I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,304 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    727

    Overall
    544,304

ตอนที่ 33 : บทที่ 1 คนธรรมดา กับ วันที่โชคร้ายที่สุด (1 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18359
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 155 ครั้ง
    1 พ.ค. 57

   

                                                               บทที่ 1

                                    คนธรรมดา กับ วันที่โชคร้ายที่สุด(1)

ถ้ามีคนถามว่า สัตว์นักล่าชนิดใดน่ากลัวที่สุดในโลก คงมีคนเป็นร้อย ที่ตอบว่าสิงโต ไม่ก็เสือ แต่ถ้าคนที่เป็นนักวิชาการก็อาจจะตอบว่าไดโนเสาร์ ไม่ก็ปลาฉลาม สำหรับตัวของผมแล้วสิ่งน่ากลัวที่สุดไม่ใช่สัตว์พวกนั้นเลย สิ่งที่ผมกลัวที่สุดในเวลานี้คือ แมวป่า  ทำไมถึงเป็นแบบนั้น มันก็เพราะว่าสัตว์ที่ว่ามันกำลังจะกินผมนะซิครับ

“ใครก็ได้ ช่วยผมด้วย!!!!”เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาจากปากของชายหนุ่มต่างโลกในอ้อมกอดมีกระเป๋าสะพายที่เต็มไปด้วยผลไม้  ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร ฝูงแมวป่าไม่ต่ำกว่า 100 ตัวกำลังวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว แถมแต่ละตัวยังดูจะหิวเป็นอย่างมาก ถ้าถามว่าทำไมถึงทราบนะหรือ?  นั่นก็เพราะพวกมันน้ำลายไหลเป็นทางเมื่อเห็นผมตอนเก็บผลไม้นะซิ สงสัยเนื้อของผมคงจะส่งกลิ่นหอมน่าดู  พวกแมวป่าถึงได้ไล่ตามมาแบบนี้ คราวหน้าต้องลองเอาน้ำที่อาบมาปรุงอาหารบ้างแล้วล่ะ 

ขณะที่เสียงร้องจบลง เสียงโวยวายก็ดังขึ้นมา “ไอ้เด็กบ้า!!!! แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาวิ่งให้สุดชีวิต แกยังมีเวลามาคิดนอกเรื่องอีกนะ อ้อ  ถ้าอยากรู้ว่าเนื้อของแกอร่อยแค่ไหนก็หยุดให้พวกมันกินเลยสิโว้ย”

ต้นเสียงที่โวยวายออกมานั้นดังออกมาจากแหวนที่ชายหนุ่มสวมอยู่ เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  ส่วนปากเถียงกลับไปว่า

“ไอ้แหวนงี่เง่า แกหุบปากไปเลย ที่ผมต้องเป็นแบบนี้ มันก็เพราะแกไม่ใช่หรือ? ”

เสียงจากแหวนรูปสิงโตตอบโต้ออกมาอีกครั้ง “ข้าแค่แนะนำว่าผลไม้ชนิดนี้เป็นของหายาก และราคาแพงเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกให้แกเก็บไปขายสักหน่อย  ที่เป็นแบบนี้เพราะแกโลภมากเองต่างหาก”

“อ้อ เหรอ? แล้วใครกันที่บอกว่าอยากมาระลึกความหลังแถวนี้  ถ้าแกไม่ขอให้พามา ผมจะเจอผลไม้พวกนี้ไหมฟะ”เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นโดยที่ยังคงวิ่งต่อไป  ฝีเท้าของเขาเริ่มจะช้าลงเพราะความเหนื่อย ผิดกับบรรดาแมวป่าที่กำลังไล่ตามเข้ามาทุกขณะ เสียงหอบของเขาดังขึ้นพร้อมคำพูดว่า

“แฮ่กๆ เรื่องอื่นช่างมันก่อนเถอะ แกหาทางทำอะไรบ้างซิโว้ย”

หัวแหวนที่เป็นรูปสิงโตส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่ไหวหรอก ถ้ามันมา 20-30ตัวก็ว่าไปอย่าง แต่นี้เล่นมาทั้งฝูง ต่อให้ข้าใช้ลูกไฟเล่นงานพวกมันได้จำนวนหนึ่ง ไอ้พวกที่เหลือก็คงตรงเข้ามากินแกเหมือนเดิมนั่นละ”

“ไอ้เท็ดดี้ แกจงใจไม่ใช่ช่วยผมใช่ไหม”เสียงของริวตะโกนถามขึ้นมา

“ข้าจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน เรื่องในครั้งนี้มันตึงมือของข้าจริงๆ”เสียงอันราบเรียบของเท็ดดี้ดังขึ้น แม้มันจะดูเป็นปกติแต่คนฟัง(อย่างริว)ก็รู้ได้ทันทีว่ามันโกหก

ริวรีบโวยวายออกมาว่า “ไอ้แหวนบ้า สัตว์เทพที่ป้องกันกระสุนปืน และ RPG (เครื่องยิงกระสุน)ได้  แต่กลับสู้แมวป่าไม่ได้เนี่ยนะ  ใครเชื่อก็โง่เต็มทีแล้วละ”     

 “เฮ้อ แกจะว่ายังไงก็เชิญ แต่ตอนนี้วิ่งหนีให้เต็มที่ก่อนเถอะ ไม่เช่นนั้นแกได้กลายเป็นอาหารของพวกมันแน่ๆ”เสียงของแหวนดังขึ้น ขณะนั้นเองที่แมวป่า 15 ตัวกระโจนเข้ามาเพื่อจะทำร้ายชายหนุ่ม แต่พวกมันกับถูกอะไรบางกระแทกให้ลอยไปอย่างไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เขายังคงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ใบหน้าและแผ่นหลังเต็มไปด้วยเหงื่อ ความเร็วในการวิ่งค่อยๆตกลง เสียงหอบหายใจเริ่มจะถี่ขึ้น

“เดี๋ยวซิ แกกำลังจะบอกว่า ทางเดียวที่จะทำได้คือหนีไปเรื่อยๆอย่างนี้หรือ?”

“ใช่ พยายามเข้านะ ถ้าไม่อยากตายก็วิ่งให้สุดแรงเกิดก็แล้วกัน”เสียงอันราบเรียบของแหวนตอบออกมา โดยถ้าสังเกตให้ดีริมฝีปากของสิงโตมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงเอาไว้ด้วย

ชายหนุ่มได้แต่ตะโกนสุดเสียงว่า “โธ่โว้ย ถ้ารู้ว่าต้องแบบนี้ ผมไม่น่าจะกลับมาที่โลกบ้าๆแบบนี้เลย”

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากปากสิงโต โดยที่มันไม่รู้ว่าดวงตาของริวได้สื่อความหมายบางอย่างออกมา

3 วันก่อนหน้านี้

โลกมนุษย์

เวลา 05.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

            “กรี๊งๆๆๆๆ”  

 

            เสียงนาฬิกาปลุกที่อยู่หัวเตียงดังขึ้นเมื่อตัวเลขบอกเวลา 05.00 น. แต่ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงนอนก็ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาเลย เขาเอาผ้าห่มคลุมตัวเหมือนไม่ต้องการได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก แต่เสียงนาฬิกาปลุกก็ยังดังไม่หยุดจนคนที่นอนทนไม่ไหว มือขวาถูกยื่นออกมาจากผ้าห่มอย่างไม่เต็มใจ มือข้างนั้นพยายามควานหานาฬิกาปลุกเพื่อกดปิด

“......”เสียงนาฬิกาปลุกเงียบลง คนในผ้าห่มก็หลับต่อไปอย่างสบายใจ....ซะเมื่อไร

            “ไอ้เด็กบ้า!!! แกตื่นเดี๋ยวนี้นะ”เสียงตะโกนที่ดังกึกก้องซะยิ่งกว่านาฬิกาปลุกได้ดังขึ้นมา แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะปลุกผู้ที่อยู่ใต้ผ้าห่มได้เลย

            “ครอกฟี้ Zzzz…..ครอกฟี้”เสียงกรนดังขึ้นมาจากภายใต้ผ้าห่ม

            เสียงตะโกนดังขึ้นมาอีกครั้ง  “ตื่นได้แล้วโว้ย!!!  แกสัญญาแล้วนะว่าวันนี้จะเข้าไปในประตูแห่งผู้กล้า  รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะเลย”

            คนที่อยู่ใต้ผ้าห่มยังคงนิ่งเฉย เจ้าของเสียงตะโกนจ้องมองลงมาจากชั้นวางของ ดวงตาสีแดงเริ่มเปล่งประกายออกมา ผ้าห่มที่เคยคลุมตัวอยู่ค่อยๆลอยขึ้นไปบนเพดาน คนที่อยู่ภายใต้ผ้าห่มเป็นชายหนุ่มที่อายุ 18 ปี  เขาจำใจต้องลืมตาตื่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เจ้าของเสียงตะโกนเมื่อเห็นคนที่ต้องการปลุกตื่นแล้ว

