I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,160 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    583

    Overall
    544,160

ตอนที่ 40 : บทที่ 7 คนธรรมดา กับ มังกรฟ้าเซริวที่ (ไม่) ธรรมดา (1) (แอบมาลงอย่างเงียบๆ จ้า)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21014
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 252 ครั้ง
    1 มิ.ย. 57

บทที่ 7

                                      คนธรรมดา กับ มังกรฟ้าเซริวที่ (ไม่)ธรรมดา (1 )

ศาลาที่อยู่ใจกลางของเรืองฤดูใบไม้ผลิ

            ศาลาแห่งนี้มีป้ายติดอยู่ด้านบนว่า ศาลาเมฆา มันตั้งอยู่เหนือพื้นดินขึ้นมาพอสมควรด้านหลังศาลาติดกับน้ำตกขนาดใหญ่ที่ถือว่าเป็นเขตหวงห้ามของตระกูลเซริว  ส่วนศาลาแห่งนี้เป็นที่พักของผู้นำทุกรุ่น ดังนั้นรอบนอกศาลาจึงมีการรักษาความสงบอย่างเข้มงวด ด้านในศาลาถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ  ส่วนแรกถูกกั้นด้วยหมอกสีดำจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นส่วนนี้ได้เลย มีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่มีสิทธ์เข้าไปด้านหลังหมอกนี้ ส่วนที่ 2 มีโต๊ะยาวทำจากคริสตัล กว้าง 360 ซม. * ยาว 180 ซม. * สูง 75 ซม. รอบโต๊ะประกอบด้วยเก้าอีก 20 ตัว บนโต๊ะมีกระจกบานใหญ่ตั้งวางไว้

โต๊ะตัวนี้มักใช้เป็นที่ประชุมในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ  ซึ่งเวลานี้เก้าอี้  5 ใน 20 ตัวต่างมีคนนั่งอยู่  สายตาของคนทั้งหมดต่างกำลังจับจ้องไปที่กระจกบานใหญ่ที่อยู่ใจกลางโต๊ะ เพียงแต่ว่าอารมณ์ของแต่ละคนดูจะแตกต่างกันออกไป

            “ไม่นะ!!! สร้อยเพชรเส้นนั้นราคา 1 แสน G  เครื่องลายคราม ราชวงศ์แมวน้อย ราคา 2 แสนG หยกแกะสลักราชวงศ์พยัคฆ์ขาว ราคา 1.5 แสนG   ได้โปรดอย่าแตะแจกันหยกขาวอันนั้น มันราคาเหยียบล้านเชียวนะ”เสียงร้องดังขึ้นมาจากผู้หญิงกลางคนที่เป็น 1 ใน 5 คนที่นั่งอยู่  เธอรีบหยิบลูกคิดที่ทำจากหยกออกมาคำนวณราคาของหายไปเข้าไปในหลุมดำ

            “แพนคิดว่า ช่างเป็นแผนการที่เหนือความคาดหมายจริงๆ ”เสียงของผู้ชายที่เป็น 1 ใน 5 ร่วมโต๊ะดังขึ้นทันที ดวงตาที่กำลังจะปิดเพราะความง่วง ถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น

ผู้หญิงที่นั่งใกล้ๆกันรีบหันไปถามด้วยความตกใจว่า “พี่เขยค่ะ แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการผิดกติกาหรือ?”

            แพนยิ้มเจื่อนๆ “แพนคิดว่า มอลลี่ควรหันไปถามพี่ใหญ่ที่เป็นเจ้าของบททดสอบในครั้งนี้น่าจะดีกว่านะ”

            มอลลี่หันไปมองชายกลางคนที่มีร่างกายบึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้าม บนใบหน้าประดับด้วยหนวดเคราดกดำ ชนิดว่าเด็กเห็นเป็นต้องร้องไห้  ดวงตาคมกริบดุจใบมีด เขาคนนี้คือ ดีโอ ดราโกนิค ผู้เป็นพ่อของดีอัส และยังเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายมังกรวายุอีกด้วย  ดีโอจ้องมองกระจกอย่างไม่วางตา รอยยิ้มที่หาได้ยากจากชายผู้นี้ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดอันราบเรียบว่า

            “ไม่ผิด”

            ท่าทางและคำกล่าวของชายทำเอาผู้ร่วมโต๊ะต่างอึ้งไปตามกัน เพราะดิโอ (ลุงใหญ่ของริว) ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตที่ไร้รอยยิ้ม การที่เขายิ้มมีสาเหตุมาจากอย่างเดียว นั่นก็คือ คนที่เห็นมีค่าพอให้เขายอมรับ และคนที่ดิโอยอมรับก็มีชนิดนับคนได้เลย

            “ไม่จริงน่า!!  นี่พี่ใหญ่ยอมรับในตัวหลานชายด้วยหรือ?”เสียงของรูบี้ดังขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะเธอรู้ดีว่าในตระกูลนี้นอกจาก เซริว แพน  ท่านพ่อ(ท่านรองผู้นำ) และท่านปู่(ท่านผู้นำ)แล้ว เขาไม่เคยยอมรับใครอีกเลย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ตาม

            ดิโอไม่ตอบคำถามนี้  เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปมองคนสุดท้ายที่กำลังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ  คนผู้นี้ใช้ผ้าสีดำคลุมหน้าเอาไว้ อีกทั้งเขายังสวมชุดสีดำ กางเกงสีดำ รองเท้าสีดำอีกด้วย เสียงของดิโอขึ้นว่า

            “เขาสอบผ่าน”

            พอพูดจบพี่ใหญ่ก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลย อาแพนมองพี่ชายที่เดินจากไป “แพนคิดว่า พี่ใหญ่เองก็คงตกใจในตัวหลานชายคนนี้ไม่แพ้กัน ใครจะคิดว่า บททดสอบที่ไร้ซึ่งคำตอบ มันจะมีวิธีตอบแบบนี้อยู่ด้วย ช่างเป็นเด็กที่ร้ายกาจจริงๆ”

            “ไร้ซึ่งคำตอบ!! เดี๋ยวซิ พี่เขยคำตอบของบททดสอบนี้น่าจะเป็นชีวิตของมนุษย์ไม่ใช่หรือ? ตอนที่ดีอัสเข้าทดสอบ พี่ใหญ่ก็บอกว่า ชีวิตของมนุษย์เป็นคำตอบที่ถูกต้องนี่ค่ะ”

            “เอ๋!! ไม่จริงน่า ตอนที่ฟาฟาเข้าทดสอบ เธอเลือกอัญมณีน้ำตาแห่งมหาสมุทรที่ราคาหลายล้าน Gเป็นคำตอบ พี่ใหญ่ก็บอกว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกต้องเหมือนกัน”เสียงของรูบี้กล่าวขึ้นมา

            แพนมองภาพในกระจก เขาเอานิ้วชี้เคาะโต๊ะ ก่อนจะหาวขึ้นมา 1 ครั้ง “แพนคิดว่า ทั้งสองคนถูกพี่ใหญ่หลอกแล้วล่ะ  ตอนที่มิวส์(ลูกสาวของน้าแพน)เข้าทดสอบ เธอเลือกสมุดแห่งการเริ่มต้น ที่จารึกอักษรภาพเก่าแก่ที่สุดของริเดียเอาไว้ พี่ใหญ่ก็ให้เธอสอบผ่านเช่นกัน โดยให้คำอธิบายว่า ความรู้ คือสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์นะ”

            รูบี้และมอลลี่ต่างอึ้งไปตามกัน แพนอ้าปากหาวขึ้นมาอีกครั้ง “แพนคิดว่า พี่ใหญ่ออกบททดสอบนี้ก็เพื่อทดสอบ ความรู้สึกที่อยู่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ  การที่ดีอัสตอบว่า ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งมีค่าที่สุด มันเป็นการบอกว่า ดีอัสเห็นความสำคัญของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนฟาฟา ที่ตอบว่า อัญมณีน้ำตาแห่งมหาสมุทรเป็นสิ่งมีค่าที่สุด มันเป็นการบอกว่าฟาฟา เป็นพวกคิดแบบตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม ทั้งยังมีความรู้พอที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนมีค่าที่สุดออกอีกด้วย  ส่วนมิวส์ที่เลือก สมุดแห่งการเริ่มต้น มันเป็นการบอกว่าเธอเห็นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

            แพนหันไปมองกระจกอีกครั้ง เนื่องจากภาพในกระจกได้เปลี่ยนไป มันกลายเป็นภาพที่ประตูกำลังเปิดออก ชายหนุ่มจึงเดินออกจากห้องไปโดยไร้รอยขีดข่วน  น้าแพนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

 “แพนคิดว่า สำหรับบททดสอบของพี่ใหญ่นี้ ถ้ามองในด้านดี มันบ่งบอกสิ่งต่างๆได้หลายอย่าง แต่ถ้ามองในแง่ร้าย มันเป็นบททดสอบที่ขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่เพียงคนเดียว เพราะบททดสอบนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัวนั้นเอง คนที่มีอำนาจให้สอบผ่าน หรือ สอบตกก็ขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้น”

“พี่เขยพูดเหมือนกับว่า พี่ใหญ่ต้องการให้ริวสอบตกเลยนะค่ะ”น้ามอลลี่ถามขึ้นมาทันที

แพนพยักหน้า “แพนคิดว่า พี่ใหญ่ก็คงหวังเช่นนั้นเป็นแน่แท้ ส่วนสาเหตุน่าจะมาจาก ดีอัสนั่นล่ะ”

รูบี้ และมอลลี่ต่างเงียบลง พวกเธอรู้ดีว่า ตั้งแต่เด็กจนถึงเมื่อ 2 เดือนก่อน ดีอัสถูกเลือกให้เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป อย่างไม่มีผู้ใดคิดจะคัดค้าน ไม่ว่าด้านคุณสมบัติ ความรู้ รวมไปถึงความเป็นผู้นำ ดีอัสถือว่าโดดเด่นมากกว่าคนรุ่นเดียวกันเป็นอย่างมาก  แต่หลังจากการปรากฏตัวของริว วีรบุรุษผู้ปลดปล่อยริเดียจากคำสาปของเหล่าจอมมาร  ฐานะว่าที่ผู้นำตระกูลของดีอัสก็ถูกสั่นคอนอย่างหนัก ผู้คนในตระกูลเซริวเริ่มแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ฝ่ายสนับสนุนดีอัส และฝ่ายสนับสนุนริว

ยิ่งช่วงหลังมานี้มีข่าวลือ และการขอหมั้นหมายมาจากราชวงศ์ รวมไปถึงตระกูลใหญ่ต่างๆ จนทำให้ฝ่ายที่เคยสนับสนุนดีอัสเปลี่ยนไปสนับสนุนริวแทน มันส่งผลทำให้ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันจำเป็นต้องจัดงานคัดเลือกผู้นำตระกูลเซริวรุ่นต่อไปขึ้นมา เพื่อเป็นการเฟ้นหาผู้เหมาะสมอย่างแท้จริง (แท้จริงแล้วเพื่อหยุดความขัดแย้งภายในตระกูล ก่อนที่มันจะลุกลามไปมากกว่านี้) และในขณะเดียวกันก็ส่งจดหมายเรียกให้เซริวพาริวมาพบที่ตระกูล เพราะต้องทดสอบว่าหลานชายคนนี้มีความเหมาะสมกับในการชิงตำแหน่งในครั้งนี้หรือไม่ ถ้าริวไม่ผ่านการทดสอบเพียงอย่างเดียว เขาจะหมดสิทธิ์ในการชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลทันที

รูบี้ฝืนยิ้ม พร้อมถามขึ้นมา“พี่สาม งั้นทำไมพี่ใหญ่ถึงได้ให้ริวสอบผ่านละค่ะ ถ้าปรับตกไปตั้งแต่ตอนนี้น่าจะเป็นการที่ดีสุดไม่ใช่หรือ?”

