I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,258 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    681

    Overall
    544,258

ตอนที่ 13 : บทที่ 11 คนธรรมดา กับ เหตุการณ์ในอดีตที่(ไม่)ธรรมดา(รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26848
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    22 พ.ค. 57

บทที่ 11

                             คนธรรมดา กับ เหตุการณ์ในอดีตที่(ไม่)ธรรมดา

 

ตลาดที่อยู่ใจกลางเมือง

          ตลาดแห่งนี้มีลักษณะคล้ายกับตลาดนัดในโลกมนุษย์ที่มีการแบ่งเป็นบล็อก โดยมีร้านค้ามาตั้งขายของในบล็อกที่ทำการจองเอาไว้  สิ่งที่ต่างกันคงเป็นจำนวนชั้นของตลาดนัด ใช่คุณฟังไม่ผิดหรอก ตลาดนัดแห่งนี้มีด้วยกัน2ชั้นและขอบอกไว้เลยว่า ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแจ้งไม่ได้อยู่ในอาคารแต่อย่างไร แถมยังไม่มีบันไดขึ้นไปยังชั้น 2 อีกด้วย นั่นก็เพราะตลาดนัดชั้น 2 จะมีไว้ขายของให้แก่พวกที่บินได้เช่น แม่มด มนุษย์วิหค ไม่ก็พวกที่ใช้สัตว์บินได้เป็นพาหนะ แน่นนอนว่าพวกพ่อค้า-แม่ค้าล้วนบินได้ทุกคน ส่วนตลาดชั้นล่างก็คึกคักไม่แพ้กับชั้นสอง เหล่าสิ่งมีชีวิตที่ควรอยู่แต่ในจินตนาการล้วนเดินหาซื้อของเต็มท้องตลาด จนทำให้สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์นั้นดูจะจืดจางลงไปถนัดตา         

          เทียน่านำทางริวมายังตลาดแห่งนี้ ตลอดทางที่เดินผ่านริวจะมองทุกอย่างด้วยสายตาที่สนใจ แน่นอนว่าอะไรที่พี่ชายไม่เข้าใจ น้องสาวก็จะคอยอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น ดังนั้นการเดินผ่านตลาดของพวกเขาจึงค่อนข้างกินเวลาพอสมควร น้องสาวพาพี่ชายเดินมาจนถึงโซนร้านอาหาร ในส่วนนี้เป็นโซนที่อยู่ถนัดมาและเป็นส่วนที่เน้นขายอาหารโดยเฉพาะ ร้านค้าที่มาตั้งขายอาหารมีตั้งแต่ร้านแผงลอยจนถึงภัตตาคารชั้นสูง กลิ่นหอมของอาหารในโซนนี้ต่างเรียกน้ำย่อยให้กับผู้ที่เดินผ่านไป-มาได้เป็นอย่างดี และ หนึ่งในนั่นก็กำลังสูดกลิ่นอาหาร โดยที่ริมฝีปากเริ่มมีน้ำลายไหลลงลงเป็นทางยาว

            ติ๋งๆ

            พี่ค่ะ ทำตัวให้ดีหน่อยซิ อย่าไปยืนจ้องแผงอาหารอย่างนั้นซิ มันน่าเกียจออกเสียงของเทียน่าดังขึ้นพร้อมเอามือดึงแขนริวที่กำลังจ้องอาหารตรงหน้าแบบไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนเลย เธอออกแรงดึงอีกประมาณ 2-3 ครั้งจึงจะทำให้พี่ชายยอมขยับตัวจากแผงลอยได้ ริวหันกับไปมองแผงลอยด้วยสีหน้าเสียดาย

            โธ่ ทำไมพวกเราไม่ไปซื้ออาหารที่ร้านนั้นล่ะ อาหารดูหน้ากินสุดๆโดยเฉพาะอาหารในหม้อที่วางขายอยู่ส่งกลิ่นหอมชวนกินจริงๆ เฮ้อ แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว

             อาหารในร้านนั้น มนุษย์อย่างพวกเรากินไม่ได้หรอกค่ะเทียน่าส่ายศีรษะเบาๆพร้อมอธิบายขึ้นมา

            ริวเช็ดคาบน้ำลายที่ไหลเป็นทางยาวพร้อมถามออกมาด้วยสีหน้ามึนงงทำไมละ ในเมื่อทางร้านเอามาตั้งขายในตลาดแบบนี้ พวกเราก็น่าจะซื้อกินได้ไม่ใช่หรือ?”

            เทียน่าหยุดเดินพร้อมหันกลับมามองริว ไอ้ซื้อนะซื้อได้ แต่พวกเรากินไม่ได้ค่ะ อาหารที่ส่งกลิ่นหอมน่ากินจากในหม้อเรียกว่า กลิ่นหอมพันลี้ ส่วนผสมหลักก็ได้แก่ หญ้าแมนเดรก( Mandrake)  งูจงอาง และ แมงมุมแม่ม่ายดำ นอกจากนั้นยังมีหญ้าพิษอีกหลายชนิด ถ้าพวกเรากินเข้าไปมีแต่ตายสถานเดียว

            ริวถึงกับหน้าเสีย เพราะถ้าเขามีเงินติดตัวมีหวังได้ซื้ออาหารในหม้อกินไปแล้ว ชายหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

นี้มันโลกบ้าอะไรกัน ทำไมถึงเอายาพิษมาวางขายปนกับอาหารแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้มีคนตายกันบ้างหรอก

เทียน่ายิ้มแห้งๆพร้อมอธิบายขึ้นมาพี่คะ จริงอยู่อาหารในหม้อเป็นพิษกับมนุษย์ แต่มันเป็นผลดีกับอีกหลายเผ่าพันธุ์ และที่ร้านเขาก็แสดงสัญลักษณ์ ห้ามมนุษย์กินเอาไว้แล้ว ถ้าพี่เกิดไปกินและตายขึ้นมา พี่นั่นละที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับทางร้าน ในกรณีที่พี่เกิดตายเพราะสาเหตุนี้ ทางร้านก็จะส่งบิลค่าเสียหายไปเก็บที่ครอบครัวของพวกเราแทน

ริวได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเวรกรรม นอกจากจะต้องตายแล้ว ยังมีการเรียกเก็บค่าเสียหายตามหลังอีกนะ  พี่รับรองเลยว่า สอบเสร็จเมื่อไร่ พี่จะไม่กลับมาเหยียบโลกบ้าๆนี้อีกเลย

คำชี้แจงของเทียน่าดังขึ้นมาทันทีที่ริวพูดจบโธ่ พี่ค่ะ ริเดียไม่ใช่โลกที่เลวร้ายแบบนั้นสักหน่อย มันเป็นโลกที่มีหลายเผ่าพันธุ์อยู่รวมกันอย่างมีความสุข ขอเพียงพี่เข้าใจกฎเกณฑ์ของที่นี้ พี่ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ

ริวได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เพราะแค่มาที่ริเดียไม่ถึง 2 วัน เขาได้เฉียดตายไปแล้ว 2 ครั้ง ขืนอยู่มากไปกว่านี้มีหวังได้ตายจริงๆแน่ นั่นคือสิ่งที่ริวคิดในขณะนี้ แต่พอเห็นสายตาของน้องสาวเข้า ริวจำเป็นต้องรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที

เอาเถอะ พี่จะค่อยๆปรับตัวไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน จริงซิ น้องบอกว่า  ร้านแสดงสัญลักษณ์เอาไว้ มันอยู่ตรงไหนหรือ? ทำไมพี่มองไม่เห็นเลยละ

เทียน่าชี้ไปที่ป้ายชื่อร้าน ด้านล่างของป้ายมีสัญลักษณ์อยู่ประมาณ 8 อย่าง และ 4 ใน 8สัญลักษณ์ ได้ถูกเครื่องหมายกากบาทสีแดงกาทับเอาไว้ ริวได้แต่มองตามนิ้วของเทียน่าไป

ไอ้สัญลักษณ์รูปคนที่ถูกกากบาททับไว้พี่ก็พอจะเข้าใจว่า หมายถึง มนุษย์ห้ามกิน แล้วสัญลักษณ์ที่เหลือหมายถึงอะไรบ้างละ

เทียน่ายิ้มอย่างอ่อนโยน “สัญลักษณ์ที่เป็นรูปต้นไม้หมายถึงเผ่าเอลฟ์  สัญลักษณ์รูปค้อนหมายถึง เผ่าคนแคระ  สัญลักษณ์รูปปีกหมายถึงเผ่าพันธุ์ที่มีปีกทั้งหมด สัญลักษณ์ที่เป็นรูปงู หมายถึงพวกเผ่าพันธุ์ที่เป็นพวกครึ่งสัตว์เลื้อยคลาน สัญลักษณ์ รูปปลา หมายถึงเผ่าพันธุ์ที่มาจากทะเล สัญลักษณ์ที่เป็น รูปเสือ คือเผ่าพันธุ์ที่เป็นพวกครึ่งสัตว์ป่า และสุดท้ายสัญลักษณ์ รูปพระจันทร์เสี้ยว หมายถึงเผ่าพันธุ์ภูติ ไม่ก็หมายถึงมนุษย์ที่มีสายเลือดภูติอยู่ในตัวค่ะ

ริวยังคงมองสัญลักษณ์ ก่อนจะพูดว่า ถ้าเช่นนั้น การที่รูปคน รูปต้นไม้ รูปค้อน และรูปพระจันทร์เสี้ยว ถูกกากบาททับไว้นั้นก็หมายความว่า ห้ามคนเหล่านี้กินอาหารในร้านนี้ซินะ

เทียน่ายิ้มรับถูกต้องแล้วค่ะ ปกติแล้วร้านอาหารในริเดียทุกร้าน จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐก่อนจึงจะสามารถมาเปิดร้านขายอาหารได้ และ ป้ายหน้าร้านที่เห็นทางหน่วยงานรัฐก็จะเป็นคนทำให้ ถ้าเทียบง่ายๆ ป้ายพวกนี้ก็คือ ใบรับรองในการออกร้านอาหารนั่นเองค่ะ

เมื่อฟังจบริวได้แต่ส่ายหน้าใครจะคิดว่าแค่เปิดร้านอาหารยังจะต้องวุ่นวายแบบนี้ ต่อให้ตายพี่ก็ไม่คิดจะมาอยู่ในริเดียอย่างเด็ดขาด

เทียน่าไม่ได้พูดอะไรอีก เธอพาริวเดินไปยังภัตตาคารแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจุดนั้นไม่ไกลนัก ตอนนี้มีมนุษย์(?)มุงอยู่เต็มหน้าภัตตาคารไปหมด เอ่อ ไอ้จะเรียกว่า มนุษย์ มันก็เรียกได้ไม่เต็มปาก แต่ถ้าจะเรียกว่า อมนุษย์ ก็ไม่กล้าเรียกเพราะไอ้ที่ยืนมุงอยู่หน้าภัตตาคารนี้มีตั้งแต่ เซนทอร์น เอลฟ์ คนแคระ แม่มด มนุษย์ รวมไปถึงพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์อีกนับไม่ถ้วน ดังนั้นผมขอเรียกพวกเขาว่า มนุษย์(?) แทนละกัน ริวมองคนที่มุงดูอยู่สักพัก ก่อนพูดขึ้นมาว่า

            พวกเราย้ายไปกินที่ร้านอื่นกันเถอะ  ขืน คิดจะกินอาหารที่ภัตตาคารนี้มีหวังซวยไปด้วยแน่ๆ

            เทียน่าพยักหน้าเห็นด้วย แต่ขณะที่พวกเขา 2 คนจะเดินจากมา เสียงของใครบางคนก็ตะโกนดังลั่น

ไอ้พวกบ้า!!! ทำไมถึงไม่ให้พวกเราเข้าไปข้างในล่ะ

            เสียงนี้เรียกร้องความสนใจของริวได้ทันที  เขาหันไปมองทางต้นเสียงที่ตอนนี้มีคนมุงจนแทบไม่เห็นสถานการณ์ด้านหน้าเลย ริวลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะขอให้เทียน่ารออยู่ตรงนี้ โดยเขาเดินตรงๆไปทางผู้คนที่มุงดูอยู่  ชายหนุ่มพยายามแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มมนุษย์(?)ที่มุงดู ในที่สุดริวก็ไปอยู่ด้านหน้าจนได้เพียงแต่สภาพของเขาในตอนนี้คลาน4ขาเหมือนกับเจ้าตูบแถวบ้านไม่มีผิด ชายหนุ่มยังคงมองหาต้นเสียง ไม่นานเขาก็เห็นหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังชี้หน้าด่าพนักงานต้อนรับของภัตตาคารอย่างไม่ไว้หน้า ข้างตัวหญิงร่างเล็กน้อยยังมีหญิงสาวอีกคนกำลังพยายามห้ามทั้งสองฝ่ายอยู่

 ริวมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างงงๆเพราะการที่หญิงสาวร่างเล็ก หรือ ฟรานทำแบบนี้ดูไม่เข้ากับนิสัยที่คอยหลีกเลี่ยงผู้คนของเธอแม้แต่น้อย  ริวจึงหันไปรอบๆ เขาเห็นคนแคระที่ยืนอยู่ใกล้ตัว

คุณลุงครับ ตกลงว่ามันเกิดอะไรกันขึ้นหรือ? ทำไมเธอคนนั้นถึงได้ทะเลาะกับพนักงานต้อนรับได้ละ

            คนแคระมองริวด้วยสีหน้าขุ่นเคืองเนื่องจากเหตุการณ์ที่เห็นอยู่ในเวลานี้ “การที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ก็เพราะทายาทจอมมาร 2 คนนั่นละ อยู่ดีไม่ว่าดี พวกมันดันคิดจะมากินอาหารในภัตตาคารชั้น 1 ของเมืองนี้ซะได้ แน่นอนว่าพนักงานของภัตตาคารไม่ยอมให้พวกนั้นเข้าไป ขืน ให้ตัวซวยแบบนั้นเข้าไปมีหวังเจ้งกันพอดี

 ริวพยายามควบคุมสีหน้าเท่าที่ทำได้ สักพักเขาก็จะได้ยินเสียงคนแคระเล่าเหตุการณ์ต่อว่า พอรู้ว่าพนักงานไม่ยอมให้เข้าไป ยัยตัวเล็กจึงตะโกนด่าพนักงานอยู่อย่างนี้ไง เฮ้อ ไอ้พวกทายาทจอมมารนี้เป็นขยะสังคมจริงๆ พวกมันไม่รู้หรือว่าตัวเองมีฐานะอะไรถึงได้กล้าเสนอหน้ามาที่ภัตตาคารแห่งนี้