            “ในที่สุด แกก็ตื่นเสียทีนะ ไอ้ริว”

            ชายหนุ่มที่เพิ่งตื่นนอน หรือริวมองมาที่เจ้าของเสียงอย่างสะโหลสะเหล  “แกนี้มันหนวกหูจริงๆนะ ไอ้เท็ดดี้”

            “เชอะ ทำอย่างกับว่าข้าอยากจะตะโกนนักล่ะ ถ้าแกหัดตื่นเองได้ ข้าคงไม่ต้องส่งเสียงแบบนี้หรอก เอ๊ย ไอ้เด็กบ้าอย่ามายืนหลับซิฟะ” เสียงโวยวายของเท็ดดี้ดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นเป้าหมายยืนหลับไปแล้ว

             “เข้าใจแล้วนะ ขอตัวไปจัดการธุระสักครู่ก็แล้วกัน”เสียงตอบรับดังขึ้นมาจากปากของริวที่กำลังขยี้ตาอยู่  เขาเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าและทำกิจส่วนตัว พอกลับมาถึงห้องประตูสีชมพูอ่อนก็ปรากฏออกมาคอยอยู่แล้ว

            “แกตื่นเต็มตาแล้วซินะ เจ้าริว”เสียงของเท็ดดี้ถามขึ้นมา

            “ไม่ใกล้เคียงสักนิด” ริวหยิบผ้าเช็ดตัวที่อยู่ในห้องนอนขึ้นมาเช็ดหน้าเปียก ก่อนจะพูดต่อว่า “เอาเถอะ ถึงจะตื่นเต็มตา หรืองัวเงียก็ต้องเข้าไปฝึกอยู่ดีไม่ใช่หรือ? พวกเรามาเริ่มกันเถอะ”

            “หึๆ เริ่มพูดจาเข้าหูคนอื่นบ้างแล้วนะ”เสียงหัวเราะอย่างถูกใจของเท็ดดี้ดังขึ้น

            ริวเดินไปหยิบเท็ดดี้ขึ้นมาสวม “ไอ้เท็ดดี้ ตามที่ตกลงกัน ผมจะฝึกแค่ถึง 7 .00 โมงเช้าเท่านั้นนะ ถ้าเกินกว่านั้นเพียงวินาทีเดียว ผมจะไม่เข้าไปฝึกอีกเลย”

            สีหน้าของสิงโตบนหัวแหวนทำหน้าบอกบุญไม่รับ“รู้แล้วนะ แกนี่มันเรื่องมากจริง ข้าอุตส่าห์ยอมผ่อนให้ฝึกอาทิตย์ละ 2 วัน วันละ 2 ชม.แล้ว ยังจะมาเรื่องมากอีกนะ”

            “แน่ล่ะ ที่ยอมฝึกก็เพราะขี้เกียจฟังแกบ่น 3 เวลาหลังอาหาร  เฮ้อ ไม่เข้าใจจริงๆว่าแกจะบังคับผมให้ฝึกทำไมกัน เรื่องของฟรานก็จบลงแล้ว  ผมเองก็ไม่คิดจะกลับไปที่ริเดียอีกตลอดกาลแท้ๆ แล้วทำไมต้องมาฝึกด้วยฟะ”ริวพูดพร้อมส่ายหน้าไป-มา

            เท็ดดี้ส่ายหน้าเบาๆ “ที่ข้าต้องให้แกฝึกเพราะตั้งแต่แกสอบไอ้ที่เรียกว่า O-net เสร็จ แกก็เอาแต่นั่ง นอน กิน และอ่านนิยายไปวันๆนะซิ  ขืน ทำแบบนี้เดี๋ยวโรคอ้วนก็ถามหาหรอก”

            ริวได้แต่ทำหน้าเบ้  “เหรอ?  ตกลงว่าแกทำไปทั้งหมดเพราะห่วงสุขภาพของผมซินะ”

            “ถูกต้อง เห็นความดีของข้าหรือยังล่ะ”เท็ดดี้พยักหน้ามั่นใจ

            ริวชี้ไปยังDVD BOX SET ที่ตั้งอยู่ใกล้พร้อมถามว่า “แกแน่ใจว่า มันไม่เกี่ยวกับซี่รี่ย์ชุดใหม่กว่า 40 แผ่นที่ตั้งวางอยู่ตรงนี้นะ”

            “อึก แน่ใจสิ สัตว์เทพอย่างเคเบรอสไม่มีทางถูกติดสินบนด้วยของแบบนี้หรอก”เสียงตะกุกตะกักของเท็ดดี้ดังขึ้น

            คิ้วขวาของริวเริ่มกระตุกเป็นระยะ ความรู้สึกที่อยากจะเข้าประตูผู้กล้าลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เท็ดดี้ก็บอกให้ริวเข้าไปฝึกได้แล้ว ชายหนุ่มได้แต่เก็บเรื่องที่สงสัยเอาไว้ในใจ ก่อนจะเดินเข้าไปฝึกแต่โดยดี

วันเดียวกัน

เวลา 6.45 น. ณ ห้องอาหาร   

            กลิ่นหอมของอาหารลอยไปทั่วทั้งห้องอาหาร ผู้หญิง 2 คนกำลังช่วยกันทำอาหาร คนเป็นแม่กำลังทำคนซุปให้เข้ากัน ส่วนลูกสาวกำลังนั่งหั่นผักเพื่อใช้เตรียมประกอบอาหารจานต่อไป เมื่อผัก เนื้อ จาน  แก้วน้ำ และช้อนส้อมถูกเตรียมเรียบร้อย เสียงของลูกสาวก็ดังขึ้นว่า

            “แม่ค่ะ ตอนนี้เวลา 7.00 น.แล้ว หนูขอตัวไปตามพี่ริวลงมากินข้าวเลยนะ”

            คุณแม่หันมายิ้มให้กับลูกสาว “ไม่ต้องหรอกจ๊ะ   คุณเท็ดดี้บอกกับแม่แล้วว่าพอถึงเวลา 7.00 น. เขาจะพาริวมาส่งที่ห้องอาหารเอง ลูกไม่ต้องกังวลไปหรอกจ๊ะ”

            “โธ่ แม่ค่ะ นี้เป็นวันแรกของการฝึกของพี่ชายเลยนะ แม่ไม่เป็นห่วงบ้างหรือ?”เสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของเทียน่าดังขึ้น

            รีก้ายิ้มอย่างอ่อนโยน “ห่วงสิจ๊ะ แต่คุณเท็ดดี้สัญญากับแม่แล้วว่าจะช่วยดูแลริวให้ปลอดภัย ดังนั้นลูกทำใจให้สบายเถอะ”

            เทียน่ายังคงทำหน้าเป็นห่วงริวอยู่ดี ขณะนั้นเองที่ริวได้ปรากฏบนเก้าอี้ประจำตัว เขาฟุบลงไปกับโต๊ะอาหาร เทียน่ารีบตรงเข้ามาดูอาการในทันที  สิ่งที่เธอเห็นคือพี่ชายที่มีใบหน้าบวมแดง ตามร่างกายมีผื่นแดงขึ้นเป็นปื้น เมื่อบวกกับเสียงหายใจที่ถี่ขึ้นจนน่ากลัว  มันทำริวดูแย่มากจริงๆ  น้องสาวหันไปมองเท็ดดี้ด้วยสายตาขุ่นเคืองแบบสุดๆ

 “คุณเท็ดดี้รีบอธิบายมาเลยนะ ทำไมพี่ชายถึงเป็นแบบนี้ละค่ะ  ”

            เท็ดดี้ได้แต่ฝืนยิ้มพร้อมตอบออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “พอเจ้าริวเข้าไปฝึกได้ สอง...”

