I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,134 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,112 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    557

    Overall
    544,134

ตอนที่ 39 : บทที่ 6 คนธรรมดา กับ ตระกูลที่(ไม่)ธรรมดา (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19581
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 179 ครั้ง
    31 พ.ค. 57

                                                บทที่ 6

                             คนธรรมดา กับ คนในตระกูลที่(ไม่)ธรรมดา (3)

ทางเดินที่จะไปยังเรือนเหมันต์

          หลังจากออกมาห้องบัญชี เซริวก็นำทุกคนและเดินตามทางมาเรื่อยๆ ทางเดินนั้นเป็นเส้นตรงที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลย แถมระหว่างเดินยังไม่มีใคร หรืออะไรเดินสวนมาแม้แต่อย่างเดียว เมื่อเดินมาถึงเขตที่ปักป้ายว่า เขตเรือนเหมันต์ เท่านั้น บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป อากาศที่เคยร้อนอบอ้าว เปลี่ยนมาเย็นดุจฤดูหนาว และเมื่อมาถึงทางเดินที่เป็นรอยต่อระหว่างเรือน

            “ฮัดเช้ย!”เสียงจามของริวก็ดังขึ้น

            “พี่หนาวหรือคะ”น้องสาวที่เดินตามมาถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะสร้างลูกไฟขนาดลูกเทนนิสเพื่อให้ความอบอุ่นกับพี่ชาย

            ริวจามอีก 2-3 ครั้ง ก่อนจะเอามือไปอังไฟอย่างไม่เกรงใจ ใครมันจะคิดว่าอากาศจะเย็นลงขนาดนี้ละ ตกลงว่าเรือนเหมันต์ติดแอร์กี่เครื่องกันนะ ถึงได้หนาวแบบนี้

            -ริว  ถ้าแกอยากรู้ว่าทำไมถึงหนาวแบบนี้ก็มองตรงไปด้านหน้าสิ -

ชายหนุ่มหันไปมองตามที่เท็ดดี้บอก มันทำให้เขาเห็นว่า ด้านหน้าเป็นทางออกไปยังสวนอีกแห่ง  ซึ่งตอนนี้ด้านนอกกำลังมีหิมะโปรยปรายลงมา

“นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงมีหิมะตกข้างนอกละ”

เทียน่ายิ้มเหมือนจะรู้ว่าพี่ชายต้องถามแบบนี้ “คุณพ่อก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าเรือนเหมันต์จะเป็นฤดูหนาวตลอดเวลา”

ริวรีบเดินออกไปด้านนอก พอเห็นพื้นที่โดยรอบ เขาก็ได้แต่ฝืนยิ้ม เพราะตอนที่คุณพ่อเล่าเรื่องเรือนเหมันต์ ใครจะไปคิดว่าพื้นที่ที่เป็นฤดูหนาวจะกว้างขนาดนี้  อ้อ ถ้าถามว่ากว้างขนาดไหน ผมก็บอกไม่ถูก แต่บริเวณที่มีหิมะตกนั้นยาวจนสุดสายตาของผมเลยละ

“พี่แค่ไม่คิดว่าเขตเรือนเหมันต์จะกว้างขนาดนี้นะ  เฮ้อ ริเดียนี้มีปรากฏการแปลกๆเยอะจริงๆ คราวก่อนก็เจอ สถานที่ที่เวลาถูกหยุด คราวนี้มาเจอจุดที่หิมะตกตลอดปี คราวหน้าพี่อาจจะเจอฝนที่ตกมาเป็นลูกอมก็ได้ใครจะไปรู้”

เทียน่ามองพี่ชายอย่างเหนื่อยใจ เพราะถ้าไม่อธิบายอะไรบ้าง พี่ชายของเธอคงหาเหตุผลหนีออกจากโลกแห่งความจริงเป็นแน่

 “พี่คะ หิมะเหล่านี้ไม่ได้เป็นปรากฏการเหนือธรรมชาติหรอกค่ะ มันเป็นผลที่เกิดจากเวทมนตร์ต่างหาก”

“เวทมนตร์? ”ริวขมวดคิ้วพร้อมมองออกไปรอบตัว  มันทำให้เขาเห็นว่าบริเวณเรือนเหมันต์ล้วนมีหิมะปกคลุมเต็มไปหมด  แม้ผมจะใช้พลังเวทไม่ได้ แต่ก็พอจะเดาได้ว่า การจะทำให้หิมะตกในวันที่ร้อนขนาดนี้คงต้องใช้พลังเวทสูงแน่ๆ ไหนจะปริมาณหิมะ และความกว้างของพื้นที่อีก การจะทำแบบนี้ได้ต้องเสียพลังเวทมหาศาลแน่ๆ

น้องสาวมองหน้าพี่ชายเหมือนจะเดาความคิดได้ เธอจึงพูดออกมาว่า“พี่ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ ท่านผู้นำตระกูลต้องการให้เรือนเหมันต์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ท่านจึงให้จอมเวทระดับกลาง( Mega Magician) จำนวนหลายร้อยคน ผลัดกันใช้เวทสายลมเพื่อสร้างหิมะให้ตกที่เรือนแห่งนี้นะค่ะ”

            ริวฝืนยิ้ม “ช่างเป็นการใช้พลังเวทอย่างไร้ประโยชน์จริงๆ แล้วไม่มีใครคัดค้านเรื่องแบบนี้เลยหรือ? ขนาดพี่ฟังยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่โง่มากๆเลยนะ ”

            “ตอนแรกก็พอมีคนคิดจะคัดค้านอยู่บ้าง  แต่พอท่านผู้นำบอกว่า การทำแบบนี้จะช่วยในการฝึกใช้พลังเวทได้เป็นอย่างดี ทุกคนเลยคัดค้านอะไรไม่ออกนะค่ะ”

            ชายหนุ่มฝืนยิ้มด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก แต่ขณะนั้นเองที่ริวนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบค้นหาของบางอย่างในกระเป๋าสะพาย สักพักเขาก็หยิบแท็บเล็ตออกมา

            “พี่เอาแท็บเล็ตออกมาทำไมหรือ?”เทียน่าถามขึ้นด้วยความสงสัย

            ริวยิ้ม ก่อนจะพูดว่า “พี่จะถ่ายรูปเก็บไว้นะซิ จากนั้นพอกลับไปที่โลกมนุษย์จะได้ส่งรูปผ่านไลน์  ไม่ก็ลง เฟซ เพื่อที่จะอวดพวกไอ้ศรบ้างนะ เทียน่าเข้ามาช่วยพี่ปั้นตุ๊กตาหิมะเพื่อใช้เป็นฉากหลังหน่อยสิ”

            เทียน่าได้แต่ฝืนยิ้มให้กับคำพูดของพี่ชาย  แม้จะเป็นเช่นนั้นเธอก็ยังคงเข้าไปช่วยปั้นตุ๊กตาหิมะตามที่พี่ชายบอก ทางด้านเซริวกับรีก้าที่ได้ยินคำพูดของลูกชาย พวกเขาต่างก็ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจเพราะแทนที่ริวจะเครียด หรือวิตกกับบททดสอบที่กำลังจะมาถึง เขากับชวนน้องสาวให้ไปปั้นตุ๊กตาหิมะเพื่อถ่ายรูปเสียได้ เฮ้อ ตกลงว่าไอ้ลูกคนนี้ มันเคยมีความเครียดกับคนอื่นบ้างไหมเนี่ย

            “ตุบ”

            “ฟู่ ในที่สุดตุ๊กตาหิมะก็เสร็จแล้ว”เสียงของริวดังขึ้นเมื่อเขายกหัวตุ๊กตาหิมะมาประกอบกับฐานล่าง จากนั้นเขาก็หันไปเรียกน้องสาวให้มายืนข้างตุ๊กตาหิมะเพื่อถ่ายรูป

            “พี่คะ หนูต้องถ่ายรูปด้วยหรือ?”

