ชุด│สี่จตุรเทพ│EX FACTOR ชนวนร้ายอดีตรัก ♥ [สนพ.แจ่มใส ก.ย.61]

ตอนที่ 9 : HATING HATER HATEFUL │ 03-1 │ver.rewrite 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    3 ก.พ. 61

[SEO TALK]

ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยโดนใครขับรถสาดน้ำใส่แบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต แถมผลพ่วงจากการกระทำนั้นก็ทำให้ฉันแทบกรี๊ดกับสภาพตัวเองในตอนเช้าที่ได้เห็น

พระเจ้า!! เกิดอะไรขึ้นกับหน้าตาสวยใสของฉัน ทำไมผิวอันขาวเนียนถึงได้มีรอยสิวขึ้นยุบยับเต็มไปหมด ต้องเป็นเพราะน้ำคลำเมื่อวานแน่ๆ

กว่าฉันจะกลับถึงบ้านได้อาบน้ำล้างตัว ร่างกายของฉันก็คลุกคลีอยู่กับมันเกือบสองชั่วโมง ใครๆ ก็รู้ว่ากรุงเทพเป็นเมืองรถติด แต่จะติดยิ่งกว่าก็ตอนฝนตก!! ฉันเกลียดกรุงเทพ!!! ฉันเกลียดฝนตก!!! และฉันเกลียดผู้ชายคนนั้น!!!

ทำไมชีวิตฉันถึงได้ซวยแบบนี้ นอกจากผิวที่หน้าและแผ่นหลังจะมีรอยแดง รอยสิวขึ้นเต็มตัวแล้ว ฉันยังถูกผู้ชายเทอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คุณฟังไม่ผิดหรอก ฉันเป็นฝ่ายถูกเทแทนที่ตัวเองจะเป็นคนเทเขา!!! ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะให้โอกาสพี่อ้ายหนี่ที่ไม่ช่วยปกป้องฉันจากการถูกสาดน้ำใส่ ก็เลยโทรไปขอร้องให้เขาช่วยขับรถมารับฉันที่บ้านเพื่อไปหาหมอ ในตอนแรกเขาดูกระตือรือร้นกับการมารับฉันไปหาหมอมาก แต่พอฉันเดินออกมาจากบ้าน เขาก็ถึงกับพูดไม่ออกและขอบอกเลิกฉันในทันที

มันถูกแล้วเหรอที่ผู้ชายคนนั้นจะเป็นฝ่ายเทฉัน? เขาเป็นคนผิดแต่กลับทำท่ารังเกียจและสลัดฉันทิ้งไม่ต่างจากเชื้อโรค ตอนที่ฉันต้องเดินลุยน้ำจากหน้าบ้านออกไปที่ปากซอยเพื่อเรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ฉันเห็นเขาอัพสถานะว่าโสดและออกไปท่องราตรีกับผู้หญิงอื่น!!!

เสียแรงที่ฉันยอมให้โอกาสเพราะเห็นเขาตามตื๊อมาเป็นเดือนๆ ต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้ใครง่ายๆ อีกแล้ว และจะกรวดน้ำสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พี่อ้ายหนี่ไปตายที่ชอบๆ ด้วย!!

กว่าฉันจะจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จและกลับมาถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน ไหนจะรายงานการบ้านที่อาจารย์ให้มาทำอีก สุดท้ายแล้วนอกจากได้ผิวขรุขระเป็นร่องรอยบนดาวอังคารแล้ว ฉันยังได้ตาโหลคล้ำเป็นหมีแพนด้ากลับมาอีกด้วย ฮือ ชีวิตฉันมันพังไปหมดก็เพราะเขานั่นแหละ!!

ทั้งๆ ที่ฉันตั้งใจ...ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ให้ห่างเขามากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าคนบนฟ้าจะกำหนดชะตากรรมมาแล้วว่ายังไงฉันก็ไม่มีวันหนีคนๆ นั้นพ้น

โธ่ ซอ...เธอคิดได้ยังไงกันนะว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขาได้โดยที่ไม่ต้องเจอหน้ากัน คิดได้ยังไงว่าเรื่องบังเอิญอย่างงานปาร์ตี้เมื่อคืนจะไม่มีวันเกิดขึ้น ท้ายที่สุดไม่ว่าทางใดทางหนึ่งฉันกับเขาก็ต้องกลับมาเจอหน้ากันอีกอยู่ดี!  