            ยังไม่ทันที่เท็ดดี้จะได้พูดจบ เสียงตำหนิของเทียน่าก็แทรกขึ้นว่า  “หา!!! พี่ริวฝึกเต็มที่ 2 ชม.เลยหรือ? คุณเท็ดดี้ค่ะ นี้มันเพิ่งวันแรกเองนะ ทำไมถึงไปโหมหนักขนาดนั้นละ”

            “ไม่ใช่โว้ย ยัยหนูแกฟังให้จบก่อนได้ไหมฟะ”น้ำเสียงปฏิเสธของเท็ดดี้ดังขึ้นมา

            เทียน่าขมวดคิ้ว “แล้วไอ้คำว่า สอง ที่คุณพูดออกมาคืออะไรละคะ หรือว่า พี่ชายผ่านด่านในประตูแห่งผู้กล้าได้ 2ด่านแล้วหรือ? สุดยอดไปเลย”

            เท็ดดี้ส่ายศีรษะด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ถ้าไอ้เด็กบ้านี้ทำได้ขนาดนั้น ข้าคงไม่ต้องมากลุ้มใจขนาดนี้หรอก”

            “อ้าว แล้วไอ้คำว่า สอง ที่คุณเท็ดดี้พูดถึงคืออะไรหรือคะ”เทียน่าถามออกมาด้วยความสงสัย

            เท็ดดี้ถอนหายใจ “2 วินาทีนะสิ  ไอ้เด็กบ้านี้แค่เหยียบเข้าไปในประตูเพียงก้าวเดียว มันก็มีผื่นขึ้นเต็มตัว พอก้าวเข้าไปก้าวที่ 2 ใบหน้าของมันก็บวมขึ้นมา และเมื่อดึงประตูปิด ไอ้เด็กนี้ก็ล้มลงไปสลบกับพื้นเลยละ การฝึกในวันนี้ก็เลยต้องยกเลิกไปนะ”

            “ทำไมคุณเท็ดดี้ถึงได้ปล่อยให้พี่ริวเป็นหนักขนาดนี้ละ คุณน่าจะพาพี่ชายออกมาตั้งแต่ต้นสิค่ะ”เทียน่ายังคงดูอาการของริวด้วยความเป็นห่วง

            เท็ดดี้ยิ้มด้วยสีหน้าเจื่อนๆ“ข้าทำไม่ได้นะสิ  ข้ากลัวว่าเจ้าริวจะแอบหนีระหว่างการฝึกก็เลยตัดสินใจใช้เวทแบบตั้งเวลาเอาไว้นะ ถ้าไม่ครบ 2ชม. ประตูจะไม่ยอมเปิดเด็ดขาด ใครก็ทำอะไรไม่ได้”    

            เทียน่ารีบตะโกนเรียกคุณแม่ให้มาดูอาการของพี่ชาย  เธอเข้ามาตรวจอาการของริวอย่างละเอียด สักพักคุณแม่ก็บอกให้เทียน่าไปหยิบหลอดยาในห้องมาให้ที   สักพักน้องสาวตัวแสบก็กลับมาพร้อมยาในมือ

 “นี้ค่ะ ยาหมายเลข 567”

รีก้ารับหลอดยา ก่อนจะจับให้ริวดื่มยาในหลอดเข้าไป ไม่นานอาการหอบก็หายไปเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยใบหน้าที่บวมก็ค่อยๆกลับสูงปกติ ผื่นแดงตามลำตัวก็จางลงไปตามกาลเวลา  เทียน่าและเท็ดดี้ต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก

“แม่ค่ะ ตกลงว่าพี่ริวเป็นอะไรคะ?”

รีก้าหันไปยิ้มให้กับลุกสาว “โรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์นะจ๊ะ”

“โรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์? มันคืออะไรหรือคะ”เทียน่าถามออกมาด้วยน้ำเสียงงงๆ ผิดกับเท็ดดี้ที่ทำหน้าตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เสียงของมันดังขึ้นว่า

“เดี๋ยวก่อน ยัยหนูรีก้า เจ้าริวมันอายุ 18 แล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมมันถึงยังเป็นโรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์อีกล่ะ”

คุณแม่ของริวฝืนยิ้ม “ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ แต่สิ่งที่ริวเป็นในเวลานี้คือ โรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์จริงๆ”

“เวรกรรม ตกลงไอ้เด็กบ้าคนนี้ มันมีอะไรที่เหมือนคนอื่นบ้างไหมฟะ?”เท็ดดี้บ่นออกมาอย่างหัวเสีย เทียน่ามองแหวนและคุณแม่อย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งคู่กำลังพูด เทียน่าได้แต่ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“แม่ค่ะ ตกลงว่าไอ้โรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์นี้ มันคือโรคอะไรกันหรือ? แล้วมันเป็นอันตรายมากไหมคะ”

  รีก้าหันไปยิ้มให้กับลูกสาว “ไม่ต้องห่วงจ๊ะ โรคภูมิแพ้ละอองเวทมนตร์ เป็นโรคที่มักจะเกิดกับเด็กแรกเกิด จนถึง เด็กอายุ 2 ขวบ โดยอาการทั่วไปจะทำให้มีผื่นแดงขึ้นตามตัว บ้างก็ทำให้หน้าตาบวม แต่ที่หนักหน่อยคือทำให้เกิดอาการหอบอย่างที่เห็นนี้ละ ส่วนสาเหตุก็เกิดจากละอองเวทมนตร์ที่ตกค้างจากการใช้เวทต่างๆนะ  ปกติพอโตขึ้นสัก3 ขวบ ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานละอองเวท และโรคนี้ก็จะหายไปได้เองนะ ”

เทียน่ามองริวด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก “ทำไมพี่ริวถึงได้เพิ่งมาเป็นตอนนี้ละคะ มันควรจะเป็นตั้งแต่ตอนที่เดินทางไปยังริเดีย  หรือ ตอนที่ประลองเวทแล้วนี้ค่ะ”

รีก้าทำหน้าครุ่นคิด ก่อนตอบออกมาว่า “เท่าที่แม่รู้มา เด็กแต่ละคนจะแพ้ละอองเวทมนตร์ที่แตกต่างกัน บางคนแพ้ละอองเวทไฟ บางคนแพ้ละอองเวทลม บางทีริวอาจจะแพ้ละอองเวทที่เกี่ยวกับเวทมิติ หรืออาจจะแพ้เฉพาะละอองเวทของประตูแห่งผู้กล้าก็ได้นะ”

คำพูดของรีก้าทำเอาเท็ดดี้ต้องส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ  “เอาเข้าไป แพ้อะไรไม่แพ้ ดันหาเรื่องแพ้เวทของประตูแห่งผู้กล้าซะได้ เฮ้อ แล้วพอมีวิธีรักษาโรคนี้ไหมละ”

รีก้าพยักหน้า “ปกติแค่ปล่อยให้สัมผัสละอองเวทสัก 1 ปีก็จะหายได้เอง แต่อาการของริวค่อนข้างจะแพ้อย่างหนัก ฉันคงต้องใช้ยาสูตรพิเศษจึงจะสามารถรักษาอาการให้หายขาดได้ เพียงแต่ยาสูตรนี้ต้องใช้เวลาในการปรุงประมาณ 1 เดือน ถ้ายังไงเรื่องการฝึกภายในประตูผู้กล้าคงจะต้องเลื่อนออกไปก่อนนะค่ะ”

เท็ดดี้พยักหน้า“เข้าใจแล้ว ถ้ายังไงก็วานเจ้าช่วยปรุงยารักษาไอ้เด็กบ้านี้ทีละกัน  ระหว่างที่รอ ข้าจะใช้วิธีอื่นฝึกมันไปก่อนก็แล้วกัน”

“อืม ปวดหัวชะมัดเลย”เสียงของริวดังแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา เขาลุกขึ้นมานั่งพร้อมเอามือขวาจับหัว เทียน่ารีบถามอาการด้วยความเป็นห่วงทันที

“พี่ค่ะ เป็นอย่างไงบ้างคะ”

ริวทำหน้างงๆเหมือนจะยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ในตอนนี้ เทียน่าจึงเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดออกไป พอฟังจบเสียงของริวก็ดังขึ้นมา

“พี่ไม่เป็นอะไรแล้วละ แค่มีอาการปวดหัวเล็กน้อยนะ”

เทียน่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ริวได้แต่ส่งยิ้มกับเธอ ขณะนั้นเองที่เขาเห็นนาฬิกาบอกเวลา 07.30 น. เสียงตะโกน

“ตายละ เวลาขนาดนี้แล้วหรือ?”

