ในยุคนี้เอเชียกลางเป็นบริเวณที่มีการผสมผสานทั้งทางด้านเชื้อชาติ โดยศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สำคัญและมีเป็นศาสนาสำคัญ ศาสนาคริสต์ ศาสนาที่แพร่หลายเป็นอันดับสามคือศาสนามาณิกี ประชาชนส่วนใหญ่นับถือมากกว่า 1 ศาสนา และผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้าไปด้วย
ศาสนามานิกี หรือ ศาสนามานี หรือ มานีธรรม เป็นศาสนาแบบไญยนิยม ที่มีต้นกำเนิดในจักรวรรดิเอรานชาหร์มีพระมานีหัยยา (मानी हय्या) เป็นศาสดา แม้ว่างานเขียนของท่านจะหายสาบสูญไปทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงมีฉบับแปลในภาษาต่าง ๆ ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ) สอนเชิงจักรวาลวิทยาว่าจักรวาลแบ่งออกเป็นของด้าน คือด้านความดีงาม จิตวิญญาณ และความสว่าง กับความชั่วร้าย วัตถุ และความมืด สันนิษฐานว่าศาสนามานีได้รับแนวคิดนี้มาจากแนวคิดของพวกไญยนิยมในเมโสโปเตเมีย ศาสนามานีกีแพร่หลายมากในภูมิภาคที่ใช้ภาษาแอราเมอิกและซิเรียก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 - 7 จนกลายเป็นศาสนาที่แพร่หลายมากที่สุดในโลกศาสนาหนึ่งในยุคนั้น ศาสนจักรมานีแพร่ไปทางตะวันออกไกลถึงประเทศจีน และทางตะวันตกไกลถึงจักรวรรดิโรมัน โดยมีศาสนิกชนส่วนมากเป็นทหาร จนได้ชื่อว่าเป็นศาสนาของกองทัพ และกลายเป็นคู่แข่งของศาสนาคริสต์ แทนลัทธิเพกันที่เสื่อมไปก่อนหน้านั้นแล้ว ศาสนามานีในภูมิภาคตะวันออกดำรงอยู่นานกว่าทางตะวันตก โดยเสื่อมสลายไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทางใต้ของจีน
ศาสนิกชนของศาสนานี้เรียกว่าชาวมานีหรือชาวมานีเชียน ซึ่งในปัจจุบันคำว่ามานีเชียนได้ใช้หมายรวมถึงผู้มีแนวคิดทางจริยศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่มองศีลธรรมแบบทวินิยม คือมีความดีความชั่วอยู่จริง และอยู่แยกกันต่างหากอย่างชัดเจน
และนิกายอื่นๆ ที่ชาวเอเชียกลางนับถือมีดังต่อไปนี้
นิกายซุนีย์ เป็นนิกายที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่นับถือ ซึ่งยึดถืออัลอ-กุรอาน จริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด และแบบอย่างของสาวกเป็นหลัก แนวความคิดของนิกายซุนีย์ คือ เชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งตัวแทนไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป ดังนั้น หลังจากท่านจากไปแล้วตำแหน่งผู้ปกครองหรือผู้นำสืบต่อจากท่านจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิม ต้องเลือกสรรกันเองตามความเหมาะสม
ฉะนั้น หลังจากสิ้นท่านศาสดาสาวกกลุ่มหนึ่งจึงพากันไปเลือกตั้งตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺที่บนีสะกีฟะฮฺ พวกเขาได้เลือกท่านอบูบักร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกของท่านศาสดาขึ้นเป็นเคาะลิฟะฮฺ ก่อนที่ท่านอบูบักร์จะจากไปท่านได้สั่งเสียให้ท่านอุมัรเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทน และก่อนที่ท่านอุมัรจะจากไปท่านได้สั่งเสียให้ท่านอุสมานเป็นผู้สืบแทน แต่สำหรับเคาะลิฟะฮฺที่สี่ประชาชนได้เลือกท่านอะลีขึ้นเป็นเคาะลิฟะฮฺ