ริวที่ฟังคนแคระพูดจบ เขามองไปที่ฟรานด้วยสีหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ชายหนุ่มหันไปขอบคุณคนแคระที่ให้ข้อมูล ก่อนจะพูดเสริมขึ้นมา

“พวกเธอก็อยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เท่าเทียบกับคุณยังไงละ แต่เพราะเรื่องราวในอดีตของใครบางคน มันทำให้คนรอบข้างเข้าใจพวกเธอผิดไป ผมว่าคนที่สมควรโดนดูถูกเหยียดหยามน่าจะเป็นพวกพนักงานต้อนรับมากกว่านะครับ และที่สมควรโดนดูถูกมากที่สุด คือพวกที่ชอบว่าคนอื่นลับหลังแบบคุณลุงยังไงละ

ริวก็เดินตรงเข้าไปหาพวกฟราน โดยไม่สนว่าคนแคระในเวลานี้จะมองตัวเองด้วยสายตาอย่างไง เขาเดินเข้าไปหาฟรานด้วยท่าทางแบบพระเอกในหนัง(มันคิดไปเอง) แต่ยังไม่ทันที่จะเดินไปถึง เขาก็ถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ด้านหลังอย่างเต็มแรง

โครม

ริวล้มหน้ากระแทกพื้น เขารีบลุกขึ้นพร้อมหันไปดูสาเหตุที่ทำให้เขาล้มหน้ากระแทกพื้น สิ่งที่เห็นมีเพียงค้อนยางที่มีขนาดเท่ากำปั้น ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร เขารีบหันไปมองคนแคระที่พูดด้วยเมื่อสักครู่ แต่คนแคระกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พร้อมผิวปากอย่างสบายอารมณ์  ริวได้แต่เก็บความโกรธเอาไว้  ขณะนั้นเองที่เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาว่า

-สมน้ำหน้า-

ไอ้เท็ดดี้ นี้มันเป็นฝีมือแกใช่ไหมริวพูดออกมาเบาๆ

-อย่ามาใส่ความกันนะ ข้าไม่ได้ขว้างค้อนใส่เจ้าสักหน่อย ข้าแค่บังเอิญสลายเวทคุ้มครองเจ้า ตอนที่ค้อนขว้างมาเท่านั้นเอง ถ้าเจ้าจะโกรธก็ไปลงกับคนแคระนั้นก็แล้วกัน

ไอ้.....ริวแทบจะด่าไอ้เท็ดดี้ออกไปทันที ถ้าไม่ติดว่าเขาอยู่กลางฝูงชน เขาคงจัดการไอ้เท็ดดี้ไปแล้ว

-ฮ่าๆๆๆ- เสียงหัวเราะอย่างสะใจของเท็ดดี้ดังขึ้นในหัวของริว จังหวะนั้นเองที่เสียงกระแอมของใครบางคนดังขึ้นเพื่อเรียกสติของริว

อะ แอม

             ริวได้แต่โบกมือทักทายเจ้าของเสียง  พวกเราพบกันอีกแล้วนะ ฟราน

ฟรานไม่ตอบคำถามนี้ เธอเอาแต่จ้องมองริว “นายตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้เดินมาทักทายฉันในที่แบบนี้ นายไม่รู้หรือยังไงว่าฉันกำลังมีเรื่องอยู่นะ

ริวกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดตรงพนักงานของภัตตาคารที่ห้ามพวกฟรานเข้าไป ริวมองคนทั้งหมดพร้อมคิดขึ้นมาว่า

(น่าแปลกนะ ดาว 6 แฉกที่เคยเห็นเมื่อตอนนั้น(ในบทที่4) กลับมาปรากฏบนหน้าผากของฟรานอีกครั้งแล้ว ไหนจะพวกคนที่มุงดูอยู่อีก นี้มันไม่น่าจะใช่แฟชั่นแล้ว ขนาดเด็กเล็กที่อยู่ตรงนั้นก็ยังมีเลย ตกลงว่าดาว 6 แฉกที่หน้าผากของคนเหล่านี้ มันคืออะไรกันแน่)

ริวที่กำลังคิดแบบนั้น เขาก็รู้สึกตัวว่าฟรานกำลังมองเขาอยู่ ชายหนุ่มจึงหันมายิ้ม แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ

อ้าว พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ การที่ผมจะมาทักทายเพื่อน มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ? อีกอย่างผมก็อยากรู้จักพี่สาวคนสวยที่มากับเธอด้วย

ริวพูดจบก็เอนตัวไปกระซิบกับฟรานว่า ฟราน แนะนำเธอให้ผมรู้จักหน่อยนะ เธอคนนี้สเป็กของผมเลย

ริวพูดจบก็หันไปมองหญิงสาวอีกคนที่มากับฟราน พี่สาวคนนี้สวมเสื้อผ้าคล้ายกับฟราน เพียงแต่เธอไม่ได้สวมฮูดปิดปังใบหน้าเอาไว้ มันจึงทำให้ริวเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน หญิงสาวคนนี้มีสีผมและสีตาคล้ายกับฟราน เธอสูงกว่าฟรานประมาณ 1ช่วงแขน ดูท่าทางสุขุมและมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัว ทั้งยังมีสัดส่วนแบบที่ผู้หญิงควรจะมีครบถ้วนสมบูรณ์แบบเลยด้วย สิ่งเดียวที่มองออกได้ยากคืออายุของเธอ แม้ริวจะกระซิบกับฟรานไปแบบนั้น หญิงสาวร่างเล็กก็ยังไม่มีท่าทีจะแนะนำพี่สาวคนนี้ให้ริวได้รู้จักเลย เขาจึงจำเป็นต้องหันไปแนะนำตัวเองแทน

ผมชื่อริว เป็นเพื่อนของฟรานนะครับ  ไม่ทราบว่าพี่สาวคนสวยชื่ออะไรหรือครับ

ตุบเสียงเท้าขวาฟราน กระแทกเข้ากับหน้าแข้งของริวอย่างเต็มแรง

โอ้ย!!!!!”

ริวร้องขึ้นมาความเจ็บปวด เขากระโดดไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะหันไปต่อว่าฟราน “ยัยฟราน ทำอะไรของเธอนะ เธอรู้ไหมว่ามันเจ็บแค่ไหน

ฟรานเอามือเท้าเอว พร้อมจ้องมองริวด้วยสายตาขุ่นๆเจ็บซิดี นายจะได้ไม่มาจีบแม่ของคนอื่นแบบนี้อีก

แม่!! โกหกนะ ทำไมคุณแม่ของเธอยังสาวขนาดนี้ริวตกใจจนตาค้างไปเลย

ฟรานยังไม่ทันจะพูดอะไรออกมา เสียงหัวเราะเบาๆจากแม่ของฟรานก็ดังออกมา พร้อมพูดว่า

“ฟราน ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนของลูกหรือ? ไม่เห็นลูกเคยพูดถึงเขาเลยละ

โธ่ แม่ค่ะ หนูเพิ่งพบอีตานี้เมื่อวานเอง แล้วหนูจะเอาเวลาที่ไหนไปบอกแม่ละ ฟรานพูดออกมาด้วย ใบหน้าสีหน้าแดง เพียงแต่ไม่ทราบว่าแดงเพราะอาย หรือแดงเพราะโกรธจัดกันแน่

แม่ของฟรานที่เห็นแบบนั้น เธออมยิ้มพร้อมพูดเบาๆท่าทางลูกสาวของแม่จะมีความรักขึ้นมาแล้วนะ พ่อหนุ่มคนนี้ก็ดูดีไม่ใช่น้อย ถ้าไงอย่าปล่อยให้หลุดมือละ

โธ่ แม่ละก็พูดอะไรก็ไม่รู้ หนูจะไม่พูดกับแม่แล้วฟรานบอกออกมาด้วยสีหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม แม่ของฟรานที่เห็นลูกสาวเป็นแบบนั้น เธอก็ก้มลงมากระซิบข้างหูฟรานว่า

ถ้าลูกชอบเขาจริง ลูกก็ใช้คำสาปผูกมัดเขาไว้ซะ ไม่เช่นนั้นถ้าเขาไปมีคนรักก่อน แม่ไม่รับผิดชอบด้วยนะจ๊ะ

ฟรานที่ฟังถึงตรงนี้ เธอได้แต่ยิ้มเจื่อน ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่เต็มเสียงแม่ค่ะ หนูพบเขาเมื่อสายเกินไปแล้ว

แม่ของฟรานถึงกับอึ้งในคำตอบของลูกสาว  เสียงของฟรานยังคงดังต่อไป“เอาเป็นว่าพวกเราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลยนะค่ะ 

แม่ของฟรานได้แต่มองมาที่ริว “หนูยอมเป็นเพื่อนกับฟรานจริงๆหรือ? หนูก็น่าจะรู้ว่าฟรานมีฐานะอะไร แล้วทำไมถึงยอมเป็นเพื่อนกับเธออีกละ

            ไม่รู้ซิครับริวตอบออกมาตามตรง

            แม่ของฟรานถึงมึนงงกับคำตอบไปพักใหญ่ เสียงของริวอธิบายต่อว่าการจะเป็นเพื่อนกับใครสักคนมันต้องมีเหตุผลด้วยหรือครับ ผมว่าแค่ถูกชะตาก็เป็นเพื่อนกันได้แล้วนี้ครับ

            แม่ของฟรานมองมาที่ริวด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก สักพักเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาว่า

“การที่เป็นเพื่อนกัน มันต้องคำนึงถึงพื้นเพของคนที่จะคบด้วยหรือคะ? ถ้ามีคนที่คิดเรื่องอย่างนั้นอยู่จริง หนูคงไม่กล้าคบกับคนแบบนั้นแน่

            เจ้าของเสียงนี้คือเทียน่า เธอเดินมายืนเคียงข้างพี่ชาย ก่อนส่งจะยกมือไหว้แม่ของฟรานแล้วพูดต่อทันที

“หนูชื่อเทียน่า และหนูก็เป็นเพื่อนกับฟรานเช่นเดียวกันกับพี่ริวค่ะ

ฟรานหันไปมองริวและเทียน่าอย่างอึ้งๆ นี้เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้พบคนที่กล้ายอมรับว่าเป็นเพื่อนกับเธออย่างไม่เกรงกลัวสายตาของคนรอบข้างเลย เสียงถอนหายใจของฟรานก็ดังขึ้น

หนูบอกแล้วไงว่าคนพวกนี้มันบ้า หนูไม่เข้าใจจริงๆว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้กล้ารับหนูเป็นเพื่อนแบบนี้ พวกเขาไม่กลัวโชคร้ายเพราะหนูบ้างหรือยังไงนะ เฮ้อ คนพวกนี้น่ารำคาญจริงๆเลย  แม่ว่าอย่างนั้นไหมคะ

 แม้ฟรานจะพูดแบบนั้น แต่สีหน้าของเธอดูยินดีกับคำพูดของพวกริวเป็นอย่างมาก แม่ของฟรานค่อยๆลูบผมให้กับลูกสาว

“ท่าทางหนูจะเจอเพื่อนที่ดีแล้วละ ทีนี้แม่ก็ตายตาหลับซักที

แม่ค่ะ แม่อย่าพูดแบบนั้นซิ แม่ต้องอยู่กับหนูไปอีกนาน เสียงของฟรานฟังดูก็รู้ว่าเธอพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้เต็มที่ แม่ของฟรานส่งยิ้มอันเศร้าสร้อยให้กับลูกสาวราวกับว่าคำพูดของฟรานไม่มีวันจะเป็นจริงได้เลย

-  แม่ของยัยหนูคนนี้คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 วันนะ- 

(ม่ายจริง!!!)ริวคิดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของเท็ดดี้ในหัว

-ไอ้ริว ข้าเข้าใจว่าแกรู้สึกอย่างไร แต่ดวงตาของสัตว์เทพอย่างข้าสามารถบ่งบอกอายุของสิ่งที่เห็นได้ ข้าขอรับรองเลยว่า แม่ของยัยหนูนี้เหลือเวลาไม่ถึง 3วันแล้ว แกอย่าไปคิดมาเลยนะ-

เท็ดดี้อธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ริวกับพูดขึ้นมาเบาๆว่า แย่แล้ว นี้ผมคิดจะจีบยัยแก่ที่มีอายุเกือบ 40 ปีได้ยังไง ผมตกต่ำถึงขั้นนี้เลยหรือ ม่ายนะ ผมชอบสาวๆ ไม่ใช่ยัยแก่แบบนี้

-ไอ้บ้า นี้แกไม่ได้ตกใจเรื่องที่แม่ของยัยหนูนั้นกำลังจะตายหรือ? –

อืมริวตอบออกมาหน้าตาย

-ไอ้เด็กบ้า!!! แกเอาความรู้สึกห่วงใยของข้าคืนมาเลยนะ ข้าไม่น่าไปห่วงคนอย่างแกเลย!!!- เสียงตะโกนอันดังกึกก้องดังขึ้นในหัวของริว

ริวยิ้มอย่างสบายๆ แล้วพูดเบาๆว่าทำไมต้องไปกังวลเรื่องแม่ของฟรานด้วยละ ในเมื่อมีแกอยู่ทั้งคน

-แกหมายความว่าไงฟะ ไอ้ริว-

ริวไม่ตอบ เขาหันไปมองงแม่ของฟรานอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดเบาๆว่า โธ่ ลาก่อนนะ ความรักแรกของผม

-ไอ้ริว แกหัดฟังคนอื่นพูดบ้างซิโว้ย!!! อย่ามาทำเป็นเมินเสียงของข้านะ-

ระหว่างที่เท็ดดี้กำลังตะโกนในหัว แม่ของฟรานก็หันมาส่งยิ้มให้พวกริว เธอแนะนำตัวในทันทีฉันชื่อ ฟรานเซ็ตก้า ลีโอ ดราฟ ที่ 8 ชื่อรองคือ มอนตาน่า เป็นแม่ของฟรานนะจ๊ะ

