I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,149 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    572

    Overall
    544,149

ตอนที่ 36 : บทที่ 4 คนธรรมดา กับ ตระกูลที่(ไม่)ธรรมดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20647
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    14 พ.ค. 57

 ** ขอแก้ไข น้ามอลลี่ เป็นอามอลลี่นะครับ
                                          
                                                        
บทที่ 4

                             คนธรรมดา กับ ตระกูลที่(ไม่)ธรรมดา

ห้องรับรองแขกพิเศษ

            หญิงสาว 2 คนกำลังนั่งอยู่บนโซฟา โดยสายตาจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่วางตา หญิงสาวที่ดูอายุน้อยลุกเดินออกจากห้องไปโดยบอกเพียงว่าจะไปจัดการธุระบางอย่าง(ยัยตัวแสบอย่าหนีไปคนเดียวซิโว้ย By ริว)  อึก แม่ครับ อย่ามองผมด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั้นซิครับ ผมกลัวนะ

            ระหว่างที่ริวกำลังหาทางหลบสายตาของคุณแม่อยู่นั้น คุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า”สรุปว่าที่ลูกทำลงไปทั้งหมดก็เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตาใช่ไหม”

“ใช่ครับ”ลูกชายตอบกลับไปด้วยสีหน้าสุดเจื่อน ใครจะคิดว่าแค่โกหกเพียงเล็กน้อยจะทำให้คุณแม่โมโหได้ขนาดนี้ละ

คนเป็นแม่ถึงกับต้องเอนตัวพิงโซฟาอย่างหมดแรง  เธอยกมือขึ้นมาใช้นิ้วคลึงขมับทั้งสองข้างเพื่อผ่อนคลายความเครียด ก่อนจะพูดด้วยเสียงอันอ่อนล้าว่า

“ริว  แม่อยากจะให้ลูกสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ไม่ว่าสถานการณ์ตอนนั้นจะเลวร้ายแค่ไหน ลูกห้ามไปแอบอ้างเป็นวีรบุรุษอย่างเด็ดขาด เข้าใจไหม”

ริวกระพริบตา 2- 3ครั้ง ราวกับไม่เข้าใจว่าคุณแม่ห่วงเรื่องอะไรกันแน่ แต่เขาก็ยังตอบออกไปว่า “ตกลงครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วครับ”

รีก้าลูบหัวลูกชายเป็นการชื่นชม  ริวจึงถามออกมาว่า “แม่ครับ ตกลงว่าที่ริเดียมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ”

คุณแม่ลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ “ไม่มีอะไรจ้ะ แม่แคกลัวว่า ลูกจะหลงไปกับคำว่า วีรบุรุษ จนก่อเรื่องขึ้นมานะ”

ริวเงียบลง พร้อมกล่าวว่า “แม่ครับ ถ้าเป็นเรื่องอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่เรื่องแอบอ้างเป็น วีรบุรุษ ผมบอกได้เลยว่า ชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ผมก็ไม่คิดจะทำอย่างแน่นอน”

น้ำเสียงอันจริงจังของริวทำให้คนที่เงียบมาตลอดอย่างเท็ดดี้ต้องถามขึ้นมาด้วยว่า “ไอ้ริว ตกลงว่าในสายตาของแก คิดว่า วีรบุรุษควรเป็นคนแบบไหนหรือ?”

“ชายที่ได้รับยกย่องว่ามีความกล้าหาญ”ริวตอบออกมาทันทีเพราะนี้คือความหมายของคำว่า วีรบุรุษ ที่ถูกเขียนอยู่ในพจนานุกรม

เท็ดที่อ่านความคิดนี้ออก มันรีบโวยวายว่า “ไอ้ริว แกอย่ามาตอบตามพจนานุกรมซิโว้ย ที่ข้าถามเพราะอยากรู้ความรู้สึกจริงๆของแกต่างหาก”

ริวแสดงสีหน้าสลดออกมาให้เห็นอย่างเห็น “วีรบุรุษคือผู้ที่โง่เง่าที่สุดในโลก เสียสละเพื่อคนอื่นโดยไม่ได้สิ่งตอบแทน แม้จะได้รับชื่อเสียง แต่ชื่อเสียงมันกินได้ที่ไหนกัน   แถมประกันชีวิตก็ไม่รับผิดชอบพวกที่เป็นวีรบุรุษอีกด้วย ใครมันจะอยากเป็นกันฟะ”

เท็ดดี้ฝืนยิ้มให้กับคำตอบของริว มันเปลี่ยนไปมองรีก้า “ยัยหนูรีก้า เจ้าวางใจเถอะ ข้ารับรองว่าเจ้าริวไม่มี ทางหลงในชื่อเสียงอันจอมปลอมเป็นแน่”

รีก้ามองเท็ดดี้ ก่อนจะพูดออกมาด้วยภาษาโบราณว่า “สำหรับเรื่องนั้น ฉันไม่ได้เป็นห่วงแม้แต่น้อยค่ะ   สิ่งที่ฉันเป็นห่วงคือข่าวลือที่เกิดขึ้นในขึ้นที่ริเดียขณะนี้ต่างหาก”

“ข่าวลือ?  ที่ริเดียมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ?”เท็ดดี้ตอบกลับไปด้วยภาษาโบราณเช่นเดียวกัน

“ตอนนี้ในริเดียมีข่าวลือแปลกๆขึ้นมาเยอะมาก แถมทุกข่าวล้วนมีริวเป็นตัวการเกือบทั้งนั้น  เช่น ริวเป็นคนคลายคำสาปประจำรัฐทั้ง 7 ไหนจะช่วยหาต้นตอโรคระบาดที่รักษาไม่ได้ในรัฐแห่งพสุธา และข่าวลือล่าสุด ดูเหมือนริวจะบริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้แก่ศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าที่รัฐแห่งความมืดอีกด้วย”

เท็ดดี้กรอกตาไป-มาอยู่สักพัก “การที่เจ้าสั่งห้ามไม่ให้ไอ้ริวแอบอ้างเป็นวีรบุรุษก็เพราะกลัวว่าข่าวลือเหล่านี้จะมี อะไรบางอย่างแอบแฝงมาด้วยใช่ไหม”

รีก้าพยักหน้าเป็นการยอมรับ เท็ดดี้ยิ้มพร้อมตอบว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าอย่ากังวลไปเลย คนที่ทำให้เกิดข่าวลือเหล่านี้ คงเป็นยัยหนูไลล่า กับไอ้ลีโอนั้นละ” 

“ฉันกับเซริวก็เคยคิดว่าเป็นแบบนั้น แต่ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาจะต้องปลอมเป็นริวด้วย นอกจากนั้น ข่าวลือที่มีอยู่ตอนนี้ ดูเหมือนจะจงใจยกย่องให้ ริวขึ้นเป็นวีรบุรุษแห่งริเดียเหลือเกิน ”

เท็ดดี้เงียบไปเล็กน้อย “อืม ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริง เรื่องนี้ก็แปลกเกินไปแล้วละ ตกลงว่าคนที่ปล่อยข่าวลือพวกนี้ออกมาต้องการอะไรกันแน่นะ”

สีหน้าของรีก้าเริ่มตึงเครียดขึ้นมา “ตรงนี้ละค่ะที่เป็นปัญหาหลัก ฉันกับเซริวพยายามสืบที่มาของข่าวลือ รวมถึงต้นตอทั้งหมดอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจจะเดาวัตถุประสงค์ของคนปล่อยข่าวลือได้เลย”

เท็ดดี้จ้องมองรีก้า“ยัยหนูรีก้า การที่พวกเจ้าจงใจเปลี่ยนมาใช้ประตูมิติที่นี่ก็เพราะประตูมิติแห่งนี้มีเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับข่าวลือที่กำลังเกิดขึ้นใช่ไหม”

            รีก้ายิ้มรับ “ใช่ค่ะ หัวหน้าของสถานีแห่งนี้เป็นเหยี่ยวข่าวที่เก่งกาจมาก ถ้าข่าวลือที่กำลังเกิดอยู่นี้ผิดไปจากความเป็นจริง  เขาน่าจะต้องเป็นคนแรกที่รู้ความจริงในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ”

            “แม่ครับ  ช่วยหยุดสักครู่นะ”  เสียงของริวก็ดังแทรกขึ้นมา  เขาจัดการถอดแหวนที่สวมอยู่พร้อมส่งให้คุณแม่ แล้วพูดว่า

 “เสร็จแล้วครับ เชิญพูดคุยกันต่อได้แล้ว”

            “ไอ้ริว แกไม่สนใจสิ่งที่พวกข้าพูดกันเลยหรือ?”เท็ดดี้ถามขึ้นมา เมื่อมันเห็นริวหันไปหยิบหนังสือนิยายในกระเป๋าขึ้นมาอ่านอย่างสบายอารมณ์

             ชายหนุ่มวางหนังสือลงบนตัก “การที่นายกับคุณแม่พูดกันด้วยภาษาที่ผมฟังไม่ออก มันก็เป็นการบอกแล้วว่าเรื่องที่พูดต้องสำคัญมาก หรือ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่อยากจะให้ผมรับรู้ แล้วทำไมผมต้องสนใจด้วยละ”

            ริวฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมพูดขึ้นว่า “แต่ถ้าเรื่องที่กำลังพูดกันเป็นเรื่องคนรักเก่าของนาย ที่ชื่อว่า ลูน่า ผมอาจจะสนใจขึ้นมาก็ได้นะ”

            “ไอ้เด็กบ้า! ใครมันจะเอาเรื่องแบบนั้นมาพูดกันฟะ”เท็ดดี้ตะโกนกลับไปโดยที่ตัวแหวนและใบหน้ารูปสิงโตแดงเป็นลูกตำลึงเรียบร้อยแล้ว

            “หึๆ”เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นมาจากชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะกลับไปนั่งอ่านหนังสืออีกครั้ง

            ขณะนั้นเองที่ประตูห้องรับรองเปิดออก เซริวเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะตามมาด้วยเทียน่าที่ถือน้ำกระป๋องเดินกลับมาติดๆ

            “พ่อจ๊ะ ตกลงได้เรื่องอะไรมาบ้างไหม”รีก้ารีบถามออกมา

            เซริวส่ายหน้าเป็นคำตอบ  ก่อนจะพูดว่า “เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ไอแซคเตรียมรถม้าเอาไว้ให้แล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”

            รีก้าพยักหน้าเห็นด้วย เธอส่งเท็ดดี้คืนให้ริว ก่อนจะบอกให้พวกลูกเตรียมตัวออกเดินไปได้แล้ว

ทางเข้าประตูมิติแบบ V.I.P.

จุดนี้เป็นที่จอดรถม้าสำหรับรับ-ส่ง ลูกค้าระดับV.I.P. และคนระดับนี้ก็มักจะได้รับสิทธ์พิเศษ เช่น การยกเว้นการวัดระดับพลังเวทสำหรับผู้ที่มาใช้บริการเป็นครั้งที่ 2 หรือ มีประตูมิติสำหรับคนระดับนี้โดยเฉพาะ

ประตูมิติที่ว่านี้ก็ตั้งอยู่ภายในลานจอดรถแห่งนี้เอง  ในที่แห่งนี้นอกจากประตูมิติแล้วยังมีรถม้าอีก 4 คันจอดรออยู่ ทุกคันล้วนทาด้วยสีขาว หน้าต่างมีผ้าม่านสีเทาติดอยู่ ล้อรถด้านหน้าเล็กกว่าล้อด้านหลัง ด้านข้างมีคนขับรถม้ายืนประจำอยู่แล้ว และ ม้าที่ใช้ในการลากรถก็เป็นถึงเพกาซัส ใช่ คุณฟังไม่ผิดหรอก มันเป็นเพกาซัสจริงๆ

ริวจ้องมองเพกาซัสราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน (ความจริงก็ไม่เคยเห็นจริงๆ ถ้าไม่นับว่าเคยเห็นในนิยาย หรือ การ์ตูน )

“สุดยอด!! มีเพกาซัสตัวเป็นๆอยู่ที่นี่ด้วยละ  ถ้าผมบอกว่าตัวเองคือ วีรบุรุษที่ช่วยริเดียเอาไว้ ผมจะขอเพกาซัสไปเลี้ยงสักตัวจะได้ไหมนะ” ถ้าได้เป็นเจ้าของเพกาซัส รับรองต้องรวยเละแน่ๆ เริ่มจากออกงานวัด ต่อด้วยรายการวิทยุ จากนั้นรายการทีวี สุดท้ายก็เซ็นสัญญาแสดงหนัง โอ้ การเป็นวีรบุรุษ มันก็ดีแบบนี้เอง ริวคิดต่อในใจ