แพนซ่าถอนหายใจ “แพนคิดว่า ไม่ใช่พี่ใหญ่ไม่อยากทำ แต่ทำไม่ได้ต่างหาก  นั่นก็เป็นเพราะริวเล่นใช้เวท Black Hole ดูดเอาทุกอย่างในห้องจนหมด ทำให้เหลือเพียงแต่ตัวเองที่ยังคงอยู่ ดังนั้นตัวเองจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในห้องอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังได้สมบัติติดมือกลับไปอีก และไอ้จะปรับตกเพราะผิดกฎก็ทำไม่ได้ เนื่องจากในห้องไม่ได้เขียนเรื่องแบบนี้เอาไว้นะสิ ขืน พี่ใหญ่ไม่ให้ริวผ่าน มีหวังโดนคนที่สนับสนุนริวประท้วงตายเลย”

รูบี้ยิ้มแหยๆ “ห้องที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีเขตอาคมป้องกันอยู่ในระดับสูงสุด ที่สามารถป้องกันเวทช่องว่างมิติจนถึงเวทโจมตีทุกระดับได้อย่างสบายๆ แต่ใครจะคิดว่าหลานชายจะใช้ เวทสายพิเศษ อย่าง Black Holeแบบนี้นะ ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ”

มอลลี่พยักหน้าเห็นด้วย “แค่ใช้เวท Black Hole ที่จัดว่าเป็นเวทสายพิเศษได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่นี้เล่นใช้เวทเพื่อดูดสิ่งของทุกสิ่งเข้าไปโดยไม่ได้ทำอันตรายผนังห้องแม้แต่น้อย แสดงว่าการควบคุมพลังอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ความช่างสังเกตที่รู้ถึงช่องว่างในเขตอาคมที่ซ่อนไว้  ไหนจะความเยือกเย็นในการตัดสินใจทั้งที่อยู่ในสถานการณ์บีบบังคับอีก  เฮ้อ ตกลงว่า พี่รองกับพี่สะใภ้เลี้ยงริวมาด้วยวิธีไหนนะ ถึงได้สามารถคิดนอกกรอบได้ขนาดนี้ “

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้สักคน ระหว่างที่บรรยากาศภายในโต๊ะเริ่มตึงเครียดขึ้นมา คนที่มีคลุมหน้าได้พูดออกมาว่า

“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ การทดสอบของเด็กคนนั้นยังไม่จบ ยังเหลือการทดสอบครั้งสุดท้ายอยู่ ถ้าเขาสอบไม่ผ่านก็หมดสิทธิ์อยู่ดี ”

สายตาของมอลลี่ รูบี้ รวมถึงแพนต่างจับจ้องมาที่ต้นเสียง แต่สิ่งที่เห็นคือคนคลุมหน้ากำลังลุกขึ้นและหันหลังเดินไปยังหมอกสีดำที่อยู่ไม่ไกลนัก  รูบี้รีบตะโกนขึ้นว่า

“ท่านปู่ต้องการให้ใครเป็นผู้สืบทอดกันแน่ค่ะ  ริว หรือว่า ดีอัส”

คนคลุมหน้าหยุดนิ่งสักพักราวกับว่าต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา สิ่งเดียวที่เขาทำคือ การเดินตรงไปยังหมอกสีดำ

“เฮ้อ ไม่ว่าจะพบท่านผู้นำสักกี่ครั้ง ฉันก็ไม่ชินเสียที  ช่างเป็นคนที่เดาอารมณ์ไม่ถูกเลยนะ” เสียงของมอลลี่ดังขั้นเมื่อเห็นท่านผู้นำจากไปแล้ว

“ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เพื่อไม่ต้องพบกับท่านปู่ ฉันยอมแลกกับเงินเดือนทั้งเดือนเลย ไม่สิ ขอแค่ครึ่งเดือน เอ่อ แค่ 1 ใน 4ของเดือนก็แล้วกันนะ”รูบี้พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมพูดออกมา

แพนมองน้องสาวภรรยาและน้องสาวของตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “แพนคิดว่าทั้ง 2 คนเข้าใจท่านผู้นำผิดแล้วล่ะ ท่านไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเธอเห็นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ท่านปู่เป็นคนที่น่าสงสารมากๆต่างหาก”

มอลลี่และรูบี้ต่างหันมามองแพนด้วยสายตางงๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไร แพนก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆว่า

“แพนคิดว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการกระทำของผู้คน หวังว่าสักวันพวกเธอจะเข้าใจเองว่าทำไมท่านผู้นำถึงได้ต้องทำแบบนี้ เอาละ ในเมื่อการประชุมจบแล้ว แพนขอไปแอบดูการทดสอบรอบต่อไปก็แล้วกัน แพนอยากจะรู้จริงๆว่าคราวนี้หลานชายตัวแสบจะใช้วิธีไหนรับมือท่านพ่อนะ”

พอแพนซ่าพูดจบ เขาก็เดินออกจาศาลาไปโดยปล่อยให้รูบี้ และมอลลี่อยู่กันตามลำพัง สักพักพวกเธอก็เริ่มคล้อยตามในสิ่งที่ได้ยิน แต่กว่าพวกเธอจะรู้สึกตัว แพนก็เดินไปไกลแล้ว พวกเธอจึงได้แต่วิ่งตามไปด้วย

อีกด้านหนึ่ง

            ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน ริวก็ออกมาจากห้องสมบัติ(ห้องทดสอบ)ได้โดยอย่างปลอดภัย เขาพยายามเดินตามทางมาเรื่อยๆ ทางเดินนี้คล้ายกับอุโมงค์มากกว่าทางเดินในเรือนต่างๆที่เจอมา ที่เป็นแบบนั้นเพราะมันไม่มีทั้งหน้าต่าง ไม่มีประตู หรือร่องรอยของคนที่เคยเดินผ่านแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มีคือทางเดินที่เป็นเส้นตรงที่ไร้ซึ่งปลายทาง  หลังจากเดินมาได้ 30 นาที เขาทรุดตัวนั่งลงพิงกำแพงพร้อมจะร้องออกมาว่า

            “โธ่โว้ย!!!! ทำไมทางเดินมันถึงได้ยาวขนาดนี้ฟะ เดินมาตั้งนานยังไม่เห็นทางออกเลย ตกลงว่าผมต้องเดินไปอีกไกลแค่ไหนกันเนี่ย”

            -ข้าก็บอกแล้วว่าจะใช้เวทเคลื่อนย้ายพาไปส่งเรือนเหมันต์ให้ แกก็ไม่ยอมให้ใช้ แล้วจะมานั่งบ่นทำไมกันอีก แกเป็นคนเลือกที่จะเดินเองนะโว้ย-

            ริวทำหน้ามุ่ย  ความจริงแล้วเขาอยากจะเผ่นกลับไปหาพวกคุณพ่อโดยเร็วที่สุด แต่ก็ไม่อาจจะทำได้เพราะการใช้เวทเคลื่อนย้ายนั้นผิดกฎของตระกูลเซริว ถ้านี่เป็นสถานการณ์ปกติผมคงแหกกฎข้อนี้ไปแล้วล่ะ  เพียงแต่ตอนนี้มันไม่ปกติ การที่ญาติผู้พี่(ดีอัส)ยอมใช้เนตรราตรีเพื่อพาตัวผมมาที่นี้ แสดงว่าทางตระกูลเซริวต้องยอมรับกับแผนการนี้แล้ว  ขืน ลงมือทำอะไรผิดกฎตระกูลขึ้นมา พวกคุณพ่ออาจจะเดือดร้อนก็เป็นได้ ในกรณีที่แย่ที่สุด เทียน่าอาจจะถูกบังคับให้หมั้นหมายโดยไม่ฟังคำคัดค้านก็เป็นได้ ดังนั้นในฐานะพี่ชาย ผมจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด

            หลังจากพักเหนื่อยไปได้สักพัก ริวก็ลุกขึ้นยืนพร้อมเดินต่อไปโดยไม่บ่นอะไรอีก แบบว่าถึงผมบ่นไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา แถมอาจจะแย่ยิ่งกว่าเดิม เพราะต้องเดินไปพร้อมทนฟังเสียงบ่นของแหวนเจ้าปัญหาไปด้วยนั่นเอง

            -ไอ้ริว แกจะหาเรื่องกันใช่ไหม ถึงได้มาว่ากันแบบนี้นะ- เสียงของเท็ดดี้โวยวายขึ้นมาทันทีที่ มันอ่านความคิดของริวในเวลานี้

            ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ พร้อมหอบอีก 2-3 ครั้ง ก่อนจะตอบว่า(เฮ้อ ผมไม่ได้หาเรื่อง แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง หรือแกจะเถียงว่าจะไม่ทำอย่างที่ผมคิด)

            -ใครจะไปทำแบบนั้นกันฟะ อย่างมากข้าก็แค่ด่าสอง-สามคำ ก่อนจะบ่นต่ออีก 4-5 ประโยค จากนั้นค่อย พูดด้วยน้ำเสียงปกติอีก 10 ประโยค และปิดท้ายด้วยการเทศนาสัก 15 หน้ากระดาษ A4เท่านั้นเอง –

            ชายหนุ่มไม่ได้โต้เถียงอะไรอีก  สองเท้ายังคงก้าวต่อไปกับทางเดินที่ดูราวจะไร้ที่สิ้นสุด แต่ในขณะที่จะหมดแรงรอบที่ 2 เขาก็เห็นแสงสว่างที่ส่องออกมาจากปลายทาง  ริวรีบเดินตรงไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่เสียงของเท็ดดี้ตะโกนดังขึ้นว่า

            -ริว หยุดก่อน –

            ริวทำหน้างงๆ แต่เขาก็ยอมหยุดเดินตามที่เท็ดดี้บอก สักพักเขาก็ถามขึ้นมาว่า (เท็ดดี้ มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?)