 ริวพยักหน้าแทนคำตอบ  ก่อนจะกวักมือเรียกให้เทียน่าเข้ามาถ่ายรูปด้วยกัน หลังจากถ่ายรูปเสร็จ เขาก็หันไปชวนพ่อกับแม่ให้มาถ่ายรูปด้วย แต่คำตอบที่ได้รับจากเซริวคือ

            “ริวพอได้แล้วละ พวกเรายังต้องไปต่ออีกนะ”

            “ใช่จ๊ะ คุณพ่อพูดถูกแล้ว เดี๋ยวเอาไว้เสร็จธุระแล้วค่อยว่ากันใหม่เถอะ”

            เมื่อได้ยินคำสั่งของคุณพ่อ ริวจึงได้แต่จัดการเก็บแท็บเล็ตลงกระเป๋าอย่างไม่เต็มใจนัก เขามองตุ๊กตาหิมะด้วยความอาลัย ก่อนจะคิดว่า

            (เท็ดดี้ แกมีเวทที่ช่วยทำให้ตุ๊กตาหิมะไม่ละลาย หรือป้องกันการถูกทำลายบ้างไหม )

            -ริว แกจะไปอาลัยไอ้ตุ๊กตาหิมะทำไมกันฟะ ต่อให้ถูกทำลาย เดี๋ยวแกก็ปั้นขึ้นมาใหม่ได้อยู่ดี-

            (แหม นี้มันเป็นตุ๊กตาหิมะตัวแรกของชีวิตเลยนะ อย่างน้อยๆผมก็อยากจะให้พ่อกับแม่ถ่ายรูปคู่กับมันนะ เท็ดดี้จ้า ช่วยผมหน่อยเถอะ เดี๋ยวพอพวกท่านถ่ายรูปกับมันแล้วค่อยคลายเวทก็ได้ )

            -เฮ้อ รู้แล้วนะ อย่ามาทำเสียออดอ้อนจะได้ไหม ข้าไม่ชอบ-

            พอเท็ดดี้พูดจบ ดวงตาของสิงโตก็ส่องสว่าง 1 ครั้ง ตุ๊กตาหิมะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบางๆ ก่อนที่มันจะพูดต่อว่า

 –ข้าใช้เวทน้ำแข็งรัตติกาลให้แล้ว นับจากนี้ไปไอ้ตุ๊กตานี้จะไม่มีวันละลาย หรือ ถูกทำลายอีกตลอดกาล เชิญแกถ่ายรูปให้พอใจละกัน อ้อ ถ้าถ่ายรูปจนพอใจแล้วอย่าลืมใช้ไทอัสทำลายมันด้วยละ ไม่งั้นมันอาจจะเป็นเรื่องทีหลังได้ –

(รู้แล้วละ ขอบใจมากนะ)ริวตอบออกไปอย่างยิ้มๆ

            สีหน้าของเท็ดดี้แดงขึ้นเล็กน้อย แต่ระหว่างที่มันจะตอบอะไร เซริวก็ตะโกนเรียกให้ริวรีบตามไปได้แล้ว ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ตัวเองจะต้องวุ่นวายกับบททดสอบจนทำให้ลืมเรื่องของตุ๊กตาหิมะตัวนี้ไปเลย   ภายหลังตุ๊กตาหิมะตัวนี้ถูกคนในตระกูลเซริวยกย่องให้เป็น 1 ในสิ่งล่ำค่าที่เรียกว่า ประติมากรรมน้ำแข็งชั่วนิรันดร์ ทั้งยังถูกใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับศึกษาเวทน้ำแข็งรัตติกาลในมหาวิทยาลัยโอริเฟียในภายหลังอีกด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ชายหนุ่มกลับไม่รู้เรื่องเลย

หอคอยวายุ(สถานที่ฝึกฝนของฝ่ายมังกรวายุ)

            ที่จุดนี้ริวได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลเซริวเป็นครั้งที่ 3 ของวันเนื่องจาก หอคอยที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง มันเป็นหอคอยกลับหัวที่มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นแยกตัวเป็นอิสระต่อกันแบบที่ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวเอาไว้เลย  

            “แบบนี้เรียกว่า หอคอย ได้ด้วยหรือ”เสียงของชายหนุ่มถามขึ้นมาปานละเมอ

น้องสาวตัวแสบเดินมายืนใกล้ๆพี่ชาย พร้อมอธิบายเกี่ยวกับหอคอยวายุให้ฟัง “คงจะได้มั่งค่ะ ไม่งั้นหอคอยแห่งนี้คงจะไม่ถูกเรียกว่า หอคอยวายุ หรอกค่ะ  ....”

            (ยัยน้องตัวแสบพูดแบบนี้ อย่าพูดจะดีกว่าไหม )ริวเถียงในใจขึ้นมาทันที เพียงแต่ผมยังคงตีสีหน้านิ่งเงียบเอาไว้เพราะตั้งแต่เดินเข้ามาใกล้หอคอยวายุแห่งนี้ ความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ในตัวบอกว่า มีบางอย่างที่ผิดปกติ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ดังนั้นในสถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลย การตีสีหน้านิ่งเฉยดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

            น้องสาวยังคงพูดต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายได้เปลี่ยนความสนใจไปที่เรื่องอื่นแล้ว ริวมองไปรอบๆเพื่อหาที่มาความรู้สึกแปลกๆ

            -ไอ้ริว แกก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างเหมือนกันหรือ?-

            (อืม มันเป็นความรู้สึกว่าเหมือนกำลังถูกจับตามอง บางทีก็เหมือนกับกำลังถูกสำรวจไปทั้งร่างกายนะ เอาเป็นว่ามันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆก็แล้วกัน )     

 –บางทีข้าก็สงสัยว่าแกเป็นมนุษย์จริงๆหรือเปล่า ขนาดสิ่งที่สัตว์เทพบางตนทำไม่ได้ แกกลับทำได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ไอ้ที่คนอื่นทำได้ แกกลับทำไม่ได้ซักอย่าง เฮ้อ ตัวตนของแกนี้อยู่เหนือเหตุผลจริงๆนะ –เท็ดดี้พูดออกมาด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก เพราะมันรู้ว่าสิ่งที่ริวสัมผัสได้คือสิ่งใด และในบรรดาสัตว์เทพที่สามารถสัมผัสสิ่งนี้ได้มีเพียงมัน และสัตว์เทพที่แผ่จิตสัมผัสเท่านั้นเอง

 (ไอ้เท็ดดี้ ช่วยแปลเป็นภาษาไทยหน่อยสิ  ผมไม่เข้าใจว่าแกกำลังพูดอะไรอยู่)ริวรีบถามขึ้นมาทันที

ระหว่างที่เท็ดดี้กำลังจะเอ่ยปากตอบคำถามนั้นเอง เสียงโวยวายของน้องสาวน่าพูดออกมาว่า “โธ่ พี่คะ ตกลงว่าได้ฟังที่หนูพูดบ้างไหมเนี่ย”

ริวฝืนยิ้ม พร้อมตอบเสียงอ่อยๆว่า “ขอโทษจ๊ะ พี่แทบไม่ได้ฟังเลย เอ่อ ถ้ายังไงช่วยเล่าใหม่ต้องแต่แรกจะได้ไหมจ๊ะ”

เทียน่าจ้องพี่ชายอย่างโกรธๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายมาที่แหวนรูปสิงโตแทน แน่นอนว่าสิงโตที่เป็นหัวแหวนรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ราวจะบอกว่าเรื่องนี้ ข้าไม่เกี่ยวนะ ถ้าอยากจะบ่นก็บ่นพี่ชายของเจ้าเถอะ น้องสาวหันมาจ้องริวอีกครั้ง

“เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะพูดอีกครั้งก็ได้  แต่ว่าถ้ากลับไปที่โลกมนุษย์แล้ว พี่จะต้องไปช่วยหนูเลือกเสื้อผ้าด้วยนะ”

“หา!! พี่ไม่อยากไ......เข้าใจแล้ว  แค่ไปก็พอแล้วซินะ เฮ้อ ตกลงว่าเธอเป็นน้อง หรือเป็นแม่กันแน่”ริวรีบพูดขึ้นมาเมื่อเห็นสายตาอาฆาตของน้องสาว เฮ้อ ไม่รู้ว่าคราวนี้จะใช้เวลากี่ชม.กัน  ถ้าจำไม่ผิดคราวก่อนที่ไปเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยกัน ยัยตัวแสบเล่นเลือกซะเกือบหมดวัน แถมยังไม่ได้อะไรติดมือกลับมาสักชิ้น  ไอ้เราจะเอาหนังสือไปอ่านฆ่าเวลา คุณเธอก็ไม่ยอม ขนาดเวลาจะเข้าห้องน้ำยังต้องตามไปคุมถึงหน้าห้องน้ำชายเพราะกลัวจะหนีไปร้านหนังสืออีก  ตอนนั้นมันนรกชัดๆ