-ไอ้เด็กบ้า เมื่อสักครู่แกเพิ่งสัญญาว่าจะไม่อ้างชื่อวีรบุรุษนะโว้ย ไม่ถึง 1 ชม. แกคิดจะกลับคำแล้วหรือ?-

            (เอาน่าขอแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  รับรองต่อจากนี้จะไม่ทำอีกแล้ว)ริวร้องอ้อนวอนเท็ดดี้ขึ้นมาทันที

            -ไม่ได้โว้ย แกนี้มันจริงๆเลย ไม่สนใจชื่อเสียง ไม่สมใจเกียรติยศ  ไม่สนใจแม้กระทั่งการเป็นวีรบุรุษ คิดแต่หาเงินเข้ากระเป๋าเพียงอย่างเดียวเลยนะ เฮ้อ ครั้งแรกก็เจ้าลีโอ ต่อมาก็ข้า คราวนี้ก็เพกาซัส นี้แกคิดจะเปิดละครสัตว์จริงๆเหรอ? –

            (แน่นอน แกคิดดูนะ มีสิงโตติดปีกเป็นดารานำ มีจอมมารมังกรปีศาจ 3 ตา เป็นตัวเรียกแขก   เอาเทพแห่งแสงสว่างมาเป็นพิธีกรสาวแสนสวยในชุดรัดรูป ส่วนดาบไทอัสก็ใช้โชว์ในการแสดงหวาดเสียว เช่น การปามีดสั้น กุญแจดาราเอามาใช้แสดงมายากล แถมด้วยเพกาซัสเป็นมาสคอตประจำละครสัตว์ ไม่ว่าจะมองยังไง ละครสัตว์ของผมจะต้องโด่งดังไปทั่วโลกแน่ๆ ต่อจากนั้นผมก็จะเปิดร้านอาหารในละครสัตว์ ทีนี้ผู้คนทั่วโลกก็จะได้ ชิมรสชาติอาหารฝีมือของผม นายว่ามันยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหม )ริวคิดพลางเช็ดน้ำลายที่ไหลยืดออกมาเป็นทาง

            -นั่นซิ มันต้องโด่งดังไปทั่วโลกแน่ๆ .....ซะที่ไหนเหล่า ขืน ทำแบบนั้นทั้งโลกมนุษย์ และ ริเดียได้วุ่นวายไปหมดแน่ๆ -

            ริวหลับตาพร้อมทำหน้าครุ่นคิด(ที่นายพูดมาก็ถูกนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวทั้ง 2โลกก็คงปรับตัวเข้าหากันได้เองละ ถ้าแค่เปิดละครสัตว์แล้วทำให้ 2 โลกล่มสลายไปจริงๆ โลกแบบนั้นก็สมควรล่มสลายแต่แรกแล้วละ)

            เท็ดดี้เงียบไปพักใหญ่ ก่อนตอบกลับไปว่า –จริงด้วย ถ้าเรื่องแค่นี้ทำให้โลกทั้ง 2 ล่มสลายได้ มันก็สมควรที่จะล่มสลายแล้วละ ....ซะเมื่อไรกัน  ไม่รู้ละ ถึงยังไงแกก็ห้ามอ้างชื่อวีรบุรุษเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ยัยหนูรีก้าฟังทันที-     

“ชิ”ริวร้องออกมาพร้อมทำหน้าเบ้ เพราะแผนการที่วางเอาไว้ต้องล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คนขับรถคันซ้ายสุดเปิดประตูรถ พร้อมพูดว่า

“คณะเดินทางของคุณเซริวใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ “คุณพ่อเดินออกมาข้างหน้าพร้อมตอบทันที

“ท่านไอแซคให้ผมนำทุกท่านไปส่งยังตระกูลเซริว ขอเชิญขึ้นรถได้เลยครับ”คนขับรถพูดพร้อมทำมือเชื้อเชิญให้ขึ้นไปนั่งในรถ

“แล้วคุณคนขับจะไม่ตรวจสอบพลังเวทก่อนหรือครับ”เซริวถามออกไปด้วยสีหน้างงๆ เพราะถึงแม้เขากับรีก้าจะเคยมาใช้บริการประตูมิติที่นี่แล้ว แต่เทียน่าและริวเพิ่งมาใช้บริการที่นี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นสมควรตรวจสอบพลังของทั้ง 2 คนก่อนจึงจะเข้าไปในริเดียได้ แล้วทำไมคนขับรถถึงได้ข้ามขั้นตอนสำคัญเช่นนี้ไปได้ 

คนขับรถจ้องมองมาเซริว ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่จำเป็นครับ ลูกสาวของผมเป็นหนึ่งในผู้เข้าการสอบมหาวิทยาลัยโอริเฟีย  ในการสอบรอบที่ 3 และ 4 ผมได้ตามเชียร์ลูกสาวจนถึงขอบสนามด้วย และผมก็ได้เห็นวีรกรรมของลูกชายของคุณอย่างใกล้ชิตอีกด้วย อีกทั้งรอบที่ 4 ลูกสาวของคุณก็โชว์ฝีมือที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างที่ผมเองยังสงสารคนที่เป็นคู่ประลองอาวุธเลยละ ทั้งหมดที่พูดมามันก็บ่งบอกแล้วว่าพวกเขา  2 คนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากจริงๆ คุณที่เป็นพ่อคงภูมิใจในตัวลูกชายและลูกสาวมากซินะ”  

            “นิดหน่อยนะครับ”เซริวฝืนยิ้มก่อนจะตอบออกไป สักพักเขาก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “ไม่ทราบว่าลูกสาวของคุณสอบผ่านไหมครับ”

            “ผ่านครับ”คนขับรถยิ้ม พร้อมหันไปมองริว ก่อนกล่าวว่า“หวังว่าพอเปิดภาคเรียนแล้ว หนูจะช่วยดูแลลูกสาวขอผมด้วยนะ”

            “เข้าใจแล้วครับ”ริวรับปากอย่างยิ้มแย้ม แต่มันเป็นรอยยิ้มที่น้องสาวเห็นเป็นต้องส่ายหน้า เพราะนี้คือสีหน้ายามโกหกของพี่ชายของเธอนั้นเอง

            เซริวเองก็ยิ้มไม่ออก เพราะเขารู้ดีว่าลูกชายตัวดีไม่มีทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัย โอริเฟีย อย่างเด็ดขาด ดังนั้นสัญญาในเรื่องนี้เป็นโมฆะตั้งแต่ต้นแล้ว ระหว่างที่คุณพ่อกำลังคิดว่าควรจะพูดเช่นไรต่อดี คุณแม่ก็พูดแทรกขึ้นว่า

            “พ่อจ๊ะ ถ้าพวกเราไม่รีบออกเดินทางตอนนี้ มีหวังไปถึงช้ากว่าที่กำหนดไว้แน่ๆ”

            แน่นอนว่าคำพูดนี้จงใจให้คนขับรถได้ยินโดยเฉพาะ และมันก็ได้ผล คนขับรถรีบกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม  รีก้าหันไปยิ้มให้กับพวกริว ก่อนพูดว่า

            “พวกลูกรีบขึ้นรถเถอะจ๊ะ “

ริวรีบเดินขึ้นรถไปเป็นคนแรก เทียน่าได้แต่เดินตามไปติดๆ พอขึ้นมานั่งบนรถแล้ว พ่อกับแม่ก็เดินตามเข้ามา เมื่อประตูปิดรถม้าก็ออกตัวพร้อมเคลื่อนผ่านประตูมิติไป รถม้าปรากฏอีกครั้งบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ

ริวที่มองทุกอย่างด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ สักพักเสียงของคนขับรถก็ตะโกนขึ้นว่า “อีกสักครู่พวกเราจะเข้าเขตรัฐแห่งพฤกษา เนื่องจากช่วงเวลานี้รัฐแห่งพฤกษาค่อนข้างมีอากาศแปรปรวน ดังนั้นรบกวนช่วยปิดหน้าต่างด้วยนะครับ”

            “รับทราบ”ริวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง

เมื่อรถม้าเข้าสู่รัฐแห่งพฤกษา ชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกมึนหัว จนรู้สึกอยากจะอาเจียน การหายใจเริ่มติดขัดบ้างเล็กน้อย มือเท้าเริ่มไม่มีแรง จนเขาต้องเอาหลังพิงเบาะด้วยความอ่อนล้า น้องสาวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ชาย เธอรีบถามขึ้นว่า

“พี่ค่ะ ทำไมทำหน้าแบบนั้นละ หนูคิดว่าพี่จะดีใจซะอีกที่ได้นั่งรถม้าบินได้อย่างนี้”

“ดีใจสิ เพียงแต่.....”ริวพูดแค่นี้ก็ไม่ได้อีก อาการของเขาเริ่มจะแย่ลงจนไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว

เท็ดดี้กล่าวขึ้นว่า“ยัยหนูเทียน่า อย่าไปสนใจเจ้าริวเลย มันแค่จิตตกเพราะแผนการที่คิดไว้ล้มเหลวไม่เป็นท่านะ”

“แผนการ?”เทียน่าถามออกมาด้วยสีหน้างงๆ

เท็ดดี้ทำท่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดออกไป แต่ยังไม่ทันจะได้เล่า ริวก็พูดแทรกขึ้นว่า “นายหุบปากไปเลย ผมไม่ได้จิตตกเพราะเรื่องนั้นโว้ย ที่ผมไม่พูดเพราะกำลังเมาเครื่องบิน ไม่สิ กรณีนี้ต้องบอกว่าเมารถม้าบินได้ต่างหาก”

เท็ดดี้ส่ายหน้าเบาๆ “อะไรมันจะซวยขนาดนี้ฟะ เวลานั่งมังกรบินดันไม่เมา แต่ดันมาเมาเพราะนั่งรถม้าบินได้เนี่ยนะ เอ่อ เอาเข้าไปร่างกายแกมีอะไรเหมือนชาวบ้านบ้างไหม”

ริวไม่ตอบเพราะถ้าเกิดพูดตอนนี้มีหวังได้อาเจียนออกมาแน่  เทียน่าก้มไปหยิบยาแก้เมารถออกมาจากระเป๋า ก่อนจะส่งให้พี่ชายพร้อมน้ำกระป๋องที่ซื้อมา หลังจากกินยาเข้าไปแล้ว ชายหนุ่มก็เอนตัวลงไปพิงกับเก้าอี้ โดยหวังว่าอาการจะดีขึ้นในเวลาไม่นาน

เวลาผ่านไปสักพัก

            รถม้าที่บินอยู่ร่องลงสู่ถนนลูกรัง ก่อนจะวิ่งต่อไป เทียน่ายังคงเฝ้ามองริวด้วยความเป็นห่วง เซริวและรีก้าก็เริ่มกังวลในตัวของลูกชายมากขึ้นเพราะสีหน้าของริวหลังจากกินยาแก้เมารถแล้วดูจะไม่ดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของเขาก็เริ่มดูซีดเผือด เหงื่อเริ่มไหลซึมออกมา เสียงหอบดังขึ้นเป็นระยะ

“นี้ไม่ใช่อาการเมารถแล้วละ น่าจะเป็นอาการภูมิแพ้เวทมนตร์มากกว่า”รีก้าพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกใจ

“เอ๋!!!”เสียงของเทียน่า เท็ดดี้ และเซริวดังขึ้นพร้อมกัน

รีก้ารีบหยิบหลอดยาออกจากช่องว่างมิติ เธอรีบป้อนให้กับริว สักพักอาการต่างๆก็สงบลง  “ทำไมอาการภูมิแพ้ถึงมากำเริบตอนนี้ได้นะ  ริวไม่ได้ไปถูกละอองเวทมนตร์โบราณสักหน่อย น่าแปลกจริงๆ”

คำพูดของรีก้าทำให้เท็ดดี้รีบยกแขนของริวให้ยื่นออกไปนอกหน้าต่าง มันกวาดตามองไปทั่วบริเวณ  สักพักมันก็บังคับให้มือมาวางบนตัก

“ในป่าโปร่งทางด้านซ้ายมือ มีใครบางคนกำลังใช้เวทโบราณซ่อนตัวอยู่นะ ”

เซริวและเทียน่ารีบหันไปมองนอกหน้าต่าง  สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงต้นไม้อยู่เต็มไปหมด เท็ดดี้เอ่ยต่อว่า

 “ไม่จำเป็นต้องสนใจ เจ้านั้นแค่ใช้เวทโบราณสร้างช่องว่างของมิติเพื่อใช้จับตาดูพวกเราเท่านั้นเอง ดูเหมือนมันจะจับตาดูพวกเราตั้งแต่ออกจากประตูมิติแล้วล่ะ”

เซริวยังคงกวาดสายตาไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย “คุณเท็ดดี้  มีคนจับตามองพวกเราอยู่จริงๆหรือ?”

