[END] The Ugly Girl ฉันขี้เหร่หรือนายเท่เกิน...?

ตอนที่ 6 : ความรู้สึก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    9 เม.ย. 61

 

[6 :: ความรู้สึก...]



          “เกี๊ยว...”  ฉันเรียกชื่อ เพื่อนของฉันเบาๆ

          “ไม่ว่าสิ่งที่ฉันเพิ่งได้ยินมามันจะเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องโกหก...ไม่ว่าตอนนี้เธอจะรู้สึกยังไงกับพี่ปาร์ก ฉันขอได้ไหมน้ำปิง อย่ายุ่งกับผู้ชายคนนี้...อย่ายุ่งกับพี่ปาร์กได้ไหม! ฉันทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเธอกับพี่ปาร์กรักกัน...”  หมี่เกี๊ยวของร้องทั้งน้ำตา...ขอร้องด้วยการเรียกที่ห่างเหิน คำว่า เธอที่เกี๊ยวพูดออกมาแต่ละคำมันกระแทกหูฉันจนรู้สึกอื้อไปหมด

          “...ฉันทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคนที่ฉันรัก ไปรักคนอย่างเธอ! หรือแม่แต่พี่ยศหรือพี่มาร์ช ฉันก็ไม่อยากให้คนอย่างเธอได้!!”  หมี่เกี๊ยวตะโกนใส่หน้าฉันดังๆ จนน้ำตาของฉันทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก

          ทำไมหมี่เกี๊ยวคนนี้ไม่เหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเลยล่ะ หมี่เกี๊ยวที่ฉันรู้จักเขาเป็นคนรักเพื่อน ห่วงเพื่อนและหวังดีกับเพื่อน แต่หมี่เกี๊ยวคนนี้!...คนที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ กลับพูดจาแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างร้ายกาจจนฉันเชื่อสนิทใจเลยว่าสิ่งที่ถูกพูดออกมาทั้งหมดนั่นมันอกมาจากจิตใต้สำนึกที่ถูกฝังลึกอยู่ในใจคนพูดมานาน

          กลัวพี่ปาร์เกต์รัก คนอย่างฉันงั้นหรอ? ในสายตาแกฉันเป็นคนยังไงหรอเกี๊ยว!!

          “ที่แกพูดมาทั้งหมด...แกพูดเพราะว่าแกกำลังเสียใจกับเรื่องพี่ปาร์เกต์ หรือว่าพูด...เพราะว่าแกเกลียดฉันอยู่แล้วกันแน่”  ฉันกัดฟันถามในสิ่งที่ฉันเริ่มสงสัยว่าที่ผ่านมาคำว่า เพื่อนของเรามันมีความหมายเดียวกันรึเปล่า

          “คนอย่างฉันมันเป็นยังไงหรอเกี๊ยว ในสายตาแก...เพื่อนคนนี้เป็นยังไงหรอ?”  ฉันถามต่อ ทั้งที่ก้อนสะอื้นมันจุกอยู่ที่คอจนทำให้พูดลำบากแต่ฉันก็อยากรู้ว่าที่ผ่านมาหมี่เกี๊ยวมองฉันยังไง

          “ฉันจะให้โอกาสเธอจนกว่าจะออกค่ายเสร็จ พิสูจน์ตัวเองให้ฉันเห็นว่าเธอบริสุทธิ์ใจกับพี่ปาร์กแล้วเราค่อยมาคุยกัน...ส่วนเรื่องที่มิวบอกว่าเธอกับพี่เขาเป็นแฟนกัน เพื่อเห็นแก่ความเป็นเพื่อนเจ็ดปีของเรา ฉันจะให้มันเป็นความลับไปก่อน ฉันจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”  หมี่เกี๊ยวเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่ฉันอยากรู้แต่พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินไปทันที ฉันมองหมี่เกี๊ยวเดินจากไปพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรูออกมายิ่งกว่าเดิม ฉันแค่อยากอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องโกหกเท่านั้นเอง แต่ทำไมไม่ฟังฉันบ้างเลย...