ขณะที่ริวกำลังนึกถึงนรกภายในร้านเสื้อผ้า เสียงของน้องสาวก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจฟังอย่างเต็มที่เลย ขืน ไม่ฟังมีหวังได้ตกนรกซ้อนกัน 2 วันติดแน่ๆ

“พี่คะ ตั้งใจฟังให้ดีนะ  หอคอยกลับหัวที่เห็นตรงหน้า ถูกเรียกว่า หอคอยวายุ ก็เพราะว่า หอคอยแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกฝน จอมเวทสายลมโดยเฉพาะ  พี่จะเห็นว่าแต่ละชั้นของหอคอยไม่ได้เชื่อมติดกัน  การทำให้หอคอยคงอยู่ในสภาพนี้ได้จำเป็นต้องใช้เวทสายลมอย่างมหาศาล  ดังนั้นทุกชั้นต่างก็มีจอมเวทคอยรับผิดชอบในการคงสมดุลของหอคอยเอาไว้  โดยเริ่มจากชั้นล่างสุดซึ่งเป็นที่ฝึกของจอมเวทระดับ Master จอมเวทระดับ Lord…..

“เดี๋ยว....ช้าก่อน ตระกูลเซริวมีจอมเวทระดับMaster ด้วยหรือ?”

เทียน่าพยักหน้า ก่อนจะยกนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้ว“มีค่ะ เท่าที่หนุรู้ก็ 5 คนแล้ว ได้แก่ ท่านผู้นำตระกูล(ปู่ทวดของริว) รองผู้นำตระกูล(คุณปู่ของริว) อาแพน ผู้คุมกฎซ้าย ตุลาการขวา”

ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนๆ เพราะใครจะไปคิดว่า คนอย่างอาแพนจะก้าวไปถึงจอมเวทระดับMaster ได้ด้วย สงสัยต่อจากนี้คงจะดูคนจากภายนอกไม่ได้แล้วละ

“แล้วจอมเวทระดับLordมีกี่คนหรือ?”

เทียน่าทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักพัก “ถ้าไม่นับคุณพ่อกับคุณแม่ ก็น่าจะมีอีก 3 คนนะ ได้แก่ ลุงใหญ่ อารูบี้ อาโซล(สามีของอารูบี้)”

“พี่พอจะเข้าใจบ้างแล้วละ แต่ที่ยังไม่เข้าใจก็คือ ทำไมต้องให้พวกจอมเวทระดับ Master หรือ ระดับLord มาอยู่ที่ชั้นหนึ่งด้วยละ พวกเขาควรอยู่ในชั้นบนสุดถึงจะถูกไม่ใช่หรือ”ริวถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเพราะเกมRPG  มักจะมีเอาตัวละครโหดๆอย่างจอมมารมักชอบไปอยู่ชั้นบนสุดของหอคอยเป็นประจำ ทำให้เพิ่มความสนุกในเวลาที่เล่นได้  ขืน พบจอมมารที่เก่งสุดตั้งแต่เริ่มเกม ผมคงเลิกเล่นเกมตั้งแต่แรกแล้วละ

-ไอ้ริว ข้าไม่อยากจะขัดหรอกนะ แต่แกอย่ามองคนอื่นเป็นตัวละครในเกมจะได้ไหม นั่นมันเรื่องสมมุติเท่านั้นโว้ย –

แค่กๆ

เสียงไอของเทียน่าเรียกสติของริวให้กลับมาอีกครั้ง ผมหันไปยิ้มให้เธอ ก่อนจะพูดเชิงประจบว่า “วันนี้เทียน่าน่ารักเป็นพิเศษเลยนะ น้องใช้เครื่องสำอางตัวใหม่หรือ? รู้แล้วละน้องเปลี่ยนลิปมันใช่ไหม”

เทียน่ามองพี่ชายอย่างหน่ายใจ ก่อนชูนิ้วขึ้นมา 2 นิ้วแล้วจะพูดว่า “ 2 วัน ห้ามปฏิเสธ และ ไม่รับคำคัดค้านอะไรทั้งสิ้น ถ้าไม่สนใจฟังอีก หนูจะเพิ่มเป็น 4 และ16 วันตามลำดับ ตกลงตามนี้นะค่ะ”

ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะคิดว่า(แม่เจ้าโว้ย ยัยน้องตัวแสบเล่นเพิ่มวันทีละยกกำลัง 2 เลยหรือ?  )

น้องสาวเปลี่ยนมายิ้มหวานแบบที่คนเห็น(พี่ชาย)ยังต้องเสียวไปทั้งสันหลัง “พี่คะ นี้คือ หอคอยกลับหัวนะ ชั้นที่ 1 จึงเป็นชั้นที่อันตรายที่สุด จอมเวทที่อยู่ในชั้นนี้จะต้องใช้พลังเวทในการประคองหอคอยอีก 6 ชั้นด้วยและถ้าจอมเวทมีพลังไม่พอ หอคอยทั้งหมดก็จะพังลงมา  คราวนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไมคนที่อยู่ชั้นนี้จะต้องเป็นจอมเวทระดับสูงแบบนั้น”

ริวพยักหน้าอย่างเข้าใจ เทียน่าจึงพูดต่อว่า “ชั้นที่ 2-3 จะเป็นของจอมเวทระดับ Leader ส่วนชั้น 4-5เป็นของจอมเวทระดับ Random  Incant และชั้นที่ 6 จะเป็นของจอมเวทระดับ Mega Magician นะค่ะ”

“เอ่อ แล้วชั้นบนสุดนี้ใช้ทำอะไรหรือ?”ริวชี้ที่ชั้นที่อยู่บนสุด ที่ดูจะมีพื้นที่กว้างที่สุดอีกด้วย

“ชั้นสุดท้ายมีเอาไว้สำหรับพวกจอมเวทระดับที่ต่ำกว่าระดับ Mega Magician นะขอรับ ”เสียงของใครบางคนดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ชนิดว่าริวต้องรีบเอามือขึ้นมาปิดหูอย่างเลี่ยงไม่ได้

ชายหนุ่มรีบหันไปหาคนที่ตอบคำถาม เขากับต้องตกใจอีกครั้งเพราะคนที่เป็นต้นเสียงในการตอบคำถามนั้นกำลังกระโดดลงมาจากชั้นที่ 7 โดยมีคนอื่นๆกระโดดตามลงมาอีกนับไม่ถ้วน  แถมทุกคนยังลงสู่พื้นอย่างงดงาม

ระหว่างที่ริวกำลังตกใจกับภาพที่เห็น คนกลุ่มนั้นรีบวิ่งตรงเข้ามายืนเรียงเป็น 2 แถว   ผู้ที่นำเหล่านักสู้มาต้อนรับในครั้งก็คือ ชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของเสียงตอบเมื่อสักครู่ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีขนาดที่ผู้ชายทุกคนเห็นเป็นต้องหมั่นไส้ ดวงตาข้างขวาเป็นสีมรกต ส่วนข้างซ้ายถูกปิดด้วยผ้าคาดสีดำ  ผมสีเงิน รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดฝึกที่ไม่รู้ว่าเป็นชุดยุโด หรือชุดคาราเต้ ส่วนสายคาดเอวสายเป็นสีดำ

ป็อก

เสียงดีดนิ้วของชายในชุดฝึกดังขึ้น เหล่าคนที่กระโดนลงมารีบตั้งแถวเป็น 2 แถวยาวจนไปถึงหอคอยวายุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ  50 เมตร จากนั้นชายคนเดิมก็โค้งตัวเป็นการทักทายพวกเซริว

“ขอโทษที่ข้าพเจ้าออกมาตอนรับช้านะขอรับ ท่านอารอง”

ริวมองไปรอบตัว เขาก็เห็นผู้คนที่มาต้อนรับนั้นต่างสวมชุดเหมือนชายคนที่ตอบคำถาม ไม่เพียงแค่นั้น เวลาที่ชายคนนี้โค้งตัวลง คนอื่นๆก็คุกเข่าลงกับพื้นเพื่อเป็นการขอโทษอีกด้วย ภาพที่เห็นทำเอาริวถึงกับกลืนน้ำลายให้กับการขอโทษในครั้งนี้

