ส ง ค ร า ม ข้ า ม ข อ บ ฟ้ า ::: The arching sky

ตอนที่ 11 : หลังการประลอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ม.ค. 61

แสงสว่างของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามาในห้อง ฉันค่อยๆ ลืมตาตื่น แล้วก็พบกับแสงทองเจิดจ้าเป็นประกาย เสียงนกร้องดังอยู่ไม่ไกลนัก พอเริ่มรู้สึกตัวฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องพัก แต่ไม่ใช่ห้องของฉัน เป็นห้องของฝั่งเจ้าชาย เพราะผ้าปูเตียงและผ้าม่านเป็นสีเขียว พอสายตาเริ่มชินกับบรรยากาศ สมองก็ประมวลผลได้ว่านี่คือห้องของลีโอ

ฉันค่อยๆ ลุกขึ้น ยังรู้สึกปวดหัวตุบๆ แต่ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว แล้วทำไมฉันถึงมานอนที่นี่ได้เนี่ย แง้ว...ยังปวดหัวอยู่เลย หลับต่อดีกว่า ฉันพลิกตัวไปทางซ้าย แต่แล้ว

เฮ้ย!

ฉันสะดุ้งสุดตัว ในใจคิดว่าถ้าเป็นผีเนเต้ ฉันก็ชินกับมันแล้วนี่หว่า งั้นนี่อะไรเนี่ย

พอมองดีๆ ถึงได้เห็นว่าเป็นบัดดี้ของตัวเอง มาร์คัสกำลังหลับโดยนั่งบนพื้นแล้วฟุบหน้าลงบนเตียง มีรอยแผลไหม้จากสายฟ้าตามตัวเต็มไปหมด คราบเลือดที่แห้งแล้วเลอะเทอะทั้งเสื้อผ้าและผ้าปูเตียง นับจำนวนแล้วไม่ใช่น้อยๆ นะเนี่ย ทำไมไม่ทำแผลฟะ ดูดิ ผ้าสกปรกหมดแล้ว

แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไป ผ้าคาดปากสีดำบัดนี้มันไม่มีอีกแล้ว ฉันสามารถมองเห็นริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูนั้นได้ชัดแจ๋ว แบบนี้มันเทพบุตรชัดๆ

หมอนั่นเฝ้าเธอทั้งคืนเลยนะ ถ้าตื่นขึ้นมาก็ขอบใจเขาหน่อยละกัน

ฉันสะดุ้งกับเสียงหวานๆ ที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นมาเฉยๆ ไอริสที่กำลังนั่งจิบน้ำอุ่นอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือของลีโอทำหน้านิ่ง

เธอขวัญอ่อนเกินไปรึเปล่าอาเม่ คนสวยๆ อย่างฉันมีอะไรให้น่าตกใจตรงไหน

ก็ใครจะไปรู้ว่าเธออยู่ในห้องนี้ด้วยล่ะ อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมา นึกว่าเนเต้

ไอริสยิ้มที่มุมปาก

แหม พอตื่นมาเห็นหน้าใครบางคนแล้วก็ไม่สนใจอะไรรอบข้างเลยนะยะ

ไอริส!”

นี่ๆ ฉันอุตส่าห์ร้องเพลงเพิ่มพลังชีวิตเธอจนเสียงแหบเสียงแห้งอย่างนี้ ยังมาทำหน้าเบื่อโลกใส่ฉันอีก

ไอริสพูดพลางจิบน้ำอุ่นต่อ ชุดแดนเซอร์ระบำฮาวายของยายนี่ช่างขัดกับถ้วยกาแฟโบราณสีน้ำตาลของลีโอเหลือเกิน

จริงเหรอ เธอร้องเพลงเพิ่มพลังชีวิตให้ฉันเหรอเนี่ย

ก็ใช่น่ะสิ เธอเล่นสลบไม่ฟื้นอย่างนั้น ทำยังไงก็ไม่หาย ฉันเลยต้องร้องเพลง สีหน้าเธอก็ค่อยดีขึ้นหน่อย ไม่งั้น เหอะ...เธอคงได้เป็นวิญญาณเฝ้าวังเอซีร์เหมือนลาเวนเดอร์แหง

นี่ ฉันสลบไปนานแค่ไหนเนี่ย

ฉันจับหัวตัวเอง รู้สึกเหมือนโลกหมุนอยู่รอบๆ ตัว

โอ๊ย! ทรมาน

คืนหนึ่งเต็มๆ

ง่ะ

ฉันหันไปมองมาร์คัส หมอนี่หลับเฝ้าฉันคืนหนึ่งเต็มๆ เลยเหรอ

อาเม่ ฉันถามจริงเถอะ เวทพอสของเธอทำให้คนเป็นใบ้นานเท่าไหร่

หนึ่งนาที

ไอริสยักไหล่แล้วมองไปยังบัดดี้ของฉัน

หมอนั่นไม่ยอมพูดอะไรเลย ฉันก็เลยคิดว่าเวทของเธอทำให้คนเป็นใบ้หนึ่งคืนเต็มๆ

จะบ้าเหรอ!

แล้วคนอื่นๆ ไปไหนกันหมด

ไอริสลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู

พี่ชายเธอทั้งสองคนไปกินข้าว เพรย์ช่าเข้ามาในนี้ไม่ได้เพราะเนเต้ลอยผ่านไปผ่านมา ตอนนี้ก็เลยไปกินข้าวกับคาร์นด้วย

อ้าว แล้วเธอจะไปไหนน่ะ

ไอริสทำหน้าย่น

ไปกินข้าวสิ เมื่อวานกว่าจะร้องเพลงปลุกเธอเสร็จก็เลยไปเกือบเที่ยงคืน ห้องอาหารก็ปิดแล้ว ฉันต้องนอนทั้งที่ท้องร้องจ้อกๆ นี่ก็รีบขึ้นมาดูเธอก่อนจะไปกินข้าวอีก เห็นมั้ยว่าฉันเป็นเพื่อนที่ดีขนาดไหน เชอะ

ไอริสทำเสียงฟึดฟัด ก่อนจะเดินกระทืบเท้าไปยังประตู

ไอริส แล้วทำไมเธอไม่ร้องเพลงเพิ่มพลังมาร์คัสบ้าง แผลยังเต็มตัวอยู่เลย

ไอริสยักไหล่ แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

เพลงของฉันช่วยเพิ่มพลังชีวิต รักษาแผลไม่ได้หรอก ต้องให้คนบางคนแถวนี้รักษาอย่างเดียวแหละ ไปก่อนนะจ๊ะ จุ๊บๆ

รีบออกไปเลยนะ ยายหางเครื่อง

ไอริสหัวเราะเริงร่าแล้วปิดประตูห้อง ยายนี่ชักกวนประสาทเหมือนลีโอขึ้นทุกวัน

ฉันหันไปมองคนข้างตัว คนสนทนาข้ามหัวตัวเองขนาดนี้ยังไม่ตื่น นับถือเลยจริงๆ หลับลึกได้ใจมาก ฉันชะโงกหน้าไปใกล้ๆ แผลของมาร์คัส แค่คิดว่าหมอนี่เกือบตายต่อหน้าต่อตาฉันแล้ว น้ำตาก็รื้นขึ้นมาอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องบีบน้ำตาเหมือนทุกที น้ำตาหยดใส่แผลของมาร์คัส แล้วรอยแผลก็ค่อยๆ หายไป

มาร์คัสลืมตาขึ้นมา ทันทีที่เห็นฉันหมอนี่ก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียง หน้าตาตื่นอย่างกับเห็นฉันเป็นศพฟื้นคืนชีพ รีบจับเนื้อตัวฉันเพื่อดูว่าฉันยังบาดเจ็บตรงไหนอีกไหม โว้ว...ชันสูตรตูเลยมั้ย

พอแล้วมาร์คัส ฉันหายแล้ว

นั่นแหละ หมอนี่ถึงหยุดการกระทำทุกอย่างแล้วเปลี่ยนไปสำรวจตัวเองแทน

ฉันรักษาให้แล้ว ยังเจ็บตรงไหนอีกรึเปล่า

มาร์คัสส่ายหน้า แล้วจึงเปลี่ยนมานั่งมองฉันตาแป๋ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู

ดะ...เดี๋ยวมาร์คัส ถ้านายจะกลับห้อง อย่างน้อยก็บอกเลขห้องนายให้ฉันติดต่อได้หน่อยสิ

มาร์คัสหันหน้ามามองฉัน ไม่ตอบอะไร แล้วจึงเปิดประตูเดินออกจากห้องไป ไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลังเบาๆ ด้วย

ขอบคุณมากที่ตอบแทนการช่วยเหลือแบบนี้

 

- - - -The arching sky- - - -

 

ทำไมเธอต้องพอสมาร์คัสไว้ด้วยล่ะอาเม่

พรวด!