          “ให้โอกาส หึ!!”  อยู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นจากมุมมืดอีกด้านของตึก ฉันหันไปมองต้นเสียงด้วยตาที่พร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา

          “พี่มาร์ช...”

          “ถ้าเพื่อนคนนั้นเป็นเพื่อนน้ำปิงจริงๆ เขาไม่พูดแบบนั้นหรอก เป็นเพื่อนกันมาเจ็ดปีหรอ? ถ้าไม่ได้ยินเองพี่ไม่เชื่อนะเนี่ย”  พี่มาร์ชเข้ามาจับแขนซ้ายของฉันขึ้นมาดู ถึงมันจะสั่นจนมือพี่มาร์ชที่จับอยู่สั่นไปด้วยแต่มันกลับไร้ความรู้สึกไปหมด ทั้งที่มันควรจะเจ็บปวดมากแท้ๆ แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือหัวใจของฉัน

          “ถ้าบอกว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาเจ็ดปีพี่ยังเชื่อกว่าเลย มีอย่างที่ไหนพูดแบบนี้กับเพื่อนรักของตัวเองเพราะผู้ชายคนเดียว..”  พี่มาร์ชพูดพลางปัดเศษปูนเก่าๆ ที่แขนซ้ายออกให้เบาๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนที่สดใสร่าเริงอย่างพี่มาร์ชจะมีมุมที่จริงจังแบบนี้อยู่ด้วย จริงสินะ...มิกกิเคยบอกว่าพี่มาร์ชเป็นคนรักเพื่อนมากนี่นา มิน่าพี่เขาถึงมีน้ำเสียงโกรธหมี่เกี๊ยวขนาดนี้

          “แค่เพื่อนน่ะมันหาง่ายอยู่ที่ไหนก็มี แต่ เพื่อนแท้ กับ เพื่อนตาย น่ะหายาก...ถ้าคนๆ นั้นเป็นเพื่อนแท้ไม่ว่าเรื่องใหญ่ขนาดไหนเขาก็พร้อมจะให้อภัยเราได้เสมอ”  พี่มาร์ชพูดโดยเน้นคำว่า เพื่อนให้ชัดเจนทุกๆ คำ

          “พี่มาร์ช...”

          “เฮ้อ...ถึงเรื่องน้ำปิงกับปาร์กจะเป็นแค่เกมส์สนุกๆ เพื่อแก้แค้นแฟนเก่า...แต่พี่ชักอยากจะให้พวกเธอสองคนรักกันจริงๆ ซะแล้วสิ”  พี่มาร์ชยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยแต่แฝงด้วยความทะเล้นมาด้วยจนฉันอดยิ้มตามไม่ได้

          “แต่ก่อนที่จะให้น้ำปิงไปรักใคร พี่ว่าเราไปทำอะไรสักอย่างกับแขนนี่ก่อนดีกว่า รู้สึกว่ามันจะบวมด้วยนะเนี่ย หักรึเปล่าก็ไม่รู้”

          “อ๋อ ที่กองอำนวยการมีกล่องปฐมพยาบาลด้วย เดี๋ยวปิงไปเองได้ค่ะ”

          “ไม่ๆ ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องที่น้ำปิงกับไอ้ปาร์กเป็นแฟนกันแพร่กระจายไปแล้วล่ะก็ น้ำปิงไม่ปลอดภัยแน่”

          “ปิงว่ามันไม่แพร่กระจายไปไหนหรอกค่ะ”

          “ทำไมล่ะ...น้ำปิงเชื่อที่เพื่อนคนนั้นพูดหรอ”

          “ค่ะ ปิงเชื่อ”  ฉันตอบออกไปอย่างหนักแน่นพี่มาร์ชเลยไม่พูดอะไรอีก ใช่...ฉันเชื่อว่าหมี่เกี๊ยวจะทำอย่างที่พูด

