ชุด│สี่จตุรเทพ│EX FACTOR ชนวนร้ายอดีตรัก ♥ [สนพ.แจ่มใส ก.ย.61]

ตอนที่ 22 : HATING HATER HATEFUL │ 06-2 │ver.rewrite 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    11 เม.ย. 61

“ผมหายไปเรียนแป๊บเดียว ยายขิมดูสวยขึ้นผิดหูผิดตานะเนี่ย”

“อย่าหลอกคนแก่เลย...นอนเป็นผักปลา...แบบนี้ จะสวยยังไง”

“โธ่ ยายขิมเห็นผมเป็นเด็กชอบโกหกเหรอ ผมไม่ชมใครว่าสวยง่ายๆ หรอกน้า”

เสียงหัวเราะของผมผสานเข้ากับเสียงหัวเราะของซอตอนที่ยายขิมขยับหน้าไปมาราวกับจะส่ายหน้าอย่างระอาในความขี้ประจบ ท่านสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วมองมาทางเราสองคนนิ่งๆ

“เห็นเราสองคน...กลับมาสนิทกันแบบนี้ ยายดีใจ”

มือเหี่ยวแห้งนั้นเอื้อมมาจับปลายนิ้วของผมกับซอเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากอุ้งมือของยายขิม แต่ในความเป็นจริงนั้นใจของผมกลับรู้สึกเบาโหวงในเรี่ยวแรงของหญิงชราที่เคยถือไม้เท้าหวดพวกเราสองคนเวลาที่ทำตัวดื้อดึง เสียงแหลมๆ ของยายขิมที่แผดดังไปสามบ้านแปดบ้านตอนที่เอ็ดตะโรด่าพวกเราสองคนที่ซนไปทั่ว...บัดนี้เสียงนั้นกลับกลายเป็นเพียงเสียงแหบแห้งอันแผ่วเบา

ขนาดผมยังรู้สึกจุกแน่นไปทั้งอก แล้วนับประสาอะไรกับซอ คนที่อยู่ใกล้ชิดและรักยายขิมมากที่สุดกันล่ะ

“ขอโทษนะคะ คุณคะนึงนิจ...”

ขณะที่ผมกำลังดำดิ่งไปในความทรงจำ เสียงเรียกของพยาบาลที่ดูแลยายขิมก็ดังขึ้น ซอถูกเรียกตัวให้ออกไปจากห้องไอซียูเพื่อพบหมอเจ้าของไข้ ทำให้เหลือแค่ผมกับหญิงชราอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคน

ผมขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ยายขิม จับมืออันไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาแนบหน้าและลูบหัวตัวเองเหมือนอย่างที่เคยทำ นอกจากพ่อกับแม่...ก็มีแค่ยายขิมนี่แหละที่รักและเข้าใจผม ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ แม้ว่าในวันที่ผมทำตัวไม่น่ารัก ท่านก็ยังรักผมเสมือนหลานแท้ๆ

“ยายฝัน...”

“ฝันอะไรจ๊ะยาย?”

“นังอุ่น...” ลมหายใจนั้นรวยรินคล้ายคนอ่อนแรงตอนที่เหม่อมองไปบนเพดาน

ผมรู้สึกราวกับหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มตอนที่ได้ยินชื่อนั้น อุ่น...แม่ของซอที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนเพราะอุบัติเหตุ ในตอนนั้นยายขิมร้องไห้แทบขาดใจตายเมื่อรู้ข่าวลูกสาว แกเป็นลมล้มพับไปที่ชานบ้าน ผมที่ตอนนั้นแวะไปหาแกที่บ้านตกใจแทบตาย ต้องวิ่งแบกแกขึ้นรถไปโรงพยาบาล จำได้ว่าตัวเองก็เสียใจ ร้องไห้ไปพร้อมๆ กับหญิงชรา กว่าพวกเราจะทำใจได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายเดือน


“นังอุ่นมันมาหายาย...มันใส่ชุดขาว”

ผมไม่อยากที่จะฟังเรื่องราวความฝันของยายขิมต่อ เพราะเคยได้ยินมาหลายครั้งเวลาที่คนกำลังจะหมดกรรมบนโลก ก็มักจะฝันเห็นคนที่จากไปแล้วหรือคนที่รักเสมอ และการที่หญิงชราพูดแบบนี้ มันจะไม่เป็นลางบอกเหตุได้ยังไงกัน

แม้แต่ตัวผมเองตอนที่อยู่ในวินาทีเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ภาพของคนใกล้ตัวยังผุดขึ้นมาในหัวราวกับความฝันเลย  

“ยายคิดถึงมัน”

“...”