ริวตกใจจนหน้าซีด เขารีบวิ่งขึ้นไปที่บันได ก่อนจะตะโกนลงมาจากชั้นที่ 2 ว่า “แม่ครับ วันนี้ผมไม่กินข้าวเช้านะ อ้อ  มื้อเย็นก็ไม่ต้องทำอาหารเผื่อนะครับ วันนี้ผมมีเจ้ามือแล้ว”

ตึกๆๆๆ

เสียงวิ่งดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อริวพูดจบ รีก้าได้แต่อมยิ้ม ก่อนจะเดินกลับไปในครัวเพื่อทำอาหารต่อ เทียน่าจับจ้องไปทางบันไดขึ้นชั้นที่ 2 พร้อมถามออกมาว่า

“แม่ค่ะ พี่ริวมีธุระที่ไหนหรือ? ทำไมถึงได้ดูรีบจังเลย”

เสียงของรีก้าดังขึ้นมาจากในครัวว่า “เห็นว่า  แก่น กับ ศร ชวนไปห้องสมุดนะ  ส่วนขากลับดูเหมือนว่า แก่นจะพาริวไปเลี้ยงอาหาร เนื่องในโอกาสที่เขาและศรสอบติดคณะที่ต้องการนะ”

“อ้อ ที่แท้แบบนี้เอง”เทียน่าพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ตึกๆๆๆ”

เสียงฝีเท้าวิ่งลงบันไดมาอย่างเร่งรีบ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องของริวว่า “คุณแม่ เทียน่า ผมไปก่อนนะครับ”

ยังไม่ทันที่จะสิ้นเสียงดี ริวก็ออกจากบ้านไปแล้ว เทียน่าที่พยายามจะตะโกนเรียกแต่ก็ไม่ทัน “เฮ้อ พี่นี่จริงๆเลย รีบร้อนซะจนลืมถอดแหวนออก เดี๋ยวต้องถูกคุณเท็ดดี้โวยวายใส่แน่ๆ”

รีก้ายกกับข้าวมาวางที่โต๊ะ “แม่ว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ตั้งแต่คุณเท็ดดี้มาอยู่ที่บ้านก็ยังไม่เคยได้ออกไปไหนเลย ให้เขาออกเปิดหู- เปิดตาบ้างจะเป็นไรไป ”

“หนูกลัวแต่ว่าคุณเท็ดดี้จะพาพี่ริวไปก่อเรื่องนะสิค่ะ แถมพี่ชายก็ยังไม่ได้เอากำไลและดาบไทอัสไปด้วย  ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไงดีละคะ”เทียน่าพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

รีก้าอมยิ้ม “ลูกหัดเชื่อใจคุณเท็ดดี้บ้างเถอะ  เขาก็เป็นถึงสัตว์เทพเลยนะ การตัดสินใจย่อมต้องดีกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องร้ายๆจะต้องไม่เกิดกับพี่ชายของลูกแน่ๆ”

            (ขอให้เป็นจริงอย่างที่คุณแม่หวังไว้เถอะ)เทียน่าคิดขึ้นมาทันทีที่คุณแม่พูดจบ สักพักเธอก็หันมาถามคุณแม่ด้วยน้ำเสียงตึงเครียดว่า

  “แม่ค่ะ ตกลงว่าพวกเราจะเอาอย่างไงกับเรื่องจดหมายที่ส่งมาดีละ”

            รีก้าได้แต่ถอนหายใจ“แม่กับพ่อได้ปรึกษากันแล้ว จดหมายที่เป็นส่วนของการหมั้นหมายพวกเราตัดสินใจส่งจดหมายปฏิเสธไปทั้งหมด ส่วนจดหมายของตระกูลเซริว(ของคุณปู่ทวด)และตระกูลแม่มด(ของลีฟ่า) คุณพ่อจะเป็นคนไปจัดการปฏิเสธให้นะ”

            เทียน่ามองหน้าคุณแม่ด้วยแววตาอยากรู้ “แล้วคุณพ่อจะอ้างเหตุผลอะไรเป็นการปฏิเสธละคะ”

            รีก้าเปลี่ยนมาล้างจาน พร้อมกล่าวออกไปว่า “หลังจากที่พวกเราปรึกษากันแล้ว จึงได้แต่งเรื่องโกหกขึ้นมา 1 เรื่องนะจ๊ะ และพวกเราก็จะใช้เรื่องนี้ปฏิเสธทุกปัญหาไปนะ”

            เทียน่าเอามือเท้าคาง ก่อนถามด้วยสีหน้างงๆ “เรื่องโกหก? ตกลงว่าคุณแม่แต่งเรื่องโกหกอะไรขึ้นมาหรือคะ”

            จานที่ล้างถูกจัดวางบนชั้นอย่างเรียบร้อย รีก้าจัดการเช็ดมือให้แห้ง ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะอาหาร

            “พวกเราตกลงจะบอกทุกคนไปว่า ตอนที่ริวปลดปล่อยริเดียจากคำสาปนั้น เขาได้แลกเปลี่ยนพลังเวทที่ตัวเองมีทั้งหมดกับวงเวทที่ใช้ ทำให้ตอนนี้ริวเป็นแค่คนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังเวทไปแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องปฏิเสธคำขอทั้งหมดนะ”

            เทียน่าอ้าปากค้าง “แม่คะ ตกลงว่าจะเอาอย่างนี้เลยหรือ?”

            “ใช่จ๊ะ  ลูกคิดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไงบ้างละ”

            เทียน่ายิ้มเจื่อนๆ “หนูไม่ขอวิจารณ์ความคิดนี้ก็แล้วกันค่ะ แต่แม่แน่ใจนะว่าตระกูลเซริว กับตระกูลแม่มดจะเชื่อความคิดนี้นะ”

            “ไม่รู้สิจ๊ะ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็มีผลเท่ากันอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”รีก้าพูดออกมาอย่างสบายอารมณ์ เทียน่าทำท่าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกล่าวว่า

            “จริงด้วย ถ้าทั้งสองตระกูลเชื่อก็ดีไป แต่ถ้าไม่เชื่อ ทั้ง 2ตระกูลต้องส่งคนมาเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ และถ้าทราบว่าพิสูจน์ขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็จะรู้ว่าพี่ชายไร้ซึ่งพลังเวท และเรื่องทั้งหมดก็จบลงด้วยดี”

            “ลูกเข้าใจถูกต้องแล้วจ๊ะ”เสียงของรีก้าดังขึ้นมา

            เทียน่านึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “เอ่อ แม่ค่ะ สมมุติว่าตระกูลเซริว เกิดไม่ยอมเชื่อ ทั้งยังไม่ยอมส่งคนมาที่นี้ แต่บังคับให้พวกเราพาพี่ริวไปที่ตระกูลแทน พวกเราจะทำอย่างไงดีละ” 

             รีก้าส่งยิ้มให้ลูกสาว ก่อนจะหยิบจดหมาย 1 ฉบับส่งให้เธอ“ลูกอ่านจดหมายฉบับนี้ดูก่อนเถอะ”

            เทียน่าเปิดจดหมายออกอ่าน เธอยิ้มอย่างดีใจ “แม่ค่ะนี้มันจดหมายแจ้งผลการสอบจากมหาวิทยาลัยที่พี่ริวไปสอบเมื่อ  3 อาทิตย์ก่อนนี้  ไชโย!!!  พี่ชายสอบเข้าคณะคหกรรมได้แล้ว ”

            รีก้าส่งยิ้มให้กับลูกสาว เทียน่าเหมือนจะเดาออกว่าคุณแม่คิดอะไรอยู่ “แม่ค่ะ นี้คงจะไม่ฉวยโอกาสตอนที่พี่ริวกำลังดีใจบอกเรื่องจดหมายต่างๆออกไปหรอกนะ”

            “ถูกต้องแล้วจ๊ะ” คุณแม่ตอบลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผิดกับลูกสาวที่หน้าเจื่อนลง “เฮ้อ ถ้าไปบอกเรื่องจดหมายต่างๆหลังจากที่พี่ชายทราบข่าวนี้  เขาก็คงไม่โกรธ หรือโวยวาย แต่ถึงอย่างไง พี่ริวก็คงไม่ยอมไปริเดียอยู่ดี เผลอๆจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างไม่ยอมไปอีกด้วย”

            รีก้าหัวเราะเบาๆ “อย่างเพิ่งขัดสิจ๊ะ ต่อจากนี้ต่างหาก วิธีเชิญชวนให้ริวเข้าไปในริเดีย”

            คุณแม่ยิ้มแล้วเล่าสิ่งที่คิดออกไป เทียน่าถึงกับหน้าเสียพร้อมร้องขึ้นมาว่า “เอ๋!!! พวกเราต้องทำถึงขั้นนั้นด้วยหรือ?”

