I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,402 Views

  • 7,787 Comments

  • 9,116 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    825

    Overall
    544,402

ตอนที่ 22 : บทที่ 16 คนธรรมดา กับ เทพแห่งแสงสว่างที่(ไม่)ธรรมดา (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 215 ครั้ง
    23 พ.ค. 57

บทที่ 16

                             คนธรรมดา กับ เทพแห่งแสงสว่างที่(ไม่ )ธรรมดา

 

วิหารแห่งสว่าง

          วิหารแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายโบสถ์ในปัจจุบัน แต่ที่ต่างกันคือ วิหารมีประตูทางเข้าอยู่เพียง 1 ประตูเท่านั้น ประตูถูกแกะสลักอย่างงดงาม สองข้างประตูประดับไปด้วยรูปแกะสลักหินอ่อน เมื่อมองขึ้นไปจากประตูหน้าจะเห็นหน้าต่างที่ทำเป็นรูปดอกไม้ ริวยืนมองวิหารแห่งนี้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดว่า

            ว้าว!!!  นี่มันสุดยอดไปเลย นายยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ? เท็ดดี้

            -ที่เจ้าเห็นในเวลานี้ยังเป็นเพียงส่วนน้อย ถ้าเจ้าได้เห็นตอนที่มันยังตั้งอยู่จุดเดิม ข้ารับรองเลยว่า เจ้าต้องตกใจยิ่งกว่านี้อีก-

            ริวยิ้มแปลกๆ พลางเดินเข้าทางประตูที่เปิดค้างไว้แต่แรก เขาเห็นทางเดินที่ทั้งสูงและกว้าง สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยภาพวาดและภาพแกะสลัก ทางเดินเส้นนี้ไม่มีทางแยก หรือ ประตูห้องต่างๆเลย ชายหนุ่มมองไปรอบๆ สักพักเสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาว่า

-ริว  วิหารแห่งนี้มีทางเข้าทางเดียว และมีทางเดินกลางเพียงสายเดียว เส้นทางนี้ก็ไม่มีทางแยกไปที่ไหนอีก แค่เจ้าเดินตรงไปอีก 100 เมตรก็จะถึงใจกลางวิหารที่ใช้สำหรับสวดมนต์ และประกอบพิธีกรรมแล้ว

            ริวจ้องมองทางเดิน ก่อนจะหันไปสนใจภาพวาดที่วาดอยู่บนกำแพง เขาชี้ไปที่รูปภาพที่อยู่ทางซ้ายมือ

พวกรูปภาพที่วาดอยู่บนกำแพงทั้งสองข้างหมายถึงอะไรหรือ? ผมเห็นเป็นภาพที่ผู้คนเอาอะไรบางอย่างมาถวายสิงโตมีปีกที่กำลังนอนอยู่บนอะไรสักอย่างนะ

-อ้อ นั้นคือรูปที่ชาวบ้านกำลังเอาของมาสักการะตัวข้านะ ในสมัยนั้นถ้าข้าต้องการอะไร พวกมนุษย์ที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ต่างก็สรรหามาถวายข้าทั้งนั่นล่ะ

ริวเดินเข้าไปดูภาพที่กำแพงอย่างใกล้ๆ เขาเห็นภาพสิงโตที่มีปีกสีขาวนอนหลับอยู่บนแท่นบูชา ถัดมาเล็กน้อยเป็นภาพผลไม้และของกินนานาชนิด แม้ในภาพจะบอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรบ้าง แต่ภาพก็แสดงถึงอาหารจำนวนมหาศาลที่   ผู้คนนำมาถวายแก่สิงโตมีปีกในภาพยังแสดงให้เห็นว่าผู้คนทั้งหลายต่างเคารพสิงโตตัวนั้นมากเพียงใด สักพักริวก็พูดขึ้นว่า

            สิงโตมีปีกในภาพนี้คือตัวนายหรือ? ท่าทางหลับสบายน่าดูเลยนะ รอบข้างก็มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ไหนจะภาพที่มีคนก้มกราบนายอีก เดี๋ยวก่อนซิ ของที่พวกเขาถือตอนที่ก้มกราบ คือ รวงข้าว ใช่ไหม

-เจ้าเข้าใจถูกแล้วล่ะ มนุษย์ในตอนนั้นเชื่อว่า ข้าคือตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์  ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวได้มาก พวกมันจะเอารวงข้าวที่ออกรวงได้สวยงามมากที่สุด มากราบไว้ข้า จากนั้นก็จะเอาเม็ดพันธ์นั้นไปใช้เพาะปลุกในปีถัดไป-

ริวมองเท็ดดี้ด้วยสายตาคลาดแคลงใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่าน้ำหน้าอย่างนายนี่นะ ตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ พวกเขาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? ถ้านายเป็นตัวแทนแห่งการทำลายล้าง หรือ ตัวแทนแห่งความเจ้าเล่ห์และปากเสีย ผมจะไม่ว่าเลย

-เจ้าพูดอย่างกับว่าข้าอยากจะเป็นนักล่ะ ไอ้ตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในตอนนั้นข้าแค่ชอบไปนอนตากแดดในที่นาอันรกร้าง ไม่ก็ที่นาอันแห้งแล้ง แต่ไม่รู้ทำไมทุกที่ที่ข้าไปนอน มักจะได้ผลผลิตดีกว่าที่อื่น 3-5 เท่า พวกมนุษย์ที่เห็นแบบนั้นจึงคิดว่า ข้าเป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซะได้ ผลสุดท้ายพวกมนุษย์ได้สร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่สถิตของข้า-

หยุดเดี๋ยวนะ  ถึงแม้พวกมนุษย์จะสร้างวิหารขึ้นมาจริง แต่ด้วยนิสัยอย่างนายก็ไม่น่าจะยอมมานอนที่นี้ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมในภาพถึงได้มีรูปนายนอนอยู่ได้ละ

-ข้าหลงกลนะ-  เท็ดดี้ทำหน้าหลุกหลิกอยู่สักพัก ก่อนจะพูดเสียงอ่อยๆ

ริวเลิกตาขึ้นเล็กน้อยหลงกล? นายหลงกลอะไรพวกมนุษย์หรือ?”

เท็ดดี้เริ่มมีอาการกระอักกระอวน  มันพยายามจะไม่ตอบแต่พอเจอสายตาที่จ้องจับผิดของริว มันจึงได้แต่ถอนหายใจ

-ในตอนแรกข้าปฏิเสธที่จะมาอยู่ที่นี้ตามคำเชิญของพวกมนุษย์ แต่พวกมันก็เอาของกิน และเหล้าชั้นเลิศมาล่อให้ข้าเข้ามานอนในวิหารแห่งนี้ และพอเข้ามานอนเท่านั้น ข้าถึงกับติดใจที่นี้เลย เจ้ารู้ไหมว่าภายในมันทั้งอบอุ่น มีแสงแดดส่องถึง แถมยังมีอาหารการกินตลอด 3 มื้อ ข้าก็เลย.......

เสียงของเท็ดดี้ในประโยคสุดท้ายเงียบหายไป ริวจึงได้แต่พูดขึ้นแทนว่า นายก็เลยตัดสินใจย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี้เลยใช่ไหมล่ะ

-ใช่แล้วละ-

เท็ดดี้พยักหน้าเป็นการยอมรับ ริวจึงพูดต่อว่า ถ้าเช่นนั้นใจกลางวิหารแห่งนี้ก็คงจะเป็นที่นอนของนายซินะ

-อืม

ไอ้ตัวขี้เกียจ!!  แล้วทำไมที่นอนของแกถึงมาอยู่ที่นี้ฟะ แกอย่าบอกนะว่าแกหลับเพลินจนไม่รู้ว่า มีคนเอาที่นอนของแกมาไว้ที่นี่ ถ้าใช่แกก็ไปตายแล้วเกิดใหม่เถอะ

- ไอ้ริว ถ้าข้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริง ข้าคงยอมตายไปนานแล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น ข้าย้ายไปหลับที่อื่นแทนที่จะหลับในวิหารแห่งนี้ต่างหาก พอตื่นขึ้นมาวิหารแห่งนี้ก็หายไปแล้ว-

            แล้วนายไม่คิดจะตามหาวิหารแห่งนี้บ้างหรือ?”ริวถามขึ้นด้วยความสงสัย

            -ตอนแรกก็คิดเหมือนกัน แต่พอเห็นผู้คนต่างเปลี่ยนไปนับถือเทพแห่งแสงสว่างแล้ว ข้าไม่อยากจะสร้างความวุ่นวายขึ้นมาอีก จึงจำเป็นต้องยอมตัดใจจากวิหารแห่งนี้-

            ริวถอนหายใจ ก่อนจะพูดว่า สรุปว่านายเบื่อวิหารแห่งนี้แล้ว บวกกับนายหาที่นอนใหม่ที่ดีกว่าได้แล้ว จึงไม่สนใจที่จะหามันซินะ