หลังจากจบการบริหารของเคาะลิฟะฮฺทั้งสี่ท่านแล้ว นิกายซุนนีย์ก็ปราศจากผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้นำศาสนาที่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้นิกายซุนนีย์ไ่ม่มีผู้ศาสนาที่เด่นชัด เนื่องจากไม่มีผู้รู้ที่แท้จริง ประกอบกับในช่วงนั้นพระวจนะของศาสดาเองก็ได้รับการสั่งห้ามจากเคาะลิฟะฮฺที่สอง มิให้มีการจดบันทึกโดยอ้างเหตุผลว่าจะสับสนกับโองการอัล-กุรอาน
นิกายชีอะฮฺ เป็นนิกายที่มีความเชื่อมั่นในเอกภาพของพระเจ้า ยึดมั่นในอัล-กุรอานและจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ แนวความคิดของนิกายชีอะฮฺ คือ เชื่อว่าท่านศาสดามุฮัมมัดได้แต่งตั้งตัวแทน (อิมาม) ให้เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านตามพระบัญชาของพระเจ้าไว้ก่อนที่ท่านจะจากไป
นิกายชีอะฮฺ เชื่อโดยหลักการว่าท่านศาสดามุฮัมมัดได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นตัวแทนต่อจากท่านนับแต่วันแรกที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา และในวาระต่าง ๆ ตลอดชั่ว 23 ปี ที่ท่านประกาศเผยแผ่ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศแต่งตั้งท่านอะลีท่ามกลางประชาชนจำนวนนับแสนคน หลังจากการเดินทางกลับจากการบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย ในวันที่ 18 เดือน ซุลหิจญะฮฺ ปี ฮ.ศ.ที่ 10 ณ สถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่า เฆาะดีร
นิกายชีอะฮฺ เชื่อโดยหลักการว่าต้องมีอิมามผู้ปกครองอิสลามอีก 12 ท่าน หลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด ดังที่ท่านศาสดากล่าวว่า อิสลามต้องมีผู้นำอีก 12 ท่าน แม้แต่ศาสนิกอื่นยังเชื่อว่าการไม่ตั้งตัวแทนของท่านศาสดา คือ ความผิดพลาดของท่านมุฮัมมัด ดังที่กล่าวว่า สิ่งเดียวที่ท่านมุฮัมมัดได้ละเลยและก่อให้เกิดผลเสียมิใช่น้อยได้แก่การมิได้แต่งตั้งผู้สืบทอดต่อจากท่าน คำว่าผู้สืบทอดต่อในภาษาอาหรับเรียกว่า เคาะลิฟะฮฺ การที่ท่านมุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งเคาะลิฟะฮฺไว้ก็อาจเป็นเพราะว่าท่านมีความถ่อมตน ถือว่าหน้าที่แต่งตั้งเคาะลิฟะฮฺเป็นของอัลลอฮฺ มิใช่ของท่าน อย่างไรก็ตามเมื่อทานสิ้นชีวิตลงโดยไม่มีผู้สืบต่อก็ก่อให้เกิดปัญหาการคัดเลือกผู้เหมาะสม
แต่โดยหลักการของชีอะฮฺในเรื่องการตั้งตัวแทน มีความเชื่อต่างไปจากซุนนีย์ โดยเชื่อว่าท่านศาสดาจะไม่ผิดพลาดในเรื่องนี้ ท่านได้แต่งตั้งตัวแทนไว้อย่างแน่นอน ก่อนที่ท่านจะจากไปตามพระบัญชาของพระเจ้าตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ประเทศที่นับถือชีอะฮ เช่น ตุรกี อิรัก อิหร่าน
ซุนนี ก็แถบอาหรับ ไทย มาเล อินโด อินเดีย
แต่เดิมจุฬาราชมนตรีจะเป็นคนในตระกูลของเฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกสมัยอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงปี 2488 นายแช่ม พรหมยงค์จึงได้เป็นจุฬาราชมนตรีซุนนีคนแรก และมุสลิมนิกายนี้ก็ได้ตำแหน่งนี้สืบเนื่องมา ด้วยมุสลิมไทยส่วนใหญ่นับถือนิกายนี้
