ชุด│สี่จตุรเทพ│EX FACTOR ชนวนร้ายอดีตรัก ♥ [สนพ.แจ่มใส ก.ย.61]

ตอนที่ 26 : HATING HATER HATEFUL │ 07-3 │ver.rewrite 120%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 732
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    30 เม.ย. 61



“ลุง! ผมบอกไม่เอาเครื่องในนะ! ทำไมลุงยังใส่มาอีก ไม่ต้องรักกันมากขนาดนี้ก็ได้ รู้ว่าอยากแถม”

ตอนนี้ฉันกับเชนมานั่งกันอยู่ที่ร้านเกาเหลาใกล้ๆ กับซอยคนแก่ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณตาคุณยายยังสาว และมันก็เป็นหนึ่งในร้านโปรดของพวกเราตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่มักจะมากินด้วยกันเสมอ

คุณลุงเจ้าของร้านที่คาดผ้ากันเปื้อนไว้ใต้พุงล้นๆ หันกลับมาหาเชนพร้อมกับกระบวยตักน้ำในมือที่ยกขึ้นชี้หน้าเจ้าตัวด้วยรอยยิ้ม ก่อนเสียงแหบๆ ของแกจะพูดติดตลกตอบกลับมา

“บ่น บ่น บ่น! ลุงก็เห็นเอ็งบ่นอย่างนี้มาตั้งแต่สิบกว่าขวบ สุดท้ายกินมั้ย...”

“กินครับ!” เชนตอบเสียงดังฉะฉานใส่ลุงแล้วหมุนตัวกลับมายังชามเกาเหลาที่ใส่ผัก ใส่เครื่องจนแทบล้นชาม ช้อนกลางที่ทำจากสแตนเลสถูกใช้เอาไปคนๆ ที่ก้นชามเพื่อให้เครื่องทุกอย่างเข้ากันดี แล้วจากนั้นคนตัวสูงก็ลงมือตักเครื่องในที่มีอยู่ในชามใส่จานข้าวให้ฉัน

“เอ้า กินซะ จะได้มีแรง” คนตัวสูงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ละมุนอะไร ติดออกจะสั้นๆ ห้วนๆ เหมือนผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กเสียมากกว่า

ฉันก้มลงมองจานข้าวตัวเองที่เต็มไปด้วยชิ้นหมู ตับ ไส้อ่อน และเลือดหมู ก่อนจะชะเง้อคอมองไปยังจานข้าวของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยตำลึงและผักใบเขียวต่างๆ

มันไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรที่เชนจะต้องมายกชิ้นเนื้อในเกาเหลาให้ฉันหมด แต่เขาก็ทำแบบนี้มานานมากแล้วจนติดเป็นนิสัย...ต่อให้เขาไม่ได้ชื่นชอบการกินต้มเกาเหลาหรือเครื่องในหมู แต่ถ้าหากว่าฉันชอบกิน เขาก็จดจำฝังอยู่ในหัวตลอดชีวิตว่ามันคือสิ่งที่ฉันชอบ แล้วก็จะพาฉันมากินซ้ำๆ อย่างเดิมทุกวันราวกับได้รับการป้อนคำสั่ง

“เอ้อ ลืมน้ำเลย...ลุง เอาเก๊กฮวยสองแก้วครับ” เชนหันกลับไปตะโกนสั่งน้ำอีกครั้งหลังจากที่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สั่งเครื่องดื่ม ซึ่งน้ำเก๊กฮวยก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่ฉันชอบมาตั้งแต่เด็ก

เราสองคนก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากเงียบๆ ระหว่างที่รอให้น้ำมาเสิร์ฟ ภาพความทรงจำในช่วงงานศพไหลย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อฉันตักหมูสับที่ถูกปั้นเป็นก้อนๆ ขึ้นมาในช้อน...น้ำตารื้นขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมนูหนึ่งในงานศพของยายขิมก็คือต้มเลือดหมูเหมือนกัน  