            -ไอ้ริว เจ้าไปสรุปแบบนั้นได้ไงฟะ เจ้าไม่ได้ฟังที่ข้าพูดเลยหรือ?-

            แล้วไอ้ที่ผมพูดมามันถูกไหมละริวพูดแบบยิ้มๆ

            -อึก! .... เออ ข้ายอมรับก็ได้  มันเป็นตามที่เจ้าพูดนั้นละ -

ริวยังคงเดินมองภาพทั้งหมดไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เดินมาจนถึงแท่งบูชา สถานที่เป็นลักษณะ 8 เหลี่ยมโดยมี พีระมิดแบบไร้ยอดตั้งอยู่ตรงกลาง พื้นปูด้วยหินอ่อน ผนังและกำแพงต่างถูกแกะสลักอย่างงดงาม ด้านยังมีกระจกสีที่ทำเป็นรูปต่างๆ ริวจ้องมองแท่งบูชา หรือที่นอนของเท็ดดี้   

ที่นี่คือห้องนอนของนายซินะ

-ใช่ -

แล้วจะเอาอย่างไงต่อละ

-ไม่รู้ซิ  เอาเป็นว่าเจ้าลองเดินดูรอบๆก่อนก็ละกัน ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะเจอจอมมารที่พวกเรากำลังตามหาก็ได้-

เท็ดดี้ อย่ามาแช่งกันซิ  ขืน เจอตอนนี้มีหวังได้วิ่งหนีกันป่าราบแน่ริวพูดออกมา  ก่อนจะเริ่มมองไปรอบๆ แต่เขากับต้องมาหยุดมองกระจกสีที่ติดอยู่บนเพดาน สักพักริวก็พูดขึ้นมาว่า

            รูปภาพที่เกิดจากกระจกสี คือภาพของเหล่าสัตว์เทพใช่ไหม

            -ใช่ ด้านบนวิหารทุกแห่งที่บูชาสัตว์เทพต่างก็ใช้รูปพวกนี้ทั้งนั้นละ เพื่อเป็นการบอกว่า เหล่าสัตว์เทพต่างเป็นมิตรกันยังไงล่ะ-

อืม แล้วรูปของลูน่าเป็นรูปไหนล่ะ อย่าบอกนะว่าเป็นรูปผู้หญิงเปลือยนะ

-ใช่ นั่นละนาง

ริวจ้องมองกระจกพวกนั้นอย่างไม่วางตา  สักพักเท็ดพูดขึ้นมาว่า

-ไอ้ริว พวกเรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำนะ เลิกสนใจกระจกซักที เอ๊ย นี่แกฟังข้าพูดบ้างไหม อย่าเอาแต่ดูซิฟะ ไอ้ริว เดี๋ยวหกล้มขึ้นมา แกอย่าหาว่าข้าไม่เตือนละ-

ริวไม่ได้สนใจฟังคำพูดเท็ดดี้เลย เขายังคงก้าวเดินเข้าในห้องพลางจ้องมองกระจกสีที่เป็นรูปต่างๆอย่างสนใจ  ริวค่อยๆเดินดูรูปภาพไปทีละภาพ เขาเดินจนมาถึงฐานของพีระมิดอย่างไม่รู้ตัว  จนในที่สุดเขาก็ไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง

โครม

อูย เจ็บชะมัดเสียงริวดังขึ้นหลังจากที่เขาสะดุจล้มจนเอาหน้ากระแทกกับพื้น

-สมน้ำหน้า ข้าเตือนแล้วไม่ฟังเอง -

 ริวฝืนยิ้ม ก่อนจะหันไปมองสิ่งที่ทำให้เขาล้มลง แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ริวหน้าซีดเผือก เพราะมันคือศพของมนุษย์ที่ถูกดาบแทงทะลุหน้าอก ริวพยายามถอยออกมาอย่างสุดชีวิต เมื่อถอยออกมา มันทำให้เขาเห็นสภาพรอบฐานพีระมิดอย่างชัดเจน  ชายหนุ่มแทบจะไม่เหลือเลือดฝาดบนใบหน้าอีกเลย เขากลืนน้ำลายก่อนจะมองไปรอบๆ สักพักก็พูดขึ้นว่า

เท่าที่เห็นด้วยสายตา ที่ตรงนี้คงมีศพ อยู่ประมาณ 70 หรือ 80 คนได้ ไม่คิดเลยว่าที่นอนของแกจะมีคนมาตายเกลื่อนในที่แบบนี้

-ริว ข้าว่านี้มันแปลกนะ แกลองดูเสื้อผ้าที่ทุกคนใส่สิ-

ริวได้แต่รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปจ้องมองศพเหล่านั้นอีกครั้ง จากศพแรก ไปศพที่ 2  ศพที่ 3และไม่นานริวก็สำรวจซากศพทั้งหมด เขาก็กล่าวขึ้นมา

ทุกคนสวมเครื่องแบบทหารองค์รักษ์ทั้งหมดเลย นี้แสดงว่าพวกเขาทั้งหมดต้องเป็นพวกเดียวกัน แต่ในที่นี้กลับไม่มีศพอื่นนอกจากทหารองค์รักษ์เลย? ไม่จริงน่า ทหารเหล่านี้ถูกฆ่าแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือ? ใครมันจะมีฝีมือขนาดนั้น หรือว่า......

-นั่นละ สิ่งที่ข้ากำลังคิด คนที่ฆ่าทหารองค์รักษ์ทั้งหมดน่าจะเป็น มังกรปีศาจ 3 ตา แต่ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมพวกมันต้องมาตามหามังกรปีศาจ 3 ตาถึงที่แห่งนี้ด้วย และวิหารแห่งแสงสว่างมาอยู่ที่นี้ด้วยวิธีไหนกัน ไหนจะเรื่องเวลาที่หยุดนิ่งอีก ทำไมถึงมีแต่คำถามที่หาอธิบายไม่ได้ฟะ-

  ริวถอนหายใจย่างเหนื่อยใจ เฮ้อ นายมาถามผมอย่างนี้แล้วจะให้ผมไปถามใครกัน ถ้าเกิดพวกเรารู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน พวกเราอาจจะโยงเรื่องราวทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันได้ และเมื่อนั้นละที่จะทำให้ปริศนาทั้งหมดคลี่คลาย

-ไอ้ริว เจ้าพูดเหมือนเรื่องง่ายเลยนะ เจ้ารู้ไหมว่าตลอด 300 ปีมานี้ไม่มีใครรู้ความจริงในเรื่องนี้เลย แล้วเจ้าคิดว่าจะทราบเรื่องพวกนี้ในเวลาไม่ถึง 1 ชม.หลังจากที่เข้ามาที่นี้หรือยังไงฟะ ถ้าเจ้าจะทราบได้ เจ้ามันก็เทพยิ่งกว่าข้าแล้วละ

งั้นหรือ?”

-เอ๊ย ริว ข้าว่าแกลองขึ้นไปบนที่นอนของข้าหน่อยเถอะ ข้าว่าด้านบนอาจจะมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้-

ริวมองถึงไปบนพีระมิดที่สูงราวกับตึก 10 ชั้น ก่อนจะมองไปรอบๆแล้วตกลง แล้วบันไดทางขึ้นอยู่ตรงไหนละ

-สำหรับเรื่องนี้ แกคงต้องปีนเอาเองแล้วล่ะ พวกมนุษย์ในสมัยนั้นมันไม่ได้สร้างบันไดเอาไว้หรอก-

ริวมองพีรามิดด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก เขาถอนหายใจพร้อมเดินเข้าไปในจุดที่น่าจะปีนขึ้นไปได้ง่ายสุด  สักพักก็พูดขึ้นมาว่า

ไอ้เท็ดดี้ แกคอยดูเถอะ ถ้าเจอไอ้ตัวบงการเมื่อไร ผมขออัดมันสักหมัดในข้อหาที่มันทำให้ผมต้องมาลำบากแบบนี้

-ฮ่าๆๆๆ ตามสบาย ถ้าเจ้าคิดว่าทำได้นะ-

ชิริวทำหน้าเบ้กับสิ่งที่เท็ดดี้พูด สักพักเขาก็เริ่มก้มหน้า-ก้มตาปีนพีระมิดอย่างช้าๆ แม้จะไม่เร็วนักแต่ชายหนุ่มก็ยังคงพยายามปีนต่อไป เขาปีนขึ้นมาได้ 1 ใน 3 ของพีระมิดเป็นที่เรียบร้อย

ชายหนุ่มนั่งลงบนชั้นของพีระมิดอย่างอ่อนแรง เสียงถอนหายใจของเท็ดดี้ดังขึ้นมาในหัวว่า -ไอ้ริว เจ้าอ่อนแอถึงขนาดนี้เลยหรือ? นี่เจ้ายังปีนได้ไม่ถึงครึ่งทางเลยนะ

(ไอ้แหวนบ้า! แกคิดว่าคนอื่นเป็นยอดมนุษย์หรือยังไงฟะ ผมไม่รู้หรอกว่า มาตรฐานความแข็งแกร่งของคนในโลกนี้อยู่ที่ตรงไหน แต่ในโลกของผม แรงอย่างที่ผมมีก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้วโว้ย )ริวคิดตอบกลับไป เพราะตอนนี้เขาแทบจะไม่มีแรงจะบ่นอีกแล้ว

-เข้าใจแล้ว เจ้าพักไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวพร้อมแล้วค่อยปีนต่อก็ได้-

