ชุด│สี่จตุรเทพ│EX FACTOR ชนวนร้ายอดีตรัก ♥ [สนพ.แจ่มใส ก.ย.61]

ตอนที่ 43 : HATING HATER HATEFUL │ 12-1 │ver.rewrite 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    24 ก.ค. 61

[CHAIN TALK]

หลังจากที่ผมขับรถไปส่งซอที่บ้านตอนบ่ายโมงและกำชับไม่ให้เธอออกไปไหนทั้งนั้น ผมก็ขับรถของตัวเองตามเพื่อนๆ ไปยังจุดนัดพบที่นัดแนะกันไว้ตอนเวลาสี่โมงเย็น ซึ่งบริเวณที่มีรถเก๋งสีดำยี่ห้อ Nissan จอดรออยู่นั้นคือบริเวณโรงงานร้างนอกตัวเมืองซึ่งห่างไกลจากผู้คน

ผมจัดการเคลื่อนรถ Mazda สีแดงมาจอดขนาบข้างกับรถอีกคัน กระจกรถฝั่งคนขับถูกลดลงมาครึ่งหนึ่ง ใบหน้าที่มีส่วนผสมของตะวันออกและตะวันตกผงกหัวให้แล้วส่งสัญญาณไปที่ท้ายรถ ทุกอย่างคงดำเนินไปตามแผนการที่พวกเราวางเอาไว้

“เป็นไงบ้าง” ผมถามในขณะที่ก้าวเท้าลงมาจากรถพร้อมกับหยิบมาสก์ออกมาสวมทับใบหน้า

บรรดาเพื่อนๆ ของผมที่แต่งตัวมิดชิดไม่ต่างกันนั้นก้าวเท้าลงมาจากรถเก๋งสีดำ จากนั้นก็เคลื่อนที่มารวมตัวกันอยู่ที่กระโปรงท้าย ไอ้เจตน์เป็นคนเอื้อมมือไปเปิดฝากระโปรงขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

“อย่างที่เห็น”

เสียงของไอ้เจตน์ดัดให้ทุ่มต่ำกว่าปกติ จากนั้นก็ใช้น้ำที่อยู่ในขวดเทรดใส่คนที่นอนหอบหายใจอยู่ท้ายรถ   

ภายในนั้นมีร่างของชายท้วมอายุไม่น่าจะเกิน 25 ใส่ชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนถูกมัดมือมัดเท้า ปิดปากปิดตาเอาไว้ด้วยผ้าคาดรัดจนหน้าปริบวมออกเป็นรอยแดง ตามเนื้อตัวที่เป็นผิวคล้ำสองสีมีรอยถลอกและรอยช้ำม่วงเขียวประปราย

ถ้าให้ผมเดารอยแผลพวกนี้คงเกิดจากการปะทะกันระหว่างหนี และถ้าพูดกันไปตามกฎหมายแล้วการที่พวกเราลักพาตัวผู้กรณีมาโดยพลการ มันก็มีโทษหนักเอาการอยู่

แต่อย่างว่า...ผมไม่ใช่พระเอก ไม่ใช่คนดี และไอ้พวกจตุรเทพเพื่อนผมทุกคนมันก็มือหนักตีนหนักกันหมด ไม่เคยรู้จักวิธีที่เรียกว่าประนีประนอมกันหรอก  

“มัดตราสังข์พร้อมส่งเข้าเตาเผาเรียบร้อย” ไอ้เจตน์ว่าอย่างสะใจแล้วตบเข้าที่เนื้อแน่นๆ ของคนที่ถูกมัดไม่ต่างจากศพ ไอ้ฌานที่ยืนอยู่ใกล้เพื่อนตัวเตี้ยที่สุดส่งสายตาเหมือนจะปรามให้มันหยุดเล่นกับผู้กรณีเสียที

“พวกกูยังไม่ได้สอบปากคำมัน เลยยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องอะไรยังไงกับเรื่องนี้บ้าง”

ผมพยักหน้ารับไอ้ฌานแล้วเอื้อมมือเข้าไปกระชากร่างท้วมที่ถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้สภาพอย่างกับในหนังฆาตกรโรคจิต จากนั้นก็กระชากผ้าเทปที่ปิดปากอีกฝ่ายไว้ออก เสียงร้องโอยดังลั่นเพราะใส่แรงเยอะเกินไปหน่อย

จริงๆ ก็ไม่ได้โกรธเกลียดอะไรมากหรอกนะ แต่แค่คิดว่าฆ่าให้ตายได้ก็คงจะดี  

“พวกมึงต้องการอะไร จับกูมาทำไม!