          ถึงฉันจะบอกว่าเชื่อหมี่เกี๊ยวขนาดไหนแต่พี่มาร์ชก็เดินมาส่งฉันจนถึงกองอำนวยการอยู่ดี โดยมีสายตาของเพื่อนร่วมคณะมองฉันจนเหลียวหลังที่ได้เดินกระทบไหล่กับหนึ่งในหนุ่มฮอตของคณะวิศวะฯ มัวแต่ระวังเรื่องพี่ปาร์เกต์จนลืมไปว่าอยู่ใกล้พี่มาร์ชก็เดือดร้อนได้เหมือนกัน (_ _;;)

          หลังจากพี่มาร์ชเช็คจนแน่ใจแล้วว่าฉันปลอดภัยไร้กังวล พี่เขาก็ขอแยกไปอาบน้ำนอนบ้างเพราะว่าเริ่มดึกมากแล้ว ที่จริงพูดเขาว่าจะรอเดินไปส่งฉันที่เต้นท์แต่ฉันเกรงใจเลยขอเดินกลับไปคนเดียวดีกว่า อันที่จริงก็เพื่อตัดปัญหาความเข้าใจผิดของคนอื่นๆ นั่นแหละ เพราะจริงๆ แล้วฉันอยากมีเพื่อนเดินกลับจะตาย ทางเดินมันมืดสลัวน่ากลัวเกินกว่าจะเดินกลับเต้นท์คนเดียว

          “ทำไมไม่บอกเราล่ะว่ามันเป็นแค่เกมของพี่ปาร์เกต์”  อยู่ๆ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างต้นไม้ใหญ่ระหว่างทางที่ฉันเดินกลับเต้นท์ ฉันขมวดคิ้วมองมิวอย่างไม่เข้าใจว่ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง...หรือว่าหมี่เกี๊ยวบอก O_O!

          “เราได้ยินพี่มาร์ชคุยกับปิงข้างตึกเรียน”  มิวตอบเหมือนอ่านใจฉันออก อะไรมันจะบังเอิญได้เหมาะเจาะขนาดนี้นะ แล้วแบบนี้จะหลอกว่าฉันกับพี่ปาร์เกต์เป็นแฟนกันต่อไปเพื่ออะไร

          “เฮ้อ...ต้องการจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะมิว วันนี้เราเหนื่อยมากแล้วนะ” 

          “เราไม่รู้หรอกว่าปิงไปร้องไห้อยู่ข้างตึกนั่นได้ยังไง แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมปิงถึงยังปล่อยให้เราแล้วก็คนอื่นๆ คิดว่าปิงกับพี่ปาร์เกต์เป็นแฟนกันด้วย”

          “มิวอยากให้เราแก้ข่าวว่า เรากับพี่ปาร์เกต์ไม่ได้คบกัน ทุกอย่างมันเป็นแค่การแก้แค้นแฟนเก่าของพี่เขาเท่านั้น แบบนี้น่ะหรอ”

          “ใช่ ไม่เห็นยากเลยนี่”

          “ใช่มันพูดไม่ยาก...แต่ที่ผ่านมาเรายอมและไม่ได้ปฏิเสธอะไรเลย เป็นแบบนี้คนอื่นเขาจะคิดยังไงรู้ไหม? เขาจะคิดว่าเราจ้องจะจับพี่ปาร์เกต์ถึงไม่ยอมเปิดเผยสักที แล้วที่เพิ่งมาเปิดเผยตอนนี้เพราะว่าพี่ปาร์เกต์ไม่เอา!

          “ไม่หรอกน่า ปิงก็คิดมากไปเอง”

          “ไม่หรอก แค่นี้ยังคิดน้อยไปด้วยซ้ำ มิวคิดว่ามิวรู้จักนิสัยผู้หญิงทุกคนบนโลกหรือไง...ผู้หญิงน่ะ น่ากลัวกว่าที่มิวคิดนะ”

          “แต่ยังไงทุกคนก็ต้องเข้าใจว่าปิงไม่มีทางเลือก สถานการณ์ตอนนั้นมันบังคับนี่”

          “พอเถอะมิวถ้าจะมาพูดแค่นี้...พอเถอะ”  ฉันพูดก่อนจะออกเดินต่อแต่มิวดึงแขนฉันเอาไว้ ดึงข้างไหนไม่ดึงมาดึงข้างที่ฉันเจ็บอีก!

