I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,204 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    627

    Overall
    544,204

ตอนที่ 17 : บทที่ 14 คนธรรมดา กับ ความสามารถที่(ไม่)ธรรมดา(1) รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30486
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 249 ครั้ง
    22 พ.ค. 57

บทที่ 14

                   คนธรรมดา  กับ  ความสามารถที่(ไม่) ธรรมดา( 1 )

 

จุดนัดพบที่อยู่ข้างประตูทางเข้า

ริวเดินมายังจุดนี้ เนื่องจากเป็นจุดที่เทียน่านัดเขาให้มาพบ แต่พอมาถึงน้องสาวก็ยังคงไม่มาตามนัด ชายหนุ่มจึงได้แต่ยืนรอพร้อมมองไปรอบตัว ในจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้ไม่เหลือผู้เข้าสอบแม้แต่คนเดียว สิ่งที่เหลือก็มีแค่เขากับทหารที่เฝ้าประตูอยู่ ขณะนั้นเองที่เท็ดดี้ได้พูดว่า

-ไอ้ริว แกคิดว่ามันแปลกๆหรือเปล่า เมื่อสักครู่จุดนี้ยังมีผู้เข้าสอบอยู่เต็มไปหมด แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้ไม่มีเลยละ หรือว่าเข้าสนามสอบไปหมดแล้ว-

ริวไม่ตอบ เขายังมองรอบๆ (ไม่น่าใช่นะ ขืน เป็นอย่างที่นายว่ามา ยัยเทียน่าคงมาลากผมไปเข้าสอบตั้งแต่แรกแล้ว การที่เธอยังไม่มาแสดงว่านี้ยังไม่ถึงเวลาสอบนะ )

-ที่เจ้าพูดมามันก็ถูก เดี๋ยวนะ มีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวมาทางนี้ ฟังจากฝีเท้าแล้ว น่าจะเป็นกองทหารประมาณ 100 นายได้-

( 100 นาย!!!  ทำไมต้องเอาทหารขนาดนั้นมาที่นี้ด้วย หรือว่ามันเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ผมว่าพวกเรารีบชิ่งหนีกันก่อนเถอะ)

-ข้าว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอก ถ้ามันเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริง ทหารที่หน้าประตูคงไม่นิ่งเฉยอย่างนี้หรอก-

ริวที่ได้ยินอย่างนั้น เขาหันไปมองทหารองค์รักษ์ตามที่เท็ดดี้บอก แต่ทหารองค์รักษ์ก็หันมาจ้องมองริวเช่นนั้น เมื่อสายตาของทั้งสองประสานกัน ริวได้กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

เฮือก

(นี้มันอะไรกัน ทำไมทหารพวกนี้ถึงได้จ้องมองผมด้วยละ หรือว่าผู้หญิงที่มันหลงรักจะแอบชอบผมอยู่หรือ? ไม่ซิ ดูจากสายตาแล้ว พวกเขาต้องแอบชอบผมแน่ๆ เท็ดดี้ นายว่าผมไปปฏิเสธพวกเขาโดยตรงดีไหมว่า ผมไม่ได้ชอบไม้ป่าเดียวดันนะ )

-ไอ้เด็กบ้า เวลานี้ใช่เวลามาเล่นไหม เหล่าทหารมองมาที่แกก็เพราะ แกคือเป้าหมายของพวกเขาต่างหาก-

(เป้าหมาย? ทำไมผมต้องเป็นเป้าหมายด้วยละ ผมไม่ได้ไปทำอะไรผิ....)ริวที่ยังคิดไม่ทันจบ เขาก็หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ก่อนจะคิดต่อว่า

( อย่าบอกนะว่า เรื่องที่ผมไม่มีพลังเวท เกิดความแตกขึ้นมาแล้วนะ )

            จังหวะที่เท็ดดี้กำลังจะตอบอะไรออกมานั้น อาจารย์ท่านหนึ่งก็เดินตรงมาหาริว พร้อมพูดขึ้นว่า พวกเราพบกันอีกแล้วนะ ผู้เข้าสอบ AR 85023 หรือว่าจะให้เรียกว่า ริว ดีละ

            เรียกว่า ริว เถอะครับ  ศ.เอมี่ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าราบเรียบทั้งที่ในใจกำลังเหงื่อแตกเป็นน้ำตก

            ศ.เอมี่ยิ้ม ก่อนจะพูดว่า ตกลงจ๊ะ ริว  เอาละพวกเรามาเข้าเรื่องเลยละกัน

            ริวได้แต่ทำหน้างงๆ ศ.เอมี่จึงพูดต่อว่า ริว เธอกำลังมองหาน้องสาวและคนอื่นๆอยู่ใช่ไหม

ริวมองศ.เอมี่ พร้อมพยักหน้า ใช่ครับ ศ.เอมี่รู้จักพวกเธอด้วยหรือ?”

ไม่เพียงแต่รู้จักเท่านั้น ตอนนี้น้องสาวของเธอกับเพื่อนที่ชื่อ ลีฟ่าและยูอิ ต่างไปรวมตัวกันอีกที่หมดแล้ว แน่นอนว่า ฟราน ก็อยู่ที่นั้นด้วย เธอต้องการไปพบพวกเขาไหมละศ.เอมี่พูดด้วยสีหน้าที่เป็นต่อ

-ริว ระวังตัวด้วย ตอนนี้รอบตัวเจ้ามีจอมเวทระดับ Random Incant  ซ่อนตัวอยู่ประมาณ 60คน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นละ20 คน จอมเวทระดับ Leader อีก 30 คนซ่อนตัวอยู่หลังประตูนี้ละ อ้อ แล้ว บนฟ้าก็มีจอมเวทระดับ Lord อีก 10 คนซ่อนตัวอยู่บนเมฆด้วย  นอกจากนั้นรอบนอกน่าจะยังมีการกางข่ายเวทเพื่อป้องกันการหลบหนีอยู่อีก ข้าว่าเรื่องนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องของเจ้าแน่ๆ

ริวพยักหน้าเห็นด้วย (นั้นซิ ถ้าจะจับผมจริง แค่ศ.เอมี่คนเดียวก็เกินพอแล้ว แต่นี้เล่นแห่มากันทั้งกองร้อย แสดงว่าพวกเขาคงยังไม่รู้ว่าเรื่องของผมแน่ๆ )

-น่าจะเป็นแบบนั้น แล้วเจ้าจะเอาไงต่อละ ให้ข้าพาหนีไปเลยดีไหม-

ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ (ผมทำแบบนั้นได้ที่ไหนกัน  คนอื่นยังไม่เท่าไร แต่ยัยน้องสาวตัวแสบดันมาตกอยู่ในมือของพวกเขาด้วย ขืน ไม่ช่วยกลับไปมีหวังโดนด่าตาย)

-หึๆๆ สมกับเป็นซิสค่อนจริงๆ ขนาดไม่มีพลังเวทยังห่วงน้องสาวจนออกนอกหน้าอีกนะ ถ้าเช่นนั้นข้าว่าเจ้าควรทำตามยัยหนูคนนี้ไปก่อนเถอะ เพราะพวกเราไม่รู้ว่าเธอถือไพ่อะไรเอาไว้บ้าง-

 (ถ้าทำแบบนั้น มันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยนะ ยิ่งเดินตามเกมของศัตรูเท่านั้น พวกเรามีแต่เสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น)

-มันก็จริง แต่เจ้าดูจะชำนาญเรื่องเหล่านี้มากเลย  หรือว่าเคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อนหรือ?-

ริวจ้องมองศ.เอมี่ด้วยสีหน้าราบเรียบราวกับเรื่องที่ได้ยินไม่เกี่ยวกับเขาเลย (ไม่เคยโว้ย!!! ขืนเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ผมคงตายไปตั้งแต่แรกแล้วละ แต่ที่ชำนาญเรื่องพวกนี้เพราะ เวลาคุณแม่ดูละครหลังข่าว แม่ชอบด่าพระเอก ไม่ก็นางเอกที่ชอบทำตามคนร้ายง่ายๆนะ ยิ่งฉากที่คนร้ายจับตัวประกัน พวกพระเอก นางเอกจะทำอะไรไม่ได้เลย คุณแม่เลยมักจะพูดว่า ควรยิงทิ้งพร้อมตัวประกัน ไม่ก็ให้ยิงตัวประประกันจนเคลื่อนไหวไม่ได้ ก่อนจะยิงคนร้ายทิ้ง นอกจากนั้นยังบ่นอีกสารพัดวิธีที่สามารถทำให้คนร้ายหนีไม่รอดนะ ผมที่ดูอยู่ละครหลังข่าวกับคุณแม่ประจำเลยพลอยได้รับประโยชน์ในเรื่องแบบนี้มาด้วย แต่ใครจะไปคิดว่าต้องมาเจอกับตัวเองอย่างนี้ละ )

-เหอๆๆ ช่างเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แล้วสถานการณ์แบบนี้ แม่ของเจ้าบอกไหมว่า พวกเราควรทำอย่างไงดี-

 สีหน้าของชายหนุ่มยังคงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ (บอกซิ การจะต่อลองกับคนที่จับตัวประกันไว้ อย่างแรกสุดที่ต้องทำคือ เพิ่มคุณค่าของตัวเองเพื่อการต่อรองที่กำลังจะเกิดต่อจากนี้ )

-เอ๋!!! เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรนะ อย่างลืมซิน้องสาวเจ้าอยู่ในมือพวกมันนะ-

เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาในหัว ริวได้แต่นิ่งเงียบจนเท็ดดี้เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว ริวมองไปรอบๆด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก จากนั้นเขาก็มาหยุดตรงหน้าศ.เอมี่ พร้อมพูดออกมาว่า

“90 ไม่ซิ 100 คนซินะครับ เหล่าจอมเวทฝีมือดีที่สุ่มอยู่รอบๆนะ ไหนจะข่ายเวทป้องกันไม่ให้หนีอีก ตกลงว่าศ.เอมี่คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้วางกำลังคนไว้มากมายแบบนี้

ศ.เอมี่สะดุ้งเล็กน้อยเพราะเธอไม่คิดว่าริวจะจับสัมผัสได้รวดเร็วและละเอียดแบบนี้ นั้นยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความตกใจ ชายหนุ่มหลับตาลง เอานิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวาแตะที่หน้าผาก ส่วนนิ้วชี้ข้างซ้ายยื่นไปตรงหน้าศ.เอมี่ สักพักเขาก็แกล้งพูดด้วยน้ำเสียงดังพอประมาณว่า

คนที่ซ่อนตัวอยู่เป็นจอมเวทระดับ Random Incantประมาณ 59 ไม่สิ 60 คนมากกว่า แถมยังแบ่งเป็น 3 แถว แถวละ 20 คน  ด้านหลังประตูก็มีจอมเวทระดับ Leader จำนวน 30 คนซ่อนอยู่ แต่ที่ร้ายที่สุดเห็นจะเป็นจอมเวทระดับ Lord ที่ซ่อนตัวอยู่บนเมฆ เอ..  รู้สึกว่าจะมีน่าจะมี 10 คนซินะ”

(ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เก่งขนาดนี้!!! )เหล่าจอมเวทที่ซ่อนตัวอยู่ ต่างคิดขึ้นมาพร้อมกันทุกคน ยิ่งศ.เอมี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เธอหน้าซีดกับสิ่งที่ได้ยิน ผิดกับเท็ดดี้ที่หัวเราะเบาๆขึ้นมาในหัวของริว

- เปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้ในไม่กี่ประโยค เจ้านี้ยอดกว่าที่ข้าคิดไว้อีกนะ แถมยังเป็นการบอกว่า เจ้ารู้ทุกความเคลื่อนไหวที่ยัยหนูคนนี้ทำอีก ตอนนี้ยัยหนูที่อยู่ตรงหน้าแกคงไม่กล้าลงมือทำผลีผลามแน่ๆ ฮ่าๆๆ-

ริวยิ้มบางๆ(ยังแค่นี้ยังไม่มากพอ เท็ดดี้ ช่วยบอกตำแหน่งจอมเวทที่อยู่ใกล้ๆให้สัก 2-3 คนทีซิ ถ้าเป็นไปได้ ช่วยบอกด้วยว่าพวกมันอายุเท่าไร และเป็นจอมเวทในระดับไหน)

-ฮ่าๆๆๆ น่าสนุกดี ข้าจะแถมให้ด้วยว่าจอมเวทคนนั้นถนัดเวทสายไหน และอ่อนเวทสายไหนให้ด้วยละกัน เจ้าจะได้สามารถกดดันจอมเวทพวกนั้นให้มากขึ้นไปอีก ข้าชักอยากจะรู้แล้วว่ายัยหนูตรงหน้าเจ้าจะทำสีหน้ายังไงเมื่อได้ยินเรื่อง พวกนั้น-

เท็ดดี้พูดจบ มันก็บอกจุดที่จอมเวท 2 คนออกมาทันที ริวจึงพูดออกมาว่าแหม อย่าเพิ่งตกใจไปซิครับ นี้ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดสักหน่อย ผมไม่เพียงจะทราบเรื่องระดับของจอมเวท กับ จำนวนจอมเวทเท่านั้นนะ ผมยังทราบถึงเรื่องอื่นอีกด้วย อย่างเช่น จอมเวทระดับ Lord  ที่ซ่อนอยู่บนก้อนเมฆเหนือผมตอนนี้ เป็นชายอายุ 56 ปี ถนัดเวทสายฟ้าและเวทไฟเป็นพิเศษ แต่อ่อนในเรื่องเวทสายลม  ส่วนคุณป้าอายุ 50 ที่เป็นจอมเวทระดับLeader  ที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงห่างออกไป 10 เมตรนั้น ถนัดเวทแสดง ลม สายฟ้า และ น้ำแข็ง คุณป้านี้ยอมเยี่ยมใช้ได้เลยนะ แล้วก็..........

พอเลย ฉันเข้าใจแล้วว่าเธอเก่งระดับไหน ขืน เธอพูดมากไปกว่านี้ มีหวังเหล่าจอมเวทในกองร้อยสายฟ้า ได้ถอดใจลาออกกันหมดแน่ๆศ.เอมี่รีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคลาย ไม่ออก

 ริวได้แต่มองเธอ ก่อนจะพูดอย่างยิ้มๆเฮ้อ ให้เวลาผมอีกนิดก็ไม่ได้ ผมกะจะบอก 10 ลำดับสุดยอดของจอมเวทที่คุณพามาด้วยเลยนะ ไม่น่ารีบตัดบทก่อนเลย

ศ.เอมี่ที่ได้ยิน เธอยิ่งหน้าเสียเข้าไปอีก ผิดกับเท็ดดี้ที่พูดแทรกขึ้นมาทันที - ฮ่าๆๆๆ เจ้านี้มันโกหกหน้าตายเลยนะ ทั้งที่จริงเจ้าก็รู้ข้อมูลแค่ 2 คนเมื่อสักครู่เท่านั้น ยังปั้นหน้าด้านไปโกหกเขาแบบนั้นอีก ข้านับถือความกระล่อนของเจ้าจากใจเลย-

ริวได้แต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบอะไรออกมาเลย ศ.เอมี่เริ่มจะสงบสติอารมณ์ได้ เธอจึงพูดว่า เธอนี้ร้ายกาจจริงๆเลย ขนาดให้กองทหารสุ่มห่างออกไปกว่า 10 เมตรแล้ว เธอยังจับสัมผัสได้อีก แถมยังรู้รายละเอียดถึงขั้นที่ว่าจอมเวทคนไหนถนัดเวทอะไรอีก ฉันไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาเปรียบเทียบกับความเก่งของเธอแล้ว แต่ไม่ว่าเธอจะเก่งขนาดไหน เธอก็ไม่อาจจะทำลายข่ายเวทที่กางเอาได้หรอก

แต่ผมไม่คิดแบบนั้น ถ้าศ.เอมี่ไม่เชื่อก็คอยดูให้ดีละกันริวพูดออกมาอย่างยิ้มๆ เขาหันหลังกลับไปโดยอาศัยจังหวะนี้ หยิบเอามีดพับออกมาจากกกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มกำมันแน่นเหมือนจะบอกความรู้สึกที่มีกับมัน มีดพับส่องสว่างเป็นการตอบสนองความรู้สึกของริว เขาจัดการตวัดมือไปรอบตัวอย่างช้าๆ ศ.เอมี่ดูงงๆกับสิ่งที่เห็น แค่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ถามอะไรออกมา ริวได้เอามีดพับเก็บลงกระเป๋ากางเกงไปแล้ว สักพักเสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นมาว่า

-หึๆๆๆ ใช้ดาบไทอัสทำลายข่ายเวทเพื่อเป็นการข่มขวัญศัตรู แถมยังเป็นการบอกด้วยว่า เจ้าเป็นต่อขนาดไหน ช่างคิดจริงๆนะ 

พอสิ้นเสียงของเท็ดดี้เท่านั้น ริวก็รีบพูดขึ้นมา “ตอนนี้ข่ายเวทที่ปกคลุมอยู่ได้ถูกทำลายแล้ว ถ้าศ.เอมี่ไม่เชื่อจะหันไปถามพวกลูกน้องที่คุณพามาก็ได้นะครับ

คำพูดของริวทำเอาศ.เอมี่อึงไปพักใหญ่ เธอรีบหันไปมองรอบๆเพื่อดูว่าสิ่งที่ริวพูดเป็นจริงไหม สักพักสัญญาณจากคนที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกส่งกลับมาที่เธอ ศ.เอมี่มองริวด้วยความตกใจ สักพักเธอถอนหายใจ

เฮ้อ จอมเวท 100 คนต่างกลัวเธอจนไม่กล้าเคลื่อนไหว  ข่ายเวทที่แข็งแกร่งที่สุดของกองร้อยสายฟ้าถูกทำลายในพริบตา ถ้าฉันเล่าเรื่องในวันนี้ให้คนอื่นฟัง คงไม่มีใครยอมเชื่อในสิ่งที่ฉันพูดแน่ๆ

ริวยิ้ม ก่อนจะพูดว่าถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเล่าซิครับ ถึงยังไงผมก็ไม่คิดจะบอกเรื่องในวันนี้กับใครอยู่แล้ว เอาละ เชิญศ.เอมี่พาผมไปพบน้องสาวได้แล้วละ