เทียน่า เทพพิทักษ์ค่ะเทียน่ารีบแนะนำตัวอีกครั้งด้วยชื่อที่เป็นทางการ ก่อนจะหงายมือมาทางริว พร้อมพูดต่อว่าส่วนทางนี้คือพี่ชายของหนู อรุณ เทพพิทักษ์ มีชื่อเล่นว่า ริว

เทพพิทักษ์? นี่พวกหนูเป็นลูกของเซริวกับรีก้าหรือจ๊ะ?มอนตาน่าถามออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ

เทียน่าได้แต่พยักหน้า ขณะที่เป็นแบบนั้นพนักงานของภัตตาคารจำนวน 3 คนก็เดินตรงเข้ามาไล่พวกเขาทั้ง4คนไปให้พ้นจากหน้าร้าน ฟรานหันไปมองพนักงานคนนั้น ก่อนจะโวยวายออกมาอีกครั้ง

นี่พวกนายทำไมต้องมาไล่กันด้วย พวกฉันเป็นลูกค้านะ แถมยังจองที่นั่งในร้านไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน ทำไมพวกฉันถึงเข้าไปในร้านไม่ได้ล่ะ

พนักงานที่ดูจะเป็นหัวหน้าหยิบสมุดขึ้นมาพร้อมทำการเปิดสมุดดู 1 รอบ เขาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีครับ ผมเช็ครายชื่อแขกที่จองไว้ 3 รอบแล้ว แต่ไม่มีรายชื่อของพวกคุณเลย

เป็นไปไม่ได้!!! ฉันมาตรวจสอบรายชื่อที่ร้านล่วงหน้าตั้งหลายครั้ง และทุกครั้งพนักงานของคุณก็บอกว่ามีการจองเอาไว้แล้ว ทำไมมันถึงไม่มีได้ละฟรานเถียงกลับไปเมื่อฟังที่พนักงานพูดจบ

พนักงานที่เปิดสมุดจ้องมองฟรานด้วยสายตารังเกียจ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูถูกแสงขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ

“อ้อ เรื่องนี้คงเป็นเพราะความผิดพลาดในการสื่อสารนะครับ ถ้ายังไงรบกวนพวกคุณช่วยนัดมาใหม่ก็แล้วกัน

ผิดพลาด! นายอย่ามาล้อเล่นนะ เมื่อเช้าตอนที่ฉันมาพนักงานที่อยู่ด้านหลังนายยังบอกว่ามีรายชื่อของพวกฉันอยู่เลย  ทำไมมันถึงไม่มีได้ล่ะ ฉันไม่เชื่อ นายส่งสมุดเล่มนั้นมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้ “

ฟรานพูดจบก็ยื่นมือเข้าไปเพื่อหยิบสมุดที่พนักงานคนนั้นถือ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะจับสมุด พนักงานคนนั้นก็ถอยหลังไปพร้อมกล่าวขึ้นมา

สำหรับเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ สมุดนี้มีรายชื่อของแขกคนสำคัญอยู่เยอะ พวกเราคงไม่อาจจะให้พวกทายาทจอมมารมาตรวจสอบได้หรอก

คำพูดของพนักงานคนนั้นทำเอาฟรานโกรธจนควันออกหัว ขณะที่เธอจะขยับเขยื้อนเพื่อทำอะไรบางอย่าง ริวได้เอามือแตะไหล่ของฟรานพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

พอเถอะฟราน ถ้าเธอทำอะไรโดยไม่คิด คนที่จะเดือดร้อนไม่เพียงจะมีแต่เธอเท่านั้น แม่ของเธอก็จะโดนลูกหลงไปด้วย เธอยอมให้เป็นแบบนั้นได้หรือ?”

ฟรานที่กำลังโกรธอยู่ถึงกับสงบลงไปทันที ริวจึงเอ่ยต่อว่าฟราน ถ้าเธอรักแม่ของเธอจริง อย่าไปเปลืองตัวกับคนพวกนี้เลย ถ้าพวกเขาไม่ต้อนรับเธอกับแม่ ฟรานก็ไปหาอะไรกินกับพวกเราที่ร้านอื่นเถอะ อย่าทำให้เวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของคุณมอนตาน่าต้องเสียไปเพราะคนพวกนี้เลย

ทำไมนายถึงรู้เรื่องนั้นได้ละฟรานหันมาถามริวด้วยอาการตกใจ ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มโดยไม่ตอบ  เขาหันไปมองพนักงานที่ฟรานพูดด้วย ริวโค้งตัวให้กับพนักงาน ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยควานเย็นชา

ผมขอโทษแทนเพื่อนที่เสียมารยาทกับทางคุณด้วยนะครับ ผมหวังว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คงจะมีเพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะครับ

ริวพูดถึงตรงนี้ เขาก็ยกมือขึ้นฟ้าก่อนจะพูดเบาๆว่า ไอ้เท็ดดี้ แกช่วยเรียกจ้าวมังกรอัสนีออกมาให้ที อ้อ พอผมสั่งให้มันหายไปแกช่วยทำให้มันหายไปแบบสวยงามหน่อยนะ

-ทำไมข้าต้องช่วยแกด้วยฟะ แกอยากเรียกก็ทำเองเลยซิ เก่งนักนี้-

            ถ่วงน้ำ ฝังดิน ทิ้งหุบเหว อยากจะได้แบบไหน บอกมาได้เลย

            -อึก เข้าใจแล้ว ข้าทำก็ได้ ชอบมาขู่กันจริงเชียว -

พอสิ้นเสียงของเท็ดดี้เท่านั้น จ้าวมังกรอัสนีก็ปรากฏมาบนทั้งฟ้าเหนือภัตตาคาร มันแหวกว่ายบนเมฆที่อยู่เหนือภัตตาคารอยู่พักใหญ่ พนักงานทั้ง 4คน ถึงกับผวาไปตามๆกัน ริวส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับพวกพนักงาน

ถ้าครั้งหน้าเพื่อนของผมมาขอใช้บริการของภัตตาคารแห่งนี้อีก ผมหวังว่าคงไม่มีข้อผิดพลาดอย่างวันนี้นะครับ ไม่เช่นนั้นผมอาจจะเกิดความผิดพลาดเวลาร่ายเวทได้ทุกเวลาเหมือนกัน และเป้าหมายอาจจะเป็นใครคนหนึ่งในพวกคุณ ไม่ซิ  อาจจะเป็นภัตตาคารหลังใดหลังหนึ่งที่อยู่ภายในเมืองนี้ก็ได้

- ยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่กับพูดข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง เฮ้อ ตกลงว่าระหว่างแก กับ พวกพนักงาน ใครมันเป็นตัวโกงกันแน่  ข้าชักไม่แน่ใจแล้วซิ-

แกเงียบไปเลยริวกล่าวออกมาเบาๆ

โฮก!!” เสียงคำรามของจ้าวมังกรอัสนีดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ พวกพนักงานทั้ง 4 คนต่างเกาะกลุ่มกันด้วยสีหน้าที่ซีดขาว และร่างกายที่สั่นไปทั้งตัว

เข้าใจ...แล้วครับ ต่อไปพวกผมจะระวังในสิ่งที่คุณเตือนให้ดีครับพนักงานคนที่เป็นหัวหน้าตอบออกมาด้วยอารมณ์หวาดกลัวต่อสิ่งที่เห็น แต่พอเขาตอบเสร็จ จ้าวมังกรอัสนีก็พุ่งตัวขึ้นฟ้าก่อนจะหายไป ก่อนจะปรากฏเป็นประกายแสง 7- 8 จุดทั่วบริเวณนั้น แสงเหล่านี้ทำเอาคนที่มองดูอยู่ต่างจ้องมองในความสวยงามของมัน ความกลัวที่เคยได้รับเปลี่ยนเป็นความประทับใจในพริบตา พอแสงหายไปจนหมด ริวหันไปโค้งให้กับคนที่มุงดูอยู่รอบๆ

นี้คือการแสดงที่ภัตตาคารของเราจัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านได้ชม หวังว่าพวกท่านทุกคนคงพึ่งพอใจกับสิ่งที่พวกเรานำเสนอนะครับ

พอเสียงของริวสิ้นสุดลง เสียงตบมือก็ดังลั่นให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน เสียงร้องเตือนของ ฟรานดังขึ้นมา

            แย่แล้ว กองทหารกำลังตรงมาทางนี้  พวกเราต้องรีบหนีกันแล้ว ไม่เช่นนั้นได้ไปนอนในคุกกันแน่”

ริวรีบจับมือเทียน่าพร้อมวิ่งหนีไปเป็นการด่วน แน่นอนว่าฟรานและคุณมอนตาน่าก็รีบตามพวกเขามาติดๆ ริวพาเทียน่าวิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา สักพักพวกเขาทั้ง 4 ก็มาหยุดที่ตรอกแห่งหนึ่ง เทียน่าหันไปมองรอบตัว

พี่คะ ที่นี้คือที่ไหนหรือ?”

แฮกๆๆ ไม่รู้ซิริวตอบพร้อมทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างไม่อายสายตาใคร เขามองไปรอบๆ มันทำให้เห็นว่าตัวเองกำลังอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรใช้เป็นสัญลักษณ์ได้เลย

ไม่รู้!! นายจะบ้าหรือยังไง นายเป็นคนวิ่งนำหน้ามานะ นายต้องรู้ซิว่าที่นี้คือที่ไหนฟรานจ้องมองมาที่ริวพร้อมตะโกนต่อว่าขึ้นมา

ริวกับทำท่าจนใจ โธ่ ยัยฟราน ผมเพิ่งเคยมาเมืองนี้เป็นครั้งแรกแล้วจะรู้หนทางได้ยังไงกัน ตอนที่วิ่งมาผมคิดแค่หนีมาให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้ก็เท่านั้นเอง

ฟรานจ้องมองริวด้วยสายตาขุ่นๆคราวหน้านายไม่ต้องมาวิ่งนำทางอีกเลยนะ  ดูซิ ไม่รู้พวกเราหลงมาอยู่ในส่วนไหนของเมืองแล้ว นายนี้แย่จริงๆเลย

ริวรีบตอบโต้กลับไปทันที ยัยฟรานยังคิดจะมีครั้งหน้าอีกหรือ? ผมว่าครั้งเดียวก็น่าจะเข็ดไปจนตายแล้ว

ฟรานได้แต่ส่งสายตาค้อนใส่ริว ขณะที่เธอจะพูดอะไรออกไปนั้น เสียงหัวเราะเบาๆของใครบางคนก็ดังขึ้นมาฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นอะไรที่มันทำให้รู้สึกดีแบบนี้ แถมไอ้สีหน้าของพวกพนักงานในตอนท้ายอีก พวกมันคงงงไปเลยว่าจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ยังไง หนูทำได้สะใจฉันจริงๆ

ริว เทียน่าและฟรานต่างหันไปมองเจ้าของเสียงที่ตอนนี้กำลังกุมท้องเอาไว้เนื่องจากเธอหัวเราะจนเจ็บท้องไปหมดแล้ว ฟรานได้แต่ถามคุณแม่ด้วยความเป็นห่วง

แม่ค่ะ แม่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม

ไม่เป็นไรจ๊ะ แม่แค่รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ ไม่คิดเลยว่าก่อนจะตายแม่จะได้มีโอกาสได้หัวเราะแบบนี้อีก

แม่ค่ะฟรานพยายามจะคิดคำพูดขึ้นมาปลอบคุณมอนตาน่า แต่เธอก็ไม่อาจจะกล่าวอะไรออกมาได้เลย

เทียน่าที่อ่านบรรยากาศนี้ออก เธอหันไปมองพี่ชายเหมือนจะถามว่า พี่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นไหม ริวเล่าเรื่องที่เท็ดดี้บอกให้กับเทียน่าฟัง 

3 วัน!! ไม่จริงน่า

คำพูดของเทียน่าทำเอามอนตาน่าต้องหันมามองพวกริว เธอหันมาถามเทียน่าว่าเธอทราบนี้ได้ยังไง น้องสาวสุดน่ารักรีบชี้นิ้วมาทางพี่ชายในทันที แม่ของฟรานจึงหันไปหาริวต่อ

“อ้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนมองอายุของฉันออกด้วย ฉันอุตส่าห์มั่นใจว่าตัวเองหน้าเด็กแล้วนะ

            เฮ้อ คุณน้.....

คุณมอนตาน่าจ๊ะ เสียงของแม่ของฟรานดังแทรกขึ้นมา  ก่อนเสียงของเทียน่าจะพูดจบซะอีก เทียน่าจึงได้แต่ยิ้มแหยๆ พร้อมพูดว่า

คุณมอนตาน่าค่ะ เรื่องที่คุณมีอายุอีก 3 วันนี้เป็นความจริงหรือ?”

ไม่ใช่จ๊ะ

เทียน่าถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ความรู้สึกนั้นอยู่ได้ไม่นานเพราะคุณมอนตาน่าก็พูดต่อว่า ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ฉันเหลือเวลาแค่ 2 วันกับ 10 ชม.เท่านั้น

สีหน้าของเทียน่าสลดลง มอนตาน่าส่งยิ้มพร้อมลูปหัวเทียน่าเบาๆ “หนูอย่าได้คิดมากเลย ฉันเตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ไว้นานแล้ว สิ่งเดียวที่ฉันยังเป็นห่วงอยู่ก็มีแต่คือฟรานเท่านั้น ฉันกลัวว่าพอฉันตายไปแล้ว ฟรานอาจจะต้องอยู่ตัวคนเดียว แต่พอพบกับพวกเธอในวันนี้ ฉันก็หมดห่วงทุกอย่างแล้วละ

แม่ค่ะ แม่อย่าพูดแบบนั้นซิ แม่ต้องอยู่กับหนูไปอีกนานฟรานพูดออกมาทั้งน้ำตา เทียน่าที่เห็นแบบนั้น เธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบพูดออกมาว่า

ฟราน เธออย่าบอกนะว่าเธอจองภัตตาคารเอาไว้เพื่อฉลองวันเกิดครั้งสุดท้ายกับแม่ของเธอนะ”

ฟรานไม่ตอบ เธอได้แต่ก้มหน้าลงเป็นการยอมรับ เทียน่ารีบร้องออกมา “โธ่ มันเป็นความจริงซินะ ไม่คิดเลยว่าไอ้ภัตตาคารเฮงซวยนั้นจะกล้าทำแบบนี้ พวกเรากลับไปถล่มมันให้ยับไปเลยเถอะ

ตุบ!!!