“เป็นไรอ่ะ” เชนที่รับน้ำเก๊กฮวยมาถือไว้ถามเมื่อฉันก้มหน้านิ่ง เขาถามคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเหมือนกับตอนในงานศพ และสายตาที่ทอดมองมาก็ทำให้หัวใจฉันเต้นระรัวอย่างไม่รักดีอีกครั้ง

ตลอดเวลาการจัดงานศพสามวัน เชนไม่เคยปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเลยสักครั้ง ผู้ชายที่เคยสลัดฉันทิ้งและบอกว่าเกลียดฉันคนนี้ กลับเป็นคนเดียวที่ใส่ใจฉันมากที่สุดและคอยเฝ้าเป็นห่วงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานน้อย เชนก็รับบทบาทเป็นหัวเรือใหญ่คอยจัดการแทนฉันอยู่เสมอ เขาคอยวิ่งวุ่นหาข้าวหาน้ำมาให้ฉันที่แทบจะไม่อยากฝืนกลืนอะไรลงไป ต่อให้ต้องบังคับให้ฉันกิน เขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉันสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ และไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่แข้งขาของฉันอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว เขาก็จะเป็นคนแรก...ที่เข้ามาช่วยพยุงฉันเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป

หรือแม้แต่ตอนที่ถูกญาติๆ ของฉันโจมตีถึงเรื่องสมัยก่อน ตอนที่เขาทำตัวเกเรและไม่มีใครยอมรับ เป็นตัวปัญหาที่ญาติๆ ของฉันทำหน้ายี้ใส่ เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเด็กไม่เอาไหนคนนั้น บัดนี้กลับเติบโตขึ้นและพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนในครอบครัวของฉัน ไม่มีใครดูถูกเขาได้และไม่มีใครสามารถครหาอะไรได้หากเขาจะกลับมายืนในตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่


มีใครหลายคนถามฉันเกี่ยวกับเรื่องของเขาว่าเราสองคนกลับมาคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุผลที่ฉันหอบผ้าหอบผ่อนขอร้องพ่อแม่ให้พาไปอยู่ต่างประเทศจนทำให้แม่ต้องตายเพราะอุบัติเหตุนั้น ก็เป็นเพราะว่าฉันอกหักจากเชนไม่ใช่หรือ ในตอนนั้นฉันรู้สึกจุกมากจนตอบอะไรไม่ถูก มันเหมือนมีคนลากฉันออกมาตบกลางสี่แยกท่ามกลางบรรยากาศงานศพที่เศร้าสลด มันไม่ควรจะมีใครหยิบยกเรื่องนี้มาพูด ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันส่งผลกระทบต่อจิตใจฉันมากแค่ไหน

แต่เชน...เขากลับไม่โกรธเคืองอะไรในคำพูดเหล่านั้นเลยสักนิด เขาทำแค่ยิ้มรับอย่างใจเย็น จับมือฉันเอาไว้และบอกกับทุกคนเพียงประโยคสั้นๆ ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงในพริบตา

ผมมีเรื่องให้เสียใจมากมายเพราะสิ่งที่เคยทำพลาดในอดีต แต่ข้อดีของการล้มเหลวคือผมได้เรียนรู้ที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับสายตาของคนนอกที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรื่องของเราสองคน

มันชัดเจนที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ของเราที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่ลงตัวและไม่ได้ระบุสถานะใดๆ แต่เรารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องของเราสองคนที่ต้องค่อยๆ ปรับและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านกาลเวลาที่เป็นตัวช่วยให้เรามองเห็นและก้าวข้ามเรื่องต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น

ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะยังหวาดกลัว และในความทรงจำของฉันยังมีเรื่องเลวร้ายที่เขาทำร้ายฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ฉันคิดว่าสักวันหนึ่งแผลต่างๆ มันต้องมีวันหาย ไม่มีบาดแผลใดจะไม่ได้รับการสมาน ไม่มีผู้ป่วยใดที่ไม่สมควรได้รับการรักษาและเยียวยา