            รีก้าพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง“ใช่จ๊ะ ถ้าแผนนี้ไม่สำเร็จ แม่ก็คงจะต้องใช้การวางยาสลบเพื่อพาตัวริวไปยังริเดียแทนแล้วละ”

            เทียน่ามองคุณแม่ด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก “แม่ค่ะ หนูว่าไม่ต้องถึงแผนที่ 2 หรอก แค่แผนแรก พี่ริวก็คงรับปากแทบไม่ทันแล้ว แต่แม่แน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้  แม้พี่ริวจะยอมไปตามที่วางแผนไว้ แต่เขาก็คงจะโกรธพวกเราแน่ๆ”

            สีหน้าของรีก้าสลดลงเล็กน้อย “เอาเป็นว่าถึงตอนนั้นค่อยว่ากันเถอะ”

หอสมุดประจำจังหวัด

            อาคารหอสมุดมีลักษณะแบบทรงไทยประยุกต์  เป็นอาคาร ๒ ชั้น ตั้งอยู่ภายในสนามกีฬาจังหวัด ด้านข้างติดกับสนามเด็ก ประตูทางเข้าหอสมุดมีชายหนุ่มกำลังยืนรอใครบางคนอยู่ ขณะนั้นเองที่เสียงฝีเท้าดังใหญ่

            “ตึกๆๆๆ”

            เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอถึงหน้าห้องสมุด เจ้าของเสียงก็หอบจนไม่สามารถพูดอะไรได้  ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าห้องสมุดนั้น สูงประมาณ 180-185ซม. รูปร่างดูกำยำแบบนักกีฬา ไว้ผมรองทรงสูง เพื่อให้เข้ากับใบหน้าที่เรียวแหลม แม้จะดูธรรมดา แต่ดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจสาวๆเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มคนนี้ชื่อ ศร ธนาภูวนัตถ์   เป็นลูกชายของพ่อค้าพลอย เขายกนาฬิกาขึ้นมาดู พร้อมส่งเสียงขึ้นมาว่า

            “ไอ้ริว พวกเรานัดพบกันตอน 7.30 น. แต่แกมาถึงตอน 8.05 น. 50  วินาที รู้ไหมว่าเวลา 35 นาที 50 วินาที มันมีค่าแค่ไหน ”

            เจ้าของเสียงฝีเท้ายกมือขึ้นมาไหว้เป็นการขอโทษ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “โทษทีนะ ไอ้ศร พอดีมีปัญหานิดหน่อยนะ แล้วไอ้แก่นมาหรือยัง”

            ชายหนุ่มที่ชื่อศรชี้ไปทางรถที่จอดอยู่ไม่ไกล “มันไปนั่งรออยู่ในรถตั้งแต่ตอน 7.42 นาที 37 วินาทีแล้วละ  พวกเรา รีบไปกันเถอะ ถ้าช้ากว่านี้จะไม่ทันนัดตอน 10.00 น.ก็ได้”

            “รู้แล้วน่า”เสียงของริวตอบขึ้นมา ขณะนั้นเองที่เสียงบางอย่างดังขึ้นในหัวว่า

            -ไอ้ริว  ไหนแกบอกยัยหนูรีก้าว่าจะมาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดไง แล้วนี่จะไปไหนกัน-

            (เท็ดดี้ แกมาอยู่นี้ได้ไงกันฟะ)ริวคิดพร้อมเดินตามศรไปนั่งรถ สักพักรถก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าห้องสมุด  เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นในหัวว่า

            -เรื่องนั้นช่างมันก่อน พวกแกกำลังจะไปที่ไหนกันแน่ –

            ริวทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะคิดตอบไปว่า ( ถ้าผมบอกแกว่าไปอ่านหนังสือที่บ้านเพื่อนก็คงไม่เชื่อซินะ )

            -ใช่ ถ้าข้าเชื่อก็แย่เต็มทีแล้ว ไหนจะใส่ชุดตัวเก่ง ไหนจะกลิ่นน้ำหอมที่ลอยฟุ้งตามตัวของแก ถ้าให้เดาแกกำลังจะไปเที่ยวกับสาวๆมากกว่ามั้ง-

ริวทำหน้าเบ้(ชิ! แกนี้แสนรู้จริงนะ ถ้าใช่แล้วจะทำไม สอบก็สอบเสร็จแล้ว วันนี้ก็เป็นวันหยุด ถ้าผมจะไปเที่ยวมันจะผิดตรงไหนกัน)

เสียงถอนหายใจของเท็ดดี้ดังขึ้นว่า  -ไอ้ที่แกพูดมามันก็ไม่ผิดหรอก แต่ผิดก็ตรงที่แกไปโกหกยัยหนูรีก้าต่างหาก แกไม่คิดว่ามันทำเกินไปหน่อยหรือ? แค่ออกมาเที่ยวเอง ยัยหนูรีก้าคงไม่ว่าอะไรหรอก –

            ริวสลดลงเล็กน้อย (ที่แกพูดมามันก็ถูก แต่อย่าลืมนะว่า ถ้าคุณแม่ทราบเรื่องนี้ ยัยน้องตัวแสบก็ต้องรู้ด้วย เท็ดดี้คิดว่าเทียน่าจะให้ผมมาเที่ยวกับสาวๆหรือ?)

            -ไม่มีทาง!!!! หัวเด็ดตีนขาด ยัยหนูเทียน่าก็ไม่ยอมให้แกมาแน่ –

            (นั่นละเหตุผลที่ต้องโกหกคุณแม่ )ริวคิดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนจะคิดต่อ (ผมกะว่าพอเรื่องในวันนี้จบลงค่อยกลับไปขอโทษคุณแม่เรื่องที่โกหกไปนะ )

            เท็ดดี้ได้แต่พยักหน้ายอมรับในเหตุผลนี้ เพราะมันทราบดีว่าพี่น้องคู่นี้รักกันแค่ไหน สักพักเสียงของมันก็ดังขึ้นว่า

            -เอาเถอะข้าเข้าใจเหตุผลของเจ้าแล้ว  แล้วเป้าหมายของเจ้าในวันนี้เป็นใครล่ะ  ถึงขนาดยอมโกหกแม่และน้องสาวเพื่อมาเที่ยวด้วยแบบนี้ เธอคงสำคัญกับแกมากใช่ไหมล่ะ-

            ริวยิ้มแหยๆ เพราะดูเหมือนเท็ดดี้จะเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วมากจริงๆ สักพักเขาก็ตอบออกไปว่า

(ไม่รู้สิ  ถ้าให้พูดตรงๆ คู่นัดในวันนี้ผมยังไม่เคยเห็นสักครั้ง ที่พอรู้ก็คือพวกเธอเรียนอยู่ รร.สตรีชื่อดังเท่านั้นเอง)

            -ไม่รู้!!! แกช่วยอธิบายหน่อยจะได้ไหม ข้างงกับคำพูดของแกไปหมดแล้วนะ-

            ริวเอานิ้วชี้จับที่คางก่อนจะคิดอกมาว่า ( นัดในวันนี้เป็นนัดบอดนะ แต่เนื่องจากทางฝ่ายชายไม่พอ ไอ้พวกนี้ก็เลยชวนผมมาแทนนะ ความจริงก็ไม่อยากจะมาหรอกนะ แต่พวกมันบอกว่าจะพาไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ในภัตตาคารระดับ 5 ดาวนะ  )

            -แกก็เลยยอมมาเป็นตัวเสริมเพราะเห็นแก่ของกินซินะ-

            ริวได้แต่พยักหน้า ในขณะที่เท็ดดี้ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

            -ไอ้.......เฮ้อ ข้าไม่รู้จะหาคำด่าอะไรมาว่าแกดีแล้ว ยอมโกหกครอบครัวเพื่อของกิน เฮ้อ ทำไปได้!!!-

เวลา 9.34 น.

              รถตรงเข้ามาจอดในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่ติดกับริมแม่น้ำ รอบนอกแม้จะมีคนมาสร้างบ้านพัก หรือโรงแรมอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ระดับความสวยงามผิดกันราวกับคนละโลกทีเดียว  แค่รูปปั้นปลาโลมากับน้ำพุที่อยู่หน้าโรงแรมก็ดูหรูหราจนคนธรรมดาไม่กล้าจะเข้าแล้ว  ริวมองภาพของโรงแรงจากหน้าต่างรถ เขาได้แต่อึ้งจนพูดอะไรไม่ถูก พอรถเข้าจอด เสียงของคนขับ

            “ ไอ้ริว แกคงไม่เคยมาใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยสินะ”

            “อืม นี้เป็นครั้งแรกเลยที่จะได้มาใช้บริการในโรงแรมระดับนี้ แค่เห็นด้านนอกก็รู้แล้วว่ามันต้องแพงแค่ไหน  แค่ของประดับตามโรงแรมก็ดูแพงซะจนผมแทบไม่กล้าจับแล้ว”ริวตอบออกไปตามตรง

            -ไอ้เด็กโง่ โรงแรมที่เห็นนี้ยังสวยงามไม่ถึง 1 ใน 3 ของปราสาทแห่งแสงสว่างเลยนะ ยิ่งถ้าเทียบกับห้องรับรองที่แกเคยพักด้วยแล้ว ความหรูหราต่างกันเป็น 10 เท่าเลยนะ –