“โอ๊ย พี่มาทุบหัวหนูทำไมกันคะ”เสียงของเทียน่าดังขึ้นพร้อมรอยปูดที่เกิดจากการทุบของพี่ชาย  น้ำเสียงของริวกล่าวออกมาอย่างรวดเร็วว่า

ยัยตัวแสบ เธออย่าหาเหามาใส่หัวจะได้ไหม พวกเราเพิ่งหนีจากปัญหามาได้ เธอดันจะกลับไปหามันอีกทำไมกัน อีกอย่างสิ่งที่ฟรานต้องการจริงๆไม่ใช่การกินอาหารที่ภัตตาคารแห่งนั้น แต่เธอต้องการจะใช้เวลาอันมีค่าที่เหลืออยู่กับแม่ของเธอต่างหาก แค่นี้ยังคิดไม่ได้อีกหรือ?”

เทียน่าเอามือกุมหัวที่ถูกทุบ “พี่ค่ะ ไอ้เข้าใจมันก็เข้าใจอยู่หรอก แต่ไอ้โมโหก็อยู่ส่วนโมโหนี้ค่ะ ถ้าไม่ได้เอาคืนบ้างหนูคงนอนไม่หลับแน่ๆ

ริวชูกำปั้นขึ้นมายัยตัวแสบเอาอีกสักตุบไหม คราวนี้พี่รับรองเลยว่าน้องได้หลับไม่ตื่นแน่ๆ

เทียน่ารีบส่ายหน้าสุดชีวิต ริวมองเธออย่างหน่ายใจ เขาหันไปมองฟรานก่อนถามออกมาว่า

 การที่เธอต้องการแต่งงานกับผมเป็นเพราะว่าเธอต้องการให้คุณแม่จากไปอย่างหมดห่วงใช่ ไหม

เทียน่ารีบหันไปมองฟราน เหมือนจะถามว่าที่พี่ชายพูดเป็นความจริงหรือ? ฟรานไม่ตอบ เธอเอาแต่ก้มหน้าลง มอนตาน่าจึงกับหันไปถามลูกสาวว่า

ฟราน ลูกทำแบบนั้นเพื่อแม่หรือ?”

ฟรานได้แต่พยักหน้าเบาๆใช่ค่ะ หนูอยากจะให้แม่วางใจที่หนูมีที่พึ่งแล้ว คุณแม่จะได้จากไปอย่างหมดห่วงนะค่ะ

มอนตาน่าดึงฟรานเข้ามากอด จากนั้นพูดว่าเด็กโง่ การที่ลูกทำแบบนั้น มันยิ่งจะทำให้แม่ห่วงมากขึ้นไปอีก จำไว้ ความสุขของลูกก็คือความสุขของแม่ อย่าทำอะไรที่ขัดกับความสุขของตัวเองอีกเลยนะ ฟราน

เทียน่าหันไปมองริว “พี่ค่ะ ถ้าพี่คิดจะแต่งงานกับฟราน หนูจะไม่ขัดขวางอีกแล้ว เชิญพี่แต่งงานได้ตามใจชอบเลยนะ

ยัยเทียน่า เธออย่าหาคุกมาให้พี่ซิ ขืนแต่งงานกับยัยฟราน มีหวังพี่เข้าไปนอนในคุกข้อหาพรากผู้เยาว์ แน่ๆ

            ขณะที่ริวและเทียน่ากำลังพูดกันอยู่นั้น เสียงหัวเราะของมอนตาน่าก็แทรกขึ้นมา ฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้หัวเราะแบบนี้ถึง 2 ครั้ง โอ๊ย ปวดท้องไปหมดแล้วนะเนี่ย

แม่ของฟรานหัวเราะจนกระทั่งน้ำตาไหลออกมา เธอเช็ดน้ำตาพร้อมกล่าวว่า “พวกเธอทั้งสองคนนี้ช่างถอดแบบเซริวและรีก้ามาจริงๆ

คุณมอนตาน่ารู้จักคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยหรือคะ เสียงของเทียน่าถามออกมาด้วยความตกใจ

ใช่จ๊ะ พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยแล้ว ขนาดงานแต่งงานของพวกเขา ฉันยังไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้แม่ของหนูเลยนะ ถ้าไม่มีกฎแบบนั้นในตระกูลเซริว พวกเราก็คงไม่ต้องแยกจากกันไปอยู่คนละโลกแบบนี้หรอก

กฎของตระกูลเซริว?  ไม่ทราบว่าคุณมอนตาน่าหมายความว่ายังไงหรือครับเสียงของริวถามขึ้นมา

มอนตาน่าจ้องมองริว จนเขาเริ่มหน้าเสียเพราะสายตาที่มอนตาน่ามองมา มันเหมือนกับกำลังอ่านใจของชายหนุ่มอยู่  สักพักมอนตาน่าก็กล่าวออกมาว่า

“ฉันว่าพวกเราเปลี่ยนที่คุยกันก่อนดีกว่าไหม เรื่องที่พวกเรากำลังจะคุยนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหนูเลยนะ ริว”

ริวได้แต่พยักหน้า แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา เสียงท้องของริวก็ร้องดังขึ้นมา มอนตาน่าอมยิ้มกับเสียงที่ได้ยิน

หนูคงจะหิวซินะ เดี๋ยวพวกเราไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารกินที่บ้านของฉันก็แล้วกัน

            ริวเอามือขึ้นมาโบกไป-มาไม่ดีกว่าครับ ผมเกรงใจนะ อีกอย่างขืนเพิ่งไปหาซื้อวัตถุดิบในตอนนี้ กว่าจะได้กินมีหวังผมเป็นลมพอดี ถ้ายังไงพวกเราเปลี่ยนไปกินข้าวที่ห้องพักในโรงแรงของพวกผมก็แล้วกัน อย่างน้อยๆที่นั่นก็สามารถสั่งอาหารมากินได้เลย แถมไม่ต้องรอนานอีกด้วย

            “ ไม่คิดเลยว่าแม้แต่เรื่องแบบนี้ หนูก็ยังเหมือนกับเซริว เอาเป็นว่าทำตามที่หนูพูดก็แล้วกัน แต่ถ้าโรงแรมไม่ต้อนรับพวกฉัน 2 แม่ลูก หนูห้ามโวยวายออกมาละ”มอนตาน่ายิ้มพร้อมพูดออกมา

            ตกลงครับ เพียงแต่ว่าปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือ ผมไม่รู้พวกเรากำลังอยู่ที่ไหนนะซิ แล้วผมจะพาพวกคุณกลับไปยังโรงแรมได้ไงเนี่ย

            มอนตาน่าหัวเราะเสียงดังอีกรอบ ก่อนจะสอบถามชื่อของโรงแรม จากนั้นเธอจึงนำทางพวกริวไปยังโรงแรมที่พัก

 

ห้องพักของพวกริว

          จานอาหารกองย่อมๆ 3 กองถูกนำออกมาวางไว้นอกประตูห้องทีละกอง ปริมาณของจานอาหาร 3 กอง เทียบเท่าอาหารของคน 20 คนได้เลย สักพักเสียงจากในห้องก็ดังขึ้นมา

            ว้าว ไม่คิดเลยว่าคุณมอนตาน่าจะกินได้เยอะแบบนี้ ตกลงว่าคุณจะตายในอีก 3 วันแน่ใช่ไหม ทำไมผมรู้สึกว่าคุณจะมีอายุยืนยาวยิ่งกว่าผมอีกนะ

แหม ไอ้เรื่องตายก็อยู่ส่วนตาย ไอ้เรื่องกินก็อยู่ส่วนเรื่องกิน อย่าเอา 2 เรื่องนี้มาปนกันสิจ๊ะ  ฉันแค่โดนคำสาปทำให้ตายตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น แล้วทำไมฉันจะกินอาหารมากๆไม่ได้ละ

ริวได้แต่มองมอนตาน่าด้วยความสนใจ เธอหันมาให้เขายิ้มอย่างอายๆ “แหม อย่าจ้องแบบนั้นซิ ฉันก็อายเป็นนะ

(โมเอะ!! ทำไมคุณป้าอายุเกือบจะขึ้นเลข 4  ถึงได้น่ารักแบบนี้)ริวคิดขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ริวจะได้ยินดีกับสิ่งที่เห็น เขาก็ต้องร้องขึ้นมา

โอ๊ย

ยัยฟราน เธอมาหยิกแขนผมทำไมกัน ผมเจ็บนะริวโวยออกมาเมื่อเขาถูกฟรานบิดเนื้อที่แขนจนเขียวเป็นจ้ำ

ฟรานจ้องมองริวด้วยสายตาขุ่นเคือง “นายนั่นละ อย่ามาจ้องมองแม่คนอื่นด้วยสายตาหื่นกามจะได้ไหม เห็นแล้วอยากจะทิ่มให้ตาบอดเลย

ริวทำสีหน้าเบื่อโลก “เวรกรรม ขนาดมองยังไม่ให้มองอีกหรือ?”

ใช่แล้ว นายห้ามจีบ ห้ามมอง ห้ามคิดถึง และห้ามพูดด้วยยิ่งดี

ห้ามหายใจร่วมกันด้วยดีไหม ยัยฟรานริวพูดประชดขึ้นมา แต่ฟรานกลับยิ้มอย่างถูกใจและพูดขึ้นว่า ได้แบบนั้นก็ดีนะ นายจะได้ไม่ต้องเข้ามาใกล้แม่ของฉันอีกเลย

ยัยบ้า ผมพูดประชดโว้ย ขืน ทำแบบนั้นผมก็ต้องออกไปนอกห้องซิ  นี้มันห้องพักของผมนะ เธอมีสิทธ์อะไรมาไล่เจ้าของห้องออกไปข้างนอกกัน

ริวพูดจบก็ทำท่าจะแยกเขี้ยวใส่ ฟรานเองก็ทำท่าจะโต้ตอบกลับมา จังหวะนั้นเองที่คุณมอนตาน่าหัวเราะออกมาอีกครั้ง เธอเอามือข้างหนึ่งทุบพื้น ส่วนอีกข้างเอามากุมท้องเอาไว้  พอหัวเราะไปได้

โอ๊ย หัวเราะจนท้องแข็งไปหมดแล้ว กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้หัวเราะแบบนี้

มอนตาน่าพูดจบ เธอก็หันไปมองรอบห้อง โรงแรมนี้ยอดไปเลยนะ ห้องพักก็สะอาด อาหารก็อร่อย ความปลอดภัยก็ยอดเยี่ยม แถมยังอนุญาตให้พวกฉันเข้ามาใช้บริการได้อีก สถานที่แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆในเมืองแห่งนี้หรอกนะ ใครเป็นคนแนะนำให้มาพักที่นี้หรือ?”

คุณแม่ค่ะ”เสียงของเทียน่าตอบออกมาด้วยความตื่นเต้นเพราะเธอไม่เคยรู้เลยว่าโรงแรมที่พวกเธอพักอยู่มีคุณสมบัติดีขนาดนี้ 

“สมกับเป็นรีก้าจริงๆ เธอคงกลัวพวกหนูจะไปเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ถึงได้ให้มาพักที่นี้ยังไงล่ะ

เทียน่าขมวดคิ้ว ก่อนจะพูดออกมาว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิด? ไม่ทราบว่าคุณมอนตาน่าหมายถึงเรื่องอะไรหรือ?”

มอนตาน่าส่งยิ้มให้เทียน่าแล้วกล่าวต่อไป“พวกหนูก็น่าจะรู้คำตอบข้อนี้ดีไม่ใช่หรือจ๊ะ?”

เทียน่าถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง ส่วนฟรานได้แต่มองแม่ของเธอและพวกเทียน่าไปมาด้วยสีหน้าสงสัย คนเพียงคนเดียวที่ยังดูเป็นปกติก็คือ ริว ความจริงแล้วเขาก็มีท่าทางตื่นเต้นไม่แพ้เทียน่า เพียงแต่ชายหนุ่มเก็บอารมณ์ได้ดีกว่าน้องสาว มันจึงทำให้เขายังดูเป็นปกติทุกประการ มอนตาน่ามองริวอย่างชื่นชม

ริว หนูนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่คิดเลยว่าในสถานการณ์กดดันแบบนี้ สีหน้าของหนูก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย

ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมมีดีแค่เรื่องนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆล้วนไม่ได้เรื่องเลย

มอนตาน่าหัวเราะเบาๆ ฟรานมองริวและแม่อยู่สักพัก เธอได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “แม่ค่ะ อย่าไม่หลงคารมตาบ้านี้นะ คนอย่างหมอนี้นะเก่งไปทุกเรื่องนั่นละ พวกอาจารย์ผู้คุมสอบยังพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า หมอนี้คือจอมเวทอัจฉริยะในรอบ 1000 ปี ขนาดชาง เฟยหู่ที่เป็นทายาทแห่งพระเพลิงยังแพ้ให้กับหมออย่างง่ายดายเลย ตอนนี้มีบางคนถึงกับบอกว่า ไอ้บ้านี้จะต้องกลายเป็น 1 ในผู้นำของริเดียในอนาคตเลย  คนอะไรเก่งจนน่าหมั่นไส้จริงๆ

คำพูดของฟรานทำเอามอนตาน่าหัวเราะจนน้ำตาร่วง  ริวเองก็ได้แต่ยิ้มแหยๆกับคำพูดนี้ ไม่นานเสียงของมอนตาน่าก็ดังขึ้นมาว่า

ถ้าข่าวเรื่องนี้รู้ไปถึงตระกูลเซริว(ตระกูลของคุณพ่อ)กับตระกูลแม่มด(ตระกูลของคุณแม่)เข้า ฉันนึกถึงหน้าพวกเขาในเวลานั้นไม่ออกเลยนะ ใครจะไปคิดว่า เด็กที่ไม่มีใครต้องการจะกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ ถ้ามีเวลายาวนานกว่านี้ ฉันอยากเห็นสีหน้าคนพวกนั้นเหลือเกิน มันคงจะสะใจมากๆเลย

แม่ค่ะ นี่แม่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่หรือ?”ฟรานถามออกมาอย่างงงๆ แน่นอนว่าสายตาของริวและเทียน่าก็บ่งบอกถึงความอยากจะทราบความจริงเช่นกัน

มอนตาน่ามองสองพี่น้อง “พวกหนูคงอยากทราบซินะว่า ทำไมคุณพ่อ คุณแม่ของพวกหนูถึงต้องไปอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ทั้งที่ต้นตระกูลของพวกหนู อาศัยอยู่ที่ริเดีย

ใช่ค่ะ สำหรับเรื่องนี้หนูเคยถามพ่อแม่ไปหลายครั้ง แต่พวกท่านก็ไม่ยอมตอบ พวกท่านบอกแค่ว่าทุกอย่างจบลงแล้ว อย่าไปพูดถึงมันอีกเลยเทียน่ารีบพูดออกมา ผิดกับริวที่ดูเฉยๆกับเรื่องพวกนี้ มอนตาน่าที่เห็นได้แต่ถามออกมาว่า

ริวไม่อยากรู้เรื่องพวกนั้นบ้างหรือ?”