“เอ่อ ดีอัสทีหลังไม่ต้องทำแบบนี้ ”เซริวยิ้มหน้าเจื่อนๆให้มารยาทที่คนตรงหน้าแสดงออกมา

ดีอัสคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมถอนเสื้อฝึกออก  จากนั้นเขาหยิบมีดสั้นออกมาจากช่องว่างมิติ “ในเมื่อท่านอารองไม่ถูกใจในการต้อนรับ  ข้าพเจ้าขอชดใช้ด้วยชีวิตขอรับ”

พอพูดจบมีดในมือของดีอัสก็ทำท่าเตรียมจะทำฮาราคีรี(คว้านท้องเพื่อไถ่โทษ)นักสู้คนรีบอื่นเข้ามาห้ามทันที แต่ก็แค่ช่วยชะลอเวลาลงเท่านั้น ดีอัสยังทำท่าขัดขืนอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งเซริวต้องพูดขึ้นว่า

“ดีอัส ที่อาบอกว่าไม่ต้องทำอีกแล้ว หมายถึงว่า การต้อนรับแค่นี้ก็ถือว่า ยิ่งใหญ่มากเกินไปต่างหาก ”

“จริงหรือ? ท่านอารองห้ามหลอกข้าพเจ้านะขอรับ”ดีอัสถาม พร้อมวางมีดลงข้างตัว

เซริวพยักหน้าเป็นการยอมรับ เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกวักมือเรียกให้ริวเดินเข้าไปหา พร้อมพูดออกมาว่า

“คนนี้คือญาติผู้พี่ของลูก ชื่อว่า ดีอัส ดราโกนิส  เขาแก่กว่าลูก 5ปีนะ”

ดีอัสรีบพูดแก้ขึ้นมาว่า“ไม่ใช่ขอรับ ถ้าจะพูดให้ถูกคือ 4ปี 11 เดือน 7 วัน 12ชม. 24นาที กับอีก 12 วินาทีนะขอรับ”

 นานๆทีถึงจะเห็นคุณพ่อทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนี้  ท่าทางคุณพ่อคงจะไม่ถนัดรับมือญาติผู้พี่คนนี้แน่ๆ คนอะไรมาถึงก็จะคว้านท้องโชว์เป็นการต้อนรับเลย เฮ้อ ตกลงว่าตระกูลนี้มีคนปกติกับเขาบ้างไหมนะเนี่ย

 “สวัสดีครับ พี่ดีอัส ผมชื่อ อรุณ พี่จะเรียกว่าริวก็ได้นะครับ”ริวยกมือขึ้นมาไหว้อย่างน้อยสุด เขาก็ยังเป็นญาติผู้พี่ การให้ความเคารพถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอยู่แล้วละ

ดีอัสฉีกยิ้มอย่างถูกใจ เขาเอามือตบไหล่ผมอย่างเต็มแรง คนอะไรแรงช้างแบบนี้ แค่ตบยังทำเอาไหล่แทบหักเลย  หรือว่า เขาคิดจะข่มขวัญผมตั้งแต่แรกพบ จากนั้นก็หาโอกาสไถเงินในภายหลัง  ต้องใช่แบบนี้แน่ๆ

-แกอย่าเอาแต่คิดในแง่ลบจะได้ไหม  ที่แกรู้สึกเจ็บขนาดนี้ก็เพราะร่างกายของแกอ่อนแอเกินไปต่างหาก -  

 “พี่ดีอัสหรือ? ช่างเป็นคำที่ไพเราะอะไรเช่นนี้ ข้าพเจ้าชอบคำเรียกหาเช่นนี้จริงๆนะขอรับ”ดีอัสพูดพร้อมพยักหน้าให้กับสิ่งที่ได้ยิน ริวรีบหันไปสะกิดน้องสาวที่อยู่ใกล้ ก่อนจะกระซิบว่า

  “เอ่อ ไอ้หมอนี้มันประสาทดีหรือเปล่า ทำไมถึงดีใจกับเรื่องแบบนี้ละ”

เทียน่าเหล่มองดีอัส ก่อนจะอธิบายขึ้นว่า”ในตระกูลเซริวไม่มีใครเรียกพี่ดีอัสแบบนี้หรอกค่ะ ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่จะเรียกว่า คุณหนูใหญ่ ท่านรองวายุ  ส่วนพวกคุณพ่อก็จะเรียกเขาว่า ดีอัส หลานดีอัส ไม่ก็หลานชาย แต่ถ้าหนู หรือฟาฟา ก็เรียกเขาว่า อันเจ ที่แปลว่าพี่ชายใหญ่นะค่ะ”

            ระหว่างที่พวกริวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น คุณพ่อก็เรียกดีอัสเข้าไปถามว่า “ดีอัส แล้วคุณพ่อไม่ได้มาด้วยกันหรือ?”

            ญาติผู้พี่หันมาพูดว่า “ไม่มาขอรับ  ท่านพ่อบอกให้ผมพาท่านอารองและครอบครัวไปยังสถานที่ท่านพ่อจัดไว้เท่านั้น ”

            เซริวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะบอกให้ดีอัสเดินนำพวกเขาไปได้เลย ญาติผู้พี่ยิ้มรับ ก่อนจะเดินนำทางไปยังหอคอยวายุทันที เซริวรีบเดินเข้าไปเคียงข้างดีอัส ก่อนจะพูดว่า

            “ดีอัส พอรู้ไหมว่าพ่อของหลานเตรียมบทสอบอะไรเอาไว้บ้างนะ”

            ดีอัสทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ท่านพ่อสั่งให้ข้าพเจ้าพาพวกท่านอาไปยังสนามฝึกที่ 3 นะ คาดว่าคงจะทดสอบวิชาดาบ กับพลังเวทของริวไปพร้อมกันนะขอรับ”

            “อืม แล้วพอรู้ไหมว่า ท่านรองผู้นำตระกูล(ปู่ของริว) กับ ท่านผู้นำ(ปู่ทวดของริว)เตรียมบททดสอบอะไรเอาไว้บ้าง”

            ดีอัสส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบออกไปว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้เลยขอรับ ที่พอบอกได้คือท่านปู่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็แค่เอากระดานหมากรุกออกมาเดินกับท่านผู้นำเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้นเองขอรับ อ้อ เมื่อเช้าข้าพเจ้าเห็นท่านผู้นำออกไปข้างนอก นี่อาจจะเกี่ยวกับบททดสอบก็ได้นะครับ”  

            เซริวพยักหน้า ก่อนเอนตัวไปกระซิบดีอัสว่า “ดีอัส อาวานอะไรหน่อยได้ไหม”

            “ได้ขอรับ ขอเพียงท่านอารองสั่งมา ข้าพเจ้าพร้อมที่จะทำตามทันที”ดีอัสตอบออกมาแทบจะในทันที

            เซริวยิ้ม  ก่อนจะกระซิบต่อไปว่า “ถ้าเกิดพ่อของหลานต้องการให้หลานประลองดาบ หรือประลองเวทกับริว อาอยากจะขอให้หลานช่วยออมมือหน่อยนะ แบบว่าอาไม่ต้องการให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นมานะ”

            ดีอัสพยักหน้า”ตกลงขอรับ ถ้าข้าพเจ้าต้องประลองกับญาติผู้น้องจริงๆ ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าจะหยุดมือเมื่อสัมผัสถูกตัวเท่านั้น”

            ระหว่างที่เซริวกำลังคุยกับดีอัสอยู่นั้น  ริวก็หันไปถามเทียน่าว่า“นี่ตกลงว่า คุณพ่อมีญาติพี่น้องทั้งหมดกี่คนหรือ?”