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เป็นฝ่ายเปิดปากซักผู้ต้องหา คนที่ถูกกระชากผ้าปิดปากออกก็แหกปากร้องดังลั่น ดูท่าว่าอีกฝ่ายคงจะกลัวพวกเราอยู่ไม่น้อย เพราะผมไม่ได้กระชากผ้าที่คาดปิดตาของมันออกด้วย

“กูจะแจ้งตำรวจ!!! กูจะเอาผิดพวกมึงทั้งหมด!!!

ก็ถ้าคิดว่าตัวเองจะรอดไปได้ง่ายๆ ล่ะก็นะ...ผมเหลือบสายตามองไอ้ฌานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยื่นมือออกไปด้านหน้าเพื่อขออุปกรณ์ลับออกมา แต่ว่าเพื่อนสนิทที่สวมแว่นดำเอาไว้กลับไม่ยอมส่งอุปกรณ์มาให้ มันสาวเท้าเข้ามาด้านหน้าแล้วหยิบคัตเตอร์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนข้างหลัง ดันใบมีดออกมาครึ่งหนึ่งแล้วเอาไปวนอยู่ตรงลำคออีกฝ่าย

ปกติแล้วเพื่อนผมคนนี้ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำหรือเข้าข่ายคำว่าผู้ร้ายเลยสักนิด แต่คงเป็นเพราะมันกลัวว่าผมจะยั้งมือไม่อยู่ เลยต้องเป็นฝ่ายข่มขู่ซะเอง  

“มาพูดกันอย่างสันติวิธีดีกว่า จะได้จบๆ แยกย้ายกันไป”

ผมอยากจะบอกไอ้ฌานเหลือเกินว่าคำพูดกับวิธีการของมันไม่ได้ไปด้วยกัน คือเพื่อนครับเพื่อน มึงกำลังเอามีดจ่อคอหอยคนอื่นอยู่


“พวกมึงเป็นใคร ต้องการอะไรจากกู!!! กูไปทำอะไรให้พวกมึง!!!

เหอะ ถามมาได้ว่ามาทำอะไรให้พวกผม

ผมถอนหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ย่างสามขุมเข้าไปหาคนที่นอนตัวสั่นพยายามทำเป็นสู้ด้วยความรู้สึกสมเพช จากนั้นก็ใช้มือคลำหาโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายออกมาเพื่อค้นหาข้อความปั่นประสาทเหล่านั้น

“ฝีมือมึงใช่มั้ย ข้อความห่าเหวพวกนี้” ผมเค้นเสียงถามขณะใช้นิ้วเลื่อนค้นข้อความที่ค้างอยู่ในเครื่องทั้งหมด และพบว่าข้อความกว่าครึ่งเป็นข้อความที่เคยถูกส่งเข้าไปในเบอร์ผมและเบอร์ของซอ

“ขะ...ข้อความ? ข้อความอะไร!!!

ผลั่ก!!!

ด้วยความโมโหผมเลยใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นตบเข้ากับโครงรถจนเกิดเสียงดัง คนที่พยายามจะต่อกรกับผมตัวสั่นเทาเหมือนหมูที่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนเชือดทิ้ง แต่อย่าคิดนะว่าผมทำเป็นแค่ขู่เท่านั้น!!

มือหนาของผมตะปบเข้าที่หัวของอีกฝ่าย แล้วจับลากผมที่มีอยู่น้อยนิดของมันให้เงยหน้าขึ้นมา  

“อย่ามาตอแหลใส่กู” ผมว่าเสียงเย็นเหยียบ แล้วใช้มืออีกข้างคว้าหมับเข้าไปที่ต้นคอของเหยื่อในกำมือ “ใครใช้ให้มึงทำ พูด!!!

