ชุด│สี่จตุรเทพ│EX FACTOR ชนวนร้ายอดีตรัก ♥ [สนพ.แจ่มใส ก.ย.61]

ตอนที่ 18 : HATING HATER HATEFUL │ 05-3 │ver.rewrite 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 824
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    24 มี.ค. 61


ก็แหม...รังสีอำมหิตของเชนแผ่ออร่าออกมาซะขนาดนั้น บางทีเขาอาจจะกำลังอึดอัดที่ฉันสะเหล่อทำตัวเหมือนสนิทสนมกับพ่อแม่เขาทั้งๆ ที่เลิกกันไปแล้วก็ได้ เขาอาจจะไม่สะดวกใจที่ฉันยังทำตัวแบบนี้  

“นั่งกินข้าวกันเถอะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ต้องไปเก็บข้าวของที่หอเจ้าเชนอีก ยังไงหนูซอก็ทานข้าวให้อร่อยนะ”

คุณน้าราชันย์ที่เอื้อมมือมาตบไหล่ฉันเบาๆ บอก ฉันเลยพยักหน้ารับแล้วรีบเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเชนแล้วทรุดลงนั่งอย่างว่าง่าย  

“ชัยชนะ กินเสร็จแล้วก็เก็บกับข้าวใส่ตู้ ล้างจานให้เรียบร้อย พาน้องไปส่งบ้าน เข้าใจรึเปล่า!!

“ทีลูกตัวเองสั่งอย่างกับคนใช้ ทีลูกคนอื่นทำไมใส่ใจขนาดนั้น”

“พูดมากอยากโดนหลังแหวนแม่ใช่มั้ย!!

“ต่อให้ไม่พูดยังไงก็โดนดีอยู่ดีอ่ะ...” คนตัวสูงที่ถูกแม่ดุบ่นงึมงำๆ แล้วเสมองไปทางอื่น

แม้ว่าสีหน้าของเชนจะแสดงอาการเซ็งๆ เหมือนเบื่อแม่ตัวเองมาก แต่ลึกๆ แล้วฉันกลับรู้สึกว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นแม่ลูกที่สนิทกันมากคู่หนึ่ง ที่เชนพูดจากวนประสาทแม่ของเขา...ก็คงจะเป็นนิสัยชอบพูดจากวนๆ ส่วนตัวนั่นแหละ ปากเขาเลี้ยงฟาร์มหมาใหญ่ระดับโลกเอาไว้เลยนะ  

“เชน อย่าขี้งอนเป็นเด็กไปหน่อยเลยน่า แม่สั่งอะไรก็ทำตามเถอะ ดูแลน้องดีๆ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะออกไปขนของที่หอมาให้”

คนเป็นพ่อที่เห็นลูกชายงอนตุ๊บป่องไม่ต่างจากเด็กปราม ก่อนจะหันมาหาฉันที่กำลังกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ

“ตามสบายนะลูก”

ฉันพยักหน้ายิ้มรับคุณน้าทั้งสอง ก่อนจะยกมือไหว้เพื่อบอกลาพวกท่าน

“แม่กับพ่อจะไปไหนก็รีบไปเหอะ ขับรถตอนดึกมันอันตราย แก่แล้ว สายตายิ่งไม่ค่อยดีอยู่”

คำว่าแก่เป็นเหมือนสัญญาณที่ทำให้หัวทุยๆ ของเชนถูกโบกด้วยฝ่ามือของทั้งพ่อกับแม่ เขานี่ก็แปลกเนอะ บอกว่าเป็นห่วงดีๆ ก็ไม่เป็น คนอะไร ชอบปล่อยหมาออกมาเพ่นพ่านอยู่เรื่อย  

ฉันเผลอหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อพ่อกับแม่ออกไปแล้วและปล่อยให้ทั่วทั้งบริเวณบ้านมีแค่เราสองคน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของฉันทอดมองกับข้าวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอุ่นใจ บรรยากาศในบ้านหลังนี้ยังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่นไม่มีเปลี่ยน