“ใช่ คนที่ซ่อนตัวอยู่นี้ใช้เวทโบราณเพื่อสร้างช่องว่างมิติขึ้นมา เวทบทนี้นับว่าเป็นเวทที่ตรวจสอบได้ยากมาก ถ้าไม่ใช้จอมเวทระดับ Master หรือ ผู้ที่มีเนตรมังกรก็คงตรวจสอบคนที่ติดตามมาไม่ได้หรอก เอ่อ นี้ถ้าเจ้าริวไม่เกิดอาการภูมิแพ้ ข้าก็คงไม่ทันสังเกตเรื่องนี้เหมือนกัน  ครั้งข้าประมาทเกินไปจริงๆ”

 “คุณเท็ดดี้ค่ะ ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าจริง ทำไมพี่ริวถึงเกิดอาการภูมิแพ้ได้ละ พี่ชายแทบจะไม่ได้สัมผัสกับเวทที่คนผู้นั้นใช้เลยนะ ”เทียน่าถามแทรกขึ้นมา โดยไม่สนว่าพ่อกับแม่จะกำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน เนื่องจากสำหรับเธอแล้ว อาการของริวสำคัญที่สุด

เท็ดดี้ปลายตาไปมองรีก้าเป็นการบอกให้เธอช่วยตอบแทนที  คุณแม่ตรวจดูอาการของลูกชายจนแน่ว่าปลอดภัยแล้ว เธอจึงอธิบายเรื่องที่ลูกสาวต้องการรู้

“ที่ริวได้รับผลกระทบทั้งที่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเวทโบราณบทนี้ น่าจะเป็นเพราะคนที่ซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งเหนือลม และรถของพวกเราก็อยู่ใต้ลมพอดี ดังนั้นลมจึงพัดพาละอองเวทมนตร์มายังรถม้าคันนี้นะ”

“แม่ค่ะ แบบนี้มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?”

รีก้ายิ้มเจื่อนๆ “ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ แม่ก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายเรื่องที่ริวอยู่ดีๆก็เกิดอาการภูมิแพ้แล้วละ”

เท็ดดี้จ้องมองออกนอกหน้าต่าง ก่อนจะคิดว่า (มันบังเอิญเกินไปจริงๆ อย่างที่ยัยหนูเทียน่าบอกนั้นละ พอเข้าเขตรัฐแห่งพฤกษา  เจ้าริวก็เกิดอาการทันที  ถ้านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ มันจะเป็นเพราะอะไรได้บ้างนะ)

            ระหว่างที่เท็ดดี้กำลังจมอยู่ในความคิด ความเงียบก็เข้าปกคลุมภายในรถม้า  กระแสลมอันแผ่เบาได้พัดผ่านรถม้าไปอย่างช้าๆ  ต้นไม้ที่ถูกสายลมพัดผ่าน ต่างสั่นไหวเบาๆราวกับพวกมันรับรู้เรื่องราวบางอย่างผ่านสายลมนี้  เซริวกวาดตามองพื้นที่รอบๆ พร้อมถามขึ้นมาว่า

“คุณเท็ดดี้ พวกที่ซ่อนตัวอยู่มีจำนวนกี่คนครับ”

เท็ดดี้สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยเสียงราบเรียบว่า“มีแค่ 1 คนเท่านั้น”

“ 1คน? แสดงว่ามันต้องมั่นใจในฝีมือมากซินะถึงได้กล้ามาคนเดียวแบบนี้ ”เซริวกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด

            เท็ดดี้เงียบไปสักพัก พร้อมกล่าวว่า“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เพราะผู้ที่ตามมาพยายามจะรักษาระยะห่างเอาไว้ช่วงหนึ่งเสมอ  ทั้งที่มันควบคุมเวทมิติได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่มีท่าทางจะลงมือแม้แต่น้อย แสดงว่ามันคงกำลังรออะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ”

 “คุณเท็ดดี้พอบอกได้ไหมว่า มันซ่อนตัวอยู่ตรงไหนครับ”เซริวเอามือจับประตูรถม้าก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาตำแหน่งที่ดีที่สุดในการลอบโจมตี

รีก้ามองเซริว พร้อมถามว่า“พ่อคิดจะชิงลงมือก่อนใช่ไหมจ๊ะ”

เซริวพยักหน้า “การโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่หรือ?”

รีก้าอมยิ้มราวกับว่าเธอเห็นด้วยกับความคิดนี้  ขณะที่เท็ดดี้กำลังจะบอกตำแหน่งของคนที่ซ่อนตัวออกไป ริวก็คิดขึ้นมาว่า   

(ไอ้เท็ดดี้ แกห้ามบอกนะ)

-ไอ้ริว แกตื่นแล้วหรือ? อาการเป็นไงบ้างละ-

( เรื่องนี้ช่างมันก่อนเถอะ แกช่วยบอกพวกคุณพ่อตามที่ผมพูดได้ไหม)

เท็ดดี้ทำหน้างงๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า – ทำไมแกไม่พูดเองละ -

(..........)ริวไม่ตอบ เท็ดดี้จึงได้แต่อ่านความคิดของชายหนุ่มแทน สักพักมันก็พูดว่า

–ที่แท้แกยังไม่อยากจะให้พ่อกับแม่รู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ถึงได้ให้ข้าเป็นคนบอกใช่ไหม–

(ใช่ ขืน พ่อกับแม่รู้ความจริงที่ผมซ่อนไว้ มีหวังถูกจับให้อ่านหนังสือเรียนเพื่อเข้าคณะที่ดีกว่านี้แน่)ริวตอบกลับมาในขณะที่น้องสาวกำลังผ้าเช็ดเหงื่อให้กับพี่ชาย

เท็ดดี้ได้แต่ถอนหายใจ   มันหันไปพูดกับเซริวว่า “พวกเจ้า 2 คนไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก ข้ามีแผนที่ดีกว่าแล้วละ”

เซริวหันมาถามเรื่องแผนการทันที เท็ดดี้ยิ้มพร้อมพูดว่า “ไอ้หนูเซริว เจ้าบอกให้คนรถหยุดรถซะ จากนั้นทั้ง 3 คนจงใช้มืออุดหูซะ อ้อ อย่าลืมบอกคนขับรถให้อุดหูตัวเองกับพวกเพกาซัสด้วยละ  ส่วนของเจ้าริวไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะรับผิดชอบมันให้เอง ”

“คุณเท็ดดี้ คิดจะใช้ตอบโต้โดยใช้วิธีนั้นหรือ?”เซริวถามขึ้นทันที ราวกับว่าเขาอ่านแผนการของเท็ดดี้(ริว)ออกหมดทุกอย่าง

รีก้าเป็นอีกคนที่อ่านออกว่าเท็ดดี้(ริว)คิดจะทำอะไร เธอเอามือขึ้นมาปิดปากพร้อมหัวเราะเบาๆ “อิๆ แต่ก็เป็นแผนการแก้เผ็ดที่แสบสุดจริงๆเลยนะค่ะ”

เซริวได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา จากนั้นก็พูดขึ้นว่า“แต่การทำอย่างนั้น จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือสำรองเอาเผื่อกรณีฉุกเฉิน ถ้ายังไงเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมละกันนะ คุณเท็ดดี้”

            “ถ้าพ่อรับผิดชอบเรื่องแผนสำรอง งั้นแม่ขอรับผิดชอบเรื่องเวทคุ้มครองก็แล้วกันนะ”

เทียน่าหันไปมองพ่อกับแม่พร้อมถามว่า  “พ่อค่ะ แม่ค่ะ ตกลงว่าทั้ง 2 คนกำลังพูดอะไรกันอยู่หรือ?

ไม่มีใครตอบคำถามของเทียน่าแม้แต่คนเดียว เซริวรีบยื่นหน้าไปสั่งการคนขับ สักพักรถม้าก็หยุดวิ่งตามที่เท็ดดี้(ริว)ต้องการ ในขณะที่รีก้าดีดนิ้วเพื่อสร้างวงเวทบางอย่างขึ้นใต้รถที่หยุดนิ่ง

เท็ดดี้ยื่นมือของริวให้ออกนอกรถ ก่อนจะตะโกนก้องว่า “ถึงคนที่ซ่อนตัวอยู่ จงปรากฏตัวออกมาแต่โดยดี ไม่เช่นนั้นผมจะไปลากคอแกออกมาเอง”

“.......”ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากบริเวณโดยรอบ

เท็ดดี้หันไปบอกให้พวกเซริวเอามือขึ้นมาปิดหู  ก่อนที่มันจะส่งเสียงบางอย่างออกมา

  “วี๊ด!

เสียงร้องยังคงดังต่อไปอีกสักระยะ ก่อนที่มันจะหายไป แต่เท็ดดี้ก็ยังอ้าปากค้างเอาไว้  ไม่นานเหนือต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังประมาณ 50 เมตรได้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นมาบนอากาศ ด้านหลังรอยร้าวนั้นมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่รถม้าราวกับไม่เชื่อว่า เวทของตนจะถูกทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

“หึๆ  ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วเรอะ ปล่อยให้ผมส่งเสียงตั้งนาน”เสียงของเท็ดดี้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ

 “.....ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อทำให้เกิดรอยร้าวของมิติ มนุษย์สามารถทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?.”เสียงอันแผ่วเบาดังขึ้นมาจากเจ้าของดวงตาที่อยู่หลังรอยร้าวบนอากาศ

เท็ดดี้กล่าวขึ้นมาอีกครั้งว่า “ถ้านับ 1 ถึง 3 แล้ว แกยังไม่ยอมออกมา ผมจะให้แกได้รู้ว่าอะไรคือความน่ากลัวที่แท้จริง”

“1”

“2”

เจ้าของดวงตาก้าวออกมาจากรอยร้าว คนผู้นี้ปิดหน้าปิดตาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นหญิง หรือชาย แต่ยังไม่ทันที่จะได้เห็นถนัดตา คนผู้นี้ก็กระโดดหายตัวไปอีกครั้ง

เท็ดดี้แหยะยิ้มราวกับว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดเอาไว้  มันอ้าปากขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมีลำแสงสีขาวยิงออกมาจากปากสิงโต  ลำแสงนี้ตรงเข้าปะทะกับอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆกัน

เพล้ง

เสียงเหมือนกระจกตกแตกดังก้องขึ้น  ก่อนที่จะเห็นเงาบางอย่างปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานเงาร่างนั้นก็รีบกระโดดลงจากต้นไม้ ก่อนจะวิ่งหายไปในป่าด้านหลังทันที

“ดูเหมือน มันจะยอมถอยไปแล้วละ”เท็ดดี้กล่าวออกมาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครซ่อนตัวอยู่แล้ว

รีก้าเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “อิๆ เจอทั้งคำเตือน เจอทั้งการข่มขวัญ แถมยังเจอคลื่นเสียงสลายมิติ และ เวททำลายมิติเข้าไปอีก ถ้ามันยังไม่ยอมถอยไปก็แปลกแล้วล่ะ”

ระหว่างที่รีก้ากำลังหัวเราะ เทียน่าก็ยกมือขึ้นเหนือหัว พร้อมพูดขึ้นว่า “ใครก็ได้ช่วยบอกหนูทีว่าเมื่อสักครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ”  

รีก้าหันมายิ้มให้ลูกสาว “มันก็เป็นอย่างที่ลูกได้เห็นนั้นละ คุณเท็ดดี้ข่มขู่คนที่ตามมาให้หนีไปแล้วล่ะ”

“เอ่อ มันง่ายถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ? ”เทียน่าถามออกมาอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก

“มันไม่ใช่ง่ายแบบนั้นหรอกจ๊ะ การที่คุณเท็ดดี้จงใจตะโกนบอกออกไปในตอนแรก เป็นการบอกว่า พวกเรารู้ว่ามีคนติดตามมา และ มันก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเรานั้นเอง ต่อมาคุณเท็ดดี้ก็ใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเพื่อที่จะทำลายช่องว่างของมิติ การทำอย่างนั้นก็เพื่อบอกกับฝ่ายนั้นว่า พวกเรามีวิธีทำลายช่องว่างมิตินั่นเอง”

            “สุดยอดไปเลย! แค่พูดเพียงไม่กี่ประโยคก็เปลี่ยนสถานการณ์ได้ขนาดนี้เลยหรือ?”เทียน่าร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ

            “อย่าเพิ่งตกใจสิจ๊ะ ของจริงมันอยู่ต่อจากตรงนี้ต่างหากละ”รีก้ายกมือขึ้นมาลูบหัวลูกสาว ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า

            “ลูกจำลำแสงสีขาวอันสุดท้ายได้ไหม”