“เฮ้ย ยัยหนูซอ”

ร่างเล็กของฉันสะดุ้งอย่างแรงเมื่อใครบางคนโพล่พรวดมาจากด้านหลังแล้วจับที่ไหล่ ฉันสะบัดหน้าหันกลับไปมองก่อนจะพบว่าเป็น ยิ้มเพื่อนสนิทผู้ชายเพียงคนเดียวในคณะบริหารที่เดินเคียงคู่มากับแฟนสาวของเขา กออ้อสาวสวยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับคณะของเรา 

“ปิดหน้าปิดตาทำไม ทำตัวแปลกๆ นะ” ยิ้มว่าด้วยสีหน้าสงสัยแล้วหันไปหากออ้อเหมือนจะขอความเห็นว่าวันนี้ฉันมีท่าทีแปลกๆ  

ฉันพยายามอย่างมากที่จะยกทั้งกระเป๋า เสื้อคลุมคาร์ดิแกน และหนังสือเรียนเล่มหนาขึ้นมาบังหน้า

ฉันอาย อายมากที่สภาพหน้าของตัวเองเละเทะแทบดูไม่ได้ ตั้งแต่เดินเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย ทุกคนก็เอาแต่ซุบซิบนินทาและชี้มือชี้ไม้เหมือนฉันเป็นตัวประหลาด ฉันรู้สึกเหมือนชีวิตที่เคยถูกจับตามองอย่างชื่นชม กลับกลายเป็นตัวสังคมรังเกียจท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ความรู้สึกเก่าๆ เหล่านั้นทำให้ฉันอึดอัดจนอยากจะร้องไห้โฮกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“เป็นไรอ่ะ ไม่สบายเหรอซอ”

กออ้อเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงและหวังดีเอื้อมมือมาจะดึงกระเป๋าของฉันส่งต่อไปให้ยิ้มช่วยถือ

ฉันพยายามฝืนรั้งเอาไว้สุดชีวิต แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เห็นด้วย พวกเราสองสาวจึงเกิดการแย่งชิงกระเป๋ากันขึ้น

โฮ!! ฉันบอกแล้วไงว่ากระเป๋าตัวเองฉันถือได้ ต่อให้ฉันตัวเล็กกระจิดริดเมื่อเทียบกับคู่รักตัวสูงตรงหน้า แต่ฉันก็แข็งแรงกว่าที่ตาเห็นนะ ไม่ได้เปราะบางอ่อนแอและแตกหักง่ายอย่างที่ใครเห็นสักหน่อย...

เรายื้อยุดฉุดกระชากกระเป๋ากันไปมา จนในที่สุดยิ้มที่เป็นผู้ชายคนเดียวก็มาช่วยแฟนสาวดึงข้าวของในอ้อมแขนฉันไปถือ หนังสือและกระเป๋าที่ฉันใช้ในการอำพรางตัวถูกลิบไปแล้ว ตอนนี้ฉันจึงมีสภาพเหมือนคนหัวล้านที่ไม่ได้ใส่วิกผมก่อนออกจากบ้าน

ฉันรู้สึกอาย...และหน้าชาเกินกว่าที่จะยืนอยู่ตรงหน้าเพื่อนทั้งสอง ก็เลยวิ่งไปหลบอยู่ที่ด้านข้างตู้ล็อคเกอร์ แต่หลบยังไงก็ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะยิ้มกับกออ้อกำลังอ้าปากค้างเบิกตากว้างอย่างตื่นตกใจกับสภาพหน้าที่ฉันเป็นอยู่

“เฮ้ย เป็นไรอ่ะซอ เกิดอะไรขึ้น”

พอมีคนเอ่ยถามคำถามนั้น ฉันก็ถึงกับน้ำตาปริ่มด้วยความอัดอั้นที่ไม่ได้ระบายให้ใครรับรู้ แม้ว่าเรื่องหน้าพัง เป็นสิว มันจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนก็เป็นกันได้ รักษาไม่กี่เดือนก็หาย แต่ความรู้สึกที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน และโดนพูดจาถากถางล้อเลียนถึงสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะรับมือได้โดยง่ายเลย

สำหรับผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยัยผมเปียสองข้างหน้าตาขี้เหร่ที่ใครๆ ก็หาว่าเอ๋อและไร้สมอง การต้องกลับลงไปอยู่ในจุดต่ำสุดของวรรณะทางสังคมเป็นเสมือนกับฝันร้ายซ้ำสองที่ฉันไม่อยากให้มันย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง ตอนที่ฉันโดดเดี่ยวไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ไม่มีแม้แต่เพื่อนหรือใครสักคนที่จะเข้าใจความรู้สึกของฉันและคิดปลอบโยนฉันด้วยถ้อยคำง่ายๆ อย่างเช่น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

ด้วยสภาพหน้าของฉันตอนนี้...ฉันอาจจะต้องสูญเสียเพื่อนที่เพิ่งเคยมีกับคนอื่นเขาในชีวิตไปก็ได้ ฮือ