“ซอ...” เสียงเรียกชื่อนั้นทำให้ฉันได้สติ ฉันกะพริบตาปริบเพื่อไล่ม่านน้ำตาให้ออกไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนตรงข้ามด้วยรอยยิ้ม หมูสับปรุงรสที่ถูกตักค้างในมือเลื่อนไปที่ช้อนของเชนที่ถือค้างไว้ ฉันพยักหน้าเล็กน้อบส่งสัญญาณว่ายกหมูชิ้นนั้นให้เขา

“ใจดีผิดปกติ...อิ่มแล้วอ่ะดิถึงได้เอามาให้กิน”

ใบหน้าหล่อเหลาแบบไทยพูดกึ่งขำแล้วตักหมูชิ้นนั้นเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย รอยยิ้มบางๆ เคลือบอยู่บนฝีปากหยักลึกเป็นรูปกระจับของเจ้าตัว ฉันทอดสายตามองภาพตรงหน้าราวกับต้องมนต์สะกดและได้แต่เฝ้าภาวนาให้เวลาทั้งหมดหยุดลงตรงนี้

หลังจากที่เรากินต้มเลือดหมูและเชนต่อด้วยข้าวชามที่สองจนอิ่ม คนตัวสูงก็ขับรถ Mazda สีแดงมาจอดที่หน้าบ้านของฉัน ตลอดระยะทางที่ขับกลับมาความสนใจของฉันอยู่ที่ทรงผมสกินเฮดที่เริ่มยาวของอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าผมของเขาจะดูยุ่งเหยิงกว่าปกติ เพราะโดยธรรมชาติแล้วผมของเชนนั้นหยักศก พอผมเริ่มยาวขึ้นแบบนี้ มันเลยเหมือนทรงผมเดียวกันกับที่เขาตัดตอนอยู่อนุบาล

“ถึงบ้านแล้วไม่ลงรึไงครับ” มือหนาจัดการเข้าเกียร์ P เพื่อจอดรถตรงหน้ารั้ว

จากนั้นนัยน์ตาสีดำที่ล้อมกรอบแพขนตาหนาของเชนก็จ้องมองเข้าไปในบ้านตรงบริเวณสวนที่มีใครบางคนมายืนรอฉันสักพัก พ่อของฉันหรือที่เขาเรียกว่าอานิคยืนอยู่ตรงนั้นและกำลังเท้าเอวมองเข้ามาในรถ

“สวัสดีครับอานิค” เชนลดกระจกลงแล้วยกมือไหว้พ่อฉันที่ออกมารอรับ หากแต่ใบหน้าของแด๊ดดี้กลับทำแค่แค่นยิ้มอย่างฝืดเคืองเพื่อรับไหว้ ฉันเลยรีบเปิดประตูรถแล้วหอบข้าวของสัมภาระของตัวเองลงมา

“ขอบคุณนะที่มาส่ง...” ฉันบอกเชนสั้นๆ แล้วไม่รอช้าที่จะผลักประตูรั้วบ้านเข้าไป

รถยนต์สีแดงยังคงจอดอยู่ตรงหน้าบ้านอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงสตาร์ทรถจะดังขึ้นก่อนเชนจะเคลื่อนรถออกไปจากหน้าบ้านฉัน

“พ่อจัดการเรื่องมรดกของคุณยายหมดแล้ว คุณยายเขายกบ้านหลังนี้ให้เป็นของลูกนะ”