            -ตรงทางออกมามีกลุ่มก้อนพลังงานอันรุนแรงปรากฏอยู่ เฮ้อ เอาง่ายๆละกันนะ ตรงทางออกมีคนดักรอเล่นงานแกอยู่ ถ้าแกไม่อยากซวยก็หาทางออกอื่นเถอะ- เท็ดดี้พยายามอธิบายอย่างละเอียดที่สุด แต่พอเห็นสีหน้าของคนที่ฟังแล้ว มันจึงได้เปลี่ยนไปพูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น

ยังไม่ทันที่ริวจะตอบอะไรออกมา ดวงตาของสิงโตก็ส่องประกายขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของสิงโตเริ่มตึงเครียดขึ้น ก่อนจะกล่าวออกมาอีกครั้งว่า

-ไอ้ริว ข้าว่าแกรีบเผ่นเถอะ –

            ชายหนุ่มฝืนยิ้ม ก่อนจะตอบไปว่า (ถ้าทำได้ก็ทำไปนานแล้วโว้ย แกไม่เห็นหรือว่าทางเดินที่พวกเราเดินมา มันเป็นเส้นตรงไม่มีทางแยกไปที่ไหนอีกเลย แล้วแกจะให้ผมไปทางไหนได้อีกละ)

             เท็ดดี้ถอนหายใจออกมายาวๆ -งั้นก็เตรียมทำใจไว้เลยนะ เท่าที่ข้ารู้สัมผัสจากแรงกดดันที่แผ่ออกมา ไอ้คนที่รออยู่ตรงปากทางออก ต้องเป็นจอมเวทระดับ Master อย่างแน่นอน-

            (เดี๋ยวซิ ถ้าเป็นอย่างที่แกว่ามาจริง ไอ้คนที่รอผมอยู่ก็น่าจะเป็น ท่านผู้นำ ท่านรองผู้นำ ลุงใหญ่ ผู้คุมกฎซ้าย หรือ ตุลาการขวา ซินะ)ริวบอกชื่อของจอมเวทระดับMaster ออกไปตามที่เทียน่าเคยบอกไว้

            -ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ที่พอจะบอกได้ก็คือ คนที่รอแกอยู่ต้องมีบททดสอบสุดโหดรอไว้อย่างแน่นอน –

            (เอ่อ แกรู้ได้ยังไงว่า คนผู้นั้นจะเตรียมบททดสอบสุดโหดเอาไว้ ไม่แน่นะ เขาอาจจะแค่อยากพบผมเท่านั้นก็ได้) ริวพยายามคิดในแง่ดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ก็ตาม

            -ไม่มีทาง ถ้าคนที่รออยู่มาด้วยจุดประสงค์อย่างที่แกว่าจริง มันคงไม่แผ่แรงกดดันออกมาอย่างเด่นชัดขนาดนี้หรอก -

            เฮื้อก

เสียงกลืนน้ำลายของชายหนุ่มดังขึ้น เขารีบพูดขึ้นมาว่า (เท็ดดี้ สงสัยคงต้องเปลี่ยนแผนแล้วละ แกรีบใช้เวทเคลื่อนย้ายเลยนะ )

-อ้าว แล้วไม่ห่วงพวกยัยหนูรีก้าจะเดือดร้อนแล้วหรือ?-

(ห่วงสิ ใครไม่ห่วงความปลอดภัยของครอบครัวก็บ้าแล้ว แต่การจะห่วงครอบครัวได้ นั่นหมายความว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ให้ห่วงนะโว้ย ดังนั้นตอนนี้ต้องเอาชีวิตรอดก่อน อย่างอื่นยังพอแก้ไขกันได้)ริวรีบคิดขึ้นมาทันที

เท็ดดี้ได้แต่ฝืนยิ้ม ก่อนจะส่องประกายตาสีแดงขึ้น วงเวทบางอย่างปรากฏออกมาตรงหน้า แต่ยังไม่ทันที่ริวจะได้ทำอะไร ทางเดินที่เขาอยู่ก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา

ปี๊ดๆๆ

กำแพงทางเดินเปิดออก ก่อนจะเห็นภายใต้กำแพงมีแร่แอนโนไมด์(แร่ที่มีคุณสมบัติทำให้ดูดซับพลังเวททุกชนิด)อยู่เต็มไปหมด แค่นั้นยังไม่พอผนังที่อยู่ด้านบนก็เปิดออกกรงเหล็กที่ทำมาจากแร่แอนโนไมด์ จำนวนมากเคลื่อนลงมาเพื่อป้องกันไม่ให้กลับทางเดิม ริวยิ้มแหยๆ ก่อนจะพูดว่า

“ท่าทางพวกเราคงจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วซินะ”

เท็ดดี้กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะทำหน้ากลืนไม่เข้า คลายไม่ออก  -อุปกรณ์พวกนี้ยังดูใหม่มากเลย สงสัยตระกูลเซริวจะสร้างขึ้นมาต้อนรับแกโดยเฉพาะ  แกควรภูมิใจนะที่พวกเขายอมลงทุนใช้แร่แอนโนไมด์ขนาดนี้เพื่อต้อนรับแกเพียงคนเดียว - 

 ริวได้แต่ฝืนยิ้ม แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกไป เสียงบางอย่างก็ดังก้องขึ้นมาว่า “ขอแจ้งให้ทราบ นับจากนี้จะขอปล่อย ยักษ์ไซคอปออกมาทำความสะอาดทางเดินเป็นเวลา 10 วัน ผู้ที่ตกค้างอยู่ในอุโมงค์ขอให้ออกเป็นการด่วน ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะถูกยักษ์จับกินก็ได้นะ อ้อ เกือบลืม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ยักษ์ไซคอปหลุดออกไปได้ ทางเราของปิดกั้นอุโมงค์ในทันที”

พอสิ้นเสียงประกาศ ทางออกก็ถูกประตูหินค่อยเลื่อนลงมาปิดอย่างช้า ๆ ริวรีบวิ่งออกไปอย่างสุดชีวิต พร้อมตะโกนขึ้นว่า

“ม่ายน่า!!

ตึง

“แฮ๊กๆๆ”ชายหนุ่มกำลังนั่งหอบอยู่ด้านนอก  โดยสายตาของเขาจับจ้องมาที่กระเป๋าสะพาย ซึ่งตอนนี้มันถูกทับอยู่ใต้ประตูหินนั้นเอง ถ้าถามว่าทำไมมันไปอยู่ใต้นั้นได้ ผมคงต้องบอกว่าเป็นฝีมือตัวเองนั่นล่ะ  ในภาพยนตร์ผจญภัยที่มักจะเจอเรื่องแบบนี้ ซึ่งตัวเอกก็มักจะใช้ไม้ ไม่ก็ หินมาคอยยังประตูไม่ให้ปิด แน่นอนว่าผมก็ทำแบบเดียวกัน ต่างกันตรงที่พวกพระเอกในหนังมีหิน ไม่ก็ขอนไม้ แต่ผมมีแค่กระเป๋าสะพาย ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะว่าผมเอาอะไรไปยันไม่ให้ประตูปิดตอนที่ผมคลานออกมา และผลที่ได้คาดว่าคงรู้อยู่แล้วว่า มันช่วยอะไรไม่ได้เลย นี่ถ้าดาบไทอัสไม่ออกมาช่วยยันประตูเอาไว้ ผมคงกลายเป็นกล้วยทับไปแล้วละ เฮ้อ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งที่เห็นในภาพยนตร์ เด็กดีห้ามเลียนแบบอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น พวกหนูอาจจะกลายเป็นกล้วยทับได้โดยไม่รู้ตัว (ไอ้ริว แกอย่าพูดเหมือนกับทุกคนจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตประจำวันซิโว้ย by เท็ดดี้ )

ริวเอามือไปค้นกระเป๋าสะพายในส่วนที่ไม่ได้ถูกทับ หลังจากค้นอยู่สักพัก เขาก็พบแท๊บแล็ต แท่นชาร์ตไฟพลังแสงอาทิตย์ ช็อกโกแลต 4 แท่งที่มี 1แท่งถูกกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง และลูกอมรสกาแฟอีก 1 ถุง(ถุง 5 บาท) ที่ยังคงเป็นปกติ ส่วนหนังสือ เสื้อผ้า แปรงสีฟัน เครื่องเล่นDVD รวมถึง DVD BOX SETของเท็ดดี้ต่างใช้การไม่ได้แล้ว

-ไอ้ริวทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!!!  แกรู้ไหมว่าข้าต้องต่อรองกับยัยหนูรีก้านานแค่ไหน กว่าเธอจะยอมซื้อDVD BOX SETชุดนี้ให้ ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องชดใช้มาด้วยละ ไม่งั้นถ้าจะเอาแกให้คางเหลืองเลย -

(รู้แล้วน่า เดี๋ยวขายของได้เงินมาแล้วจะซื้อคืนให้นะ  ถ้ายังไม่พอจะทำให้หายโกรธ ผมจะแถมDVD Box Set  ให้อีก 1 ชุดเลย)ชายหนุ่มรีบต่อรองทันที  ขืน ไม่ต่อรองมีหวังได้ถูกบ่นไป 30 ชม. ต่อวันเป็นแน่