-ฮ่าๆๆ อาศัยความสับสนและความตกใจจากแรงกดดันที่สร้างขึ้น จากนั้นเสนอทางถอยให้คู่ต่อสู้โดยไม่ยอมให้มีเวลาได้คิด แบบนี้เป็นใครก็ประเมินตัวตนของเจ้าไม่ออกทั้งนั้นละ -

ศ.เอมี่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะพูดว่า “ไม่ถามเหตุผล ไม่เสนอข้อเรียกร้องให้วุ่นวาย แต่เป็นการออกคำสั่งให้ฉันพาเธอไปทันที คนอย่างเธอนี้เป็นคนแบบกันไหนนะ

คนธรรมดาที่มีแขน มีขา แบบคนทั่วๆไปนั้นละครับริวตอบออกมาตามความจริง  แต่สำหรับศ.เอมี่แล้ว มันทำให้เธอต้องจ้องมองริวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก สักพักเธอก็พูดขึ้นมา  

            เอาเถอะในเมื่อเธอยอมตามมาเองก็ดีแล้ว ขืน ต้องปะทะกันขึ้นมาจริงๆ จอมเวทที่ฉันพามาคงจะถูกเธอจัดการหมดอยู่ดี

ไม่หรอกครับ ไม่แน่ว่าคนที่ถูกจัดการอาจจะเป็นผมก็ได้ ริวพูดตามความจริง

ศ.เอมี่ที่ทำท่าจะเดินนำไป เธอได้หันมาค้อนใส่เขา ก่อนจะพูดว่า ถ้าจะถ่อมตัวควรทำแต่พองาม เพราะ ถ้าถ่อมตัวมากไปจะหาว่าเธอกำลังดูถูกพวกเขาได้

รับทราบ ครับผมริวตอบออกมาทันที

-ฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าแกมีทักษะด้านนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคำโกหก คำพูดอันกำกวน หรือแม้แต่จังหวะที่พูดความจริง ไม่ว่าทางไหนก็ทำเอาคนฟังจับไม่ได้ ว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือคำโกหก ข้าว่า ยัยหนูคนนั้นคงกำลังกลุ้มใจอย่างหนักเลยละ

            (เฮ้อ มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก สิ่งที่ผมทำก็เรียนแบบมาจากหนังฝรั่งที่เคยดู ไม่ก็นิยายกำลังภายในที่เคยอ่านทั้งนั้น ความดีในครั้งนี้ต้องยกให้ไทอัส กับนายนั้นละ ถ้าไม่มีทั้ง 2 คน(?) ผมก็ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก ขอบใจนะ)

ส่วนเท็ดดี้ก็ทำแค่ร้องคำว่า เชอะ ออกมาเพียงคำเดียวแต่หัวสิงโตที่แหวนได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนดาบไทอัสดูเหมือนจะรู้ถึงสิ่งที่ริวคิด มันส่งความรู้สึกออกมาให้เขาอีกครั้ง ริวที่จับความรู้สึกได้จึงพูดออกมาว่า

เขินด้วยหรือ?”

 

สวนแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางมหาวิทยาลัย

          สวนแห่งนี้เป็นที่พักผ่อนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัย มันประกอบได้ด้วยต้นไม้ และดอกไม้นานาชนิดที่เบ่งบานได้ทุกฤดู สวนแห่งนี้มีลักษณะเป็นเขาวงกตที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 6000 ตาราง เมตร และมีทางเดินรวมในเขาวงกตยาวถึง 3 กิโลเมตร มันเป็นเขาวงกตแบบมีทางเข้า 4 ทิศทาง เขาวงกตแห่งนี้ไม่ใช่เขาวงกตแบบ 2 มิติเท่านั้น แต่มันเป็นเขาวงกตแบบ 3 มิติ ที่เป็นแบบนั้นก็เนื่องจากในเขาวงกตจะมีสะพานไม้ 10 ตัว ให้คุณสามารถปีนข้ามกำแพงภายในเขาวงกต เป็นการเพิ่มมิติให้แก่เขาวงกต ในวันนี้สวนแห่งนี้กลับปราศจากผู้คน แถมทางเข้าทั้ง 4 ทิศยังมีทหารองค์รักษ์เฝ้าอย่างแน่นหนา

            ศ.เอมี่พาริวมาหยุดตรงทางเข้าทิศเหนือ ก่อนที่เธอจะขอตัวไปแจ้งข่าวให้กับเหล่าองค์รักษ์ที่เฝ้าทางเข้าอยู่  ชายหนุ่มได้แต่จ้องมองดอกไม้ และต้นไม้ที่อยู่รอบๆอย่างสนใจ ระหว่างนั้นเองที่เท็ดดี้พูดขึ้นมาว่า

-ไอ้ริวเวลาแบบนี้ เจ้ายังมีอารมณ์มาชมดอกไม้อยู่อีกนะ เจ้าไม่รู้หรือยังไงว่าตัวเองอยู่ในอันตรายแค่ไหน-

            (รู้ซิ เพราะแบบนั้นถึงได้พยายามชมดอกไม้เพื่อระงับความกลัวอยู่นี้ไง) ริวคิดขึ้นมาตามความจริง ถ้าถามบอกว่าริวกำลังกลัวแค่ไหน เขาคงบอกได้เลยว่า เขากำลังกลัวที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ในเวลานี้คือ การระงับความกลัวด้วยการเปลี่ยนไปสนใจในสิ่งที่อยู่รอบๆแทน  เท็ดดี้ได้แต่จ้องมองริว ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า

            -เฮ้อ เจ้านี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนกันนะ ทำไมถึงควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีแบบนี้-

            ริวฝืนยื้ม (ถ้าถามว่าสภาพแวดล้อมแบบไหน ผมคงตอบว่าแบบธรรมดาทั่วไป ที่ตื่นเช้ามาก็อาบน้ำแปรงฟัน แล้วก็ไปโรงเรียน กลับมาก็เล่น กินข้าว แล้วก็อาบน้ำ นอน ดึกๆอาจจะสะดุ้งตื่นเพราะลืมทำการบ้านก็ได้ แต่ที่ทำให้ผมควบคุมอารมณ์ได้ดีแบบนี้ คงต้องยกความดีให้คุณพ่อมากกว่า ท่านมักจะพร่ำสอนว่า การกระทำยามที่ไม่มีสตินั้นส่งผลร้ายแค่ไหน เรียกว่า บ่นแทบทุกวัน 3 เวลาหลังอาหาร จนคนฟังอย่างผมท่องคำบ่นกลับหลังยังได้เลยนะ )

            -หึๆ แบบนี้เอง เจ้าที่รำคาญคำบ่นเหล่านั้นจึงพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้พ่อได้เห็นแล้วจะได้เลิกบ่นซะทีซินะ  -

            ริวยิ้มพร้อมคิดตอบไป(ถูกต้อง ในช่วงแรกที่ทำก็เพราะขี้เกียจฟังคุณพ่อบ่นเท่านั้นเอง แต่พอทำไปเรื่อยๆดันติดเป็นนิสัยขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่นายเห็นนั้นละ)

            -แล้วไม่ทราบว่าพ่อขอเจ้าเลิกบ่นหรือยังละ-

            (พ่อเลิกบ่นไปตั้งแต่ผมอายุ 7 ขวบแล้วละ แต่ที่เลิกไม่ใช่เพราะผมหรอกนะ คุณแม่เป็นคนขอให้เลิก แต่แกอย่าถามนะว่าใช้วิธีไหนขอร้อง บอกตามตรงวิธีนั้นมันน่ากลัวเกินที่จะบรรยายได้)

              เท็ดดี้ได้แต่อมยิ้มให้กับสิ่งที่ริวพูด สักพักศ.เอมี่ก็เดินกลับมาหาริว พร้อมพูดว่า เดี๋ยวเธอเดินตามฉันมาเลย แต่ห้ามถามหรือพูดอะไรทั้งสิ้น เพราะฉันจะไม่พูดอะไรกับเธออีกแล้ว

            ศ.เอมี่พูดจบก็พาริวเข้าไปในเขาวงกตทันที หลังจากที่เดินมาร่วม 20 นาที ศ.เอมี่ก็พาริวมายังใจกลางของเขาวงกต   ใจกลางของเขาวงกตนั้นมีศาลายุโรปสีขาว ทรง 4 เหลี่ยม ตั้งอยู่กลางดอกไม้นานาชนิด ศ.เอมี่บอกให้ริวรออยู่ในจุดที่ห่างจากศาลาประมาณ  5 เมตร ส่วนเธอกลับเดินตรงขึ้นไปที่ศาลา ริวเห็นว่าในศาลามีชาย 2 คนกำลังเล่นหมากรุกกันอยู่  1 ใน 2 คนที่อยู่ในศาลานั้นกลับเป็น แกรน เมอลินผู้ อำนวยการแห่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้นั้นเอง แต่อีกคนกับมองเห็นไม่ชัด ริวจ้องมองพวกเขาสองคนอยู่สักพัก แต่เขาก็ถูกกระดานหมากรุกดึงดูดความสนใจไป ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนจากการจ้องมองชาย 2 คนนั้นมาเป็นกระดานหมากรุกแทน

             ศ.เอ มี่ตรงขึ้นไปหาชายอีกคนที่เล่นหมากรุกอยู่กับผู้อำนวยการ เขาทำเพียงยกมือขึ้นมาเป็นการรับทราบในสิ่งที่ ศ.เอมี่รายงานให้ทราบ ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้เธอถอยออกไป ศ.เอมี่ได้แต่ก้าวเดินไปยืนข้างผู้อำนวยการ ขณะนั้นเองที่เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาว่า

            -ไอ้ริว ระวังตัวด้วยนะ ศาลาแห่งนี้มีทหารองค์รักษ์ที่เป็นจอมเวทระดับ Master อยู่ถึง 5 คน แถมทุกคนต่างใช้เวทอำพรางตัวเอาไว้ 4 คนแรก เฝ้าอยู่ตามเสาแต่ละต้นของศาลา ส่วนคนสุดท้ายอยู่ข้างกายของชายที่ยัยหนูเอมี่เข้าไปกระซิบ  ถ้ายังไงแก..........

            (แกช่วยเงียบหน่อยได้ไหม มันรบกวนสมาธิในการดูหมากรุกกระดานนี้อยู่นะ)ริวพูดตัดบทขึ้นมาทันที

            เท็ดดี้ได้แต่อึ้งในสิ่งที่ได้ยิน มันถึงกับพูดออกมาว่า

            -ไอ้ริว  ตอนนี้แกยังมีหน้าไปมองกระดาษหมากรุกอีกหรือฟะ แกไม่รู้หรือยังไงว่า ตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบไหน  เอ๊ย แกฟังข้าบ้างหรือเปล่าเนี่ย ไอ้บ้าริว-

            ริวไม่ตอบเขายังคงสนใจกระดานหมากรุกอย่างไม่วางตา  การเล่นหมากรุกยังคงดำเนินต่อไปอีกกว่า 1 ชม. แต่ริวก็ไม่มีท่าทีจะเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย คนที่ดูเบื่อหน่ายกับเป็นศ.เอมี่กับพวกที่ซ่อนตัวอยู่มากกว่า แต่ในจังหวะที่ชายคนอีกคนกำลังจะวางหมากตัวต่อไป เสียงของริวก็ดังขึ้นว่า

อย่าเดินม้าไปตรงนั้นซิครับ  เปลี่ยนไปเดินที่จุด 8-6 ดีกว่า

            เจ้าของหมากรุกที่กำลังจะเดินถึงกับหยุดลง เขาหันไปมองริวเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนไปวางตามที่ริวบอก ผู้อำนวยการมองหมากในตำแหน่งนั้น เขาถึงกับทำหน้าเครียดขึ้นมาเลย สักพักผู้อำนวยการก็หยิบเรือในกระดานหมากรุกไปวางยังจุดหนึ่งแทน ริวรีบพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้งว่า

จังหวะนี้ละ เดินเรือไปที่ 5-7 จากนั้นฝ่ายตรงข้ามก็จะย้ายเรือมาปิดทางเพื่อป้องกันขุน พอถึงตาหน้า เราก็จะใช้ม้ารุกฆาตได้เลย

เจ้าของตัวหมากรุกและผู้อำนวยการต่างจ้อง มองหมากกระดานนั้นตามที่ริวบอกทันที ขณะที่ทั้งสองกำลังจ้องมองนั้น เสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นว่า

-ไอ้ริว แกต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แทนที่จะระวังตัวเรื่องที่ข้าบอก แกดันไปสอนให้พวกเขาเล่นหมากรุกซะได้ ตกลงว่าแกยังสติดีอยู่ไหมฟะ -  

 ริวยิ้ม(แน่นอน!!! ผมสติดีเต็ม 100 เลย นายรู้ไหมว่าหมากกระดานนั้นน่าสนใจแค่ไหน ถ้านายเป็นนักเล่นหมากรุก นายไม่มีทางปล่อยไปโดยไม่ดูหรอก คอยดูนะเดี๋ยวกลับบ้านไปผมจะเอาหมากกระดาษนี้ไปแสดงให้คุณพ่อดูบ้าง ดูซิท่านจะเจ็บใจแค่ไหนที่ไม่ได้เห็นหมากกระดาษนี้ )

-ไอ้เด็กบ้า! แทนที่จะห่วงเรื่องนั้น แกน่าจะคิดหาทางรอดจากที่นี้ก่อนไม่ดีกว่าหรือ? แกรู้ไหมว่าขณะที่แกกำลังสนใจกระดาษหมากรุกอยู่ ไอ้พวกที่ใช้เวทอำพรางตัวอยู่จะสามารถสังหารแกเมื่อไรก็ได้นะ

(พวกที่อำพรางตัวอยู่? พวกเขาอยู่ตรงไหนหรือ?)ริวเปลี่ยนเรื่องพูดทันที เพราะขืนปล่อยให้เท็ดดี้พูดต่อไป มีหวังไมเกรนถามหาแน่ๆ

-ไอ้เด็กบ้านี้ ข้าบอกแล้วไงว่าตรงต้นเสาทั้ง 4 ต้นยังไงละ-

 ริวมองไปทางต้นเสา ก่อนจะคิดขึ้นว่า(เอ่อ เท็ดดี้ ต้นเสาที่แกบอกใช่ต้นเสาของศาลาหลังนี้ใช่ไหม)

-ถ้าไม่ใช่ต้นเสาของศาลาแล้ว มันยังมีต้นเสาที่ไหนในสวนอีกฟะ -

ริวมองไปที่ต้นเสา ก่อนจะทำหน้างงๆแล้วคิดขึ้นมาว่า (เท็ดดี้ แกข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ในเมื่อตรงต้นเสาก็มีคนยืนเฝ้าเอาไว้ทั้ง 4 มุมอยู่แล้วนี้ ทำไมต้องมีพวกที่ใช้เวทอำพรางตัวซ่อนอยู่อีกชั้นให้มันวุ่นวายอีกด้วยละ )

-เจ้าเห็นคนยืนอยู่ตรงต้นเสาด้วยหรือ?-

ริวพยักหน้า ก่อนคิดขึ้นว่า (ไม่เห็นซิแปลก แต่ละคนดูประหลาดทั้งนั้น อย่างคนที่อยู่ทางเสาต้นแรกเป็นชายร่างอ้วนสะพายดาบไว้ข้างหลัง ต้นเสาต้นถนัดมาเป็นหญิงสาวอายุน่าจะไม่เกิด 25ปี แต่งตัวด้วยสีแดงเข้มตั้งแต่เส้นผมจรดรองเท้า ดูซิขนาดอาวุธยังเป็นแส้สีแดงเลย ผมว่ายัยนี้ต้องชื่อ เรดแน่ๆ ส่วนที่อยู่ไกลหน่อยเป็นชายร่างสูงโปร่งที่ยืนไม่ไหวติงมาตั้งแต่ต้น และคนสุดท้ายเป็นชายตัวเล็กที่ข้างกายมีขวานขนาดยักษ์)

-ไม่จริงน่า! เจ้ามีเนตรมังกรด้วยหรือ?-

ริวทำหน้างงๆ ก่อนจะถามออกไปว่า (เนตรมังกร มันคืออะไรหรือ?)