สำเนียงพูดภาษาไทยแบบแปร่งของคนอเมริกันแท้เปรยขึ้นเรียบๆ ตอนที่ช่วยฉันถือกระเป๋าสะพายไปยังบริเวณใต้ถุนบ้าน เราสองคนพ่อลูกเดินเข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ชุดที่ทำจากไม้สานสีขาวแล้วบุด้วยเบาะสีครีม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเฉดสีเดียวกันกับฉันกำลังทอดสายตามองมาด้วยความเป็นห่วง ฉันรู้ได้ในทันทีว่าพ่อต้องการจะพูดอะไร และเพราะแบบนั้นฉันจึงโผเข้าไปกอดท่านเอาไว้แน่น


“พ่อรู้ว่าลูกตัดสินใจย้ายกลับมาที่ไทยเพื่อดูแลยาย...แต่ตอนนี้ยายก็ได้จากเราไปแล้ว ลูกจะย้ายกลับไปที่ควีนส์กับพ่อรึเปล่า”

เหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันสละโอกาสในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกาก็คือยายป่วยหนัก ฉันทิ้งทุกอย่างที่อเมริกาเพื่อเดินทางกลับมาที่ไทยและเลือกสอบเข้าทุกคณะที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสอบติด โดยไม่ได้คำนึงถึงอนาคตหรือรู้เลยแม้แต่นิดว่าโชคชะตาจะนำพาฉันให้โคจรกลับมาพบกับเขาอีก

ลูกแน่ใจเหรอซอว่าอยากจะกลับไปดูแลยายที่ไทยจริงๆ ลูกจากที่นั่นมาตั้งเจ็ดแปดปีแล้วนะ

ตอนนี้ยายไม่มีใครนอกจากหนูอีกแล้วนะคะพ่อ ถึงญาติๆ คนอื่นจะรับปากว่าจะช่วยดูแลยาย แต่หนูอยากทำด้วยตัวเองค่ะ

แล้วทิ้งอนาคตที่นี่น่ะเหรอ ลูกจะเสียเวลาไปอีกหลายปีเลยนะ

หนูรู้ค่ะ...แต่หนูตัดสินใจแล้ว พ่อให้หนูไปเถอะนะคะ หนูไม่อยากเสียคนที่รักไปอีกแล้ว

แม้ว่าการกลับไปครั้งนี้ อาจทำให้ลูกเจอเชนอีกน่ะเหรอ...

ในวันนั้นฉันไม่รู้เลยว่าคำถามของพ่อจะนำพามาซึ่งโชคชะตาที่ทำให้ฉันกลับมาพบเขาอีกครั้งจริงๆ ตอนนั้นฉันก็คิดเพียงแต่ว่าจะกลับมาทำหน้าที่ในฐานะหลานที่รักและเคารพคุณยายมากที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าอีกเหตุผลลึกๆ ในใจฉันมันกำลังร่ำร้องกลับมาหาเขา

don’t cry my girl, don’t cry…

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลั่นในวงแขนกว้างของพ่อ แม้ว่าแด๊ดดี้จะไม่ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดฉันเหมือนอย่างที่พ่อคนอื่นเป็น แต่ฉันก็รักและสนิทกับพ่อจนไว้ใจที่จะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ท่านฟัง มันไม่มีอะไรต้องปิดบังกันระหว่างสองพ่อลูก และนั่นคงทำให้ท่านเป็นกังวล   

“หนูอยากไปค่ะพ่อ หนูอยากกลับไปจริงๆ แต่...”

คำว่าแต่ทำให้วงแขนของพ่อกระชับรอบตัวฉันมากขึ้น เสียงร้องชู่ว์เบาๆ เป็นการปลอบเพื่อให้ฉันหยุดร้องไห้

“พ่อรู้ พ่อเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นพ่อก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี...”