หลังจากต่อรองจนเท็ดดี้สงบลงๆได้แล้ว ริวก็จัดการยัดของที่เหลือลงในกระเป๋าคาดเอว พร้อมหันไปมองรอบตัวเพื่อดูว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน แต่พอเห็นเท่านั้น ความกลุ้มใจเรื่องที่ผ่านมาดูจะเล็กน้อยไปเลยเพราะตอนนี้เขากำลังอยู่บนสะพานเชื่อมระหว่างหน้าผากับหน้าผาที่มีระยะห่างกันเกิน 300 เมตร ด้านล่างยังเป็นธารลาวาที่ร้อนละอุ แต่นั้นยังไม่แย่เท่ากับสะพานที่เขายืนอยู่ มันขาดกลาง หรือ ถ้าพูดให้ชัดตอนนี้ผมกำลังติดอยู่บนสะพานที่ไม่มีทางไปต่อ หรือ หนทางที่จะย้อนกลับนั่นเอง แถมอากาศยังร้อนมากๆ  ถ้ายังหาทางไปต่อไม่ได้ ผมคงแห้งตายเพราะเสียเหงื่อหมดตัวแน่ๆ

-ริว ข้าว่าแกต้องไปทำอะไรให้ตระกูลเซริวโกรธแน่ๆ ดูจากการทดสอบที่เจอมาแต่ละอย่าง ต่อให้เป็นจอมเวทระดับ Lord  ยังต้องหืดขึ้นคอเลยนะ –

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้า ก่อนจะเดินไปดูรอบๆเผื่อว่าจะมีกลไกที่ทำให้ไปต่อได้ ความจริงแล้วผมก็คิดจะนั่งรอจนกว่ามีคนมา แต่เพราะความร้อนที่พื้นทำให้ทนนั่งนานๆไม่ไหว ขืน ยังทนนั่งต่อไป มีหวังกางเกงไหม้เป็นรูแน่ๆ  ระหว่างที่ริวกำลังหาอยู่นั่นเองที่มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น

“ครืน”

 แผ่นหินขนาดใหญ่ค่อยๆเคลื่อนลงมาจากด้านบน  จากนั้นก็มีคนในชุดเกราะอัศวินสีแดงลอยตามลง คนผู้นี้สวมหมวกเกราะปิดหน้า อีกทั้งยังสวมชุดเกราะสีแดงตั้งแต่หัวจรดเท้า อวัยวะอย่างเดียวที่มองเห็นได้ก็คือดวงตาสีฟ้าที่อยู่ภายให้หมวกเกราะ

(ท่าทางหมอนี่จะเพี้ยนน่าดู ถึงได้แต่ตัวเป็นอัศวินหลงยุคแบบนี้)ริวคิดทันทีที่เห็นอัศวินแดงอย่างชัดเจน  เมื่อแผ่นหินลงจนถึงจุดที่เป็นสะพานขาดแล้ว คนในชุดเกราะอัศวินสีแดงก็กระโดดไปอยู่อีกฝั่งของสะพาน เขายกมือขึ้นมาดีดนิ้ว

ป๊อก!

รูปปั้นสีแดงและสีขาวจำนวนหนึ่งลอยลงมาที่แผ่นหิน โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 16 ตัว รูปปั้นทั้ง 16 ตัวต่างมีรูปร่างดังนี้

1.      รูปปั้นทหาร                                                 8 ตัว

2.      รูปปั้นทหารองค์รักษ์บนหลังม้า                       2 ตัว

3.      รูปปั้นทหารองค์รักษ์บนเรือพาย                       2 ตัว

4.      รูปปั้นจอมเวทที่ถือคทา                                  1  ตัว

5.      รูปปั้นจอมเวทที่ถือดาบ                                  1 ตัว

6.      รูปปั้นองค์ราชินี                                            1  ตัว

7.      รูปปั้นกษัตริย์                                                1  ตัว

เมื่อมองรูปปั้นตรงหน้าแล้ว ชายหนุ่มถึงกับคิดขึ้นมาว่า(เท็ดดี้ รูปปั้นพวกนี้เป็นตัวหมากรุกใช่ไหม )

                -ใช่ นี้คือหมากรุกเวทมนตร์ที่นิยมเล่นกันในหมู่จอมเวทชั้นสูงนะ แกรู้จักหมากรุกพวกนี้ได้ยังไงนะ–

            (ผมไม่รู้จักหมากรุกแบบนี้หรอก แต่การจัดวางตัวหมาก ลักษณะตัวหมาก และปริมาณของรูปปั้นที่มีถึง 32 ตัว ทั้งยังแบ่งเป็น 2 สีอีก มันก็พอจะทำให้ผมเดาได้ว่าเป็นตัวหมากรุก ที่สำคัญ แผ่นหินที่ใช้วางตัวหมากยังแบ่งเป็น 64 ช่อง ราวกับว่ามันเป็นกระดานหมากรุกขนาดใหญ่เลย)ริวตอบโดยจ้องมองเหล่าบรรดารูปปั้นอย่างไม่วางตา

          เท็ดดี้จ้องมองริวอยู่นาน  สักพักมันก็ถามขึ้นว่า –ถ้าแกรู้ถึงขนาดนั้น แกเดาได้ไหมว่า หมากรุกกระดานนี้เล่นแบบไหน และ ตัวหมากรุกที่เห็นตรงหน้ามีวิธีเดินอย่างไรบ้าง-

          ชายหนุ่มยิ้ม พร้อมตอบว่า(ของง่ายๆ หมากรุกกระดานนี้น่าจะใช้วิธีเล่นแบบหมากรุกสากล  ส่วนรูปปั้นต่างๆก็คือตัวหมากในหมากรุกสากลนั้นเอง  รูปปั้นกษัตริย์เทียบเท่ากับ คิง  รูปปั้นองค์ราชินี เทียบเท่ากับ ควีน   ทหารองค์รักษ์บนเรือพายคือ เรือ   รูปปั้นทหารองค์รักษ์บนหลังม้าน่าจะเป็นอัศวิน รูปปั้นทหารน่าก็คือ เบี้ย และสุดท้ายรูปปั้นจอมเวททั้ง 2ตัวคงเป็นบิชอป ไม่ทราบว่าผมพูดถูกไหมละ)

          -ถูกครึ่งหนึ่ง และผิดครึ่งหนึ่ง ที่ถูกคือตัวหมากล้วนเป็นอย่างที่บอกมา แต่วิธีเล่นกลับไม่ใช่ ที่แกกำลังเห็นตอนนี้คือ หมากรุกเวทมนตร์ นอกจากจะเดินหมากแบบหมากรุกสากลแล้ว ระหว่างที่เดินยังสามารถใช้เวทมนตร์ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวทไฟ เวทน้ำ หรือเวทลวงตา แถมบางคนก็ยังใช้คำสาปแฝงมาในตัวหมากอีก ถ้าจะให้พูดให้เข้าใจง่ายๆ หมากรุกเวทมนตร์ก็คือการประลองเวทชั้นสูงที่แฝงไปด้วยกลยุทธ ทักษะ พลังเวท การป้องกัน ถ้าฝ่ายใดพลาดท่าถูกจัดการไปก่อนที่หมากรุกจะรู้ผล ให้ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้แพ้ทันที-

            ระหว่างที่ริวกำลังพูดคุยกับเท็ดดี้นั้น อัศวินในชุดเกราะแดงก็พูดขึ้นมาว่า “ขอเริ่มการทดสอบ ณ บัดนี้”

ริวสะดุ้ง ก่อนจะทำมือเป็นสัญญาณให้หยุดก่อน “เดี๋ยวก่อนครับ นี้คุณอัศวินจะไม่ถามอะไรหน่อยหรือ? เช่นว่า ผมเต็มใจที่จะเล่นหมากรุกกระดานนี้ไหม หรือว่า ผมพร้อมที่จะเล่นหมากรุกหรือยัง ทำนองนี้นะ”

“ไม่ละ มันน่ารำคาญจะตาย”เสียงอันราบเรียบของอัศวินสีแดงดังขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยการเคลื่อนตัวของรูปปั้นทหารสีแดงให้เลื่อนขึ้นมาข้างหน้า

ครืน

เมื่อรูปปั้นสีแดงหยุดลง ริวพูดขึ้นมาว่า“เอ๊ย ไอ้คำว่า รำคาญ มันเป็นของทางนี้ต่างหาก อยู่ดีๆก็มาบังคับให้เล่นหมากรุกเวทมนตร์โดยไม่ถามสักคำว่าผมเล่นเป็นไหม นี่ถ้าผมเล่นหมากรุกไม่เป็นขึ้นมาคุณจะทำอย่างไง”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าก็จะถูกปรับแพ้ไปในทันที ส่วนข้าก็จะไปชัยชนะโดยที่ไม่ต้องเหนื่อย ไม่เห็นต้องคิดมากเลยนี้” คำตอบที่แสนจะกวนสนเท้า ทำเอาริวอยากจะถอดรองเท้าแล้วขว้างใส่หน้าอัศวินแดงให้รู้นี่แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดที่ว่ากลัวเท้าพองเพราะความร้อนบนแผ่นอิฐ ผมคงถอดรองเท้าขว้างไอ้อัศวินหลงยุคไปแล้วล่ะ

 อัศวินแดงมองริว ก่อนจะสร้างกระจกขึ้นมาบนท้องฟ้าที่อยู่เหนือกระดาน “อ้อ ข้าลืมบอกไป ในกรณีที่เจ้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าจะจับให้เจ้าแต่งงานกับหญิงสาวคนนี้ทันที”

พอสิ้นเสียงอัศวินแดง กระจกเวทมนตร์ก็ฉายภาพของหญิงสาวขึ้นหนึ่งขึ้นมา เธอเป็นคนที่มีหน้าเป็นปลาทอง ไม่สิ ต้องบอกว่าเธอเป็นปลาทองเกือบทั้งตัวต่างหาก แม้จะมีแขนขาเหมือนคนตามปกติ แต่ตามผิวหนังก็มีเกล็ดสีทองแซมอยู่ และจากที่เห็นนี้ไม่ใช้ปลาทองแบบธรรมดาเสียด้วย เธอเป็นปลาทองยักษ์ที่มีนัยน์ตาเหมือนการ์ตูนผู้หญิง (การ์ตูนตาหวาน เช่น หน้า....แก้ว) แถมยังสวมมุงกฎเหมือนจะบ่งบอกว่าเธอเป็นองค์หญิง ไม่ก็ องค์ราชินีอย่างแน่นอน