“เชนเอ๊ย...ยายรู้ว่าตัวเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน”

“ยายขิมแข็งแรงจะตาย พูดอะไรแบบนั้นล่ะ” ผมพยายามปรับน้ำเสียงตัวเองให้เป็นปกติ พูดทีเล่นทีจริง ทั้งๆ ที่ตอนนี้นัยน์ตาผมคงแดงก่ำไปหมดเพราะก้อนน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมา

“เป็นห่วงก็แต่ซอ...ลูกซอไม่มีใครเลย” ยายขิมเว้นช่วงไป หลับตานิ่ง ผมเห็นหยดน้ำตาใสๆ ไหลลงที่หางตา

“ดูแลน้องด้วยได้มั้ยลูก...มีแต่เชนนี่ล่ะที่ยายไว้ใจ”

คำฝากฝังทำให้ผมหลุดเสียงสะอื้นออกมาอย่างยากจะกลั้น น้ำหนักมือที่บีบมือผมนั้นราวกับจะฝากฝังให้ผมช่วยดูแลชีวิตของซอต่อจากนี้ ทำไมกัน...การจากลาทุกครั้ง ถึงได้ทรมานนัก

ผมไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดเป็นการรับปากได้ นอกจากบีบมือของหญิงชราตอบกลับแทนคำสัญญา ยายขิมส่งยิ้มให้ผม ท่านหลับตานิ่งด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลง ส่วนผมก้มใบหน้าลงต่ำชิดขอบเตียง หลบสายตาของผู้คนที่อยู่ในห้องไอซียู และปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเงียบๆ

ผมไม่มีอะไรที่จะพูดกับยายขิมทั้งนั้น เพราะผมไม่ใช่คนที่จะให้คำสัญญากับใครแบบลมๆ แล้งๆ แต่ผมอยากจะให้ท่านเชื่อใจผมนะ ว่าผมจะดูแลซอให้ดีที่สุด ผมอยากทำให้ท่านได้เห็นเองกับตา พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความรู้สึกของผมที่มีต่อซอ

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมเรื่องที่เกิดขึ้นมันถึงได้บีบหัวใจนัก ผมมันช่างโง่เขลาที่มารู้ตัวเอาตอนนี้ว่าตัวเองรักซอและคนในครอบครัวของเธอมากขนาดไหน

เป็นความรักครั้งแรกที่ผมอยากดูแลรักษาไว้ให้ดีที่สุด...จนกว่ามันจะเป็นรักครั้งสุดท้าย   

 

“เราทำให้เธอไม่ได้ไปมหาลัยด้วยเลย ขอโทษนะ” เสียงเล็กหวานดังมาจากคนตัวเล็กที่เดินถือแก้วกาแฟมาให้ผม ตอนนี้พวกเราสองคนมานั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดหลังจากที่ยายขิมถูกเข็นตัวส่งเข้าห้องไป เมื่อกี้นี้ซอถูกเรียกตัวไปเพื่อพูดคุยเรื่องการเข้ารับการผ่าตัดของยายขิมเพราะเป็นญาติคนเดียวของผู้ป่วยที่อยู่ที่นี่ เธอยืนคุยรายละเอียดกับหมออยู่นานหลายนาทีกว่าที่จะกลับเข้ามาในห้อง ผมเลยมีเวลามากพอที่จะปรับสภาพอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติเพื่อไม่ให้เธอจับพิรุธได้

“ไม่เป็นไร เรื่องฉุกเฉิน อาจารย์คงเข้าใจ” ผมยื่นมือออกไปรับแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ

ระหว่างที่รอซอไปซื้อกาแฟ ผมโทรไปหาไอ้ฌานให้ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องที่มหาวิทยาลัยให้ และได้โทรไปบอกที่บ้านแล้วเกี่ยวกับอาการของยายขิม ตอนนี้พ่อกับแม่ของผมกำลังเดินทางมาที่โรงพยาบาล แต่เพราะตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว พวกท่านจึงอาจมาถึงล่าช้ากว่าที่คิด