          “แขนไปโดนอะไรมาปิง ทำไมมันบวมแบบนี้”  มิวจับแขนฉันขึ้นไปดู ฉันพยายามดึงมันกลับแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย

          โอ้ย!! เจ็บโว้ย!!

          “ทำอะไรมิว!”  พี่ยศเดินผ่านมาได้จังหวะพอดิบพอดี มิวจึงคลายมือออกนิดหน่อยแต่ก็ไม่ยอมปล่อย ฉันเลยอาศัยจังหวะที่มิวหันไปสนใจพี่ยศกัดฟันดึงแขนตัวเองออกทั้งที่เจ็บแสนเจ็บ

          “ก็...คุยกับน้ำปิงนิดหน่อยน่ะครับพี่”  มิวตอบพี่ยศที่เดินมายืนอยู่ข้างๆ ฉัน

          “แต่นี่มันดึกมากแล้วนะ พี่ว่าพวกเธอสองคนควรกลับไปที่พักของตัวเองได้แล้ว”  พี่ยศบอกเสียงเข้ม

          โห...วันนี้พี่ยศมามาดรุ่นพี่สุดเฮี๊ยบเลยแฮะ ฮ่าๆๆ

          “งั้นปิงไปก่อนแล้วกันค่ะ”  ฉันพูดแล้วเดินแยกไปที่เต้นท์ตัวเองทันที แต่เดินมาได้ไม่ถึงไหนก็มีคนเดินมาแตะไหล่ ฉันหันกลับไปมองก็เจอพี่ยศยืนยิ้มโชว์ฟันขาวอยู่ข้างหลัง

          “เมื่อกี๊ดุจังเลยนะคะรุ่นพี่...กลั๊วกลัวเลยต้องรีบเดินมาเลย”  ฉันหลิ่วตามองพี่ยศอย่างแซวๆ 

          “เอ...ปิงว่าต้องเรียกว่าลุงถึงจะถูกเพราะว่าพี่อยู่ปีสามแล้วนี่ ^^

          “ยิ้มได้แล้วหรอ ทีเมื่อกี๊หน้ายังหงิกอยู่เลย”  พี่ยศเอื้อมมือมาขยี้ผมของฉันเบาๆ ก่อนจะจัดให้เข้าทีตามเดิม

          “ก็มิวจับแขนปิงนี่คะ เจ็บจะตาย T.T

          “อ๋อ นี่น่ะหรอ”  พี่ยศเอื้อมมือมาจับแขนซ้ายของฉันขึ้นไปดูอย่างเบามือ  “ไอ้มาร์ชมันเล่าให้พี่ฟังแล้วล่ะว่าแขนปิงเจ็บ”

          และเพราะอะไรบางอย่างทำให้เราเงียบกันพักหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าพี่มาร์ชเล่าอะไรนอกจากเรื่องแขนเจ็บให้พี่ยศฟังรึเปล่า แต่ดูเหมือนวันนี้พี่ยศมองฉันอ่อนโยนแปลกๆ พอได้มองเข้าไปในดวงตาคมคู่นั้นแล้วรู้สึกเหมือนได้ยินคำปลอบใจนับร้อยคำโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลย คงจะรู้เรื่องหมดแล้วสินะพี่ยศ...

          เราสองคนเดินมาที่เต็นท์เงียบๆ ก่อนจะแยกย้ายกันด้วยคำว่า ฝันดีฉันมองตามพี่ยศไปสักพักก่อนจะเข้าไปในเต็นท์ของตัวเอง ในเต็นท์ที่เราพักกันเป็นเต็นท์ขนาดใหญ่นอนได้ประมาณ 10 คน ปกติคนที่นอนอยู่ข้างๆ ฉันจะเป็นหมี่เกี๊ยว แต่ตอนนี้หมี่เกี๊ยวย้ายไปนอนที่อื่นแทน ต่อจากนี้ฉันคงไม่มีเพื่อนแล้วสินะ

 

          [ยศ : Talk]

          ความรู้สึกแบบนี้...ผมจะเรียกมันว่า ความรักได้ไหม?