-เนตรมังกร คือ ความสามารถพิเศษที่สามารถมองแก่นแท้ของคำสาป เวทมนตร์ หรือ สิ่งลวงตา หรือ สิ่งที่ถูกปกปิดต่างๆได้นะ  ยกตัวอย่างง่ายๆนะ การที่เจ้ามองเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงเสาได้ทั้งๆที่เขาใช้เวทอำพรางอยู่ และไม่แน่ว่าการที่เจ้ามองเห็นหนังสือนิยายเล่มนั้นในแผงหนังสือเก่าแล้ว สนใจอาจจะเป็นเพราะดวงตาคู่นี้ก็ได้-

(เอ๋!!! ผมไปมีความสามารถแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ไม่ซิ ทำไมผมถึงมีความสามารถอย่างนี้ได้ ผมเป็นคนที่ไร้พลังเวทนะ )

-ถ้าถามว่าตั้งแต่เมื่อไร ข้าคงต้องตอบว่าตั้งแต่เกิดนั้นละ แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงมีความสามารถแบบนี้ได้ นั้นก็เพราะสายเลือดในตัวของเจ้าเป็นคนมอบให้ยังไงละ เพียงแต่ข้าไม่คิดจริงๆว่า ความสามารถพิเศษของเจ้าจะเป็น เนตรมังกร-

ริวได้แต่มีเครื่องหมายคำถามขึ้นบนหัว แต่เขาก็ยังคงไม่พูดหรือถามอะไรออกมา เท็ดดี้จึงพูดออกมาว่า

-ริว เวลาได้ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วนะ เจ้ายังไม่คิดจะเปิดรับตัวเองอีกหรือ?-

(..........ขอเวลาอีกนิด ผมยังไม่พร้อมที่จะรับฟังจริงๆ )ริวเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นมา

            -เฮ้อ ตามใจเจ้าก็ละกัน-

            (ขอบใจนะ จริงซิ  ถ้าเนตรมังกรมีความสามารถอย่างที่นายว่ามาจริง ทำไมผมถึงมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของหนังสือนิยายละ  )ริวถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

-นั้นเพราะเจ้าสนใจในตัวของนิยายที่เขียนเอาไว้ มากกว่าตัวตนที่แท้จริงของมัน  ดังนั้นเนตรมังกรจึงทำให้เห็นในสิ่งที่เจ้ายากเห็นนะ

ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ แม้จะไม่ทราบว่า เนตรมังกรคืออะไร และมาจากไหน แต่ดูเหมือนเขาคงต้องซวยเพราะมันแน่ๆ 

ระหว่างที่ริวกำลังกลุ่มใจอยู่นั้น เจ้าของตัวหมากรุกที่ชายหนุ่มบอกให้เดินก็ถอนหายใจ พร้อมพูดออกมาว่า

ช่าง เป็นเด็กที่น่าสนใจจริงๆ ขนาดปล่อยให้รอเป็นชั่วโมงยังไม่มีท่าทางจะโกรธแม้แต่น้อย คนหนุ่มแบบนี้ช่างหาได้ยากจริงๆ เอมี่ ไปพาเขามาหาลุงดูใกล้ๆหน่อยซิ

ศ.เอมี่เดินเข้ามาหาริวอีกครั้ง เธอพาเขาให้เดินไปที่ศาลา  ขณะที่เดินไปนั้นเอง ริวได้หันมองไปยังองค์รักษ์ทั้ง 4 อย่างไม่รู้ตัว และพอมาถึงศาลา  ชายหนุ่มกลับเห็นทหารองค์รักษ์อีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายคนที่เรียกริวเข้าไปหา แม้จะเห็นไม่ชัดนักแต่เขาก็มั่นใจว่า มีคนอยู่ในศาลาอีก 1 คนจริงๆ 

หลานชายกำลังมองอะไรอยู่หรือ?”เสียงของชายที่เรียกริวเข้าไปพบถามขึ้นมา

ริวได้แต่หันไปมองคนที่พูด ชายคนนี้ดูเป็นชายกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดธรรมดา แต่ไม่ว่าท่าทาง หรือน้ำเสียงล้วนดูมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก แรงกดดันจากเหล่าองค์รักษ์ 4 คนที่มุมเสา และองค์รักษ์ 1 คนที่อยู่ต่อหน้าพุ่งตรงมาที่ชายหนุ่ม  ริวแทบอยากจะหนีไปจากจุดที่ยืนอยู่ เพียงแต่ว่าขามันไม่ยอมทำตามที่เขาสั่งแม้แต่น้อย  จังหวะนั้นเองที่เสียงเท็ดดี้ดังขึ้นมาว่า

-คนที่กำลังพูดกับแกอยู่นั้นคือ กษัตริย์ของรัฐแห่แสงสว่าง หรือก็คือ ผู้นำรัฐแห่งนี้  แกควรจะระวังคำพูดหน่อยก็ดีนะ ไม่เช่นนั้นไอ้ 5 ตัวที่อยู่รอบๆคงได้พร้อมใจกันฆ่าแกทิ้งแน่ๆ-

(ไอ้แหวนบ้า แกอย่ามาแช่งกันซิโว้ย ตอนนี้แค่ยืนยังจะไม่ไหวเลย แกมีเวทอะไรที่ช่วยทำให้ขาแข็งบ้างไหม ไม่เช่นนั้นผมได้ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นแน่ๆ)

-แกนี้มันจริงๆเลยน้า แค่นี้ก็ทนไม่ไหวซะแล้ว-

เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้น ก่อนที่ดวงตาของราชสีห์จะส่งประกายสีแดงขึ้นมาแวบหนึ่ง ร่างกายตั้งแต่ท่อนร่างของริวหมดความรู้สึกไปทันที สักพักเสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นว่า

-ข้าใช้เวท Iron Body ทำ ให้ร่างกายส่วนล่างของเจ้ากายเป็นเหล็กไปแล้ว เฮ้อ ปกติเวทบทนี้จะไว้ใช้เพิ่มพลังป้องกันขั้นสูงสุดจนไม่อาจจะมีอะไรมาทำร้าย ได้ แต่ใครจะไปคิดว่าข้าต้องเอามาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าล้มลงไปนั่งกับพื้น แบบนี้ เสียดายเวทจริงๆ-

ริวได้แต่ยิ้มแบบกลืนไม่ข้าคลายไม่ออก เขาพยายามที่จะหาข้อแก้ตัวไปอ้างกับเท็ดดี้แต่ก็นึกอะไรไม่ออกเลย ริวจึงจำใจต้องส่ายหน้าออกไป 

กษัตริย์ที่เห็นริวส่ายหน้า เขาจึงต้องถามขึ้นมาอีกครั้งว่าหลานชาย ถ้าเห็นอะไรก็พูดมาเถอะ คนในที่นี้ทุกคนจะไม่หัวเราะหลานชายแน่ๆ

ริวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองกษัตริย์แล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า  ผมกำลังมองคนที่ซ่อนตัวอยู่นะครับ

คำตอบของริวทำเอาทุกคนที่ฟังต้องเงียบไปทันที  ไม่นานกษัตริย์ก็ถามขึ้นมาด้วยเสียงราบเรียบว่า แล้วคนที่ซ่อนตัวอยู่ตรงไหนบ้างละ

ที่ต้องเสาด้านนอกมี 4 คน และข้างตัวคุณก็มีอีก 1 คน ครับ คุณกษัตริย์แห่งรัฐแสงสว่าง หรือว่าควรจะให้ผมเรียกว่าผู้นำแห่งรัฐนี้ดีละ

-ไอ้ริว แกจะบ้าไปถึงไหนกัน แกรู้ไหมว่ากษัตริย์แห่งรัฐนี้ ทุกครั้งที่ออกว่าราชการจะสวมหน้ากากทองคำ ดังนั้นจึงมีคนไม่มากที่ทราบหน้าตาที่แท้จริงของท่านเป็นอย่างไง แถมเหล่าองค์รักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่  ถ้า ไม่ใช่แกที่มีเนตรมังกร หรือไม่ใช่สัตว์เทพแบบข้า คงไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขาแน่ การที่แกเอาเรื่องทั้งสองอย่างไปบอกพร้อมกัน มันก็เหมือนเป็นหงายไพ่ในมือทั้งหมด แบบนี้แกยังคิดจะเป็นต่อได้อีกหรือ?-

ริวยังคงไม่แสดงสีหน้าอะไรเช่นเคย (นั้นละดีแล้ว พวกเขาจะได้คิดรู้ว่าผมรู้ทุกเรื่อง แต่ก็ยังยอมทำตามแผนที่เขาวางไว้ ซึ่งนั้นหมายความว่า ผมในตอนนี้มีไพ่ที่เหนือกว่าพวกเขายังไงละ )

-สรุปว่าแกคิดจะลักไก่กษัตริย์ และเหล่าองค์รักษ์ทั้งหมดสินะ แกต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ-

(โธ่ เท็ดดี้ ถ้าทำได้ผมอยากจะทำแบบนี้หรือ? บอกตามตรงนะ ถ้าผมยังอยู่ใต้สภาพแรงกดดันแบบนี้ต่อไป มีหวังผมได้สลบทั้งยืนแน่ ทีนี้ละเรื่องใหญ่ ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องทำให้จบให้เร็วที่สุด )

บรรยากาศรอบๆศาลาเริ่มตึงเครียดมากขึ้น ขนาดที่ว่าริวอยากจะเป็นลมให้ได้เลย ขณะนั้นเองที่ดาบไทอัสได้ส่งความรู้สึกบางอย่างให้กับริว ความรู้สึกนี้คือความรู้สึกที่บ่งบอกว่า มันจะปกป้องชีวิตเอง  ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว และรอยยิ้มนี้ละที่ทำเอากษัตริย์ ผู้อำนวยการ ศ.เอมี่ รวมไปถึงพวกที่ซ่อนตัวอยู่ถึงกับพูดอะไรไม่ถูกเลย ไม่นานเสียงของกษัตริย์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้งว่า

ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมองออกไปได้เร็วถึงขนาดนี้ ใช่แล้วล่ะ ฉันคือกษัตริย์แห่งรัฐนี้ เธอจะเรียกว่าโทมัสก็ได้นะ

กษัตริย์โทมัสหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อว่าพวกเจ้าทุกคนออกมาได้แล้วละ

สิ้นเสียงของพระราชา คน 5 คนที่ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฏออกมา แน่นอนว่าทุกคนต่างมองมาทางริวจนหมด เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาอีกครั้งว่า

-แกนี้ช่างหาศัตรูเพิ่มซะจริงนะ แค่ไอ้ 4ตัวที่อยู่ตรงมุมเสาก็ว่าแย่แล้วนะ แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือ ไอ้คนที่อยู่ข้างกษัตริย์โทมัส มันถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือที่หาตัวจับได้ยากเลยนะ ชายคนนั้นมีทั้งสายเลือดมังกรทอง สายเลือดของเก็บบุ และสายเลือดของพยัคฆ์ขาวอีก อาวุธที่อยู่ข้างกายมันก็คือ จักรวารี ที่เป็น 1 ในอาวุธเทพเจ้าแบบดาบไทอัสอีกด้วย งานนี้อย่าว่าแต่จะสู้เลย แค่จะหนีก็ยังไม่รู้จะเอาตัวรอดได้ไหม จำไว้อย่าพูดอะไรขัดหูกษัตริย์อีกละ ถ้าแกยังไม่อยากจะตาย-

คำพูดของเท็ดดี้ทำเอาริวหันไปมองชายที่อยู่ข้างกายของกษัตริย์โทมัสอย่างไม่รู้ตัว ชายคนนี้มีอายุประมาณ 25 ปี สายตาคมเข้ม ใบหน้ารูปไข่ ที่สำคัญสุดมันหล่อไม่แพ้ชางเลย ริวจ้องมองแต่ชายคนนี้ แน่นอนว่าชายคนนี้ก็จ้องมองริวเช่นกัน  ไม่นานเสียงของกษัตริย์ก็ดังแทรกระหว่างพวกเขาว่า

ท่าทางหลานชายจะสนใจ ชิริว น่าดูเลยซินะ ไม่ทราบพอบอกได้ไหมว่าเธอสนใจเขาที่ตรงไหนหรือ?”

ริวไม่รู้จะตอบอย่างไง เพราะเขาแค่สนใจชายที่ชื่อชิริวตามที่เท็ดดี้บอกมาเท่านั้นเอง ริวรีบคิดหาเหตุผลทันที ก่อนจะพูดออกมาว่า

จักรวารี ที่เป็น 1 ใน 8 อาวุธเทพเจ้า

ชิริวถึงกับสะดุ้ง เขามองไปยังอาวุธที่อยู่ข้างกาย ริวที่เห็นมาถูกทางแล้ว เขาจึงรีบพูดต่อว่า ชายที่มีสายเลือดมังกรทอง สายเลือดของเก็บบุ และสายเลือดของพยัคฆ์ขาวอยู่ในตัว ไม่ว่าใครก็ต้องสนใจอยู่แล้วละครับ

-ไอ้เด็กบ้า นี่แกเอาอีกแล้วนะ แกจะไปพูดเรื่องแบบนั้นทำไมกันฟะ แบบนี้มันจงใจหาเรื่องชัดๆเลย-

(เอาน่า ไม่ว่ายังไงก็จะมีเรื่องกันอยู่แล้ว สู้เทหมดหน้าตักให้มันรู้ไปเลยว่า การลักไก่ของผมจะได้ผลแค่ไหน ไม่ดีกว่าหรือ? ดูซิ ตอนนี้แรงกดดันหายไปเกินกว่าครึ่งแล้วนะ อีกอย่างต่อให้หมอนั้นอยากจะมีเรื่องแค่ไหน เขาก็ไม่ลงมือทั้งที่กษัตริย์โทมัสนั่งอยู่หรอก แกว่าจริงไหมละ)ริวคิดขึ้นมา

-......จริงของแก -

คำตอบของริวนี้ทำเอาทุกคนอึ้งและทึ่งไปอีก ครั้งโดยเฉพาะชิริว เขาจ้องมองริวอย่างละเอียดอีกครั้ง จังหวะนั้นเองที่กษัตริย์โทมัสพูดขึ้นมาว่า

นี้ยิ่งกว่าสิ่งที่ผู้อำนวยการและเอมี่ พูดเอาไว้อีกนะ ขนาดเพิ่งพบหน้ากันไม่นานยังทราบรายละเอียดได้ขนาดนี้  ชิริว เจ้าละได้ข้อมูลอะไรของหลานชายผู้นี้บ้าง

ไม่ทราบเลยครับ ท่านพ่อ ชิริวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก สักพักเขาก็พูดต่อว่าตอนแรกที่เห็นเขา ผมนึกว่าเขาเป็นพวกไม่มีพลังเวทซะอีก(ริวสะดุ้งทันที) ไหนจะร่างกายที่ดูอ่อนแอกว่าปกติ(หัวใจของริวเต้นรัวดัวยจังหวะ 8บีท เหงื่อของริวเริ่มไหลออกมาตามฝ่ามือ) การเคลื่อนไหวก็แย่จนดูไม่เหมือนคนเคยฝึกวิชามาเลย(ความรู้สึกเสียวสันหลังลามไปทั้งตัวของริว) แต่ใครจะคิดว่าทั้งหมดนั้น เขาทำเพื่อให้พวกเราตายใจ เฮ้อ แม้แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาให้วิธีใดในการตรวจสอบพวกผมนะครับ

-เจ้าเด็กนั้นรู้ก็แปลกละ เวทตรวจสอบของสัตว์เทพไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อย่างหมอนั้นจะมาจับผิดได้หรอก-

ชิริวหันมามองริวด้วยสายตาที่ท้าทาย กษัตริย์ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะพูดออกมาว่าพอเถอะ ชิริว ระดับของเจ้ากับหลานชายคนนี้ต่างกันเกินไป อย่าได้คิดจะไปหาเรื่องใส่ตัวอีกเลย

กษัตริย์โทมัสหยุดมองริว ก่อนจะหันไปพูดกับเหล่าองค์รักษ์และชิริวว่าพวกเจ้าทุกคนต่างเร่งแรงกดดัน เพื่อผลักดันให้เขาถอยออกห่าง แต่เขากลับไม่ต่อต้านและยังยอมรับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ถอยห่างแม้แต่ก้าวเดียว พวกเจ้าทั้ง 5 คนคิดว่าเขาทำไปเพื่ออะไรละ

ชิริวส่ายหน้า กษัตริย์โทมัสจึงพูดขึ้นว่า นั้นเพราะเขาต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นมิตร และไม่ได้คิดร้ายต่อพวกเรา ถ้าเจ้ายังไม่ทราบถึงความปราณนาดีของเขาอีก เจ้าก็ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว

-ฮ่าๆๆ ไอ้ริว ท่าทางเจ้าจะลักไก่คนเหล่านี้ได้แล้วนะ ถ้าไม่เห็นกับตาจะมีใครเชื่อไหมว่า แกจะกล้าลักไก่ในสถานการณ์แบบนี้ 

ริวได้แต่ถอนหายใจให้กับสิ่งที่เท็ดดี้พูด ชิริวก็พูดออกมาว่าโล่งใจหรือครับ ที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผมนะ

ใช่ครับ ผมโล่งใจจริงๆ ถ้าผมปะทะกับคุณขึ้นมา ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงจะประเมินค่าไม่ได้เลย ดังนั้นการที่ไม่เกิดอะไรขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วละครับ

-หึๆ คารมเจ้านี้เยี่ยมจริงๆ ไม่เพียงแต่เป็นการบอกว่ายอมรับฝีมือของคู่ต่อสู้ ยังเป็นการบอกอีกว่าฝีมือเจ้ากับไอ้เด็กนั้นพอๆกัน การพูดแบบนั้นได้สร้างทางถอยให้แก่คู่ต่อสู้  ยิ่งอ้างถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว ถ้าไอ้บ้านั้นคิดจะลงมืออีก มันก็ไม่สมควรเป็นรัชทายาทหรอก -

ชิริวพยักหน้าอย่างพึงพอใจให้กับคำตอบที่ริวพูดออกมา  กษัตริย์โทมัสบอกให้ชิริวและพวกถอยออกไป เขาหันมามองริว ก่อนจะพูดว่า

หลานชายชื่อ ริว ซินะ

ริวพยักหน้า กษัตริย์โทมัสพูดต่อว่าหลานชายรู้ไหมว่าฉันเรียกหนูมาที่นี้ทำไม

“........”ริวไม่ตอบ เพราะถ้าตอบไปว่ามาเพราะน้องสาวที่ถูกจับตัวมา มีหวังได้มีเรื่องกันต่อแน่ๆ ดังนั้นการเงียบจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

กษัตริย์โทมัสจ้องมองริว ก่อนจะคิดขึ้นมาว่า(ไม่ตอบเพราะตัดสินใจที่จะทำลงไปแล้วซินะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะถูกใครรับรู้ก็คิดจะทำต่อโดยไม่สนใจสิ่งใด )

กษัตริย์โทมัสที่คิดถึงตรงนี้ เขาจึงพูดต่อว่าการที่ฉันเรียกหลานชายมาเพราะฉันทราบว่าหนูจะไปล่าที่ไหน ฉันจึงอยากจะถามให้แน่ใจว่าหนูตัดสินใจทำแบบนั้นจริงๆหรือ?"