ฉันพ่นนมสดที่เพิ่งกินออกมา ไอริสที่เพิ่งถามประโยคเมื่อกี้ทำหน้าเหยเก เพรย์ช่าหัวเราะก๊าก ลีโอส่งผ้าเช็ดปากมาให้พร้อมขำเบาๆ คาร์นก้มหน้าก้มตาขัดไม้คทาตัวเองอย่างไม่สนใจใคร

หลังจากมาร์คัสออกไป ไอ้สี่ตัวนี้ก็กลับเข้ามา เพรย์ช่าพยายามหลบเนเต้กับลาเวนเดอร์จนเข้ามาได้ ตัวกวนประสาทออกไปหนึ่ง ได้ตัววุ่นวายมาอีกสี่ คุ้มมั้ยเนี่ย แต่ดีตรงที่มีอาหารเช้ามาให้กินด้วยนี่สิ

เก๊าะ ก็…”

ฉันอ้าปากค้าง เพรย์ช่ากับไอริสกะพริบตาปริบๆ รอฉันตอบ ลีโอหันไปคุยกับคาร์นเรื่องคทาอย่างไม่สนใจ เอ่อเอาไงดีวะ

ฉันไม่รู้ว่าอีตามาร์คัสต้องการให้เรื่องนี้เป็นความลับไหม ก็หมอนั่นพยายามเหลือเกินที่จะไม่ใช้พลังนั่นต่อหน้าประชาชี ถ้าตอบไปอย่างนั้นเพรย์ช่ากับไอริสต้องอยากรู้เรื่องพลังของมาร์คัสแน่ๆ

ก็...ฉันรู้สึกว่ามาร์คัสไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขามีพลังอะไรกันแน่ ก็เลยเข้าไปช่วย ก็แค่นั้น

ไอริสพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงรับรู้อย่างมาดผู้ดี แต่เพรย์ช่ากลับโพล่งถามขึ้นมา

แล้วมาร์คัสมีพลังอะไรเหรอ

เอาแล้วไง เลี่ยงๆ เลี่ยงตอบๆ

นี่ เธอเป็นเวทดำจริงๆ เหรอ ทำไมถึงไม่รู้เนี่ย

ฉันเป็นคนเวทดำก็จริง แต่ไม่ใช่คนของฟอร์กอตเทนนะ

มันก็คือกันนั่นแหละน่า

เพรย์ช่าทำหน้าตาหงุดหงิดฮึดฮัด ไอริสยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉัน

แล้วตกลงว่าไงล่ะ พลังจริงๆ ของมาร์คัสคืออะไรกันแน่

อะ...เอ่อ...คือ...ยังไงดีล่ะ…”

ตกลงเธอจะไม่บอกพวกเราใช่มั้ย

เพรย์ช่ากอดอก ทั้งสองคนจ้องมองมาที่ฉัน พอฉันพยักหน้าไอริสก็ยักไหล่

ได้ เธอไม่บอกก็ไม่ยากที่ฉันจะรู้หรอกนะอาเม่

ไอริสหันไปทางลีโอ แล้วยิ้มหวานหยาดเยิ้มอย่างมารยาสาไถย

ลีโอ พลังที่แท้จริงของมาร์คัสคืออะไรเหรอ

ไม่ยากจริงๆ ด้วย

พลังที่แท้จริงของมาร์คัสเหรอ คาร์น...ตอบซิ

ลีโอเริงร่าหันไปถามน้องชาย

เรียกวิญญาณสัตว์เทพและปีศาจคาร์นตอบหน้าตาเฉย

ทำไมมันรู้แล้วตูไม่รู้อีกแล้ว

พะ...พี่รู้ได้ไงอะ

คาร์เนเลียนเงยหน้าขึ้นมองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปเช็ดถูคทาขอหวยต่อ ลีโอหัวเราะขำขันแล้วตอบฉัน

เพราะวันๆ พวกพี่สองคนไม่ได้เอาแต่เดินหม้อผู้ชายอย่างแกไงล่ะอาเม่

น่าเชื่อจังนะ

เอาดีๆ ลีโอ พวกพี่รู้ได้ยังไง

ขอเถอะอาเม่ พี่ชายเธอเคยเห็นมาร์คัสรบมาแล้ว มีเหรอเขาจะไม่รู้

ไอริสตอบคำถามอย่างเซ็งที่สุด

หา! พี่ชายฉันเนี่ยนะ

เมื่อไหร่ ตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้อะ

ลีโอหาวหวอดๆ ส่วนคาร์นก็เช็ดถูคทาต่อไป ฉันว่ามันไม่ได้ขอหวยแล้วละ มันคงหวังให้ยักษ์จินนี่ออกมาแหงๆ

ง่วงนอนจังอาเม่ ถ้าหายแล้วก็กลับห้องตัวเองไปซะ พี่จะนอน

พูดจบลีโอพาร์ทก็เดินดุ่มๆ มาข้างเตียง ทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ฉันแล้วก็หลับสนิท ชนิดที่กระโดดถีบตกจากเตียงคงไม่คิดจะตื่น ไอริสมองภาพเหล่านั้นอย่างขำๆ ทำไมมันหัวถึงหมอนแล้วหลับเลยวะ

ฉันก็กลับห้องด้วยดีกว่า เมื่อวานวิ่งทั้งวัน เหนื่อยแทบคลาน

เพรย์ช่ากระโดดลงจากเก้าอี้ แถมท้ายด้วยการควบคุมให้คิสเตะหลังพี่ชายคนรองของฉันเต็มรัก ก่อนจะลอยนวลออกจากห้องไป คาร์นที่ไม่ทันได้ระวังตัวคลำหลังตัวเองป้อยๆ คว้าคทาแล้ววิ่งตามเพรย์ช่าออกจากห้องไป คาดว่ามันคงไปฆ่ากัน

ไอริสเดินมาทำสิ่งที่ชาตินี้ทั้งชาติฉันคงไม่คิดจะทำ นั่นคือห่มผ้าให้ลีโอ ฉันลุกขึ้นจากเตียงทันที

นี่ฉันเป็น กขคงจฉ ใช่มั้ยเนี่ย

ไม่เอาให้ถึงฮอนกฮูกเลยล่ะ

ฉันยักไหล่แล้วกลับไปยังห้องตัวเอง ภาวนาให้ไม่เจอศพของเพรย์ช่าหรือคาร์นตรงทางเดิน

โลกนี้ยังมีอะไรที่ฉันไม่รู้เยอะนะเนี่ย

 

- - - -The arching sky- - - -

 

เข็มสั้นของนาฬิกาชี้ไปยังเลขหนึ่ง เข็มยาวชี้ไปเลขสิบสองพอดิบพอดี ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิท คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ไร้เงาพระจันทร์ มองเห็นแสงดาวที่ส่องประกายได้อย่างชัดเจน ผืนฟ้าสีดำสนิทสงบนิ่งอยู่นอกหน้าต่างเช่นเดิม ต่างจากเปลวไฟในเตาผิงที่เริงระบำเร่าร้อนสู้กับความหนาวยามราตรี

ในห้องนั่งเล่น วังเอซีร์

เงาของเจ้าหญิงแอเมทีสต์ที่กำลังนั่งอ่านคัมภีร์ไบเบิลทอดยาวอยู่บนพรมผ้าไหมทอมือ พอเงยหน้าขึ้นมามองรอบตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่นั่งอยู่ในห้องที่กว้างใหญ่นี้ เจ้าหญิงเจ้าชายเมืองอื่นนี้ช่างอนามัยกันเหลือเกินนะ