ไม่ละครับ สำหรับผมแล้ว การอยู่กับปัจจุบันดูจะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่านะครับใช่ผมพูดออกมาจากใจเลย แค่เรื่องที่ผมเจอมาใน 2 วันนี้ มันก็มากเกินพอแล้ว ขืน ไปกังวลเรื่องในอดีตของพ่อกับแม่อีก มีหวังไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

คำตอบของริวทำเอามอนตาน่ามองเขาด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก “ริว รู้ไหมว่าคำตอบของหนูนั้น เป็นคำตอบเดียวกับเซริว เมื่อครั้งตอนที่รู้ว่าตัวเองต้องออกไปอยู่ที่โลกมนุษย์ เขาไม่เคยกังวลเรื่องในอดีต หรือ เรื่องในอนาคตแม้แต่น้อย เขามองแต่ปัจจุบันเท่านั้นเอง เธอนี้ถอนแบบจากเซริวจริงๆ

ริวได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆเพราะเขามั่นใจว่าความคิดของคุณพ่อในเวลานั้น กับความคิดของเขาในเวลานี้ มันแต่ต่างกันสุดขั้วแน่ๆ

มอนตาน่าได้เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต ฉันรู้จักเซริวและรีก้าก็ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยโอรีเฟีย  ตอนแรกที่พวกเราเจอกันบอกตามตรงฉันหมั่นไส้พวกเขามากเพราะไม่ว่าจะหน้าตา ฐานะและนิสัย พวกเขาล้วนไร้ที่ติ เมื่อมาเทียบกับทายาทจอมมารอย่างฉันแล้ว มันช่างดูห่างไกลกันเหลือเกิน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร รีก้าและเซริวมักจะมาอยู่กับฉันเสมอ ไม่ว่าจะเวลาที่ทุกข์ยาก เวลาที่สนุกสนาน หรือเวลาที่เศร้าสร้อย พวกเขาก็พร้อมจะแบ่งเบาทุกอย่างร่วมกับฉัน แม้กระทั่งพ่อของฟรานที่เสียไปแล้ว พวกเราสามารถรักกันได้อย่างอิสระก็เป็นเพราะพวกเขา 2 คนเช่นกัน ฉันกล้าบอกได้เลยว่า ช่วงเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยโอริเฟียนั่นเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิตเลย

พอพวกเราจบการศึกษา  รีก้าและเซริวก็ประกาศที่จะแต่งงานกันทันที  งานแต่งของทั้งคู่จัดได้ใหญ่โตมาก เนื่องจากการแต่งงานของพวกเขาถือว่าเป็นการเชื่อม สัมพันธ์ของ 2 ตระกูลใหญ่แห่งริเดียเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐอีกด้วย เหล่าคนที่ชื่อเสียงต่างมาร่วมงานด้วยกันเกือบทั้งหมด แต่พวกเธอเชื่อไหมว่า รีก้าได้เลือกฉันให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว  ความ คิดนี้ถูกคัดค้านจากทุกฝ่ายแต่รีก้าและเซริวก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าไม่ได้ฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาว พวกเขาก็ขอยกเลิกการแต่งงานเช่นกัน สุดท้ายพวกผู้ใหญ่ทั้ง2ฝ่ายจึงได้แต่ยอมให้ฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาวตามที่ทั้งสองคนต้องการ ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็คือพ่อของฟรานนั้นเอง

มอนตาน่าพูดถึงตรงนี้ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกับกำลังระลึกถึงความหลัง สิ่งที่พวกรีก้าทำ มันส่งผลให้เกิดรอยร้าวเล็กๆระหว่างพวกเขากับบรรดาญาติผู้ใหญ่ รอยร้าวเหล่านั้น นับวันก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขายังคบกับฉันอยู่ และในที่สุดเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้น

เด็กทั้ง 3 คนต่างตั้งหน้าตั้งตาฟังเรื่องราวในอดีตอย่างจดจ่อ มอนตาน่าส่งยิ้มให้พวกเขาแล้วจึงเล่าเรื่องต่อว่า

หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกันได้ 1 ปี  รีก้าก็ได้ตั้งครรภ์ลูกคนแรกขึ้นมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะในครั้งนั้น

ริวเริ่มจะมีสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อมอนตาน่าพูดถึงตรงนี้ ขณะนั้นฟรานได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “แม่ค่ะ ตกลงว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรกันขึ้นหรือ?”

ลูกคนแรกที่อยู่ในครรภ์ของรีก้า ไม่มีพลังเวทแม้แต่น้อยนะ

เอ๋!! เป็นไปไม่ได้เสียงร้องอันตกใจของฟรานดังขึ้นมา  

มอนตาน่าเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวเป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้กับฟราน สักพักแม่ของฟรานก็เล่าเรื่องราวต่อไป

สำหรับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเซริวและ ตระกูลแม่มดแล้ว พลังเวทคือตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ยิ่งเซริวและรีก้าที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลด้วยแล้ว ลูกที่เกิดจากพวกเขาถือว่าเป็นความหวังของตระกูลทั้ง 2 เลย ในช่วงเวลานั้นมีการตกลงกันไว้ว่า ถ้าพวกเขาให้กำเนิดลูกที่เป็นหญิงจะให้ทางตระกูลแม่มดรับไปดูแล แต่ถ้าให้กำเนิดลูกที่เป็นชายตระกูลเซริวจะเป็นคนจัดการทั้งหมด พอรีก้าตั้งครรภ์ครบ 7 เดือน ทั้ง 2ตระกูลต่างก็เอาอุปกรณ์มาตรวจวัดพลังเวทของเด็กที่อยู่ในครรภ์ และยังถือโอกาสตรวจไปถึงเพศของเด็กอีกด้วย 

ผลการตรวจพบว่าเด็กเป็นเพศชาย ส่วนพลังเวทที่วัดได้กลับเป็น 0 ในช่วงแรกหลังจากการตรวจทุกคนคิดว่าเป็นความผิดพลาดของเครื่องมือจึงได้ทำการตรวจอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะตรวจมากเพียงใดผลก็ออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง  การที่ผลตรวจออกมาเป็นแบบนั้น มันทำให้ทั้งสองตระกูลต่างทะเลาะกันอย่างรุนแรง แต่ละฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ผลการทะเลาะในครั้งนั้นจบลงที่ให้ตระกูลเซริวเป็นผู้รับผิดชอบเด็ก ตามที่เคยตกลงกันไว้

เดี๋ยวก่อนซิค่ะ แม่ ถ้าให้ตระกูลเซริวรับผิดชอบเด็ก มันไม่เท่ากับว่าสั่งให้ฆ่าเด็กคนนั้นทิ้งหรอกหรือ?”ฟรานรีบพูดแทรกขึ้นมา ซึ่งมันทำเอาเทียน่าและริวสะดุ้งไปตามกัน

มอนตาน่ามองทั้งพวกริว ก่อนจะพูดว่า “ตามกฎของตระกูลเซริวแล้ว เด็กที่เกิดมาโดยไม่มีพลังเวทจะต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียว และการที่ทั้ง 2 ตระกูลตกลงทำแบบนั้น มันก็ไม่ต่างกับการบอกให้รีก้าไปทำแท้งลูกคนแรก

ริวฟังถึงตรงนี้เขากำหมัดแน่นด้วยอารมณ์ ที่บอกไม่ถูกว่าโกรธ เกลียด หรือ สับสน กันแน่ ขณะที่เป็นแบบนั้นเอง เสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นมาในหัวของริวว่า

-ริว แกอย่าได้โทษตัวเองแบบนั้น ไอ้ 2 ตระกูลนั้นต่างหากที่ไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงในตัวของแก ข้าขอเอาเกียรติของสัตว์เทพเป็นประกันเลย แกมีค่ามากกว่าสิ่งที่ตระกูลทั้ง 2 ต้องการมากนัก จงจำไว้อย่าได้ดูถูกตัวเองอย่างเด็ดขาด-

ริวสูดหายใจเข้าลึกๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง มือที่กำแน่นค่อยคลายออกอย่างช้าๆ การกระทำของชายหนุ่มล้วนอยู่ในสายตาของมอนตาน่า เธอจ้องมองริวด้วยสีหน้าอึ้งๆ น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความชื่นชมดังขึ้นว่า

ริวนี้ควบคุมอารมณ์ได้เก่งมากนะ ฉันไม่คิดเลยว่าเด็กอย่างหนูจะควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้ ช่างหายากจริงๆ

โธ่ แม่ค่ะ อย่าหยุดเล่า  จากนั้นมันเกิดอะไรขึ้นต่อหรือ?”ฟรานถามต่อทันที มอนตาน่าลูบหัวลูกสาว พร้อมเล่าเรื่องราวต่อ

พอเซริวและรีก้ารู้เรื่องคำตัดสินเข้า พวกเขาต่างไม่ยอมรับคำตัดสิน  ท้ายที่สุดทั้ง 2 คนจึงขอสละตำแหน่งทายาทผู้นำของทั้งสองตระกูลเพื่อแลกกับชีวิตของเด็กที่อยู่ในท้อง แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่ตระกูลเซริวจะยอมรับได้  ในช่วงเวลานั้นเองที่เซริวเสนอให้ขับไล่ตัวเองและรีก้าให้ไปอยู่โลกมนุษย์ แน่นอนว่าความเห็นนี้ถูกเห็นด้วยในทันทีเพราะการที่ทั้งคู่ไม่อาจจะให้ กำเนิดเด็กอย่างที่พวกเขาต้องการได้ถือว่าเป็นความอับอายของตระกูล หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาทั้ง 2 คนก็ถูกขับไล่ออกจากตระกูลและต้องย้ายไปอยู่ยังโลกมนุษย์ ส่วนความสัมพันธ์ของพวกเขากับตระกูลเซริวก็เลวร้ายลงเรื่อยๆจนกระทั่งพวกเขาตั้งท้องลูกสาวนั่นละ

มอนตาน่าเล่าถึงตรงนี้ ทุกอย่างก็เงียบลง ริวและเทียน่าต่างก็พูดอะไรไม่ออก พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยคิดเลยว่าคุณพ่อ-คุณแม่จะมีอดีตอันเลวร้ายแบบนี้  ฟรานมองมาที่ริว ก่อนจะหันไปมองแม่ของเธอ

แม่ค่ะ นี่แม่กำลังบอกหนูว่าหมอนี้ คือเด็กคนที่อยู่ในท้องตอนนั้นหรือ?”

มอนตาน่าได้แต่พยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ ฟรานถึงกับไปต่อไม่ถูก สักพักเธอก็เถียงออกมาว่า

“เป็นไปไม่ได้!! ถ้าเด็กในท้องไม่มีพลังเวทอย่างที่พูดจริงๆ หมอนี้ก็ต้องไม่มีพลังเวทด้วยซิ แต่หมอนี้มีพลังเวทมหาศาลเลยนะ หนูว่านี้ต้องเป็นการเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ

มอนตาน่าส่งยิ้มรอยยิ้มอันบอกไม่ถูกให้กับพวกริว เธอหันไปพูดกับลูกสาวว่า “แม่คิดว่า อาจจะเป็นไปได้ว่าเครื่องมือในการตรวจสอบพลังเวทต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง เกิดขึ้น ไม่แน่นะ นี้อาจจะเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการกำจัดทั้งสองคนออกไปจากตระกูลก็ได้ เอ่อ แต่ในเมื่อเรื่องมันผ่านไปแล้ว พวกเราก็อย่าพูดถึงมันเลยนะ ฟราน

ฟรานหันไปมองริวด้วยสายตาเวทนา นายนี้โชคร้ายยิ่งกว่าชั้นอีกนะ ถึงแม้ฉันจะเป็นทายาทจอมมารและถูกคนอื่นรังเกียจเพราะต้นตระกูลของตัวเอง แต่ฉันก็ยังได้อยู่ในริเดีย และยังได้เรียนที่นี้ แม้จะมีคนรังเกียจไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเกินเลย แต่นายกับถูกคนในตระกูลรังเกียจเพราะความเข้าใจผิดที่ไม่เป็นความจริงแถมยังถูกไล่ให้ออกไปจากริเดียเพราะคนที่ต้องการอำนาจอีก เฮ้อ ฉันนึกภาพของเด็กที่เกิดในริเดียแล้วไปอาศัยอยู่ต่างโลกไม่ออกเลย ยิ่งกับนายที่มีพลังเวทรุนแรงขนาดนั้นด้วยแล้ว นายคงจะไม่ต่างจากตัวประหลาดในโลกมนุษย์ ไอ้ความรู้สึกแบบนั้นฉันเข้าใจเป็นอย่างดีเลยละ เมื่อดูจากท่าทางของนายด้วยแล้ว นายคงเจอเรื่องแย่ๆมาเยอะ ถึงได้ดูเอ๋อแบบนี้

ริวได้แต่ยิ้มแหยๆเพราะสิ่งที่เขาเจอในโลกมนุษย์ไม่ได้เป็นอย่างที่ฟรานพูดมาเลย เขามีทั้งเพื่อน คนรู้จัก และคนที่ดีกับเขามากมายผิดกับที่ฟรานเคยประสบมา ยิ่งได้ฟังสิ่งที่ฟรานพูดแล้ว มันทำให้ผมกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกจริงๆ

ฟราน แม่อยากจะดื่มน้ำดาร์กเบอรี่ ลูกช่วยไปซื้อให้แม่หน่อยจะได้ไหม อ้อ หนูเทียน่าช่วยไปเป็นเพื่อนฟรานด้วยนะ เดี๋ยวเด็กคนนี้จะไปก่อเรื่องอะไรเข้าอีก

โธ่ แม่ค่ะ หนูไม่ไปก่อเรื่องหรอก ยิ่งได้ฟังเรื่องของอีตานี้ด้วยแล้ว หนูว่าเรื่องของหนูมันเล็กน้อยไปเลยฟรานพูดออกมา ก่อนจะรีบเดินไปซื้อน้ำให้กับมอนตาน่า แน่นอนว่าเทียน่าก็ไปกับเธอด้วยเพราะเธอทราบดีว่าที่มอนตาน่าทำแบบนี้เพราะต้องการคุยกับพี่ชาย 2 ต่อ 2

พอทั้งสองคนออกจากห้องไปแล้ว มอนตาน่าก็จ้องมองริว “หนูไม่มีพลังเวทใช่ไหมจ๊ะ

 ริวจ้องมองมอนตาน่าโดยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี ขณะที่เป็นแบบนั้นเท็ดดี้ด็พูดออกมาว่า

ริว แกพูดออกไปตรงๆเถอะ”

เอ๊ย ไอ้แหวนงี่เง่า แกจะพูดออกมาทำไมกันฟะ”

เท็ดดี้ทำหน้าเหมือนปกติ มันกล่าวช้าๆเอาเถอะน่า ถึงข้าไม่พูดผู้หญิงคนนี้ก็ทราบถึงการมีตัวตนของข้าอยู่ดี แถมไอ้เรื่องที่แกไม่มีพลังเวท เธอก็รู้มาตั้งนานแล้ว แกยังจะปิดไปทำไมอีกฟะ

เอ๋!!! ไม่จริงน่า ถ้าเรื่องพลังเวทผมยังพอเข้าใจว่าคุณมอนตาน่ารู้ได้ยังไง แต่เรื่องของนาย เธอไม่น่าจะรู้เลยนะ”ริวรีบถามเท็ดดี้ในทันที

เฮ้อ แทนที่แกจะถามข้า แกหันไปถามเธอโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ? “เท็ดดี้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ

ริวเปลี่ยนเป้าหมายมาที่มอนตาน่า เธอส่งยิ้มให้เขา “ริว รู้ไหมว่าเหล่าทายาทจอมมารทั้ง 7 ตนต่างได้รับพรสวรรค์บางอย่างมาจากจอมมารทั้ง 7 ด้วย สำหรับจอมมารที่เป็นต้นตระกูลของพวกเรามีชื่อว่า  มังกรปีศาจ 3 ตา และพรสวรรค์ที่ตกทอดมาสู่พวกเหล่าทายาทก็คือ ตาที่ 3 นั้นเอง

ริวมองไปยังหน้าผากของมอนตาน่าแต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย มอนตาน่าดูเหมือนจะทราบว่าริวมองหาอะไร เธอหัวเราะคิกคัก

อิๆๆ ไม่ต้องมองหาหรอกจ๊ะ ตาที่ 3 ไม่ได้หมายถึงตาจริงๆ แต่เป็นพลังในการมองเห็นต่างหาก พลังนี้จะทำให้ดวงตาของพวกเรามองเห็นออร่าทุกอย่างของสิ่งที่มีชีวิต พลังนี้เองที่ทำให้ฉันรู้ว่าแหวนของเธอมีพลังเวทและพลังวิญญาณที่สูงมากจนไม่น่าจะเป็นพลังของสิ่งมีชีวิตทั่วไป เท่าที่ฉันรู้มาสิ่งเดียวที่มีพลังขนาดนี้ก็คือ แหวนผนึกสัตว์เทพ

ริวรีบนึกไปถึงฟรานทันทีเพราะถ้าคนเป็นแม่มีพลังนี้ คนที่เป็นลูกสาวก็น่าจะมีเช่นกัน  มอนตาน่าดูเหมือนจะรู้ว่าริวสงสัยอะไร เธอยิ้มหวานแล้วกล่าวว่า

“อ้อ สำหรับเรื่องนี้ฟรานยังไม่รู้หรอกนะ เพราะพลังตาที่ 3 ของเธอยังไม่ตื่นขึ้นมา เธอต้องรอครบอายุ 20 ปีก่อน ดวงตาของเธอจึงจะเบิกเนตรและคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะควบคุมได้ตามใจชอบ ดังนั้นหนูวางใจได้ เธอไม่มีทางรู้เรื่องของหนูแน่ๆ

ริวกลืนคำพูดลงคอเพราะท่าทางมอนตาน่าจะอ่านใจเขาออกเกือบทั้งหมดเลย มอนตาน่ายังคงส่งยิ้มให้กับริว

“ทำไมหนูถึงมาที่โลกนี้ทั้งไม่มีพลังเวทละ หนูไม่รู้หรือว่าที่ริเดียห้ามคนไม่มีพลังเวทเข้ามา เซริวกับรีก้าไม่ได้บอกหนูในเรื่องนี้หรือ?“

            ริวได้แต่เล่าความจริงทั้งหมดออกไป มอนตาน่าส่ายหน้าช้าๆเฮ้อ ที่แท้เรื่องราวเป็นแบบนี้เอง มันก็ไม่แปลกหรอกที่เซริวจะสติแตกไปรับปากเรื่องแบบนั้น ยิ่งไอ้คนท้าทายเป็นไอ้นกปากเสียซาคุ เสียด้วยแล้ว เซริวไม่มีทางยอมให้มันมาดูถูกลูกชายของตัวเองแน่

ตกลงว่าคุณพ่อกับลุงซาคุ  เคยมีเรื่องอะไรกันหรือครับ ทำไมถึงดูไม่ถูกกันถึงขนาดนี้ละครับ

มอนตาน่าขมวดคิ้วริว ถ้าให้พูดตามตรงแล้วไอ้นกตัวนั้น ไม่สมควรที่หนูจะเรียกมันว่า ลุงเลยด้วยซ้ำเพราะมันทั้งเลวและแย่ที่สุด สิ่งเดียวที่มันเกี่ยวข้องกับเธอก็คือ มันเป็นญาติทางฝ่ายรีก้านะ

มอนตาน่าหยุดไปสักพัก ก่อนจะพูดต่อว่า “ส่วนสาเหตุที่ทำให้เซริวไม่ถูกกับกับไอ้ซาคุก็คือแม่ของหนูยังไงละ ไอ้ซาคุแอบชอบรีก้ามานานแล้ว แต่รีก้าไม่เล่นด้วย มันพยายามตามตื้อเธอแต่ก็ไม่เป็นผล พอรีก้ามาพบกับเซริวทั้งคู่ก็เกิดรักแรกพบ ไอ้ซาคุก็เลยต้องอกหักไปตามระเบียบ มันเปลี่ยนความรักมาเป็นความแค้น จากนั้นมามันก็คอยตามเล่นงานเซริวแบบไม่เลือกวิธี ไม่ว่าจะหาเรื่องใส่ความ ท้าประลอง หรือกลั่นแกล้งอีกสารพัดวิธี แต่ที่ร้ายกาจสุดเห็นจะเป็น เรื่องที่มันเป็นคนเสนอให้ใช้วิธีทำแท้งลูกในครรภ์ของรีก้านะ มันทั้งจ่ายเงินใต้โต๊ะและหาทางบีบบังคับให้ทางสภาแม่มดและตระกูลเซริวทำแบบนั้น นี้ยังเรื่องร้ายๆของมันอีกเยอะ ต่อให้เล่า 3 วันก็ไม่จบหรอก

เดี๋ยวก่อนนะครับ คุณมอนตาน่ากำลังจะบอกว่าที่พ่อกับแม่ต้องไปอยู่ที่โลกมนุษย์ก็เพราะลุงซาคุหรือ?”ริวถามแทรกขึ้นมา

แม้จะไม่ใช่เพราะมันซะทีเดียว แต่มันก็คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนั้น นี้หนูยังคิดจะเรียกมันว่าลุงอีกเหรอ?”

ริวเกาแก้มซ้าย “คงต้องเรียกเหมือนเดิมนะครับ เพราะไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เขาก็ยังมีฐานะเป็นลุงของผมอยู่ดี อีกอย่างแม้ผมจะไม่ชอบ หรือเกลียดเขา แต่การเรียกเขาว่าลุงก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่สายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ ในตัวของเขา ในทางกลับกัน ถ้าผมดูถูกลุงซาคุมันก็เท่าดูถูกคุณแม่และตัวเองเช่นกัน นอกจากนั้นการให้เกียรติแก่ใครสักคน แม้เขาจะรับหรือไม่รับ  มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลยนี้ครับ คุณมอนตาน่าว่าจริงไหม

คำตอบของริวทำเอามอนตาน่าอึ้งไปพักใหญ่ เสียงหัวเราะของเท็ดดี้จะดังขึ้นมาว่า “ฮ่าๆๆ ไอ้ริวความคิดของแกนี้ทำเอาข้านับถือจากใจเลย ไม่เพียงแต่ไม่แค้นคนที่คิดร้าย แต่ยังให้เกียรติต่อสายเลือดที่อยู่ในร่างกายอีก คนแบบแกนี้หายากจริงๆ สมแล้วที่ยัยนั้นเลือกแก

คำพูดของเท็ดดี้ทำเอามอนตาน่าหันมาจ้องมอง มันอย่างไม่วางตา สักพักมอนตาน่าก็พูดขึ้นมาว่า “ริว สัตว์เทพที่ถูกผนึกไว้ในแหวนวงนี้คือ เคเบรอส สัตว์ร้ายผู้กลืนกินตะวัน ใช่ไหมคะ

ริวได้แต่ทำหน้างงๆกับคำถามนี้ เสียงของเท็ดดี้ดังแทรกขึ้นมา “ยอดเยี่ยมจริงๆสมแล้วที่เป็นทายาทมังกรปีศาจ 3 ตา ขนาดข้าอยู่ในร่างนี้เจ้ายังจับสัมผัสถึงตัวตนของข้าได้อีกนะ  ยัยหนูมอนตาน่า

คำพูดของเท็ดดี้ทำเอามอนตาน่าเงียบไปทันที ขณะที่เป็นแบบนั้น ริวก็ยกเท็ดดี้ขึ้นมามองพร้อมพูดว่าเคเบรอส นั่นคือชื่อจริงของนายหรือ?

น้ำเสียงอันจริงจังของเท็ดดี้ดังขึ้นใช่ นั่นคือชื่อที่สรรพชีวิตตั้งให้กับข้า เจ้ามีปัญหาอะไรหรือ?”

 มิน่าละ นายถึงได้ชื่อเท็ดดี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว่าชื่อนี้เหมาะสมกับนายจริงๆริวพยักหน้าอย่างเข้าใจ สิ่งที่เขานึกถึงในเวลานี้คือการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ มีตัวการ์ตูนชื่อเคเบรอสเหมือนกัน แต่มันเป็นตัวการ์ตูนที่คล้ายกับตุ๊กตายัดนุ่นสีเหลืองมีปีกสีขาว มันชอบกินของหวานเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังอยู่กับสาวน้อยป. 5 ในฐานะเทพผู้พิทักษ์ของเธออีกด้วย ริวที่กำลังคิดถึงเรื่องนั้น เท็ดดี้ก็ตะโกนขึ้นมาว่า

ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กงี่เง่า ข้าได้ยินและเห็นสิ่งที่แกกำลังคิดอยู่นะเฟ้ย!!! แกอย่าเอาข้าไปรวมกับไอ้ตุ๊กตายัดนุ่นตัวเหลืองในการ์ตูนเรื่องนั้นซิฟะ ข้ากับมันเป็นอะไรที่ต่างกันสุดขั้วเลย ข้าคือเคเบรอสสัตว์ร้ายที่สามารถกลืนกินดวงตะวันได้เชียวนะ

เหรอ? แล้วทำไมนายถึงตั้งตัวเองชื่อว่าเท็ดดี้ละ แกรู้ไหมว่าไอ้ตัวการ์ตูนตัวนั้นมันหน้าเหมือนตุ๊กตาหมีเลยนะ แถมมันยังดูเข้ากับชื่อเท็ดดี้มากกว่าแกอีก นอกจากนั้นมันก็ใช้พลังได้ตั้ง 3-4 อย่าง บินก็ได้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เหนือกว่าแกนะ”

ใบหน้าของสิงโตเริ่มแดงขึ้นด้วยความโกรธ มันรีบเถียงออกไปทันทีไอ้เด็กบ้า ข้ามีพลังมากกว่าไอ้ตุ๊กตายัดนุ่นตัวนั้นตั้งไม่รู้กี่เท่า ขนาดที่ว่า ข้าจะทำให้ทะเลเดือดจนกลายเป็นไอก็ยังได้ ทั้งยังสามารถทำลายทวีปทั้งทวีปให้กลายเป็นฝุ่นในช่วงพริบตา หรือแม้แต่จะกลืนกินดวงตะวัน ข้าก็ยังทำได้เลย แล้วแบบนี้ข้าเทียบไอ้ตัวการ์ตูนนั้นไม่ได้ตรงไหนกัน”

ริวถอนหายใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ถ้าสิ่งที่พูดมาเป็นความจริง แกก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี  ไอ้ความสามารถแต่ละอย่างล้วนเป็นผลเสียต่อโลกทั้งนั้น  อย่างการที่ทำให้ทะเลเดือดจนเป็นไอได้  ถามจริงเถอะ แกจะทำไปทำไมกันฟะ  ไหนจะสัตว์น้ำที่อยู่ในทะเลต้องตายเพราะสิ่งที่แกทำ ไหนจะระบบนิเวศทางทะเลที่จะเสียหายแบบถาวร และยังจะปัญหาอีกสารพัดปัญหาที่จะตามมาภายหลังอีก”