(อ้อ ค่อยยังโล่งอกหน่อย ที่แท้พระองค์คงสงสัยว่า ผมจะไปล่าที่หุบเขามังกรจริงหรือเปล่าซินะ มันก็น่าจะสงสัยหรอก อันดับ 1 ของสนามสอบดันคิดจะไปล่ากระต่ายเขาเดียว ใครฟังก็คงคิดว่าบ้าทั้งนั้นละ แต่เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องจับตัวน้องสาวผมมาเลยหรือ? แบบนี้มันทำเกินไปแล้วนะ)ริวที่คิดแบบนั้น สักพักเขาก็พยักหน้าก่อนจะพูดว่า

ใช่ครับ ผมตัดสินใจทำแบบนั้นลงไปแล้ว ต่อให้ท่านขอร้อง ผมก็ไม่เปลี่ยนใจอย่างแน่นอน

กษัตริย์โทมัสจ้องมองริว ก่อนจะคิดขึ้นมาว่า (สายตาของเด็กคนนี้ นี่คือสายตาของคนที่ตัดสินใจแล้วจริงๆ แถมสายตานี้ยังเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าตัวเองจะต้องรอดกลับมาอีก ทั้งที่จะไปยังที่หุบผามังกรนี้นะ แค่จุดนี้ก็เหนือกว่าชิริวไปหลายขุมแล้ว  เด็กคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงได้มั่นใจตัวเองได้มากขนาดนี้ )

กษัตริย์โทมัสได้แต่พยักหน้าชื่นชมในสิ่งที่ริวตัดสินใจ (ท่านคิดไปเอง)  จากนั้นก็หันไปพูดกับศ.เอมี่ว่า

เอมี่ หลานไปตามเด็กพวกนั้นมาเถอะ

ศ.เอมี่ เดินจากไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับลีฟ่า ฟราน เทียน่าและยูอิ พอพวกเธอทั้ง 4 คนปรากฏออกมาแล้ว  เท็ดดี้จึงคลายเวทให้กับริว เขารีบวิ่งเข้าไปหาเทียน่าโดยไม่สนใจพระราชาหรือใครที่มองอยู่เลย  พอริวมาถึงเทียน่า เธอก็ดึงมือริวไปด้านข้าง ก่อนจะกระซิบขึ้นว่า

พี่ค่ะ พี่ไปพูดอะไรกับลีฟ่าและยูอิ ทำไมพวกเธอถึงได้เข้าใจผิดแบบนี้

เข้าใจผิด? เดี๋ยวก่อน น้องกำลังพูดอะไรอยู่นะ พี่ไม่เห็นเข้าใจเลย พี่ก็แค่พูดตามที่น้องบอกเท่านั้นเองนะ ไม่ได้พูดอย่างอื่นอีกเลยนะริวพูดออกมาด้วยทางงงๆ

เทียน่าเงียบลง ก่อนจะคิดขึ้นมาว่า (ถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่ายัยพวกนี้คงเข้าใจคำพูดของเราผิดไปเองซิ โธ่ ทำไมเรื่องถึงได้ดูวุ่นวายแบบนี้ น้ำหน้าอย่างพี่ริวนี้นะจะไปสู้กับจอมมาร พวกเธอนี้ช่างคิดไปได้)

             “เทียน่า ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือ?”ริวถามขึ้นมาอีกครั้ง

 เทียน่าไม่ได้ตอบ เธอรีบหันไปพูดกับริวว่าพี่ค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอธิบายเรื่องนั้น เดี๋ยวพอมีเวลาหนูจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง

             ชายหนุ่มได้แต่พยักหน้า เทียน่าก็พูดต่อทันทีว่า อ้อ ต่อจากนี้ห้ามพี่พูดอย่างเด็ดขาดนะ

ริวถึงกับอึ้งไปทันที เขารีบจะอ้าปากถามออกไป แต่เทียน่ากับส่งสายตาพิฆาตมาให้กับเขา ริวจำต้องกลืนคำพูดที่จะถามลงคอทันที  เทียน่าดึงมือเขาไปรวมกลุ่มกับพวกยูอิ ฟรานมองมาที่ชายหนุ่ม ริวจึงได้แต่ยิ้มตอบ ฟรานส่ายหน้าก่อนจะคิดขึ้นว่า

(อีตานี้ ไม่มีต่อมความกลัวหรือยังไงนะ ทำไมเขาถึงได้ยิ้มทั้งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้)

ระหว่างที่ฟรานกำลังคิดหนักนั้น ริวได้หันไปมองยูอิและลีฟ่าแทน พวกเธอทั้งสองคนต่างเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครได้พูดอะไรออกมา

กษัตริย์โทมัสได้เดินมายังจุดที่พวกริวยืนอยู่  เขามองมาที่ลีฟ่า ก่อนจะมองไล่มาที่ยูอิ ฟราน และเทียน่า พร้อมพูดขึ้นว่า

                ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอื่น ฉันคงต้องกล่าว คำ ขอโทษ ในเรื่องที่ได้กระทำลงไปทั้งหมดด้วย

                พอพูดจบกษัตริย์โทมัสก็ก้มหัวให้กับพวกยูอิ การกระทำเช่นนี้ทำเอาพวกยูอิทำอะไรไม่ถูกเลย ลีฟ่าเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว เธอรีบพูดขึ้นมาว่า

                พอเถอะค่ะ ท่านเป็นถึงผู้นำรัฐแห่งแสงสว่าง การทำแบบนี้ มันไม่สมควรเลยนะค่ะ

                กษัตริย์โทมัสเงยหน้าขึ้นมามองลีฟ่า ก่อนจะพูดขึ้นว่า การก้มหัวขอโทษยังถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันได้ทำลงไป

                ลีฟ่าจ้องมองกษัตริย์โทมัส ศ.เอมี่ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้พวกฉันได้ฟังแล้วค่ะ ถ้าท่านโทมัสต้องการจะขอโทษจริงๆ ท่านช่วยบอกได้ไหมว่า ท่านทำเรื่องทั้งหมดนี้ลงไปทำไมกันคะ

                กษัตริย์โทมัสเดินกลับไปนั่งที่เดิม ก่อนจะพูดว่า ฉันทำเพื่อทดสอบว่า หลานชายคนนี้มีคุณสมบัติที่จะทำในสิ่งที่เขาคิดไหม

                คำพูดนี้ทำเอาลีฟ่า ยูอิ เทียน่าและฟรานต่างหันไปมองกษัตริย์โทมัสพร้อมกัน ยูอิเป็นคนแรกที่บถามขึ้นว่า

แล้วไม่ทราบว่าคุณพี่ชายมีคุณสมบัติตามที่ท่านต้องการหรือไม่มิ้ว

              “หึๆๆ อย่าว่าแต่มีคุณสมบัติเลย ถ้าคะแนนเต็ม 100 คะแนน ฉันจะให้หลาน 200 ไม่ซิ 300 คะแนนก็ยังได้

                ยูอิ ลีฟ่า และฟรานต่างทำหน้าตกใจขึ้นมาพร้อมกัน มีเพียงเทียน่าที่หน้าซีดลง เพราะเธอณุ้ว่านี้ต้องเป็นการเข้าใจผิดอีกอย่างแน่นอน

กษัตริย์โทมัสยิ้มพร้อม กล่าวต่อถ้าพวกเธออยากจะทราบเหตุการณ์ทั้งหมด เดี๋ยวพวกเธอไปถามศ.เอมี่ทีหลังก็ละกัน เธอเป็นคนที่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างดีเลย

                พวกฟรานต่างหันไปมองศ.เอมี่เป็นตาเดียว มีเพียงเทียน่าเท่านั้นที่หันไปกระซิบกับพี่ชาย พี่ค่ะ ตกลงว่าพี่ไปทำอะไรมา ทำไมกษัตริย์โทมัสถึงได้ดูชื่นชมพี่แบบนี้

                ริวได้แต่เอานิ้วชี้ที่ปาก ก่อนจะทำมือเป็นกากบาท เทียน่าเข้าใจทันทีว่าริวต้องการจะสื่ออะไร แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร กษัตริย์โทมัสก็พูดขึ้นก่อน

                “เรื่องที่พวกหนูต้องการทราบนั้นเอาไว้ถามทีหลังเถอะ ตอนนี้พวกหนูคงอยากจะทราบถึงสิ่งที่ตัวเองสันนิษฐานแล้วซินะ

                ไม่ทราบว่า ท่านหมายถึงเรื่องไหนหรือคะลีฟ่าถามขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองริว เหมือนจะบอกว่า เป็นเรื่องของริวใช่ไหม  กษัตริย์โทมัสส่ายหน้า พร้อมพูดขึ้นว่า

                สำหรับเรื่องของหลานชายนั้นเอาไว้พูดทีหลังเถอะ เรื่องที่ฉันจะพูดนี้ ขอให้เก็บไว้เป็นความลับด้วยละกัน เพราะถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป รัฐแห่งแสงสว่างอาจจะเกิดความวุ่นวายขึ้นได้

                ยูอิ ลีฟ่า ฟรานและเทียน่าต่างพยักหน้ายอมรับทันที  ริวได้แต่พยักหน้าตามพวกเธอ พร้อมคิดขึ้นมาว่า

(ไอ้เท็ดดี้ แกเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูดกันไหมฟะ ไอ้เรื่องที่กษัตริย์โทมัสจับตัวพวกลีฟ่าไปเพราะต้องการทดสอบผมก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่ไอ้เรื่องที่พูดกันอยู่นี้ผมไม่เข้าใจเลย ถ้าแกเข้าใจ แกช่วยอธิบายให้ฟังทีซิ)

                -.....เฮ้อ-

                เท็ดดี้ไม่ตอบ มันได้ถอนหายใจด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ จังหวะนั้นเองที่กษัตริย์โทมัสได้พูดขึ้นว่า ไลแคนที่ปรากฏตัวในหุบเขามังกรนั้น พวกเราได้ตรวจสอบแล้วว่า พวกมันมาจากหุบผามังกรอย่างแน่นอน

                โกหกน่า!!!”เสียงของฟรานร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ

                ไม่จริงใช่ไหมเทียน่าพูดขึ้นมาพร้อมเอามือจับหน้าผากด้วยสีหน้าแย่สุดๆ

                 สำหรับลีฟ่าและยูอิต่างคาดการณ์ว่าจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว สักพักยูอิก็ถามขึ้นมาว่า ในเมื่อรู้เรื่องถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ยอมทำอะไรบ้างละมิ้ว

                กษัตริย์โทมัสถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่าใครบอกว่าไม่ทำละ พวกเรายื่นเรื่องไปยังรัฐทั้ง 6 เพื่อขออนุญาตเข้าไปในหุบผามังกรตั้งแต่ 3 เดือนก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา  ฉันยังให้ชิริวไปร้องขอทหารยามที่เฝ้ายังจุดผ่านแดนเพื่อขอเข้าไปสำรวจในหุบผามังกร แต่ก็ไม่ได้ผลอีกเช่นกัน ตอนนี้พวกเราทำได้แค่ส่งทหารไปเฝ้าระวังภัยให้ชาวบ้านเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะยังทำได้ไม่ดีพอนะ

                เสียงของกษัตริย์โทมัสดังจบ ศ.เอมี่ก็ช่วยอธิบายต่อ ความพยายามที่จะเข้าไปในหุบผามังกรนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ข่ายเวทที่ปกคลุมหุบผามังกรทำให้พวกเราเข้าไปในนั้นไม่ได้เลย ทางสุดท้ายที่เหลืออยู่คือการลักลอบเข้าไปตรงทางผ่านแดน เพียงแต่ว่า.....

                ศ.เอมี่พูดถึงตรงนี้ เธอก็นิ่งเงียบไป กษัตริย์โทมัสจึงได้พูดแทนว่า เมื่อวาน ศ.เอมี่ได้ลักลอบเข้าไปที่ด่านผ่านแดน แต่แค่ก้าวเข้าไปไม่ถึง 10 ก้าวเธอก็ถูกจับกุมได้แล้ว ดีที่ทหารที่เฝ้ายามยังพอจะคุยกันได้ พวกเขาจึงปล่อยเธอกลับมา แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าจุดผ่านแดนเข้มงวดเพียงใด แถมทางทหารที่เฝ้ายามยังบอกอีกว่า ถ้าทางเรายังทำการฝ่าฝืนกฎอย่างนี้อีก พวกเขาจะรายงานไปยังรัฐทั้ง 6 ผลที่ตามมาพวกเธอคงพอจะเดาออกใช่ไหมละ

                ลีฟ่าได้แต่นิ่งเงียบ ยูอิ ฟรานและเทียน่าต่างก็พูดอะไรไม่ออก  กษัตริย์โทมัสได้แต่กล่าวต่อ เรื่องที่พวกเธอนำมาปรึกษากับศ.เอมี่นั้น เธอได้นำมาเล่าให้ฉันฟังอีกทอดหนึ่งแล้ว ข้อสันนิฐานของพวกเธอน่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดแล้ว เมื่อนำมารวมกับสิ่งที่ผู้อำนวยการบอก ฉันจึงได้จัดบททดสอบสำหรับหลานชายขึ้นมายังไงละ

                คำพูดประโยคสุดท้ายกษัตริย์โทมัสเป็นการพูดกับริวโดยเฉพาะ กษัตริย์โทมัสหันมามองชายหนุ่ม ก่อนจะพูดต่อว่า

                “ ตอนนี้ฉันหมดหนทางแล้วจริงๆ ดังนั้นแทนที่จะนั่งรอความตาย ฉันจึงอยากจะลองเสี่ยงกับแผนการที่หลานชายกำหนดเอาไว้นะ ไม่ทราบว่าพอจะบอกแผนของหลานชายโดยละเอียดจะได้ไหม

                (ไอ้เท็ดดี้ กษัตริย์โทมัสกำลังเข้าใจว่าผมจะแอบเข้าไปในหุบผามังกรใช่ไหม )ริวรีบถามเท็ดดี้ทันที

                -ใช่ เจ้าเข้าใจถูกแล้วละ ดูท่านี้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงเลย  การที่เขาจับตัวน้องสาวเจ้าไปก็เพราะต้องการดูว่าเจ้าจะแก้สถานการณ์อย่างไร และเจ้าก็ทำได้ดีจนเขายอมรับในตัวเจ้ายังไงละ

                (ม่ายจริง!! ทำไมเรื่องราวมันถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้)ริวคิดขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่ในใจกับร้อนรนเป็นอย่างมาก

                -เอาน่า เรื่องนั้นเอาไว้ว่ากันทีหลัง ข้าว่าสิ่งที่กษัตริย์โทมัสพูดมามันมีบางอย่างที่เขายังคงปกปิดเอาไว้อยู่นะ แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังปกปิดอะไรเอาไว้กันแน่-

                ระหว่างที่ริวกำลังโวยวายอยู่ในใจ เทียน่ารีบพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อนซิค่ะ ท่านไม่คิดว่ามันจะมากเกินไปหน่อยหรือคะ?  ท่านเองก็ได้แจ้งเรื่องความเสียหายไปยังรัฐทั้ง 6 แล้ว มันอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่หนูก็เชื่อว่าทางพวกเขาต้องตอบตกลงให้ท่านส่งทหารเข้าไปสำรวจแน่ๆ แล้วทำไมต้องมาวางเสี่ยงกับสิ่งที่พี่ชายคิดด้วยละ

                เฮ้อ ฉันก็ไม่อยากจะทำแบบนี้หรอกนะ แต่เวลาแห่งการล่มสลายของรัฐแห่งนี้ ไม่ซิเวลาแห่งการล่มสลายของริเดีย มันใกล้เข้ามาแล้วนะซิ

                  คำพูดของกษัตริย์โทมัสทำเอาพวกริว เหล่าองค์รักษ์ รวมไปถึงศ.เอมี่ ต่างตกใจไปตามกัน มีเพียงผู้อำนวยการเท่านั้นที่ยังดูเป็นปกติ

            เทียน่ารีบถามต่อ“ขอโทษค่ะ ที่ท่านพูดมาหมายความว่ายังไงหรือคะ พวกเรากำลังพูดถึงเรื่องของไลแคนอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมมันถึงได้ไปเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านพูดด้วยละ

            เป็นเพราะคำสาปของจอมมารใช่ไหมครับ เสียงที่พูดแทรกขึ้นมานี้คือเสียงของริว

เทียน่าหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาโกรธๆ  ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะส่งสายตาขอโทษไปให้น้องสาว

                กษัตริย์โทมัสหันมาริวด้วยความตกใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ ถูกต้องแล้วล่ะ คำสาปที่เหล่าจอมมารร่ายเอาไว้กำลังกลืนกินชีวิตชาวเมืองแห่งนี้ไปทีละน้อย แถมมันยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้เห็นแบบนี้ต่อไม่เกิน 4 ปี รัฐแห่งแสงสว่างนี้ ไม่ซิ  ริเดียอาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลือรอดอีกเลยก็เป็นได้

                “เป็นไปไม่ได้!” เสียงร้องของฟรานดังขึ้น ก่อนจะพูดออกมาว่า “คำสาปของจอมมารจะรุนแรงขึ้นก็ต่อเมื่อคนที่เป็นทายาทจอมมารตายลงไปเท่านั้น การที่ท่านบอกว่าคำสาปรุนแรงขึ้น มันเป็นไปไม่ได้แน่เพราะตลอด 4 ปีมานี้ ไม่มีทายาทจอมมารคนไหนตายแม้แต่คนเดียว

                กษัตริย์โทมัสมองฟรานพร้อมพูดว่า หนูชื่อฟรานซินะ เท่าที่ดูหนูน่าจะเป็นทายาทจอมมารด้วยใช่ไหม

                ฟรานพยักหน้า กษัตริย์โทมัสจึงพูดออกมาว่า “ถ้าเช่นนั้นหนูรู้ไหมว่าทายาทจอมมารในปัจจุบันมีกี่คน และกำลังใกล้ตายอยู่กี่คน

                “ ถ้าหมายถึงเฉพาะในรัฐแห่งนี้ ก็มี 18 คน แต่ถ้ารวมทายาทจอมมารทั้ง 7 รัฐน่าจะมีเกินกว่า 300 คน ส่วนคนที่อาจจะตายภายใน 4 ปี มันก็น่าจะแค่มี 14 คนได้ จำนวนแค่นี้ไม่น่าจะทำให้คำสาปรุนแรงขึ้นได้เลยนี่คะ

                พระราชาส่ายหน้า ก่อนจะพูดว่า “หนูเข้าใจผิดแล้วละ ทายาทจอมมารในปัจจุบันมีมากกว่าหลักแสนอีก ส่วนผู้ที่จะตายในอีกไม่กี่เดือนนั้น สมควรมีถึงหลักหมื่น และเท่าที่คาดการณ์ในอีก 4 ปีข้างหน้าอาจจะมีคนต้องตายเพราะคำสาป มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว

คำพูดนี้ทำเอาฟรานและพวกยูอิอึ้งไปตามกัน มีเพียงเรียวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นปกติ เขาทำท่าคิดหนักในสิ่งที่ได้ยิน สักพักเสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นมาว่า

                -ริว ข้าว่า กษัตริย์โทมัสต้องการเข้าส่งคนเข้าไปในหุบผามังกรก็เพราะเขาต้องการหาวิธีแก้คำสาปมากกว่า แต่ดูเหมือนเขายังปิดบังเนื้อหาสำคัญเอาไว้อยู่ เจ้าคิดเหมือนข้าไหม-

                (อืม )

                -แกเข้าใจก็ดีแล้ว เดี๋ยวแกไปบอกเลยว่าแกเปลี่ยนใจแล้ว ถ้าเขาถามเหตุผลก็บอกไปว่าเรื่องนี้หนักเกินไปสำหรับแก เข้าใจไหม

                (อืม)

                -ไอ้ริว ตกลงว่าแกกำลังฟังที่ข้าพูดอยู่ใช่ไหม

                (อืม)

                - แกไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยนี้ ดีละในเมื่อแกไม่พูด ข้าเปลี่ยนไปอ่านความคิดแกก็ได้แล้วกัน ดูว่าแกกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่-

                (อืม)

                -หึๆๆ แกอนุญาตเองนะ ห้ามมาโวยวายที่หลังก็แล้วกัน ข้าจะดูซิว่าเจ้าทำเรื่องน่าอับอายอะไรไว้บ้าง –

                (ไอ้แหวนบ้า เห็นเงียบหน่อยเอาใหญ่เลยนะ )ริวรีบโวยวายออกมา โดยที่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว

                -ชิ  รู้สึกตัวแล้วเหรอ?-

                (รู้สึกตัวตั้งแต่แรกแล้วโว้ย เพียงแต่กำลังทบทวนบางอย่างอยู่ เลยไม่ได้ตอบออกมาเท่านั้นเอง ใครจะไปคิดว่าแกจะมาคิดอ่านความทรงจำกันแบบนี้ )

                -เอาเถอะ เจ้าจะคิดยังไงก็เรื่องของเจ้า แต่เรื่องความเข้าใจผิดนี้จะเอาไง ข้าขอแนะนำให้ปฏิเสธไปตรงเลย พวกเขาจะได้ไม่เข้าใจผิดอีก-

               (ช้าเกินไปแล้วละ  ถ้าปฏิเสธตอนนี้ยิ่งจะทำให้คนสงสัยมากขึ้น แล้วที่ทำมาจะสูญเปล่าทั้งหมด ดีไม่ดี อาจจะถูกตรวจสอบเรื่องทั้งหมดอีกด้วย)ริวคิดขึ้นมาด้วยสีหน้าเมินเฉย เท็ดดี้ที่ได้ยินแบบนั้น มันมองริวด้วยสีหน้างงๆ พร้อมพูดขึ้นว่า

                - ดู เจ้าจะไม่ตกใจกับสิ่งที่กษัตริย์โทมัสพูดออกมาเลยนะ  -

                (ถ้าเป็นเรื่องแค่นั้น มันไม่สามารถทำให้ผมตกใจได้หรอก  )

                -หึๆๆ อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เรื่องที่กษัตริย์โทมัสเล่ามาจะไม่ทำให้เจ้าตกใจ-

                ริวถอนหายใจ ก่อนจะคิดขึ้นว่า(เออ! ถ้าผมได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวาน ผมอาจจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอมาได้ยินวันนี้ มันกลับฟังดูเฉยๆนะ นายเชื่อไหมว่า ต่อให้มังกรปีศาจ 3 ตายังมีชีวิตอยู่จริง ผมก็ไม่กลัว)

                -ไม่เชื่อ แกมีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลัวเจ้านั่นฟะ แกอย่าลืมนะว่า มันเป็น1 ใน 7 จอมมารที่คิดจะทำลายริเดีย-

            (เท็ดดี้ แกคิดดูให้ดีซิว่านิยายเมื่อคืนที่ผมเล่าให้ฟัง มันบอกเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า มังกรปีศาจ 3 ตาก็อาจจะเป็น 1 ในผู้รับเคราะห์จากสงคราม ส่วนตัวการที่ร่ายคำสาปเป็นอีกผู้หนึ่ง  แล้วผมจะไปกลัวมันทำไมละ)

                -เอ๊ย ริว แกแน่ใจได้ยังไงว่านิยายที่แกอ่านจะเป็นเรื่องจริง มันอาจจะเป็นแค่เรื่องโกหกก็ได้นะ

                ริวยิ้ม ก่อนจะคิดว่า( สมมุติว่ามังกรปีศาจ 3 ตาเป็นชายหนุ่มตามที่หนังสือบอกจริง นั้นเท่ากับว่าเขาเป็น 1 ในผู้โชคร้ายจากสงครามเช่นกัน การไปพบเขาอาจจะทำให้เรื่องนี้กระจ่างขึ้นมาได้ใช่ไหมละ ในทางกลับกัน ถ้าหนังสือเล่มนั้นโกหก และมังกรปีศาจ 3 ตา เป็นจอมมารที่ร่ายคำสาปให้กับริเดียจริง ผมก็ยังมีนายอยู่ อย่าลืมซินายคือ เคเบรอสผู้กลืนกินตะวัน  นายที่สามารถทำลายทวีปลงได้ในพริบตา คงไม่เกรงกลัวจอมมารที่เป็นแค่เด็กรุ่นหลังใช่ไหมละ)

                -......  ทำไม ข้าเถียงไม่ออกเลยฟะ เอาเป็นว่าเรื่องมังกรปีศาจ 3 ตาพักไว้ก่อนก็ได้ แล้วเรื่องทายาทจอมมารจำนวนมากล่ะ แกอย่าบอกนะว่าไม่ตกใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน –

                 ริวยิ้มบางๆ พร้อมคิดว่า(ใช่แล้วละ ในนิยายเล่มนั้น เขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ด้วย  ถ้าจะพูดให้ถูกรายละเอียดที่หนังสือเล่มนั้นบรรยายไว้ยังน่ากลัวกว่าที่กษัตริย์โทมัสพูดอีก นอกจากนั้นหนังสือนิยายยังบอกถึงเงื่อนไขบางอย่างของคำสาปที่ไม่มีบอกเอาไว้ในประวัติศาสตร์อีกด้วย)

                -อ้า แต่ในนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดนะ

                (นั้นละที่ผมหวังเอาไว้ ขืน ทุกอย่างเป็นจริงตามนิยาย ผมแทบไม่อยากจะคิดถึงจุดจบของคนที่โดนคำสาปเข้าไปเลย  จริงซิ เท็ดดี้ แกชอบการโกหกไหมละ)

               เท็ดดี้ทำหน้างงๆ ก่อนจะตอบตามจริง -ไม่ชอบ ข้าเกลียดการโกหกมากที่สุด แต่เจ้าถามทำไมหรือ? อย่าบอกนะ เจ้าพูดมาเป็นการโกหกทั้งหมดนะ-

                (เปล่า มันไม่ใช่อย่างที่แกคิดหรอก ที่ถามเพราะจะบอกว่าอีกสักครู่ ผมจะทำการโกหกคำโต แกช่วยฟังอย่างเดียวจะได้ไหม )

                -หึๆ น่าสนใจดีนี้ แล้วเจ้าคิดจะโกหกใคร ที่สำคัญเจ้าต้องการอะไรจากการโกหกในครั้งนี้-

                ริวยิ้มก่อนจะคิดขึ้นมาว่า(เดี๋ยวนายก็รู้เอง บอกไว้ก่อน แม้ผมจะพูดว่าเป็นการโกหก แต่สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ล้วนเอามาจากในหนังสือนิยายเล่มนั้นเกือบทั้งหมด มันอาจจะพอใช้เป็นนิทานก่อนนอนได้ ถ้านายสนใจจะฟังก็ได้ แต่ถ้าไม่สนใจจะหลับไปเลยก็ไม่ว่ากัน ขออย่างเดียวอย่าสอดอย่างเด็ดขาด )

                -หึๆๆ ปากก็พูดว่าจะโกหกแต่ดวงตาของเจ้ากลับไม่มีความหลอกลวงแม้แต่น้อย เจ้าคงจะทราบเรื่องราวที่คนอื่นไม่รู้จริงๆซินะ เอาเป็นว่าข้าขอฟังนิทานก่อนนอนของเจ้าด้วยละกัน มันคงจะสนุกพิลึก-

                (ขอบใจนะ เท็ดดี้ )ริวคิดถึงตรงนี้ เขาก็มองไปที่เทียน่าที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เทียน่าได้ยินคนเดียวว่า

                เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ”

                เทียน่าถึงกับหันไปมองริว ก่อนจะพูดเบาๆออกมาพี่ค่ะ พี่พูดออกมาอีกแล้วนะ หนูบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้

                ขอโทษนะ พอดีคำพูดของท่านโทมัสทำให้พี่นึกอะไรบางอย่างที่มันคาใจออกนะ พี่เลยหลุดปากออกไป ขอโทษจริงๆ เอาเป็นว่าพี่จะไม่พูดอะไรอีกแล้วริวพูดจบก็เอามือขึ้นมาปิดปากทันที

                -เริ่มต้นจากน้องสาวซินะ  -

                (นายสัญญาว่าจะเงียบแล้วนะ ถ้ายังอยากรู้ก็หุบปากไปซะ!!!! )

                เทียน่าจ้องมองพี่ชาย “เรื่องที่คาใจ ใช่เรื่องคำสาปที่พี่บอกว่ามันไม่สมเหตุสมผลนะหรือ?”

               ริวพยักหน้า เทียน่าทำหน้าสงสัย พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจำนวนของทายาทจอมมารที่ท่านโทมัส บอกมาด้วยหรือ?”

                 “ใช่ สิ่งที่พี่คิดล้วนสามารถอธิบายเรื่องทายาทจอมมารได้ทั้งหมดเลย ริวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม

                มิ้ว!!

เสียงที่ดังขึ้นนี้ไม่ใช่ของเทียน่า แต่เป็นของยูอิที่บังเอิญได้ยินคำพูดของริว ยูอิรีบหันมาที่ริวก่อนจะพูดออกมาเสียงดังๆว่า

                คุณพี่ชายที่พูดออกมานั้นเป็นความจริงหรือมิ้ว?”

                ริวหันไปมองยูอิอย่างยิ้มๆ “แม้จะไม่ทั้งหมด แต่พี่ก็พอจะเดาสาเหตุหลักๆที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้แล้วละ

                -ช่างกล้าพูดจริงนะ ทั้งที่แกกำลังจะโกหกพวกเขาแท้ๆ กับทำเหมือนแกรู้ความจริงของเรื่องราวซะเต็มที่เลย-

                เสียงพูดของยูอิกับริวทำให้สายตาทุกคู่ต่างหันมาจับจ้องมาที่พวกเขา ไม่นานกษัตริย์โทมัสก็พูดขึ้นมาว่า

                หลานชายเข้าใจถึงสาเหตุของคำสาปจริงๆหรือ?”

                ริวได้แต่มองเทียน่าเพื่อขออนุญาตให้เขาพูดต่อ เธอพยักหน้า  ริวปั้นหน้าจริงจังใช่ครับ แม้จะไม่ทั้งหมด แต่เรื่องที่ทำไมทายาทจอมมารถึงมีมากขนาดนั้น ผมพอจะทราบเหมือนกัน แต่ก่อนที่จะพูดถึงตรงจุดนี้ ผมขอถามตรงๆเลยนะครับ ไม่ทราบทางผู้นำทั้ง 7 รัฐได้ปกปิดข้อมูลของคำสาปส่วนสำคัญที่สุดเอาไว้หรือเปล่าครับ

                คำพูดของริวทำเอาทุกคนหันไปมองกษัตริย์โทมัสเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้พวกองค์รักษ์และศ.เอมี่ แต่คนที่ดูจะตกใจกับคำพูดนี้มากที่สุด น่าจะเป็นตัวกษัตริย์โทมัสนั้นเอง ชายหนุ่มไม่รอคำตอบจากกษัตริย์โทมัส เขารีบพูดต่อทันทีว่า 

               

               โลกแห่งนี้จะมีรัฐแห่งแสงสว่างเท่านั้นที่จะสามารถเดินทางไป-มาระหว่าง 2 โลก และ มีเพียงเมืองหลวงแห่งแสงเท่านั้น ที่จะเปิดประตูมิติเพื่อใช้เป็นทางผ่านไป-มาระหว่าง 2 โลก และ มีแต่ผู้ที่เกิดในโลกมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถเดินทางไป-มาระหว่างริเดียและโลกมนุษย์  ส่วนผู้ที่เกิดในริเดียจะไม่สามารถเดินทางไปที่โลกมนุษย์ได้เลย ผู้ที่ขัดขืนจะต้องตายสถานเดียว

               

นี่คือคำสาปที่จอมมารร่ายเอาไว้กับรัฐแห่งนี้ และ ทุกคนคงรู้นะว่า ทุกครั้งที่มีทายาทจอมมารตายลงไป คำสาปจะรุนแรงขึ้น และเมื่อทายาทจอมมารตายจนหมด รัฐแห่งนี้ก็ต้องหายสาบสูญตามไปด้วย ทั้งหมดคือสิ่งที่ทุกคนทราบตรงกันใช่ไหมครับ

                ทุกคนต่างพยักหน้าพร้อมกัน ริวจึงพูดต่อว่า ถ้าเช่นนั้นใครช่วยบอกผมได้ไหมว่า ถ้าคำสาปนี้รุนแรงขึ้น มันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือ?”

                “.............”ไม่มีเสียงของใครสักคนที่กล้าตอบคำถามนี้

                ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครทราบจริงๆซินะ ถ้าเช่นนั้น มีใครบอกผมได้ไหมว่า ทำไมทุกคนถึงได้เชื่อว่าคำสาปนี้จะทำลายรัฐแห่งนี้  ทั้งที่พวกคุณยังไม่เคยเห็นว่าคำสาปนี้จะรุนแรงขึ้นในรูปแบบใด

                “...........” ไม่มีใครตอบคำถามแม้แต่คนเดียว

เทียน่ามองพี่ชาย พร้อมกล่าวขึ้นมา พี่ค่ะ การที่ทุกคนไม่ทราบก็เพราะการป้องกันที่เข้มงวดของเหล่าผู้นำรัฐต่างๆยังไงละ พวกเขาพยายามควบคุมให้ทายาทจอมมารมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครทราบถึงเรื่องพวกนี้ยังไง ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมถึงคนถึงได้เชื่ออย่างนี้ นั้นก็เพราะเนื้อหาในบทเรียนและเนื้อหาในประวัติศาสตร์ต่างเขียนเอาไว้อย่างนั้น

                 ริวจึงถอนหายใจพร้อมพูดต่อว่า เฮ้อ ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ท่านโทมัสพูดเมื่อสักครู่ น้องจะอธิบายยังไงละ

                “......”ยังคงไม่มีคำตอบจากทุกคนเช่นเคย มีเพียงกษัตริย์โทมัสเท่านั้นที่สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ริวหันไปพูดกับทายาทจอมมารฟราน เธอแน่ใจนะว่าจำนวนทายาทจอมมารที่เธอรู้เป็นจำนวนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่ามีอะไรผิดพลาดไปอีกนะ

                แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์เลยละ ยิ่งจำนวนของทายาทจอมมารในรัฐแห่งนี้ด้วยแล้ว ฉันมั่นใจเต็ม 100 %เลยฟรานตอบออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจในคำตอบของตัวเองเป็นอย่างมาก

                ริวหันไปจ้องมองกษัตริย์โทมัส พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าถ้าผมคิดไม่ผิด คำสาปที่ทำให้เกิดผลกับทายาทจอมมาร นั้นละคือคำสาปที่จะแท้จริงที่ใช้ทำลายรัฐ ทั้ง 7 ของริเดีย

                “ฮ้า /ไม่จริงน่า /นี่มันเหลือเชื่อมากเกินไปแล้วนะมิ้วเสียงพูดของฟราน ลีฟ่าและยูอิ ดังขึ้นมาพร้อมกัน   ส่วนสีหน้าของเหล่าองค์รักษ์ รัชทายาทอย่างชิริว รวมไปถึงศ.เอมี่ ต่างก็แสดงออกมาว่าตกใจกับสิ่งที่ได้ยินเหมือนกัน

ชายหนุ่มยังคงจ้องมองกษัตริย์โทมัส คำสาปที่บอกว่าทายาทจอมมารจะมีอายุได้ถึง 40 ปีเท่านั้น  และ ยังบอกอีกว่า ถ้าทายาทจอมมารตายลงไปจะทำให้คำสาปรุนแรงขึ้น แถมยังต่อท้ายด้วยว่า หลังจากทายาทจอมมารตายหมดแล้ว รัฐแห่งนั้นจะหายสาบสูญไป ใช่ไหมละ

                ทุกคนต่างพยักหน้า ริวจึงพูดต่อว่าคำสาปนี้ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าเราลองคิดย้อนกลับไปตอนที่สงครามสงบลงซิ สิ่งแรกที่บรรดาคนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจะทำคืออะไร

ตามล่าทายาทของจอมมารเพื่อมาหาวิธีถอนคำสาป ไม่ก็ ฆ่าเพื่อล้างแค้น หรือแย่ที่สุดคือฆ่าและทรมานเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเองฟรานตอบออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด

                ใช่ ผมเองก็คิดเช่นนั้น แต่ท่าทางเธอจะรู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดีเลยนะ ฟราน

            ไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะ ทุกคนในที่นี้ต่างทราบเรื่องนี้ทั้งนั้นละ เพราะเรื่องการตามล่าทายาทจอมมารก็ถูกสอนเอาไว้ในวิชาประวัติศาสตร์ของริเดียด้วย ถ้านายไม่เชื่อก็ถามน้องสาวนายดูก็ได้