ทำไมฉันต้องมานั่งท่องบทสวดคนเดียวตอนนี้น่ะเหรอ หึๆๆ

ก็เพราะตูยังใช้เวทสูงสุดไม่ได้น่ะสิ

คงจะยังไม่ลืมกันหรอกนะว่าฉันยังใช้โฮลีแลนด์ไม่ได้ ดังนั้นเท่าที่ควรทำได้ก็คือนั่งท่องคัมภีร์ไบเบิล บทสวด และคุณงามความดีของบรรดานักบุญที่ชาตินี้ฉันคงไม่มีวันได้ทำ และอีกจิปาถะ เผื่อว่าวันพรุ่งนี้ตื่นเช้ามาจะสามารถร่ายเวทโฮลีแลนด์แล้วมันออกมาเป็นโฮลีแลนด์สักที ไม่ได้ออกมาแค่ลมกับเสียงฟ้าผ่าเหมือนทุกที

ตีหนึ่งแล้วเหรอฟะ

พอกลับจากห้องลีโอฉันก็หลับต่อ ตื่นอีกทีก็เลยเวลาข้าวเย็นแล้ว จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ (เนื่องจากหลับนานเกิน โคตะระจะกินบ้านกินเมือง) และแล้วหัวสมองอันอัจฉริยะ (ด้านเลวๆ) ก็คิดแผนการของอีตามาร์คัสได้ ดังนั้นเมื่อห้องนั่งเล่นวังเอซีร์เริ่มปลอดผู้คน ฉันก็แอบออกจากวัง มุ่งตรงไปยังห้องเก็บอาหาร ขโมยข้าวเย็น แล้วเอากลับมานั่งกินในห้องนั่งเล่น

แต่เพราะวันนี้นอนนานไปหน่อย (หน่อยมาก เกือบ 12 ชั่วโมง) คิดว่าชาตินี้คงไม่หลับแล้ว ก็เลยนั่งฆาตกรรมเวลาเล่นด้วยการอ่านคัมภีร์ไบเบิลนี่แหละ เอาน่า นานๆ ทีจะมีความคิดดีๆ กับเขา เพราะฉะนั้นต้องรีบอ่านก่อนที่จะมีอย่างอื่นน่าสนใจ (ไร้สาระ) ให้ทำมากกว่า

เจ้าชายหล่อๆ ก็ขึ้นนอนหมดแล้ว เซ็งเว้ย!

แอ๊ด!

แต่มีคนหนึ่งที่ยังไม่นอน อย่างที่คิดไว้จริงๆ

ผ้าคลุมสีดำพลิ้วไสวไปตามจังหวะการก้าวเดินลงบันได เจ้าของผ้าคลุมนั้นชะงักอยู่กับที่เมื่อเห็นฉันนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ผ้าคาดปากสีดำยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ ถูกฉีกขาดไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ ไอ้นี่สต๊อกไว้หลายผืนเหรอวะ

อย่ามองฉันอย่างนั้น ฉันไม่ได้มาดักรอนาย

ได้ยินอย่างนั้นแล้วรัชทายาทแห่งฟอร์กอตเทนก็ก้าวเท้าเดินลงมาต่ออย่างกับไม่เห็นนางฟ้าอย่างฉันนั่งอยู่บนโซฟา ลาเวนเดอร์กับเนเต้หายหัวไปไหน ทำไมไม่มาเจอมันตอนนี้ฟะ

ฉันเอาอาหารมาเผื่อนายแล้ว ไม่ต้องไปหรอก

ฉันพูดขึ้น ทำเอาเจ้าชายเวทสีดำนิ่งไป ก่อนจะหันมามองฉันช้าๆ

ถุงกระดาษตั้งอยู่บนโต๊ะตรงหน้าฉัน ขนมปังกับผักสลัดโผล่พ้นขอบถุงออกมา บอกให้รู้ว่าในนั้นเต็มไปด้วยอาหาร ฉันเอื้อมมือไปหยิบขวดนมขึ้นมาจากถุงแล้ววางไว้บนโต๊ะ จากนั้นค่อยๆ ทยอยหยิบอย่างอื่นออกมา

นายได้แผลมาเยอะ ควรกินโปรตีนเยอะๆ นะ จะได้หายเร็วๆ อ้อ...มีสเต๊กด้วย ฉันใส่กล่องมาให้ เออนี่...ฉันไม่รู้ว่านายชอบอะไรมากกว่า ระหว่างเนยกับสตรอว์เบอร์รี แต่เดาว่าคนอย่างนายไม่น่าจะกินรสหวานเป็น เพราะมันไม่เคยซึมซับเข้าไปในอณูเซลล์ส่วนไหนของนายเลย อะ...ฉันหยิบมัฟฟินมาด้วยเหรอ ทำไมเมื่อกี้ไม่เห็นหว่า งั้นฉันขอละกันนะ มัฟฟินที่นี่อร่อยกว่าเอลเดอร์ซะอีก

ไม่พูดเปล่า ฉันคว้ามัฟฟินช็อกโกแลตขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ กิจกรรมทุกอย่างนี้ฉันทำโดยที่เจ้าชายแห่งฟอร์กอตเทนยังยืนอยู่ที่เดิม

มาร์คัส ฉันไม่เดินไปป้อนนายหรอกนะ

นั่นแหละ หมอนี่ถึงได้รู้สึกตัว

หรือนายจะเอาขึ้นไปกินบนห้องเหมือนปกติ อือ เอาไปก็ได้นะ คงชินแล้วใช่มั้ยล่ะ กินในห้องซะทุกวัน นายนี่ก็บ๊องเหมือนกันนะ อดข้าวทั้งวันเพื่อรอกินมื้อดึกทีเดียว

ฉันจัดการเก็บของทุกอย่างใส่ถุงกระดาษให้เรียบร้อย เลิกหวังคำขอบคุณจากหมอนี่ เปลี่ยนเป็นหวังคำพูดสักคำ เช่น อ๊ะ อือ อะไรแบบนี้ ดูจะพอเป็นไปได้มากกว่า

อ้ะ...เรียบร้อย สรุป...ฉันเป็นบัดดี้นายหรือแม่บ้านในวังกันแน่ แต่ก็นะ ตอบแทนที่นายนอนเฝ้าฉันเมื่อคืนนี้ เอาเถอะ ฉันก็รักษานายเป็นการแลกเปลี่ยนแล้วนี่นา ถือว่าหายกันละกันนะ อุ๊บ!”

มาร์คัสมายืนอยู่ข้างๆ ฉันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มือซ้ายของเขาปิดปากฉันเอาไว้ สายตามองไปยังบันได ไม่มีเสียงอะไรนี่นา แล้วหมอนี่ปิดปากฉันทำไม

ยังไม่นอนอีกเหรอขอรับ

ร่างผู้ชายหัวล้านใส่แว่นวงกลม สวมชุดข้ารับใช้สีดำ กางเกงลายทางยาวขาวสลับดำปรากฏขึ้นเหนือบันได และแม้จะเป็นตอนกลางคืน ฉันก็มองเห็นได้ว่าร่างนั้นโปร่งแสง ถ้านี่ไม่ใช่วังเอซีร์ ฉันอาจจะช็อกตายไปแล้วก็ได้ ความเป็นจริงคือวังนี้ผีเดินเล่นวุ่นวายยิ่งกว่าคน

อะ...เอ่อ...อ่า

มันเป็นใครฟะ

มาร์คัสค่อยๆ ปล่อยมือที่ปิดปากฉันไว้ออก พร้อมส่งสายตาประมาณว่า เพราะเธอพูดมาก มาให้ เออ...ตูผิด ลืมนี่หว่าว่าที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยผี

ฉันหันไปมองผีตนนั้นอีกรอบ หมอนี่ต้องเป็นวิญญาณที่ดูแลห้องพักฝั่งเจ้าชายแน่เลย ว่าแต่ชื่ออะไรฟะ ป่วยการที่จะถามจากไอ้มาร์คัส คงต้องรอคำตอบชาติหน้า

ถ้าจะกินอาหาร เชิญในห้องพักเถอะขอรับ

เข้าใจแล้ว

ฉันยื่นถุงกระดาษให้มาร์คัสถือ หมอนี่รับแต่โดยดีแล้วเดินนำหน้าฉันขึ้นไปยังชั้นสอง มาร์คัสเดินทะลุผ่านผีตนนั้นไปอย่างไม่สนใจ ไอ้นี่ช่างไม่มีมารยาทเอาซะเลย

อะ...เอ่อ...โทษนะ ช่วยหลบหน่อย

ฉันบอกผีตนนั้นก่อนจะทะลุผ่าน มาร์คัสหันมามองที่ฉันขออนุญาตผี ก็คนมันมารยาทดีนี่หว่า

หามิได้ขอรับเจ้าหญิง ท่านสามารถทะลุผ่านตัวของกระผมได้

เอ่อ...มะ...ไม่ได้อะ ฉันจับต้องวิญญาณได้

พูดจบฉันก็เอื้อมมือไปจับชายเสื้อวิญญาณตนนั้น ท่ามกลางสายตาอึ้งกิมกี่ของทั้งคนและวิญญาณ

อย่าถามว่าทำไม เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

ทะ...ท่านสามารถจับตัวกระผมได้เลยหรือขอรับ

อะ...อื้อ

วิญญาณตนนั้นมองฉันด้วยสายตาอึ้งเกินพิกัด เป็นเรื่องปกติสำหรับฉันที่จะจับต้องตัวผีในโบสถ์ หรือเวลาที่ผ่านไปในที่ที่มีผีอยู่มาก ก็ไม่เคยมีใครตกใจ (เท่าไหร่) นี่หว่า

ตะ...แต่กระผมยังไม่ได้อนุญาตเลยนะขอรับ

อนุญาต?