          “พี่ยศ อย่าลืมแวะรับน้ำปิงนะคะ วันนี้พ่อกับแม่ของน้ำปิงไปต่างจังหวัด”  มิกกิ น้องสาวของผมพูดขึ้นเมื่อคิดได้ว่าต้องไปรับ น้ำปิงเพื่อนสนิทที่สุดของน้องสาวผม

          “อื้ม”  ผมรับคำสั้นๆ เหมือนมันเป็นเรื่องปกติ แต่หัวใจของผมนี่สิมันกลับเต้นเร็วและแรงอย่างควบคุมไม่ได้จนผิดปกติ มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ได้เจอกับน้องคนนี้

          ครอบครัวของผมและครอบครัวของน้ำปิงเรารู้จักกันตั้งแต่เด็กครับ เพราะตอนที่ผมอายุ 5 ขวบพ่อกับแม่ซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรรโครงการเดียวกัน เราย้ายไปอยู่และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากครอบครัวของน้ำปิง ทั้งๆ ที่บ้านเราไม่ได้อยู่ติดกันแต่ครอบครัวของเราก็สนิทกันมาก

          ผมเลี้ยวรถเข้าไปจอดชิดริมถนนก่อนที่มิกกิจะเดินลงไปกดออดหน้าบ้านน้ำปิง สักพักน้ำปิงก็วิ่งออกมาจากบ้านพร้อมกับเป้สะพายหลัง 1 ใบ ซึ่งเป้ใบนี้น้องเขาจะใช้ใส่สัมภาระเวลามาพักที่บ้านผมเป็นประจำ

          “สวัสดีค่ะพี่ยศ”  น้ำปิงกล่าวคำทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อขึ้นมานั่งเบาะหลังที่ประจำ

          “จ้ะ แล้ววันนี้พ่อกับแม่ไปดูไซด์งานที่จังหวัดไหนล่ะ”  ผมถามน้ำปิงผ่านทางกระจกมองหลัง

          “วันนี้ไปเชียงใหม่ค่ะ อีกสองสามวันจะกลับ”

          ผมยิ้มรับรอยยิ้มที่สดใสของเธอก่อนจะออกรถตรงกลับไปที่บ้าน ที่พ่อแม่ของน้ำปิงต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ เพราะพ่อของน้องเขาเป็นวิศวกรประจำบริษัทรับเหมาก่อสร้างเลยต้องไปดูแลตามไซด์งานต่างๆ ที่ทางบริษัทรับเหมาเอาไว้ แม่ของน้ำปิงเลยต้องไปเป็นเพื่อนพ่อและต้องจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล

          ที่จริงน้ำปิงมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งชื่อวัง อายุห่างกัน 2 ปี ซึ่งก็เรียนอยู่รุ่นเดียวกับผมเราจึงสนิทกัน แต่ตอนที่พ่อแม่ของน้ำปิงไปต่างจังหวัดมีขโมยขึ้นบ้านทำให้พี่เลี้ยงและวังเสียชีวิต น้ำปิงเป็นคนเดียวที่รอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือของวัง

          ด้วยเหตุนี้มิกกิเลยรับน้ำปิงมาอยู่ด้วยเสมอเมื่อพ่อกับแม่ของน้ำปิงไม่อยู่ ซึ่งผมก็เต็มใจดูแลน้องคนนี้ เพราะก่อนที่วังจะเสีย มันฝากให้ผมดูแลน้องของมันให้ ผมจึงสัญญากับตัวเองว่าจะทำให้น้องสาวคนนี้มาความสุขที่สุดเพื่อเป็นของขวัญให้เพื่อนรักของผมที่อยู่บนสวรรค์

          “ได้ยินมิกกิบอกว่าพี่ยศสอบติดมหาลัย K หรอคะ”  น้ำปิงยื่นหน้าเข้ามาถามในช่องว่างระหว่างเบาะคนขับกับเบาะข้างคนขับซึ่งมีมิกกินั่งอยู่