คู่รักทั้งสองหันมองหน้ากันครู่หนึ่งราวกับจะปรึกษากันผ่านสายตา ฉันที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่ตู้ล็อคเกอร์ข้างหลังเริ่มปล่อยน้ำตาให้รินไหลออกมาเมื่อคิดว่าคนทั้งสองอาจจะไม่อยากคบกับฉันอีกแล้ว

แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งนาที ในที่สุดกออ้อกับยิ้มก็ตัดสินใจเดินเข้ามาสวมกอดร่างเล็กๆ ของฉันเอาไว้แนบแน่น ความรู้สึกอบอุ่นที่ถ่ายทอดออกมาผ่านท่อนแขนของพวกเขาราวกับจะใช้เป็นคำปลอบใจสำหรับเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับฉัน  

“ใจเย็นๆ นะซอ มีอะไรเล่าให้พวกเราฟังได้นะ”

“พวกเราไม่เลิกคบเธอเพียงเพราะเป็นสิวหรอก”

ฉันอยากจะขำให้กับคำพูดของยิ้มที่ว่ากึ่งแซว แต่ว่าตอนนี้กลับทำได้เพียงแต่การปล่อยน้ำตาให้รินไหลออกมาด้วยความซาบซึ้งใจในคำพูดของคนทั้งสอง

อย่างน้อยในโลกที่มีคนๆ นั้นอยู่ ฉันก็ยังมีเพื่อนดีๆ อย่างยิ้มและกออ้อคอยช่วยให้ก้าวผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้

 

พวกเราทั้งสามคนพากันย้ายที่ออกมานั่งยังด้านนอกตึกเรียนที่ถูกจัดไว้เป็นซุ้มม้านั่งหินอ่อนดูร่มรื่น โดยมีฉันครอบครองม้าหินอ่อนตัวเดี่ยวอยู่ตรงกลางระหว่างคู่รักและพยายามเล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่ให้เสียงสั่น  

“เฮ้ย ทำไมพี่เชนถึงทำแบบนั้นอ่ะ...เขาไม่พอใจอะไรเธอ โกรธอะไรเธอหนักหนา”

กออ้อพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจหลังจากที่ฟังเรื่องทั้งหมดจบ สีหน้าเป็นโกรธเป็นแค้นแทนฉันที่ต้องมารับเคราะห์จากการถูกสาดน้ำใส่ ผสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงที่ฉันไปมีเรื่องกับอีกฝ่ายจนถูกเทไวน์ราดหัวต่อหน้าสาธารณชน (แม้ว่าสุดท้ายฉันจะจบทุกอย่างด้วยการใช้ขวดเครื่องดื่มฟาดหัวเขาแตกก็ตาม)  

เอาจริงๆ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น บางทีเขาอาจจะยังโกรธ ยังแค้น เลยคอยตามหาเรื่องฉันไม่หยุด แต่ว่าถ้าคนแบบเชนจะเกลียดใครสักคนจริงๆ เขาก็จะเลือกหันหลังให้กับคนๆ นั้นอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมาไม่ใช่เหรอ ฉันเคยประสบพบเจอกับการที่เขาทำเหมือนฉันเป็นอากาศธาตุมาแล้ว

ตอนนั้นเขาแทบจะไม่มองฉันอยู่ในสายตา อารมณ์และความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดนั้นรุนแรงมาก จนความสัมพันธ์ของเราต้องจบลง และเขาเองนั่นแหละที่จบเรื่องทุกอย่างของเรา เขาไม่ต้องการฉันแล้วเราเลยเลิกกัน

ฉันต่างหากที่ควรจะเป็นคนที่โกรธและเกลียดเขามากกว่า เขาทำให้ฉันเสียใจ นิสัยร้ายๆ ของเขาทำให้ฉันเจ็บปวด และแม้แต่ตอนนี้แผลในใจฉันก็ยังสดใหม่อยู่

ฉันอยากให้บาดแผลเหล่านั้นหายไป แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็ไม่สามารถลบแผลเหล่านั้นออกไปได้...ต่อให้มีใครเข้ามาเป็นร้อยเป็นพันคน แต่แผลเหล่านั้นมันยังคงชัดเจน และในตอนนี้การที่เขามาซ้ำเติม ย้ำลงไปตรงปากแผลที่ยังกลัดหนอง มันยิ่งทำให้ความรู้สึกต่างๆ ที่ฉันคิดว่าตัวเองก้าวผ่านมาแล้ว ยังคงเจ็บปวดและทวีคูณความรวดร้าวมากขึ้น

มันไม่มีทางหาย...ต่อให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม       

“ให้เราไปพูดกับพี่เชนให้มั้ย ให้เขามาขอโทษ มาปรับความเข้าใจกัน” กออ้อพยายามเสนอวิธีเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย

แต่ฉันไม่คิดว่าแค่การคุยกันจะทำให้เราสามารถปรับความเข้าใจกันได้ เพราะมันก็นาน นานมากแล้วที่ฉันกับเขาได้คุยกันดีๆ...แค่คิดว่าจะต้องเริ่มต้น ฉันก็รู้สึกโหวงในใจอย่างประหลาดแล้ว  

“จากที่ฟังมามันก็แปลกนะ เพราะปกติแล้วถ้าพูดถึงกลุ่มสี่จตุรเทพเนี่ยมีแต่คนชื่นชม พวกเขานิสัยดีอ่ะ โดยเฉพาะพี่เชน เราว่ายิ่งไม่ใช่”

ฉันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ยิ้มพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตั้งแต่ฉันย้ายกลับมาจากอเมริกาเพื่อมาเรียนต่อที่นี่ ฉันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกี่ยวกับตัวผู้ชายคนนั้นผ่านมุมมองของคนนอก เขาไม่ใช่คนที่ฉันรู้จักอีกต่อไป ใครต่อใครต่างพากันชื่นชมและยกย่องเชนในฐานะตัวแทนนักศึกษาดีเด่นที่ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหลากหลาย เขามีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักของทุกคน แตกต่างกับเมื่อเจ็ดปีก่อนตอนที่ฉันเพิ่งรู้จักเขาใหม่ๆ อย่างสิ้นเชิง  

“เอ่อ เราก็แค่พูดจากที่เรารู้จัก ไม่ได้เข้าข้างหรืออะไรนะ แล้วก็ไม่ได้ค้านกับสิ่งที่เห็นกับตาในงานเลี้ยงด้วย”

ยิ้มรีบแก้ตัวพัลวันเมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของฉันเหม่อมองออกไปไกล เจ้าตัวเคยเล่าให้ฉันฟังว่าก่อนหน้าที่จะเข้าเรียนในคณะบริหาร เขาเคยมีความฝันว่าอยากจะเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เดียวกันกับแฟนสาว ยิ้มจึงได้มีโอกาสมาเข้าค่ายวิศวะที่นี่เมื่อสมัยม.ปลาย ทำให้ได้รู้จักกับสองสมาชิกจากกลุ่มสี่จตุรเทพอย่างพี่ฌานกับเชนที่เรียนอยู่ในคณะนั้น แต่น่าเสียดายที่พ่อกับแม่อยากให้เขาสืบทอดธุรกิจที่บ้านมากกว่า ยิ้มก็เลยต้องสละสิทธิ์และเลือกมาเรียนในคณะบริหารของมหาวิทยาลัยนี้เพื่ออยู่ใกล้กับแฟนสาวแทน

ซึ่งมันก็ไม่แปลกอะไรถ้าหากยิ้มจะพูดออกตัวเข้าข้างเชน เพราะตอนที่มาเข้าค่ายเขาได้เห็นผู้ชายคนนั้นในคราบของเทพบุตร และอาจจะยังไม่อยากเชื่อถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง...

แต่ก็นั่นแหละ ตัวตนจริงๆ ของเชนไม่มีใครรู้ดีเท่ากับฉันที่โดนเขาทำให้เจ็บช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอก  

“แล้วนี่ไปหาหมอยัง ใกล้ประกวดดาวเดือนแล้วนี่”

คำถามของยิ้มทำให้ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะโดยอัตโนมัติ คว้าเอาเสื้อคาร์ดิแกนสีพีชขึ้นมาคลุมหัวเพราะรู้สึกอายเกินกว่าจะไปสู้หน้าใครในมหาวิทยาลัยได้ แค่เมื่อวานที่ถูกพี่อ้ายหนี่ทิ้งเพราะหน้าตาอัปลักษณ์ ฉันก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แล้วนี่จะมีหน้าที่ไหนไปขึ้นเวทีประกวดกัน คนได้หัวเราะเยาะตายเลย

“มันไม่ได้แย่อย่างนั้นสักหน่อย ก็แค่สิวเอง ดูๆ ไปแล้วรักษาสักเดือนสองเดือนก็น่าจะกลับมาหน้าใสกิ๊งเหมือนเดิมนะ”

“อ่า ใช่ๆ จริงอย่างที่อ้อว่า...ยังไงเธอก็ได้ประกวดแหละซอ”

ฉันรู้สึกดีใจจริงๆ ที่มีเพื่อนแสนดีทั้งสองคอยพูดคอยปลอบและเป็นห่วงฉันขนาดนี้ แต่ฉันรู้ตัวเองดีว่ากว่าที่ฉันจะรักษาสิวหาย ฉันก็คงพลาดการประกวดไปแล้วล่ะ...

และใครบางคนอาจจะกำลังหัวเราะเยาะและมีความสุขที่ฉันพลาดการประกวดนี้ก็เป็นได้

 

 

  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

655 ความคิดเห็น