            (แกหุบปากไปเลย ไอ้เรื่องที่พักในปราสาทแห่งแสงนั้นไม่นับโว้ย นั้นมันปราสาท ไม่ใช่โรงแรมสักหน่อย )ริวเถียงขึ้นมาอย่างหน้าด้านๆ สายตาของริวยังคงจ้องมองภายในโรงแรม เสียงของเขาถามขึ้นว่า

            “ไอ้แก่น ตกลงว่าคู่นัดบอดของพวกเราเป็นใครกันแน่ฟะ ทำไมพวกแกถึงได้ลงทุนนัดพวกเธอมาพบกันในโรงแรม 5 ดาวที่ติดแม่น้ำแบบนี้ด้วย”

            คนที่ขับรถหันมามองริวด้วยสีหน้ายิ้มๆ ชายหนุ่มคนนี้ สูงประมาณ 170 ซม. ไว้ผมทรงนักเรียน หน้าตาแม้ไม่หล่อแต่ก็ดูคมเข้ม คนผู้นี้ชื่อ วิริยะ  เชาวกุล ชื่อเล่นว่า แก่น เป็นทายาทบริษัทส่งออกผลไม้รายใหญ่ของโลก (สรุปว่ามันรวยมากๆ) แม้จะชอบอวดรวยไปบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นคนดี  แก่นพูดว่า

            “เดี๋ยวพอพวกเธอมาถึงนายก็จะทราบเอง บอกไว้เลยนะพวกเธอเป็นพวกคุณหนูตัวจริงที่หาตัวพบได้ยาก นายห้ามทำให้พวกเธอโกรธอย่างเด็ดขาดเลยนะ”

            -คุณหนูระดับสูงอะไรกันฟะ อย่างเจ้าริวแค่พูดคำเดียว เหล่าองค์หญิงและผู้หญิงสูงศักดิ์ในริเดียต่างจะมาเข้าแถวมาให้เลือกมากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว ทำไมต้องสนใจยัยผู้หญิงงี่เง่าพวกนั้นด้วย  - เท็ดดี้พูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อว่า

            -ไอ้ริว เพื่อนของแกแต่ละคนนี้จริงๆเลย คนแรกก็จับผิดเรื่องเวลาจนข้าอยากจะถีบหน้า ส่วนไอ้คนขับรถก็ชอบอวดรวยจนน่ามั่นไส้ ข้าว่าแกเลิกคบกับไอ้เด็กพวกนี้เถอะ -

            (เอาน่า แกอย่าไปโมโห แม้ไอ้ศรจะชอบจับผิดเรื่องเวลา และไอ้แก่นจะชอบอวดรวย แต่พวกมันก็ไม่ได้คิดร้ายอะไรหรอก เดี๋ยวแกก็ชินไปเอง)

            ขณะที่ริวกำลังคุยกับเท็ดดี้อยู่นั้น พวกแก่นต่างพาริวเดินเข้าไปในโรงแรม ศรพาริวมานั่งที่บริเวณล็อบบี้บาร์ ในขณะที่แก่นขอตัวไปจัดการธุระบางอย่าง โต๊ะที่พวกเขาเลือกนั่งเป็นโต๊ะหมาย 13  ริวรีบกระซิบถามเพื่อนที่พามานั่งทันที

            “ไอ้ศร  พวกเรามานั่งในล็อบบี้บาร์แบบนี้ไม่เป็นอะไรหรือ?

            “ไม่เป็นอะไรหรอก ล็อบบี้บาร์แบบนี้มันก็คล้ายกับร้านอาหารทั่วไปนั่นละ ขอแค่พวกเราไม่สั่งเครื่องดื่มที่มี alcohol ใครก็มาว่าไม่ได้หรอก ”ศรอธิบายพร้อมยกนาฬิกาขึ้นมามอง แล้วพูดว่า

            “พนักงานที่นี้เป็นยังไงนะ มารับรายการอาหารช้าไป 2 นาที 32 วินาทีแล้วนะ”

            พอพนักงานมารับรายการ ศรจัดการสั่งเครื่องดื่มให้กับริวและตัวเอง สักพักแก่นก็เดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะ  ศรรีบพูดขึ้นมาว่า

            “นายมาช้าไป 3 นาที 11 วินาทีนะ”

            แก่นไม่สนใจสิ่งที่ศรพูดแม้แต่น้อย เขาหันไปสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานว่า “ขอน้ำแร่ที่แพงที่สุดเลยนะครับ”

            เมื่อพนักงานกลับไปแล้ว แก่นก็หันไปมองริว “เดี๋ยวพอ สาวๆทั้ง 3 คนมาถึง นายคอยดูแลหญิงสาวที่ติดดอกกุหลาบตรงหน้าอกด้านซ้ายนะ ส่วนอีก 2 คนที่เหลือพวกฉันจะดูแลให้เอง”

            ริวพยักหน้า “ได้เลย แล้วผมต้องทำอย่างไงบ้างละ”

            แก่นยิ้ม พร้อมกล่าว “นายไม่ต้องทำอะไรมาก  นายแค่พาผู้หญิงคนนั้นไปนั่งเรือที่ฉันเตรียมไว้ให้ก็พอแล้ว ส่วนอีก 2 คนพวกฉันจะจัดการเอง อ้อ ถ้าเธอถามว่าพวกฉัน หรือเพื่อนของเธอไปที่ไหนกัน  นายบอกแค่ว่า พวกฉันจะตามมาทีหลังก็พอแล้ว”

            ริวได้แต่พยักหน้า“ได้ซิ แต่เธอจะยอมปลีกตัวไปกับผมง่ายๆหรือ? ยิ่งมานัดพบแบบเป็นกลุ่มด้วยแล้ว เธอคงไม่ยอมไปกับผมแน่ๆ”

            ขณะที่แก่นกำลังจะตอบออกไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พอเขาก้มดูหมายเลขที่โทรมา “ขอตัวสักครู่นะ พอดีสาวๆโทรมานะ ไอ้ศรช่วยอธิบายเรื่องที่เหลือด้วยละกัน”      

            ศรยิ้ม พร้อมกล่าวว่า “สำหรับเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง พวกฉันตกลงกับเธอคนนั้นไว้ก่อนแล้ว พอพวกเธอจะมาถึงตอน 10 โมงตรง  พวกฉันจะหาเรื่องชวนคุยให้กับนายเอง จากนั้นพอเวลา 10 โมง 4 นาที  นายก็ออกปากชวนเธอไปตามแผนที่วางไว้ และพอ 10 โมง 5 นาทีผู้หญิงคนนั้นก็จะตามนายไปเอง   ดีไม่ดี เธออาจจะเป็นฝ่ายชวนเองก็ได้”

             “สรุปว่าไอ้นัดบอดวันนี้เป็นแผนที่พวกนายวางเอาไว้เพื่อจีบสาวที่ตัวเองชอบสินะ”เสียงอันเหนื่อยหน่ายของริวดังขึ้นมา

            แก่นที่ได้ยิน เขาวางสายพร้อมเอามือโอบไหล่ของริว  “มันก็ประมาณนั้นล่ะ  งานนัดบอดในวันนี้ฉันลงทุนไปเยอะ และ พวกฉันก็ไม่อยากจะได้ก้างขวางคอ ดังนั้นจึงต้องชวนนายมาช่วยกำจัดก้างยังไงละ”

            -เฮ้อ เพื่อนของเจ้าแต่ละคนนี้ช่างน่าคบจริงๆเลยนะ –

            (สำหรับเรื่องนี้ผมไม่เถียงละกัน  )ริวคิดพร้อมยิ้มออกมา “เข้าใจแล้วละ แล้วจะให้อยู่กับเธอนานแค่ไหนละ บอกก่อนนะว่าผมต้องกลับถึงบ้านก่อน 1 ทุ่ม ถ้าช้ากว่านั้นยัยน้องตัวแสบต้องสงสัยแน่ๆ”

            แก่นตอบออกมาทันที “ เอาแค่บ่าย 3 โมงก็พอแล้ว ถ้าทำงานเสร็จเดี๋ยวจะพาไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ตามที่สัญญากันเอาไว้ก็แล้วกัน”

            ริวพยักหน้า“ไม่มีปัญหาแค่ไม่กี่ชม.เองสบายมาก  แล้วคนที่ฉันต้องเข้าไปดูแลชื่ออะไรละ อย่างน้อยๆถ้ารู้ชื่อจะได้ไม่ผิดพลาด หรือสับสนในภายหลัง”

            แก่นทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน  แต่จำได้ว่าเป็นชื่อผลไม้ชนิดหนึ่งนะ เอาเป็นว่านายคอยดูแลคนที่มีชื่อเป็นผลไม้ก็แล้วกัน ส่วนผู้หญิงที่มีชื่อโรส กับ แก้ว นายห้ามแตะเด็ดขาดเข้าใจไหม”