            เทียน่าพยักหน้า คุณแม่จึงยิ้มแล้วพูดว่า “นั้นเรียกว่า เวททำลายมิติ มันเป็นเวทสายพิเศษ ที่หาคนใช้ได้ยากมาก  เดี๋ยวพอลูกได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยก็จะรู้เองว่าเวทสายพิเศษใช้ได้ยากแค่ไหน ที่แม่อยากจะบอกคือ ผลของเวททำลายมิตินั่นจะไม่ส่งทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่จะส่งผลทำให้คนที่โดนเวทเข้าไปไม่สามารถฟื้นฟูพลังเวทได้เป็นเวลา 1 เดือน ดังนั้นต่อให้คนผู้นั้นเก่งเพียงใดก็ต้องยอมถอยกลับไปแต่โดยดี แถมยังเป็นการป้องกันสิ่งที่เกิดตามมาภายหลังด้วย ”

            เทียน่าทำหน้างงๆ ก่อนจะถามออกไปว่า“เอ่อ ไม่รู้ว่าหนูเข้าใจถูกหรือเปล่า คุณแม่กำลังบอกหนูว่า การใช้เวททำลายมิติในตอนท้ายมีไว้เพื่อป้องกัน การย้อนกลับมาของคนผู้นั้นใช่ไหมคะ”

            “ใช่แล้วจ๊ะ ก่อนอื่นเลย การที่มันตามมาคนเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะไม่มีพรรคพวกคนอื่นอยู่ด้วย การที่พวกเราถูกติดตามมาตั้งแต่แรก แสดงให้เห็นว่าพวกมันอาจจะมีคนคอยบอกตำแหน่ง กับคอยประสานงานอยู่ห่างๆ และอาจจะมีพวกที่ช่วยปกปิดร่องรอยหลังจากลงมือเสร็จแล้วด้วย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุประจันหน้ากันขึ้นมา คุณเท็ดดี้จึงต้องลงมือขั้นเด็ดขาด จนพวกมันต้องกลับไปประเมินผลกันใหม่ยังไงละ”

            เทียน่ามองเท็ดดี้ ก่อนกล่าวขึ้นมาตามที่เข้าใจ “ใช้เวททำลายมิติเพื่อเป็นการข่มขู่ และยอมปล่อยให้หนีไป เพราะต้องการบอกว่า ต่อให้ขนคนมามากกว่านี้ก็ไร้ผลซินะ”

            “ถูกต้องแล้วจ๊ะ”รีก้าส่งยิ้มให้กับลูกสาว

            “แล้วถ้าเกิดคนพวกนั้นไม่กลัวละ พวกมันอาจจะตัดสินใจ “ชน” กับพวกเราเลยก็ได้นะค่ะ”เทียน่ารีบถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

            รีก้าหันไปมองเซริว เพื่อให้เขาเป็นคนตอบคำถามนี้แทน เซริวยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเป็นเรื่องนั้น ลูกไม่ต้องกังวลไปหรอก จังหวะที่คุณเท็ดดี้ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง พ่อก็ได้ใช้ส่งใช้เวทส่งข่าวไปยังตระกูลเซริวแล้วละ คาดว่าอีกไม่นานคงจะส่งคนมาตรวจสอบที่นี้ ดังนั้นเรื่องที่จะถูกลอบเล่นงานเป็นอันพับเก็บไปได้เลย”

            เฮื้อก

เสียงกลืนน้ำลายของเทียน่าดังขึ้น ก่อนจะถามขึ้นมาว่า “หนูไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คุณเท็ดดี้จะคิดแผนการแบบนี้ออกมาได้ แม้ว่าตอนท้ายจะได้แผนของคุณพ่อช่วยในการปิดช่องว่าง แต่สิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดก็ถือว่าสุดยอดมากๆเลยคะ”

            เท็ดดี้สะดุ้งเล็กน้อย “ยัยหนูเทียน่า อย่าลืมซิว่าข้าเป็นถึงสัตว์เทพเชียวนะ แผนแค่นี้มันเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง ”

เทียน่าจ้องมองเท็ดดี้ “ถึงยังไงมันก็น่าแปลกอยู่ดีนะค่ะ  จากนิสัยของคุณเท็ดดี้แล้ว แผนการน่าจะรุมอัดมันเข้าไปจนตายไปข้างหนึ่ง ไม่ก็เผาป่าให้เรียบเพื่อไล่ไอ้คนที่ซ่อนตัวอยู่ออกมา หรือ อาจจะเลือกทำลายรัฐแห่งพฤกษาทั้งรัฐเพื่อกำจัดคนที่ตามมานะ”

คำพูดของเทียน่าทำเอาเท็ดดี้จุกจนพูดอะไรไม่ออก  ริวแกล้งหันหน้าไปทางหน้าต่างอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเขากำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดชีวิต

“ยัยหนูเทียน่า เจ้าก็พูดเกินไป สัตว์เทพอย่างข้าคงไม่ทำลายรัฐแห่งพฤกษาเพื่อจัดการคนเพียงคนเดียวหรอกนะ อีกอย่างถ้าข้าไม่ได้เป็นคนคิดแผนการนี้แล้วใครจะเป็นคนคิดละ”

เทียน่าไม่ได้ตอบอะไร เธอยื่นผ้าไปซับเหงื่อให้พี่ชายพร้อมแอบกระซิบว่า “แผนการนี้ฝีมือของพี่ใช่ไหม”

“.........”ไม่มีเสียงตอบรับจากริว แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสีหน้าของริวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

ระหว่างที่น้องสาวกำลังจ้องจับผิดพี่ชาย(ที่แกล้งหลับอยู่)  ขณะนั้นเองที่เซริวพูดแทรกขึ้นมาว่า “เอาเถอะ แม้แผนการนี้จะดูขัดกับนิสัยของคุณเท็ดดี้ไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นแผนการที่ดีมากๆ เสียตรงที่พวกเราไม่สามารถจับตัวมันได้ เลยทำให้พวกเราไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของมันด้วย ”

รีก้าหันไปมองเซริว ก่อนจะพูดปลอบว่า “พ่อจ๊ะ  การที่ไล่คนผู้นั้นไปได้โดยที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บก็ถือว่าดีแล้วล่ะ ถ้าต้องต่อสู้จริงๆ ไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร”

“แต่ว่า.....”เซริวพยายามค้านแต่ถูกรีก้าส่งสายตาไม่ให้พูดต่อ  

“พ่อจ๊ะ อย่ากังวลนักเลย เดี๋ยวพอส่งพวกลูกๆเข้าพักในบ้านใหญ่แล้ว พวกเราค่อยย้อนกลับมาตรวจสอบที่นี้อีกครั้งก็แล้วกัน ”รีก้าได้แต่เสนอทางเลือกที่ดูจะปลอดภัยที่สุดออกไป

“ เฮ้อ คงได้แต่ทำตามนี้เท่านั้นละ” เซริวหันไปมองริวที่(แกล้ง)หลับอยู่ด้วยความเป็นห่วง เพราะแค่เริ่มเหยียบย่างเข้าริเดียก็ดูเหมือนจะมีปัญหาขึ้นทันที แม้ไม่รู้ว่าคนที่ตามมามีวัตถุประสงค์อะไร แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าเรื่องนี้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกชายของตัวเองไม่มากก็น้อย

ความอบอุ่นของมือของรีก้าถูกส่งผ่านมือเซริวอย่างช้าๆ เขาหันมามองภรรยาซึ่งเธอได้ส่งยิ้มอันอ่อนโยนให้กับสามี ก่อนจะพูด

“แม่เชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของริเดียจะต้องคุ้มครองริวให้ปลอดภัยอย่างแน่นอนจ๊ะ”    

เวลาผ่านไปสักพัก

          กึก

            โป๊ก

            โอ๊ย

            เสียงล้อรถม้าหยุดวิ่งลงกะทันหัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงศีรษะกระแทกกับขอบหน้าต่างอย่างแรง และปิดท้ายด้วยเสียงร้องของคนที่แกล้งหลับ ชายหนุ่มเอามือขึ้นมาจับหัวที่ถูกกระแทก

            (คนขับรถเป็นอะไรของมันกันฟะ อยู่ดีๆก็หยุดรถซะแบบนี้ ไม่ห่วงคนที่นั่งบ้างเลยหรือยังไงกัน คอยดูเถอะ กลับไปเมื่อไรผมจะร้องไปที่บริษัทให้ขับมันออกจากงานเลย )

            -แทนที่แกจะว่าคนขับรถ แกช่วยดูข้างนอกก่อนได้ไหมฟะ แล้วจะรู้เองว่าทำไมถึงต้องจอดรถ-

            ริวได้แต่หันไปมองนอกหน้าต่าง เขาเห็นว่ารถม้ากำลังหยุดอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  หมู่บ้านแห่งนี้ประกอบได้ด้วยบ้านประมาณ 30 หลังคา ชาวบ้านต่างจ้องมองรถม้าด้วยความสนใจ  ชายกลางคนที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาคุยกับคุณพ่อ ด้านหลังยังมีชายแก่ที่แบกตะกร้าผลไม้ และ หญิงชราที่กำลังจ้องมองหลานๆวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้าน  ชายหนุ่มมองคนพวกนี้อยู่สักพัก ก่อนจะสังเกตเห็นว่าทุกคนจะต้องมีสัญลักษณ์รูปมังกรที่กงเล็บมีลูกแก้วสีแดง ติดอยู่ตามตัวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด จี้ ถุงมือ ดาบไม้ หรือ รูปสานที่ตะกร้า

            “เทียน่า น้องว่าคนพวกนี้ดูแปลกๆหรือเปล่า จะว่าไงดีละ มันดูเหมือนทุกคนกำลังเล่นละครยังไงก็ไม่รู้ ไหนจะสัญลักษณ์ที่ทุกคนมีอีก ตกลงว่าที่นี้เป็นหมู่บ้านธรรมดาจริงๆเหรอ?” ริวหันไปกระซิบถามน้องสาวที่อยู่ใกล้ๆ

            เทียน่าหันมายิ้มพร้อมพูดว่า “มันก็ต้องไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดาอยู่แล้วค่ะ ที่นี้คือจุดตรวจของคนที่ต้องการจะเข้ามายังตระกูลเซริว ส่วนชายที่กำลังคุยกับคุณพ่อก็คือ 1 ในทหารประจำตระกูลเซริวนะค่ะ”

            “เดี๋ยวก่อนซิ ทหารประจำตระกูล? ตระกูลแบบไหนกันที่มีกองทหารเป็นของตัวเองอย่างนี้ ”ริวรีบถามกลับไปทันที

            เทียน่าส่งยิ้มให้ริวพร้อมตอบกลับไปว่า “เอาไว้พี่ได้สัมผัสกับตระกูลเซริว พี่ก็จะรู้เองว่าตระกูลเซริวเป็นอย่างไง”

            ริวทำหน้างงๆ แต่ยังไม่ได้ทันที่จะได้ถามอะไรต่อ รถม้าที่วิ่งอยู่ก็หยุดลงอีกครั้ง คนขับรถเดินจากที่นั่งเพื่อมาเปิดประตูให้พวกริว

            “ผมมาส่งได้เพียงเท่านี้นะครับ”

            เซริวมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดว่า “แค่นี้ก็ถือว่าใกล้มากแล้วละ  ขอบคุณที่มาส่งถึงตรงนี้นะครับ”

            คนขับรถรีบโบกมือเป็นการปฏิเสธ ก่อนจะพูดว่า “อย่าได้ขอบคุณผมเลยครับ ผมแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง”

            เซริวได้แต่ส่งยิ้มให้กับคนที่ขับรถ พร้อมเดินลงจากรถเป็นคนแรก ก่อนจะตามมาด้วยรีก้า เทียน่า และริวที่ลงมาเป็นคนสุดท้าย เมื่อริวลงมาแล้ว คนขับรถม้าก็ยื่นกระดาษมาตรงหน้าพร้อมพูดว่า

            “ผมขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมนะครับ พอดีจะเอาไปฝากลูกสาวคนเล็กนะ”

            ริวถึงกับตกใจจนพูดอะไรไม่ออก  เพราะท่าทางของคนขับรถดูท่าจะเอาจริงเต็มที่เลยด้วย สุดท้ายเขาได้แต่เซ็นต์(มั่วๆ)ไปอย่างช่วยไม่ได้ พอคนขับรถได้ลายเซ็นต์แล้ว เขาก็รีบโค้งตัวให้กับริว ก่อนจะขับรถกลับไปทางเดิม

            เมื่อรถม้าจากไปแล้ว ชายหนุ่มก็มองไปรอบๆ เขาเห็นแค่กำแพงสีขาวที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา  แถมยังสูงเกินกว่า 10 เมตรอย่างแน่นอน  เอาเป็นว่าแค่เห็นกำแพง ก็หมดกำลังใจที่จะเดินไปหาประตูทางเข้าแล้วละ เฮ้อ ไม่รู้ว่าแถวนี้มีแท็กซี่ไหม ผมขี้เกียจเดินโว้ย!!