ทุกๆ อย่างยังคงเหมือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้านแบบทรอปิคอล ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้าชุดกับผนังปูนฉาบสีไข่ ผ้าม่านสีเทาเข้มที่ตัดกับไฟสีส้มผืนเดิมยังคงมีรอยไหม้จากความซนของเชนกับฉันในวัยเด็ก

ทุกๆ อย่างล้วนแล้วแต่ทำให้ฉันหวนคิดถึง แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นแหละที่ทำให้ฉันอยากหนีออกไปจากภาพความทรงจำเหล่านี้...เขาไงล่ะ

“ทำให้อึดอัดรึเปล่า...” ฉันถามออกไปด้วยความรู้สึกเป็นกังวล เพราะเมื่อครู่ตอนที่ฉันคุยเล่นกับพ่อแม่ของเขาอย่างสนิทสนม เชนได้ปล่อยรังสีอำมหิตบางอย่างออกมาราวกับไม่พอใจ บางทีฉันอาจจะล้ำเส้นความสัมพันธ์ของเรามากเกินไป อดีตแฟนเก่าไม่ควรทำตัวเหมือนกับตอนที่ยังคบกับเขาอยู่

“อึดอัดเรื่องอะไรล่ะ” คำถามของฉันได้รับการตอบกลับด้วยคำถามอีกครั้ง ฉันกลั้นลมหายใจอึดใหญ่ รวบรวมความกล้าและมองหน้าเขาตอนที่พูดออกไปตามตรง

“เหมือนเธอมีเรื่องบางอย่างไม่สบายใจ...”

“เปล่านี่” เชนว่าแบบนั้น ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยตัวเอง ท่าทีแบบนั้นฉันจำได้ดี เขามักจะเกาคอตัวเองเวลาที่ไม่มั่นใจและประหม่าเสมอ “ก็แค่รู้สึกแย่ที่แม่รักเธอมาก แต่เราไม่ได้คบกันแล้ว”

ทำไมฉันถึงได้รู้สึกหัวใจกระตุกเพราะคำพูดนั้นกันนะ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดาทั่วไป แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามันมีนัยยะที่มากกว่านั้น และให้ตายเถอะ...ฉันจะหน้าร้อนทำไมกันเนี่ย!

“ถามกลับบ้างได้ป่ะ” คนที่เบือนหน้าหลบสายตาของฉันว่า เสียงค่อนข้างเบากว่าปกติ และไม่ได้รอให้ฉันพูดอนุญาตใดๆ ทั้งนั้นตอนที่ถามประโยคถัดมา “เคยคิดจะกลับมาเป็นสะใภ้บ้านนี้บ้างมั้ย”

“เพ้อเจ้อน่า...” ฉันว่าเสียงเบาเพราะนัยน์ตาสีดำปรายตามองมาทางฉัน รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กับประโยคคำถามนั้นเลยก้มหลบสายตาจากคนตัวสูง

“งั้นแปลว่าเราคิดไปเองงั้นสิว่าเธอมีความสุขตอนที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง”


มันยากที่จะปฏิเสธว่าฉันรู้สึกสุขใจและอบอุ่นเหลือเกินที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ได้รับความรักและความเมตตาจากพ่อแม่ของเชนคือสิ่งที่วิเศษที่สุดแม้ว่าเราจะไม่ได้มีสถานะคงเดิมอีกต่อไป ฉันยอมรับว่าตัวเองหวนคิดถึงห้วงเวลาในอดีตเหล่านั้น และยอมรับว่าอยากให้พวกท่านมองฉันเป็นสมาชิกในครอบครัวเหมือนเดิม แต่ว่า...ความจริงย่อมเป็นความจริง เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกอย่างมันได้จบลงไปแล้ว

ความเงียบเป็นเสมือนคำตอบแทนคำถามที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้น ฉันไม่รู้ว่าเรานั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่พอรู้ตัวอีกทีเชนก็เอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้ฉันต้องรู้สึกปวดแปลบในใจ