เพราะบรรดาเพื่อนๆ กลัวว่าผมอาจบีบคออีกฝ่ายให้แหลกคามือขึ้นมาจริงๆ ไอ้ฌานที่ถือมีดคัตเตอร์เลยเข้ามาดึงรั้งผมให้ออกห่างจากผู้กรณี แล้วเปลี่ยนมาใช้ปลายมีดจี้ที่คอของคนที่ถูกมัดแทน

“บีบคอกว่าจะตายมันทรมานนะ แต่คัตเตอร์ตัดเส้นเลือดเจ็บแป๊บเดียวก็ตายแล้ว”

เสียงขู่แบบเย็นๆ และใบมีดคมกริบที่กดเข้าไปในเนื้อทำให้เหงื่อมากมายพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย

ด้วยความกลัวว่าจะถูกปาดคอฆ่าทิ้งหมกโรงงานร้าง มือที่ถูกผูกเอาไว้ก็ยกขึ้นมาท่วมหัว เสียงสั่นกลัวคล้ายคนสะอื้นร้องออกมาดังลั่น ประโยคพูดรัวเร็วกำลังพรั่งพรูความจริงออกมาอย่างไม่มีทางเลือก

“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษ ผมไม่ได้คิดร้ายอะไรเลยนะ ก็แค่มีคนจ้างผมมา ผมก็เลยทำเท่านั้นเอง ฮือๆ ผมไม่รู้จริงๆ นะ ผมขอโทษ”

พวกเราสี่คนหันมามองหน้ากันและกัน ตอนนี้คนร้ายที่เป็นเจ้าของเบอร์แปลกได้หงายไพ่ว่ามีคนจ้างวานให้ทำออกมาแล้ว ไอ้ทิมที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่นานขยับตัวเข้าไปใช้มือตะปบไหล่ของคู่กรณี ใช้น้ำเสียงเย็นเยียบถามคำถามที่พวกเราอยากรู้มากที่สุด

“ทำงานให้ใคร”

“ผม...ผมไม่รู้ครับ ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น ผมไม่รู้อะไรเลย”

“ตอแหล มึงจะไม่รู้ได้ยังไงวะ ทำงานให้คนอื่น ไม่รู้รึไงว่าใครจ้างมา” ไอ้เจตน์โวยเสียงลั่นอย่างสุดจะทน มันคงทนรำคาญท่าทีเหมือนหมูกำลังโดนรังแกของอีกฝ่ายไม่ไหว เลยใช้มือจับแขนไอ้ฌานให้จ่อคัตเตอร์เข้าไปในเนื้ออีกฝ่ายมากขึ้น นอกจากมันจะไม่ยอมให้มือตัวเองต้องสกปรกเปื้อนเลือดโดยตรงแล้ว มันยังฉลาดในการยืมมือเพื่อนอีกต่างหาก -_-  

“พูดมา!!! ไม่พูดกูปาดคอมึงแน่!!!

ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่าตัวเองเป็นคนที่อินกับบทบาทน้อยที่สุด หรือว่าบรรดาเพื่อนๆ ผมมันกำลังสนุกกับการสวมวิญญาณประหนึ่งดาราฮอลิวู้ด แต่ที่รู้ๆ ก็คือ...คนเรามักเลือกคบคนที่ศีลเสมอกัน

ผมชั่ว ผมเลว ผมทรามยังไง เพื่อนๆ ผมมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่

“ผมไม่รู้จริงๆ มีคนโทรมาขอให้ผมคอยส่งข้อความไปให้ตามที่สั่ง ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจ แต่จู่ๆ ก็มีเงินโอนมาให้ตั้งหลายพันแล้วบอกว่าจะให้มากกว่านี้อีกถ้าทำตามที่ขอ ผมกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินก็เลยทำตาม”

ดูท่าแล้วว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ได้โกหก ถึงแม้ว่าคำสารภาพนั้นจะแสดงออกถึงความหิวกระหายในเงินจนไม่ได้ระแวดระวังเลยว่าสักวันหนึ่งจะมีคนจับได้ขึ้นมา

“เอาไงต่อดี ตามหาเบอร์คนที่จ้างงานในเครื่องดูมั้ย”

ไอ้ทิมที่ยืนกอดอกดูอยู่วงนอกถามผมที่กำโทรศัพท์ของคู่กรณีในมือแน่น ผมเม้มริมฝีปากจนเกือบเป็นเส้นตรงแล้วส่ายหน้าแทนคำตอบ