            ริวทำหน้าแหยๆ “ไอ้บ้า แกเป็นคนตกลงกับเธอแท้ๆ แล้วทำไมถึงจำชื่อของเธอไม่ได้ฟะ”

            แก่นทำท่ายืดอก พร้อมพูดอย่างมั่นใจ “สำหรับผู้หญิงที่ไม่สวย หรือ น่ารัก ฉันไม่เสียเวลาไปจำชื่อหรอก”

            ริวเอามือขวากุมหน้าผากด้วยท่าทางปวดหัว เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นในหัวอีกครั้ง

            -หึๆๆ สมเป็นเพื่อนของเจ้าจริงๆ -

            หน้าของริวส่ายไปมาอย่างเหนื่อยอ่อน สักพักเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องพูดขึ้นมา “ แล้วเรือที่พวกแกเตรียมไว้อยู่ตรงไหน สีอะไร บอกให้ละเอียด เดี๋ยวสับสนขึ้นมามันจะเดือดร้อนภายหลัง”

            แก่นชี้ไปทางขวามือ จากนั้นพูดว่า “เรือจอดอยู่ทางซ้ายของโรงแรม แค่นายเดินไปนิดหน่อยก็จะเจอแล้วละ ฉันจ้างคนขับเรือให้ขับพาพวกนายชมริมแม่น้ำเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นก็ยังเตรียมรายการอื่นๆเอาไว้ด้วย   หน้าที่ของนายก็แค่คอยอยู่กับเธอก็พอแล้ว  ส่วนสีของเรือก็คือสีขาว อย่าจำผิดละ”

            ริวทำมือเป็นวงกลมเหมือนจะบอกว่าเขาจำได้แล้ว ขณะนั้นเองแก่นลุกจากที่นั่งพร้อมพูดว่า “ก่อนที่พวกเธอจะมา ฉันขอตัวไปจัดการธุระก่อนก็แล้วกัน”

            “คอยด้วยสิ ฉันขอไปด้วยคนนะ”ศรพูดขึ้นมาทันที ขณะที่เขากำลังจะเดินไป ศรยกนาฬิกาขึ้นมา ก่อนหันกลับมาบอกริวว่า

“ไอ้ริว พวกฉันนัดพบสาวๆไว้ที่โต๊ะตัวนี้  ถ้าพวกฉันกลับมาไม่ทัน ฝากนายช่วยดูแลไปก่อนละกัน  จำไว้ว่าอย่าขัดใจพวกเธออย่างเด็ดขาดนะ”

            “อืม เข้าใจแล้วนะ “ริวได้แต่ตอบรับขึ้นมา

            หลังจากพวกแก่นเดินจากไปแล้ว หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวได้เดินเข้ามาในล็อบบี้บาร์ เธอตรงเข้าไปถามพนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่เพียงคนเดียว

            “ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าโต๊ะเบอร์ 17 อยู่ตรงไหนคะ”

            พนักงานรีบชี้มาที่โต๊ะที่ริวนั่งอยู่ หญิงสาวเอ่ยปากขอบคุณ ก่อนจะตรงเข้าไปหาริวทันที โดยเธอไม่ทันรู้เลยว่า พนักงานคนนี้เป็นแค่เด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานวันแรกเท่านั้น น้ำเสียงอันอ่อนหวานของเธอดังขึ้นว่า

            “ไม่ทราบว่า คุณคือคุณศร ใช่ไหมคะ”

            ริวมองไปตามต้นเสียง เขาเห็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีฟ้า ใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากสีชมพู ขนตางอนราวกับว่าเป็นตุ๊กตากระเบื้อง เธอใส่ชุดเดรสสีขาว ตัวชุดกระชับสัดส่วนเพื่อโชว์เอวคอดสวยๆ ตัวเสื้อเป็นแบบเปิดไหล่ ทำให้เห็นถึงผิวขาวที่ไร้ตำหนิ อีกทั้งยังสวมสร้อยคอที่แค่มองก็รู้แล้วว่ามีราคาสูงแบบที่ชาตินี้ เขาไม่มีทางหาซื้อได้เลย ริวกลืนน้ำลายกับภาพที่เห็นพร้อมคิดว่า

            (ไอ้ศร ไอ้แก่น นี่พวกแกคิดจะจีบผู้หญิงระดับนี้เลยหรือฟะ แบบนี้มันยิ่งกว่าสิ้นคิดอีกนะโว้ย รับรองได้เลยว่าพวกมันต้องอกหัก 1000 % แน่ๆ)

            ขณะที่ริวกำลังตกตะลึงในความงาม หญิงสาวก็ทำท่าเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้  เธอรีบเปิดกระเป๋าสะพายก่อนจะหยิบดอกกุหลาบสีแดงขึ้นมาติดที่หน้าอกพร้อมส่งเสียงอันอ่อนหวานขึ้นมาอีกครั้ง

            “ขอโทษค่ะ  พอดีฉันรีบมากก็เลยลืมติดดอกกุหลาบตามที่คุณเคยบอกเอาไว้  ถ้ายังไงขอฉันเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้งนะค่ะ”

             ริวอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเพราะเธอคนนี้คือคู่นัดบอดของเขานั้นเอง ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร หญิงสาวคนนั้นก็กล่าวขึ้นมา

 “ไม่ทราบว่าคุณคือคุณศรใช่ไหมคะ”

            “ไม่ใช่ครับ ผมเป็นเพื่อนของศรนะครับ ตอนนี้เขาไปเข้าห้องน้ำ อีกสักครู่ก็คงกลับมา เชิญคุณนั่งก่อนซิครับ”ริวตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูกว่าโล่งใจ หรือดีใจที่ผมยอมตอบแบบนั้น  เธอนั่งลงตรงข้ามกับริว พนักงานรีบตรงเข้ามารับรายการ เสียงอันอ่อนหวานดังขึ้นมา

            “ฉันขอ Silver Moon 1 ที่ ไม่ทราบว่าคุณต้องการเพิ่มบ้างไหมค่ะ”

            ริวส่ายหน้าเบาๆ พนักงานได้แต่เดินกลับไป หญิงสาวหยิบสมุดเล็กขึ้นมาเปิด พร้อมพูดออกมาราวกับท่องบทสวดมนต์

            “ไม่ทราบว่าคุณมารอนานหรือยังค่ะ”

            ริวหันไปมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลา 10.05 น. ก่อนจะตอบออกไปตามจริงว่า “31นาที กับ 15 วินาที (นับตั้งแต่รถเข้าจอดที่โรงแรมจนถึงตอนนี้) ได้นะครับ เอ่อ ตอนนี้ 16 วินาทีแล้ว”

            -ไอ้ริว แกไปตอบตรงๆแบบนั้นได้ยังไงฟะ ถ้าสถานการณ์อย่างนี้ควรตอบออกไปว่า ผมเองก็เพิ่งมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ? – เสียงโวยวายของเท็ดดี้ดังขึ้นมา ริวจึงได้แต่ถอนหายใจพร้อมคิดว่า

            (ทำไมผมต้องหาพูดแบบนั้นด้วยฟะ  แฟนก็ไม่ใช่ เพื่อนรึก็เปล่า แถมยังไม่ใช่น้องสาวอีก)ริวคิดตอบกลับไป

            -เฮ้อ ถ้าชาตินี้แกหาคนรักไม่ได้ ข้าจะไม่แปลกใจเลย-

เสียงบ่นของเท็ดดี้ดังขึ้นมาอีกครั้ง  ริวโต้กลับไปทันที (หาไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องกลัว ถึงอย่างไงผมก็มีน้องสาวที่น่ารักอยู่แล้ว )

-ข้าเข้าใจแล้ว ไอ้ซิสค่อนตัวพ่อ-

เสียงเบื่อหน่ายของเท็ดดี้ดังขึ้นมา ยังไม่ทันที่ริวจะได้ตอบอะไร เสียงของหญิงสาวก็กล่าวต่อไปว่า

“ ฉันชื่อ Lemon (เลมอน)ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ผมชื่อ ริวครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน แล้วเพื่อนของคุณละครับ”

เลมอนพลิกสมุดไปอีกประมาณ 2-3 หน้า ก่อนจะพูดเบาๆว่า “เจอแล้ว” เธอเงยหน้าขึ้นมามองริว 

“อีกสักครู่พวกเธอถึงจะตามมาค่ะ แล้วเพื่อนของคุณละค่ะ”