ต้องทำด้วยเหรอวะ

การที่มนุษย์จะจับต้องวิญญาณได้ วิญญาณตนนั้นต้องอนุญาต ไม่เช่นนั้นมนุษย์ก็จะทะลุผ่านตัวเราเหมือนอย่างที่เจ้าชายท่านนี้ได้ทำไปเมื่อสักครู่ แต่เจ้าหญิง ท่าน…”

เรื่องปกติน่า ถ้านายอยู่กับฉันบ่อยๆ จะรู้สึกว่าตัวฉันมีอะไรแปลกๆ อีกเยอะ แค่นี้น่ะจิ๊บๆ

ตะ...แต่เจ้าหญิงขอรับ ตั้งแต่กระผมเกิดจนตาย และจนเป็นวิญญาณมาถึงทุกวันนี้ เพิ่งเคยเห็นท่านเป็นคนที่สองที่ทำแบบนี้ได้นะขอรับ

ฮะๆๆ ควรดีใจ?

อย่าสนใจเลย ไปนอนเถอะ เอ่อ…”

พิพิวขอรับ กระผมชื่อพิพิวลิน

เออ ฉันไปก่อนนะ

มาร์คัสมองหน้าฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำหน้าตรงไปเรื่อยๆ พิพิวจ้องมองเราสองคนเดินไปจนสุดสายตาด้วยแววตาและท่าทางครุ่นคิด สิบเจ็ดปีที่มีชีวิตมา ฉันก็นึกว่าตัวเองเป็นคนปกติมาตลอด จนกระทั่งมาอยู่ในดินแดนที่ชื่อว่าสภากลางนี่แหละ

พอถึงหน้าห้อง ฉันก็ไขกุญแจเข้าห้องตัวเอง แต่มาร์คัสยังยืนอยู่ข้างหลัง จนไขประตูเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับห้องตัวเอง แหม...บางทีก็มีมุมน่ารักมายืนส่งเหมือนคนอื่นเขาบ้างเนอะ

อะ...อ้าว!

เจ้าชายรัชทายาทไขกุญแจประตูห้องตรงข้ามฉัน แล้วก้าวเข้าไปในนั้น ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการปิดประตูเสียงดังไม่เกรงใจคนที่ยืนอึ้งอยู่ข้างหน้า

หะ...ห้องของมาร์คัสอยู่ตรงข้ามห้องฉัน

เป็นไปได้ไงเนี่ย

 

- - - -The arching sky- - - -

 

เช้าสดใส ที่คงไม่สดใสเท่าไร

อย่างที่แจ้งไปนะขอรับ การทดสอบที่ผ่านมา เจ้าหญิงเจ้าชายทุกพระองค์ผ่านหมด

ในห้องอาหารเงียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ประธานเทธิสทำเซอร์ไพรส์โดยการประกาศผลการทดสอบในห้องอาหารเช้าวันนี้ เจ้าหญิงเจ้าชายที่กำลังสวาปาม เอ๊ย...รับประทานข้าวเช้าอยู่พากันอึ้ง แต่นั่นก็ไม่เท่ากับผลการทดสอบหรอก

ได้ไงอะ ในเมื่อมีคนหาตราไม่เจอก็ตั้งเยอะ ออกจากคุกไม่ทันก็มี แล้วทำไมทุกคนถึงผ่านหมด

เพรย์ช่าโวยวาย ไม่ใช่แค่แม่นั่นหรอก รอบห้องอาหารก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

หึๆ สภากลางชอบมีอะไรตลกๆ ให้เราขำอยู่เรื่อย

ลีโอพูดพลางจิบกาแฟยามเช้า ประธานเทธิสที่ยืนอยู่หน้าห้องชูมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ

การทดสอบครั้งแรกนี้เป็นการทดสอบความสามัคคี และเป็นเหมือนแบบฝึกหัดให้พวกท่านทั้งหลายฝึกปรือฝีมือกันเท่านั้น ไม่ใช่การทดสอบจริงๆ ของจริงจะเริ่มในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ ขอให้พวกท่านทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบครั้งหน้าให้ดีๆ นะขอรับ

หา!

นี่ไม่ใช่การทดสอบจริงๆ (อีก) เหรอวะ

คราวนี้ลีโอหัวเราะอย่างเปิดเผย เพรย์ช่ากลอกตามองฟ้า ไอริสขำเบาๆ ส่วนคาร์นถอนหายใจ

การทดสอบที่กำลังจะถึงนี้ เป็นการทดสอบสติปัญญา โดยจะจัดการสอบให้เจ้าหญิงเจ้าชายทุกท่านได้ทำข้อสอบ ทางสภากลางจะแจ้งถึงวิธีการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง สำหรับวันนี้ ขอให้ทุกท่านอิ่มอร่อยกับอาหารเช้านะขอรับ อย่าลืมอ่านหนังสือสอบเยอะๆ นะขอรับ

แล้วประธานแห่งสภากลางก็หายแวบไป คงกลัวจะถูกรุมประชาทัณฑ์

ฉันหันกลับมายังโต๊ะกินข้าว เล่นแจ้งข่าวดีขนาดนี้ คงจะกินอะไรลงอยู่หรอกนะ

นี่แค่ทดสอบเล่นๆ ก็เล่นซะขนาดนี้แล้ว งั้นทดสอบครั้งหน้าไม่ต้องฆ่ากันตายเหรอ

เพรย์ช่าบ่นเป็นคนแรก ถูกต้อง เห็นด้วยเลย ถ้าเอาจริงๆ คงไม่ใช่แค่ฆ่าบิ๊กไซคลอปส์ แต่คงเป็นเผาปราสาทไทแทน

นั่นสิ แค่เล่นๆ อาเม่ยังสลบไปคืนหนึ่งเต็มๆ ถ้าทดสอบจริงๆ อาจจะไม่ตื่นอีกเลยก็ได้

ลีโอ!”

ฉันส่งสายตาจะฆ่าคนไปให้พี่ชายบังเกิดเกล้า โทษฐานที่ปากมอมรับอรุณ ไอริสเหมือนจะนึกอะไรออก รีบสะกิดฉันทันที

เออ แล้วมาร์คัสล่ะอาเม่

ตายไปแล้ว

หา! แล้วทำไมไม่รีบบอก

ยายบ้า! ช่วยแยกแยะคำว่า จริงจัง กับ ล้อเล่น หน่อยได้มั้ย

ก็แหม ช่วยรับมุกไงจ๊ะ

ยายนั่นหัวเราะคิกคักแล้วจิบชาน้ำผึ้งถนอมเส้นเสียงต่อ

ทำไมต้องถามถึงมาร์คัสด้วยล่ะไอริส อย่าบอกนะว่า สนใจ หมอนั่นขึ้นมา

เพรย์ช่ากระดี๊กระด๊าจีบปากจีบคอ ช่างไม่เข้ากับหน้าตาสิบสามขวบเลย ให้ตายเถอะ!