“พ่อแม่เรารักเธอมากนะรู้มั้ย อย่างน้อยช่วยดีกับพวกเขาหน่อยละกัน”

“เราก็ไม่เคยคิดทำไม่ดีกับพวกท่านนี่” ฉันประท้วงเสียงเบาตอนที่เชนหันกลับมามองหน้าฉัน เขายกมือขึ้นเท้าคางและกำลังคลี่ยิ้มมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก แต่กลับสัมผัสได้ว่ามันอบอุ่นและจริงใจมากเหลือเกิน

“บ้านไหนได้เธอเป็นสะใภ้คงโชคดี พ่อผัวแม่ผัวคงรักและหลงแย่”

ฉันไม่รู้หรอกว่าเชนพูดแบบนั้นไปเพื่ออะไร แต่ลึกๆ แล้วฉันกลับรู้สึกว่าเชนกำลังเป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ของฉันกับผู้ชายคนอื่น ซึ่งในกรณีนี้คงเป็นใครอื่นไม่ได้แล้วนอกจากพี่อ้ายหนี่...เขาพยายามถามอ้อมๆ รึเปล่านะว่าระหว่างฉันกับครอบครัวของอดีตแฟนเก่าหนึ่งสัปดาห์เป็นยังไงบ้าง

ฉันไม่ได้ตอบคำถามที่แฝงความนัยของเชน แต่เลือกที่จะก้มหน้าและครุ่นคิดถึงคำถามที่ค้างคาใจบางอย่าง มันเพิ่งจะมากระจ่างตอนนี้เอง...คำถามที่เชนเคยถามทิ้งเอาไว้ว่าฉันไม่มีปัญญาเลือกผู้ชายที่ดีกว่าเขาแล้วหรือไงถึงได้หันไปคว้าคนห่วยๆ แบบพี่อ้ายหนี่ได้ คำตอบมันก็สั้นๆ ง่ายๆ คือฉันไม่ได้เลือกพวกเขาเหล่านั้น ฉันแค่เปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นเข้ามาก็เพียงเพื่อจะแทนที่เขาในหัวใจ

ฉันรู้ว่ามันไม่ถูก ฉันรู้ว่ามันแย่ที่ยืมมือคนอื่น แต่อย่างน้อยถ้ามีใครสักคนที่ทำให้ฉันลืมเขาได้ ฉันก็ยินดีที่จะไขว่คว้าโอกาสนั้นเอาไว้เพียงเพื่อจะลบเขาออกไปให้หมดจากใจ

“เราเองก็เคยโชคดีนะ” เสียงทุ้มของเชนเป็นเสมือนยาพิษที่กำลังค่อยๆ กล่อมฉันให้หลงเข้าไปในกับดักเสน่ห์อันเหลือร้ายของเจ้าตัว เสน่ห์อันตรายที่มัดตรึงฉันเอาไว้ไม่เคยเปลี่ยน “ถ้าโชคดีอีกครั้งก็คงจะดี”

ถ้าหากว่าฉันมองเขาในแง่ร้ายเหมือนที่คนอื่นมองได้ก็คงจะดี แต่ในสายตาของฉัน...เขาไม่ได้เป็นแบบที่ใครพูดกัน ฉันเริ่มเกลียดตัวเองแล้วสิที่เข้าใจความหมายที่เขาพูดทุกอย่าง และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงภายใต้ภาพลักษณ์ไม่ยี่หระต่อสิ่งใดบนโลกของเขา ผู้ชายปากอย่างใจอย่างที่พูดความรู้สึกออกมาให้ฉันฟังได้ชัดเจนที่สุดในโลก

สวรรค์ หัวใจของฉันเต้นแรงจนมันปวดหนึบไปหมดแล้ว   

“แต่ก็นะ เราไม่สามารถย้อนอดีตได้ อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ...”

ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทุบด้วยค้อนหนักๆ เพียงเพราะคำพูดที่ราวกับกำปั้นทุบดินของอีกฝ่าย ทั้งหมดทั้งมวลที่เจ้าตัวพูดมามันจะจบลงได้เพียงแค่เพราะเขาบอกให้ช่างมันจริงๆ อย่างนั้นเหรอ

“อย่างน้อยก็อย่าหายไปเหมือนตอนนั้นอีกแล้วกัน...เราไม่อยากฟังพ่อกับแม่บ่นถึงเธอน่ะ”  

ฉันไม่ควรที่จะต้องมารู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของเชน ฉันไม่ควรที่จะต้องรู้สึกเศร้าเพียงเพราะว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นความรู้สึกที่ดีมากที่เรารักกัน แต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงอากาศธาตุที่จับต้องไม่ได้และจางหายไปตามเวลา

มันเป็นความเสียใจหรือเสียดายกันแน่นะที่ทั้งเขาและฉันไม่อาจก้าวผ่านเรื่องเลวร้ายทั้งหมด พวกเราสองคนยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความรู้สึกของกันและกันในตอนนี้ และการกำหนดสถานะให้มันชัดเจนก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการค้นความรู้สึกลึกๆ ภายในใจตัวเองเสียอีก

ความรู้สึกบางอย่างที่แทรกกลางระหว่างเราราวกับเป็นกำแพงกั้นทำให้ฉันละสายตาจากเขาแบบเก้อๆ ยกมือขึ้นจับผมทัดหูเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการสนทนา และเชนก็เหมือนจะรู้ดีว่ากำลังทำให้ฉันอึดอัด เขาเลยช่วยสนองฉันด้วยการเปิดทางให้

“กินข้าวเหอะ จะได้รีบเก็บ รีบล้าง รีบกลับบ้าน ชายหญิงอยู่ด้วยกันดึกๆ สองต่อสอง คงไม่ไว้ใจเท่าไหร่ใช่มั้ยล่ะ”


“ทะลึ่ง!” ฉันขึงตาใส่เชนที่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน

จากนั้นคนตัวสูงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงมากไปกว่านั้นแล้วเริ่มลงมือตักกับข้าวใส่จาน ฉันที่เห็นเชนก้มหน้าก้มตายัดข้าวเข้าปากโดยไม่พูดอะไรออกมาอีกเลยตัดสินใจตักกับข้าวขึ้นมากินบ้าง

ฉันกับเชนใช้เวลาอยู่ที่โต๊ะอาหารเพียงไม่นาน เพราะต่างคนต่างอึดอัดและคงอยากรีบแยกย้ายกลับบ้านให้เร็วที่สุด เชนจัดการเก็บโต๊ะอาหารด้วยการเทกับข้าวที่เหลือทั้งหมดทิ้งลงถังขยะอย่างไม่นึกเสียดาย เขาโยนช้อน ส้อม แม้กระทั่งจานลงไปไว้ในอ่าง แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง

“เอ่อ ให้เราช่วยมั้ย” ฉันถามเขาตอนที่เชนกำลังใช้ผ้าเช็ดๆ ถูๆ บนโต๊ะเงียบๆ

คนตัวสูงส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า...แต่ดูเหมือนว่าเชนกำลังพยายามหลบหน้าฉันอยู่ แต่ว่ามันด้วยเหตุผลอะไรกันล่ะ เพราะว่าฉันเผลอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ หรือว่ามันอึดอัดมากที่เราต้องอยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้ หลังจากประโยคที่บอกให้เราสองคนปล่อยวางเรื่องทั้งหมดในอดีต

มันเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะปล่อยวางเรื่องทั้งหมด จะมาบอกให้ฉันช่างมันเถอะกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ยังไงกันล่ะ ต่อให้เวลามันจะเปลี่ยนไป...แต่ฉันก็รู้ตัวเองดีนะว่าตัวตนของเราทั้งคู่มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรายังคงเป็นเชนกับซอคนเดิมที่วิ่งวนไปมาในวังวนแห่งความเจ็บปวดไม่รู้จบ เพียงแต่มันมีเส้นกั้นบางๆ เท่านั้นที่คั่นระหว่างเราเอาไว้