            ชายหนุ่มรีบหันไปหาเครื่องทุ่นแรงหมายเลข 1 ซึ่งคำตอบที่ได้รับมาคือ “ เสียใจด้วยจ๊ะ ตระกูลเซริวมีกฎว่า ระหว่างที่อยู่ในเขตบ้าน (นับจากกำแพงออกไป 20 เมตร จะถือว่าอยู่เขตบ้าน) ห้ามใช้เวทเคลื่อนย้ายอย่างเด็ดขาด ดังนั้นลูกทนหน่อยก็แล้วกัน จากตรงนี้เดินไปอีก 2 ไม่ก็ 3 กิโลก็จะถึงทางเข้าที่ใกล้ที่สุดแล้วละ”

            ริวยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะหันไปหาเครื่องทุ่นแรงหมายเลข 2 “ถ้าพี่คิดจะถามหาพาหนะเพื่อช่วยทุ่นแรง ขอบอกไว้เลยว่า แถวนี้ไม่มีแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นตัดใจซะเถอะค่ะ”

            -แกไม่ต้องหันมาถามข้าเลย นี้เป็นโอกาสดีที่แกจะได้ออกกำลังกาย เรื่องอะไรข้าจะต้องไปขัดขวางด้วยละ –

            เสียงของเครื่องทุ่นแรงหมายเลข 3 ทำเอาชายหนุ่มหน้าเสียไปเลย ยิ่งเมื่อเห็นเครื่องทุ่นแรงอันดับสุดท้ายออกเดินนำหน้าเป็นคนแรก เขาจึงได้แต่ก้มหน้ารับเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากก้มหน้าเดินกลางแดดจ้า เหงื่อไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง ริมฝีปากแห้งผาก  แต่พอมาถึงที่หมายอาการทั้งหมดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ไม่ซิ ต้องบอกว่าชายหนุ่มไม่สนอาการทั้งหมดที่เป็นอยู่ต่างหาก เพราะภาพที่เขาเห็นในขณะนี้เป็นประตูขนาดใหญ่ที่มีหัวเป็นรูปสิงโต พื้นที่ด้านหน้ามีรูปปั้นนักรบที่ทำจากสำริดอยู่ 4 รูป แต่ละตนล้วนมีหน้าตา การแต่งกายเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่อาวุธที่รูปปั้นถือ นั้นมีตั้งแต่ ดาบ หอก ธนู และ กงจักร

            “เฮือก!”ริวกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เพียงแต่ไม่รู้ว่าฝืดคอเพราะภาพที่เห็น หรือคอแห้งเพราะขาดน้ำกันแน่ เอาเป็นว่าแค่ประตูหน้าในตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ตระกูลเซริวจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

            “ครืน!!!

            ประตูใหญ่ค่อยๆเปิดกว้างราวกับว่าเปิดเพื่อต้อนรับชายหนุ่ม ภายในเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามีจุดเริ่มอยู่ที่ไหน มีจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด เอาเป็นว่าถ้าเดินแบบไม่รู้แผนผังของคฤหาสน์มีหวังได้หลงทางแน่ๆ เซริวเดินมายืนข้างลูกชาย ก่อนจะเอามือจับไหล่แล้วพูดว่า

            “ที่นี่ละ บ้านที่พ่อเกิด”

ริวหันไปมองคุณพ่อเหมือนจะถามว่าเป็นความจริงหรือ? เซริวลูบหัวลูกชายเบาๆ“คฤหาสน์หลังนี้ แบ่งเป็น 4 ส่วน แต่ละส่วนมีสวนปลูกพืชพรรณต่างๆ

เรือนฤดูใบไม้ผลิ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เป็นที่อยู่ของผู้นำตระกูลทั้งยังปลูกดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ เช่น ดอกซากุระ ดอกซินเวอร์เทียที่จะบานปีละครั้ง อีกทั้งยังมีเนินเขาและน้ำตกที่แสนงดงามอีกด้วย

เรือนฤดูใบไม้เปลี่ยนสี(ฤดูใบไม้ร่วง) ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ เนื้อที่เกินกว่า 2 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมด ปลูกไม้ดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ร่วง มีทะเลสาบจำลอง เนินเขา รวมถึงการใช้เป็นสถานที่คัดเลือกผู้นำตระกูลอีกด้วย

เรือนฤดูคิมหันต์(ฤดูร้อน) ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่พักของผู้คนในตระกูล โดยแบ่งย่อยออกเป็นเรืองหลังเล็กๆอีกนับไม่ถ้วน ในส่วนนี้มีจุดเด่นที่ ทิวไผ่เย็นสบายในฤดูร้อน

เรือนเหมันต์(ฤดูหนาว) ใช้เป็นสนามฝึกของตระกูลเซริว แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ลานประลองของมังกรอัคคี สนามซ้อมของมังกรพสุธา สระทับทิมของมังกรวารี และ หอคอยเหยียบเมฆาของมังกรวายุ ในนอกจากนั้นในเขตของเรือนเหมันต์จะมีหิมะตกตลอดเวลา ยิ่งยามอาทิตย์ตกดิน เรือนแห่งนี้จะมีทิวสนสีขาวโพลน และเมื่อวันพระจันทร์เต็มดวงแสงจันทร์จะสะท้อนกับหิมะสีขาว จนทำให้เรือนแห่งนี้ มีความงดงานประดุจเป็นโลกในเทพนิยายเลย .....”

ริวยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คุณพ่อช่วยหยุดพูดก่อน สักพักเขาก็ขอแยกตัวไปนั่งคิดอะไรคนเดียว รีก้าพาเทียน่าเดินเข้าสมทบกับเซริว  เมื่อเธอเห็นลูกชายที่แยกตัวไปอยู่คนเดียว จึงถามออกมา

“พ่อจ๊ะ  ริวเป็นอะไรหรือ?”

“ท่าทางริวยังคงรับเรื่องที่เห็นไม่ได้นะ”เซริวพูดพร้อมมองด้านหลังของลูกชายด้วยความเป็นห่วง ตามความคิดของเซริวแล้ว ริวน่าจะสะเทือนใจไม่มากก็น้อย เนื่องจากเขาเป็นคนที่ถูกขับออกจากตระกูลตั้งแต่ยังไม่เกิด การมาเห็นตระกูลของตัวเองเป็นครั้งแรก อย่างน้อยสุดริวก็น่าจะมีอาการน้อยเนื้อต่ำใจไม่มากก็น้อย

 คนเป็นแม่จ้องมองอยู่ลูกชายสักพัก ก่อนจะขอให้ลูกสาวช่วยเข้าไปดูพี่ชายให้ที พอเทียน่าเดินเข้ามาหาริว เธอเห็นเขากำลังใช้นิ้วเขียนตัวเลขที่พื้น โดยที่มีสายตาเป็น $(ดอลล่า) ทั้งยังพูดพึมพำตลอดเวลา

“สุดยอดไปเลย ถ้ารู้ว่าตระกูลเซริวใหญ่โตขนาดนี้ละก็ผมยอมมานานแล้ว ประตูน่าจะทำจากไม้สัก รูปปั้นทำจากสำริด ห่วงประตูเท่าที่เห็นทำจากทองแท้ ไหนจะคฤหาสน์ที่อยู่ด้านในอีก ของพวกนี้แทบประเมินค่าไม่ได้เลยนะ ถ้าผมประจบท่านผู้นำตระกูลสักหน่อย อาจจะได้ส่วนแบ่งมรดกสัก 0.1 % ก็เป็นได้นะ  ทีนี้ชีวิตในฝันที่จะได้ไป กิน เที่ยว เล่นและเรียนทำอาหารทั่วโลกก็จะเป็นจริงแน่ๆ 

             “ตุบ”

โอ๊ย

เสียงทุบหัวดังก้องขึ้น  ก่อนจะตามด้วยเสียงร้องของผู้ที่ถูกทุบ จากนั้นเสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากปากของน้องสาวว่า

“พี่ค่ะ  อย่างมาทำให้คนอื่นเป็นห่วงเพราะไร้สาระจะได้ไหม วันนี้พวกเรามาเยี่ยมท่านผู้นำตระกูลนะ การที่พี่คิดถึงมรดกที่ตัวเองจะได้ในอนาคต มันไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือ?”

ริวเอามือจับหัวที่ถูกทุบ ก่อนจะกล่าวว่า” รู้แล้วนะ แค่ไม่คิดเรื่องมรดกก็พอแล้วใช่ไหม งั้นพี่ขอคิดเรื่องแต๊ะเอีย กับ ของขวัญวันเกิดตลอด 18 ปีแทนก็ละกัน”

คำพูดของริวทำเอารีก้ายิ้มเจื่อนๆ เซริวเอามือขึ้นมากุมขมับอย่างเหนื่อยใจ ส่วนเทียน่าเงียบไปสักพัก ก่อนจะกล่าวว่า

“พี่ค่ะ ลืมเรื่องที่คุณพ่อกับคุณแม่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลแล้วหรือ? ไหนจะเรื่องที่ตระกูลเซริวคิดจะฆ่าพี่อีก พี่ยอมยกโทษให้พวกเขาหรือ?”

ริวหันไปมองเทียน่า พร้อมพูดว่า “นั่นมันเรื่อง 18 ปีก่อนนะ ตอนนั้นพี่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แล้วจะไปโกรธพวกเขาได้ยังไง ส่วนเรื่องที่พ่อกับแม่โดนขับไล่ออกมาจากตระกูลนั้น ตอนแรกพี่ก็โกรธอยู่บ้าง แต่ถ้าคิดให้ละเอียด พี่ว่าการที่พ่อกับแม่ไปอยู่ที่โลกอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็เป็นได้นะ”

เทียน่าถึงกับไปต่อไม่ถูกเลย  ริวเปลี่ยนเป็นเคร่งครึมพร้อมกล่าวว่า “เทียน่า ครอบครัวเป็นสิ่งล้ำค่าที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้อีกแล้วนะ ถ้ามีคนในครอบครัวไม่รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวไม่ได้ น้องยอมให้เป็นแบบนั้นหรือ?”

“.....ไม่ค่ะ”เทียน่าเงียบไปสักพัก ก่อนตอบออกมาด้วยเสียงอ่อยๆ

ริวส่งยิ้มให้น้องสาว “การอภัยคือการให้ทานอันสูงสุด ถ้าน้องยังไม่เข้าใจก็ลองคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ดูละกัน พวกท่านไม่เคยพูดถึงเรื่องราวในอดีต เพราะพวกท่านได้ให้อภัยคนในครอบครัวไปแล้วยังไงละ”

เทียน่าหันไปมองพวกคุณพ่อราวกับจะถามว่าเป็นความจริงหรือ? เซริวพยักหน้าเป็นการยอมรับ ผิดกับรีก้าที่พูดว่า

“คนอื่น แม่อภัยให้หมดแล้วละ ยกเว้นก็แต่ไอ้ซาคุ ชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหนๆ อย่าให้แม่เจอตัวนะ จะได้จับถอนขนทำไก่ทอดเสียเลย”  

“ประโยคหลังไม่ต้องจำก็ได้นะ นั่นถือว่าเป็นความแค้นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับครอบครัวนะ “ริวรีบพูดขึ้นมาทันที ขืน ไม่พูดมีหวังแผนการล่มกันพอดี เฮ้อ คุณแม่ไม่น่ามาตกม้าตายตอนจบเลยนะครับ

เทียน่าจับจ้องมาที่ชายหนุ่มด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรออกมา เท็ดดี้ที่รู้ความจริงทั้งหมดจากการอ่านใจก็พูดขึ้นว่า

-การอภัยคือการให้ทานอันสูงสุด ใช่ ข้าไม่เถียงความจริงของประโยคนี้ แต่คนอย่างแกไม่มีสิทธ์พูดโว้ย มีอย่างที่ไหน ให้อภัยคนอื่นเพราะหวังจะได้ประโยชน์ที่ตามมาภายหลัง คอยดูเถอะ ข้าจะแฉความจริงให้ทุกคนได้รับรู้เดี๋ยวนี้เลย –

(ส่วนแบ่งของแก DVD Box set 20 ชุด+ ทัวร์ญี่ปุ่น เพื่อจะได้ไปเยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์ย้อนยุคด้วย)ริวรีบยื่นขอเสนอให้เท็ดดี้เงียบเอาไว้ ไม่เช่นนั้นพ่อ แม่และน้องสาวรู้ความจริงขึ้นมา ผมคงถูกเล่นงานตายเลย

-อึก! แกคิดว่าของแค่นี้จะซื้อข้าได้เหรอ?-

(บวกทัวร์เกาหลี และจีนให้ด้วย พอใจหรือยัง)