“...หนูขอโทษค่ะพ่อ หนูพยายามแล้ว หนูพยายามที่จะไม่รักเขาแล้ว หนูคิดว่าเรื่องทุกอย่างมันควรจบไปแล้ว แต่หนูก็ทำไม่ได้ ฮึก” ฉันกระซิบเสียงแผ่ว พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นแต่มันก็ไร้ประโยชน์ ความทรงจำมากมายที่ทำให้ทั้งครอบครัวของฉันตัดสินใจย้ายไปอยู่อเมริกาไหลเข้ามาในห้วงความคิด มันมีเหตุผลเป็นสิบข้อที่พ่อจะเกลียดผู้ชายคนนั้นเหมือนกับที่ฉันพยายามบอกตัวเองให้เกลียดเขา ลืมเขาไปเสีย

แต่สุดท้าย...ฉันกับพ่อต่างก็รู้ดีว่าเราไม่มีทางเกลียดเขาได้จริงๆ  

“ลูกไม่จำเป็นต้องขอโทษที่ไม่สามารถเกลียดใครคนหนึ่งได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถเปลี่ยนได้ผ่านวันเวลา” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยน ท่านลูบหลังฉันอย่างแผ่วเบาก่อนจะดันร่างเล็กของฉันออกมาเพื่อสำรวจใบหน้าของลูกสาวที่แดงก่ำและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา

“ถ้าลูกให้อภัยเขาได้ พ่อก็พร้อมที่จะให้อภัยกับเรื่องทุกอย่าง...”

ฉันไม่สามารถตอบรับคำพูดของพ่อได้นอกจากปล่อยน้ำตาให้รินไหล เพราะตัวฉันเองรู้ดีว่ามันเป็นการยากเหลือเกินที่จะปล่อยเรื่องราวทุกอย่างให้ผ่านไปเป็นแค่เพียงอดีต

ฉันยังจำได้ดีถึงครั้งแรกที่เรากลับมาพบกันอีกครั้ง ไวน์เย็นๆ ถูกเทราดใส่หัวฉันพร้อมกับคำพูดที่กรีดแทงลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ฉันคิดว่ามันดีแล้วถ้าหากเราจะทำตัวเป็นคนแปลกหน้าใส่กัน มันดีแล้วถ้าหากฉันจะใช้ความรู้สึกโกรธ เกลียดมาปิดบังความรู้สึกลึกๆ ภายในใจที่เก็บซ่อนเอาไว้ แต่มันก็เป็นได้แค่เพียงการเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น

“ซอ...ลูกโตแล้วนะ ลูกรู้ว่าหัวใจตัวเองต้องการอะไร”

มีเรื่องราวโศกเศร้ามากมายเกิดขึ้นในชีวิตฉัน และส่วนหนึ่งในความเศร้าเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเพราะเชน พ่อรับรู้ปัญหาของฉันทั้งหมดแม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ท่านเข้าใจดีว่าชีวิตในช่วงวัยรุ่นก็เหมือนกับการลองผิดลองถูก  คนเราทุกคนต้องเคยทำสิ่งที่ผิดมาก่อนที่จะทำสิ่งที่ถูก และถ้าเราได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมเป็นครั้งที่สอง เรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาก็สมควรได้รับการอภัย  

แต่ฉันพร้อมที่จะให้อภัยเขาจริงๆ น่ะเหรอ ฉันพร้อมที่จะยอมฟังเสียงหัวใจของตัวเองแล้วแน่เหรอ   

come on baby…

คนเป็นพ่อทอดสายตามองฉันอยู่นานหลายนาทีก่อนจะตัดสินใจกวักมือเรียกฉันให้เข้าไปในวงแขนอีกครั้ง เราสองคนพ่อลูกกอดกันแน่นเพื่อซึมซับความอบอุ่นจากคนในครอบครัว

You always have me…no matter what you are, no matter what your choose. I always love you my little girl(ลูกจะมีพ่อเสมอ ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไงหรือเลือกอะไร พ่อก็จะรักลูกเสมอไป)

I love you too dad… (หนูก็รักพ่อค่ะ)


“พ่อให้เวลาลูกอีกหนึ่งเดือนนะ แล้ววันหยุดยาวครั้งหน้าพ่อจะบินมาหาใหม่”