“คุณหมอบอกว่าถ้ายายเข้ารับการผ่าตัด ยายอาจจะหายดี” ใบหน้าหวานพูดด้วยรอยยิ้ม ประกายในนัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวัง ผมควรจะยิ้มและรู้สึกมีความหวังเหมือนกันกับซอ แต่เปล่าเลย...ผมกลับรู้สึกหดหู่ใจที่ต้องมานั่งปั้นหน้ายิ้มให้เธอและโกหกว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย

ยายขิมมีอาการเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจจึงต้องเข้ารับการผ่าตัด แม้หมอจะบอกว่ามีโอกาสหายแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าโอกาสนั้นจะมีถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ และด้วยสภาพร่างกายของยายขิมที่แก่ชราตามวัย ผมก็ไม่อยากจะเชื่อถือในคำพูดของหมอนัก แต่ใครล่ะจะกล้าทำร้ายประกายในนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั่น ใครล่ะจะกล้าพูดความจริงว่าให้เธอเผื่อใจ

สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้มีแต่การเข้มแข็ง เพื่อจะได้เป็นหลักยึดให้เธอในเวลาแสนเศร้านี้

“เราไปซื้อขนมไข่ที่ยายชอบมารอดีมั้ย ถ้าออกมาจากห้องผ่าตัดยายน่าจะหิวแล้วก็อยากกินอะไรหน่อยนะ”  

ใบหน้าร่าเริงของซอหันมามองผมที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอส่งยิ้มกว้างเพื่อรอคำตอบ ผมรู้สึกหดหู่ใจ ยิ่งมาเห็นว่าเธอพยายามทำเข้มแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองมากแค่ไหน ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดและโทษตัวเอง...


ผมมันไม่ได้เรื่องเลย กับแค่การแบ่งเบาความเจ็บปวดของเธอ ซอก็ยังไม่ไว้ใจผม แล้วในตอนนี้ผมทำอะไรได้บ้างล่ะ ทำได้แค่เป็นไอ้งั่งที่นั่งอยู่ข้างเธออย่างนั้นเหรอ ให้ตายสิเชน โตเป็นควายแล้วไม่มีไอเดียดีๆ ที่จะทำเพื่อคนที่ตัวเองรักบ้างเลยรึไงนะ  

ผมเบนสายตาไปทางอื่นเพราะรู้สึกถึงก้อนน้ำตาที่รื้นขึ้นมา พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้แต่ว่ามันไม่ไหว ผมอ่อนแอเกินกว่าที่จะเก็บความรู้สึกทุกข์เอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม ผมไม่ได้เข้มแข็งเหมือนผู้หญิงตรงหน้า...ผมไม่สามารถทำอะไรเพื่อกอบกู้สถานการณ์ตอนนี้ได้เลยสักอย่าง

“เราขอโทษ เราขอโทษที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย...ฮึก” ผมพูดออกไปด้วยความรู้สึกแหลกสลาย ยกมือขึ้นมาบังหน้าตัวเองเอาไว้เพราะรู้สึกอายที่ตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่กลับช่วยเหลืออะไรคนที่ตัวเองบอกว่ารักนักรักหนาไม่ได้เลย 

เจ้าของร่างเล็กที่นั่งอยู่เคียงข้างกับผมทอดสายตามองคนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบๆ ผมปล่อยให้น้ำตารินไหลอย่างไม่อายใครหน้าไหนทั้งนั้น จนกระทั่งการเคลื่อนไหวบางอย่างใกล้ตัวทำให้ผมหยุดชะงักและเบนสายตามองใครอีกคนที่ขยับตัวเข้ามาสวมกอดผมเอาไว้

ซอมอบความอบอุ่นที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้รับมาให้ เส้นกั้นบางอย่างที่ทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือออกไปแตะต้องตัวเธอถูกทำลายลงด้วยความอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับจากใครคนหนึ่ง ความอ่อนโยนนั้นมาพร้อมกับเสียงกระซิบอู้อี้ของใบหน้าหวานที่ซุกเข้ากับแผงอกของผม เป็นเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความหวานปมขมอย่างแท้จริง

“ขอบคุณนะ...แค่เธออยู่ตรงนี้ก็พอแล้วล่ะ”