(มันแน่อยู่แล้วโว้ย ใครมันจะไปปีนต่อล่ะ เฮ้อ นี่เท็ดดี้ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม)

-ได้ซิ เจ้าจะถามอะไรหรือ? ถ้าให้ข้าเดา เจ้าคงอยากจะทราบเรื่องความสามารถพิเศษที่เหลืออีก 4 อย่างใช่ไหมล่ะ-

(ใช่กับผีซิ ใครมันจะไปอยากทราบความสามารถไร้สาระอย่างนั้นกัน อีกอย่างถึงทราบไป มันก็ไม่มีประโยชน์กับผมอยู่ดี แล้วผมจะรู้ไปทำไมกันฟะ)

- ขอให้มันเป็นอย่างที่เจ้าพูดเถอะ ข้ากลัวว่ามันจะไม่ใช่นะซิ-

(เอ๊ย ที่พูดนะมันหมายความว่ายังไงกัน)

-ข้าขอไม่ตอบตอนนี้ได้ไหม เอาเป็นว่าถ้าสิ่งที่ข้าคิดเป็นจริงขึ้นมา ข้าค่อยบอกก็ละกัน แล้วคำถามที่แกต้องการจะถามละมันคืออะไรหรือ?-

ริวทำหน้าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้(เกือบลืมเลย ผมจะถามว่าตอนที่แกจะเข้าสู่การนิทราในสมัยนั้น มีคนบอกให้แกเปลี่ยนที่นอนหรือเปล่า? )

-เปล่านะ ข้าเปลี่ยนที่นอนก็เพราะข้ารำคาญพวกมนุษย์ที่ชอบมาทะเลาะข้างหูของข้าก็เท่านั้นเอง

(สถานที่นอนในตอนนั้น แกเป็นคนหาเจอเอง หรือมีใครแนะนำให้หรือเปล่า)

-ถ้าเป็นสถานที่แห่งนั้น ลูน่าเป็นคนแนะนำให้ข้านะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า เธอจะแนะนำสถานที่แห่งนั้นให้ตอนที่ข้าบ่นรำคาญพวกมนุษย์ที่มักจะมาทะเลาะกันจนข้านอนไม่ค่อยจะหลับ ยิ่งพอไปเห็นสถานที่แล้ว ข้าก็ยิ่งถูกใจ ผลสุดท้ายจึงย้ายไปนอนที่นั้นเป็นบางเวลา -

(อืม )

-ไอ้ริว แกถามเรื่องพวกนี้ไปทำไมหรือ?-

(แค่อยากรู้น่ะ  ผมพักพอแล้ว ขอปีนต่อเลยละกัน) ริวลุกขึ้นยืนแล้วปีนต่อทันทีโดยไมเปิดโอกาสให้เท็ดดี้ได้ถามอะไรเลย ริวปีนพีระมิดต่ออีกพักใหญ่  สักพักเขาก็มาถึงจุดบนสุดของพีระมิด (ที่นอนของไอ้เท็ดดี้) เมื่อมาถึงเขาถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก เพราะบนพีระมิดต่างเต็มไปด้วยซากศพ  ริวกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พร้อมพูดว่า

ซากศพที่อยู่บนนี้น่าจะมีมากกว่า 200 ศพอีก ถ้ารวมกับทหารองค์รักษ์ที่อยู่ข้างล่างด้วยแล้วน่าจะมีประมาณ 300 ศพได้ ทหารพวกนี้ถูกใครฆ่าตายแน่นะ

-ริว เจ้ามองข้างหน้าซิ ดูเหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ปลายอีกด้านนะ

ริวได้แต่มองตาม ก่อนจะหันกลับมาสนใจซากศพที่อยู่ตรงพื้นอีกครั้ง เท็ดดี้ที่เห็นแบบนั้น มันก็พูดว่า

-ไอ้ริว นี่แกไม่ได้ยินที่ข้าบอกหรือยังไงฟะ-

ได้ยินซิ

-แล้วทำไมแกไม่เดินไปดูล่ะ เอาแต่สนใจซากศพบริเวณนี้อยู่ได้-

เท็ดดี้ ไอ้พวกนั้นมันยืนอยู่ตรงนั้นมากว่า 300 ปีแล้ว ให้มันยืนต่อไปอีกหน่อย พวกมันคงไม่หายไปไหนหรอก

-ถ้าแกพูดแบบนั้น ซากศพตรงนี้ก็อยู่มากว่า 300 ปีเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ทำไมแกถึงได้สนใจนักละ-

เพราะซากศพพวกนี้ มันแปลกนะซิ

-แปลก? ซากศพพวกนี้มันแปลกตรงไหนกัน

ริวไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองซากศพอย่างละเอียด พร้อมพูดว่า เท็ดดี้ นายจำชุดขององค์ชายชิริวได้ไหม ที่แขนเสื้อข้างขวา มีแถบสีทองอยู่ด้วย แต่คนพวกนี้ไม่มีเลยนะ

-โธ่ แกสงสัยเรื่องแค่นี้เอง ไอ้ชุดที่เจ้าหนูชิริวใส่นั้นเป็นชุดของหัวหน้าองค์รักษ์ ส่วนพวกที่นอนตายอยู่ตรงนี้เป็นแค่ทหารองค์รักษ์ธรรมดาในหน่วยเท่านั้น มันจะไปมีแถบสีทองได้ไงกัน-

สำหรับเรื่องนั้นผมก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว แต่ที่ถามเพราะผมไม่เห็นไอ้คนที่มีแถบลายทองในซากศพพวกนี้เลยต่างหาก แกเห็นบ้างไหมละ คนที่มีแถบลายทองแบบนั้น

- ........จริงของเจ้า คนที่มีแถบลายทองไม่มีอยู่ในซากศพพวกนี้จริงๆ ไม่แน่ว่าคนที่มีอาจจะอยู่ในซากศพอยู่ด้านล่างก็ได้นะ-

ไม่ใช่อย่างเด็ดขาด ถ้าคนที่เป็นหัวองค์รักษ์ถูกจัดการตั้งแต่แรก เหล่าทหารองค์รักษ์คงไม่กล้าขึ้นมาข้างบนหรอก

-อืม เจ้าพูดถูก ถ้าเช่นนั้นทางเดียวที่เหลือยู่คือ คนที่เป็นหัวหน้ารอดไปจากที่แห่งนี้ได้ซินะ-

ผมว่ามันไม่น่าจะใช่นะ

-แกพูดแบบนั้น มันหมายความว่ายังไงนะ -

ริวไม่ตอบ เขาชี้ไปตรงที่คนที่ยืนอยู่ พร้อมพูดว่า “ไอ้เรื่องที่คนเป็นหัวหน้าหนีไปได้นั้น มันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่จากสภาพที่เห็นอยู่ตรงนั้น แสดงว่าการต่อสู้ยังคงไม่จบ นายไม่คิดว่ามันแปลกหรือ? การที่คนเป็นหัวหน้าจะจากไปก่อนที่การต่อสู้จะจบลงแบบนี้

-หัวหน้าองค์รักษ์อาจจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจึงรีบหนีไปก่อนยังไงละ-

ริวส่ายหน้า ถ้าเป็นอย่างที่นายว่ามาจริง แสดงว่าหัวหน้าองค์รักษ์หนีรอดไปได้ แล้วทำไมถึงไม่มีใครทราบเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี้เลยละ

            -ใช่  เรื่องนี้ผิดปกติเกินไปจริงๆนั่นละ.-

ตอนนี้พวกเรามาช่วยกันดูก่อนเถอะว่า ในซากศพกว่า 200 ซากนี้ มีคนที่มีแถบลายทองที่แขนขวาไหม ถ้าไม่มีค่อยว่ากันใหม่ริวพูดจบ เขาก็ค่อยๆเดินเข้าไปสำรวจซากศพที่ละศพ หลังจากสำรวจศพที่อยู่บริเวณนั้นไปจนหมดแล้ว เขาก็หันไปมองกลุ่มคนที่ยังยืนอยู่ ก่อนจะคิดขึ้นมาว่า

(ตรงนี้ก็ไม่มี แสดงว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่คิดจริงๆหรือ? )

-ไอ้ริว แกยังไม่ได้สำรวจตรงคนกลุ่มนั้นเลย ไม่แน่ว่าในคนกลุ่มนั้นอาจจะมีคนที่เป็นหัวหน้าองค์รักษ์ก็ได้-

อืม

ริวเดินไปหาคนกลุ่มนั้นตามที่เท็ดดี้บอก พอมาถึงเขาเห็นทหารองค์รักษ์จำนวน 8 คนพร้อมอาวุธครบมือกำลังยืนล้อมคนผู้หนึ่งที่นอนอยู่กับพื้น แต่ที่น่าแปลกคือทหารองค์รักษ์ทั้ง 8 คนต่างถูกแท่งน้ำแข็งแทงหน้าอกจนทะลุมาถึงด้านหลัง ส่วนคนที่นอนอยู่กับพื้นทำท่าจะคลานไปหาก้อนน้ำแข็งสีฟ้าที่อยู่ไม่ไกลนัก ริวย้ายมาตรงที่มองหน้าชายคนนั้นได้อย่างชัดเจน เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาว่า

-เอ๊ย ชายคนนี้คือ มังกรปีศาจ 3 ตา นี้

หา! เท็ดดี้ แกกำลังจะบอกว่าไอ้คนทำท่าปางตายอยู่ตรงนี้คือ มังกรปีศาจ 3 ตา ที่พวกเราตามหากันหรือ?”