บ้าเหรอ นั่นมันของอาเม่เขาย่ะ ฉันน่ะมีลีโออยู่แล้ว

พูดจบยายนั่นก็หันไปส่งประกายตาปิ๊งๆ ให้พี่ชายฉัน พี่ชายตัวดีก็ระริกระรี้ยิ้มหวานใส่ แล้วไอ้ประโยคที่ว่า ของอาเม่ มันหมายความว่าไงวะ

ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่ถามดู เพราะวันที่มาร์คัสเฝ้าอาเม่น่ะ ท่าทางอาการไม่ค่อยดีนี่นา

หา! อะไรอาการไม่ดี

แหมๆ หันขวับเลยนะอาเม่

ไอริสกรี๊ดกร๊าด จนฉันต้องหยิบมีดขึ้นมานั่นแหละ เจ้าหล่อนถึงจะหยุดกรี๊ด

เหมือนจะมีไข้น่ะ คิดดูสิ หมอนั่นนั่งเฝ้าเธอท่านั้นทั้งคืนเลยนะ ลีโอส่งผ้าห่มให้ก็ไม่ยอมห่ม คืนนั้นเป็นหน้าหนาวด้วย ขนาดฉันนอนบนเตียงห่มผ้าตลอด ตื่นมายังหนาวแทบเป็นน้ำแข็ง

จริงดิ แต่เมื่อคืนก็ดูปกติดีนี่หว่า ลีโออมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของฉัน

อาเม่ มาร์คัสเป็นคนเก็บอาการเก่งนะ แกคู่กับคนแบบนี้ต้องคอยสังเกตดีๆ รู้มั้ย ไอ้นั่นมันไม่คอยบอกแกหรอก

อย่าว่าแต่บอกเลย พูดสักคำยังไม่รู้จะเป็นมั้ย

คาร์นที่นั่งเงียบอยู่นานหันมามองฉัน ก่อนจะส่งถุงเล็กๆ สีขาวถุงหนึ่งใส่มือฉัน

ถ้ามันเป็นไข้ ก็ให้กินนี่ละกัน

อะไรอะ

ยา

ขอบคุณที่ตอบ

พี่ไปเอามาจากไหนเหรอคาร์น

แม่รองให้มา

แล้วมันก็หันไปเขมือบแฮมต่อ ทำไมไม่มีใครเป็นห่วงฉันแบบนี้บ้างฟะ ลีโอตอบคำถามทันทีเมื่อเห็นสีหน้าฉัน

ไอ้คาร์นมันเป็นภูมิแพ้ไง ลืมแล้วเหรออาเม่

เออ...ใช่

ความจริงพี่ก็เป็นภูมิแพ้นะ แพ้คนสวย จริงมั้ยไอริส

ทำไมต้องมาขายขนมจีบตรงหน้าตู ยายไอริสนี่ก็เหมือนกัน เดี๋ยวแม่เตะตกเก้าอี้

แล้วพี่ไม่เกลียดมาร์คัสแล้วเหรอคาร์น

คาร์นมองหน้าฉัน ก่อนจะหันไปสนใจเนื้อย่างต่อ

ก็เพราะใครล่ะ แกถึงรอดพ้นบิ๊กไซคลอปส์มาได้

คาร์นพูดแค่นั้น แต่ก็ทำฉันอึ้งไปหลายวินาที

ไปขอบคุณเขาซะด้วยนะอาเม่ คืนนั้นเขาก็นั่งเฝ้าแกทั้งคืน

ลีโอเอื้อมมือมาลูบหัวฉัน ฉันพยักหน้ารับปากพี่ แล้วจึงเริ่มกินอาหารเช้าต่อ

ขอบคุณพวกพี่ทั้งสองคนด้วยนะ ถึงฉันจะสลบไป ฉันก็เห็นแหละว่าพวกพี่วิ่งเข้ามาในลานดวงจันทร์

คาร์นหยุดกึก ก่อนจะหันมามองหน้าฉัน ลีโอหัวเราะออกมา ไอริสหัวเราะเบาๆ เพรย์ช่ามองพวกเราอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่พูดอะไร

เออใช่ ลีโอ...คืนนั้นฉันนอนเตียงพี่ แล้วพี่นอนไหนอะ

ทุกคนเงียบในทันที ไอริสก้มหน้าก้มตากินต่อไป อะไรฟะ ลีโอเงยหน้าขึ้นมาตอบฉันด้วยรอยยิ้มที่สดใสเหมือนกับท้องฟ้าตอนนี้

ห้องไอริส

 

- - - -The arching sky- - - -

 

ตูไม่อินเลิฟบ้างให้มันรู้ไป

ฉันเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับวังเอซีร์คนเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าเพรย์ช่าไปหานากี คาร์นไปหอสมุดเพราะเพิ่งคิดค้นยาตัวใหม่ได้ ส่วนลีโอและไอริสน่ะเหรอ

ไปจู๋จี๋ที่ทะเลสาบน้ำกรดหลังปราสาท

เริดซะไม่มี

วันนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศสดใส ลมพัดเย็นๆ เหมาะกับการนั่งปิกนิกกับผู้ชายเสียนี่กระไร แล้วทำไมฉันต้องมาไร้คู่เอาวันนี้ด้วยวะเนี่ย เซ็งมากมายก่ายกอง อย่าให้เจอเหยื่อนะ แม่จะเคี้ยวซะกระดงกระดูกไม่เหลือหลอ

พลั่ก!

ประตูวังเอซีร์ซึ่งมันควรจะถูกผลักไปข้างในด้วยแรงผลักของฉัน กลับถูกผลักมาชนหน้าฉันเต็มแรงด้วยแรงผลักของใครก็ไม่รู้

เฮ้ย ขอโทษที

ผู้ทำร้ายร่างกายฉันรีบขอโทษเมื่อเห็นฉันเซถลาไปสามเมตร (เวอร์ไป จริงๆ คือห้าเซนต์) ฉันโบกมือไปมาเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร (แต่กรามตูหักไปแล้ว)

ขออภัยขอรับเจ้าหญิง

อุ๊ย! เสียงหล่อ

ฉันรีบปั้นหน้าให้สวยดังเดิมแล้วเงยหน้าขึ้นมารยา เอ๊ย...ยิ้มหวาน

อะ ไม่เป็นไรค่ะ

ขอโทษนะครับ

“…”

อะ...เอ่อ...เจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ

“…”

มีอะไรเหรอครับ

“…”

นี่กระทบสมองด้วยเหรอครับเนี่ย

แล้วฉันก็กลับสู่ภาวะปกติ

อะ...อือ...ไม่เป็นไรละ

ใครรู้มั้ย ให้ทายติ๊กต๊อกๆๆ จ้างให้ก็ทายไม่ถูก

อากาศอบอุ่นขนาดนี้ยังอุตส่าห์ใส่เสื้อขนแกะอีกนะครับเนี่ย เชื่อแล้วละครับว่ารักจริงๆ

อีตาคาวบอย (สุดหล่อของฉัน) ไงล่ะ (ในวงเล็บนั่นคือความปรารถนาจริงๆ แต่ฟอร์มไว้)

ปีกหมวกสีน้ำตาลอ่อนนั่นเป็นหลักฐาน ใบเดียวกับวันที่เจอฉันวันแรกเลย (หรือมันมีอยู่ใบเดียววะ) แล้วไหนจะรอยยิ้มกวนประสาท ดวงตาเจ้าชู้คู่นั้นอีก โอ๊ย...กล้ามเป็นมัดๆ ผมสีน้ำตาลอ่อนที่พลิ้วไหวยามลมพัด ชัด...ชัดเลย ท่าทีเท่ๆ เอ่อ...พอเถอะ เหมือนจะหนักไปทางชม ไม่ใช่ด่า

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับเนี่ย

นั่นเป็นเรื่องดีนะ

ฉันสวนกลับไป ฝ่ายโน้นทำหน้าตากวนบาทาใส่ ก่อนจะกอดอกแล้วยืนพิงผนัง

อ๊ากๆๆ หล่อ เดี๋ยวแม่ก็ลากเข้าห้องซะเลยนี่

ครั้งล่าสุดที่ผมเห็นเจ้าหญิงก็คงจะเป็นเมื่อวานซืนสินะครับ ตอนที่ท่านวิ่งไปกางไวท์ดีเฟนซ์ให้มาร์คัส บัดดี้ของท่าน