“กูว่ามันคงไม่โง่ขนาดใช้เบอร์โทรที่ใช้อยู่ประจำหรอก อีกอย่างหนึ่งถ้าเราโทรไปแล้วไอ้นี่มันเกิดตุกติกจนอีกฝ่ายจับได้ขึ้นมา ไก่คงตื่นหมด”

“แล้วมึงจะเอาไงวะ”

ผมเงียบไปอึดใจหนึ่งเพื่อใช้สมองในการประมวลความคิดเพื่อหาทางออก และไม่นานนักสมองในส่วนที่ใช้คิดวางแผนเจ้าเล่ห์ของผมก็ทำงาน

“กูยืมโทรศัพท์หน่อย”

ผมยื่นมือข้างหนึ่งถูกยื่นไปตรงหน้าไอ้ฌาน ส่วนมืออีกข้างก็ยื่นไปทางไอ้เจตน์ พวกมันทั้งสองคนมองหน้ากันครู่หนึ่งอย่างสงสัย ก่อนที่จะยอมหยิบมือถือส่วนตัวของตัวเองออกมา

ผมถือโทรศัพท์ในมือเอาไว้ แล้วสาวเท้าเข้าไปใกล้กับคนที่ตัวสั่นงันงกไม่ยอมหยุด ย่อตัวลงมาจนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน

“มึงบอกว่าไม่รู้ใช่มั้ยว่าใครเป็นคนจ้างมา”

ใบหน้าอ้วนนั้นพยักหน้ารับรัวๆ จนแทบจะหลุดออกมาจากหัว เป็นไปอย่างที่ผมคิด คนที่อยู่เบื้องหลังไม่มีทางเปิดเผยตัวตนออกมาง่ายๆ แต่ว่า...มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลอกกันได้แน่นอน

“แล้วเสียงที่มึงได้ยินน่ะ ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย”

“สะ...เสียง เสียงเหรอ”

“อย่าตุกติกเชียวนะ มีดคัตเตอร์ยังจ่อคอมึงอยู่”

ผมขู่ซ้ำไปอีกรอบหนึ่ง และมันก็ทำให้ปากเจ่อๆ ของอีกฝ่ายเริ่มสั่นงันงก

“พะ...พะ...พะ...ผู้หญิง ผู้หญิง! เป็นผู้หญิงที่โทรมา”

ใบหน้าของผมก้มลงมองที่หน้าจอโทรศัพท์เพื่อน ก่อนจะกดเข้าไปยังบันทึกรายชื่อในเครื่องของไอ้ฌานเพื่อกดเบอร์โทรศัพท์โทรหากออ้อ ส่วนเครื่องของไอ้เจตน์ผมจัดการกดเบอร์โทรศัพท์ของปันนาเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้

อย่างน้อยๆ การที่ผมได้รู้ว่าคนที่จ้างวานไอ้หมูตอนนี่เป็นผู้หญิง มันก็ทำให้ผมจำกัดวงผู้ต้องสงสัยได้แคบมากขึ้น คนที่อยู่ใกล้ตัวผมกับซอมากที่สุด ก็มีแค่เธอสองคนเท่านั้นที่อาจมีเจตนาร้าย

“มึงเอาผ้าปิดปากมันเลย”

ผมหันไปบอกไอ้เจตน์ให้จัดการเอาผ้าเทปพันรอบปากมันเพื่อกันไม่ให้เสียงอื่นใดเล็ดรอดเข้ามาในโทรศัพท์ได้ จากนั้นก็เดินไปหาไอ้ฌานเพื่อเตี๊ยมกับมันให้ทำเป็นโทรคุยเรื่องสัพเพเหระกับกออ้อ น้องรหัสของผม

ความจริงแล้วผมสามารถโทรไปหากออ้อด้วยตัวเองได้เพื่อพิสูจน์ว่าเธอใช่ผู้ร้ายจริงๆ หรือไม่ แต่ในกรณีนี้ที่ผมยังไม่รู้ว่าใครที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและรอจ้องจะเล่นงานผม ผมก็ต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อไม่ให้คนร้ายไหวตัวทันว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนการ

ไอ้ฌานจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในกรณีนี้ เพราะนอกจากมันจะเป็นรุ่นพี่ร่วมคณะแล้ว มันยังมีข้ออ้างมากมายที่จะไว้ใช้คุยกับรุ่นน้องโดยไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยได้อีกด้วย

“มึงรู้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไง”

หลังจากที่ผมเตี๊ยมกับไอ้ฌานเสร็จ ผมก็เดินไปหาไอ้เจตน์ที่ถือโทรศัพท์รออยู่ในมือ เพื่อนตัวเตี้ยของผมพยักหน้ารับ สีหน้าเหมือนบอกให้ผมวางใจในตัวมัน ผมเลยผงกหัวรับเป็นเชิงบอกว่าเชื่อมั่น แล้วเดินไปหาไอ้หมูตอนที่ตอนนี้ถูกจับกดให้นั่งลงคุกเข่าอยู่กับพื้น

“กูจะให้มึงฟังเสียงของผู้หญิงสองคน ถ้าหากว่าเสียงคนใดคนหนึ่งที่มึงได้ยินตรงกันกับเสียงคนที่จ้างงาน ให้มึงพยักหน้าสองที เข้าใจรึเปล่า”

คนที่นั่งคู้เข่าแทบติดกับพื้นพยักหน้ารับคำผม ผมเลยหันไปส่งสัญญาณให้ไอ้ฌานจัดการโทรหากออ้อและเปิดลำโพงให้ทุกคนได้ยิน

เสียงสัญญาณรอสายดังเพียงไม่นานนัก ปลายสายก็กดรับโทรศัพท์ในทันที

“ฮัลโหลค่ะพี่ฌาน” ทันทีที่เสียงของกออ้อกรอกลงมาในโทรศัพท์ ไอ้ฌานก็กดปิดลำโพงแล้วเดินแยกออกไปอีกทางเพื่อเสแสร้งแกล้งคุยกับคนปลายสายต่อ

ผมลากสายตามองคนที่ถูกปิดตาและมัดมือมัดขา ไม่เห็นใบหน้าของมันขยับขึ้นลงตามที่ตกลงกันไว้ เลยคิดว่าเสียงของกออ้อคงจะไม่ใช่เสียงเดียวกันกับนายจ้างที่มันได้ยิน

“ตากูสินะ” ไอ้เจตน์ว่าแล้วปัดหน้าจอมือถือเพื่อโทรหาปันนาเป็นรายต่อไป

“ฮัลโหลปันนา” หลังจากที่เสียงสัญญาณโทรศัพท์หยุดและปลายสายกดรับ ไอ้เจตน์ก็กรอกเสียงลงไป

พวกเรารอลุ้นอยู่ประมาณเกือบสิบวินาทีเพื่อให้ปันนาพูดอะไรบางอย่างออกมา และในที่สุดเธอก็ยอมเปิดปากพูด

“โทรมาทำไมคะพี่เจตน์ เรายังมีอะไรต้องคุยกันอีกเหรอ”

ผมอยากจะหลุดขำกับประโยคที่รุ่นน้องสวนกลับมา แต่เห็นไอ้เจตน์มันรีบป้องโทรศัพท์แล้ววิ่งออกไปจากกลุ่ม ผมเลยต้องเงียบเสียงเอาไว้เพื่อรักษาเศษหน้าของเพื่อนที่แตกยับไม่มีเหลือ

และเมื่อผมหันสายตาไปยังคนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าอ้วนท้วมของอีกฝ่ายก็พยักขึ้นลงสองครั้งตามที่คุยกันไว้   

“บ้าน่า”

ผมได้ยินเสียงร้องของไอ้ทิมที่คิ้วเข้มของมันย่นเข้าหากันและเผลอพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

655 ความคิดเห็น

  1. #634 rtom711 (@rtom711) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 20:50
    ปันนาแน่หรอ???
    #634
    0
  2. #633 aaunz_ (@aaunz_) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 12:50
    ตื่นเต้นน
    #633
    0
  3. #632 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 04:07
    อ๋อ จับได้แล้ว ตัวหลอกรึเปล่าเนี่ย? ล่อให้ออกมาแล้วพาน้องไปเชือด
    #632
    0