ฉันเดินออกมาส่งพ่อที่หน้าบ้านพร้อมกับช่วยท่านขนกระเป๋าเดินทางเพื่อใส่ท้ายรถแท็กซี่ ร่างสูงใหญ่ของพ่อสาวเท้าเข้ามากอดฉันเอาไว้แนบอกอีกครั้งพร้อมกับโน้มหน้าลงมาหอมแก้มทั้งซ้ายขวา ฉันว่าต่อให้ฉันจะอายุสามสิบหรือสี่สิบไปแล้ว พ่อก็คงจะแสดงออกความรักอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้กับฉันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไทยหรือเมืองนอก

ฉันชักสงสัยแล้วสิว่าจะมีใครเข้าใจผิดรึเปล่าว่าฉันเป็นเด็กเสี่ย คงไม่หรอกมั้ง...ฉันตัวเล็กเป็นหนูจิ๊ดขนาดนี้

“เดินทางปลอดภัยนะคะแด๊ดดี้ หนูจะตั้งใจเรียน”

“พ่อไม่อยากให้ลูกตั้งใจเรียนหรอก พ่ออยากให้ลูกไปคิดมามากกว่าว่าจะเอายังไงกับอนาคต”

ผมสีน้ำตาลอ่อนของฉันถูกยีไปมาด้วยมือหนาของพ่อ พ่อหมุนตัวกลับไปที่รถแท็กซี่แล้วชะโงกหน้าออกมาจากทางหน้าต่างเพื่อโบกมือลาฉันอีกครั้ง ฉันยืนส่งท่านอยู่ที่หน้าบ้านจนกระทั่งท้ายรถหายลับไปสุดสายตา

จะเอายังไงดีกับอนาคตงั้นเหรอ...นั่นสินะ ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องอนาคตของตัวเองอีกเลยตั้งแต่กลับมาที่ไทย คณะที่เลือกเรียนก็สมัครสอบไปอย่างนั้นเพื่อให้ได้มีอะไรทำระหว่างอยู่ที่นี่

แล้วความฝัน ความชอบ สิ่งที่อยากเป็นในอนาคตจริงๆ ล่ะมันคืออะไร ฉันเสียเวลามาตั้งสองปีแล้วกับการเรียนในมหาวิทยาลัยในอเมริกาก่อนจะซิ่วมาที่นี่ ถ้าหากว่าฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ต่อไป มันจะเสียเวลามากขึ้นรึเปล่านะ

ฉันสะบัดหัวไล่ความคิดทั้งหมดออกไปแล้วหมุนตัวเพื่อจะกลับเข้าไปในบ้าน พลันสายตาก็เห็นตู้ไปรษณีย์ที่ถูกอัดแน่นไปด้วยซองจดหมายจนแทบระเบิด นอกจากงานบ้านที่ฉันต้องทำแล้ว...ยังมีเรื่องการจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตมากมายที่ฉันละเลยไม่จ่ายมาเกือบอาทิตย์ด้วยสินะ

เฮ้อ การอยู่คนเดียวในประเทศที่ไม่ค่อยคุ้น มันลำบากจริงๆ  

[END SEO TALK]


-ช่วงฝากนิยาย-
สายฮาเกรียนประสาทเสียจิ้มพี่เจ๋งโล้ดดด

____________เด็กแว๊นบางพลี vs สก๊อยบางระจัน____________
'ตัวเอง นิ้วนางกับนิ้วกลางเค้าหายไปอ่ะ ไม่รู้ไปอยู่ไหน'
ตาโตๆ ของพี่เจ๋งกวาดมองร่างฉันที่นอนหอบอยู่ด้านล่าง 
ตอนแรกก็เข้าใจว่าเขาคงหมายถึงท่าไอเลิฟยู
แต่พอกระดิกนิ้วเท่านั้นแหละ 
'อุ๊ย เจอแล้ว อยู่ในนี้!' 
อยู่ในนี้ที่พี่มันว่าคือในตัวฉัน! ไอ้เชี่ยพี่เจ๋ง หนูใช่ของเล่นมั้ยวะพี่
แฟนฉันมีแล้ว...เอาเก่งด้วย
______________________________________________
สายโรแมนติกโดนเด็กจับกินจิ้มนุ้งฮันโล้ดด

