม ๆ

การเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้ มิควรมีจุดตายเผยให้ผู้อื่นเห็น สิ่งที่บุตรสาวของตนกล่าวเปรียบเปรยเมื่อครู่ เขานะรึมีหรือจะไม่เข้าใจ คนฉลาดหลักแหลมอย่างโยวซิน มักคิดเผื่อคนอื่นจนลืมมองหัวใจตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไร้ความรู้สึกเลยเสียทีเดียว

หากมองหาคนผิด คงมิพ้นตัวเขาเอง มัวแต่พะวงเรื่องของอาผานจนลืมเสียสนิท...คนที่ต้องการความเข้าใจมากที่สุดคือใครกันแน่

โยวซินคลี่ยิ้มบาง ๆ วาดแขนโอบรอบเอวสอบ กลิ้งหน้าไปมากับอกอุ่นพร้อมเอ่ยสัพยอกเสียงเบา

ท่านพ่อเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นสตรี สิ่งใดที่พึงมีย่อมมีเหมือนบุตรีบ้านอื่น จะมีน้อยมีมากก็จัดว่ามีพอเพียง คราวหลังท่านก็มองข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ห้ามชวนชกต่อยฝึกพละกำลัง ขี่ม้าปาลูกดอกยิ่งมิควร ถ้าขืนเป็นแบบนี้บ่อย ๆ อีกหน่อยบุตรสาวคนงามของท่านคงต้องแต่งสตรีเข้าบ้าน

หลางสีเหวินดันหัวไหล่ เบิกตามองหน้าคนพูดแล้วหัวเราะลั่น คำพูดสองแง่สองง่ามเช่นนี้นางก็พูดออกมาได้

ต่างจากท่าทางพ่อบ้านสุ่ยแม่นมชุนกับบรรดาสาวใช้  จากเดิมที่เว้นระยะห่างยี่สิบก้าวชักเริ่มไม่อยากขยับก้าวต่อ เพราะขาทั้งสองข้างแทบจะขวิดกันล้มกับคำพูดของคุณหนูใหญ่

เอาล่ะ ๆ...บิดาเจ้าผิดเองที่ชอบมองว่าจวนหลังนี้มีแต่บุตรชายอาศัยอยู่ ประเดี๋ยวพ่อจะไปดูม้าตัวใหม่ เจ้าพักผ่อนไปก่อนวันนี้อย่าเพิ่งด่วนออกจากจวน อยู่ให้พ่อเห็นหน้าสักวัน

พูดจบมือหนาขยี้บนหัวบุตรสาว แววตาอาบแสงสื่อถึงความภาคภูมิใจ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่เคยเอ่ยถึงสำนักคุ้มฟ้าหว่านหว่าน คุณชายปริศนาผู้ยอมเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายข้าวยามหน้าแล้งแถบประตูทิศใต้ หรือว่าจะเป็นจอมยุทธ์ชุดดำพิทักษ์เด็กที่ถูกโจรลักพาตัว รวมทั้งเรื่องปลอมตัวออกนอกจวนแล้วหายไปหลายวัน ในเมื่อผู้กระทำไม่เคยหวังผลรางวัลตอบแทน คนเป็นพ่อจึงได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ    

อาโยว...พ่อมีสิ่งที่อยากขอเจ้าเพียงอย่างเดียว   

อย่าปล่อยให้ตัวเองเหมือนนกสี่เชี่ยะตัวนั้น...” หลางซีเหวินชี้ให้บุตรสาวมองนกที่เกาะอยู่บนกิ่งสนเยื้องลงไปในสระน้ำ ปกติแล้วมันจะมีอยู่ด้วยกันสองตัว ขับขานเสียงเพลงปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมารับความสดชื่นในยามเช้า โดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง ไร้ตัวอื่นเบียดแย่งถิ่น แต่กลับหาความสุขไม่พบ

เขากล่าวยิ้ม ๆ ก่อนหมุนกายเดินไปพร้อมกับประโยคสุดท้ายทิ้งไว้ให้คนฟังตีความ  

พ่อเจ้ารู้ได้อย่างไรนะหรืออาโยว... ก็เพราะตั้งแต่อีกตัวหายไปมันก็ไม่เคยร้องเพลงให้ได้ยินอีกเลย


---------------------------------------------------------

เป็นบทที่เขียนสื่อถึงอารมณ์ตัวละครของนางเอก ภาพในครอบครัว และความในใจที่มีเผยให้เห็นหน่อย ๆ ว่านางจริง ๆ แล้วรู้สึกยังไง เพื่อปูทางโยนเข้าตัวละครอื่นต่อไป เหมือนแนะนำฝั่งนางเอกก่อน ครอบครัวนางเป็นแบบไหน ท่านหลางนิสัยยังไง ซึ่งตัวละครฝั่งครอบครัวนางเอก มีอะไรฮา ๆ รออยู่ รับรองไม่เครียด 

เจอกันพาร์ทหน้านะครับ จะมีงาน NC แบบกรุบกริบไม่แรงไม่เน้นภาษาหยาบโล้นมาให้ลอง ส่วนจะเป็นของใครนั้น...ฝากติดตามเหมือนเดิม

-คำผิด คำตก ตัวสะกด คำฟุ่มเฟือย รอปรับรอบรีไรต์เช่นเคยคร้าบ

ขอบคุณนักอ่านทุกท่าน ทุกกำลังใจ และทุกคอมเม้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

104 ความคิดเห็น

  1. #56 ณัฐวดี (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 16:57

    ขอบคุณมากคะ

    #56
    0
  2. #15 Tiemchan (@Tiemchan) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 19:10
    สนุกค่า อบอุ่น
    #15
    1
    • #15-1 (@azooii) (จากตอนที่ 8)
      14 พฤษภาคม 2562 / 19:23
      ขอบคุณครับ
      #15-1
  3. #13 Mai_20 (@Mai_20) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 15:25
    สนุกค่ะ น่าติดตาม
    #13
    1
    • #13-1 (@azooii) (จากตอนที่ 8)
      14 พฤษภาคม 2562 / 16:04
      ขอบคุณคร้าบ พยายามอัพต่อเนื่อง ^__^ ฝากติดตามด้วยน้า
      #13-1