-ขอทัวร์ชมโรงถ่ายในฮอลลีวู้ดด้วยได้ไหม-

(ตกลง!  ถ้าได้มรดก หรือแต๊ะเอียเยอะพอแล้วจะพาไปเที่ยว ระหว่างนี้ห้ามแกพูดอะไรออกมาละ ไม่เช่นนั้นถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ)การเจรจาของริวและเท็ดดี้ สำเร็จลงได้ดี

            “พี่รอง แพนคิดว่า หลานชายคนนี้พูดได้ดีจริงๆ  ”เสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้นมา พวกริวทั้ง 4 คนต่างหันไปมองทางต้นเสียง สิ่งที่พวกเขาทั้ง 4 เห็นคือ ชายหญิงคู่หนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า  ผู้หญิงคือน้ามอลลี่ที่เคยมาที่บ้าน แต่ผู้ชายกลับเป็นคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เสียงของผู้ชายที่ริวไม่รู้จักดังขึ้นอีกครั้งว่า

            “แพนคิดว่า หลานชายคนนี้ช่างเป็นชายหนุ่มที่หาได้ยากในยุคนี้จริงๆ แพนรู้สึกภูมิใจจริงๆที่มีหลายชายแบบนี้”   

            ริวจ้องมองคนที่พูด คำเดียวที่สามารถบรรยายลักษณะของชายคนนี้ได้ คือ โทรม  เขาแต่งตัวด้วยชุดที่ยับไปทั้งตัว ผมฟูยุ่งราวกับไม่เคยหวีมาก่อน เสื้อหลุดออกจากกางเกง รองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้ผูกเชือก แก้มตอบ ผิวหนังซีดขาวเหมือไม่ได้ถูกแดดเป็นเวลานาน ดวงตาทั้งสองข้างมีขอบสีดำอย่างชัดเจน เซริวรีบแนะนำชายคนที่พูดในทันที

            “นี่คือน้องชายของพ่อ มีชื่อว่า แพนซ่า  ลูกเรียกว่า อาแพน ก็แล้วกันนะ”

            “สวัสดีครับอาแพน”ริวรีบยกมือขึ้นมาไหว้ทันที

 “ พี่รอง แพนคิดว่า หลานชายคนนี้ช่างมีมารยาทดีจริงๆนะ มันไม่แปลกเลยที่เขาจะเนื้อหอมแบบนี้”อาแพนพูดจบก็หาวออกมา1ครั้ง

ริวยกมือขึ้นมา ราวกับต้องการขออนุญาตพูด แน่นอนว่าทั้งคุณและอาแพนต่างพยักหน้าเป็นการอนุญาต ชายหนุ่มจึงยิ้มประจบ ก่อนจะพูดว่า

“อาแพนครับ เรียกผมว่าริวก็ได้ ขืน เอาแต่เรียก หลานชายทุกคำแบบนี้ มันดูไม่เป็นกันเองเลย อีกอย่าง ริว ก็ดูเรียกง่ายกว่าหลานชายตั้งเยอะนะครับ”

-คิดจะเริ่มตีสนิทกับคนในตระกูลก่อนซินะ ถ้าเช่นนั้นก็เลือกยัยหนูที่ชื่อมอลลี่ไม่ดีกว่าหรือ? ไอ้คนที่แกคุยอยู่ดูเหมือนไม่ค่อยจะมีเงินเลยนะ-

( เอาน่า เริ่มจากคนที่ดูซื่อบื้อน่าจะดีที่สุดไม่ใช่หรือ? จากนั้นค่อยขยายผลไปยังคนอื่นต่อ)ริวตอบเท็ดดี้ พร้อมส่งยิ้มให้กับอาแพนตลอดเวลา จนในที่สุดอาแพนก็ยิ้มอย่างถูกใจ ก่อนจะขยี้หัวริวอย่างเต็มที่

“แพนคิดว่า ในเมื่อหลานชายอยากจะให้เรียกแบบนั้น แพนก็จะเรียกให้ก็แล้วกันนะ”

พอพูดจบอาแพนก็หาวขึ้นมาอีกครั้ง เซริวฝืนยิ้ม “น้องสาม นี่ไม่ได้นอนมากี่วันแล้วละ”

อาแพนยกมือขึ้นมานับนิ้วทีละนิ้ว “แพนคิดว่า ถ้าเป็นเรื่องนอนก็ 10 วัน อาบน้ำก็ 7 วัน เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ 5 วันนะ แต่พี่รองไม่ต้องห่วงนะ มากกว่านี้แพนก็ทำมาแล้ว”

“งานเอกสารที่ตระกูลเยอะมากหรือ?”เซริวถามขึ้นเพราะท่าทางของแพนดูอ่อนเพลียมากจริงๆ แต่คนที่ตอบคำถามนี้กลับเป็นอามอลลี่ เพราะแพนถูกอามอลลี่เปาะยาสลบให้สลบไปซะแล้ว

“งานเอกสารไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ การที่พี่เขยเป็นแบบนี้เพราะกำลังอยู่ในช่วงค้นคว้าเวทบทใหม่อยู่นะ “

เซริวมองมอลลี่ด้วยสีหน้างงๆ “ทำไมน้องต้องทำให้แพนสลบด้วยละ“

มอลลี่ก้มตัวลงไปแบกแพนขึ้นหลัง พร้อมตอบว่า “พี่รองก็น่าจะทราบนิสัยของพี่เขยนี้ค่ะ ถ้าไม่ทำถึงขั้นนี้ รับรองพี่เขยไม่ยอมนอนจนกว่าเวทจะสำเร็จแน่ๆ”

 “มันก็จริง แต่ทำไมเธอต้องมาทำให้แพนสลบต่อหน้าหลานๆด้วยละ ถ้าเกิดพวกเขาเลียนแบบการกระทำนี้ เธอจะทำอย่างไง”เซริวพูดโดยเหล่ตามองลูกชายที่อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

มอลลี่ถอนหายใจ “พี่รองค่ะ พี่เขยคือคนที่เก่งที่สุดในตระกูลเซริวนะ ต่อให้เขาอดนอน 1 เดือนก็ยังสามารถชนะฉันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  การที่ฉันสามารถโปะยาสลบเขาได้แบบนี้ก็เพราะ เขามัวแต่ดีใจที่ได้เจอพี่รองกับริวต่างหาก ถ้าเป็นปกติคงไม่มีโอกาสอย่างนี้แน่นอน”

(ไม่จริงน่าใช่ไหม ท่าทางอย่างนี้นะหรือ? เก่งที่สุดในตระกูลเซริว)ริวมองอาแพนที่สลบอยู่ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้า คลายไม่ออก ใครจะไปคิดว่า คนอย่างอาแพนจะเป็นคนเก่งที่สุดในตระกูลไปได้ เฮ้อ คนเรานี้ดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆนะ

เซริวเองก็ยิ้มด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก  แพนเป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถเหนือกว่าเขา หรือพี่ใหญ่เสียอีก แต่ด้วยนิสัยของแพน ทำให้ชอบหมกตัวในห้องหนังสือ ไม่ก็ห้องวิจัยเวทมนตร์จนไม่สนใจใครเลย เพราะนิสัยแบบนี้ทำให้แพนไม่ได้ถูกเลือกเป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป แต่ทุกคนในตระกูลก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความสามารถด้านเวทมนตร์ของแพนเป็น 1 ในหลายอย่างที่ช่วยค้ำจุนตระกูลเซริวเอาไว้เช่นกัน  

มอลลี่ที่กำลังจะแบกแพนเดินจากไป เธอหันมาพูดว่า “อ้อ พี่รองค่ะ พี่ใหญ่ฝากบอกว่า ให้พี่รองพาริวไปพบที่เรือนเหมันต์(ฤดูหนาว)นะ ถ้ายังไงก็ระวังตัวด้วยนะ ฉันขอตัวพาพี่เขยไปพักผ่อนก่อนละ”

พอมอลลี่พูดจบ เธอก็พาอาแพนกลับไปนอนที่ห้อง รีก้าเข้ามาหาเซริว พร้อมพูดว่า “พ่อจ๊ะ  พี่ใหญ่คงจะเตรียมต้อนรับริว อย่างเต็มที่เลยล่ะ”

“น่าจะเป็นเช่นนั้น ดีนะที่พวกเราเตรียมแผนรับมือเอาไว้ก่อนแล้ว ”เซริวกล่าวด้วยสีหนาเคร่งเครียด เขาหันไปกวักมือเรียกริวให้เข้ามาใกล้

ริวได้แต่เดินเข้าไปหาคุณพ่อ เมื่อมาถึงเซริวก็พูดขึ้นมา “ริว พ่อขอยืมกำไลที่ลูกสวมสักครู่นะ”

ชายหนุ่มถอดกำไลส่งให้แต่โดยดี เซริวกับรีก้าก็จัดการเอาบางอย่างที่เตรียมมาติดลงในกำไล ขณะที่ริวกำลังรออยู่นั้น เขาก็หันไปถามเทียน่าว่า

 “น้องพอรู้ไหมว่า ทำไมอามอลลี่ถึงได้เรียกอาแพนว่าพี่เขยด้วย”

เทียน่ายิ้ม พร้อมอธิบายว่า“รู้ค่ะ ความจริงแล้ว อามอลลี่เป็นน้องสาวภรรยาของอาแพน แต่เพราะเหตุผลส่วนตัวทำให้ภรรยาของอาแพนโกรธจนต้องหนีกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม อามอลลี่เห็นว่าถ้าไม่มีใครดูแลอาแพน เขาอาจจะตายเนื่องจากทำงานหนัก เธอจึงรับหน้าที่มาดูแลหน้าแพนช่วงที่พี่สาวไม่อยู่นะ”

พอพูดจบน้องสาวก็เปลี่ยนไปกระซิบข้างหูริวว่า “ตามที่หนูรู้มา คนที่ขอให้อามอลลี่มาดูแลอาแพนก็คือภรรยาของอาแพนนั้นละ เธอเป็นห่วงว่าอาแพนจะดูแลตัวเองไม่ได้จึงขอให้อามอลลี่มาช่วย แต่ไอ้จะกลับมาดูแลเองก็ไม่อยากเพราะยังโกรธอาแพนอยู่นะ อ้อ แล้วไอ้ที่พี่เห็นว่า อามอลลี่โปะยาสลบอาแพนนั้น เป็นเรื่องปกติของทั้ง 2 คนอยู่แล้วล่ะ แบบว่าอามอลลี่หาโอกาสโปะยาสลบเท่าที่โอกาสอำนวย ส่วนอาแพนก็เต็มใจให้โปะยาสลบนะค่ะ“

ริวยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้นมานวดขมับเพื่อผ่อนคลาย เพราะดูท่าความสัมพันธ์ภายในตระกูลเซริวจะทำเอาเขาปวดหัวซะแล้ว หลังจากนวดขมับไปได้สักระยะ คุณแม่ก็เดินตรงเข้ามาหาริวพร้อมยื่นกำไลคืนให้ 

“ริว  พ่อกับแม่จัดการเติมดอกกุหลาบในส่วนที่ลูกใช้ไปให้แล้วนะ นอกจากนั้นยังเพิ่มเวทใหม่ๆลงไปด้วย”

ริวมองกำไลที่แม่ยื่นให้ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยดอกกุหลาบหลากสี โดยเป็นดอกกุหลาบคริสตัลขนาดเล็ก 10 ดอก เป็นดอกกุหลายสีชมพู 4 ดอก กุหลาบสีเหลือง 3 ดอก และดอกกุหลาบสีฟ้า 3 ดอก

รีก้าใช้นิ้วชี้ไปที่ดอกกุหลาบคริสตัล “ดอกกุหลาบคริสตัลและตัวกำไลยังมีคุณสมบัติเหมือนเดิมจ๊ะ  แต่สิ่งที่พ่อกับแม่เพิ่มให้คือดอกกุหลาบสีต่างๆ ดอกกุหลาบสีเหลือง เป็นเวทที่ช่วยรักษาอาการอ่อนเพลีย เอาไว้ใช้ในตอนที่จำก็แล้วกัน แต่จำไว้นะเวทบทนี้ใช้ได้วันละครั้งเท่านั้น ถ้าใช้มากกว่านั้น ร่างกายจะไม่เกิดผลอะไรเลย”

ชายหนุ่มจับจ้องดอกกุหลาบสีเหลืองตาเป็นมัน  รีก้าชี้ไปที่ดอกกุหลายสีฟ้า “ดอกกุหลาบสีฟ้าอันนี้เป็นเวทเสริมพลังป้องกัน มันจะทำให้ร่างกายของลูกกลายเป็นเหล็กกล้า และสามารถป้องกันการโจมตีทุกชนิดได้เป็นเวลา 3 นาที ข้อเสียของเวทบทนี้คือมันจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว ถ้าจะใช้ก็ระวังถึงเรื่องนี้หน่อยนะ”