คริสตจักรออร์ทอดอกซ์ (The Orthodox Church) หรือคริสตจักรไบแซนไทน์ (The Byzantine Church) เป็นคริสตจักรที่ใหญ่เป็นที่สองของคริสต์ศาสนาในโลก คริสตจักรนี้ปฏิบัติตามหลักการทางเทววิทยาอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยศาสนาคริสต์ยุคแรก คริสตจักรออร์ทอดอกซ์แบ่งเป็นคริสตจักรย่อย ๆ แต่ละคริสตจักรมีอัครบิดรหรือมุขนายกเป็นของตนเอง ผู้มีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ประเพณีของศาสนจักร และสามารถสืบสายกลับไปได้ถึงอัครทูตของพระเยซูโดยเฉพาะนักบุญแอนดรูว์
คริสตจักรในกลุ่มอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มักจะไม่เรียกตนเองว่า “อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์” แต่จะใช้ชื่อเฉพาะของกลุ่มที่บอกที่ตั้งของกลุ่มเช่น “คริสตจักรรัสเซียนออร์ทอดอกซ์” หรือ “นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์กรีก” หรือชาติอื่นๆ
คริสตจักรยุโรปตะวันออก เอเชียตะวันตก และทวีปแอฟริกาเหนือก็ใช้คำว่า “ออร์ทอดอกซ์” แต่ทางปฏิบัติจะแตกต่างกับ อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และจะเรียกตัวเองว่า ออเรียนทัลออร์ทอด็อกซ์
ศาสนาบาไฮ หรือลัทธิบาไฮ เป็นศาสนาที่แยกตัวออกมาจากลัทธิบาบีในปี ค.ศ. 1863 ถือกำเนิดในจักรวรรดิเปอร์เซีย (ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของประเทศอิหร่าน) ศาสดาคือพระบะฮาอุลลอฮ์ (พ.ศ 2360-2435) ศูนย์กลางบาไฮโลกอยู่ที่เมืองไฮฟา มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 2 แห่ง คือ พระสถูปของพระบะฮาอุลลอฮ์อยู่ที่เมืองอัคคา และพระสถูปของพระบาบอยู่ที่เมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล ปัจจุบันเป็นศาสนาที่เผยแผ่ได้กว้างขวางเป็นอันดับสองของโลก โดยมีศาสนิกชนกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก บาไฮศาสนิกชนมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน และอาศัยอยู่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (อังกฤษ: Zoroastrianism) เป็นศาสนาและปรัชญาศาสนาอิหร่านเอกเทวนิยมโบราณอย่างหนึ่ง เคยเป็นศาสนาแห่งรัฐจักรวรรดิอะคีเมนิด พาร์เธียและแซสซานิด ประมาณจำนวนศาสนิกโซโรอัสเตอร์ทั่วโลกปัจจุบันอยู่ระหว่างประมาณ 145,000 คนเมื่อประมาณ ค.ศ. 2000 ถึง 2.6 ล้านคนในการประมาณหลัง ๆ
ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดในภูมิภาคตะวันออกของจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ เมื่อนักปรัชญาศาสนา โซโรอัสเตอร์ ปรับปวงเทพเจ้า (pantheon) อิหร่านช่วงต้นให้ง่ายขึ้น เป็นสองฝ่ายค้านกัน คือ Spenta Mainyu ("วิสัยจิตก้าวหน้า") และ Angra Mainyu ("วิสัยจิตทำลายล้าง") ภายใต้พระเป็นเจ้าพระองค์เดียว อาหุรามัสดา (Ahura Mazda, "ภูมิปัญญาสว่าง")
ความคิดของโซโรอัสเตอร์นำสู่ศาสนาทางการซึ่งใช้ชื่อของเขาเมื่อราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และมีอิทธิพลต่อศาสนาต่อมาอื่นซึ่งรวมศาสนายูดาย ไญยนิยม ศาสนาคริสต์และอิสลาม
ความคิดเห็น