            เทียน่าเอามือจับปลายคาง ก่อนพูดว่า“ถ้านับเฉพาะสายเลือดเดียวกันก็มีทั้ง 4 คนค่ะ ได้แก่ ลุงใหญ่ คุณพ่อ อาแพน และอารูบี้ แต่ถ้านับสายเลือดรอง และสายเลือดสาขาเข้าไปด้วย คงเกินกว่า 100 คนได้ละมั่ง”

            ริวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบตอบว่า “100 คน นี้คงไม่บอกนะว่า พี่ต้องไปพบกับคนทั้งหมดนะ”ถ้าตอบว่า ใช่ ขอบอกเลยว่าผมจะแกล้งเป็นลมเดี๋ยวนี้เลย เรื่องอะไรจะต้องไปเหนื่อยกับการพบญาติๆของคุณพ่อด้วยละ

            “ไม่น่าจะใช่นะค่ะ หนูว่าคนที่พวกเราจะไปพบมีอีกแค่ 3 คนเท่านั้น ได้แก่ ลุงใหญ่ คุณปู่ และท่านผู้นำตระกูลนะ”

            ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ระหว่างนั้นเองที่ดีอัสได้พาพวกริวเข้ามาในหอคอยวายุชั้นหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเหล่าคนที่ออกมาต้อนรับก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองตามที่ดีอัสสั่ง เมื่อเดินเข้ามาภายในหอคอยวายุ ญาติผู้พี่ก็นำทางไปยังห้องที่มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ห้องพักของสนามฝึกที่ 3 เขาก็หันไปพูดกับเซริวว่า

            “ข้าพเจ้าพามาทุกคนส่งได้แค่ตรงนี้ อีกสักครู่ท่านพ่อคงจะส่งคนมารับช่วงต่ออีกที ถ้ายังไงท่านอารองก็ระวังตัวด้วยนะขอรับ”

            “ขอบใจที่บอกนะ ดีอัส “เซริวพยักหน้าเป็นการรับทราบ

            “ไม่เป็นไรขอรับ”ดีอัสยิ้มพร้อมโค้งตัวให้กับเซริว จากนั้นเขาก็เดินกลับไปทางเดิมแต่ระหว่างที่เดินสวนกับชายหนุ่มนั้น ญาติผู้พี่กลับยื่นมือขวามาแตะไหล่ของริว พร้อมกล่าวเบาๆว่า

            “พยายามเข้าละ ริว”

พอสิ้นเสียงดีอัส เขาก็ใช้มือซ้ายดึงที่คาดตาออก ดวงตาภายใต้ที่คาดค่อยๆลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตาข้างนี้เป็นสีดำสนิท สักพักวงเวทบางอย่างก็ปรากฏขึ้นภายในดวงตาข้างนั้น  เมื่อวงเวทส่องสว่างออกมา ริวก็หายไปจากจุดที่ยืนอยู่

เซริว รีก้า และเทียน่าต่างสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นพวกเขาทั้ง 3 ก็พุ่งเข้ามาหาดีอัสในทันที แต่ก็ช้าเกินไปเพราะดวงตาข้างซ้ายของดีอัสปรากฏวงเวทขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะพาตัวเองหายไปจากจุดที่ยืนอยู่เช่นกัน เหลือไว้แต่เพียงเสียงสะท้อนที่ดังก้องขึ้นมาภายหลังว่า

“ท่านอารอง ท่านอาหญิงและน้องเทียน่า ข้าพเจ้าต้องขอโทษที่ต้องทำอย่างนี้ แต่นี้เป็นคำสั่งของท่านพ่อ   ข้าพเจ้าจำเป็นต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้นะขอรับ”

“โธ่ นี่ผมเสียท่าพี่ใหญ่อีกแล้วหรือ?”เซริวร้องขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ที่ต้องเห็นลูกชายถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้

รีก้าเองก็ทำหน้าร้อนใจไม่แพ้สามี เธอหันไปมองลูกสาว ก่อนจะถามว่า “เทียน่า ลูกพอจับสัมผัสเวทอักษรรูนที่อยู่กับริวได้ไหม”

เทียน่าตวัดนิ้วเพื่อเขียนอักษรบางอย่างขึ้นกลางอากาศ แต่อักษรก็อยู่ได้ไม่นานก็สลายไป เธอขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะพูดว่า

“พี่ริวถูกพาตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นะค่ะ ส่วนระยะทางน่าจะประมาณ 7 กิโลได้ “

“เดี๋ยวนะ ถ้า 7 กิโลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือว่าจุดที่ดีอัสส่งริวไปจะเป็นเรือนฤดูใบไม้ผลิ”เซริวพูดออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะเรือนฤดูใบไม้ผลิก็คือที่อยู่ของท่านผู้นำตระกูลในปัจจุบัน และการที่ลูกชายถูกแยกไปคนเดียว อาจเป็นเพราะท่านผู้นำอยากจะทดสอบริวด้วยตัวเองก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง มีหวังเรื่องใหญ่แน่ๆ

รีก้าเองก็คิดแบบเดียวกับเซริว เธอรีบหันมามองเซริวพร้อมกล่าวว่า “พ่อจ๊ะ แม่ว่าพวกเรารีบไปหาริวด้วยเวทเคลื่อนย้ายกันเถอะ ถ้าชักช้าอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ก็ได้นะ”

“หนูเห็นด้วยกับที่คุณแม่พูดค่ะ ขืน ปล่อยให้พี่ริวอยู่กับคุณเท็ดดี้เพียง 2 คน มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ”เทียน่าเองก็เป็นห่วงพี่ชายเช่นเดียวกับพวกคุณพ่อ  เพียงแต่ต่างกันตรงที่พ่อกับแม่เป็นห่วงว่า ความจริงเรื่องที่ลูกชายไร้พลังเวทจะแตก และ ยังห่วงว่า ริวจะได้รับบาดเจ็บจากการทดสอบอีกด้วย  แต่เทียน่ากับกังวลว่าพี่ชายกับคุณเท็ดดี้จะไปก่อเรื่องวุ่นวายชนิดที่ว่าไม่อาจจะจินตนาการได้ต่างหาก ที่เธอคิดแบบนี้เพราะรู้ถึงความสามารถ(ในการก่อเรื่องระดับโลก)ของพี่ชายเป็นอย่างดี

เซริวยกมือขึ้นเพื่อเตรียมจะใช้เวทเคลื่อนย้าย แต่ยังไม่ทันจะใช้วงเวทเคลื่อนย้าย วงเวทสีเขียวบางอย่างก็ปรากฏออกมาที่พื้นทางเดินเต็มไปหมด ก่อนจะลามขึ้นไปตามกำแพง พอวงเวททั้งหมดหายไป เสียงของดีอัสก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า

“ท่านอารอง ท่านอาหญิง อย่าได้เสียพลังเวทอย่างเปล่าประโยชน์เลยขอรับ ตอนนี้ภายในหอคอยวายุถูกกางข่ายเวทขนาดใหญ่เอาไว้แล้ว ต่อให้พวกท่านอาพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจจะทำลายวงเวทที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนจำนวนมากไม่ได้หรอก”

เซริวขมวดคิ้ว ก่อนจะตะโกนก้องออกไปว่า “ที่แท้ทั้งหมดเป็นแผนของพ่อของหลานซินะ “

“ใช่ขอรับ”ดีอัสปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าทั้ง 3 คนอีกครั้ง

 พวกเซริวต่างจ้องมองดีอัสอย่างโกรธเกรี้ยว แต่ญาติผู้พี่กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาทำท่าเชิญให้พวกเซริวเข้าไปพักในห้องที่พามา  แม้พวกเซริวจะไม่เต็มใจนัก แต่ในสภาพแบบนี้มีแต่ต้องเข้าไปตามคำเชิญสถานเดียว พอทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว  ดีอัสก็ยกน้ำมาเสิร์ฟ จังหวะนั้นเองที่เซริวถามขึ้นมา

“วงเวทขนาดใหญ่ที่ใช้คลุมหอคอยวายุทั้งหมดได้นี้ต้องใช้จอมเวททั้งหมดเท่าไรหรือ?”