“5 เท่า! แล้วแบบนี้ผมจะขยับตัวได้อีกหรือ?”ริวถามขึ้นมาเบาๆ เพราะตอนนี้น้ำหนักตัวของผมคือ 50 กิโล ถ้าหนักอีก 5เท่า มันเท่ากับว่า ผมต้องหนัก 250 กิโล ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมา อย่าว่าแต่ขยับเขยื้อนเลย แค่กลิ้งก็ไม่ไหวแล้ว

-ข้าว่าแกอย่าเพิ่งไปกังวลเรื่องนั้นเลย ถ้าถึงเวลาที่ต้องใช้เวทเสริมพลังขึ้นมาจริง ข้ารับรองว่าแกไม่มีเวลามาคิดว่าจะขยับได้ หรือไม่ได้หรอก –

(แกพูดแบบนี้หมายความว่าไงฟะ)ริวถามขึ้นมาทันที

-มันก็ตามที่พูดนั้นละ คิดดูนะ ถ้าเจอคนที่คิดฆ่าแกจริงๆ  แกยังจะมามีเวลาห่วงเรื่องอื่นอีกหรือ? -

ริวฝืนยิ้ม เพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมคงจะใช้ดอกกุหลาบสีฟ้าอย่างไม่ลังเลแน่ๆ ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูดว่า

 “แล้วดอกกุหลาบสีชมพูมีไว้ใช้ทำอะไรหรือครับ”

รีก้าจ้องมองลูกชาย “ดอกกุหลาบสีชมพูเป็นที่เก็บยาสำหรับรักษาอาการภูมิแพ้ของลูกนะ ขอเพียงบีบให้แตก หลอดยาก็จะปรากฏขึ้นมาเอง แม่ไม่รู้ว่าลูกจะได้มีโอกาสได้ใช้มันไหม แต่อย่างน้อยก็ควรพกติดตัวเอาไว้บ้าง อ้อ จำไว้นะ ยา 1 หลอดมีฤทธิ์ 24 ชม. ”

            เซริวเดินเข้ามาหาลูกชายพร้อมพูดว่า “อีกสักครู่ พ่อจะพาลูกไปพบคุณลุง  ถ้าเดาไม่ผิด พี่ชายของพ่อคงเตรียมการต้อนรับสุดโหดเอาไว้อย่างแน่นอน”

            ริวยิ้มแหยๆ ก่อนพูดแทรกขึ้นมาว่า  “พ่อต้องการให้ผมเข้ารับการทดสอบจากคุณลุงหรือครับ” ถ้าพ่อตอบว่าใช่ คราวนี้ผมคงต้องเถียงกลับไปบ้างแล้วละ ทำไมถึงได้หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ผมนักนะ

            เซริวส่ายหน้า พร้อมพูดว่า“สิ่งที่พ่อต้องการให้ลูกทำคือ ปฏิเสธอย่างเสียงแข็ง”

            “พ่อครับ แน่ใจนะว่าให้ผมจะทำแบบนั้นนะ”ริวเริ่มสับสนกับสิ่งที่ได้ยินขึ้นมาบ้างแล้ว

เซริวพยักหน้า “ลูกไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ไปหรอก พ่อเตรียมคำแก้ตัวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้วละ”

ริวได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะนั้นเองที่ทางเข้าได้มีเด็กหญิงผู้หนึ่งอายุราว 15 ปีเดินออกมา เธอไว้ผมเปีย 2 ข้าง สวมแว่นตาหนาเป็นนิ้ว ในมือถือหนังสือที่มีชื่อว่า ตำราเวทกลศาสตร์ แม้จะไม่ทราบเนื้อหาว่าเป็นอย่างไร แต่ชื่อก็บอกแล้วว่ามันต้องยากแน่ๆ

เด็กสาวเดินเข้าไปหาพวกรีก้า  เธอเหล่มองริวเล็กน้อย ก่อนจะโค้งตัวแล้วพูดว่า “สวัสดีค่ะ ท่านลุงเซริว ท่านป้ารีก้า ท่านแม่ขอเชิญพวกท่านลุงไปพบที่เรือนรับรองนะคะ  ส่วนสาเหตุที่ต้องขอเชิญเป็นทางการแบบนี้ ท่านแม่บอกว่าท่านลุงต้องรู้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะอะไร ”

รีก้าหันไปยิ้มเจื่อนๆให้กับเซริว “ไม่คิดเลยว่า รูบี้ ก็เป็นไปกับเขาด้วย”

เซริวฝืนยิ้ม ก่อนจะพูดว่า “ฟาฟา คุณแม่ยังฝากบอกอะไรอีกหรือเปล่า”

เด็กสาวสวมแว่นตาทำท่าครุ่นคิด “ท่านแม่ยังฝากมาบอกว่า ถ้าท่านลุงเซริวไปพบท่านลุงใหญ่ ก่อนมาพบท่านแม่ ท่านลุงอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สุดไปก็ได้”

“เข้าใจแล้วละ ถ้างั้นลุงจะไปพบกับแม่ของหนูก่อนก็แล้วกัน”เซริวตอบออกมาอย่างไม่ลังเล

ฟาฟาหันไปจ้องมองริว แล้วกล่าวว่า”ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ท่านพี่ริว  ฉันเป็นญาติผู้น้องมีชื่อว่า ฟาฟา ดราโกนิค ต่อจากนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ”

            พอสิ้นคำทักทายฟาฟาก็โค้งตัว 45 องศา ชนิดว่าไม่ผิดไปแม้แต่ 1 องศา กริยาและมารยาทที่เธอแสดงออกมาบ่งบอกว่าเธอเป็นคุณหนูที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี  ริวยิ้มแหยๆ

            “ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอความกรุณาด้วย”

            ฟาฟากลับมายืนในท่าปกติ เธอใช้สายตาสำรวจริวตั้งแต่หัวจรดขา จากนั้นใช้นิ้วดันแว่นตาเล็กน้อย “เสื้อเชิ้ตสีขาวคงมีไว้เพื่อทำตัวให้กลมกลืนกับคนทั่วไป กางเกงยีนเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อเตรียมรับทุกสถานการณ์  สมแล้วละที่ได้ชื่อว่า วีรบุรุษ เน้น การใช้งานมากกว่าความสวยงาม แค่จุดนี้ก็ยอดเยี่ยมกว่าพวกผู้ชายทุกคนในห้องวิจัยแล้วละ”

            ญาติผู้น้องเดินวนรอบตัวของริว 1 รอบ ก่อนจะหยุดเดินตรงหน้าริว เธอทำหน้าครุ่นคิด“ไม่มีพลังเวทหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย ทำแบบนี้ได้ยังไงนะ ดูเหมือนทฤษฎีของศ.ดัมมี่จะผิดพลาดแล้วละ  แต่เรื่องนี้ก็ไม่เข้าข่ายทฤษฎีของศ.เฮนนี่เช่นกัน ไม่สิ ทฤษฎีของศ.คนอื่นก็อธิบายเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก”

            “เอ่อ....เป็นอะไรมากไหม”ริวถามฟาฟาที่เริ่มจมอยู่ในโลกของตัวเอง แต่เธอดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำถามแม้แต่น้อย

            ฟาฟานั่งลงกับพื้นโดยใช้มือขวาเปิดหนังสือที่เอามาด้วย ในขณะที่มือซ้ายใช้ปากกาเมจิเขียนพื้นอย่างใจจดจ่อ สูตรสมการนับไม่ถ้วนถูกเขียนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มถอยหลังไป 3 ก้าวเนื่องจากฟาฟาพยายามมุดเข้ามาเขียนใต้หว่างขานั้นเอง

            (ตกลงว่ายัยคนนี้ประสาทดีหรือเปล่านะ  เข้ามาทำความเคารพแบบคุณหนูผู้ดีเก่า แต่ตอนนี้ดันเหมือนนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องไปซะได้  ตกลงว่าคนในตระกูลเซริวมีพวกปกติบ้างไหมนะ)

            -แกยังมีหน้าไปว่าคนอื่นหรือ? ทั้งที่คนแปลกที่สุดในตระกูลเซริวก็คือ ตัวแก แท้ๆ –

             (ผมแปลกตรงไหนกัน ผมนี่ละคนธรรมดาอย่างแท้จริง ต่อให้อยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์ ผมก็ยังคงรักษาความเป็นคนธรรมดาอย่างถึงที่สุด ไม่มีพลังเวท แรงกายเท่าคนปกติ แถมยังหน้าตาและนิสัยที่แสนเรียบง่าย คนธรรมดาขนาดนี้ หาไม่ได้อีกแล้วนะเฟ้ย)

            เท็ดดี้มองริวอย่างปลงตก –ข้าว่าความคิดของแกนี้แหละ ที่ไม่ธรรมดาที่สุด ไอ้คนที่ไม่ยอมรับความจริง! -

            ระหว่างที่ริวกำลังพูดกับเท็ดดี้นั้น  ฟาฟาก็เอามือทั้ง 2 ขึ้นมาขยี้ผม พร้อมร้องขึ้นว่า“ไม่จริง!  ไม่ว่าทฤษฎีไหนก็อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้เลย หรือว่านี้เป็นทฤษฎีใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง”

            หลังจากที่ฟาฟาร้องออกมา เธอก็คลานมาดึงเสื้อของริว “ท่านพี่ริว ได้โปรดบอกทีเถอะ  พี่ชายใช้วิธีใดมาลบพลังเวทให้เป็น 0 ได้แบบนี้”

            ริวพยายามจะดึงเสื้อออกจากมือของฟาฟา แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเลย เทียน่าเดินเข้ามาหาญาติผู้น้อง ก่อนจะจิ้มนิ้วชี้และกลางไปที่ผาก ปลายนิ้วของเธอปรากฏแสงสีขาวขึ้นมา

            “อ้า......พี่เทียน่า เล่นขี้โกงนี้....Zzz…Zzz..”ฟาฟาพูดจบก็ล้มตัวลงไปนอนกับพื้น

            เทียน่าหันไปยิ้มกับพี่ชาย “หนูจัดการเธอให้เรียบร้อยแล้วนะ”

            ริวยิ้มเจื่อนๆ “ถึงกับต้องใช้เวททำให้หลับเลยหรือ?”

            เทียน่ายังคงยิ้มหวาน “ถ้าไม่ทำแบบนี้จะให้ทำอย่างไงละคะ พี่ก็เห็นไม่ใช่หรือว่า ฟาฟาจังอยากรู้ความจริงเรื่องพลังเวทของพี่แค่ไหน ขืน ปล่อยไว้แบบนี้ความจะแตกเมื่อไรก็ไม่แปลก”

            “นั่นซินะ ตกลงว่าคุณหนูคนนี้มีนิสัยอย่างไงกันแน่ เดี๋ยวก็ดูเหมือนคุณหนูผู้ดีเก่า เดี๋ยวก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง สิ่งไหนคือตัวตนของเธอกันแน่”

            “ทั้งสองอย่างนั้นละค่ะ ปกติฟาฟาจะเป็นคนที่มีมารยาทและเรียบร้อยมากๆ แต่พอได้พบกับสิ่งที่สนใจ เธอจะกลายเป็นอย่างที่พี่เห็นนั้นละ และทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากเธอก็คือทุบให้สลบ โปะยาสลบ ไม่ก็ใช้เวททำให้หลับนะ”

            ริวเอามือจับขมับ พร้อมหันไปมองเซริว “พ่อครับ ผมถามตรงๆนะ ในตระกูลเซริวมีคนปกติบ้างไหม เอ่อ ไอ้คำว่าปกติของผม หมายความว่า ต้องไม่ใช่อย่างอาแพน (อันนี้สกปรกเกินจะทนได้) อามอลลี่ (อันนี้ก็ไม่ไหว เล่นพกยาสลบติดตัวตลอดเวลา อีกทั้งยังโปะยาสลบเป็นว่าเล่นอีก ) หรือ คุณหนูนักวิทยาศาสตร์คนนี้ครับ”

            นิ้วของริวชี้ไปที่ฟาฟา ราวจะบอกว่าเธอนี้ละตัวปัญหาหลักเลย เซริวอมยิ้ม “ถ้ายึดถือ 3 คนนี้เป็นมาตรฐาน พ่อคิดว่าคนอื่นๆก็น่าจะเรียกว่าปกติได้ละมั่ง”

            คิ้วของริวขมวดเข้าหากัน แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อ เซริวก็พูดขึ้นมาว่า “แทนที่ลูกมาถามพ่ออยู่แบบนี้ ทำไมพวกเราไม่เข้าไปเจอกับพวกญาติที่เหลือเลยละ ลูกจะได้รู้ว่าทุกคนเป็นอย่างไง”