          “ใช่ คณะวิศวะฯ น่ะ”  ผมตอบโดยที่สายตายังคงจดจ่อกับถนน เธอจะรู้ไหมนะว่าการที่เข้ามาใกล้ๆ แบบนี้มันทำให้ผมไม่มีสมาธิขับรถ ไอ้วังฉันขอโทษว่ะที่รู้สึกแปลกๆ กับน้องสาวแก -////-

          “โห น่าอิจฉาจัง >.<”  น้ำปิงพูดแล้วเอนหลังไปพิงเบาะของตัวเอง เฮ้อ...ค่อยหายใจโล่งขึ้นหน่อย =_=;;

          “เอาเวลาที่อิจฉาพี่ยศมาห่วงฉันดีกว่าน้ำปิง พ่อฉันบอกว่าถ้าเข้าตามพี่ยศไม่ได้จะตัดออกจากกองมรดกเชียวนะ”  มิกกิหันไปโอดครวญกับเพื่อนที่อยู่เบาะหลัง ผมเลยแอบหัวเราะอยู่คนเดียวเพราะที่พ่อพูดไปแบบนั้นที่จริงผล้วท่านแค่ต้องการให้มิกกิตั้งใจเรียนขึ้นมาบ้างเท่านั้นเอง

          “ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะพี่ยศ ใช่ซี่! ตัวเองรอดแล้วนี่ ขับรถไปเลยพี่ใจร้าย”  มิกกิตีต้นแขนผมทีหนึ่งแล้วนั่งกอดอกหน้ามุ่ยๆ อยู่ที่เบาะของตัวเอง ยิ่งเห็นน้องสาวทำตัวตลกแบบนี้ผมยิ่งขำ

          พอกลับมาถึงบ้าน เด็กๆ ทั้ง 2 คนก็แยกย้ายกันไปยังโลกส่วนตัวของตัวเอง ส่วนผมก็กลับมาที่ห้องเพื่อเก็บข้าวของย้ายไปเรียนที่กรุงเทพฯ ยังดีที่พ่อผมเป็นเจ้าของคอนโดที่นั่น ผมเลยกะว่าจะขอเปิดห้องสักห้องเป็นของขวัญสักหน่อย

          ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

          “เข้ามาเลย ประตูไม่ได้ล็อก”  ผมร้องบอกทำให้เสียงเคาะเงียบไป ก่อนบานประตูจะค่อยๆ เปิดออก น้ำปิงโผล่ส่วนหัวเข้ามาส่องดูในห้องก่อนจะเข้ามายืนทั้งตัว

          “แฮ่ๆ ขอเข้าไปหน่อยนะคะ ^^;”  น้ำปิงขออนุญาตพร้อมกับเดินเข้ามา ผมเลยรีบจัดข้าวของให้เป็นที่เป็นทางเพื่อเคลียร์ที่นั่งให้

          “นั่งบนเตียงพี่ก็ได้”  ผมชี้ไปที่เตียงนอนของตัวเองเพราะเป็นที่เดียวที่ข้าวของไม่รกมาก

          “อุ้ย! ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เตียงนอนเชียวนะ” 

          “แล้วจะยืนอยู่แบบนั้นหรอเมื่อยแย่เลย นั่งเถอะไม่เป็นไร”  น้ำปิงทำท่าทางประมาณว่า เออว่ะแล้วนั่งลงบนเตียงของผมเบาๆ เหมือนว่านั่งไปแล้วกลัวมันจะบุบสลายไปยังงั้นแหละ

          “มีอะไรหรอ”  ผมถามเพราะน้องเขากำลังสำรวจไปทั่วห้อง น้ำปิงมาค้างบ้านผมบ่อยก็จริงแต่ก็ไม่เคยได้เข้ามาในห้องผมเลย ส่วนมากกจะขลุกอยู่กับมิกกิมากกว่า

          “อ๋อ! คือว่า...ปิงเอานี่มาให้น่ะค่ะ”  น้ำปิงยื่นสมุดเก่าๆ เล่มหนึ่งมาให้ผม ถึงผมจะไม่รู้ว่าเธอเอามาให้ผมทำไมแต่ผมก็รับมันมา พอลองกรีดดูเนื้อหาข้างในคร่าวๆ ก็เจอแต่ตัวหนังสือของวังเต็มไปหมด สมุดบันทึกของวังหรอ?