“60 คนขอรับ ”

เซริวถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “แสดงว่าการพาคนจำนวนมากออกมาต้อนรับ ความจริงเป็นแค่การอำพรางเพื่อที่จะได้ปิดบังการเคลื่อนที่ผิดสังเกต ไม่ซิ แผนการทั้งหมดอาจจะรวมไปถึงคำพูดของหลานด้วยใช่ไหม”

“ท่านอารองเข้าใจถูกต้องแล้วขอรับ  การที่ข้าพเจ้าจงใจบอกใบ้เกี่ยวกับบทสอบก็เพราะต้องการทำให้ท่านอารอง ท่านอาหญิง รวมถึงน้องเทียน่าไว้วางใจในตัวของข้าพเจ้านะขอรับ จากนั้นข้าพเจ้าจะได้ดำเนินการตามแผนที่ท่านพ่อวางเอาไว้นะขอรับ”

“สรุปว่าที่อันเจ(พี่ชายใหญ่)ทำทั้งหมดตั้งแต่แรกจนถึงเมื่อสักครู่เป็นแค่การแสดงเท่านั้นหรือคะ?”เทียน่าถามขึ้นมา

ดีอัสทำมือประสานอินแบบนินจา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี้เป็นหนึ่งในความสามารถของข้าพเจ้านะขอรับ ข้าพเจ้าขอขนานนามมันว่า วิชานินจาแฝงกายเพื่อลอบสังหาร ขอรับ”

เซริวฝืนยิ้ม“ดีอัส เธอไม่คิดหรือว่าสิ่งที่พ่อของเธอทำดูจะเกินเลยไปหน่อยนะ แค่จะทดสอบลูกชายของอา ไม่เห็นจะต้องลงทุนขนาดนี้เลย”

ดีอัสเงียบไปสักพัก ก่อนจะบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ คำสั่งของท่านพ่อคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้าพเจ้าขอรับ”

เซริวมองดีอัส “ดูท่าพี่ใหญ่จะฝึกเธอให้กลายเป็นคนที่ทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นซินะ”

ดีอัสยังคงไม่ตอบ เซริวถอนหายใจยาวๆ “เข้าใจแล้วละ ถ้างั้นอาจะไม่ถามอะไรอีกแล้ว”

“คุณค่ะ”เสียงของรีก้าดังขึ้นมา ราวกับว่าเธอไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้

เซริวมองคู่ชีวิต ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าพวกเราต้องการจะออกจากที่นี้จริง คงมีแต่ต้องใช้กำลังฝ่าออกไป และถ้าเป็นแบบนั้น พ่อเชื่อว่าเรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่”

“แต่ว่า....”รีก้าพยายามจะพูดอะไรออกมา แต่กับถูกสายตาของเซริวห้ามเอาไว้

เซริวหันไปมองดีอัส “พวกอาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทดสอบในครั้งนี้ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับริวแม้แต่เพียงเล็กน้อย พวกอาจะไม่อยู่เฉยแน่ๆ หวังว่าหลานคงเข้าใจในจุดนี้นะ”

แรงกดดันจากเซริวแผ่ไปทั่วห้องพัก จนกำแพงเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นมาบ้างแล้ว มือของภรรยายื่นไปจับต้นขาของเซริวเพื่อขอให้ระงับอารมณ์เอาไว้ ไม่นานแรงกดดันก็หายไป บรรยากาศภายในห้องเริ่มผ่อนคลายลง

ดีอัสได้แต่ฝืนยิ้ม “เข้าใจแล้ว  ข้าพเจ้าขอตัวนำเรื่องนี้ไปบอกท่านพ่อเลยนะขอรับ”

พอพูดจบดีอัสก็หายตัวไปอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากดวงตาข้างซ้าย เซริวหันไปมองรีก้า ก่อนจะพูดว่า

“ขอบใจนะ ถ้าไม่ได้แม่ช่วยห้ามเอาไว้ พ่ออาจจะลงมือจัดการจับดีอัสเป็นตัวประกัน เพื่อให้ปล่อยพวกเราออกจากที่นี้ก็เป็นได้”

รีก้ายิ้มเจื่อนๆ “พ่อใจเย็นหน่อยซิ ขืนทำแบบนั้น ริวอาจจะเป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิมนะ และถึงจะจับดีอัสเอาไว้ได้ มันก็ไม่ได้หมายความว่าริวจะปลอดภัยสักหน่อย สิ่งที่พวกเราควรทำตอนนี้คือหาทางออกไปจากที่นี่โดยไม่ทำร้ายใครต่างหาก”

เซริวพยักหน้าเห็นด้วย ขณะนั้นเองที่เทียน่าพูดขึ้นมาว่า “แม่คะ ดูเหมือนว่าเวทรูนของหนูยังพอจะใช้ได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าคงจะต้องเสียเวลาเขียนวงเวทเพื่อเชื่อมต่อกับชีพจรของแผ่นดินสักเล็กน้อยนะ”

รีก้ากับเซริวต่างหันมามองลูกสาว ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกันว่า “เทียน่ารีบจัดการเลย / ลูกรีบลงมือทำเลยจ๊ะ

“ค่ะ”เทียน่าพูดจบ เธอก็ขอให้คุณพ่อกับคุณแม่มาช่วยกันเลื่อนโซฟาและของต่างๆ เอาไว้ด้านข้าง จากนั้นจึงใช้ปากกาที่นำติดตัวมาเขียนลงไปที่พื้นห้องทันที

อีกด้านหนึ่ง

            วงเวทพาริวมาที่ห้องแห่งหนึ่ง ภายในห้องเต็มไปด้วยเครื่องแก้ว เครื่องหยก เครื่องทอง สร้อยคอต่างๆ ไม่ก็เครื่องลายครามที่ดูมีราคา ถ้าดูแบบผ่านๆเครื่องลายครามน่าจะมีเกินกว่า 1000 ชิ้นแล้ว  ริวมองไปรอบๆราวกับจะถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี้ได้ สักพักเสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นว่า

            -ไอ้ริว แกไม่ต้องงงไปหรอก แกถูกส่งมาที่นี้เป็นฝีมือของเจ้าหนูดีอัสนั่นละ -

            ริวกระพริบตา 2-3 ครั้ง ก่อนจะคิดขึ้นมาว่า(เอ่อ แกช่วยอธิบายเป็นภาษาที่ผมเข้าใจหน่อยจะได้ไหม พูดกับแกทีไร ผมปวดหัวทุกทีเลย)

            -เฮ้อ แกตั้งใจฟังให้ดีนะ พวกเราถูกส่งมาที่นี้ด้วยเนตรราตรีของเจ้าหนูที่ชื่อดีอัสนะ-

            (เนตรราตรี มันคืออะไรหรือ?)

            -มันคือเนตรที่สามารถก็อปปี้เวทมนตร์ที่เห็นได้นะ และยังสามารถใช้เวทบทนั้นโดยไม่เสียพลังเวทสักนิด  -

            (อ้า แบบนั้นก็สุดยอดไปเลยนะซิ สามารถใช้เวทได้โดยไม่ต้องพึ่งพลังเวท ทำไมผมไม่มีความสามารถแบบนั้นบ้างนะ )

            -แกช่วยฟังให้จบก่อนได้ไหม จริงอยู่เนตรนี้มีประโยชน์มาก แต่มันก็เงื่อนไขที่ต้องจำใส่ใจเอาไว้ถึง 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่   

1. เวทที่ก็อปปี้จะต้องไม่มีพลังสูงเกินกว่าร่างกายของตัวเอง ถ้าเวทมีพลังสูงมากเกินไป เวทจะทำลายตัวผู้ใช้ในทันที

(สรุปว่าต่อให้มีความสามารถนี้ก็ยังใช้เวทมนตร์ไม่ได้สินะ)

2.ทุกครั้งที่ใช้เนตรราตรีจะต้องเสียอายุไขเป็นการตอบแทน กับเวทมนตร์ที่ได้รับมา ซึ่งอายุไขที่เสียก็ขึ้นอยู่กับเวทมนตร์ที่ใช้ด้วย

(แค่เงื่อนไขข้อนี้ผมก็ไม่อยากจะได้เนตรชนิดนี้แล้วละ ใครมันจะยอมเสียอายุเพื่อแลกกับพลังกันฟะ )

3. การก็อปปี้เวทมนตร์จะสามารถทำได้ครั้งละ 1 เวทเท่านั้น ถ้าต้องการก็อปปี้เวทบทใหม่ จำเป็นต้องให้ร่างกายของตัวเองรู้จักผลของมันเสียก่อน จึงจะสามารถก็อปปี้เวทบทนั้น แทนเวทบทเดิมได้

   (เอ่อ หมายความว่า ต้องเอาตัวเองไปรับเวทบทใหม่โดยต้องไม่ตายซินะ ใครมันจะบ้าไปทำแบบฟะ ความสามารถงี่เง่าขนานแท้เลยนะเนี่ย)

4. ใน 1 วันจะใช้เนตรราตรีได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น

(น่าน!! แค่ที่พูดมายังแย่ไม่พอใช่ไหม ถึงได้มีการจำกัดการใช้ต่อวันอีก ช่างเป็นเนตรที่ไร้ประโยชน์สิ้นดีเลยนะ)ริวฝืนยิ้ม