“เดี๋ยวพวกเขาก็คงมาเช่นกัน “ริวตอบออกมาอย่างงงๆ เพราะเขาเพิ่งบอกเธอไปไม่นานว่า ศรไปเข้าห้องน้ำทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงต้องมาถามซ้ำอีกนะ ไหนจะคำพูดที่อ่านตามสมุดเขียนเอาไว้อีก สงสัยยัยนี่ต้องไม่เต็มแน่ๆ มิน่าละเจ้าพวกนั้นถึงได้โยนเธอมาให้กับผมดูแล เฮ้อ หมดกัน ทำไมสาวสวยที่ผมเจอถึงได้มีแต่พวกไม่สมประกอบนะ(หมายถึง ยูอิ ลีฟ่า )

  ขณะที่ริวกำลังคิดแบบนั้น เลมอนก็เก็บสมุดลงกระเป๋าสะพายก่อน กล่าวถามว่า “คือว่าพวกเราจะไปที่เรือกันเลยไหมคะ”

“แล้วจะไม่รอเพื่อนของผมก่อนหรือ? ไหนจะเพื่อนของคุณอีก” ริวถามออกมาด้วยสีหน้าสงสัย เลมอนรีบเอาสมุดขึ้นมาเปิดอีกครั้ง เธอเปิดหาบางอย่างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตอบตามที่เขียนไว้ในสมุดไปว่า

“ไม่ต้องห่วงค่ะ เพื่อนๆของฉันบอกว่าจะพาเพื่อนของคุณตามไปทีหลังเองค่ะ”

(สรุปว่าไอ้พวกนั้นวางแผนกีดกัน ยัยคนนี้เอาไว้ตั้งแต่แรกเลยซินะ ทีหลังหัดบอกให้ละเอียดกว่านี้หน่อยซิโว้ย )ริวคิดพร้อมตอบว่า

 “ถ้างั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

บริเวณจุดพนักงานต้อนรับ

            ชายแต่งสูทเต็มยศ รองเท้าที่ขัดจนมันวาว สวมแว่นตากันแดดกรอบสีทอง เขาเดินเข้ามาหาพนักงานต้อนรับที่เคยคุยกับเลมอน ชายคนนี้กล่าวขึ้นมาว่า

            “ผมชื่อ ดร.ไกรศร จันทราศรี จองโต๊ะหมายเลข 17 เอาไว้นะครับ ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนหรือครับ”

            พนักงานตอนรับยิ้มพร้อมทำมือไปทางโต๊ะที่พวกริวเคยนั่ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรผู้จัดการก็เดินเข้ามาบอกกับผู้ชายคนนั้นว่า

            “ขอโทษด้วยครับ โต๊ะหมาย 17 อยู่ทางนี้ เดี๋ยวผมจะนำท่านไปยังโต๊ะเอง”

            ผู้จัดการรีบเดินนำหน้าชายคนนั้นไป โดยทิศทางที่เดินไปนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับโต๊ะที่พวกริวเคยนั่ง พอส่งดร.ไกรศรถึงโต๊ะเบอร์ 17 แล้ว  ผู้จัดการก็เดินกลับมาหาพนักงานต้อนรับ พร้อมพูดว่า

            “ไอ้เด็กใหม่ แกจำเบอร์โต๊ะสลับด้านกันแล้วนะ โต๊ะเบอร์ 13 จะอยู่ทางขวา แต่โต๊ะเบอร์ 17 จะอยู่ทางซ้าย ดีนะที่ฉันฟังอยู่ ไม่เช่นนั้นแกได้ถูกลูกค้าร้องเรียนไปแล้ว”

            ผู้จัดการอบรมพนักงานใหม่ต่อไปอีกสักพัก โดยที่พวกเขาทั้ง 2คน ไม่ทราบเลยว่าผลการกระทำของพนักงานใหม่ในครั้งนี้ได้นำความวุ่นวายมาสู่ชีวิตอันธรรมดาของชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 155 ครั้ง

114 ความคิดเห็น

  1. #7548 รักนี้...สีเลือด (@0826717120) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 17:18
    นามสกุลจันทราศรีคล้ายๆนามสกุลเพื่อนหนูเลยอะพี่5555
    #7548
    0
  2. #7199 linnil (@LinNil) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 14:16
    สงสัยภาคแรกริวมันดวงเฮงไป เปิดภาคสองเลยดวงซวยแทน ฮ่าๆๆ
    #7199
    0
  3. #6719 อ้นเองคร้าบบ (@aon6025) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มกราคม 2559 / 01:43
    ไรท์ยังแต่งต่อไหมคัฟ
    #6719
    0
  4. #6437 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 17:22
    ภูมิแพ้ละอองเวท 5555 เดียวนะ อะไรจะซวยขนาดนี้ ท่านหญิงโคตรทำนายแม่นเลย
    #6437
    0
  5. #6274 จอมโจรปริศนา (@Red_kill) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 04:02
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังสนุกค่ะ แม้ว่าไรเตอร์จะหายไปปีกว่าแล้ว แต่ก็ยังหวังว่าไรเตอร์จะกลับมาแต่งต่อนะ :D 
    #6274
    0
  6. #5847 (_- -)// {NTR} L(- -_) (@kenjidark) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 07:28
    จะแต่งต่อไหม
    #5847
    0
  7. #5060 เซจัง (@little-cream-cat) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 19:32
    องค์หญิงโนเมลล่ะริวเอ๋ย จะเรียกว่าซวยหรืออะไรดี 555
    #5060
    0
  8. #4218 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 00:35
    อ้าว ซวยแล้วไงเจ้าริว
    #4218
    0
  9. #4097 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 17:46
    เวรแล้ว อิ อิ
    #4097
    0
  10. #3960 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 15:05
    ความสับสนของพนักงานหรือพรหมลิขิต
    #3960
    0
  11. #3800 หนอนอ้วน (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 17:33
    555 หรือริว จะเริ่มมีเวทมนต์ ตอนอายุเยอะ คนอื่นแพ้แรกเกิด นี่พึ่งมาแพ้ 555
    #3800
    0
  12. #3752 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 12:15
    จะเกิดไรขึ้นกันแน่นะ หึๆ
    #3752
    0
  13. #3169 -บุรุษไร้เงา- (@cojack) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 17:30
    Lemon น่าจะมาจากคำว่า Nomel สินะครับ คุณองค์หญิง
    #3169
    0
  14. #2964 kooneInWมSณ : (@lovearsit) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 21:42
    สนุกมาๆๆๆๆๆ
    #2964
    0
  15. #2924 จอมโจรปริศนา (@Red_kill) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 10:32
    แหมะ ภาคนี้มาซวยในโลกจริงซะได้...หึๆๆ 
    #2924
    0
  16. #2821 M-P-M (@m-p-m) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 21:48
    ซวยอีกแล้วซินะพระเอกเรา 555
    ขอแนะตรงประโยคคำพูดนิดนึงนะ
    ตอนพูดบอกเวลาน่าจะเขียนเป็นคำพูดเลย
    อย่างเจ็ดโมง เจ็ดโมงครึ่ง เขียนเป็น 7.00 น.แล้วมันเหมือนไม่ใช่คำพูด
    ดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่ อ่านแล้วมันขัดๆ
    #2821
    0
  17. #2768 The Loner (@deartears) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 / 15:49
    เริ่มมาก็ซวยเลยเหรอ
    #2768
    0
  18. #2760 นักเวทย์ปีศาจ (@alisia-w-) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 23:12
    ซวยดีแท้ริวเอ๊ย
    #2760
    0
  19. #2689 cherryme (@cherryme) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 / 23:25
    ทำไมซซยได้ซวยดี 
    แล้วเรื่องบังเอิญเหมือนกัน
    โอยยย สงสารริวคร้าาา
    ไหนยังแพ้ละอองเวทมนตร์ โอ้ยๆ
    ช้ำใจแทนจริ๊งงง
    #2689
    0
  20. #2524 milkp. (@milkp) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 02:54
    สนุกมากกกก
    #2524
    0
  21. #2518 Homework (@ranny001) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 16:17
    รอจ้า...
    #2518
    0
  22. #2517 Fight Phuwattanaphant (@neverendergod) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 15:30
    อ้ากกกกก........ไรต์ ค้าง ค้างโคตรๆ เลย มาลงต่อวันพฤหัส ช่างยาวนาน
    #2517
    0
  23. #2516 เอฟเอส (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 12:12
    หลงรักริวมากกก ตอนนี้ 555555555 >
    #2516
    0
  24. #2509 m&m (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 19:52
    ริวกลับมาแล้ว อิอิ รอทุกวันพฤหัสบดีค่ะ
    #2509
    0
  25. #2507 Nontachai Wongracha (@nontachai222) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 16:22
    ริวเอ๋ยงานนี้เอ่งคงจะไม่รอด
    #2507
    0