-ใช่แล้ว ไม่คิดเลยว่าข้าจะมาเจอมันในสภาพแบบนี้ได้ เท่าที่ดูจากบาดแผลตามร่างกายของมันแล้ว ข้าว่ามันคงเป็นคนจัดการกับเหล่าองค์รักษ์ทั้งหมดนั่นล่ะ

แสดงว่าไอ้มังกรปีศาจ 3 ตา ที่ทุกคนกลัวกันแทบแย่ มันมาหมดสภาพอยู่ตรงนี้มากว่า 300 ปีแล้วซินะ

-มันก็น่าจะเป็นแบบนั้น เฮ้อ ทำไมข้ารู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เดิมทีเรามาหาเจ้าลีโอ(มังกรปีศาจ 3 ตา )เพื่อต้องการทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่เท่าที่ข้าดู ข้าว่าพวกเราต้องมาเริ่มนับ 1 กันใหม่เลยนะ-

ริวยิ้มบางๆมันก็ไม่แน่ พวกเราอาจจะเข้าใกล้ความจริงขึ้นไปอีกก้าวแล้วก็ได้

-แกหมายความว่ายังไงนะ -

ริวไม่ตอบ เขาจ้องมองมังกรปีศาจ 3 ตา ก่อนจะหันไปมองตามทิศทางที่มังกรปีศาจ 3 ตากำลังจะคลานไป ปลายทางของสายตานี้ก็คือก้อนน้ำแข็งสีฟ้านาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก  บริเวณนั้นไม่มีคนหรือซากศพแม้แต่อย่างเดียว สิ่งเดียวที่มีอยู่คือดอกไม้สีขาวที่วางอยู่หน้าก้อนน้ำแข็งนั้นเอง ริวรีบพูดออกมา

            ไอ้เท็ดดี้ ที่นอนของแกมีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่ด้วยหรือ? อย่าบอกนะว่าแกเอาไว้ใช้แทนตู้เย็นนะ

-ไม่มีโว้ย แถมต่อให้อยากมี ข้าก็ไม่คิดจะอยากได้น้ำแข็งรัตติกาลหรอกนะ-

น้ำแข็งรัตติกาล? มันคืออะไรหรือ? “

-น้ำแข็งก้อนนี้เกิดจากเวทต้องห้าม สิ่งที่ถูกผนึกจะหยุดนิ่งอยู่ในนั้นไปชั่วกาลนาน ปกติเวทบทนี้จะเอาไว้ผนึกสิ่งที่ไม่มีวันตายนะ เช่น พวกนกฟีนิกซ์ เป็นต้นนะ-

สรุปว่าไม่มีซินะ ผมดูจากสภาพของมังกรปีศาจ 3 ตาในเวลานี้แล้ว ผมว่าก้อนน้ำแข็งสีฟ้านั้นน่าจะมีอะไรบางอย่างที่จะช่วยพวกเราได้นะ ริวเดินตรงเข้าไปที่น้ำแข็งทันที

ริวจ้องมองเข้าไปในน้ำแข็งสีฟ้า เขาถึงกับอึ้งเพราะในก้อนน้ำแข็งมีหญิงสาวผมสีทองถูกผนึกอยู่ในนั้น เธอดูสวยสมบูรณ์แบบราวกับนางฟ้าในเทพนิยายเลย เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นมาอีกครั้ง

-พระเจ้าช่วย! ทำไมเทพธิดาแห่งแสงสว่างถึงได้มาถูกผนึกในก้อนน้ำแข็งนี้ได้ หรือว่าเธอถูกลีโอลักพาตัวมาที่นี้นะ-

ไม่น่าจะใช่ นายลองดูที่หน้าอกด้านซ้ายของเธอให้ดีซิ บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเลือด ผมคิดว่าเธออาจจะถูกใครทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต  มังกรปีศาจ 3 ตาจึงใช้เวทต้องห้ามเพื่อจะเก็บรักษาศพของเธอไว้

-ไม่จริงน่า  เธอ เป็นถึงเทพแห่งแสงสว่างนะ แล้วทำไมเธอถึงตายได้ละ ไหนจะเรื่องที่มังกรปีศาจ 3 ตา (ลีโอ)ต้องการเก็บรักษาศพของเธอเอาไว้อีก แกรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงฟะ ริว -

ซากศพยังไงละ แกก็เห็นไม่ใช่หรือว่า บริเวณนี้เท่านั้นที่ไม่มีซากศพอยู่เลยนะ ท่าทางที่มังกรปีศาจ 3 ตาต้องการมาตรงนี้ ไม่ว่าจะมองยังไง มันก็เป็นการบอกว่าเขารักและเคารพเธอคนนี้เป็นอย่างมาก ดีไม่ดี พวกเขาทั้ง 2 คนอาจจะคนรักกัน ตามนิยายที่ผมอ่านก็ได้

-ข้าเริ่มงงไปหมดแล้ว ตกลงว่าเมื่อ300 ปีก่อนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเทพธิดาแห่งแสงสว่างถึงตายได้ล่ะ -

ริวส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ ระหว่างที่เป็นแบบนั้น บางสิ่งบางอย่างก็ก้าวออกมาจากก้อนน้ำแข็ง สิ่งที่ก้าวออกมานั้น คือหญิงสาวในก้อนน้ำแข็งนั้นเอง เพียงแต่ตัวของเธอดูจางจนแทบมองทะลุได้เลย ริวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เธอก็ส่งยิ้มหวานให้  ชายหนุ่มรีบถอยออกไปอีก 2 ก้าว เธอจึงพูดออกมาว่า

โธ่ อย่าหนีกันซิจ๊ะ ฉันรู้นะว่าเธอเห็นฉันนะ

ริวอ้าปากค้างพร้อมชี้นิ้วไปที่หญิงสาวอย่างสั่นๆเธอเป็นผีหรือ?”

ไม่ใช่จ๊ะ อย่างฉันน่าจะเรียกว่า จิตวิญญาณของธรรมชาติ  ดีกว่านะหญิงสาวในก้อนน้ำแข็งพูดออกมาอย่างยิ้มๆ ผิดกับริวที่หน้าซีดลงราวกับไก่ต้มก็ไม่ปาน

ริวถอยหลังไปอีก 3 ก้าว ก่อนจะพูดว่าคุณเป็นเทพธิดาแห่งแสงสว่างจริงๆใช่ไหม ไม่ใช่เป็นวิญญาณที่เร่ร่อนแล้วมาปลอมเป็นเธอนะ

แหม ขนาดเห็นด้วยตาแบบนี้แล้วยังไม่เชื่ออีกหรือ?”เสียงของเธอคนนั้นพูดขึ้นมาข้างหูของริว เขารีบหันกลับไปมองจึงพบว่าหญิงสาวที่อยู่ในน้ำแข็งได้มาปรากฏตรงข้างตัวเขา แล้วริวจำเป็นต้องถอยไปอีก 10 ก้าวก่อนจะพูดว่า

อย่าทำแบบนี้ซิครับ ผมกลัวนะ

หึๆๆ เธอนี้ขี้กลัวจังนะ แล้วแบบนี้จะแบกรับสิ่งที่จะตามมาไหวหรือ?”หญิงสาวที่อยู่ในน้ำแข็งพูดพร้อมเดินเข้ามาหาริว

ริวรีบถอยหลังไปอีกนิดผมไม่รู้หรอกว่าคุณกำลังพูดอะไร แต่ขอร้องละอย่าเข้ามาอีกเลย ไม่งั้นผมจะหนีแล้วนะ

หญิงสาวที่อยู่ในน้ำแข็งมองริว ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่าอิๆๆ เธอนี้น่าแกล้งจริงๆ แต่ก็เอาเถอะ ฉันแกล้งเธอแค่นี้ก็พอแล้วละ เดี๋ยวมีเวลาว่างค่อยแกล้งใหม่ละกัน

ริวฝืนยิ้ม เขาทดลองเอามือไปจับหญิงสาวที่อยู่อยู่ข้างหน้า แต่มือของเขากับทะลุผ่านร่างกายของเธอไปเลย ชายหนุ่มถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขาถอยหลังไปอีก 1-2 ก้าวอย่างช้าๆ หญิงสาวที่อยู่ในน้ำแข็งก็ไม่ได้เดินตามมา เธอยิ้มพร้อมกล่าวว่า

จริงซินะ พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย ฉัน ชื่อ ไลล่า ออร์ไรล่า เป็นเทพแห่งแสงสว่าง ส่วนเธอชื่อ อรุณ เทพพิทักษ์ซินะ

ริวยังคงไม่ตอบอะไร เขาจ้องมองเธอด้วยสีหน้าตกใจปนหวาดกลัว ไม่นานไลล่าก็พูดออกมาว่านี่พูดอะไรออกมาบ้างซิ  อย่าเอาแต่นิ่งเงียบแบบนี้ มันน่าเบื่อนะ ถ้าเธอไม่ยอมพูดอะไรอีก ฉันจะหลอกแล้วนะ