-มันก็ประมาณนั้นละ เอาละถ้าเจ้าเข้าใจเนตรราตรีแล้ว ข้าขอพูดเรื่องที่ทำให้เจ้ามาอยู่ที่นี้ต่อเลยนะ-

ริวพยักหน้า เท็ดดี้จึงเล่าว่า –เวทที่อยู่ในเนตรราตรีของเจ้าหนูดีอัสก็คือ เวทเคลื่อนย้าย และมันก็อาศัยจังหวะที่ทุกคนเชื่อใจส่งแกมาที่นี้ยังล่ะ  ส่วนเหตุผลที่ส่งมาข้าคงไม่ต้องบอกสินะ-

(การทดสอบของคุณลุงใหญ่ใช่ไหม)ริวคิดพร้อมยิ้มแหยๆ ใครจะไปคิดว่าแค่การทดสอบจะต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้

-อืม แล้วจะเอาไงต่อละ เดินหน้าต่อไป หรือว่า รออยู่เฉยๆ จนกระทั่งพวกเจ้าหนูเซริวตามช่วย  

(เดินไปข้างหน้า )ริวตอบออกมาในทันที การตอบเช่นนี้ทำเอาเท็ดดี้ถึงกับทำหน้าบอกไม่ถูก

-ไอ้ริว ข้าคิดว่าแกจะตอบว่า รออยู่เฉยๆเสียอีก นึกยังไงถึงเลือกเดินหน้าต่อไปแบบนี้ละ –

ริวฝืนยิ้ม (ผมเองก็อยากรออยู่เฉยๆ แต่การที่พี่ดีอัสยอมสละอายุเพื่อใช้เนตรราตรีอย่างนี้  แสดงว่าคงเตรียมแผนการอย่างอื่นเอาไว้ด้วย เช่นแผนการถ่วงเวลาพวกคุณพ่อ ไม่ก็อาจจะวางแผนให้ผมทดสอบในทันทีที่มาถึงตรงนี้  แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แกคิดว่าผมจะมีโอกาสได้นั่งรอเฉยๆหรือ? )

-ที่แกพูดมามันก็ถูก แต่มันอาจจะเป็นแค่การคาดเดาของแกก็เป็นได้นะ-

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเท็ดดี้ อักษรบางอย่างก็ปรากฏต่อหน้าริว มันเขียนเอาไว้ว่า

 

       จงหาทางออกจากห้องนี้ภายใน 10 นาที ไม่เช่นนั้น ระเบิดที่วางทั่วห้องจะทำงาน

                  00:00:00:10:00 นาที

            พอริวอ่านอักษรทั้งหมดจบ ตัวเลขที่อยู่ดานล่างก็เริ่มนับถอยหลังลงอย่างรวดเร็ว เท็ดดี้ฝืนยิ้ม ก่อนจะพูดว่า

            -ถูกของแก  ดูเหมือนบททดสอบจะเริ่มต้นโดยไม่ถามความสมัครใจของแกเลยนะ-

            ริวยิ้มแหยๆ ก่อนจะหันไปมองรอบห้องเพื่อหาทางออก ในที่สุดเขาก็พบเข้ากับประตูที่อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อมาถึงประตู เขาก็เห็นว่าบนประตูมีอักษรเขียนเอาไว้ว่า      

           จงเลือกหาของที่มีค่าที่สุดในห้อง มาไว้บนช่องสี่เหลี่ยมหน้าประตู   สักพักประตูก็จะเปิดออกให้เอง เพียงแต่มีโอกาสที่จะวางสิ่งของได้เพียงครั้งเดียว ถ้าเลือกผิดประตูจะปิดตายตลอดกาล ถ้าฝืนให้พลังทำลายประตู หรือ ทำลายฝ่าผนัง ระเบิดที่วางไว้ก็จะทำงานเช่นกัน

            ริวยิ้มเจื่อนๆ (ให้หาของ 1 ชิ้น ในของที่มีมากกว่าหนึ่งพันชิ้น ภายในเวลา 10 นาที ใครมันจะไปทำได้ฟะ นี้มันแกล้งกันชัดๆ คอยดูเถอะ ถ้าเจอคนออกข้อบททดสอบเมื่อไร ผมจะเอาไม้หน้าสามตีให้ยับเลย)

            -แกยังมีอารมณ์ไปคิดแค้นคนอื่นอีกเหรอ? สิ่งที่ควรทำตอนนี้ คือ หาของมีค่าที่สุดต่างหาก  ข้าว่าสร้อยคอฝังเพชรที่อยู่มุมห้องต้องเป็นของมีค่าที่สุดแน่ๆ–

            สีหน้าบอกบุญไม่รับปรากฏขึ้นมาบนในหน้าของชายหนุ่ม เขาจ้องมองสร้อยเพชรที่เท็ดดี้บอก ก่อนมองไปรอบๆห้อง แล้วจึงกล่าวว่า

            (ไม่ไหวหรอก ของส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องล้วนมีราคาไม่ตายตัว อย่างเช่น สร้อยเพชรที่แกว่ามา แม้มันจะดูมีราคาสูง แต่แกแน่ใจได้ยังไงว่าเพชรพวกนั้นไม่ใช่ของปลอม)

            -อึก! งั้นเครื่องลายครามที่อยู่ใกล้ๆกันละ มันน่ามีราคาสูงพอสมควรเลยนะ-

            ริวส่ายหน้าช้าๆ (นั่นก็ไม่ไหว แม้เครื่องลายครามจะดูมีราคาสูง แต่มันก็เป็นสินค้าเฉพาะผู้ที่ต้องการสะสม ดังนั้นราคาจึงมักขึ้นกับผู้ที่ต้องการซื้อเป็นส่วนใหญ่ แถมทั้งแกและผมต่างดูของพวกนี้ไม่เป็นแล้ว มันจะบอกได้อย่างไงว่าเป็นของจริงหรือของเลียนแบบ )

            -โธ่ โว้ยไอ้นั้นก็ไม่รู้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แล้วแบบนี้แกจะให้ทำอย่างไงละ-

            ริวไม่ตอบ เขาหันไปจ้องมองอักษรบนประตูอีกครั้ง มือขวาถูกนำมาจับปลายคางพร้อมทำท่าครุ่นคิด

 (ของที่มีค่าที่สุดในห้องเหรอ? ทำไมถึงได้บอกแบบนี้นะ )

-ริว มนุษย์มักจะพูดกันว่า  ชีวิตนั่นเป็นสิ่งที่ล่ำค่ายิ่งกว่าสิ่งใด มันเป็นไปได้ไหมว่า ของที่มีค่าที่สุดจะหมายถึง ตัวของแก เองนะ-

(ไม่มีทาง!)ริวปฏิเสธออกมาแทบจะในทันที จากนั้นก็พูดต่อว่า (ถ้าคนในตระกูลนี้เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งล้ำค่าจริง พวกเขาคงไม่คิดจะฆ่าผมตั้งแต่แรกเกิดเป็นแน่ ดังนั้นเรื่องที่ผมเป็นของที่มีค่าที่สุดในห้องเป็นอันตัดไปได้เลย)

-อืม ที่แกพูดมาก็มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นของที่ล่ำค่าที่สุดควรเป็นอะไรละ –

ชายหนุ่มกวาดตามองรอบห้องอย่างใจเย็น แม้เขาจะเห็นสิ่งของมีค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแจกันทองคำ ภาพเขียนทิวทัศน์ที่เคลื่อนไหวได้ หรือแม้แต่ตำราเวทที่แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นของเก่า ริวก็ยังไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าของสิ่งไหนมีค่าที่สุด สักพักริวก็ยกมือขวาขึ้นมาจับปลายคาง พร้อมคิดว่า

(เดี๋ยวนะ ถ้าไม่รู้สิ่งใดคือสิ่งที่ล่ำค่าที่สุด พวกเราก็สร้างขึ้นมาซะก็สิ้นเรื่อง)

-หา!!! แกรู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา ใครมันจะไปสร้างของแบบนั้นได้ในเวลาไม่กี่นาทีกัน –

ริวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมถามขึ้นมาว่า  (เท็ดดี้ แกพอจะใช้เวทช่องว่างมิติแบบที่เทียน่าเคยใช้บ้างไหม)

-เอ่อ ไอ้ช่องว่างมิติแบบยัยหนูเทียน่า ข้าใช้ไม่เป็นหรอก แต่เวทที่คุณสมบัติคล้ายๆกันก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่าแกจะเอามันไปทำอะไรหรือ?-