นี่นาย...เอ่อ...นายชื่ออะไรนะ

คนตรงหน้าโค้งคำนับ ก่อนจะอวดยิ้มเก๋

ไทธ์ครับ ไทธ์ ไทฟอน จากเกาะแธลเลียม

กรี๊ด! แผนหลอกถามชื่อสำเร็จ

นั่นแหละ เลิกเรียกฉันว่าเจ้าหญิงสักที ไม่ได้เข้าประชุมวันแรกเหรอ ที่นี่ยศทุกคนเท่าเทียมกัน

ไทธ์หัวเราะร่า

มันชินซะแล้วละครับเจ้าหญิง

แต่ไม่มีใครเขาเรียกฉันอย่างที่นายเรียกกันนะ

ก็ดีสิครับ จะได้เป็นผมคนเดียวที่เรียกเจ้าหญิงอย่างนี้

กรี๊ดๆๆๆ อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก

ตามใจ จะเรียกยังไงก็เรียก อย่าให้ประธานเทธิสได้ยินละกัน

ฉันหมุนตัวจะเข้าไปในวัง ในใจก็ลุ้นเหลือเกินว่าจะมีอะไรรั้งไว้มั้ย แล้วก็...หมับ! กรี๊ดๆ จริงๆ ด้วย ขอบคุณพระเจ้าที่ยังได้ยินคำอธิษฐานของหนู

มือที่แข็งแกร่งกว่าคว้าข้อมือฉันเอาไว้

เดี๋ยวก่อนสิครับเจ้าหญิง นานๆ ทีจะได้เจอกัน จะไม่คุยกันหน่อยเหรอครับ

กรี๊ด! ตูถูกผู้ชายหม้อ ดีใจๆ

มีอะไรต้องคุยเหรอ ฉันไม่รู้เรื่องขุมทรัพย์หรอกนะ

ขุมทรัพย์?”

ก็เกาะแธลเลียมน่ะขึ้นชื่อเรื่องล่าสมบัตินี่นา ว่ากันว่าตระกูลราชาที่ปกครองเกาะนี้โปรดปรานการล่าสมบัติในเกาะตัวเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ตอนนี้เริ่มลามไปเกาะอื่นๆ ละแวกใกล้เคียง เกือบจะรุกล้ำเข้าไปในเขตเกาะเวทสีขาวแล้วด้วย

เจ้าหญิงนี่ความรู้รอบตัวเยอะดีจังนะครับ เห็นทีทดสอบครั้งหน้าคงได้คะแนนเต็มแน่ๆ

เปล่าหรอก รู้แค่นี้แหละ เคยได้ยินพวกแม่บ้านเขาพูดกัน อย่าถามมากกว่านี้นะ เดี๋ยวตอบไม่ได้

แต่ยังผิดไปนะครับ พอมารุ่นผม เขาก็ไม่หาสมบัติกันแล้ว

เพล้ง!

ไทฟอนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นฉันซะเองที่ถอยหลังห่างออกไป

เพราะว่าผมเจอแล้วยังไงล่ะครับ

จะ...เจออะไร สมบัติน่ะเหรอ เจอที่ไหนล่ะ

ก็ตรงหน้าผมนี่ไง

แข้งขาของฉันเกิดไม่มีแรงจะยืนขึ้นมาเฉยๆ ซะงั้น ฉับพลันเหยี่ยวสีเทาตัวหนึ่งก็บินมาเกาะไหล่ไทฟอน หมอนั่นหันไปมองที่เท้านกเหยี่ยว มีม้วนกระดาษผูกติดมาด้วย นั่นแหละฉันถึงเป็นอิสระจากการเกาะกุม

น่าเสียดายนะครับ ผมต้องไปแล้ว หวังว่าเจอกันครั้งหน้าคงได้คุยกันมากขึ้นนะครับ

หมอนั่นพูดแค่นั้นแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

รู้สึกยังไงดี โกรธ โมโห หมั่นไส้ เกลียดมัน และละลาย

ไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานเท่าไรแล้วนะ จะมีสักกี่คนที่ทำให้ฉันหวั่นไหวได้ขนาดนี้ ไหนจะสายตาคู่นั้น เส้นผม ริมฝีปาก กล้าม อ๊ากๆๆ อยากแปลงร่างเป็นเหยี่ยวจะได้เกาะไหล่เขา (เป็นเอามาก)

ฉันกระโดดลั้นลาขึ้นบันไดโดยไม่สนใจสายตาคนในบ้านว่าจะมองยังไง (คงไม่มีใครมองฉันปกติตั้งแต่ฆ่าบิ๊กไซคลอปส์แล้วละ) จนมาถึงหน้าห้องตัวเอง

อะไรบางอย่างทำให้ฉันหันไปมองห้องตรงข้าม

หมอนั่นจะเป็นยังไงบ้างนะ ไม่สบายเหรอ เก็บอาการเหรอ รู้สึกตัวอีกทีฉันก็เปิดประตูห้องเข้าไปซะแล้ว

ไม่ล็อกประตูอีก

ภายในห้องมืดมิดเพราะผ้าม่านถูกปิดไว้ แม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่กลับมองไม่เห็นแสงอะไรเลย ฉันมองเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่บนเตียง คงเป็นหมอนั่นแน่ๆ ประตูห้องค่อยๆ ปิดลงเบาๆ พอประตูปิดในห้องก็ไม่ต่างอะไรกับตอนกลางคืน

ฉันคลำโน่นคลำนี่ ในที่สุดก็เจอเชิงเทียนและไม้ขีด ฉันจุดไฟอย่างยากลำบาก เปลวไฟสีแดงลุกโชนอยู่บนเทียน ห้องค่อยสว่างขึ้นมาหน่อย

มาร์คัสนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง มีเพียงการกระเพื่อมของหน้าอกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าร่างนี้ยังหายใจ ฉันตั้งเชิงเทียนไว้บนโต๊ะข้างเตียงแล้วนั่งลงบนเตียง เอื้อมมือไปแตะหน้าผากแล้วก็ต้องรีบดึงกลับ นี่มันตัวคนหรือถ่านไฟฟะ

ฉันหาผ้าในห้องไม่เจอ ก็เลยไปเอาผ้าจากห้องตัวเองมาชุบน้ำแล้วเช็ดตัวคนป่วย เจ้าตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น นอนนิ่งให้ฉันเช็ดแต่โดยดี ถ้าตื่นอยู่น่ะเหรอ แค่สะกิดคงโดนตบกระเด็น ไม่ลืมที่จะยัดเม็ดยาของคาร์นลงในปาก แล้วก็กระเสือกกระสนให้คนป่วยกลืนลงคอไป ทรมานคนพยาบาลอยู่ (แต่กลัวเม็ดยาจะติดคอมันตายมากกว่า ถ้าเป็นงั้นแม้แต่น้ำตาฉันก็คงช่วยไม่ได้)

อาหารที่กินเหลือเมื่อคืนยังวางอยู่บนโต๊ะ ฉันจัดการเอาไปทิ้งจนหมด ทำความสะอาดห้องนิดหน่อย เพราะต้องอยู่ในห้องที่สกปรกอย่างนี้ไง ไข้เลยกำเริบหนัก เปิดหน้าต่างให้แสงส่องผ่านเข้ามา นั่นแหละห้องถึงได้ดูเหมือนมีคนอาศัยอยู่บ้าง (ก่อนหน้านี้เหมือนห้องดับจิต)

กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อย ฉันทำทุกอย่างหมดแล้ว ไอ้เจ้าของห้องก็ยังไม่ฟื้น จะหลับลึกอะไรนักหนา นี่ถ้าเป็นโจรคงขโมยไปหมดห้อง ถ้ายกเตียงออกไปด้วยมันจะตื่นไหมฟะ

เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว ฉันก็เลยมานั่งมองหน้าคนป่วยแทน เพิ่งสังเกตว่าแม้แต่ตอนนอนมาร์คัสก็ยังอุตส่าห์คาดปาก ด้วยความน่ารักของฉัน (เปล่าหรอก ความหื่น) ก็เลยถือวิสาสะเอาผ้าคาดปากออกให้ ก็กลัวนอนไม่สบายไง

ผ้าสีดำออกไปจากบริเวณหน้าแล้ว รู้สึกว่าคุ้มค่ากับการเสี่ยงโดนฆ่า (ถ้ามันตื่นมาตอนเอาออกคงตายคาที่) ใบหน้าเกลี้ยงเกลานั้นหล่อเหลากว่าที่ใครหลายคนจินตนาการไว้ ปราศจากรอยไฟไหม้ใดๆ ใครนะช่างปล่อยข่าวได้ โหดร้ายซะไม่มี ถ้าถูกไฟไหม้แล้วหน้าตาดีได้ขนาดนี้ ฉันจะเผาตัวเองทั้งตัวเลย (ถ้ามาร์คัสตื่นอยู่ หมอนั่นคงเสกไฟวิญญาณขึ้นมา แล้วทำหน้าตาประมาณว่า ฉันช่วย)

