ใจต่างผิว ... จึงทำให้โลกแบ่งแยก
เขียนโดย
bbcrew
คนในส่วนต่างๆของโลก มีวรรณะคือผิวต่างกัน
เช่น ผิวดำ ผิวขาว ผิวเหลือง และมีการถือผิวกัน เช่น คนผิวขาวดูหมิ่นเหยียดหยามคนผิวดำ
ทั้งในปัจจุบัันนี้ซึ่งต้องการ ให้ทุกๆคนทุกๆผิว มีสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน ก็ยังมีข่าวว่าได้มีการรังเกียจผิวแม้ในประเทศเจริญ
นอกจากนี้ในบาง ประเทศ เช่น ในชมพูทวีปสมัยโบราณ (คือ อินเดียและปาีกีสถานในปัจจุบัน) ก็ได้มีการแบ่งวรรณะเป็นอันมาก ในปัจจุบันนี้แม้จะต้องการไม่ให้มีการถือผิวกาย ก็มี การแบ่งผิวทางการเมือง เกิดขึ้นแทนอย่างรุนแรง
การถือผิวต่างๆนี้ ถ้ามีมูลเหตุเกิดจากการผิวกายเพียงอย่างเดียวก็แก้ได้ง่าย แต่ถ้ามีมูลเหตุเกิดจากกิเลสในใจของคน (เช่น อหังการ การทำให้เป็นเรา เช่นว่า เราต้องใหญ่โต ข่มผู้อื่นลงให้ได้) ก็เป็นสิ่งที่แก้ยาก
ฉะนั้น ผิวของใจนี้แหละจึงสำคัญกว่าผิวกาย เมื่อผิวของใจเป็นอย่างใด ก็แสดงออกมาเป็นอย่างนั้น เป็นดังนี้เหมือนกันแก่คนทุกชาติชั้นวรรณะ
พระพุทธองค์ได้ทรงแบ่งบุคคลในโลกออก เป็น ๖ จำพวกตามสีผิวของใจ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้เขียนเป็นภาพอธิบายความหมาย ไว้ที่ต้นเสาใน พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนี้
๑. กัณหาภิชาติ
ชาติ คนดำ คือคนใจหยาบช้าทารุณ เช่น พรานใจบาปต่างๆ ( ตลอดถึงล่า ฆ่าสัตว์เล่นเป็นสนุก )
๒. นีลาภิชาติ
ชาติ คนเขียว คือคนที่มีใจประกอบด้วยยุติธรรมมากขึ้น เช่น พิจารณาก่อนจึงนำตัวไปลงโทษ
๓. โลหิตาภิชาติ
ชาติ คนสีเลือด คือคนที่มีจิตใจสูงขึ้น ใฝ่หาศาสนาที่ถูกต้อง เหมือนดังกษัตริย์ พราหมณ์ พ่อค้า คนรับใช้ กำลังเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
๔. หลิททาภิชาติ
ชาติคนเหลือง คือคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เช่น ผู้มีศีลธรรม เปรียบเหมือนอย่างคนนุ่งขาวห่มขาว หรืออุบาสกอุบาสิกา
๕. สุกกาภิชาติ
ชาติคนขาว คือคนที่มุ่งปฏิบัติให้ละเอียดยิ่งขึ้นกว่าคฤหัสถ์ เหมือนอย่างพระภิกษุสงฆ์ ฤาษี หรือนักบวชผู้ปฏิบัติชอบทั่วไป
๖. ปรมสุกกาภิชาติ
ชาติคนขาวอย่างยิ่ง คือท่านผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด ได้แก่ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย
รวมทั้ง ฉฬาภิชาติอภิชาต ๖ ย่นลงเป็น ๓ คือ
๑. กัณหะ
คนดำ ได้แก่คนชั่วโดยส่วนเดียว
๒. กัณหสุกกะ
คนดำๆขาวๆ ได้แก่คนทำชั่วบ้างดีบ้าง
๓. สุกกะ
คนขาว ได้แก่ คนที่บริสุทธิ์ส่วนเดียว
คนสามัญทั่วไปอยู่ในประเภท ๒ แต่บางคนขาวแล้วค่อยๆดำ เป็นคนต้นตรงปลายคด บางคนดำแล้วค่อยๆ ขาว เป็นคนต้นคดปลายตรง
พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมพระ บารมีสูงขึ้นโดยลำดับ จึงได้ทรงเปลี่ยนผิวของใจให้สูงขึ้น จนถึงขาวอย่างยิ่ง จะเรียกว่าลอกผิวออกหมดก็ได้
เพราะว่าขาวอย่างยิ่งนั้น ไม่ควรนับว่าเป็นสีอะไร
ที่มา: dhammajak.net
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
24 พ.ค. 53
278
0
ความคิดเห็น