ริวหลับตาพร้อมนึกถึงแผนการทั้งหมด เท็ดดี้ถึงกับอ้าปากค้าง สักพักมันก็หัวเราะอย่างสะใจ

-ฮ่าๆ แผนแบบนี้ แกก็ยังคิดขึ้นมาได้นะ สมกับเป็นแกจริงๆ ไม่เคยยอมขาดทุนแม้แต่น้อย ถ้าคนออกข้อสอบรู้เข้า มีหวังมันเต้นเป็นเจ้าเข้าแน่ๆ –

(ถ้ารู้ก็รีบใช้เวทได้แล้วโว้ย  เวลายิ่งไม่มีอยู่ด้วย ขืน ไม่ทันขึ้นมาเวลา แกกับผมคงหัวเราะไม่ออกแน่ๆ )ริวรีบพูดออกมาทันที

-ไม่ต้องห่วง  ข้ามีเวทที่เข้ากับสถานการณ์แบบนี้พอดี เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ-

เท็ดดี้พูดจบ มันก็บอกให้ริวยกมือขึ้นเหนือหัว พร้อมตะโกนออกมาว่า “ Black Hole

////////////////////////////////////

ช่วงคอมเม็นโดนใจครับ

            ครั้งนี้ขอยกให้จอมโจรปริศนา (@Red_kill)  ครับเพราะช่วยส่งรูปต่างๆมากให้เยอะจริงๆ คนแต่งของยอมรับในความพยายามจริงๆ

            คำถามประจำสัปดาห์

1.      มีแฟนๆหลายท่านขอให้ผมลงอาทิตย์ละ 2ตอน

-ตอบ ผมต้องขอโทษบรรดาแฟนๆนะครับ ด้วยขีดความสามารถในตอนนี้ ผมสามารถลงได้สัปดาห์ละ 1 ตอน(ประมาณ 20-23 เท่านั้น) และที่ผมไม่ฝืนลงมากกว่านี้เพราะกลัวเนื้อหาจะสับสน รวมไปถึงคำพูดต่างๆอาจจะทำให้ความสนุกลดลง ดังนั้นผมขอเลือกทำผลงานให้ดีที่สุด มากกว่าเร่งออกผลงานไม่มีคุณภาพครับ

ปล. ใน 1 ตอน บางครั้งผมจำเป็นตั้งลบและแก้ใหม่เป็น 10-15 หน้า บางครั้งถึงกับยอมลบทั้งตอนเพื่อให้ได้ผลงานดีที่สุดนะครับ)

2.      เรื่องออกเป็นหนังสือ

ตอบ ตอนนี้ขอพักไว้ก่อนครับ อยากจะเขียนให้ได้สัก 3 ภาคแล้วค่อยคิดใหม่ ตอนนี้ขอฝึกฝีมือไปพลางๆก่อนครับ  

 ขอโทษที่ลงช้าครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 179 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #6794 Cab Wuttichai (@cabja) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 / 05:42
    ยอมทดสอบง่ายไปมั่ย ทำเพื่ออะไร?
    #6794
    0
  2. #6443 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 19:40
    อือหือ ไม่ปกติสักคน นี่ลงทุนทดสอบมากไปไหม หวังเอามาเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปชัดๆ

    เห้อม พวกท่านคิดผิด คิดไปเอง และ คิดเกินมากไปแล้ว ริวมันไม่ใช่เลยอ่ะ 55555
    #6443
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #4907 BlackComment (@kafil2006) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 กันยายน 2557 / 12:24
    สนุกๆ
    #4907
    0
  5. #4663 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 20:28




    โอว ริวจะยกเค้าทั้งห้องเลยรือนี้



    สนุกมากค่ะ ^^


    #4663
    0
  6. #4650 FanTaLime (@puybcbat) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2557 / 16:40
    ไหนว่าใย้ข้ออ้างแก้คำสาปทำให้พลังสลายไปหมดไม่มีพลังแล้ว เเละจะพิสูจน์อะไรอะ
    #4650
    0
  7. #4227 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 21:27
    อยากรู้จุดมุ่งหมายในการทดสอบริวทั้งหลายแหล่ แบบตระกูลต้องการจะยืนยันความสามารถของริวที่ได้ยินมาว่าเป็นจริงทั้งหมดหรือไม่ ใช่หรือเปล่านะ เพราะแค่หลานชายมีพลังเวทก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่ การทำแบบนี้ มันเหมือนกับ ต้องการให้ริวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตระกูล แบบคนสำคัญไรแบบนี้น่ะ
    #4227
    0
  8. #4102 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 22:42
    น่ารักเน๊าะครอบครัวนี้ ต้อนรับซะ...
    #4102
    0
  9. #3967 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 21:47
    คือฉลาดบววกทีมดีสินะ
    #3967
    0
  10. #3764 ฮัดชิ่ว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 16:02
    มี เท็ดดี้หน้าแดงเล็กน้อย ด้วย O_o
    #3764
    0
  11. #3761 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 15:12
    ไม่ธรรมดาแน่เลยไอ้ Black hole เนี่ย
    #3761
    0
  12. #3627 NuMaple (@numagicpen) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 21:35
    ริวนายนี่เมพขึ้นทุกวันนน
    #3627
    0
  13. #3599 Sn!PelZ (@sodiummaster) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2557 / 13:45
    เท็ดดี้แอบชอบริวชัว
    #3599
    0
  14. #3475 - - (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 10:22
    โอ!!!





    เป็นครอบครัวที่รุใจกันทุกเรื่องจริงๆ
    #3475
    0
  15. #3361 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 13:34
    มันต้องไม่ธรรมดาแน่ ขนาดการปั้นหิมะของริวยังเปนชั้นยอดเลย5555
    #3361
    0
  16. #3360 Menight * (@menight) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 01:41
    ถ้ากวาดเรียบแล้วเหลือไว้ในห้อง 1 ชิ้นนี่มีฮา 
    ตื่นเต้นอยากอ่านต่อไม่ไหวแล้ว รีบๆมาอัพนะค้าาา 
    #3360
    0
  17. #3359 min (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 00:42
    ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง มั่กๆๆไรเตอร์ T^T
    #3359
    0
  18. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  19. #3355 rem q (@sandsunzero) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 20:36
    หนุกๆผมพอจะเดาได้ว่าริวคงมีแต่ได้สุดๆ
    #3355
    0
  20. #3352 สุนี (@fonktv) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 19:41
    มันค้างอ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
    #3352
    0
  21. #3349 Willsan (@deadfrog) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 16:15
    น่าจะมีอย่างเดียว(ริวมันงกนิ) ยิ่งเจ้าเท็ดดี้เห็นด้วยยิ่งแล้ว 

    ดูดเก็บมาให้หมดทุกอย่างแล้วเหลือไว้อันนิงหรือไม่เหลือแล้วหาไรไปวางไว้แทน
    #3349
    0
  22. #3341 จอมโจรปริศนา (@Red_kill) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 00:07
    เริ่มคิดแอดว๊านขึ้น หรือว่าริวมันจะดูดทุกอย่างเข้าหลุมดำ... แล้วบังเอิญแผ่นหินพื้นห้องเปิดออกมา จนเห็นของลับที่ซ่อนเอาไว้แบบพวกตราประจำตระกูล ประเมิณค่าไม่ได้ประมาณนี้รึเปล่า?


    ปล. ปฏิบัติการณ์อ่านรอบ 2 อิอิ //ถ้าไม่ได้รับรูปของดิธัส บอกนะค่ะ เดี๋ยวแปะให้ใหม่// ^^

    #3341
    0
  23. #3339 Percy Jameson (@percyjameson) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 23:54
    ขอเดานะว่า ริวดูดของไปเป็นของตนเองจนเกลี้ยง แล้วเหลือไว้ชิ้นนึงในห้อง ทีนี้ของชิ้นนั้นก็มีค่ามากที่สุดแล้ว แต่ถ้าไปยืนเองก็ใช้ได้เหมือนกัน ถ้าดูดจนหมด
    #3339
    0
  24. #3338 Niid (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 23:41
    รอค่า ^^
    #3338
    0
  25. #3337 ROSELLOX (@rossibell) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 23:28
    อร๊าย.. ไม่พอๆ ค้างมากมายค่ะ !!มาต่อไวๆน้า พลีส..
    #3337
    0