-ไอ้ริว ยินดีด้วยนะ ผู้หญิงที่แกเห็นอยู่นี้ น่าจะเป็นองค์หญิงของเผ่าเงือกที่ว่ากันว่า เป็นเผ่าที่งดงามที่สุดในท้องทะเล การได้แต่งงานกับเธอถือว่าเป็นโชคของแกแล้วนะ ถ้ามีลูกขึ้นมา ข้าขอไปเลี้ยงซักตัวนะ-

(แกหุบปากไปเลย  เดี๋ยวนะ นี้คือเผ่าเงือกหรือ?  แกเข้าใจผิดหรือเปล่า เผ่าเงือกมันต้อง มีส่วนครึ่งท่อนบนเป็นคน ส่วนครึ่งท่อนล่างเป็นปลา ไมใช่มีหัวเป็นปลา และมีแขน และขาเป็นคนอย่างนี้ )ริวรีบถามขึ้นทันทีเพราะถ้าเป็นนางเงือกอย่างที่ผมรู้จัก ผมอาจจะเก็บเรื่องนี้ไปพิจารณาอย่างจริงจังก็ได้ แต่ถ้าให้แต่งกับนางเงือกอย่างที่เห็นตอนนี้ ต่อให้ตายก็ไม่แต่งโว้ย ลองมาจับแต่งดูซิ ผมจะหนีไปอยู่บนภูเขา แบบที่ว่าปลาไม่สามารถตามขึ้นไปได้เลย

เท็ดดี้ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจในความคิดของชายหนุ่ม สักพักมันก็พูดว่า – ไอ้เผ่าเงือกอย่างที่แกเข้าใจ มันก็มีอยู่เหมือนกัน แต่เผ่าเงือกก็ไม่ได้มีอยู่ชนิดเดียวสักหน่อยนี้ ในริเดียมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเผ่าเงือกเกินกว่า 10 ชนิดอีกนะ และไอ้ที่จัดว่างดงามที่สุดในท้องทะเล ก็คือ เผ่าเงือกที่แกเห็นอยู่นี้ละ-

ริวทำหน้าบอกบุญไม่รับ (ใช่ เธอช่างสวยงามจริงๆ แต่นั้นมันสำหรับปลาทอง ไม่ก็ปลาในทะเล แต่ไม่สวยสำหรับมนุษย์โว้ย ) ผมยอมรับจากใจเลยว่า เธอช่างเป็นปลาทองที่สวยงาม และหาได้ยากจริงๆ  แต่ถ้าผมต้องแต่งกับเธอ ผมขออยู่เป็นโสดจนตายดีกว่า  

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดแบบนั้น เหงื่อจากใบหน้าก็ไหลลงไปกระทบกับแขน ริวได้แต่ยกแขนขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ไหลเพราะอากาศที่ร้อน  ระหว่างที่กำลังเช็ดเหงื่อนั้นเองที่ ชายหนุ่มนึกอะไรบางอย่างออก เขาจ้องมองอัศวินหลงยุค พร้อมถามเท็ดดี้ว่า

(ไอ้เท็ดดี้ แกร้อนไหม )

-ไม่ สำหรับสัตว์เทพอย่างข้า อากาศแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องปกตินะ แต่ถ้าเป็นมนุษย์อย่างเจ้าอาจจะร้อนเกินไปบ้าง แต่แกถามทำไมหรือ? –

(ถ้ามันร้อนสำหรับมนุษย์ งั้นทำไมไอ้อัศวินหลงยุคคนนี้ถึงได้ใส่เกราะซะมิดชิดเลยละ หรือว่า ชุดเกราะที่ใส่มันติดแอร์เอาไว้กันนะ )ริวพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย

-ไอ้เด็กบ้า!!  ชุดเกราะที่ไหนจะติดแอร์กันฟะ  ไม่ใครเขาปัญญาอ่อนสร้างชุดเกราะอย่างที่แกว่ามาหรอก ถ้าไม่เชื่อแกรองไปจ้างให้คนแคระสร้างชุดเกราะติดแอร์ซิ  ข้ารับว่าพวกมันจะจับแกโยนออกจากร้านแทบไม่ทันเลย-

 (งั้นหรือ? ผมว่าชุดเกราะติดแอร์น่าจะขายได้ดีเลยนะ ขอเพียงเอาเวทน้ำแข็งมาใส่ในชุดเกราะ เท่านี้ก็สามารถปรับอุณหภูมิภายในได้แล้ว  มันก็เหมือนกับเอา ชุดเกราะบวกตู้เย็นยังไงละ ได้ทั้งเสริมพลังป้องกัน และเย็นสบายไปในตัว )ริวกล่าวอย่างครุ่นคิด

ดวงตาของสิงโตเบิกกว้างกับความคิดไร้สาระของชายหนุ่ม  สักพักเสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น

-เฮ้อ ริว ถ้าข้าขอบอกไว้เลยนะ ไม่มีไอ้บ้าคนไหนหรอกที่คิดจะซื้อชุดเกราะติดแอร์หรอก ถ้ามีใครซื้อชุดเกราะแบบนั้นไปใช้จริง  ข้าว่ามันคงเป็นจะไอ้ซื่อบื้ออันดับ 1แห่งริเดียแน่ๆ-

ชายหนุ่มยกแหวนขึ้นมาจ้อง ดวงตาของริวแฝงไปด้วยความจริงจังราวกับว่าถ้ามีโอกาสผมจะลองไปจ้างคนให้ทำชุดเกราะแบบนี้ขึ้นมาขายบ้าง รับรองว่าแกต้องเสียใจที่ดูถูกชุดเกราะติดแอร์

เท็ดดี้ฝืนยิ้ม เพราะดูเหมือนไอ้ริวจะหลงประเด็นจากตอนแรกไปไกลชนิดว่าตัวมันเองยังลืมวัตถุประสงค์ที่ถามไปเลย และเพื่อเป็นการเตือนสติมันจึงได้แต่พูดขึ้นว่า

-เข้าใจแล้วนะ แกจะทำอะไรก็ตามใจเถอะ แต่ตอนนี้แกช่วยสนใจไอ้อัศวินแดงก่อนจะได้ไหม ข้าว่ามันกำลังโมโหที่แกอยู่นะ -

ริวหันไปจ้องมองอัศวินแดง ไม่นานเขาก็สัมผัสถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดได้ ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบว่าบรรยากาศนี้มาจากใคร เขายิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“เอ่อ เมื่อสักครู่พวกเราพูดถึงไหนกันแล้วครับ”

 ดวงตาของอัศวินแดงมองมาที่ริวด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก สักพักเขาก็พูดว่า “ข้าแค่ต้องการรู้ว่า เจ้าตกลงจะเล่นหมากรุก หรือ จะแต่งงานทันทีนะ”

“ผมจะเล่นหมากรุกครับ”ริวตอบกลับไปทันที

อัศวินแดงพยักหน้าเล็กน้อย“ในเมื่อตกลงได้แล้ว เจ้าก็จงเดินหมากซะ ถ้าภายใน 5 นาทีต่อจากนี้ เจ้ายังไม่เดินจะถูกปรับแพ้ทันที ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรอีกไหม”

“มีครับ”ริวบอกทันที

คิ้วที่อยู่ภายใต้หมวกเราะขมวดเข้าหากัน ก่อนจะถามออกไปว่า “เจ้ายังมีปัญหาอะไรอีก”

“ทำไมคุณต้องสวมเกราะด้วยละครับ”

อัศวินแดงนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนตอบว่า “เอาชนะข้าให้ได้ก่อน แล้วข้าจะบอกเหตุผลเจ้าเอง ยังมีคำถามอื่นอีกไหม”

ริวนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เขาจ้องมองอัศวินแดงอย่างไม่วางตา ไม่นานเขาก็ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ถ้าเกิดพวกเราเดินหมากรุกเวทมนตร์เสร็จแล้ว คุณช่วยมาเล่นหมากรุกทั่วไปกับผมสักกระดานได้ไหมครับ”

“อ้า...”อัศวินแดงพยายามจะเอ่ยปากถามริวอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ถามออกมา สักพักอัศวินหลงยุคก็กล่าวว่า

“เอาชนะข้าให้ได้ก่อนเถอะ เจ้าหนู”

ริวพยักหน้าพร้อมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อจับมีดพับ ก่อนจะคิดขึ้นว่า ( ด้านกลยุทธในเชิงหมากรุกผมจะรับผิดชอบเอง ถ้าฝ่ายนั้นใช้เวทโจมตีใส่ผมจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของไทอัส ด้านการป้องกัน และการเดินหมากมอบให้นายจัดการก็แล้วกัน อ้อ ถ้าอัศวินแดงคิดจะเล่นตุกติก แกช่วยบอกล่วงหน้าด้วยนะ)

-หึๆ น่าสนุกดีนี้ เอาเป็นว่าข้าขอเล่นด้วยละกัน -

ริวอมยิ้ม ก่อนจะสั่งออกไปว่า (เท็ดดี้เดินรูปปั้นทหารตัวที่ 3 จากทางซ้ายขึ้นไปข้างหน้า)

รูปปั้นทหารองค์รักษ์สีขาวค่อยๆเลื่อนขึ้นมาตามคำสั่ง แต่อัศวินสีแดงก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เขาเริ่มเวทลมเพื่อหวังที่จะทำลายรูปปั้นทั้งหมดให้สิ้นซากในคราวเดียว  แต่ดูเหมือนเท็ดดี้จะรับรู้ถึงเรื่องนี้ได้ มันรีบหันไปบอกริวว่า

-แย่แล้วไอ้ริว หมอนั่นคิดจะทำลายรูปปั้นทั้งหมดในครั้งเดียวเลย –

ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นการรับทราบ พร้อมดึงมีดพับออกจากกระเป๋ากางเกง เขาชูมือข้างที่จับมีดไปข้างหน้า  กระแสพลังจากดาบไทอัสแผ่ออกมาไปทั่วบริเวณหน้าผา  เวทลมที่กำลังก่อตัวขึ้นสลายไปทันที จากนั้นริวบอกให้ดาบไทอัสกลับคืนสภาพเดิม เขาจับดาบแน่นพร้อมขว้างออกไป (ความจริง ริวแอบสั่งให้มันบินไปปักที่กระดานหมากรุก เพราะขืน ให้เขาปาดาบไทอัสด้วยแรงของตัวเอง ดาบคงพุ่งไปไม่ถึง 1 เมตรแน่ๆ )