ริวยิ้มฝืดๆ ก่อนจะพูดว่าแล้วละให้ผมพูดอะไรละครับ ผมแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเทพแห่งแสงสว่างเลย ไหนจะเรื่องจิตวิญญาณธรรมชาติอีก แล้วจะให้ผมเริ่มพูดจากตรงไหนดีละครับ

ไลล่ามองริว ก่อนจะชี้ไปที่แหวนของเขา “ถ้าเช่นนั้น เธอก็ถามคุณเท็ดดี้ก็ได้นี้ ฉันคิดว่าเขาคงเต็มใจจะตอบทุกเรื่องนั้นละ

-ไอ้ริว แกพูดคนเดียวตั้งนานแล้วนะ ที่นี้มันไม่มีผีหรอก ถึงมีผีมันก็คงถูกหยุดเวลาเหมือนกันนั้นละ ที่สำคัญแกถอยออกห่างจากก้อนน้ำแข็งทำไมกัน ข้ายังสำรวจก้อนน้ำแข็งนั้นไม่เสร็จเลย-

เท็ดดี้ แกจะสำรวจก้อนน้ำแข็งไปทำไมฟะ ในเมื่อเจ้าตัวมายืนพูดอยู่ตรงนี้แล้วริวพูดพร้อมยกเท็ดดี้ให้มองไลล่า แต่แหวนเจ้าปัญหากับพูดขึ้นมาว่า

-แกพูดอะไรนะ ตรงที่แกชี้ไม่มีอะไรเลยนะ-

ตกลงว่าผมเห็นคนเดียวอีกแล้วหรือ? ทำไมผมถึงซวยแบบนี้

-ไอ้ริว แกอย่าบอกนะว่ามองเห็นอะไรอยู่ตรงที่แกชี้นะ-

ริวทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ไลล่าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “บอกคุณเท็ดดี้ไปสิว่า เธอมีญาณธรรมชาติ ที่เป็น 1 ใน 8 ความสามารถของสายเลือดแห่งราชัน แล้วเขาจะทราบเองว่าเธอเห็นฉันจริงๆ

ใช่ ผมเห็นหญิงสาวที่อยู่ในน้ำแข็งนะ เธอบอกว่าชื่อ ไลล่า เป็น จิตวิญาณของธรรมชาติ และยังฝากผมมาบอกนายอีกว่า ผมมี ญาณธรรมชาติ ที่เป็น 1 ใน 8 ความสามารถพิเศษด้วยนะ

-เหลือเชื่อ! ริว นี่แกพูดจริงหรือ?-

ใช่ ตอนนี้เธอยังยืนส่งยิ้มให้ผมเลย ตกลงว่าไอ้ความสามารถ ญาณธรรมชาตินี้มันอะไรกัน และไอ้จิตวิญญาณธรรมชาติ มันคืออะไรด้วย

ขณะที่เท็ดดี้กำลังจะตอบอะไรออกไปนั้น ไลล่าก็ได้มาเดินวนรอบตัวของริว ก่อนจะยื่นหน้ามามองแหวนด้วยความสนใจ สักพักเธอก็เอานิ้วชี้มาแตะที่แหวนพร้อมพูดว่า

หมดเวลาแล้วจ้า เอาเป็นว่าฉันขอตัดการติดต่อระหว่างหนูกับคุณเท็ดดี้สักพักก็แล้วกัน

ริวได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อน “คุณเองไม่ใช่หรือที่ให้ผมถามเรื่องราวของคุณกับเท็ดดี้ แล้วทำไมถึงได้มาทำแบบนี้ละครับ”

ไลล่ายิ้มระรื่น แหม! มันน่าเบื่อนี้ เธอเล่นเอาแต่คุยกับคุณเท็ดดี้โดยไม่สนใจฉันเลยนี่

ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ สักพักเขาก็พูดขึ้นว่าถ้าเช่นนั้นผมขอเปลี่ยนไปถามคุณก็แล้วกัน ตกลงไหมครับ

ไลล่ายิ้ม ก่อนจะตบอกตัวเองแล้วพูดว่าได้เลย เธออยากจะทราบอะไรถามมาได้เลย

ถ้าเช่นนั้นคำถามแรก ทำไมคุณถึงได้รู้จักชื่อของผมได้ล่ะ อีกทั้งคุณยังพูดเหมือนรู้เลยนะว่าผมจะมาที่นี้เลย ไหนจะเรื่องที่คุณเท็ดดี้กลายเป็นแหวนอีก ตกลงว่าคุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงนะ

ไลล่าทำท่าคิดเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เธอลองทายดูซิ  ฉันว่าถ้าเป็นเธอต้องทราบแน่ๆ

 ริวหน้าเบ้ไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่าไหมบอกว่าจะตอบคำถามของผมไงละ

ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เอาเป็นว่าให้เธอคิดคำตอบเองดีกว่า ถ้าคิดไม่ออก ฉันจะทำการหลอกหลอนเธอไปตลอดกาลเลย

 ริวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบตอบไปว่าท่านหญิงมังกรฟ้าซินะครับ การที่เธอจะวางแผนการทั้งหมดได้ เธอต้องเคยมาที่นี้ก่อนพวกผมแล้ว

ถูกต้องจ้า เห็นไหมเธอไม่จำเป็นต้องได้คำตอบจากฉันซะหน่อย แล้วฉันจะไปตอบให้เมื่อยปากทำไมกันไลล่าพูดออกมาอย่างยิ้มๆ

ชายหนุ่มฝืนยิ้ม พร้อมกล่าวออกมาไปว่าจริงอยู่ที่ผมรู้ว่าเป็นท่านหญิงมังกรฟ้า แต่ผมอยากทราบเธอมาเกี่ยวข้องยังไงกับคุณมากกว่านะ

โธ่ แล้วก็ไม่บอกแต่แรก ฉันกับท่านหญิงมังกรฟ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงหรอกนะ แต่เธอคนนั้นเคยมาที่นี้ และ เธอมายืนในจุดที่หนูเคยยืนมองก้อนน้ำแข็งนั้นละ แต่เธอไม่ได้เป็นอย่างหนูหรอกนะ เธอไม่เห็นหรือรับรู้ถึงการคงอยู่ของตัวฉันเลย เธอแค่มาบอกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับก้อนน้ำแข็งเท่านั่นเอง

ริวได้แต่ฝืนยิ้มออกมา   สักพักเขาก็พูดออกมาว่าท่านหญิงมังกรฟ้าในเมื่อมาถึงที่นี้ได้ ทำไมเธอต้องโยนเรื่องราวทั้งหมดมาให้ผมทำต่อด้วย เธอน่าจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อยไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?”

ไลล่าส่ายหน้า การที่ท่านหญิงมังกรฟ้าโยนทุกสิ่งทุกอย่างมาให้กับเธอก็เพราะท่านหญิงไม่อาจจะทำบางอย่างได้นะซิ

ริวทำหน้างงๆ ไลล่าจึงพูดต่อว่าท่านหญิงมังกรฟ้าเกิดมาพร้อม ดวงตาแห่งเทพ ที่มีคุณสมบัติในการมองเห็นอนาคตได้ และตัวเธอยังมีความสามารถพิเศษ เหนือโลก อีกด้วย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายห่วงโซ่แห่งชะตากรรม

คุณไลล่า บอกตามตรงแค่ประโยคนี้ของคุณ มันก็ทำเอาความรู้สึกอยากช่วยคุณหายไปเกินครึ่งแล้วล่ะ

ไลล่าทำหน้างงๆกับคำพูดของริว สักพักเธอก็พูดออกมาว่าเธอพูดแบบนั้นหมายความว่ายังไงหรือ? อย่าบอกนะว่าเธอโกรธที่ฉันแกล้งหยอกเธอเมื่อสักครู่

มันก็มีส่วนบ้างเหมือนกัน เอ๊ย ไม่ใช่ ไอ้ที่คุณแกล้งผมนั้น ผมไม่ใส่ใจหรอก แต่ที่ผมไม่ชอบก็คำพูดของคุณต่างหาก

ไลล่ายังคงทำหน้าไม่เข้าใจ  ริวจึงกล่าวว่า คำพูดเมื่อสักครู่ของคุณเหมือนกำลังบอกว่า  ท่านหญิงมังกรฟ้า และตัวผมเกิดมาเพื่อช่วยเหลือพวกคุณ และริเดียให้รอดพ้นจากอันตราย  สำหรับท่านหญิงมังกรฟ้ารู้สึกอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายห่วงโซ่บ้าๆนั้น ผมเลือกที่จะทำตามที่ตัวเองคิด ผมไม่สนด้วยซ้ำว่าริเดียจะถูกทำลายหรือไม่ และการที่ผมมาที่นี้ก็ไม่ได้มาช่วยเพื่อคุณ หรือใครทั้งนั้น แต่มาเพื่อหาทางช่วยเพื่อน ถ้าคุณยังพูดในทำนองที่ว่าผมเกิดมาเพื่อช่วยคุณ หรือ ช่วยริเดียอีก ผมจะหันหลังกลับไปเดี๋ยวนี้เลย จำไว้ด้วยนะครับ