เท็ดดี้อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เสียงของริวยังคงดังต่อไป “ ส่วนไอ้ที่บอกว่าสามารถทำลายทวีปให้กลายเป็นฝุ่นในช่วงพริบตา แกจะทำแบบนั้นไปทำไมช่วยบอกหน่อยจะได้ไหม  แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้หรือ? อย่าบอกนะว่าแกคิดจะไปรับงานทำลายตึกที่ไม่ได้ใช้แล้วนะ ส่วนไอ้เรื่องกลืนกินดวงตะวัน เคยคิดบ้างไหมว่ามันจะทำให้สิ่งมีชีวิตในโลกเดือดร้อนขนาดไหน  จำไว้เลยนะโลกใบนี้ไม่ใช่ของแกเพียงคนเดียว แต่มันเป็นของทุกสรรพชีวิตในโลก ยิ่งสัตว์เทพที่มีแต่พลังทำลายด้วยแล้ว ยิ่งต้องคิดเรื่องแบบนี้ให้มาก ถ้าแกคิดแต่ทำลาย สุดท้ายพลังก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวเองในที่สุด

“.......”ไม่มีคำพูดที่ออกมาจากปากของเท็ดดี้หรือมอนตาน่าแม้แต่น้อย สักพักเสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นมาว่า

ทำไมข้าถึงเถียงแกไม่ออกเลยฟะ  คิดแล้วมันก็จริงอย่างที่พูดมาจริงๆ พลังที่ข้ามีล้วนแล้วแต่เอาไว้ใช้ทำลาย ทั้งยังไม่เคยคิดถึงเรื่องที่แกพูดออกมาแม้แต่น้อย เฮ้อ ตอนนี้ข้ายอมรับก็ได้ว่าตัวเองไร้ประโยชน์กว่าไอ้ตุ๊กตายัดนุ่นตัวนั้น

ริวมองเท็ดดี้ “แกฟังให้จบก่อนแล้วค่อยงอนจะได้ไหม จริงอยู่แม้พลังของแกมีไว้เพื่อทำลาย แต่มันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ไม่ใช่หรือ? ขอเพียงแกหาหนทางใช้พลังได้ พลังทำลายก่อจะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้เหมือนกัน ไม่ใช่ เอะอะก็แต่พูดว่าจะทำลายโน่น จะทำลายนี้ แล้วแบบนี้เมื่อไรถึงจะรู้ว่าพลังของตัวเองทำประโยชน์อะไรได้บ้าง

คำพูดของแกแต่ละอย่างนี้ทำเอาสัตว์เทพเช่นข้าต้องหันมามองตัวเองใหม่เลย ตกลงว่าแกหรือข้า ที่เป็นผู้ชี้นำทางกันแน่นะเท็ดดี้พูดพร้อมมองริวด้วยสายตาที่บอกไม่พูดว่ามันกำลังรู้สึกอย่างไร

มอนตาน่ามองมาที่ริวเหมือนกับว่าเธอเพิ่งเคยเห็นเขาเป็นครั้งแรก ความรู้สึกบางอย่างได้บอกเธอว่าชายหนุ่มตรงหน้าเธอต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ เท็ดดี้ก็มองไปที่มอนตาน่า

ยัยหนูมอนตาน่า ในตระกูลเจ้ามีบันทึกเกี่ยวกับมังกรปีศาจ 3 ตาบ้างไหม

มอนตาน่าสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่มีค่ะ บันทึกเกี่ยวกับประวัติในช่วงที่เกิดสงครามกับ7 จอมมาร ไม่มีบันทึกหลงเหลืออยู่เลย สิ่งเดียวที่พอจะหลงเหลืออยู่คือบันทึกความเสียหายที่เกิดขึ้นในหลังจาก สงครามจบลงแล้ว

อืม ท่าทางช่วงเวลา 20 ปีที่เกิดสงครามกับ 7 จอมมาร จะไม่มีบันทึกอะไรหลงเหลืออยู่เลยซินะ ยัยจอมวางแผนก็หาข้อมูลเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกัน มันเหมือนกับว่ามีใครบางคนจงใจลบเรื่องพวกนี้ออกไปจากประวัติศาสตร์  ใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้ได้คำพูดของเท็ดดี้ทำเอาบรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา

เท็ดดี้ คุณมอนตาน่า ผมมีเรื่องจะถามหน่อยจะได้ไหมครับริวถามแทรกขึ้นมา มอนตาน่าหันมามองริว ก่อนจะส่งยิ้มแล้วพูดว่า

เชิญถามมาได้เลยจ๊ะ

ริวบอกเล่าเรื่องตำนานที่เขาฟังมาจากเทียน่าออกไป รวมถึงคำสาปที่รู้มาด้วย ก่อนจะปิดท้ายที่ “นั้นคือสิ่งที่เทียน่าเล่าให้ผมฟัง ไม่ทราบว่าประวัติศาสตร์ที่สืบทอดต่อๆกันมาในตระกูลของคุณ มีอะไรผิดพลาดไปจากความเป็นจริงหรือเปล่าครับ

มอนตาน่ายิ้ม ก่อนจะพูดว่าไม่มีจ๊ะ ไม่ทราบว่ามันมีปัญหาอะไรหรือ?”

ริวไม่ตอบ ก่อนจะหันไปหาเท็ดดี้พร้อมพูดว่าเท็ดดี้ ตอนที่นายพูดถึงมังกรปีศาจ 3 ตา น้ำเสียงของนายดูเหมือนจะบอกว่ารู้จักหมอนั้นเป็นอย่างดีเลยนะ นายพอรู้ไหมว่าเขามีนิสัยเป็นอย่างไร?”

เท็ดดี้และมอนตาน่ามองริวเป็นตาเดียว “ข้าเคยรู้จักเจ้าหมอนั้นก็จริง แต่แกจะถามเรื่องนี้ทำไมหรือ?”

เอาเป็นว่าแกบอกมาก่อนเถอะ

ตกลง ตอนที่ข้าพบมันนั้นก็เมื่อ 315 กว่าปีก่อน ในตอนนั้นยังไม่มีจอมมารถือกำเนิดขึ้นมาหรอก และถ้าถามว่ามันเป็นอย่างไง ข้าแค่เคยพบมันตอนที่มันยังอายุไม่มากอยู่ มันเป็นมนุษย์ที่มีสายเลือดมังกรทองเข้มข้นมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถแปลงร่างเป็นมังกรที่มี 6 ปีกได้เลย ส่วนเรื่องนิสัยนั้นถือว่า ดีจนหาที่เปรียบไม่ได้ ด้านหน้าตาจัดว่าดีกว่าคนทั่วไปพอสมควร ด้านฝีมือแม้จะไม่ทราบ แต่มันเคยบอกว่ามีพ่อเป็นองค์รักษ์ส่วนพระองค์ ข้าว่ามันเองก็คงได้รับฝีมือมาบ้างละ

อะไรมันจะสมบูรณ์แบบขนาดนั้น คนสมบูรณ์แบบอย่างนั้นมีในโลกด้วยหรือ? ไม่อยากจะเชื่อเลยริวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เท็ดดี้พูด

เจ้าริว ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์หรอก แม้เจ้านั้นจะยอดเยี่ยมอย่างที่ข้าบอก แต่มันก็เป็นพวกที่ไม่ชอบเข้ากลุ่มกับใคร ดังนั้นเพื่อนของเจ้านั้นจึงมีน้อยชนิดนับคนได้เลย  หลังจากที่ข้าต้องเข้าสู่นิทรา ในช่วงเวลานั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้างข้าก็ไม่อาจจะทราบได้ เวลาที่ข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เจ้านั้นก็กลายเป็น 1 ใน 7 จอมมารไปแล้ว

ริวเอานิ้วชี้ขึ้นมาแตะปลายคางด้วยท่าทางครุ่นคิด สักพักเขาก็พูดออกมาว่าแล้วก่อนที่นายจะหลับไป นายพอรู้ไหมว่ามังกรปีศาจ 3 ตา มีครอบครัวบ้างไหมครับ”

ไอ้ริวนี้แกกำลังคิดอะไรอยู่นะ”

โธ่ เท็ดดี้ แกลองคิดดูซิว่า ถ้าเกิดมีทายาทจอมมารอยู่ นั้นก็หมายความว่า พวกจอมมารทั้ง 7 คนต้องมีลูกมีเมียใช่ไหม และ ทำไมประวัติศาสตร์ถึงได้ไม่บอกถึงเรื่องนี้เลยละ ยิ่งถ้าเรื่องที่แกพูดมาเป็นความจริงนั้นแสดงว่าคนสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ต้องมากลายเป็นคนที่โหดเหี้ยมจนได้ขนานนามว่า จอมมาร  มันต้องมีสาเหตุมาจากอะไรบางอย่าง แล้วทำไมประวัติศาสตร์ถึงได้ไม่มีบันทึกเอาไว้เลยละ แกไม่สงสัยบ้างหรือ?”

             “.............” ทั้งเท็ดดี้และมอนตาน่าต่างเงียบไปอีกครั้ง

 ริวกล่าวต่อไปว่า ยิ่งเรื่องคำสาปของจอมมารด้วยแล้ว ผมรู้สึกแปลกนะ เท็ดดี้ลองคิดดูดีๆซิ  คนบ้าขนาดที่คิดจะทำลายล้างริเดีย ทำไมมันต้องทำเรื่องยุ่งยากอย่างการร่ายคำสาปปิดกันการผ่านไปยังโลกมนุษย์ด้วย  แถมยังมีการตั้งเงื่อนไข ห้ามคนที่เกิดในริเดียไปยังโลกมนุษย์ แต่กลับไม่ห้ามคนจากโลกมนุษย์มายังริเดีย ถ้าเป็นผมแทนที่จะร่ายคำสาป ผมเอาพลังทั้งหมดมาทำลายรัฐแห่งนี้ไม่ดีกว่าหรือ?ได้ทั้งความสะใจ และไม่เสียเวลารอเป็นชาติด้วย

            มอนตาน่าเผลอพยักหน้าเห็นด้วยแบบไม่รู้ตัว สักพักเท็ดดี้ก็พูดอกมาว่า “ อืม จริงของแก   ทำไมมันต้องทำเรื่องยุ่งยากแบบนั้นด้วยละ ยัยหนูมอนตาน่าเจ้าคิดว่ายังไงบ้าง

สำหรับเรื่องนี้ฉันไม่มีความเห็นค่ะ แต่เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของมังกรปีศาจ 3 ตานั้น น่าจะหายไปพร้อมกับบันทึกในช่วง 20 ปีที่เกิดสงคราม ไม่เพียงแค่นั้นประวัติของฟรานเซ็ตก้า ลีโอ ดราฟที่ 2 จนถึงที่ 3 ต่างก็ไม่เคยมีบันทึกเอาไว้  จนกระทั่งหลังสงครามสิ้นสุดลง 80  ปี ฟรานเซ็ตก้า ลีโอ ดราฟรุ่นที่ 4 จึงจะเริ่มมีการเขียนเรื่องราวขึ้นอีกครั้ง  นี่ถือว่าแปลกจริงๆ นี่ถ้าหนูไม่พูดถึงจุดนี้ ฉันก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน

คุณมอนตาน่า ผมขอถามอีกนิดได้ไหมครับ

มอนตาน่าพยักหน้าเป็นการบอกว่าให้ถามมาเถอะ ริวจึงได้พูดออกมาว่า “เท่าที่ผมฟังมาคุณมอนตาน่าคงไล่ตามอ่านบันทึกในช่วง 20 ปีที่มีการเกิดสงครามกับ 7 จอมมาร จนหมดแล้วใช่ไหมครับ

ใช่จ๊ะ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือ?”

แล้วบันทึกก่อนหน้านั้น คุณเคยได้อ่านบ้างไหมครับ ไม่แน่นะ มันอาจจะมีพวกจดหมาย ไม่ก็ไดอารี่ที่เคยเขียนถึงคนรักของมังกรปีศาจ 3 ตา เอาไว้ก็ได้

มอนตาน่าต้องอึ้งไปอีกครั้งกับคำถามนี้ เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องที่ริวบอกจริงๆ เท็ดดี้เองก็ฟังคำพูดนี้ มันได้แต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดว่า

ไอ้ริว ตั้งแต่ข้าเจอมนุษย์มาเป็น 1000 ปี แกนี้ละเป็นคนทำให้ข้าตกใจได้มากที่สุด ไม่ว่าจะความคิด คำพูดรวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ แกนี้มันทำให้ข้าทึ่งได้ตลอดเวลาเลยนะ ข้าชักจะเสียใจแทนตระกูลเซริวและตระกูลแม่มดแล้วซิที่ปล่อยให้แกหลุดออกมา แบบนี้

ช่างเถอะ ผมเองก็มีดีแค่นี้เอง

เท็ดดี้มองริว ก่อนจะพูดว่าไอ้ริว ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าได้ดูถูกตัวเองนัก ต่อให้แกไม่มีพลังเวทแบบคนอื่น แต่แกกลับได้สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่านั้นมาแทน ข้ารับรองเลยว่าถ้าใครก็ตามที่รับรู้ถึงเรื่องนี้ ทุกฝ่ายและทุกตระกูลจะต้องการแกไปเป็นลูกเขยอย่างแน่นอน และถ้าถึงตอนนั้นจริง ต่อให้แกไม่อยากรับ แกก็ต้องรับ ฮ่าๆๆ

คำพูดของเท็ดดี้ทำเอามอนตาน่ามองมาที่ริวอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพูดกับเท็ดดี้ด้วยภาษาโบราณ เธอรีบพูดออกมาว่า

คุณเคเบรอสค่ะ หรือว่าริวจะเป็นสายเลือดแห่งราชัน…..”