                ริวหันไปมองน้องสาว ซึ่งเธอก็พูดออกมาว่า “ใช่ค่ะ ฟรานพูดถูกแล้ว เหตุการณ์ในการตามล่าทายาทจอมมารถูกสอนในชั้นเรียนของพวกหนูจริงๆนั้นละ ในประวัติศาสตร์ต่างเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เดือนแห่งการชำระล้าง”

              เดือนแห่งการชำระล้าง? อย่าบอกนะว่า ทายาทจอมมารถูกตามล่าทั้งเดือนเลย

                “ใช่ค่ะ ในช่วงเดือนนั้นมันเป็นความหายนะอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่ทายาทจอมมารตายลงไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น คนอีกจำนวนมากต่างก็ต้องตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งผู้นำของทั้ง 7 รัฐออกคำสั่งห้ามออกมาไม่ให้ทำการตามล่าทายาทจอมมารอีก การตายของคนจึงได้หยุดลง ไม่เพียงแค่นั้นผู้นำทั้ง 7 รัฐยังได้มอบที่ดินให้กับทายาทจอมมารเพื่อชดเชยสิ่งที่สูญเสียไป เทียน่าตอบออกมาด้วยแววตาที่นับถือผู้นำรัฐในเวลานั้นเป็นอย่างมาก

                ริวหันไปมองฟราน “ฟราน ถ้าผมเดาไม่ผิด ในตอนนั้นผู้นำทั้ง 7 รัฐคงได้ยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้กับพวกเธอเพื่อแลกเปลี่ยนกับเรื่องที่เขาทำด้วยใช่ไหม

                ฟรานพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ ก่อนจะตอบไปตามจริงใช่แล้ว มันก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่เลวร้ายอะไรหรอก ผู้นำทั้ง 7รัฐในเวลานั้น ตัดสินใจมอบที่ดินบางส่วนในรัฐต่างๆ ให้กับทายาทจอมมาร เพื่อที่พวกเราจะได้มีที่ดินและบ้านหลังใหม่ พร้อมทั้งยังส่งกองทหารมารักษาความปลอดภัยให้อีกด้วย พวกผู้นำทั้ง 7 ขอแค่ให้พวกเราอาศัยอยู่ในรัฐที่ตนเองเกิดเท่านั้น  พวกเขาคงกลัวว่าทายาทจอมมารจะถูกลอบฆ่านะ ต่อมาคำขอนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็นกฎหมายห้ามพวกทายาทจอมมารออกจากรัฐที่ตัวเองเกิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก สิ่งที่พวกเราได้รับจากผู้นำรัฐทั้ง 7 ในตอนนั้นมันมากมายเหลือเกิน

                ริวยังคงมีสีหน้านิ่งเฉยไม่เปลี่ยนแปลง เขามอไปยังกษัตริย์โทมัสราวต้องการจับผิดแต่ก็ไม่ได้พบความผิดปกติอะไร เขาจึงหันไปพูดกับฟราน

   “สิ่งที่ผู้นำรัฐทั้ง 7 ในเวลานั้นทำอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างที่เธอได้รับรู้มาก็ได้นะ ฟราน

                ทุกคนต่างหันมาจ้องมองริวอีกครั้ง เขาจึงกล่าวต่อทันที “จากที่เธอพูดมา ในเวลานั้นกว่าผู้นำทั้ง 7 รัฐ จะออกคำสั่งมาช่วยเหลือพวกเธอเวลาก็ผ่านไปพอสมควรแล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าพวกเขาเป็นคนดีอย่างที่เธอรู้มาจริง พวกเขาควรออกคำสั่งห้ามตั้งแต่ต้น  ไม่ใช่ ปล่อยให้เวลาผ่านแล้วค่อยออกคำสั่งแบบนี้

                นายอย่ามาว่าพวกท่านนะ  การที่ผู้นำรัฐไม่สั่งการลงมาในตอนแรกก็เพราะพวกท่านยังไม่รู้เรื่องต่างหาก  พอพวกท่านทราบเรื่องก็สั่งห้ามไม่ให้มีการกระทำแบบนั้นยังไงล่ะ  ฟรานรีบเถียงขึ้นมา

                 ริวพยักหน้าแล้วพูดต่อว่าใช่ ผมยอมรับว่ามันอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไมทายาทจอมมารถึงได้มีมากขนาดนั้น แถมยังมีมากมายอย่างที่เธอก็ไม่เคยรู้มาก่อน ฟรานคิดว่า มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไงกัน

                อึก!”ฟรานถึงกับจุกจนพูดอะไรไม่ออก การมีตัวตนของทายาทจอมมารที่มากเกินความเป็นจริงนั้น ยังคงเป็นปริศนาอยู่ดี

             ริวถอนหายใจ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง คำสาปบอกเอาไว้ว่าทุกครั้งที่ทายาทจอมมารตายลง  คำสาปจะรุนแรงขึ้น มันอาจจะเป็นไปได้ว่า คำสาปที่ทายาทจอมมารได้รับสามารถกระจายไปยังคนอื่นที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันได้อีกด้วย

                คำตอบนี้ทำเอาพวกเทียน่าต้องเอามือขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจ มีเพียงกษัตริย์ที่ก้มหน้าลงพื้นด้วยท่าทางละอายใจ ริวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อว่า

               “นี่อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การฆ่า หรือ ทรมานทายาทจอมมารจบลง และมันยังอธิบายได้อีกว่าทำไมทายาทจอมมารถึงมีเป็นจำนวนมาก ”  

                เทียน่าที่ฟังถึงตรงนี้ เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า “หรือว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้คนต้องตายอย่างปริศนาในช่วงนั้นก็คือผลของคำสาปนี้

                ใช่แล้วละ พี่คิดมาตลอดเลยนะว่าทำไมคนที่ฆ่าทายาทจอมมารต้องตายด้วย ไหนจะคนที่มีสายเลือดเดียวกับเขาอีก แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไงก็ไม่อาจจะหาคำตอบได้เลย  จนกระทั่งพี่คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าคำสาปสามารถย้ายที่ หรือลุกลามไปยังคนอื่นที่ไม่ใช่สายเลือดได้ละ ผลมันจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าทุกอย่างก็จะลงตัวได้พอดีเลย ไม่ว่าจะการตายแบบปริศนา  เรื่องทายาทจอมมารที่มากเกินจริง หรือ การที่ผู้นำรัฐทั้ง 7 ออกคำสั่งช่วยเหลือช้าไป ทุกอย่างสามารถอธิบายได้หมด

            -เรื่องพวกนี้แล้วอยู่ในนิยายที่แกอ่านซินะ แกทำหน้าเหมือนคิดเองเลย ข้าไม่รู้ว่าควรจะชมที่แกหน้าด้านดี หรือควรจะด่าแกที่เอาเรื่องพวกนี้มาพูดทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้เลยว่า ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นความจริง-

             (เอาน่า  แค่ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่พูดได้ก็พอแล้วละ ส่วนมันจะเป็นความจริงหรือเท็จก็ช่างมันเถอะ )ริวคิดขึ้นมา  

             เทียน่าที่ฟังริวถึงจุดนี้เธอพยักหน้าเห็นด้วย ผิดกับฟราน ลีฟ่า และยูอิที่เอาแต่จ้องริวด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

กษัตริย์โทมัสจ้องมองริว พร้อมพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อยๆว่า “ถูกต้อง คำสาปของทายาทจอมมารนั้นสามารถส่งต่อไปยังคนอื่นได้ตามที่หลานชายพูดนั้นละ ในตอนที่ผู้นำทั้ง 7 รัฐทราบเรื่องนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว  ช่วงเวลานั้นเกิดความสูญเสียแก่รัฐทั้ง 7 มากพอดูเลย เฮ้อ เรื่องนี้ถือว่าเป็นความลับสุดยอดที่มีเพียงผู้นำรัฐเท่านั้นที่จะทราบได้ หลานชายรู้เรื่องนี้อย่างไรกัน

             "คำสาปของจอมมารที่ร่ายไว้กับเหล่าสายเลือดของพวกเขานั้น ใช้คำว่า ทายาท ไม่ใช่คำว่า สายเลือดนะครับ ตรงนี้ละที่เป็นสาเหตุแรกที่ทำให้ผมรู้สึกสงสัย ตั้งแต่ได้ฟังประวัติศาสตร์ของริเดีย

              กษัตริย์โทมัสมองริว พร้อมถามออกมา คำสองคำนี้มันก็ไม่ต่างกันเลยไม่ใช่หรือ?”

              ริวส่ายช้าๆ มันแค่ดูเหมือนกันนะครับ  คำว่าสายเลือดนั้นจะหมายถึง ญาติพี่น้องที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่ ทายาท หมายถึง ฐานะที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่อจากบุคคลอื่น เช่น ทายาททางการเมือง สำหรับทายาทนี้ไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกับเจ้าของตำแหน่งเดิมเสมอไป ดังนั้น คำว่า ทายาทจอมมาร ที่ใช้กันอยู่ น่าจะหมายถึงผู้ที่ได้รับผลของคำสาปมากกว่า สายเลือดที่สืบทอดกันมา

              กษัตริย์โทมัสถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าแค่ คำเพียงคำเดียวจะทำให้หลานชายเข้าใจเรื่องราวได้ถึงขนาดนี้ ฉันยอมรับว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่หนูบอก  ตอนนั้นท่านปู่ทวดซึ่งเป็นผู้นำรัฐในเวลานั้น ท่านเป็นคนออกคำสั่งให้จับตัวคนที่อยู่ ตระกูลฟรานเซ็ตก้าทุกคนในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับเหล่าจอมมาร

              กษัตริย์โทมัสหยุดไปสักพัก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก “การล่าและจับกุมนั้นก็เป็นไปอย่างที่บอกมา แต่หลังจากเริ่มออกล่าไปได้ 20 วันมันก็เกิดเรื่องขึ้นมา….”

               กษัตริย์โทมัสเล่ามาถึงตรงนี้ก็เงียบลงไป  ริวมองไปที่เขา พร้อมพูดแทนเกิดการตายอย่างไม่ทราบสาเหตุซินะครับ แถมอาจจะเป็นการตายในลักษณะหลับไปเฉยๆ ตอนแรกอาจคิดว่าเป็นหัวใจวายตายธรรมดา แต่พอนานเข้าจึงทราบว่ามีสาเหตุมาจากคำสาปที่เกิดจากทายาทจอมมารซินะ

               นี้เธอทราบได้อย่างไรนะกษัตริย์โทมัสตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ”

    ริวได้แต่พูดออกมาว่า ผมรู้มาว่า ตระกูลฟรานเซ็ตก้า ผู้ที่อายุครบ 40 ปีจะหลับและตายไปเฉยๆ แน่นอนว่าไม่มีทั้งสีหน้าที่เจ็บปวด หรือยินดี ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า  เมื่อคำสาปนี้กระจายไปยังคนอื่น ทุกคนที่มีอายุเกินกว่า 40 ปีก็คงจะตายในทันทีเช่นกัน และยิ่งคนตายมากเท่าไร การกระจายของคำสาปก็น่าจะแผ่ขยายมากขึ้นไปเท่านั้น”

                กษัตริย์โทมัสทำท่าหมดแรง พร้อมพูดขึ้นว่า  “ใช่แล้วล่ะ เธอพูดถูกทุกอย่าง ในช่วงเวลา 20 วันที่เกิดการไล่ล่า 17 แม่ทัพ  44 นายพัน 120 นายกอง และขุนนางน้อย-ใหญ่อีก 80 คน รวมไปถึงพ่อครัวและคนอื่นๆในวังที่มีอายุเกินกว่า 40 ปีขึ้นไปเกิดตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้แต่องค์ราชินีและองค์ชาย เกรท ที่เป็นรัชทายาทสายตรงในตอนนั้นก็ตายลงด้วยเช่นกัน ท่านปู่ทวดพยายามสืบหาสาเหตุหลายๆทางจนกระทั้งท่านหญิงมังกรฟ้ามาบอกเรื่องนี้ให้ทราบ ท่านปู่ทวดจึงรีบสั่งหยุดการตามล่าลงทันที

                มันแปลกๆนะค่ะ ต่อให้เป็นอย่างที่พูดมาจริง ทำไมผู้นำทั้ง 7 รัฐต้องทำดีกับพวกทายาทจอมมารด้วยล่ะ แค่ไม่ฆ่าพวกเขาก็น่าจะพอไม่ใช่หรือ?” เสียงของลีฟ่าถามแทรกขึ้นมา

                กษัตริย์โทมัสไม่ยอมตอบ เขาได้แต่ก้มหน้าลงด้วยอาการไม่สู้ดีนัก ริวจึงต้องตอบคำถามนี้แทนอีกครั้ง

   “ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะ สิ่งที่เป็นตัวนำคำสาปไปยังผู้อื่นหลังจากทายาทจอมมารตายไปแล้ว น่าจะเป็นความรู้สึกโกรธ เกลียด ในตัวผู้ที่ถูกสังหาร หรือผู้ที่ทรมานตัวเองยังไงละ

                ไม่จริง!! ขนาดเรื่องนี้หลานชายก็ทราบด้วยหรือ? หลานชายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”กษัตริย์โทมัสร้องขึ้นมาทันที

     ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ เพราะขืนบอกว่าเขาเอาเรื่องทั้งหมดมาจากนิยายมีหวังโดนจับตัดหัวแน่ๆ สักพักเขาก็พูดขึ้นว่า

      “นั่นก็เพราะการกระทำที่สอดคล้องส่งผลให้ทราบถึงเรื่องราวที่จะตามมาได้  การสั่งล่าในตอนแรก การประกาศห้ามในตอนหลัง ยังรวมไปถึงการทำดีด้วย  มันเป็นการแสดงเจตนาว่าไม่ต้องการให้ทายาทจอมมารได้โกรธแค้นใคร เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วมันก็แสดงให้เห็นว่า การที่ทายาทจอมมาร มีอารมณ์โกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง จะเป็นต้นเหตุของการกระจายคำสาป หรือ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งทายาทจอมมารโกรธแค้นใครมากเท่าไร พอตายไปคำสาปก็จะไปตกอยู่กับคนที่พวกเขาแค้นนั้นเอง และคำสาปนี้จะส่งผลต่อสายเลือดของคนผู้นั้นด้วยซินะ”

                     กษัตริย์โทมัสได้แต่ฝืนยิ้มใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนั้นจอมเวททุกคน รวมทั้งท่านหญิงมังกรฟ้าต่างลงความเห็นแบบหลานชายนี้ละ ท่านปู่ทวดจึงพยายามทำดีกับตระกูลฟรานเซ็ตก้า ผลมันก็เลยเป็นอย่างที่หนูฟรานบอกออกมา

             ลีฟ่าฟังถึงตรงนี้ เธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดว่า “ที่แท้เป็นแบบนี้เอง พวกผู้นำรัฐต่างกลัวคำสาปจะลุกลามมาถึงตนเอง จึงได้ทำดีกับทายาทจอมมารเพื่อไม่ให้พวกเขาเกลียดชังตนเอง แล้วคนอื่นๆที่โดนคำสาปละ พวกเขาทำอย่างไรกันบ้าง?”

             “...........”กษัตริย์โทมัสเงียบไปอีกครั้ง

             ริวจึงได้พูดแทนว่าปล่อยให้ทุกอย่างผ่านเลยไป ไม่ซิ ต้องบอกว่าทำเป็นไม่รู้ หรือ ไม่ใส่ใจมากกว่า และอาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่มีใครคิดแจ้งเรื่องแบบนี้ออกไปด้วยซ้ำ นี่ละที่มาของความลับสุดยอดที่มีแต่ผู้นำรัฐที่จะรู้ได้

             “ไม่จริงน่า!!  ทำไมถึงทำแบบนั้น นี่มันแย่ยิ่งกว่าไม่มีความรับผิดชอบอีกนะ เสียงของเทียน่าดังขึ้น

 ริวส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ คำพูดของน้องสาว”แบบนั้นละดีแล้ว เพราะถ้าขืนแจ้งเรื่องราวออกไป มันจะทำให้คนแตกตื่นซะจนควบคุมไม่อยู่ และ ผลที่ตามมาจะเลวร้ายเกินกว่าที่จะจินตนาการได้เลย  พี่ก็ไม่อยากยอมรับแต่วิธีที่พวกเขาใช้ในตอนนั้นถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

เดี๋ยวซิ ถ้าสิ่งที่นายพูดมาเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้นการมีตัวตนของครอบครัวฉันมันคืออะไรกัน การที่พวกฉันพยายามรักษาตัว รักษาตระกูล อดทนต่อการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม และทนต่อคำสาปแช่งต่างๆ ตลอด 300ปีเพราะพวกเราต่างเชื่อว่า ถ้าพวกเราตายไปจะต้องมีคนอีกมากต้องตายตามไปด้วย ทุกอย่างที่พวกเราทำเป็นเพียงเรื่องไร้สาระหรือยังไงกันฟรานตะโกนถามขึ้นมา น้ำตาของเธอเริ่มหลั่งรินแต่ไม่มีใครสักคนที่สามารถจะพูดปลอบใจเธอได้แม้แต่น้อย

ริวถอนหายใจ พร้อมพุดปลอบฟรานออกไป ไม่ใช่ เรื่องไร้สาระหรอกครับ การมีตัวตนของพวกคุณคือ สิ่งที่ช่วยริเดียมาตลอดว่า 300 ปีต่างหาก

           ฟรานและทุกคนต่างหันมามองริวอีกครั้ง โดยเฉพาะกษัตริย์โทมัสมองริวด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ริวจึงพูดต่อว่าการมีตัวตนของทายาทจอมมารอาจจะให้เกิด ความเกลียดชัง ความแค้น ความโกรธ และความกลัว แก่คนส่วนมาก และมันก็ทำให้คนที่โดนคำสาปเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว ส่งความรู้สึกเหล่านั้นกลับมายังทายาทจอมมารแทนที่จะเป็นคนอื่นยังไงล่ะ  ผมไม่รู้หรอกนะว่านี่เป็นแค่ความบังเอิญ หรือ แผนการของใครที่วางเอาไว้  แต่การมีตัวตนของพวกเธอช่วยยับยั้งการแผ่ขยายของคำสาปอย่างไม่รู้ตัว

 “...........”ไม่มีคำตอบจากฟราน เธอได้แต่ทรุดตัวลงไม่ทราบว่าเป็นเพราะความโล่งใจในสิ่งที่พวกเธอทำว่ามันไม่ได้เสียเปล่า หรือเศร้าใจที่ทุกอย่างที่เธอทำเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่ากันแน่

- เจ้านี่ปลอบผู้หญิงเก่งใช้ได้เลยนี่ ไม่คิดเลยว่าจะอ้างเหตุผลบ้าๆแบบนั้นออกมา-

ริวยิ้ม ก่อนจะคิดว่า (นิทานที่เล่าสนุกไหมละ?)