          “ปิงเข้าไปในห้องเก็บของเลยเจอมันโดยบังเอิญ...มันเป็นไดอารี่ของพี่วัง”

          “ทำไมน้ำปิงไม่เก็บไว้ล่ะ ให้พี่ทำไมไม่คิดถึงวังหรอ”

          “คิดถึงค่ะ คิดถึงมากด้วย แต่ในนี้พี่วังเขียนเอาไว้ว่าอยากเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกับพ่อเพราะอยากจะเก่งเหมือนพ่อ มหาวิทยาลัยนั้นก็คือมหาวิทยาลัย K ปิงเลยเอามาให้พี่ยศ...”  น้ำปิงนั่งไปสักพักก่อนจะพูดต่อ

          “ดูพี่วังคงจะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องสอบติดแน่ๆ ปิงเลยอยากให้พี่วังได้ไปเรียนที่นั่นด้วย...พี่ยศช่วยพาพี่วังไปเรียนด้วยคนนะคะ”

          “งั้น...พี่จะพาวังมันล่วงหน้าไปก่อน ปิงก็ตั้งใจเรียนแล้วก็พยายามสอบให้ติดจะได้ไปเรียนที่เดียวกับวังไง แบบนี้ดีไหม”

          “ปิงไปเรียนที่นั่นไม่ได้หรอกค่ะพี่ยศ เพราะว่าปิงเรียนเก่งไม่เท่าพี่วัง แล้วอีกอย่างพ่อกับแม่เป็นห่วงน่ะค่ะเลยอยากให้เรียนใกล้ๆ บ้าน”

          “อ้าว...หรอ”

          “แต่ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่ให้พี่ชายสุดที่รักได้ไปเรียนที่นั่นปิงก็ดีใจมากแล้วล่ะ ^^”  น้ำปิงยิ้มออกมา ถึงจะดูฝืนๆ แต่ผมก็ยิ้มตอบเธอเพื่อให้เธอสบายใจ

          หลังจากที่ผมไปเรียนผมจะได้เจอเธออีกไหมนะ แล้วถ้าได้เจอกันอีกผมจะยังมีความรู้สึกแปลกๆ แบบนี้อยู่อีกรึเปล่า...

          ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจว่าที่ผมรู้สึกแบบนี้กับเธอ...จะผิดมากไหม?






*****************************************************
อัพเดตค่ะ 
ฝากติดตาม+เป็นกำลังใจด้วยนะคะ
เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า ^O^
******************************************************





 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #209 vidaxxiv (@vidaxxiv) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 18:03
    ง่อววว
    #209
    1
    • #209-1 Bee_Berry-Pink (@b_ch-g) (จากตอนที่ 6)
      18 เมษายน 2561 / 00:53
      ง่อวววววววววว
      #209-1
  2. #198 dreamptk (@dreamptk) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 20:24
    รู้สึกสงสารน้ำปิงที่ต้องสูญเสียพี่ชาย วังดูรักน้องมากเสียดายจัง
    #198
    0
  3. #165 JHY'SNW (@duckservice28) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 12:16
    รู้สึกเสียดาย วัง ทันทีอ่ะ 5555
    #165
    0
  4. #123 T--dZ (@lllvioletlll) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2557 / 23:13
    ไอ๊ยะ ไม่อยากบอกว่าเขินพี่ทุกคนเล้ยยยยย

    นิสัยดีหมด ไอ๊ๆๆๆ ดิชั้นเลือกไม่ถูกเลยยยย

    (แล้วใครใช้ให้เลือก ? 555)
    #123
    0
  5. #92 fair (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2557 / 21:22
    เศร้า่เรื่องพี่วังจัง :(
    #92
    0
  6. #9 LC_Mai (@ladawanmai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 11:55
    -///- พี่ยศ จะเป็นไงนะ รอไรท์อัพต่อไปคะ 

    #9
    0