            ยังไม่ทันที่ริวจะได้ตอบอะไร เซริวจัดการดี้ดนิ้ว ร่างของฟาฟาลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นเขาก็พาพวกริวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ของตระกูลเซริว

//////////////////////////////////////////////

http://writer.dek-d.com/a/writer/06pic/rim/o4rim1.gif

 

http://writer.dek-d.com/a/writer/06pic/rim/o4rim2.gif

 

 

ไม่เข้าใจทำไม ไม่ปฎิเสธแบบจังๆไปเลย ที่ผ่านมาตั้งหลายตอน อยา่งเช่น ปล่อยให้ตายไปแบบไม่สนใจนั่งดูเลย หนีไปอยู่ที่อื่นจะได้ไม่เกิดเรื่องหลบพ่อแม่ ย่าทวดที่เจอเมื่อเจอปัญหาคล้ายๆๆที่เกิดตัดปัญหาที่เริ่มมีกลิ่นออก พูดตรงๆๆกับเหล่าผู้ยุ่งเกี่ยวตรงๆๆ

 พวกคุณไปตายซ่ะ เรื่องทั้งหมดจบง่ายๆๆ แค่นี้

                                                             อินจัง

ความคิดเห็นที่ 2669 (จากตอนที่ 34)

http://writer.dek-d.com/a/writer/pic/delete.gif

http://img.dek-d.com/1/newtoon/300/3004837

http://www.dek-d.com/board/pic/rankb/2.gif

Name : ขอทานสะท้านฟ้า< My.iD > [ IP : 180.183.194.77 ]
Email / Msn: sprasart(แอท)gmail.com
วันที่: 8 พฤษภาคม 2557 / 08:45

 

http://writer.dek-d.com/a/writer/06pic/rim/o4rim3.gif

 

http://writer.dek-d.com/a/writer/06pic/rim/o4rim4.gif

 

คอมเมนต์โดนใจต้องอันนี้เลยครับ

            ก่อนอื่นเลย นิยายเรื่องนี้ คือเรื่องของคนธรรมดา  และคนธรรมดาที่ไหน มันจะนั่งดูคนตายต่อหน้าต่อตาได้ละครับ ต่อใช้ช่วยไม่ได้ มันก็น่าจะหาทางห้ามเลือด ไม่ก็โทรเรียกคนมาช่วย ไม่มีใครปล่อยให้คนตายต่อหน้าหรอกครับ  คนธรรมดาที่ไหนมองพ่อแม่ถูกกล่าวโทษในเรื่องของตัวเองได้ ผมคนหนึ่งละไม่มีทางยอมแน่ๆ   อีกทั้งตัวเองของเรายังเป็นพวกเคารพญาติผู้ใหญ่อีกด้วย ดังนั้น คำว่า พวกคุณไปตายซะ  ต่อให้ตาย เขาก็พูดไม่ออกแน่ๆ

            นอกจากนั้น อยากจะให้ลองตามอ่านภาคนี้ไปก่อน แล้ว คุณจะทราบว่า ต่อให้ปฏิเสธแค่ไหน ไอ้ริวก็หมดสิทธ์อยู่ดี ส่วนเป็นเพราะอะไรคอยดูนะครับ รับรองคุณจะทราบว่าใครคือคนที่ร้ายกาจที่สุดในเรื่อง

            ช่วงตอบคำถามประจำสัปดาห์

1.      เกี่ยวกับองค์หญิงมะนาว (Lemon) ต้องบอกว่า เธอมีบทอีกอย่างแน่นอน แถมสำคัญมาก เพราะเธอคือตัวเชื่อมที่นำความวุ่นวายมาให้กับริวอย่างแน่นอน ส่วนเมื่อไรคอยติดตามดูละกัน อิอิ

ปล. เธอมีจุดเชื่อมไปถึงริวอยู่แล้ว ใครอ่านพบ น่าจะทราบดีว่าคืออะไร

2.      ส่วนคำถาม ที่ว่าทำไมมังกรฟ้าไม่ช่วยพวกไลล่านั้น คำตอบอยุ่ในตอนที่ 9 -10ครับ

3.      คำถามเรื่องเกลียดตระกูลเซริว อันนี้ขอให้อ่านจนจบก่อนค่อยเกลียดได้ไหม แล้วคุณจะรู้ว่าตระกูลเซริวน่าหลงรักเพียงใด

4.      ส่วนคำถามที่บอกว่าตัวเอกไม่มีจุดยืนในเรื่องเป้าหมายเลยนั้น

ขอตอบตรงๆว่า คุณจะเอาอะไรกับริวครับ การที่มันยอมมาริเดียก็เพราะพลังซิสค่อน (ไม่ต้องการให้น้องสาวแต่งงาน)   และ ต้องการให้คุณแม่จัดการปัญหาส่วนตัว(เรื่องปล้นองค์หญิง)

ถ้าไม่มี 2 เรื่องนี้มาเกี่ยวข้อง ต่อให้ตาย มันก็ไม่มาแน่ๆ  ส่วนเป้าหมายของไอ้ริวนั้น มีเพียงอย่างเดียวคือ เปิดร้านอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนธรรมดาครับ

 5 .       เรื่องนิยายอื่นๆ ขอดองยาวไว้ก่อนครับ แต่ไม่เลิกเขียนแน่ๆ ตอนนี้แค่เรื่องเดียวยังจะไม่มีเวลาพิมพ์แล้ว หลานจ้องแย่งเครื่องคอม ตลอดเวลาเลย

 

 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #7200 linnil (@LinNil) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 22:52
    อยากเห็นฉากที่ริวทำอาหารโชว์ฝีมือพ่อครัวเด็ดให้คนอื่นชิมจัง

    (อยากอ่านนิยายทำอาหารขึ้นมากะทันหัน 555+)
    #7200
    0
  2. #6441 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 18:56
    เอาตัวนายเป็นเกณฑ์เลย ตระกูลนี้สติไม่ดีทุกคน
    #6441
    0
  3. #5412 Secret (@gcthanakorn1) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2557 / 20:03
    ผมสงสัยอย่างนึงอะ ทำไมเซริวถึงบอกว่า บ้านที่พ่อเกิดอะครับไม่ใช่ว่าเค้าเกิดที่อีกโลกหรอครับ?
    #5412
    0
  4. #4225 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 19:52
    ญาติๆของนายก็ปกติเหมือนนายไงริว 555
    #4225
    0
  5. #4099 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 20:41
    วันรวมญาติครอบครัวยุ่งเหยิง อิ อิ
    #4099
    0
  6. #4069 Mingi Xronos (@undernetwork) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 14:58
    จริงๆนะ ขนาดคนแบบเรา เวลาเจอตัวละครในนิยายตายยังรู้สึกแย่มากๆเลย
    แล้วนี่ไปเจอคนจริงๆกำลังจะตายขึ้นมา แล้วรู้ว่าตัวเองคนเดียวเป็นคนช่วยได้... น่ะนะ- -
    #4069
    0
  7. #3965 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 21:18
    คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจริงๆนั่นแหละ
    #3965
    0
  8. #3757 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 14:04
    ไม่ธรรมดาจริงๆ ตระกูลนี้
    #3757
    0
  9. #3578 ... (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 11:16
    จุดเชื่อมต่อก็คงเป็นบัตรเช่าDVDที่พระเอกให้ดูละมั้งแถมบอกชื่อไปอีก ถ้าจำชื่อสกุลได้ก็หาตัวได้ง่ายๆ



    เดี๋ยวตอนกลับโลกจริงคงรอต้องรับอยู่แหงเลย
    #3578
    0
  10. #3527 mTunE (@two20558) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 16:29
    ช่วงตอบคำถามอะครับ มันเหมือนผู้แต่งพยายามทำให้ริวธรรมดาที่สุด แต่มันดูไม่ธรรมดาอยู่ดี มันแค่เหมือนคนที่ไม่ใส่ใจอะไรสักอย่าง ไม่สนใจโลก สนแค่สิ่งที่ตนชอบ
    #3527
    0
  11. #3149 ฮัดชิ่ว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 22:18
    สนุกมากจ้า ริวคุงธรรมดาจริงๆเล้ยยยย
    นะค่ะ > น่ะค่ะ? นะคะ?
    พี่ค่ะ > พี่คะ
    #3149
    0
  12. #2974 PS13lue (@ps13lue) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 15:41
    ชอบมากเลยค่าา บางครั้งต้องอ่านซ้ำเพราะเก็ทไม่ทัน 555
    #2974
    0
  13. #2973 Niid (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 14:51
    รออ่านค่า ^^
    #2973
    0
  14. #2960 aOMISTRA (@Emma_kvevel) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 16:08
    ดีจ้าไรท์ เพิ่งมีโอกาสมาอ่านภาคสอง ขอตินิดนึงเรื่องภาษาจ๊ะ จุดแรกคิดว่าบทพูดของพวกศรกับแก่น ดูเป็นทางการไปอ่ะ อ่านแล้วไม่ชวนให้เชื่อว่าเป็นเพื่อนกันเท่าไหร่ (ยกเว้นแต่ไรท์จงใจให้ตัวละครมีบุคลิกอย่างนั้นนะ) สองคือคำว่า "อย่างไง" ว่ามันแปลกๆนะ น่าจะใช้คำว่า "ยังไง" ไม่ก็ "อย่างไร" มากกว่า สุดท้ายก็คือไรท์เขียนคำตกๆหล่นๆ สลับคำเยอะมากมาย แต่น่าจะเป็นเพราะไรท์รีบปั่นมาให้อ่านเลยไม่ได้รีไรท์ จุดนี้พออภัยได้อยู่ ฮี่ๆ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #2960
    0
  15. #2959 Zakalon (@deatranger) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 14:47
    ผมถามนิดนึงละกัน ทำไม คำพูดที่เซริว"ที่นี่ละ....บ้านที่พ่อเกิด" ผมรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับต้นเรื่อง ที่ พ่อกับแม่ของริวที่เกิดบนโลกมนุษย์อ่ะครับ ผมว่า น่าจะเปลี่ยนคำหน่อยนะครับ ว่าเป็น"บ้านที่พ่อเคยอยู่" สิครับ
    #2959
    0
  16. #2952 SHfah (@fhash) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 21:46
    55555 ชอบๆๆ หนูฟาฟา
    #2952
    0
  17. #2950 Winny123 (@chanannisa) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 18:02
    เป็นนิยายเรื่องแรกที่อ่านแลัวไม่อยากให้จบ และรอคอยว่าตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร..ชอบมากๆๆ
    #2950
    0
  18. #2949 Nisa (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 16:01
    เมื่อไหร่จะลงตอนต่อไปค่ะ..อยากอ่านแย่แล้ว ฟินฟุดฟุด..สนุกใน 3 โลกเลยค่าาาาา😆
    #2949
    0
  19. #2943 saiikun (@patiya) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 23:16
    มีข้อสงสัยคะ  



    "ที่นี่ละ บ้านที่พ่อเกิด" ถ้าจำไม่ผิด พ่อของริวเกิดที่โลกมิใช่หรอ ดังนั้นต้องเป็น "ที่นี่ละ บ้านที่พ่อโต" ใช่ม่ะ?



    อยากจะฝากข้อความถึงริว



    ริวอยากลืมเอาของมาปิดปากพวกเราเหล่านักอ่านด้วยละ ไม่งั้นจะเอา'เรื่องนั้น'เอาไปบอกเทียน่า^__^
    #2943
    0
  20. #2935 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 16:40
    ธรรมดาสุด?.แน่ใจนะริว=_=;;;;;
    #2935
    0
  21. #2930 จอมโจรปริศนา (@Red_kill) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 12:23
    ตระกูลนี้นี่มัน...... - - บอกได้คำเดียวว่า สุดๆ รอลุ้นพวกญาติๆอลเวงต่อ หึๆๆ  ว่าแต่พระเอกจะหนีความจริงอีกนานไหมห๊ะ แหมะ!!
    #2930
    0
  22. #2923 Piefah (@piefah) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 10:11
    ริวนายมั่นใจมากมานายปกติที่สุดอ่ะ(มันจะใช่หรอ)
    กำลังสนุกเลยรอให้มาต่อค่ะ
    #2923
    0
  23. #2915 TheTrain (@itaji) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 04:17
    บอกหลานว่า ไปซื้อคอมใหม่ งบ6000ก้พอเล่นได้แล้ว อิอิ
    #2915
    0
  24. #2905 OsToMo (@songpon54) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:55
    โยงเรื่องได้ดี
    #2905
    0
  25. #2901 JJ2PP (@pookpia) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 19:40
    รอต่อค่ะ  กำลังสนุกเลย
    #2901
    0