ฟิ้ว

ตึก

ดาบไทอัสบินไปปักกลางกระดานตามที่สั่ง ก่อนจะได้ยินเสียงของริวพูดขึ้นมาว่า “อย่าเพิ่งใจร้อนซิครับ การแข่งเพิ่งจะเริ่มเอง ขืน เล่นใช้เวทรุนแรงแบบนั้นตั้งแต่แรก เดี๋ยวก็หมดสนุกกันพอดี”

อัศวินแดงจ้องมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกทึ่งในสิ่งที่เห็น  รอยยิ้มภายใต้หมวกเหล็กปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขาเริ่มประเมินฝีมือของคู่ประลองใหม่อีกครั้ง  ก่อนจะพูดเบาๆว่า

“สมแล้วที่เป็นลูกของเจ้าเซริว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ”

ขณะที่อัศวินแดงกล่าวจบนั้น  ริวก็แกล้งแบมือขวาออกไปข้างหน้า ส่วนมือซ้ายจับข้อมือขวา จากนั้นปั้นหน้าตึงเครียดเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนว่า

“จงกลับมาหาข้า ดาบไทอัส”

 ดาบไทอัสพุ่งกลับมาอยู่ในมือขวาของเจ้านายอย่างรวดเร็ว  อัศวินแดงจ้องมองการกระทำของชายหนุ่มพร้อมพยักหน้าเหมือนเป็นการชื่นชมในความสามารถนี้ของริว สักพักอัศวินหลงยุคได้ยื่นมือขวาออกมามาข้างหน้า รูปปั้นจอมเวทถือดาบเลื่อนไปทางซ้าย 1 ช่อง การเคลื่อนที่ครั้งนี้ทำให้รูปปั้นจอมเวทเลื่อนมาบังจุดที่อัศวินแดงอยู่ได้พอดี

Water Sword

ดาบที่สร้างจากสายน้ำนับร้อยเล่มตกลงมาใส่ริวทันที แต่แทนที่ดาบสายน้ำจะทำอะไรชายหนุ่มได้ มันกลับถูกกระแทกให้กลับไปหารูปปั้นฝ่ายของตัวเองแทน

เปรี้ยงๆๆๆ

อัศวินแดงพุ่งเข้าใส่ดาบสายน้ำที่ถูกสะท้อนกลับมา เขาใช้มือปัดดาบทั้งหมดเพื่อไม่ให้ไม่รูปปั้นถูกทำลาย หลังจากที่ปัดดาบได้หมดแล้ว อัศวินแดงก็กระโดดขึ้นไปยืนรูปปั้นกษัตริย์พร้อมจ้องมองริวด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก ไม่สิ มันเป็นสายตาที่บ่งบอกว่ากำลังดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก ใครจะคิดว่าลูชายของเซริวจะมีความสามารถถึงขนาดนี้ ยิ่งได้ยินเสียงของริวที่พูดขึ้นต่อมา มันแทบทำให้อัศวินแดงอยากจะหัวเราะขึ้นมาเลยทีเดียว

“ถ้าคิดว่าทำเวทแค่นี้จะทำร้ายผมได้ คุณก็ดูถูกผมมากเกินไปแล้วละ”ริวพูดแบบยิ้มๆ ทั้งที่ในใจกำลังกลัวกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่แทบแย่

-ถุย! ช่างหน้ากล้าพูดจริงนะ ถ้าข้าไหวตัวไม่ทัน แกได้กลายเป็นเม่นไปแล้ว ยังมีหน้าไปคุยข่มคนอื่นได้อีกนะ –

(ทำไงได้ล่ะ เวลาแบบนี้ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเสียกำลังใจได้มากเท่าไร พวกเราก็ยิ่งได้เปรียบ )ริวรีบอธิบายออกมา โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าอัศวินแดงไม่เพียงจะไม่เสียใจ เขายังดีใจจนออกนอกหน้าด้วยซ้ำ สักพักริวก็สั่งให้รูปปั้นทหารองค์รักษ์ตัวอื่นเดินตามขึ้นไป

อัศวินแดงกลับรีบสั่งให้รูปปั้นทหารเดินมาป้องกัน ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มร่ายเวทบางอย่างอีกครั้ง ออร่าสีดำปรากฏออกมารอบๆตัว สักพักออร่าก็จับตัวเป็นก้อนสีดำขนาดใหญ่ ที่มือขวา

-เฮ้อ ท่าทางหมอนั่นจะเปลี่ยนไปใช้คำสาป แทนการใช้เวทโจมตีใส่พวกเราแล้วซินะ –

(งั้นหรือ? แล้วพอรู้ไหมว่าเขาจะใช้คำสาปอะไร )ริวถามขึ้นมาทันที

-คำสาปศิลา  อ้อ ไม่ต้องถามถึงผลของมันนะ เพราะมันทำอะไรเจ้าไม่ได้แน่ๆ เรื่องนี้ข้าของยืนยันด้วยตัวเองเลย-

  ชายหนุ่มยิ้มบางๆ เพราะเขาเดาได้เลยว่าคำสาปนี้ต้องเป็น 1 ในที่เท็ดดี้เคยใช้กับเขาแน่ๆ “คราวนี้เปลี่ยนไปใช้คำสาปศิลา แทนเวทโจมตีหรือครับ เฮ้อ เมื่อไรจะยอมเข้าใจซะทีนะว่าของเหล่านี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก ”

            อัศวินแดงยังคงร่ายคำสาปต่อไป โดยเขาได้คิดขึ้นมาว่า (ไม่อยากจะเชื่อเลย ต่อหน้าคำสาปศิลา ยังมีคนกล้าพูดแบบนี้อยู่อีกหรือ? ท่าทางเจ้าหนูนี้ไม่เพียงจะสืบทอดพรสวรรค์จากเซริวเท่านั้น คงสืบทอดมนตราจากรีก้าด้วยแน่ๆ ดีล่ะ ขอทดสอบหน่อยเถอะว่ามีดีอย่างที่พูดไหม)

            ระหว่างที่อัศวินแดงกำลังคิดเช่นนั้นอยู่  ชายหนุ่มก็สั่งให้รูปปั้นทหารเคลื่อนที่อีกครั้ง พอรูปปั้นหยุดลง มันก็ทำให้เห็นว่าตรงหน้าเขาไม่มีรูปปั้นขวางทางอยู่เลย สักพักเสียงของริวก็ดังขึ้นว่า

            “ในเมื่อยังไม่ยอมเชื่อ ผมจะรับคำสาปนี้ตรงๆเลยก็ได้”

            ริวปักดาบไทอัสลงข้างตัว ก่อนจะกางแขนออกเหมือนจะบอกว่าคุณจะเล่นที่ไหนก็เชิญ อัศวินแดงอึ้งไปสักพัก ก่อนจะพูดเบาๆว่า

            “ ยอดเยี่ยม เอาคะแนนความมั่นใจไปเต็ม 100 เลย”

            อัศวินแดงขว้างบอลแสงสีดำออกไปอย่างไม่ลังเล  บอลแสงเข้าปะทะกับร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย  อัศวินหลงยุคยิ้มขึ้นมา ก่อนจะสั่งให้ตัวหมากเดินไปทางซ้าย

 ริวทำหน้าตึงเครียดไปสักพัก เพราะการเดินหมากของอัศวินแดงเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายไป เขาชี้มือข้างที่สวมเท็ดดี้ออกไป

            “เดินรูปปั้นทหารขวาสุดขึ้นไปด้านหน้า”

            ครืน

            “เอ๊ะ! นี่มัน”เสียงร้องของอัศวินแดงดังขึ้น เมื่อเห็นริวเดินหมากตานี้

            อัศวินแดงรีบดึงหอกออกจากช่องว่างมิติ ก่อนจะสั่งให้ตัวเดินรูปปั้นทหารองค์รักษ์บนเรือพายขึ้นมาในตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ พอเดินรูปปั้นหยุดลง อัศวินแดงกระโดดเหยียดรูปปั้นทหารองค์รักษ์บนเรือพาย พร้อมพุ่งหอกเข้าใส่คู่ต่อสู้

            ตึง

            หอกหยุดนิ่งกลางอากาศ จากนั้นมันก็ถูกพลังของเท็ดดี้กระแทกให้หักเป็น 3 ส่วน อัศวินแดงเรียกหอกออกมาอีก 7- 8เล่ม ก่อนจะซัดหอกทั้งหมดเข้าใส่ชายหนุ่ม  ด้วยความตกใจริวรีบยื่นมือไปจับดาบไทอัสที่อยู่ข้างตัว ดาบไทอัสเองก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเจ้านายต้องการความช่วยเหลือ มันจึงบังคับมือข้างที่จับดาบให้ปัดป้องหอกที่กำลังพุ่งเข้ามา

            ปัง

            เคร้งๆๆๆ

            หอก 8 เล่มกลายเป็นเศษเหล็กในพริบตา  อัศวินแดงมองริวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกระโดดกลับไปยืนบนรูปปั้นกษัตริย์ พร้อมคิดขึ้นว่า

            (ขืน ยังเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังแพ้กลางกระดานแน่ๆ ทำอย่างไงดีนะ)

ขณะที่อัศวินแดงกำลังจมอยู่ในความคิดนั้น ริวเองก็หมากรุกเพื่อหาทางปิดเกมให้เร็วที่สุด ไม่นานเขาก็พูดขึ้นว่า

“รูปปั้นราชินีเดินทแยงขวาบน”

ครืน

(ไม่จริง นี่คิดจะเร่งปิดเกมเลยหรือ?)อัศวินแดงคิดขึ้นมาอย่างร้อนใจ เพราะขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาอาจจะแพ้(ในเกมหมากรุก)เร็วกว่ากำหนดก็ได้  อัศวินหลงยุครีบสั่งให้รูปปั้นกษัตริย์เปลี่ยนที่อยู่ แต่ดูเหมือนริวจะอ่านหมากออก เขารีบสั่งให้รูปปั้นทหารเคลื่อนไปเพื่อทำลายทางถอยของอัศวินแดงทันที

อัศวินแดงพยายามเคลื่อนตัวหมากอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางของกระดานหมากรุก จนพวกเขาลืมไปว่าสิ่งที่ทั้งสองเล่นกันอยู่นั้นคือ หมากรุกเวทมนตร์ หลังจากรุกและรับหมากกระดานนี้อยู่นาน ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงปลายทาง หมากรุกของริวเหลือเพียง 7 ตัว  ส่วนของอัศวินแดงเหลือเพียงรูปปั้นกษัตริย์ตัวเดียว