ดูเหมือนคนป่วยจะรู้ตัวว่าถูกจ้อง เพราะเปลือกตานั้นค่อยๆ เปิดขึ้นทีละน้อย แล้วพอมองชัดๆ ว่าเป็นใครที่นั่งอยู่ รัชทายาทแห่งฟอร์กอตเทนก็ผุดลุกขึ้น ถอยหลังกรูดไปชิดกำแพงทันที เฮ้ย...ตูไม่ใช่เนเต้นะเว้ย (แหม ทีทำโน่นทำนี่เสียงดังอยู่ข้างๆ ไม่ตื่น พอนั่งจ้องดันตื่นซะงั้น)

อะ...เอ่อ...คือนายไม่ได้ลงไปกินข้าวเช้า ฉันเลยจะเข้ามาบอกข่าวนาย คือ...เอ่อ...ข่าวเรื่องการทดสอบครั้งใหม่น่ะ จะจัดขึ้นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านะ แฮะๆ

มาร์คัสจ้องฉันเขม็ง ตูตัดคอพ่อมันเหรอ

อะ...เอ่อ...แต่พอเข้ามาเห็นนายไม่สบายก็เลยเช็ดตัว ให้กินยา แล้วก็ทำความสะอาดห้องนิดๆ หน่อยๆ น่ะ ไม่ได้ทำอะไรนายเลยนะ สาบานได้

แค่พยายามจะยัดยาเข้าหลอดอาหารนายเท่านั้นเอง

มาร์คัสมองไปยังผ้าคาดปาก แล้วจึงยกมือขึ้นสำรวจใบหน้าตนเอง เมื่อพบว่าปราศจากสิ่งใดปกปิดหน้าอยู่ ดวงตาเย็นชาคู่นั้นก็ย้ายมาทางฉัน

เฮ้ย...ฉันไม่ได้ถอดออกนะ เก๊าะ...ก็นายนอนดิ้นอะ มันก็เลยหลุด ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

โกหกหน้าด้านๆ พระเจ้าคะ อภัยให้ลูกด้วย

มาร์คัสมองหน้าฉันอย่างไม่แน่ใจในคำตอบนัก โธ่...ตูโกหกก็เชื่อหน่อยสิวะ รัชทายาทแห่งฟอร์กอตเทนลุกขึ้นจากเตียงด้วยอาการมึนงงเล็กน้อย ก่อนจะยืนนิ่งๆ แล้วกัดนิ้วหัวแม่โป้งตัวเองจนเลือดออก

มะ...มาร์คัส นั่นนายทำอะไรน่ะ

ยังไม่ทันที่ฉันจะทำอะไร คนตรงหน้าก็ก้มลงขีดพื้นด้วยเลือดสีแดง ก่อนจะเปล่งเสียงเบาๆ

ไนน์เทล

ควันสีน้ำตาลพวยพุ่งขึ้นจากรอยเลือด ปรากฏให้เห็นร่างของสุนัขจิ้งจอกขนปุกปุยตัวเล็ก มีเก้าหาง กำลังนอนหลับอุตุอยู่

มาร์คัสมองจิ้งจอกตัวนั้นแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะก้มลงวาดเส้นตรงอีกเส้น แล้วเรียกเบาๆ อีกครั้ง

ชีตาร์

คราวนี้เป็นควันสีเหลืองที่พุ่งขึ้นมา เสือชีตาร์ตัวพอๆ กันกับสุนัขจิ้งจอก กำลังนอนหลับอยู่บนพื้นห้องเช่นกัน

อะ...เอ่อ...มาร์คัส

พอได้ยินเสียงฉัน เสือชีตาร์ตัวนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หันมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดตรงมาร์คัส

นะ...นายท่าน

ด้วยความไวกว่าเสียง ชีตาร์ตัวนั้นรีบกระโดดไปปลุกสุนัขจิ้งจอกข้างๆ ทันที

ไนน์เทล ไอ้ขี้เซา ตื่นเว้ย!”

จิ้งจอกเก้าหางค่อยๆ ปรือตาขึ้นตามเสียงเรียก และดวงตาก็เปิดกว้างเต็มที่เมื่อเห็นหน้ามาร์คัส

ข้าไม่ได้หลับนะนายท่าน ข้าเพียงแต่พักสายตา

แหลกว่าตูอีก

มาร์คัสกอดอกแล้วจ้องมองวิญญาณสัตว์ทั้งสองตัว ชีตาร์ยิ้มกว้างอวดเขี้ยวเก๋ แต่เมื่อเห็นว่าเจ้านายยังคงทำสายตาเย็นชาอยู่ จึงเปลี่ยนเป็นก้มหน้าสำนึกผิดแทน ไนน์เทล จิ้งจอกเก้าหางกระโดดขึ้นไปนั่งบนบ่าของมาร์คัส หางฟูฟ่องทั้งเก้าพันรอบคอมาร์คัสไว้ราวกับใส่เสื้อขนมิ้งค์

อย่าอารมณ์เสียไปเลยนายท่าน ไม่มีใครเข้ามาทำอะไรนายท่านได้สักหน่อย

ชีตาร์ที่นั่งสำนึกผิดอยู่บนพื้นหันมาเห็นฉันแล้วอ้าปากค้าง

ถึงพวกข้าจะหลับจริงๆ นะนายท่าน แต่ด้วยความฉลาดและอัจฉริยะของข้า ข้าได้กั้นวงแหวนรอบห้องไว้แล้ว ถ้ามีใครก้าวเข้ามาในห้องแม้เพียงนิ้วเท้า ไนน์เทลตัวนี้จะรีบวิ่งเข้าไปกัดมันทันที

มาร์คัสเหล่ตามองวิญญาณสัตว์เทพของตน ชีตาร์ยังคงอ้าปากค้างและมองมาที่ฉัน

ด้วยเกียรติของข้า ไนน์เทล วิญญาณจิ้งจอกพันปีผู้รับใช้ตระกูลราชาแห่งฟอร์กอตเทนมาตลอดชั่วชีวิต ขอสาบานว่า จะไม่ปล่อยให้เห็บ หมัด หรือเหาตัวไหน กระโดดเข้ามาในห้องของนายท่านแม้แต่ตัวเดียว

แล้วตูเข้ามาได้ไง

มาร์คัสไม่พูดอะไร ก้มลงขีดเส้นตรงบนพื้นเพื่อเรียกวิญญาณอีกตัว

อีเกิล

ควันสีเขียวพวยพุ่ง ร่างของนกอินทรีสีน้ำตาลแก่ยืนนิ่งสงบโผล่ขึ้นมาแทนที่ อินทรีตัวนั้นโค้งคำนับมาร์คัส ก่อนจะบินขึ้นไปเกาะบนไหล่อีกข้าง

นะ...นายท่านจะเรียกมันขึ้นมาทำไมขอรับ

ไนน์เทลถามละล่ำละลัก อินทรีตัวนั้นชูคอเชิดหัวขึ้น

ไนน์เทล ชีตาร์ พวกแกหลับยามอีกแล้วใช่มั้ย

อย่าหาเรื่องกันเลยอีเกิล ถึงพวกข้าจะหลับจริงๆ แต่นายท่านก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา

งั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในห้องนี้นอกจากนายท่านได้ยังไง

อีเกิลใช้ปีกชี้มาทางฉัน จิ้งจอกเก้าหางมองตาม แล้วก็อ้าปากค้างแบบเดียวกะชีตาร์เป๊ะ

อะ หวัดดี

ฉันชูมือทักทาย ไนน์เทลหุบปากเหมือนเดิมแล้วกระโดดลงมาหาฉัน

สวัสดีขอรับ กระผมมีนามว่าไนน์เทล จิ้งจอกเก้าหางพันปีที่รับใช้ตระกูลราชาแห่งฟอร์กอตเทนมาช้านาน ไม่ทราบว่าสตรีผู้มีความงามยิ่งกว่าดอกไม้สีแดงในหิมะขาวท่านนี้ ชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรขอรับ

โคตรลิเก

อะ...เอ่อ...อาเม่

โอ้ ท่านหญิงอาเม่เองงั้นรึ ดีใจที่ได้พบท่านยิ่งนัก

แล้วจิ้งจอกขี้หลีก็กระโดดมาจุ๊บมือฉัน ฉันรีบดึงมือออกอย่างไม่ต้องคิดนาน

อย่าตกใจไปเลยท่านหญิง นึกซะว่าหมาเลียมือ

อีเกิลกล่าวอย่างมีมาด มาร์คัสอมยิ้มหน่อยๆ ไนน์เทลหันขวับไปมองเหยี่ยวปากจัด ส่วนชีตาร์ก็ได้แต่ครางหงิงๆ อยู่ข้างๆ

มาร์คัสหมุนตัวเพื่อไปเทน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ อีเกิลบินลงมาหยุดอยู่หน้าไนน์เทลและชีตาร์

สำหรับพวกแกสองตัว คงรู้นะว่าบทลงโทษคืออะไร

ชีตาร์ก้มหน้าหมอบลงสำนึกผิดมากกว่าเดิม มีแต่ไนน์เทลที่ยืดอกสู้

โธ่ น้อยๆ หน่อยอีเกิล นายท่านไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย สาวน้อยหน่อมแน้มน่ารักนิสัยดีคนนี้ไม่มีพิษสงอะไรหรอก

แล้วถ้าครั้งหน้า คนที่เข้ามาไม่ใช่สาวน้อยหน่อมแน้มน่ารักนิสัยดีคนนี้ แต่เป็นตาแก่หน้าโหดใจหิน เหี้ยมซะไม่มีล่ะ

นายท่านไม่แพ้คนแบบนั้นหรอกน่า

ไอ้หมาบ้าน

อะไร ไอ้อีแร้งถูกถอนขน

ตูจะเป็นบ้า

อีเกิลตีปีกพึ่บพั่บ ในขณะที่ไนน์เทลยืดคอเตรียมสู้เต็มที่ ฉันกะพริบตาปริบๆ มองดูการต่อสู้ของวิญญาณสัตว์ แต่แล้วมาร์คัสก็นั่งลงบนเตียงข้างๆ ฉันด้วยเสียงอันดัง ทั้งคู่จึงหยุดการกระทำดังกล่าวแล้วเปลี่ยนเป็นก้มหน้าสำนึกผิดแทน สายตาโหดเหี้ยมของมาร์คัสส่งไปยังอีเกิลกับไนน์เทล ตูก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ทำไมถึงขนลุกไปด้วยเนี่ย

ขออภัยขอรับนายท่าน

อีเกิลกล่าวจบบินไปเกาะบนโต๊ะตรงข้ามเตียงแล้วก้มหน้าสำนึกผิด

ใช่ขอรับ ทั้งหมดเป็นความผิดไอ้อีเกิลตัวเดียวเลย

ไนน์เทลที่แม้จะก้มหน้าอยู่แต่ยังอุตส่าห์ยืดตัวขึ้นมา อีเกิลหันไปทำตาดุใส่ แต่จิ้งจอกเก้าหางกลับไม่ยี่หระเลยแม้แต่น้อย มาร์คัสจ้องหน้าอีเกิล อินทรีสีน้ำตาลแก่ทิ้งความคิดที่จะฉีกเนื้อหมากินแก้เครียด แล้วเปลี่ยนมายืดอกยกไหล่เตรียมตัวปล่อยคำสั่งลงโทษ

ชีตาร์ ไนน์เทล โทษฐานที่พวกแกหลับยาม พวกแกจะต้องเฝ้ายามนายท่านเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสองเท่า

ชีตาร์เบะปากเหมือนจะร้องไห้ ต่างจากไนน์เทลที่เชิดหน้าชูคออย่างไม่สนใจ

ไม่เป็นไร การได้รับใช้นายท่านคือความภาคภูมิใจสูงสุดของข้าอยู่แล้ว

อย่าปล่อยให้ตัวอะไรเข้ามาในห้องนายท่านโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกละกัน

ตัวอะไร?...ตู?

รวมทั้งนายหญิงด้วยรึขอรับนายท่าน

ไนน์เทลยกมือถามแบบเด็กอนุบาล สายตาทุกคนจับจ้องมาที่ฉันราวนัดกัน รวมทั้งมาร์คัสด้วย ฉันไม่รู้จะมองหน้าใครดี ก็เลยหันไปมองการตัดสินใจจากมาร์คัส หมอนี่พยักหน้า

โอเค...ตูมันไว้ใจไม่ได้

เข้าใจแล้วใช่มั้ย แม้แต่นายหญิงอาเม่ก็ให้เข้ามาไม่ได้

เออ...ไม่ต้องย้ำ

มาร์คัสยิ้มเล็กน้อย ชักเกลียดหมอนี่ขึ้นทุกวัน อีเกิลบินลงมาหยุดตรงหน้าฉัน ก่อนจะแนะนำตัว

ข้าชื่ออีเกิลขอรับ อินทรีพันปีที่ดูแลตระกูลราชาแห่งฟอร์กอตเทนมาโดยตลอด ยินดีที่ได้รู้จักท่านหญิงแอเมทีสต์

สายตาของอินทรีสีน้ำตาลจับจ้องมายังฉัน

บัดดี้ของนายท่าน

ทำไมตูไม่ภูมิใจเลย

เอ่อ...ขะ...ข้าชื่อชีตาร์นะขอรับนายหญิง

ชีตาร์ค่อยๆ คำนับฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าวิญญาณสัตว์

มาร์คัส สรุปว่านายเป็นเจ้าของวิญญาณพวกนี้หมดเลยเหรอ

มาร์คัสหันหน้ามองฉันแต่ไม่ตอบอะไร

ไม่ใช่แค่นี้หรอกนะนายหญิง ยังมีโกเล็มและท่านเทวาซอีก

ไนน์เทลกระโดดขึ้นมาข้างๆ ฉัน หางฟูฟ่องทั้งเก้าสะบัดไปมา

ยังมีอีก?

นายมีพลังอะไรกันแน่

ผู้เรียกใช้วิญญาณไงขอรับนายหญิง

อีเกิลบินขึ้นไปเกาะบ่นไหล่ซ้ายของมาร์คัส รัชทายาทแห่งฟอร์กอตเทนยักคิ้วให้ฉัน

อยากฆ่ามัน (แม้ว่าใจส่วนหนึ่งจะละลายไปนิดหน่อยแล้วก็เถอะ)

เอาละ...มาร์คัส ฉันก็แค่แวะมาดูว่านายเป็นยังไงบ้าง ยังไม่ตายก็ดีแล้วละ

ฉันลุกขึ้น ในขณะที่เจ้าของห้องจ้องฉันอยู่เฉยๆ โดยไม่ขยับตัวเลยสักนิด

รั้งตูไว้สักหน่อยสิฟะ เหมือนไทธ์ไง

เป็นเวลากว่าสิบวินาทีที่ฉันไม่ขยับ ชีตาร์ไม่ขยับ อีเกิลไม่ขยับ ไนน์เทลไม่ขยับ และมาร์คัสก็คงไม่มีวันขยับ

โอเช ตูไปจริงๆ ก็ได้

นี่ยา คาร์นฝากมาให้นาย กินซะด้วยละกัน

ฉันโยนห่อยาลงบนเตียง แล้วก็ต้องถอนหายใจ อย่างมาร์คัสคงไม่เรียกฉันว่าเจ้าหญิงเหมือนไทธ์หรอก เพราะมันไม่เรียกเลยต่างหาก

นายหญิงขอรับ นายท่านฝากบอกว่าขอบใจมากขอรับ

ฉันหันไปมองตามเสียงของอีเกิล มาร์คัสทำหน้าประมาณว่า อือ ฉันพูดประโยคนั้นเองแหละ จะขอบคุณตูทำไมต้องใช้นกวะ

ไอ้นี่คงเป็นใบ้จริงๆ ชาตินี้คงพูดเป็นแค่ชื่อวิญญาณของตัวเอง

อะ...อือ...ไม่เป็นไร

แล้วนายท่านยังบอกอีกด้วยว่า รีบๆ ออกไปได้แล้ว จะนอน

น่าจะปล่อยให้มันเป็นไข้ตายไปซะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

859 ความคิดเห็น