-ใช้ได้เลย น่าเสียดายจบเร็วไปหน่อย-

เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้น ริวคิดขึ้นมาว่า(ใครว่าจบ นี้ยังไม่ถึงตอนที่สนุกที่สุดเลยนะ ของสนุกมันต่อจากนี้ต่างหาก )

-หึๆๆ เอาซิเล่าต่อเลย ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าความสนุกต่อจากนี้มันคืออะไร-

            ริวมองสภาพโดยรอบ ก่อนจะตบมือ 2-3 ครั้ง เพื่อเรียกสติของทุกคน

            “แปะ แปะ แปะ

            เสียงตบมือทำเอาทุกคนหันมามองชายหนุ่มอีกครั้ง ริวยิ้มบางๆ “เอาละ เรื่องในอดีตก็เก็บไว้เสียใจทีหลังเถอะ ตอนนี้ควรสนใจเรื่องในปัจจุบันก่อนจะดีกว่าไหม

            ไม่มีเสียงตอบรับ หรือ ตอบปฏิเสธจากคนรอบข้างเลย ทุกคนต่างอยากจะรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะพูดอะไรต่อกันแน่ ริวจึงพูดต่ออย่างสบายๆว่า

“ตามใจนะ เลือกเอาเองก็แล้วกันว่า จะเศร้าเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรือ จะใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่ ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินแก้

            -เจ้านี่ช่างกล้าพูดนะ ทั้งที่คิดจะโกหกพวกเขาแท้ๆ ยังทำเป็นเท่ได้อีก

            (อิๆๆ เขาเรียกว่าคารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง ขอแค่ทำให้คนเชื่อถือได้ คำโกหกก็เป็นความจริงเองนั้นละ)ริวคิดขึ้นมาเพื่อตอบคำพูดเท็ดดี้

            -เฮ้อ เจ้านี่หน้าด้านดีจริงๆ-

             คำพูดของริวทำเอาฟรานที่ทรุดตัวอยู่ลุกขึ้นทันที เธอรีบเช็ดน้ำตา ก่อนจะพูดว่าใช่ อย่างที่นายบอกนั่นละ  เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมาร้องไห้หรือเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันคือเวลาแห่งการแก้ไขต่างหาก

            พวกเทียน่าที่ฟังอยู่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกทหารองค์รักษ์ ศ.เอมี่ รัชทายาทและ กษัตริย์โทมัสเองก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ไม่สิ ทุกคนต่างได้ความมั่นใจกลับมาอีกครั้งต่างหาก

ผู้อำนวยการเป็นคนเดียวที่ดูยังควบคุมตัวเองให้เป็นปกติ เขาจ้องมองริวด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะพูดออกมาว่า

            “ริว พูดถูกแล้วละ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ทุกคนจะเศร้าใจเพราะเรื่องในอดีต แต่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาก่อน

            ริวหันไปพูดกับกษัตริย์โทมัสว่า ก่อนจะเริ่มพูดกันต่อ ผมขอย้ำ คำถามเดิม พวกผู้นำทั้ง 7รัฐได้ปกปิดคำสาปบางส่วนเอาไว้ด้วยใช่ไหมครับ

            -ไอ้ริว แกถามแบบนี้ แสดงว่ามีคำสาปบางส่วนหายไปจริงๆใช่ไหม?-

            (ใช่ ในหนังสือนิยายเขียนบางอย่างที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเอาไว้ด้วย เพียงแต่ว่าผมอยากจะให้มันเป็นแค่คำโกหกมากกว่า)

            คำพูดนี้ทำเอาทุกคนต่างตกใจ จนต้องหันไปมองกษัตริย์โทมัส เขาได้แต่ทำหน้าหมดแรง พร้อมยกมือขึ้นมาแสดงการยอมแพ้

ถูกต้องแล้วละ ถ้าหลานชายถามแบบนี้แสดงว่าคงรู้แล้วซินะว่าคำสาปนั้นยังส่งผลอะไรต่อมาอีก

             ริวพยักหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียด ใช่ครับ แต่ผมอยากจะฟังจากปากของท่านมากกว่า

            กษัตริย์โทมัสถอนหายใจ พร้อมพูดว่า ผู้ที่ตายลงเพราะคำสาป วิญญาณจะไม่กลับคืนสู่เทพเจ้าผู้สร้างโลก แต่จะถูกกักขังในวงเวทแห่งคำสาป และเมื่อดวงวิญญาณครบ 66,666,666 ดวง คำสาปที่แท้จริงจึงจะเริ่มทำงาน และนั้นจะเป็นจุดสิ้นสุดของริเดีย

            สีหน้าของทุกคนล้วนขาวซีดลงทันที สักพักยูอิก็พูดขึ้นมาว่า อย่าบอกนะว่า จำนวนดวงวิญญาณกำลังจะครบในอีก 4 ปีข้างหน้าแล้ว

            กษัตริย์โทมัสพยักหน้าอีกครั้ง ทุกคนต่างอึ้งจนพูดไม่ออก สักพักเทียน่าก็ถามขึ้นมาว่า นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ ยิ่งทราบเรื่องแบบนี้แล้ว พวกผู้นำรัฐก็น่าจะลงมือทำอะไรบ้างซิ อย่างส่งคนไปจัดการจอมมาร ไม่ก็ หาทางแก้คำสาปเหล่านี้

            กษัตริย์โทมัสส่ายหน้าโดยไม่ตอบอะไร เขาหันไปมองชิริวด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก บรรยากาศได้เริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ริวจึงตบมือขึ้นอีกครั้ง

                แปะๆๆ

            เอาน่า อย่าคิดมาก เดี๋ยวแก่เร็วไม่รู้นะ ริวพูดขึ้นเมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา

            ชายหนุ่มหันยิ้มให้กษัตริย์โทมัส พร้อมพูดว่างั้นพวกเรามาเข้าเรื่องกันเถอะ

            ริวที่กำลังพูดอะไรออกมานั้น เทียน่ารีบส่งสายตามาที่เขา สายตานี้สื่อว่า ห้ามไม่ให้เขาพูดอะไรอย่างเด็ดขาด  ชายหนุ่มได้แต่ส่งสายตากลับไปว่า เชื่อใจพี่เถอะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง

คนที่เป็นน้องสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วคิดว่า( เริ่มอีกแล้วซินะ นิสัยเสียของพี่ริว ทุกครั้งที่พี่ริวส่งสายตาแบบนี้ทีไร มันเป็นสัญญาณเริ่มการโกหกครั้งใหญ่เลย เฮ้อ ไม่รู้คราวนี้จะโกหกอะไรอีก)

            ริวที่เห็นน้องสาวเงียบไปแล้ว เขาก็พูดต่อทันที ท่านและผู้นำทั้ง 6รัฐที่เหลือ กำลังปกปิดอะไรบางอย่างที่สำคัญเอาไว้ซินะ และนั้นน่าจะเป็นสาเหตุที่พวกท่านไม่ยอมส่งคนเข้าไปจัดการกับจอมมาร ไม่ทราบว่าผมพูดถูกไหม

            ไม่จริง! แม้แต่เรื่องนี้นายก็ทราบหรือ? “คนที่ร้องออกมานี้ก็คือชิริว ส่วนริวได้แต่ยิ้มแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย  ระหว่างเป็นแบบนั้น เทียน่าก็คิดขึ้นมาว่า

 (โกหกซินะ ไอ้เทคนิคโกหกโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี ดูกี่ครั้งก็ยังจับผิดไม่ได้ซักที ถ้าไม่รู้จักนิสัยพี่ริว เราเองก็คงหลงเชื่อไปแล้วเหมือนกัน)

  -เอ๊ย ไอ้ริว นี้แกทราบจริงหรือ ไอ้สาเหตุที่ว่านะ-

  เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาในระหว่างที่เทียน่ากำลังคิด ริวได้แต่ยิ้มแล้วคิดขึ้นว่า(เอาแบบตรงๆเลยนะ ผมไม่รู้  ทุกอย่างเป็นแค่การโกหกเท่านั้นเอง )

  เท็ดดี้ถึงกับเงียบลงไปด้วยความตกใจในคำตอบของชายหนุ่ม  สักพักริวก็ยิ้มพูดต่อ “ว่าไงละครับ หรือว่าไม่อยากจะตอบเหมือนเคย  ถ้าเช่นนั้นผมจะตอบให้ก็ได้นะ

  “เข้าใจแล้วละ ฉันจะบอกสาเหตุให้เอง ขืน ให้หลานชายพูดอีก ฉันคงไม่มีหน้าเป็นกษัตริย์ต่อไปแล้วละ หลานชายเล่นรู้ความลับขั้นสุดยอดไปซะหมดเลยนี่กษัตริย์โทมัสพูดออกมาด้วยท่าทางอ่อนแรง

            (เยส! ในที่สุดก็หลงกลแล้ว)ริวคิดขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าที่นิ่งเงียบตามเดิม

            กษัตริย์โทมัสจึงพูดขึ้นว่า “ที่ฉันไม่ส่งทหาร หรือเหล่าองค์รักษ์เข้าไปเพราะไม่สามารถทำได้ต่างหาก พวกเธอรู้ไหมว่าทหารเฝ้ายามที่ปากทางเขาหุบผามังกรเป็นหน่วยงานที่ทั้ง 7 รัฐตั้งขึ้นมา เอาเฉพาะเรื่องฝีมือก็ถือได้ว่าเก่งจนหาตัวจับได้ยากเลยแล้ว แค่ฉันส่งคนเข้าไปเฉียด พวกเขาก็คงจัดการคนทั้งหมดโดยไม่ยาก ไหนจะข่ายเวทป้องกันที่กางไว้อีก ไม่ว่าจะมองทางไหนก็คงเข้าไปไม่ได้แน่” 

            แหม อย่าโกหกกันซิครับ ผมอยากจะฟังเหตุผลที่แท้จริงมากกว่าคำโกหกแบบนี้นะ ริวพูดออกมาทันที ซึ่งมันทำให้กษัตริย์โทมัสหน้าเสียไปทันทีเช่นกัน

           -ไอ้ริว นี้แกรู้ได้ไงฟะว่าอีกฝ่ายพูดโกหกนะ -

            (ไม่รู้แม้แต่น้อย ผมแค่คิดว่ากษัตริย์ของที่นี้ ทำไมถอดใจกับเรื่องเพียงแค่นั้น  ผมเลยพูดอย่างนั้นออกไปนะ)

            -เวรกรรม ขนาดเรื่องแบบนี้แกยังกล้าโกหกได้อีกหรือ? ข้านับถือในความหน้าด้านของแกจริงๆ

(แหม อย่าชมกันซิ ผมเขินนะ )ริวคิดขึ้นมาอย่างยิ้มๆ

-ข้าพูดประชดโว้ย หัดมีความละอายใจบ้างซิฟะ-

            ระหว่างที่กษัตริย์โทมัสกำลังลังเลว่าควรจะพูดต่อดีหรือไม่นั้น  ริวก็พูดออกมา ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูดหรอกครับ ผมรู้ดีว่าเรื่องนั้นมันเป็นอย่างไง เอาเป็นว่าพอแค่นี้ก็แล้วกัน

            -หึๆ ยอมถอยเพื่อทำให้เขาคิดว่าแกทราบข้อมูลจริงๆซินะ

(ถ้ารู้แล้วก็เงียบไปซะ ผมรำคาญเสียงของแกโว้ย)

กษัตริย์โทมัสทรุดตัวไปพิงเก้าอี้ ช่างมันเถอะ ในเมื่อหลานรู้ความจริงถึงขั้นนี้แล้ว ฉันขอพูดตรงนี้เลยละกัน เหล่าองค์รักษ์รวมไปถึงจอมเวทที่พวกเรามีล้วนโดนคำสาปบทนี้เข้าไปจนหมด และรัฐทั้ง 6 ที่เหลือก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

            กษัตริย์โทมัสหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อว่า คำสาปของทายาทจอมมารได้แผ่กระจายออกไปเกินกว่าที่พวกเราจะควบคุมได้แล้ว  อย่างคนที่นี่นอกจากหลานชายและน้องสาวของเธอแล้ว คนที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดต่างโดนคำสาปเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่ารวมทั้งฉันด้วย

อ้า!!! /ไม่จริงน่า มิ้วเสียงของลีฟ่า และยูอิดังขึ้นมาพร้อมกัน

ฟรานรีบมองไปที่พวกเธอก่อนจะหันไปถามกษัตริย์โทมัสว่าช้าก่อน ทำไมท่านถึงทราบได้ว่าว่ายูอิและลีฟ่าโดนคำสาปเข้าไปแล้ว ท่านใช้สิ่งใดในการแยกแยะคนโดนคำสาปกับคนที่ไม่ติดคำสาป

กษัตริย์โทมัสไม่ตอบ เขาหันไปมองริว พร้อมกล่าวออกมา ทำไมไม่ลองถามหลานชาย เขาน่าจะทราบถึงเหตุผลข้อนี้ได้นะ

            -หึๆ ท่าทางการโกหกของแกจะจบลงเท่านี้นะ-

(ใครบอก นี้ละสิ่งที่จะทำให้พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ผมโกหกออกไป )ริวยิ้มพร้อมคิดขึ้นมา  สักพักชายหนุ่มก็พูดว่า

 “สัญลักษณ์รูป ดาวหกแฉกที่หน้าผาก คือตัวแยกแยะว่าใครโดนคำสาปหรือไม่โดนคำสาปสินะครับ

สีหน้าของคนที่อยู่รอบๆด้วยต่างทำท่างงๆกับคำพูดนี้ มีเพียงกษัตริย์โทมัสที่มองเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

“คุณพี่ชายกำลังพูดถึงอะไรอยู่หรือ?”ลีฟ่ารีบถามขึ้นมาทันที

ริวชี้ไปที่หน้าผากของตัวเอง “ตอนที่ทายาทจอมมารมีอารมณ์โกรธ เกลียด หรือแค้นหน้าผากของพวกเขาจะมีสัญลักษณ์ดาวหกแฉกปรากฏขึ้น ยิ่งโกรธ หรือเกลียดมากเท่าไร สัญลักษณ์นั้นก็จะยิ่งเข้มขึ้น

คำพูดของชายหนุ่มทำเอาพวกลีฟ่าต่างหันไปมองหน้าผากกันและกัน มีเพียงเทียน่าเท่านั้นที่เดินเข้ามาใกล้ริว พร้อมกระซิบว่า

พี่ค่ะ แบบนี้มันจะไม่โกหกเกินไปหน่อยหรือ? เดี๋ยวคนอื่นก็จับได้หรอก

ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนกระซิบตอบไปว่า เอาน่า เดี๋ยวพอจบเรื่องแล้ว พี่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง ตอนนี้น้องช่วยฟังเงียบไปก่อนเถอะ ถือว่าพี่ขอร้องก็ได้

เทียน่าได้แต่พยักหน้า ผิดกับอีกคนที่ส่งเสียงออกมา -เอ้ย ริว นี้แกเห็นสัญลักษณ์นั้นบนหน้าผากของทายาทจอมมารจริงๆหรือ?-

ริวพยักหน้า (อืม ครั้งแรกที่เห็นก็ตอนที่เข้าไปช่วยฟรานจากที่คนรุมขว้างปาของใส่เธอนั้นละ จากนั้นผมมาเห็นอีกครั้งก็ตอนอยู่หน้าภัตตาคาร โดยทั้งสองครั้งสัญลักษณ์ดาว 6 แฉกจะปรากฏออกมาตามอารมณ์โกรธ เกลียด หนังสือนิยายก็พูดถึงเรื่องสัญลักษณ์บางอย่างในตัวผู้ที่ถูกคำสาป เพียงแต่มันไม่บอกว่าเป็นสัญลักษณ์อะไรเท่านั้นเอง ผมก็เลยเดาว่าเป็นสิ่งนี้)

            -ข้าพอเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเจ้าเอาอะไรมาเป็นข้อพิสูจน์ว่าสัญลักษณ์นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่หนังสือเขียนบอกไว้-

( เนตรมังกร ยังไงละ ถ้านายไม่พูดว่าผมมีเนตรมังกร ผมคงไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีสายตาผิดกับคนอื่น และ ไอ้สัญลักษณ์ดาว 6 แฉกที่ผมเห็น ดูเหมือนคนอื่นจะไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเลย  ยิ่งได้รู้คุณสมบัติของเนตรมังกรด้วยแล้ว ผมจึงแน่ใจในความคิดนี้นะ )

-ริว เจ้านี่มันสุดยอดจริงๆนะ ข้าก็อยากจะชมเจ้าอย่างนั้นหรอก แต่ท่าทางเจ้าจะซวยเพราะคำพูดของตัวเองแล้วละ-

(เท็ดดี้ แกหมายความว่ายังไงนะ)

-ริว เจ้ารู้ไหมว่า เนตรมังกร เป็น 1 ใน 8 ความสามารถที่หาได้ยากในริเดีย และคนที่มีเนตรนี้จะเป็นที่ต้องการของทุกฝ่าย  ยิ่งเจ้าไปข่มขู่กษัตริย์โทมัสซะขนาดนั้นด้วยแล้ว เขาคงยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆหรอกนะ จำไว้เลย ถ้าพรุ่งนี้เจ้าถูกจับแต่งงานกับองค์หญิง หรือเชื้อพระวงศ์ขึ้นมา เจ้าก็อย่ามาโวยวายที่หลังก็ละกัน งานนี้เจ้าทำตัวเองแท้ๆ

 ริวได้แต่ยิ้มแหยๆกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะนั้นเองเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาว่า “เนตรมังกร นี่เธอมีเนตรมังกรด้วยหรือ?”