ผมไม่รู้หรอกว่านี่เป็นการอนุญาตให้ผมสัมผัสเธอเหมือนที่เคยเป็นมาหรือเปล่า แต่ในตอนนี้ผมไม่สนอะไรอีกแล้ว เพียงแค่หยาดน้ำตาหยดลงแหมะที่หลังฝ่ามือ ผมก็ไม่รอช้าที่จะฉุดรั้งร่างของซอเข้ามาไว้ในอ้อมแขน

บทเรียนหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือการที่ผมอ่อนแอ มันไม่ได้แปลว่าผมจะไม่สามารถหยัดยืนอยู่เคียงข้างคะนึงนิจได้ การที่ผมอ่อนแอและเศร้าเสียใจไปพร้อมๆ กับเธอ มันหมายความว่าผมพร้อมที่จะอยู่ตรงนั้นและไม่จากเธอไปไหนแม้ในวันที่แย่ที่สุดในชีวิต   

“ยายจะหายใช่มั้ยเชน...”

บรรยากาศที่รายล้อมรอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยความหม่นหมอง เสียงหวานสะอึกสะอื้นเอ่ยถามผมในขณะที่หัวใจผมเองก็สั่นไหวราวกับมีคลื่นแผ่นดินไหวรุนแรงเกิดขึ้น

คลื่นความเศร้าที่แผ่ออกมาจากร่างบางนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มีน้ำหนักกดทับลงบนแขนทั้งสองข้างของผมที่กอดรอบร่างของเธอก็จริง แต่อีกนัยหนึ่งผมกลับรู้สึกยินดีเหลือเกินที่กำแพงซึ่งเธอก่อเอาไว้ได้พังทลายลงไปพร้อมๆ กับผม เราสามารถแบ่งปันความเศร้าของกันและกันได้ เราสามารถอยู่เคียงข้างกันและกันเพื่อปลอบโยนกันในเวลาที่หดหู่ และผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปแบ่งเบาภาระที่เธอเคยแบกมันเอาไว้ตามลำพังด้วยสองไหล่เล็กๆ นั่น

ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้วที่ผมต้องการไปมากกว่านี้ ต่อให้คะนึงนิจที่ผมรักจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่พร้อมจะทำให้คนรอบข้างสดใสแค่ไหน แต่ผมไม่ได้ต้องการผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ

ผู้หญิงที่ผมรักไม่จำเป็นที่ต้องสดใสร่าเริงเหมือนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิเสมอไป ขอแค่ในเวลาที่เธอเศร้าและอยากพึ่งพาใครสักคน ช่วยมองกลับมาที่ผมและมีพื้นที่เล็กๆ ให้ผมได้เข้าไปร่วมแบ่งปันกับเธอบ้าง...ก็พอแล้ว

“เราไม่รู้”

ผมตอบไปตามตรง รู้สึกถึงลำคอที่ตีบตัน ไม่มีคำตอบอื่นใดอีกที่ผมจะมอบให้เธอได้ เพราะว่าผมไม่ใช่หมอ ผมไม่เคยมีความรู้เรื่องกายวิภาคของมนุษย์

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ดี...และผมเชื่อมั่นว่าไม่มีหมอคนไหนจะรู้ดีได้เท่ากับผมคือซอจะไม่มีทางอยู่อย่างโดดเดี่ยวในวันที่เธอต้องร้องไห้ เธอจะไม่มีทางสูญเสียคนที่รักทั้งหมดในชีวิตไป เพราะเธอจะมีผมอีกหนึ่งคนที่อยู่เคียงข้างกับเธอเสมอ

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

655 ความคิดเห็น

  1. #649 BonanzaBow (@BonanzaBow) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 15:40

    ปวดหน่วง ๆ ที่อกซ้าย

    #649
    0
  2. #643 หว๋าย.... (@n0867634212) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 20:12

    หน่วงๆๆอ่ะ

    #643
    0
  3. #609 Kittiwara (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 13:21

    ฮือออออ ร้องไห้หนักมาก TT

    #609
    0
  4. #577 Badble (@pinkpandashmuel) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 06:14
    ดราม่ามาก จะร้องแงงง
    #577
    1
    • #577-1 YBSoulmate (@black_devil_zaa) (จากตอนที่ 22)
      23 เมษายน 2561 / 16:53
      โอ๋ๆ เรื่องนี้มันก็จะขมๆ หน่อย / ส่งทิชชู่ไปให้
      #577-1