ไลล่าได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก เธอเงียบลงไปสักพักแล้วจึงพูดว่า “นั้นซินะ พวกเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายห่วงโซ่แห่งชะตากรรมจริงๆ แต่เป็นผู้คนต่างหากที่ยัดเหยียดให้พวกเธอทำ ฉันต้องขอโทษจริงๆ

ริวจ้องมองไลล่าถ้าเข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว เอาละ พวกเรามาเข้าเรื่องกันเลยละกัน ถ้าผมช่วยคุณไลล่า ไม่ทราบว่าผมจะได้อะไรเป็นการตอบแทนครับ

 ไลล่าได้แต่ยิ้มแหยๆ แล้วพูดออกมาว่าเฮ้อ ฉันว่าคนอย่างเธอนี้ไม่เหมาะกับคำว่า ผู้กล้าจริงๆนั้นล่ะ เธอน่าจะเหมาะกับคำว่า กะล่อนมากกว่านะ  พูดมาตั้งยืดยาวที่แท้ต้องการจะบอกว่า ต้องการจะได้ของตอบแทนซินะ

ใช่ครับ ไม่มีของฟรีในโลก ดังนั้นถ้าผมทำงานให้ ผมก็ต้องได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อไม่ใช่หรือ?”ริวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ มั่นใจในคำพูดของตัวเอง

ไลล่าต้องหน้าเปลี่ยนสีเพราะเธอไม่คิดเลยว่าคนที่เธอคอยมากว่า 300 ปีจะเป็นแบบนี้ เทพแห่งแสงสว่างเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดออกมาไม่เต็มเสียง

 ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมท่านหญิงมังกรฟ้าถึงได้เลือกคนอย่างเธอมาเป็นผู้สานต่อนะ ทั้งที่เธอไม่มีคุณสมบัติเลยแม้แต่น้อยไลล่าถอนหายใจพร้อมพูดขึ้นมา

ริวยิ้มแหยๆคุณไลล่าพูดเหมือนกับว่าผมอยากรับทำหน้าที่นี้ตายล่ะ บอกตรงๆเลยนะ ขนาดผมยังสงสัยเลยว่าเธอเลือกผมมาทำหน้าที่นี้ทำไม ทั้งที่คนเก่งกว่าผมยังมีอีกเป็นภูเขา

ไลล่านิ่งเงียบไปสักพัก “เอาเถอะ ในเมื่อเธอเป็นความหวังสุดท้ายแล้ว ถ้าเช่นนั้นฟังเรื่องที่ฉันจะพูดให้ดีนะ

ริวพยักหน้า ไลล่าจึงพูดต่อว่า พวกเราอย่าเพิ่งมาพูดถึงเรื่องราวในอดีตเลยเพราะถ้าพูดแล้วคงใช้เวลาไม่ต่ำ กว่า 2 ชม.แน่ เอาเป็นว่าเธอจัดการเรื่องที่ฉันขอให้ได้ก่อนแล้วฉันจะบอกทุกอย่างให้ฟังเอง ตกลงไหม

ได้ครับ ถึงไงผมก็ไม่สนใจเรื่องราวในอดีตอยู่แล้ว ผมสนแค่ว่าคุณมีวิธีถอนคำสาปให้เพื่อนของน้องสาวหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง ผมจะถือว่าเรื่องนี้คือค่าตอบแทนของผมก็ละกัน

ไลล่าเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดเสียงอ่อยๆว่ามีสิ เพียงแต่ว่ามัน.....

ยังไม่ทันที่ไลล่าจะพูดจบ ริวก็พูดแทรกขึ้นมาว่าแค่มีก็พอแล้ว ส่วนจะมีปัญหาอะไรตามมาค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน เอาละคุณไลล่าต้องการให้ผมช่วยอะไรหรือ?”

ไลล่ามองริวอย่างไม่เข้าใจ แต่เธอก็ยังกล่าวต่อไปฉันอยากจะให้เธอมาเป็นผู้รับสืบทอด กุญแจดารา นะ

กุญแจดารา? มันคืออะไรหรือครับ

กุญแจดาราคือ 1ใน 8 อาวุธเทพเจ้า มันมีสามารถควบคุมเวลาในรัศมี 2 กิโลเมตร

เดี๋ยวนะ หรือว่าคนที่ทำให้เวลาในที่นี้หยุดลงคือ คุณไลล่า

ไลล่าพยักหน้าเป็นการยอมรับ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆว่าใช่จ๊ะ ฉันคิดจะใช้กุญแจดาราเพื่อจะหยุดห่วงโซ่แห่งชะตากรรมไว้ที่พวกฉัน แต่......

เทพแห่งแสงสว่างพูดได้เพียงเท่านี้ เธอก็ไม่พูดอะไรต่อ ริวจึงพูดแทรกขึ้นมาว่า คุณไม่เพียงจะหยุดชะตากรรมไม่ได้ มันยังผลักพวกคุณให้เข้าสู่วังวนที่ไม่มีวันถอยกลับได้อีก ใช่ไหมครับ

ไลล่าถึงกับตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี เธอมองริวนี่เธอทราบได้อย่างไงกัน

ริวมองไปรอบตัว ก่อนจะหันมาพูดกับไลล่าอีกครั้งตำนาน เรื่องเล่า คำสาปกว่า 300 ปี และ สิ่งแวดล้อมในที่นี้ ถ้าใครไม่รู้ก็ถือว่าโง่เต็มทนแล้วละครับ

ริวไม่รอให้ไลล่าพูดอะไรต่อ เขารีบกล่าวต่อทันที “เอาละ ผมต้องทำไงบ้างละถึงจะสามารถรับสืบทอดกุญแจดาราได้นะครับ

จงใช้ ญาณธรรมชาติเรียกกุญแจดาราออกมา จากนั้นกุญแจจะบอกเธอเองว่าจะต้องทำอะไรต่อ

ริวได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ผมว่าจะถามตั้งแต่ต้นแล้วละ ไอ้ญาณธรรมชาตินี้มันคืออะไรนะ แล้วผมจะใช้มันยังไงกันละครับ

คำถามของริวทำเอาไลล่ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สักพักเธอก็ถามขึ้นว่าคุณเท็ดดี้ยังไม่บอกเรื่องนี้กับเธออีกหรือ?”

ยังครับริวได้แต่มองไลล่าในเวลานี้อย่างไม่ค่อยเชื่อใจนัก เพราะรอยยิ้มของเธอมันบอกว่าเธอคิดจะแกล้งผมอยู่แน่ๆ 

ไลล่ายิ้ม พร้อมอธิบายขึ้นมา “ญาณธรรมชาติ คือ 1ใน 8 ความสามารถพิเศษของสายเลือดแห่งราชันนะ มันสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้ เช่น ตัวของฉัน หรือ กุญแจดาราเป็นต้นนะ แต่ก็มีคนบอกว่า ญาณธรรมชาติ สามารถสัมผัสถึงสิ่งที่คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้ด้วย และยังมีบอกไว้อีกว่า ผู้ที่มีความสามารถนี้จะเป็นที่ยำเกรงของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกใบ นี้

ริวนึกที่ได้ยินแบบนั้น เขาถึงกับนึกถึงเรื่องเห็ดมายา และ ความรู้สึกของดาบไทอัสขึ้นมา เขาได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะคิดออกมาว่า

            (ท่าทางสิ่งที่เจ้าเท็ดดี้และเทียน่าเคยพูดถึงคงเป็นความสามารถนี้แน่ๆ เฮ้อ ทำไมมันถึงวุ่นวายแบบนี้ ตกลงว่าผมมีความสามารถพิเศษมากเท่าไรกัน สงสัยกลับออกจากที่นี้ไปคงต้องถามเรื่องพวกนี้ให้ละเอียดแล้วละ)

            ระหว่างที่เป็นแบบนั้น เสียงของไลล่าก็พูดต่อว่า “สำหรับญาณธรรมชาตินั้น ยังมีความลับอยู่อีกมาก เพราะ เด็กที่มีสายเลือดแห่งราชันและมีความสามารถพิเศษนี้ ตลอดช่วงเวลากว่า 3000 ปี มีเพียงเธอและเด็กผู้หญิงอีกคนเท่านั้น ส่วนวิธีที่จะใช้มันก็คงต้องขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะ”

สรุปว่าที่คุณไลล่าพูดมาตั้งมากมาย คือ คุณจะบอกว่าไม่รู้วิธีใช้มันซินะ ริวยกมือขึ้นมาจับหน้าผากด้วยความเครียด ทำไมเทพของริเดียถึงได้ขาดความรับผิดชอบแบบนี้ฟะ

ไลล่ายิ้มรับ ใช่จ๊ะ เพราะฉันไม่มีเคยมีความสามารถนี้จึงบอกอะไรไม่ได้มาก แต่ที่พอบอกได้คือเธอต้องใช้ญาณธรรมชาติในการสัมผัสกุญแจดารา แล้วมันจะปรากฏตัวออกมาเองนะ