ชายหนุ่มหันไปมองทางต้นเสียง เขาเห็นศ.เอมี่กำลังเอามือปิดปากด้วยความตกใจ แน่นอนว่าพวกเทียน่าเองก็มีอาการไม่ต่างจากเธอซักเท่าไร ยิ่งพวกเหล่าองค์รักษ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะพวกเขาต่างหันไปมองริวด้วยท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสิ่งที่ได้ยิน สักพักเสียงของกษัตริย์โทมัสก็ดังขึ้นว่า

หลานชายมีเนตรมังกรด้วยหรือ? มิน่าล่ะถึงได้ทราบเรื่องราวมากนี้  ท่าทางคนที่เป็นต่อในการเจรจาครั้งนี้คือหลายชายซินะ”

ริวส่ายหน้า พร้อมทำท่าโค้งตัวให้กับกษัตริย์โทมัสอย่างสวยงาม ท่านโทมัสยังคงเป็นต่อเสมอครับ ไม่ว่าเมื่อไรผมก็ไม่คิดจะโกหก หรือหาเรื่องกับกษัตริย์ในดินแดนที่ผมยืนอยู่หรอก ขืนทำอย่างนั้น ผมมีหวังตายแบบไร้ดินกลบหน้าแน่ๆ

-มะกอก 3 ตะกร้าปาแกไม่ถูกจริงๆ แกทั้งโกหกและหลอกลวงไปถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แกยังมีหน้ามา บอกว่าไม่กล้าโกหกอีกหรือ? ช่างไม่ละอายปากเลยนะ ไอ้ ริว-

ฮ่าๆๆ หลานชายนี่กินไม่ลงจริงๆ เฉพาะเรื่องนี้ก็เหนือกว่าชิริว หรือใครๆในที่นี้แล้ว ยิ่งพูดกับหลานชาย ฉันยิ่งอยากจะได้หลานชายมาเป็นลูกจริงๆ” กษัตริย์โทมัสพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผิดกับเมื่อสักครู่เป็นคนละคน

-ไอ้ริวเห็นไหมละ กษัตริย์โทมัสนี่คิดจะจับแกเป็นลูกเขยแน่ๆ ถ้าผิดข้าให้ตัดหัวเลย-

 ริวยิ้มเจื่อนๆพร้อมพูดเปลี่ยนเรื่องในทันทีว่า เรื่องการตรวจสอบหุบผามังกรปล่อยเป็นหน้าที่ผมเถอะ เพียงแต่ว่าผมไม่คิดจะทำให้ฟรีๆนะครับ

 “ได้ซิ หลานชายต้องการอะไรเป็นการแลกเปลี่ยนละ

เอาไว้เสร็จงานก่อนค่อยบอกละกัน แต่สบายใจได้ ผมไม่คิดจะขอเจ้าหญิง หรือหญิงสาวชั้นสูงมาเป็นภรรยาหรอกนะครับ

อันนั้นไม่ต้องขอก็คิดจะยกให้อยู่แล้วละ หลานชายสนใจบ้างไหมละ ถ้าสนเดี๋ยวจะจัดหารูปดูตัวส่งไปให้ดูถึงมือเลย รับรองหลานชายต้องถูกใจแน่ๆ

ริวฝืนยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้า “ขอผ่านละกันครับ ผมยังไม่อยากมีภรรยาในตอนนี้ แถมการเคลื่อนไหวคนเดียวมันสะดวกมากกว่านะครับ บอกก่อนไม่ใช่ว่าผมจะไม่สนใจเรื่องเจ้าหญิง หรือหญิงสาวชั้นสูงหรอกนะ  แต่ขืนผมรับมาแบบไม่ดูให้ดี มีหวังได้ติดค้างอยู่ในโลกบ้าๆนี้ไปตลอดชีวิตแน่ ใครจะไปยอมให้เป็นอย่างนั้นกัน  ริวคิดต่อในใจ เท็ดดี้ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆกับสิ่งที่ริวคิด

กษัตริย์โทมัสจ้องมองมาที่ริว พร้อมพูดขึ้นว่า ท่าทางจะเตรียมใจมาดีทีเดียวเลยนี้  ยิ่งเห็นแบบนี้ยิ่งอยากจะได้เป็นลูกเขยจริงๆนะ

(ท่าทางกษัตริย์โทมัสจะเข้าใจผิดไปแบบสุดกู่เลยนะ ช่างเถอะผมขี้เกียจจะแก้ไขแล้ว)ริวคิดออกมา โดยมีเสียงหัวเราะของเท็ดดี้ดังขึ้นมาเป็นระยะ  

ชายหนุ่มรีบพูดขึ้นมา คนที่ผมจะพาไปมีแค่น้องสาวของผมก็พอแล้ว ส่วนคนอื่นๆผมคงต้องขอให้รออยู่ที่นี้

เอ๋! /มิ้วเสียงร้องของฟราน ลีฟ่า ยูอิดังขึ้นพร้อมกัน สีหน้าพวกเธอทั้ง 3คนแสดงว่าไม่ยอมรับความเห็นนี้

ริวจึงหันไปมองพวกเธอทีละคน ก่อนจะพูดออกมาว่าพวกเธอ 3 คนอยู่ที่นี้ละดีแล้ว พวกเธออย่าลืมซิว่าทุกคนล้วนมีคำสาปติดตัว  ขืนไปหา จอมมารที่ร่ายคำสาป  มันอาจจะมีความสามารถทำให้คำสาปทำงานทันทีก็ได้ ดังนั้นจงคอยอยู่ที่นี้ละ

-แกนี้โกหกหน้าตายจริงๆ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยเชื่อว่ามังกรปีศาจ 3 ตาเป็นคนร่ายคำสาป แต่กลับพูดให้คนอื่นเชื่อได้แบบนี้ ข้าละนับถือแกจริงๆ-

(ผมไม่ได้โกหกนะ ผมแค่บอกว่าจอมมารที่ร่ายคำสาป แต่ไม่ได้พูดสักคำว่า เป็นมังกรปีศาจ 3 ตาน แถมผมยังใช้คำว่า อาจจะ อีกด้วย ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นคำโกหกนะ )ริวคิดขึ้น

-ฮ่าๆๆ แกนี้มันตัวป่วนของโลกจริงๆ ดูซิ ขนาดเวลาแบบนี้ แกยังหาข้อแก้ตัวแบบหน้าด้านๆได้อีกนะ-

(แกนั้นละ หุบปากไปเลย ผมแค่เลียนแบบ สิ่งที่ใครบางคนเคยทำกับผมเท่านั้นเอง ถ้าจะมีคนผิดก็ต้องเป็นไอ้คนที่สอนผมเรื่อง ช่องว่างของสัญญาตะหาก  )ริวคิดขึ้นมาทันที

เท็ดดี้ได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้า คลายไม่ออกเพราะคนที่สอนเรื่อง ช่องว่างของคำสัญญา ให้กับชายหนุ่มก็คือมันนั่นเอง 

ในขณะนั้นเองที่กษัตริย์โทมัสพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ริวพูด จากนั้นเขาก็พูดว่าไม่คิดเลย ขนาดการเตรียมการยังละเอียดรอบคอบถึงขนาดนี้ การที่หลายชายเลือกน้องสาวไปคนเดียวเพราะมั่นใจว่าน้องสาวจะไม่ไปขัดขวางหรือรบกวน ในสิ่งที่ตัวเองคิดจะทำซินะ

 ริวต้องอึ้งไปอีกครั้ง เพราะเขาไม่เคยคิดลึกไปถึงขั้นนั้นเลย เขาแค่อยากจะพาน้องสาวไปให้พ้นจากที่นี้เท่านั้นเอง  ระหว่างนั้นเท็ดดี้ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

-ไอ้ริว แกรับคำไปเถอะ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่แกโกหกมาตั้งแต่ต้นจะแตกในทันทีนะ-

 ชายหนุ่มได้แต่พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจใช่ครับ ผมไม่คิดเลยว่าท่านจะเดาความคิดของผมออกด้วย

กษัตริย์โทมัสมองริวอย่างชื่นชม จังหวะนั้นเองที่ริวหันไปพูดกับผู้อำนวยการ เขาพูดขึ้นว่า เกือบลืม สำหรับเรื่องการสอบรอบที่ 3 ผมและเทียน่าอาจจะกลับมาไม่ทันเวลาที่กำหนดนะครับ ถ้ายังไง.....

สำหรับเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ข้าจะเลื่อนการสอบของเธอและน้องสาวออกไปก่อน เอาไว้กับมาจากหุบผามังกรแล้วค่อยมาสอบเสริมเอาก็ได้ผู้อำนวยการรีบพูดขึ้นมาทันที

(ใครอยากจะกลับมาสอบฟะ )ริวคิดขึ้นมา ก่อนจะพูดออกไปว่า ผู้อำนวยการทำแบบนั้นไม่ได้นะครับ อย่าลืมว่า ในการสอบวันนี้มีคนจากหลายรัฐมาดูการสอบด้วย ไหนจะพวกพ่อค้า-แม่ค้าที่มาชมการสอบ นี่ยังไม่รวม พวกลูกคุณหนู ลูกของผู้มีอำนาจในรัฐต่างๆที่เข้ามาสอบอีก ถ้าเกิดมีอะไรตุกติกขึ้นมา มีหวังมหาวิทยาลัยแห่งนี้เสียชื่อเสียงกันพอดี

ผู้อำนวยการพยักหน้า ก่อนจะพูดว่าอืม ที่เธอพูดมามันก็จริง ถ้าเช่นนั้นเธอจะให้ฉันทำอย่างไรดีละ”

ตัดสิทธิ์การสอบพวกผมไปเลยครับ เพียงแต่ว่าจากกฎของการสอบในรอบนี้  ผู้ถูกตัดสิทธิ์จะถูกห้ามสอบไป 3 ปี ถ้าไงช่วยลบเวลา 3 ปีออกไปได้ไหม ผมกับน้องสาวจะได้มาสอบใหม่ในปีหน้านะ

-ฮ่าๆๆ นี่ซินะ เหตุผลที่แท้จริงของเจ้านะ อุตส่าห์พูดโกหกมายืดยาวที่แท้ก็ไม่ต้องการสอบรอบที่ 3 และ 4 นั้นเอง ข้าอยากรู้จริงว่าถ้าไอ้พวกที่อยู่รอบๆทราบว่าเจ้าคิดแบบนี้ พวกมันจะรู้สึกอย่างไร-

(อย่าให้รู้ซิโว้ย  ขืน รู้มีหวังตายสถานเดียว)ริวคิดขึ้นทันที

ผู้อำนวยการยิ้ม ก่อนจะรับปากในทันที “ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง เธอนี้คิดอะไรรอบคอบมากเลย ความจริงคะแนนระดับเธอและน้องสาวนั้นก็จัดอยู่ในระดับสูงมากแล้ว ฉันจะให้ผ่านเลยก็ได้แต่พวกเธอก็คงไม่ยอมอยู่ดี เอาเป็นว่าฉันจะให้เวลาจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าพวกเธอมาไม่ทันจริงๆ ฉันจะรอการมาสอบของพวกเธอปีหน้านะ

ริวได้แต่พยักหน้า พร้อมพูดขึ้นมาว่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมกับน้องสาวขอตัวเลยนะครับ

เดี๋ยวซิ ถ้าเธอจะไปจริงๆ ฉันจะให้เอมี่พาเธอไปส่งยังจุดที่มีการพบไลแคนเป็นครั้งสุดท้ายละกัน ฉันคิดว่าที่จุดนั้น อาจจะมีทางเข้าไปยังหุบผามังกรจากทางอื่นก็ได้ ถ้ายังไงพวกเธอเริ่มต้นสำรวจจากจุดนั้นดูก่อนก็ละกัน

เข้าใจแล้วค่ะ คุณพ่อศ.เอมี่รีบตอบออกมทันที เธอตวัดมือสร้างวงเวทขึ้น ก่อนจะเรียกให้พวกริวเข้าไปในวงเวท  ริวและเทียน่าได้แต่เดินเข้ามาในวงเวท สักพักพวกเขาทั้งสามคนก็หายไปจากสวนแห่งนั้น

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 249 ครั้ง

106 ความคิดเห็น

  1. #7330 Ainaemoroe (@bodylovenamkaeng) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 01:01
    ไม่สามารถหยุดหัวเราะได้เลย 5555555555555555555
    คนอะไร โกหกจนรู้เรื่องลับ ถถถถถถถถ
    #7330
    0
  2. #7192 linnil (@LinNil) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 00:30
    เทพไปเลย ริวๆ
    #7192
    0
  3. #6968 Nine-Za (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 22:22
    ไรท์เขียนตอนนี้ได้ดีมากครับ
    #6968
    0
  4. #6956 kamrung (@kamrung) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 11:04
    โกหกซะ แม่งเก่งอ่ะ
    #6956
    0
  5. #6862 ไอซ์ น้ำแข็ง (@icekun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 10:59
    รออยู่นะ
    #6862
    0
  6. #6649 XXXX (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2558 / 10:39
    อ่านเรื่องนี้มาหลายรอบล่ะ สงสัยเรื่องอายุกษัตริย์โทมัสมากเลย แต่ไม่ได้ถามซะที ชิริวอายุราวๆ 25 กษัตริย์โทมัสสงสัยมีชิริวตั้งแต่อายุต่ำกว่า 15 แน่ๆ ไม่งั้นปานี้ตอนโดนคำสาป กษัตริย์โทมัสคงซี้ม่องเท่งไปแล้ว
    #6649
    0
  7. #6424 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 23:23
    ริว ฉลาดมากอ่ะ 555 ชอบหลงเลย เก็บอารมณ์และหน้าได้เนียนสุดๆ

    ใครๆก็คิดว่าเก่งมากๆไปซะแล้ว นี่สินะสายเลือดราชัน
    #6424
    0
  8. #5995 งอมแงม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มีนาคม 2558 / 12:59
    สกิลติดตัว น่าทึ่งมากกก
    #5995
    0
  9. #5607 Ars.G. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 / 10:00
    ขอเสนอนิดนึง จอมมารมี7คน น่าจะใช้สัญลักษณ์ดาวเจ็ดแฉกดีกว่า ถ้ามันไม่โยงไปเกี่ยวกับสาระสำคัญของเรื่องทีหลังน่ะนะ
    #5607
    0
  10. #5054 Amnesai (@virintarn) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 10:23
    สนุกอ้ะ ริวนี่แถเก่งมาก แถมโกหกหน้าด้านๆยังมีคนเชื่อ(ไม่นับแหวนกะน้องสาว) นายนี่มันสุดยอดจริงๆริว [ต้องขอบคุณพลังมโนของริเดียด้วยละกันอิอิ]
    #5054
    0
  11. #4091 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 02:11
    ริวนิถูกใจเราจริงๆ อิ อิ
    #4091
    0
  12. #4040 AranYz (@aranyz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 13:21
    นับถือความสามารถในการมโนของพวกริเดียจริงๆค่ะ
    เข้าใจผิดได้สุดขั้วไปเลย ถถถถถถ
    #4040
    0
  13. #3948 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 13:11
    โกหกหน้าตาย ^O^;;
    #3948
    0
  14. #3937 Icez :) (@wanidaice22) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 00:50
    ทำเป็น อนิเมะเถอะ เนื้อเรื่อวหนุกอ่ะ
    #3937
    0
  15. #3924 ชิโรน่า (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 17:21
    ขอมอบโล่รางวัลให้นาย อรุณ เทพพิทักษ์ เนื่องจากความสามารถพิเศษในการ...

    หน้าด้าน หน้าทน หน้าตาย และกะล่อนได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ(ในหลายๆความหมาย)

    ข้าน้อยผู้นี้ขอชูห้ก จากใจจริง(_ _)*ก้มหัวทำความเคารพด้วมความนับถือจากใจ*


    #3924
    0
  16. #3681 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 18:49
    จินตนาการล้ำเลิศมากกกก
    #3681
    0
  17. #3617 PlanaRia (@planaria) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2557 / 22:20
    จริงๆ
    #3617
    0
  18. #3182 Nunnally (@kuroyuri) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 18:12
    อุ๊บ ฮะฮะริวนายนี้มันฮ่ะฮ่ะแหลได้อีกนะ ปกติตัวละครเรื่องนี้ก็มโนกันเก่งอยู่แล้วยิ้งนายไปแหลสดแบบนี้มีหรือพวกท่านทั้งหลายจะไม่คิดไปไกลนะ5555
    อ่านๆไปชอบไทอัสซะแล้วสิ><
    #3182
    0
  19. #2931 ชิณณ์ (@hel-l) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 14:06
    สะ...สนุกเว่อร์อ่ะ พระเอกนี่ก็ช่างโชคดี (และซื้อบื้อ) จนหาที่เปรียบมิได้จริงๆ 


    ปล.การมโนของคนรีเดียนี่ไม่มีขอบเขตหน่อยเลยหรอ? อยากรู้
    #2931
    0
  20. #2872 OsToMo (@songpon54) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 19:54
    อยากให้เปลี่ยนสรรพนาม เวลาคุยกับแหวน จากแก เป็น นาย แทน อ่านผู้ชายคุยกันเรียก แกๆๆ แล้วจั๋กจี๋
    #2872
    0
  21. #2778 Penguin[G] (@caucasus27) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 00:35
    โอ้ย ริวเอ้ยยย หล่อเลยค่ะงานนี้ ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    สนุกจริงๆๆๆๆๆ สนุกมากๆๆๆๆๆ
    #2778
    0
  22. #2751 นักเวทย์ปีศาจ (@alisia-w-) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 19:26
    สกิลมโนแต่ละคน.........
    #2751
    0
  23. #2729 The Loner (@deartears) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 17:09
    ตั้งแต่อ่านมาทำให้รู้ได้เลยว่าตัวละครเกือบทั้งเรื่อง คิดไปเอง กันเก่งมาก 55+
    #2729
    0
  24. #2473 JENNYHA (@jennyha) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 18:58
    เนียนได้อีกอะ
    #2473
    0
  25. #2367 Nunal (@nunal) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 17:31
    มุ่งสู่ตอนต่อไป...
    #2367
    0