“น่าเสียดาย น่าเสียดาย  ถ้าตอนแรกข้าไม่เดินแบบนั้น ชัยชนะก็คงตกเป็นของข้าแล้วละ”

“มันก็ไม่แน่ครับ ผมเองก็ยังออมฝีมือเอาไว้เหมือนกัน”ริวตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจ เพราะการเล่นหมากรุกเมื่อสักครู่ทำให้ เขาพอจะเดาได้แล้วว่าอัศวินแดงผู้นี้คือใคร

-ไอ้ริว แกแน่ใจหรือว่า อัศวินแดงจะเป็นคนผู้นั้นนะ-

ริวยังคงจ้องมองอัศวินแดงพร้อมตอบไปว่า (1 ล้านเปอร์เซ็นต์ วิธีเดินหมากรุกลักษณะนี้มีเพียงคุณพ่อกับผมเท่านั้นที่รู้ ถ้าจะมีคนอื่นที่รู้อีกก็น่าจะเป็นคนผู้นั้นล่ะ)

-เหลือเชื่อ แค่เล่นหมากรุกเพียง 1 กระดานก็ทำให้เจ้ารู้ขนาดนี้เลยหรือ? –

ชายหนุ่มทำหน้าเคร่งครึม พร้อมตอบเท็ดดี้ไปว่า (คุณพ่อเคยบอกไว้ว่า หมากรุกเป็นเกมอัจฉริยะอย่างแท้จริง สิ่งที่หมากรุกสอนก็คือ สอนให้คนรู้จักใช้สติปัญญา ความรู้ในอดีต มาประมวลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต่อสู้กันอย่างมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ ไม่สอนให้ระรานหมากกระดานประเภทอื่น สอนให้รู้จักการป้องกันตัวเองพอหอมปากหอมคอ การตอบโต้บ้างในกรณีที่ถูกรังแก การเผยแพร่หมากรุกก็เป็นในลักษณะการส่วนตัว เช่น อาจารย์ถ่ายทอดให้ศิษย์ พ่อถ่ายทอดให้ลูก เป็นต้น)

            ริวก็จ้องมองไปยังอัศวินแดงพร้อมกล่าวต่อว่า (ทุกครั้งที่เล่นหมากรุกกับคุณพ่อ ท่านมักจะสอนปรัชญาการใช้ชีวิตผ่านทางหมากรุก เช่นว่า หมากรุกจะสะท้อนให้เห็นทุกอย่าง ความปรารถนาต่อชัยชนะ ความว่างเปล่าของการลังเล การเสียสละเพื่อให้ได้ชัยชนะ และความสนุกที่ได้เล่นมันยังไงละ)

            เท็ดดี้ยิ้มบางๆ เพราะมันรู้แล้วว่าเซริวสั่นสอนริวด้วยวิธีใด แม้เซริวจะไม่สั่งสอนเรื่องเวทมนตร์ หรือ เข้มงวดในเรื่องการออกกำลังกาย แต่เขาได้สั่งสอนวิถีชีวิต และปรัชญาการใช้ชีวิตผ่านกระดานหมากรุก ซึ่งมันก็ทำให้ริวกลายเป็นอย่างในปัจจุบันนั่นเอง

            ระหว่างที่ริวกำลังคุยกับเท็ดดี้อยู่นั้น อัศวินแดงก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้าหนูนี้คือการทดสอบครั้งสุดท้าย ถ้าเจ้าผ่านมันได้ก็จะถือว่าสอบผ่านบททดสอบนี้”

            อัศวินแดงชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว  ความรู้สึกกดดันแผ่ไปทั่วทั้งหน้าผา ริวหน้าซีดลงเพราะเขาพอจะเดาได้แล้วว่าอัศวินแดงจะทำอะไร  ริวสั่งการต่อไปว่า

            “ทหารองค์รักษ์บนเรือทางขวาเดินขึ้นไป”

            ครืน

            รูปปั้นทหารเรือเดินขึ้นไปตามที่ชายหนุ่มบอก จากนั้นเสียงของริวก็ดังขึ้นว่า “รุกฆาต หมากกระดานนี้จบแล้วครับ”

            อัศวินแดงยังคงนิ่งเงียบ แต่ไม่นานเขาก็พูดขึ้นมาว่า “มันก็ไม่แน่หรอก ข้ายังมีเวลาคิดอีก 5 นาที ซึ่งมันอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้”

            ยังไม่ทันที่จะสิ้นคำพูดสายลมบริเวณหน้าผาต่างถูกอะไรบางอย่างดึงเข้าไปรวมเป็นจุดเดียวที่ด้านบนของหน้าผา ริวเงยหน้ามองตาทิศทางลม เขาเห็นว่าบนท้องฟ้าเหนือหัวของอัศวินหลงยุคมีบอลแสงสีขาวที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น ทุกวินาที ชายหนุ่มกลืนน้ำลายพร้อมคิดว่า

            (นี้มันบอลเกง....หรือเปล่านะ )

            -ไอ้ริว แกอย่าเอาความจริงไปปนกับการ์ตูนจะได้ไหมฟะ บอลแสงที่แกกำลังเห็นอยู่นี้คือ  1 ในมหาเวทขั้นสูงที่มีชื่อว่า สายลมกำเนิดสวรรค์  ส่วนผลของมันคงไม่ต้องให้ข้าอธิบายหรอกนะ –

            ริวฝืนยิ้มเพราะต่อให้ไม่ต้องบอกเขาก็รู้อยู่แล้ว ตั้งแต่อัศวินแดงเริ่มใช้เวทบทนี้ แรงกดดันก็ทำเอากระดานร้าวไปทั้งแผ่นแล้ว นี่ถ้าเวทบทปะทะเข้ากับกระดานหมากรุกจริงๆ  อย่าว่าแต่ตัวหมากรุกและกระดานรุกเลย สะพานที่เขาและอัศวินแดงกำลังยืนอยู่ก็คงไม่มีเหลือเช่นกัน เฮ้อ คนอะไร แพ้แล้วไม่ยอมรับว่าแพ้ ช่างเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้จริงๆ

            -คนอย่างแกมีหน้าไปว่าเขาด้วยหรือ? แกเองก็คิดจะให้ดาบไทอัสทำลายกระดานทิ้งตอนที่แพ้เหมือนกันนี้ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ –

            “ชิ!”ริวร้องขึ้นอย่างไม่พอใจที่ถูกเท็ดดี้อ่านใจอีกแล้ว

            ครืน!

            สะพานที่ริวยืนอยู่เริ่มมีรอยแตกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ราวสะพานหลุดออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะล่วงหล่นไปยังธารลาวา แค่ไม่ถึง 5 วินาที ราวสะพานก็หายไปในธารลาวา ชายหนุ่มที่เห็นถึงกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เขาหันไปมองอัศวินแดงเพื่อจะถามว่า “คิดจะฆ่ากันเลยหรือ?”  แต่ยังไม่ทันจะได้ถามออกไป อัศวินแดงก็จัดการบังคับ เวทสายลมกำเนิดสวรรค์  ให้พุ่งเข้าใส่ริวเป็นที่เรียบร้อย แถมยังมีการตะโกนบอกออกมาอีกว่า

            “ขอโทษที เจ้าหนู ข้าลืมบอกไปถ้าจัดการกับเวทบทนี้ไม่ได้ เจ้าอาจจะบาดเจ็บเจียดตาย ไม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลสัก 4-5 เดือน แต่ไม่ต้องห่วงนะ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายแน่ๆ สบายใจได้”

            “โอ้ ช่างเป็นคำพูดที่ฟังแล้วอุ่นใจจริงๆนะครับ ขอบคุณที่บอก“ริวข่มความโกรธไว้ในใจพร้อมกัดฟันพูดออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบเท่าที่ทำได้ ถ้าไม่ติดว่าไอ้อัศวินแดงมีฐานะนั้นอยู่ ผมจะขุดโคตรบรรพบุรุษขึ้นมาด่าไปแล้ว มีอย่างที่ไหนบอกมาได้ว่าไม่ตายแต่ต้องเจ็บหนัก

            -คุณริวครับ แกช่วยสนใจเวท สายลมกำเนิดสวรรค์  หน่อยได้ไหม เดี๋ยวมันก็จะมาถึงแล้วนะ
โว้ย แกจะทำอะไรก็รีบทำเข้าสิฟะ –

            (รู้แล้วนะ)ริวสั่งให้ดาบไทอัสกลับเป็นมีดพับ ก่อนจะดึงใบมีดขึ้นมาอย่างใจเย็น เขาหันไปมองเวท สายลมกำเนิดสวรรค์ พร้อมยกไทอัส(มีดพับ)ให้ใบมีดอยู่ระหว่างสายตา ก่อนจะส่งความรู้สึกที่ต้องการให้ไทอัสทำลงไป จากนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า

            น้ำทำให้เรือลอยขึ้นได้ ก็ย่อมสามารถทำให้เรือจมลงได้  เวทบทนี้มอบชัยชนะให้แก่คุณได้ มันย่อมทำให้คุณหมดความหวังได้เช่นกัน คอยดูให้ดีนะครับ”

            ชายหนุ่มพูดจบก็รีบขว้างมีดพับออกไปทันที แน่นอนว่าริวยังตะโกนบอกชื่อท่าที่เพิ่งตั้งขึ้นมาออกไปด้วย ราวกับว่าตัวเองกำลังแสดงท่าไม้ตายออกไปให้คู่ต่อสู้ได้เห็น และชื่อท่าไม้ตายที่ตะโกนออกก็คือ

            “จงบินไปเลย มีดบินกรีดฟ้า ลี*ตู๊ด*ฮวง”

            ฟิ้ว

            มีดพับไทอัสบินตรงไปยังบอลแสง สายลมกำเนิดสวรรค์ อย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน เพียงพริบตาเดียวมีดบินกรีดฟ้าได้ทะลุผ่านบอลแสง

            เฟี้ยว

            บอลแสง สายลมกำเนิดสวรรค์ กลับกลายเป็นละอองเวทมนตร์ในพริบตาที่มีดทะลุผ่าน จากนั้นมีดพับยังตรงเข้าไปกระแทกกับหมวกเกราะของอัศวินแดงอย่างที่เขาหลบแทบไม่ทัน