ริวจ้องมองไลล่า พร้อมถามขึ้นมาถ้าเช่นนั้นคุณไปรับสืบทอดกุญแจดารามาได้ไงกัน

ไลล่าส่งยิ้มให้ชายหนุ่มอาวุธเทพเจ้าสามารถเลือกเจ้านายได้เองนะ ตอนที่ฉันได้รับดวงจิตแห่งเทพมา กุญแจดาราก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเพื่อเลือกฉันเป็นเจ้านายแล้วละ

สรุปว่า คุณได้กุญแจดารามาแบบไม่เปลืองแรงซินะ

อืม เธอจะว่าแบบนั้นก็ได้

ริวยกมือนวดขมับ เพราะท่าทางเทพของโลกนี้จะพึ่งพาไม่ได้สักตน(หมายถึงเท็ดดี้ กับไลล่า) ไม่นานชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาว่า

ถ้างั้นทำไมคุณไม่เรียกกุญแจออกมาส่งมอบให้ผมโดยตรงละ ทำไมต้องให้ผมทำเรื่องวุ่นวายแบบนี้ด้วย

ไลล่าได้แต่ฝืนยิ้ม ก่อนจะพูดว่า ตอนที่ฉันจะใช้พลังหยุดเวลานั้น ฉันถูกแทงจากด้านหลังทำให้ตายในทันที กุญแจดาราที่ไม่มีใครควบคุม มันจึงแผ่พลังออกมาจนเกิดเป็นช่องว่างเวลาที่หยุดนิ่ง ส่วนตัวกุญแจก็สลายไปพร้อมกับพลังในครั้งนั้น ดังนั้นถ้าเธอต้องการจะเป็นเจ้าของมัน เธอจะต้องเรียกมันออกมาเอง และการที่จะทำแบบนั้น เธอจำเป็นจะต้องใช้ ญาณธรรมชาติ เท่านั้นจึงจะสื่อถึงกุญแจดาราได้

ริวยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ เขามองไลล่าพร้อมพูดออกมาว่าผมจะทดลองทำไปทีละอย่างก็แล้วกัน ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะสำเร็จไหม ถ้าไม่สำเร็จอย่าโทษกันล่ะ

ริวเริ่มนั่งลงขัดสมาธิ เขาพยายามนั่งสมาธิในแบบที่เคยเรียนมาพร้อมกับตะโกนเรียกกุญแจดาราในใจ แต่หลังจากนั่งไปได้ 5 นาที มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลเลย ไลล่ายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มนั้นก็หายไป สิ่งที่ปรากฏออกมามีแต่สีหน้าที่จริงจัง เธอรีบพูดออกมาว่า

ฉันว่าการนั่งเฉยๆไม่น่าจะได้ผล ถ้ายังไงเธอรองตะโกนเรียกออกชื่อด้วยน่าจะดีกว่านะ

            ริวพยักหน้าเห็นด้วย เขาจึงเปลี่ยนมาลุกขึ้นยืนก่อนจะตะโกนก้องว่า จงออกมาซะ กุญแจดารา ๆๆๆ

 

10นาทีผ่านไป

“.....”ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ริวทรุดตัวนั่งกับพื้นก่อนจะหอบเบาๆ ไลล่าพยายามกลั้นหัวเราะ สักพักเธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

สงสัยวิธีนี้จะไม่ได้ผลซินะ ถ้าเช่นนั้นเธอลองนึกภาพว่าข้างหน้าตัวเองมีประตูบานใหญ่ และกุญแจดาราก็อยู่หลังประตูบานนั้น จากนั้นเธอต้องคิดว่าจะต้องทำอย่างไงถึงจะเปิดประตูบานนั้นออก

ริวพยักหน้า ก่อนจะหลับตาเพื่อจินตนาการถึงเรื่องที่ไลล่าบอก สักพักเขาก็ตะโกนออกมา โอมประตูจงเปิดนะบัดนี้ โอเพ่น เซซามิ

“.....”ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดิม

ไลล่าพยายามกลั้นหัวเราะ ยังแค่นี้ยังไม่พอ เธอต้องใส่จิตวิญญาณลงไปมากกว่านี้ อ้อ อย่าเพิ่งลืมตาขึ้นมานะ เดี๋ยวจินตนาการจะหายไป

ริวได้แต่พยักหน้า  เขาตั้งสมาธิและตะโกนออกไปอีกครั้งว่า โอมประตูจงเปิดนะบัดนี้ โอเพ่น เซซามิ

 “.....”ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 ริวเริ่มเปลี่ยนจะหน้าเสียเป็นหน้าแดงเข้มด้วยความโมโห ไลล่ารีบพูดขึ้นมา ดูเหมือนแค่คำพูดจะไม่ได้ผลนะ ถ้ายังไงเธอลองร้องเพลงดูซิ ไม่แน่ว่ามันอาจจะได้ผลก็ได้นะ แต่จะให้ดีเลย เธอต้องร้องและเต้นไปด้วยจะดีมากเลย

ริวพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเต้นและ ร้องเพลงออกมา

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู เปิดออกดูว่าใครมาก็อยู่สบายแล้วนี่นา  แล้วใครจะมาเปิดประตูหัวใจ
                        ก๊อก ก๊อก ก๊อก เปิดประตู เปิดออกดู อ๋อเป็นเธอ อยู่สบาย มั้ยละเออ จึงเปิดรับเธอเข้าประตูหัวใจ
                        เปิดเอาไว้ถ้าใจของเธอมั่นคง จะตกลงถ้าเธอไม่มีเปลี่ยนใจ   จะรับไว้สู่ประตูใจ

 

ริวจัดการร้องและเต้นจนจบเพลง ก่อนจะทำมือเป็นรูปหัวใจส่งไปข้างหน้า แต่ผลที่ได้คือ

            ฮ่าๆๆ ไม่ไหวแล้ว ใครจะไปคิดว่าเธอจะทำอย่างนั้นจริงๆเสียงหัวเราะของไลล่าดังออกมา

ริวได้แต่ลืมตาขึ้นมามองเธอ ก่อนจะพูดว่า คุณไลล่า อย่าบอกนะว่าที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้น คุณหลอกผมนะ

            ใช่จ๊ะ ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ฉันไม่รู้วิธีใช้พลังญาณธรรมชาติ แล้วเธอจะมาเชื่อฉันได้ยังไงไลล่าพูดออกมาอย่างยิ้มๆ ผิดกับริวที่เถียงอะไรไม่ออกเลย สักพักเขาก็นั่งลงกับพื้นเพื่อทำสมาธิอีกครั้ง

 ไลล่าเดินมาวนรอบตัวของเขา พร้อมพูดขึ้นอีกครั้งเอาน่า แค่ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง อย่าโกรธกันซิ แม้ฉันจะไม่รู้วิธีใช้พลังญาณธรรมชาติ แต่ก็พอรู้หลักการที่คล้ายๆกัน เธอสนใจที่จะฟังไหมละ

            ริวยังคงนิ่งเงียบ ไลล่าจึงพูดออกต่อเธอต้องรวบรวมสมาธิให้ดีก่อน แล้วค่อยคิดหาคำที่เหมาะสมกับกุญแจดารา ฉันว่านั้นจะเป็นหนทางที่ทำให้มันปรากฏได้ง่ายที่สุดนะ

(แล้วก็ไม่บอกแต่แรก ยัยเทพงี่เง่า คอยดูเถอะ ถ้ามีโอกาสผมจะเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกเลย )ริวคิดขึ้นพร้อมกับรวบรวมสมาธิ

ขณะนั้นเองในหัวของริวก็นึกถึงคำพูดบางอย่างขึ้นมาได้ เขาลุกขึ้นยืนพลางยื่นมือทั้ง 2 ข้างออกไปด้านหน้า พร้อมพูดว่า

กุญแจผู้กำพลังแห่งความมืด จงแสดงร่างของเจ้าออกมาต่อหน้าข้า ..........ผู้เป็นนายของเจ้าขอบัญชา

คำพูดของริวทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น มาระหว่างมือทั้งสอง ก่อนจะปรากฏออกมาเป็นกุญแจสีทอง ที่มีขนาด 2 ช่วงแขน ด้านหนึ่งเป็นดอกกุญแจ แต่อีกด้านกับมีด้ามจับที่มีลักษณะ   ริวถึงกับคิดขึ้นมาว่า

( กุญแจดารากับปรากฏเพราะคำพูดในการ์ตูนเรื่องนั้นด้วย ตกลงว่าไอ้อาวุธเทพเจ้าชิ้นนี้ มันสมประกอบหรือเปล่าเนี่ย  ช่างเถอะ ขนาดเทพยังสติไม่ค่อยจะดีเลย(เฉพาะไลล่า) แล้วอาวุธจะสมประกอบไปได้ยังไง)

ริวยื่นตรงกลางสัญลักษณ์ พอเขาสัมผัสกุญแจเท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ส่งเข้ามาในตัวของชายหนุ่ม เขาถึงกับพูดว่า

ความทรงจำนี้มันเป็นของเธอหรือ?”