ฉันควรจะทำยังไงดีนะ...ฉันรู้สึกสับสนไปหมดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ ความรู้สึกที่ถูกเก็บใส่หีบฝังลงไปให้ลึกที่สุดในหัวใจมันกำลังกลับมาทำงานอีกครั้ง และฉันผู้แสนอ่อนแอก็กำลังหวั่นไหวไปกับผู้ชายคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  

ฉันก้าวเท้าออกมายืนห่างกับคนตัวสูงแล้วได้แต่ทอดสายตามองเนื้อแขนที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อช็อปวิศวะสีน้ำเงินเงียบๆ ที่ศอกของเชนมีรอยถลอกที่ยังคงสดใหม่ และรอยฟกช้ำตามตัวเป็นจ้ำก็ยังไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง  

“อย่ามองนะ” เสียงดุนั่นดังขึ้นพอดีกับที่ฉันสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำของเชน

ฉันรู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกระตุกเพราะประกายในนัยน์ตานั่น แต่ถ้าจะให้ถอนสายตาออกไปมองที่อื่นตามเขาสั่ง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ

ฉันอยากเห็น...แผลเป็นที่อยู่ตามตัวของเขา ฉันอยากเห็นท่อนแขนแข็งแกร่งที่ครั้งหนึ่งเคยผอมแห้งเกือบจะขนาดเท่าๆ กันกับฉัน ฉันอยากเห็นมือใหญ่อันหยาบกร้านที่ปกป้องฉันเอาไว้ในวันนี้ และฉันอยากเห็นให้เต็มตาอีกครั้งว่าเขาเปลี่ยนไปมากขนาดไหน

“อย่ามองเราแบบนั้น เราไม่อยากคิดถึงเธอมากไปกว่านี้...”

“...” ไม่มีประโยคใดหลุดออกจากปากฉัน เราสองคนยืนนิ่งคนละมุมห้อง สองสายตาสบเข้าหากันนิ่ง หัวสมองของฉันว่างเปล่าตอนที่เชนยืดตัวเต็มความสูงแล้วมองตรงมาที่ฉันอย่างไม่ลบเลี่ยง

วินาทีแล้ววินาทีเล่าที่แล่นผ่านไป เราทั้งสองคนจมดิ่งลึกลงไปในห้วงความรู้สึกที่ไม่สิ้นสุด และเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยคำนั้นออกมา ฉันถึงได้รู้สึกตัวว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้กำลังหลับฝันอยู่ในความทรงจำ แต่มันเป็นปัจจุบันที่ฉันกับเขากำลังเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

“ขอโทษ...” เชนเอ่ยคำนั้นออกมาอีกครั้ง แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาขอโทษเรื่องอะไร...เรื่องที่เขาทำให้ฉันหน้าเละเป็นสิวเขรอะหรือว่าเรื่องในอดีตที่เราต่างเคยทำให้อีกฝ่ายเสียใจ

ไสหัวออกไปจากชีวิตเรา อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก!!’

เชน!!’

มันไม่มีคำว่าเราอีกต่อไปแล้ว ไปซะ! อย่ามาที่บ้านเราอีก!!’

ราวกับเข็มนาฬิกาถูกแช่แข็งให้หยุดอยู่เดิน ฉันมองสำรวจใบหน้าของเชนได้ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความรู้สึกบางอย่างมันบีบรัดอยู่ในอก ฉันควรจะพอใจ ควรจะมีความสุขที่เขาพูดคำนั้นออกมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงรู้สึกผิด แต่มันกลับไม่ใช่...ฉันรู้สึกปวดแปลบลึกๆ อยู่ในอก

ราวกับว่าการที่ฉันพยายามกล่อมตัวเองให้โกรธเขา เกลียดเขา และห้ามไม่ให้รู้สึกกับเขาเหมือนที่เคยเป็นมานั้นกำลังกัดกินฉันไปเรื่อยๆ และฉันเองนี่แหละที่ต้องเป็นคนเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง 

 


เปิดตอนไว้ก่อน
เดี๋ยวมาลงค่า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

655 ความคิดเห็น