มอนตาน่าพูดในสิ่งที่เธอรู้ออกไปจนหมด  เท็ดดี้จึงตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกันว่า “ใช่แล้วละ ยัยหนูมอนตาน่า เธอเข้าใจถูกแล้วละ แถมไอ้ริวยังเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่หาได้ยากในบรรดาเด็กที่เกิดมาทั้งหมดด้วย  ถ้าบอกว่า มันเป็นสายเลือดที่บริสุทธิ์เพียง 1 เดียวที่ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ก็ว่าได้ ฮ่าๆๆๆ

มอนตาน่าถึงกับพูดอะไรไม่ออก เธอจ้องมองริวด้วยอาการตาค้างไปเลย ก่อนจะพูดด้วยภาษาโบราณอีกครั้งว่า

ตระกูลเซริวและตระกูลแม่มดมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ยังไงกัน นี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

ฮ่าๆๆ มันคงต้องเรียกว่า โชคชะตา แล้วละ การที่คนพวกนั้นสนใจแต่พลังเวทจึงเป็นเหตุให้ไม่ทันคิดเรื่องนี้ แถมเด็กที่ไม่มีพลังเวทจะเกิดมาในรูปแบบนี้ มีโอกาสเพียง 1 ในล้านเท่านั้น

ริวได้แต่มองมอนตาน่ากับเท็ดดี้สลับไปมา เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งสองคนนี้พูดเลย  สักพักมอนตาน่าก็กลับมาพูดด้วยภาษาเดิมว่า

นี้มันยิ่งกว่าเหลือเชื่ออีกนะ ใครจะไปคิดว่าลูกชายของเซริวและรีก้าจะมีความสำคัญถึงเพียงนี้ มิน่าละ คุณเคเบรอสถึงได้มาอยู่กับเขาแบบนี้ เฮ้อ นี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะที่ฉันรู้สึกไม่อยากตายขึ้นมา ฉันอยากจะเห็นอนาคตของริวและริเดียในอนาคตจริงๆ

คำพูดของมอนตาน่าทำเอาบรรยากาศตรึงเครียด ขึ้นมาอีกครั้ง ริวได้แต่มองไปที่เท็ดดี้พร้อมพูดว่า “นี่เท็ดดี้ ถึงเวลาที่นายต้องแสดงฝีมือแล้วละ

ข้าหรือ? แกจะให้ข้าทำอะไร

อ้าว นายบอกเองไม่ใช่หรือว่ามีวิธีลบล้างคำสาปของตระกูลฟรานเซ็ตก้า ทำไมนายไม่รักษาคำสาปให้คุณมอนตาน่าซะเดี๋ยวนี้เลยละ  อ้อ นายกลัวว่าผมจะไม่ยอมเข้าไปในประตูใช่ไหมละ นายก็ไม่ต้องห่วงนะ ผมสัญญาว่าจะเข้าไปในนั้นอย่างแน่นอน ตอนนี้นายรีบรักษาคุณมอนตาน่าเถอะ

ไอ้ริว ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วยนะ ข้าบอกแค่ว่าข้ารู้วิธีลบล้างคำสาป แต่ข้าไม่ได้บอกว่าข้าสามารถทำมันได้ซะหน่อย คนที่สามารถลบล้างมันได้มีแต่แกเท่านั้น แต่ไม่ใช่แกในเวลานี้ มันต้องเป็นแกที่ผ่านการฝึกในประตูแล้วเท่านั้นจึงจะทำได้ และจากที่ข้าประเมินไว้แล้ว แกน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึงจะผ่านด่านทุกอย่างในประตูได้

เอ๊ย แกบอกเองนะ ถ้าผมเข้าไปในประตู ผมจะกลับออกมาได้ภายในเช้าวันพรุ่งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะผ่านการทดสอบทั้งหมดหรือ?”

เปล่า ถ้าแกผ่านด่านทั้งหมดได้ในคืนเดียว ข้าว่าแกก็เก่งกว่าสัตว์เทพอย่างข้าแล้วละ  ที่ข้าบอกแบบนั้นเพราะ ข้าสามารถดึงเจ้าออกจากประตูตอนไหนก็ได้ตามที่ต้องการ

ริวได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความเสียใจ ก่อนจะพูดเบาๆว่า “ผมขอโทษครับ คุณมอนตาน่า ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย

 มอนตาน่าลูบหัวของริว “หนูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ฉันกับหนูก็แค่พบกันช้าเกินไปก็เท่านั้นเอง จริงอยู่ที่ริวอาจจะช่วยชีวิตฉันไม่ทันแต่ริวยังมีโอกาสจะช่วยฟรานนะ ถ้ายังไงฉันฝากเธอดูแลลูกสาวด้วยนะ  ฟรานเป็นความหวังเดียวที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้นะ

ริวได้แต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา มอนตาน่ายิ้ม หนูไม่ต้องกังวลเรื่องคำสาปให้มากเกินไปหรอกนะ สำหรับฉันที่เกิดมาพร้อมคำสาปนั้น มันก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอยู่แล้ว ถ้าให้เทียบมันคงคล้ายกับพลังเวทในตัวนั่นละ ต่อให้หมดเวลาของคำสาปขึ้นมาจริงๆ มันก็แค่ทำให้ฉันหลับไม่ตื่นไปเท่านั้น ส่วนเรื่องความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่มีหรอกจ๊ะ

            ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นจากเตียง พร้อมเอานิ้วชี้ทั้งสองข้างไปแตะน้ำลายก่อนจะทำท่านั่งสมาธิแบบในของอิคคิวซัง ท่าทางและการกระทำของริวทำเอามอนตาน่าและเท็ดดี้งงไปพักใหญ่

            ปิ้ง

            เสียงบางอย่างดังขึ้นในหัวของริว เขาก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมพูดว่าเท็ดดี้ขอถามหน่อยซิ นายบอกเองซินะว่าคำสาปทำอะไร ผมไม่ได้ซินะ

            อืม ใช่แล้วละ แกถามทำไมหรือ?”

            ริวไม่ตอบ เขาถามต่อทันทีว่านายเคยให้ผมยืมพลังเวท และยังสามารถดึงกลับไปได้อีก นั่นหมายความว่า คนอื่นก็สามารถทำแบบเดียวกันได้ใช่ไหม

            ไม่ใช่หรอก การให้ยืมพลังเวทแบบที่ข้าทำกับแกนั้น มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะทำได้

            ริวพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ถ้าเช่นนั้นนายพอจะเป็นตัวกลางเอาพลังเวทจากคนอื่นมาใส่ในตัวผมได้ไหม

            อันนี้ข้าไม่เคยลองทดลองทำนะ แต่น่าจะทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ตกลงว่าแกถามแบบนี้ไปทำไมกัน ข้าเริ่มงงแล้วนะ

            โธ่ เท็ดดี้ แกเองก็ได้ยินคำพูดเมื่อสักครู่ไม่ใช่หรือ?  ถ้าคำสาปที่คุณมอนตาน่าโดนมีลักษณะเหมือนพลังเวทที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไอ้การจะถ่ายโอนมันไปให้คนอื่นก็น่าจะทำได้เหมือนการถ่ายโอนพลังเวทไม่ใช่ หรือ?”

            จริงด้วย วิธีนี้อาจจะใช้ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ยัยหนูมอนตาน่าอาจจะถึงแก่ความตายเร็วกว่ากำหนด แกคิดว่าเธอจะยอมเสี่ยงหรือ?”

            ริวไม่ตอบ เขาหันไปมองมอนตาน่าเพื่อให้เธอตอบคำถามนี้เอง สักพักมอนตาน่าก็พูดขึ้นว่า ตกลง ถึงอย่างไงฉันก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าเช่นนั้นฉันขอลองเสี่ยงกับทางเลือกนี้ดีกว่า

            ตามใจเจ้าก็ละกัน ยัยหนูมอนตาน่า แต่ข้าบอกไว้ก่อนนะ แม้วิธีนี้จะได้ผล แต่มันก็ไม่ได้ช่วยแก้คำสาป มันแค่ช่วยยืดอายุออกไปได้อีกหลายปีเท่านั้น รู้แบบนี้เจ้าจะยังทำอีกหรือ?”เสียงเท็ดดี้ดังขึ้นมา

            ขอแค่ได้อยู่กับฟรานต่อไปอีกสักนิด ไม่ว่าจะเป็นปี หรือเป็นเดือน หรือเป็นสัปดาห์ ฉันก็พร้อมที่จะเสี่ยงทั้งนั่นละค่ะมอนตาน่าถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำตานี้บ่งบอกอะไรหลายๆอย่างให้กับคนที่เห็น มันเต็มไปด้วยความหวัง ความดีใจ ความเศร้าและความรู้สึกอีกนับไม่ถ้วน ริวได้แต่มองน้ำตานั้นพร้อมพูดออกมาว่า

            ถ้าเช่นนั้น พวกเรามาเริ่มกันเถอะครับ มาเอาช่วงเวลาแห่งความสุขกลับคืนสู่ครอบครัวกันเถอะ

////////////////////
ขอยุบ 11.1 กับ 11.2 เป็นตอนที่11 ตอนเดียว คนที่มาอ่านข้ามไป ตอนที่ 12 ได้เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #6857 ไอซ์ น้ำแข็ง (@icekun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 10:56
    รออยู่นะ
    #6857
    0
  2. #6421 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 21:56
    เต็มที่เลยริว // โห ริว โกรธพวกมันสักนิดหรือไม่ก็เมินพวกมันไปซะ ไม่ต้องสนใจ แค้นแทน
    #6421
    0
  3. #4988 saranglove (@devilshine) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 02:39
    สู้ๆนะไรท์
    #4988
    0
  4. #4689 Sar Ap Ao (@sarapa01) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2557 / 01:02
    คำถามข้อที่1. ตอนที่เทียน่า แนะนำตัว กับ มอนตาน่าว่า"เทียน่า เทพพิทักษ์คะ" เป็นคำตอบถูกต้องหรือไม่
    #4689
    0
  5. #4661 blackhome-aom (@blackhome-aom) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 18:29
    หนูก็หาอ่านไม่ได้เหมืิอนกับ#4262
    #4661
    0
  6. #4240 MonJi (@k2i5tt4y2-love23) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 19:26
    ไรท์ค่ะ ทำไมตอนที่ 11.1 11.2 หนูหาอ่านไม่ได้เลยอ่ะค่ะ พอเลยไปอ่านตอนที่ 12 ก้อเป็นฉากที่ช่วย คุณตาน่าเสดแล้ว เลยคิดว่าตังเองอ่านตอนที่ 11 ไม่จบ พอกลับมาอ่านตอนที่ 11 ใหม่ ก้อไม่มีฉากที่ช่วยเลย หรือว่า มันไม่มีฉากนี้อยุแล้วค่ะ ขอตำตอบหน่อยค่ะ
    #4240
    0
  7. #4195 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 11:54
    ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเขียนถึงบอกว่า ริวเป็นคนธรรมดา ทั้งที่ตัวเขาน่าจะเรียกว่าโครตไม่ธรรมดาเลย เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ริวต้องการคือชีวิตที่แสนธรรมดาเท่านั้น แต่เขากลับเป็นคนที่ต้องแบกรับความไม่ธรรมดาทั้งหมดเอาไว้กับตัวนี่เอง ล้ำลึกมาก คนเขียน 555
    #4195
    0
  8. #4089 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 23:40
    แหมๆ พระเอกเรายิ่งใหญ่น่าดู ติดตามตอนต่อไป อิ อิ ชอบๆ
    #4089
    0
  9. #4059 Mingi Xronos (@undernetwork) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 17:31
    T T ช่วยคุณป้าให้ได้น้า กระซิกๆ
    #4059
    0
  10. #3945 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 12:02
    ช่วยแบบไม่เอาอะไร ได้ใขไปเต็มๆ
    #3945
    0
  11. #3803 Mobile_ws (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 03:30
    ไรต์จำผิดอะป่าวววว

    ในการ์ดแคปเจอมันชื่อ 'เคโระจัง' ไม่ใช่หรอ? ไม่น่าใช่เท็ดดี้น้า หรือเราจะจำผิด
    #3803
    0
  12. #3671 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 17:58
    เผาร้านทิ้งเหอะ
    #3671
    0
  13. #3179 Nunnally (@kuroyuri) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 18:01
    แหมเป็นพวกไม่ยอมแกสินะคุณป้า--อ๊อก---- //สัญญาณขาดหาย...//
    #3179
    0
  14. #2880 นายตัวร้าย (@aom084495) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 05:44
    สงสารฟรานจัง
    #2880
    0
  15. #2470 JENNYHA (@jennyha) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 18:57
    น่าจะเผาเลยยยย
    #2470
    0
  16. #2362 Nunal (@nunal) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 16:34
    ตอนต่อไป
    #2362
    0
  17. #2143 Jeple (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 00:13
    เพิ่มเติมค่ะ จะใช้คำว่า "เวรกรรม" แบบเต็มคำมากกว่าค่ะ
    #2143
    0
  18. #2142 Jeple (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:53
    คำว่า "กำ" ใช้กับคำว่า กำมือ กำสิ่งของค่ะ

    น่าจะใช้ว่า "กรรม" ที่หมายถึงเวรกรรมมากกว่าค่ะ

    เห็นใช้ในตอนอื่นด้วย

    แต่ปกติคำอุทานอย่างนี้ไม่ค่อยเห็นใช้ในหนังสือนะค่ะ



    ปล.สนุกมากค่ะ
    #2142
    0
  19. #2130 Raina (@fonfonnie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 12:53
    อันนี้ไม่แน่ใจ น่าเกียจ หรือ น่าเกลียด หว่า? เคยได้ยินแต่ รังเกียจ อ่ะค่ะ
    #2130
    0
  20. #1987 Blue_Demons (@greatmormon) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มกราคม 2557 / 16:34
    ก็ แอบเป็นตัวร้ายบ้างนะ พระเอก
    #1987
    0
  21. #1372 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 09:33
    ท่าทางจะได้ช่วยว่าที่แม่ยายมั้งเนี่ย
    #1372
    0
  22. #1317 cherryme (@cherryme) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 18:26
    เห้ยยยย แม่อย่าเพิ่งปายยยยยยย
    เพิ่งได้มีบทเองงงงงงงง
    #1317
    0
  23. #1316 cherryme (@cherryme) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 18:25
    55555 นี่แม่เว้ยยยยยยยยยเห้ยยยยยยยยยยยยยย
    #1316
    0
  24. #1247 ChinSarLeon (@smith1739) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 00:31
    สนุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1247
    0
  25. #1186 fuzze (@kanraya123) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 23:01
     
    เงิน คือ สิ่งที่ทุกๆคนปฏิเสธไม่ได้ LDS Thailand *** 

    ----------- เปิดรับสมัคร แล้ว ------------
    ส ร้ า ง เ งิ น ให้ กั บ ตั ว เอ ง แบบ ไ ม่ มี ขี ด จำ กัด ++++

    รับ !! 18 ++ หญิง&ชาย บริษัทจ่ายผลตอบแทนให้ 
    WeeK / WeeK ลงทะเบียนรับสิทธิ์ & สวัสดิการเที่ยวฟรี!! ทั้งในและต่างประเทศ 

    ***ดูรายละเอียดเพิ่ม ***

    ----
    http://www.work2income.com/?id=kanraya
     
     
    สนใจติดต่อ : 091-098-8087 (K'กิ๊ก)
     
    #1186
    0