แสงสว่างจากกุญแจปรากฏขึ้นเหมือนเป็นการบอกว่าใช่ ริวได้แต่หลับตาลงพร้อมพูดเบาๆว่าเข้าใจแล้ว  นั้นคือเงื่อนไขซินะ เธอต้องการให้ผมได้รับรู้และรับฟังความทรงจำของเธอพร้อมอยากจะขอให้ช่วยด้วยใช่ไหม

แสงสว่างจากกุญแจดาราส่องออกมาอีกครั้ง ก่อนจะมีความทรงจำอันหลากหลายจากกุญแจตรงเข้ามาในหัว ริวได้แต่หลับตาและสัมผัสสิ่งเหล่านั้นด้วยใจ ไลล่าที่มองอยู่ถึงกับพูดออกมาเบาๆว่า

ไม่จริงน่า เด็กคนนี้ได้รับการยอมรับจากกุญแจดาราแล้วหรือ? ทำไมมันถึงได้เร็วขนาดนี้

 เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ริวลืมตาก่อนจะส่งยิ้มให้กับกุญแจดารา ผมรับความทรงจำของเธอมาแล้ว ผมสัญญาว่าจะทำให้ได้อย่างที่เธอต้องการ

แสงสว่างจากกุญแจส่องขึ้นมาอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เป็นแสงสีฟ้าอ่อน ไลล่าได้แต่จ้องมองริวอย่างอึ้งๆ สักพักเธอก็กล่าวว่า

ท่าทางกุญแจดารา จะยอมรับในตัวเธอแล้วละ เฮ้อ ไม่คิดเลยว่ามันจะยอมรับเธอได้ง่ายดายแบบอย่างนี้ เธอทำเอาเทพอย่างฉันยังต้องอายเลยนะ

ริวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วไม่ทราบว่าคุณไลล่าอายเรื่องอะไรละ ครับ ระหว่างเรื่องที่ว่าคุณฉี่รดที่นอนจนถึง 12 ขวบ หรือ เรื่องที่ชอบแอบมองชายหนุ่มอาบน้ำจากบนฟ้านะ หรือ เรื่องที่แอบใช้กุญแจหยุดเวลาเพื่อไปขโมยทองคำแท่งจากพวกผู้ดีนะ

อ้า!!! อย่าพูดนะ ไอ้กุญแจบ้านี้ แกกล้าขายเจ้านายเก่าขนาดนี้เลยหรือ?”

แสงสีแดงส่องออกมาจากกุญแจ ริวจึงพูดออกมาว่า เธอบอกว่านี้เป็นการเอาคืนที่คุณเคยใช้เธอทำอะไรโดยไม่สนใจความรู้สึกของเธอ  อ้อ เธอยังฝากบอกด้วยว่า ถ้าคุณยังจะว่าเธออีก เธอจะแฉเรื่องในวันที่เกิดพายุดาวตกนะครับ

ไลล่าได้แต่จ้องมองกุญแจดาราอย่างโกรธจนหน้าแดง สักพักเธอก็ถอนหายใจแล้วพูดว่าช่างเถอะ ถึงไงฉันก็ใช้มันอย่างไม่สนใจความรู้สึกจริงๆนั้นละ ไม่สิ ฉันคงต้องบอกว่า นี้เป็นครั้งแรกเลยนะที่ทราบว่ากุญแจดารามีความรู้สึกน่ะ  นี้ต้องเป็นเพราะญาณธรรมชาติแน่ๆ เธอถึงสัมผัสความรู้สึกของกุญแจดาราได้

 ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก แต่พอจับพวกมันเท่านั้น พวกมันก็บอกผมเองเลย อย่างดาบไทอัสมีความรู้สึกเวลาสัมผัสว่าเป็นผู้ชาย ส่วนกุญแจดารานี้บ่งออกว่าเป็นผู้หญิง เท่าที่สัมผัสได้อาวุธเทพเจ้าทั้ง 2 นั้นต่างมีความรู้สึกและความทรงจำเหมือนกับมนุษย์นั่นละครับ ต่างกันก็ตรงที่ดาบไทอัสเป็นคนเงียบๆไม่ชอบพูด แต่กุญแจดาราดูเหมือนจะชอบจ้อเรื่องเจ้านายเก่ามากพอดูเลยละ

คำพูดนี้ของริวทำเอาไลล่าพูดอะไรไม่ออก เขายิ้มอย่างมีชัยเป็นครั้งแรก สักพักเขาก็พูดขึ้นว่าแต่ถึงเธอจะเป็นแบบนั้น เธอก็รักและเคารพคุณไลล่านะครับ ขนาดเงื่อนไขในการยอมรับผมเป็นเจ้านาย ยังขอให้ผมช่วยสิ่งสำคัญที่สุดของคุณเลย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 215 ครั้ง

93 ความคิดเห็น

  1. #7194 linnil (@LinNil) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 08:26
    ถ้าพูดว่ารีรีสด้วยจะครบเลยนะ บทเรียกกุญแจเนี่ย 555+
    #7194
    0
  2. #6867 ไอซ์ น้ำแข็ง (@icekun) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 11:02
    รออยู่นะ
    #6867
    0
  3. #6427 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 12:25
    โอ็ยริว 55555 ให้มันได้งี้สิ ชอบจริงๆ อ่านแล้วฮา
    #6427
    0
  4. #5287 ice 001 (@monnatt) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 12:49
    นายคงชอบการ์ตูนเรื่องนั้นมากสิน่ะ...
    #5287
    0
  5. #4670 NP.KUMWAN (@natthawadee2544) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 17:32
    แหม่ๆไรต์อย่าเพิ่งไปสิกลับมาอัพต่อก่อน555 #หนูเข้าใจฟีลนั้นดีเลย ติด นิ ยาย 555
    #4670
    0
  6. #4512 SHADOW_ (@kp-plue) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 16:23
    รอๆๆๆจ้าาา
    #4512
    0
  7. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  9. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  10. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  11. #4178 PAAN (@GO_17) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2557 / 18:46
    รู้สึกว่าไรท์เตอร์จะชอบดูการ์ตูนเรื่อง การ์ดแคปเตอร์ซากุระ มากเลยนะ
    5555555555555555555
    เราก็เหมือนกัน 5555555555555555

    นิยายสนุกมากค่ะ พยายามเข้านะคะ เป็นกำลังใจให้ :)
    #4178
    0
  12. #4093 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 03:52
    สิ่งสำคัญที่สุด? ลุ้นๆ
    #4093
    0
  13. #4062 Mingi Xronos (@undernetwork) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 19:57
    เด๋วนะ มีเคเบรอส ซอร์ดก็มี กุญแจก็ได้มาแล้ว คำร่ายนั้นอีก
    อ้อ เสริมกองอวยด้วยอีกคน ห๊ะ!! ซากุระ กลับชาติมาเกิดหรอ? 555
    #4062
    0
  14. #3950 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 13:51
    นิสัยริวนี่แบบแอบกวน
    #3950
    0
  15. #3184 Nunnally (@kuroyuri) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 18:19
    ไลล่า...เธอนี้มันไม่เหมาะเป็นเทพสักเท่าไรเลยนะ
    ริวเก่งขึ้นอีกแล้วสิ มีพลังเทพๆเพิมมาแถมยังได้อาวุธเทพอีก
    #3184
    0
  16. วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 22:34
    สนุกมากๆคับ ^ ^
    #2942
    0
  17. #2891 นายตัวร้าย (@aom084495) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 13:07
    ชอบแอบดูผู้ชายอาบน้ำด้วยด้วยหรอนี้
    #2891
    0
  18. #2754 นักเวทย์ปีศาจ (@alisia-w-) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 20:44
    เอิ่ม....ซากุระก็มาด้วย หาคนปกติจากเรื่องนี้ไม่มีเลยสินะ
    #2754
    0
  19. #2478 JENNYHA (@jennyha) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 18:59
    แฉกันงี้เลยฮาๆๆ
    #2478
    0
  20. #2407 rinray (@rrintipray) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 00:59
    กะ..การ์ดแคปเตอร์ซากุระ!!!! อ่านรวดๆมาถึงตรงนี้ ทนไม่ไหวจริงๆค่ะ จะบอกว่าพระเอกฮามากอะ อะไรมันจะขนาดนี้ แม้ภาษาที่ใช้ในคำพูดดูจะเป็นทางการไปนิดหน่อย แต่สนุกมากๆเลยค่ะ
    #2407
    0
  21. #2380 Nunal (@nunal) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 20:34
    ภาคสองพระเอกต้องได้คุยกับอาวุธทั้ง 6 ชิ้นที่เหลือแน่
    #2380
    0
  22. #1625 palpal (@palpal) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 มกราคม 2557 / 22:30
    มากราบไว้ข้า  มากราบไหว้ข้า
    เพาะปลุก      เพาะปลูก

    มาอัพอีกเยอะๆน้าาา สนุกมากกก
    #1625
    0
  23. #1394 ฮัดชิ่ววว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 15:30
    โอ้วว สุดยอดไปเลยยยย !!
    #1394
    0
  24. #1381 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 10:45
    อืม สงสัยจะมีวิธีชุบชีวิตมั้ง ลุ้น ๆ
    #1381
    0
  25. #1325 cherryme (@cherryme) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2556 / 19:17
    55555 เวลาไรทท์บรรยายถึงไทอัส พอจะเดานิสัยออก
    กับกุญแจดาราก็เหมือนกัน แล้วกุญแจดาราชื่อไรอ่ะะะ

    ไลล่า...(ถีบตกจากการเป้นเทพซะนิ)
    #1325
    0