________________________นายน้อย vs หนูลิต________________________

“ชัวร์นะ” ฮันถามย้ำอีกครั้งตอนที่ฉันปรือตาขึ้นมามองหน้าเขา 
ถ้าเขาไม่เซ็กซี่บาดใจขนาดนี้ ฉันคงไม่สมยอมขึ้นเตียงกับเขาหรอก แต่นั่นมันประเด็นรอง หลักๆ แล้วคือฉันแค่ชอบเขาเอามากๆ ก็เท่านั้น 
“ชัวร์” ฉันตอบออกไปเสียงแผ่ว มือที่เคยบังหน้าถูกจับออกทำให้สบตากับเขาตรงๆ 
การที่เขายิ้มและมองฉันด้วยสายตาที่จะบอกว่าเอ็นดูก็ไม่ใช่จะคลั่งไคล้ก็ไม่เชิงนั้นก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกใจสั่น ฉันไม่รู้หรอกว่าฮันจะรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันมั้ย แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการนั้น มันมากพอแล้วจริงๆ ที่ฉันจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นไป 
“ลิตรู้มั้ย...” 
“ฮะ...ฮ๊า” ฉันหอบหายใจและเผลอร้องสลับเสียงครางตอนที่อีกฝ่ายแนบชิดลงมา 
“ลิตเซ็กซี่กว่าที่ฮันคิดนะ” 


"ทำงานกับผมเงินเดือนดี สวัสดิการเยี่ยม โบนัสสูง 

มีกองทุนสำรอง ประกันชีวิตชั้นหนึ่ง

และฟรีคนดูแลตลอดชีวิต"

ตอนที่ได้ฟังครั้งแรก หญิงสาวก็ถึงกับทำตาโตอ้าปากค้างด้วยความงกในสายเลือด

แต่เมื่อได้รับสัญญามาจากเขา เธอถึงได้รู้ว่าไอ้งานที่ว่านั่นมันไม่ได้หมูอย่างที่คิด...

"โครงการ SEX รักษาโรค"

เกิดมาชาตินี้ให้ทำงานหนักวัวตายควายล้มแค่ไหน จอมนางก็ไม่เคยว่า

แต่ไอ้อดีตเด็กอ้วนที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้านายของเธอนี่มัน...!!

"หน้าที่ของนางก็มีแค่ตามใจผม ตามใจผม และตามใจผม"

ตามใจที่ว่านั่นไม่ใช่ตามใจธรรมดา!!!

เพราะมีชุดนางพยาบาลและโซ่แส้กุญแจพร้อม!!!


 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

655 ความคิดเห็น

  1. #586 Mikan-ni (@jsjsjshh63) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 20:45
    <p>สู้ๆน้า รออ่านอยู่เรื่อยๆค่าา</p>
    #586
    1
    • #586-1 YBSoulmate (@black_devil_zaa) (จากตอนที่ 26)
      30 เมษายน 2561 / 17:01
      ขอบคุณมากเลยนะคะ TT
      #586-1
  2. #585 Badble (@pinkpandashmuel) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 20:17
    สู้ๆนะคะไรท์ วันเดียวอัพทุกเรื่องเลย อ่านทุกเรื่องนะคะ(แต่รอเรื่องนี้ส่ำเหมอออ55)
    #585
    1
    • #585-1 YBSoulmate (@black_devil_zaa) (จากตอนที่ 26)
      29 เมษายน 2561 / 12:14
      555 ช่วงนี้เค้าฟิตตตตตต
      #585-1