            โครม

            หมวกเกราะปรากฏเป็นรอยร้าว ไม่นานส่วนหนึ่งของหมวกที่แตกก็หลุดออกมา ทำให้ริวได้เห็นหน้าบางส่วนของอัศวินแดง เขาเป็นชายแก่ผม 2 สี(ขาวปนดำ)ที่ยังดูแข็งแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มเสียอีก ดวงตาแม้จะแข็งกร้าวไปบ้าง แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยน โครงหน้า(ด้านที่เห็น)แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็มีส่วนคล้ายกับคุณพ่อเป็นอย่างมาก

            ตึงๆๆ

            มีดพับพุ่งไปชนหน้าผา ก่อนจะกระดอนไปชนกับอะไรอีกหลายครั้ง จนในที่สุดมีดพับก็กลับมาสู่มือของชายหนุ่ม ริวใช้ 2 นิ้วคีบมีดพับ(แบบว่าพยายามทำท่าให้ดูดีที่สุด) เพียงแต่ว่าระหว่างที่แสดงความเท่อยู่นั้น เขาก็ทำพลาดโดยปล่อยให้มีดพับหล่นลงไปปักที่รองเท้าผ้าใบข้างซ้าย

            ฉึก

            “จ๊าก!!! ”ริวยกเท้าซ้ายที่ถูกมีดพับปัก พร้อมกระโดดไปมาด้วยความตกใจ  และขณะที่กระโดดอยู่นั้นเขาก็พลาดท่าไปพิงราวสะพานที่กำลังหัก ผลจึงทำให้ตัวเองล่วงลงไปยังธารลาวาอย่างช่วยไม่ได้

            “ไม่น่า!”ริวร้องเสียงหลง

            -แกนี้มันจริงๆเลย คิดแต่จะแสดงความเท่โดยไม่ดูตัวเองเลยนะ อ้อ อีกอย่างนะ ก่อนที่แกจะร้องอะไร ช่วยดูก่อนได้ไหมว่า ตัวเองได้รับบาดแผลหรือไม่ ไม่ใช่เห็นว่ามีดปักก็ร้องบ้านแตกอย่างนี้ - เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้น ก่อนที่ดวงตาของสิงโตจะส่องสว่างเป็นสีแดงออกมา

            ร่างของชายหนุ่มค่อยๆลอยลงมาหยุดเหนือธารลาวา ที่ตอนนี้ถูกทำให้กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วน  ริวร่อนลงในท่าคุกเข่าขวา เข่าซ้ายตั้งชัน มือขวาแตะไปที่พื้นน้ำแข็ง ในขณะที่มือซ้ายกำลังยื่นมือเพื่อดึงมีดพับออกจากรองเท้า หลังจากดึงออกมาจึงทำให้รู้ว่ามีดพับปักเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างนิ้วเท้าพอดี

            ริวจัดการเก็บมีดพับลงกระเป๋าทันที  ก่อนจะพูดว่า (ไอ้เท็ดดี้ ช่วยส่งผมขึ้นไปแบบเท่ๆทีนะ)

            -เจอขนาดนี้แกยังไม่เข็ดอีกหรือ? –

ชายหนุ่มยิ้มพร้อมจ้องมองอัศวินแดง ( แน่นอน ครั้งนี้อาจจะผิดพลาดไปบ้าง แต่ครั้งหน้าจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน เอาละ เท็ดดี้ จงพาผมทะยานฟ้าไปอย่างเท่ๆเลยนะ)

ถ้าเท็ดดี้มีมือ ผมคงเอามือขึ้นมาก่ายหน้าผากพร้อมถอนหายใจอย่างแน่นอน ไม่นานมันก็ส่งริว กลับไปบนสะพานฝั่งของตัวเอง เพราะขืนไม่ทำไอ้ริวคงขอร้องไม่หยุดแน่ๆ เฮ้อ ตกลงว่าไอ้เด็กคนนี้มันเป็นความหวังของริเดียแน่หรือ?

เมื่อริวกลับขึ้นมายืนบนสะพาน เขาก็ทำหน้าราวกับว่าไม่เกิดอะไรขึ้น (สรุปว่ามันคิดจะตีหน้าตาย เพื่อ แก้เขินในสิ่งที่แสดงออกมานะ อย่าไปหลงกลมันเชียวนะ b y เท็ดดี้) อัศวินแดงถอนหมวกแล้วโยนลงไปที่ธารลาวา ก่อนหัวเราะออกมา

            “ฮ่าๆๆ ท่าทางคำว่า ยอดเยี่ยม จะไม่พอสำหรับเจ้าเสียแล้วละ เอาชนะข้าด้วยกลหมากรุก รับมือกับทุกสถานการณ์ด้วยความเยือกเย็น เปลี่ยนสถานการณ์จากเสียเปรียบให้เป็นต่อ ใน 1 กระบวนท่า ทั้งยังพิสูจน์ให้ข้าเห็นกับตาว่า บททดสอบนี้เป็นแค่เรื่องเล่นสนุกของเจ้า”

            อัศวินแดงพูดถึงต้องนี้ก็เงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่พูดก็พูดเถอะ การแสดงตอนสุดท้ายนี้เหมือนจริงมากๆเลยนะ  ตอนที่มีดหล่นไปปักเท้านะ ทำเอาข้าเอ๋อไปเหมือนกัน ยิ่งตอนที่แกล้งกระโดดลงไปในธารลาวาด้วยแล้ว ข้าแทบจะยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วละ ดีที่พอมองออกว่านี้คือการแสดง ไม่เช่นนั้นคงถูกเด็กอย่างเจ้าหลอกเอาซะแล้ว ช่างเหลือเกินจริงๆนะ”

            ริวฝืนยิ้มเพราะดูเหมือน อัศวินแดงจะเข้าใจว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่เป็นแค่การแสดงเท่านั้น “ถ้าท่านปู่ชื่นชอบการแสดง ผมก็ดีใจแล้วละครับ”

            ชายหนุ่มจงใจเน้น คำว่า ท่านปู่ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญที่ว่า ทำไมผมต้องแสดงละครแบบนั้นด้วย  ถ้าถูกถามขึ้นมาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร แน่นอนว่าการเบี่ยงเบนแสดงผลทันที อัศวินแดง หรือ ท่านปู่แสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด สักพักท่านปู่ก็ถามขึ้นว่า

            “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

            ริวหันไปมองรอบๆว่ายังมีคนอื่นอยู่อีกไหม เมื่อแน่ใจว่าพ่อ แม่และน้องสาวไม่อยู่ เขาจึงตอบออกไปว่า

“ตั้งแต่แรกเลยละครับ ท่านปู่คิดดูนะ มีใครบ้างจะใส่ชุดเกราะปิดหน้าปิดตามาสถานที่ร้อนขนาดนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ยังไม่ทำเลย นั่นก็หมายความ หน้าตาภายหลังชุดเกราะต้องสามารถบอกถึงฐานะของผู้สวมใส่อยู่ได้ ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างที่ผมคิด”

“มีเหตุผล แต่เรื่องนี้พูดอาจจะเป็นแค่เหตุบังเอิญก็ได้ มีจอมเวทมากมายที่ใส่ชุดเกราะลงเล่นหมากรุกเวทมนตร์เพื่อเสริมพลังป้องกันที่ขาดไป ”ท่านปู่พูดขึ้นมา เพราะเหตุผลแค่นี้ไม่น่าจะฟังธงได้เลยว่า เขาเป็นใคร

“ถูกอย่างที่ท่านปู่พูด แต่จอมเวทที่มีอำนาจกำหนดให้ผมแต่งงานโดยไม่ถามความเห็นของคุณพ่อ กับคุณแม่นั้น คงมีไม่กี่คนหรอก และเท่าที่ผมรู้ภายในตระกูลนี้คงมีแค่ท่านผู้นำตระกูล กับท่านปู่เท่านั้นล่ะ อ้อ กรุณาอย่าถามนะว่าทำไมผมถึงไม่คิดว่าเป็นท่านผู้นำตระกูลเซริว  นั่นก็เพราะ คนเป็นผู้นำน่าจะเป็นบททดสอบอันดับสุดท้ายมากกว่า ขืน ให้มาเป็นบททดสอบก่อนคนอื่น มันคงดูไม่ดีแน่ๆ”ริวอธิบายถึงเหตุผลทั้งหมดราวกับว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่ใครๆก็คิดได้

-ริว นี่คงเป็นความสามารถที่ได้มาจากการอ่านนิยายสืบสวนซินะ –

ริวยิ้มรับทันที  (ถูกต้องนะครับ เห็นไหมว่าการอ่านนิยายตลอด 1 เดือนของผมไม่ได้ใช้เวลาอย่างสูญเปล่าเลยนะ มันเป็นการฝึกทักษะ ฝึกสมอง และฝึกการสังเกตอีกด้วย )

เท็ดดี้ยิ้มเจื่อนๆเพราะมันรู้ดีว่าช่วง 1เดือนที่ผ่านมานี้ ริวอ่านนิยายมากแค่ไหน แต่ที่มันถอนหายใจก็เพราะ คิดว่า ถ้าไอ้ริวตั้งใจฝึกร่างกายสัก 1 ใน 10 ของความพยายามที่อ่านหนังสือนิยาย มันคงไม่ต้องมาเหนื่อยใจขนาดนี้เป็นแน่

ระหว่างที่เท็ดดี้กำลังจิตตกอยู่นั้น ท่านปู่ก็กำลังหลานชาย(ที่คิดว่าเป็น)คนเก่งอย่างถูกใจ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ริวเองก็กำลังดีใจที่ท่านปู่ไม่ได้ถามถึงวิชาที่ใช้แม้แต่น้อย เพราะขืนถาม มีหวังเขาต้องโกหกคำโตอีกแน่ๆ  ขณะนั้นเอง วงเวทอักษรรูนก็พาพวกเซริวมาปรากฏที่กระดานรุก ทั้ง 3คนมองไปรอบๆ เทียน่าเป็นคนแรกที่วิ่งตรงเข้าไปกอดริวด้วยความเป็นห่วง  คุณแม่เองก็เดินเข้ามาสอบถามเรื่องราวต่างๆ มีเพียงคุณพ่อเท่านั้นที่จ้องมองท่านปู่อย่างโกรธๆ

            “พ่อครับ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยละ”

            ท่านปู่มองท่าทางของลูกชายคนรอง ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “นี้คือคำสั่งของท่านผู้นำตระกูลน่ะ ถ้าลูกอยากจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร ลูกไปถามท่านเอาเองเถอะ ”

            “ไม่ครับ พอกันทีกับการทดสอบบ้าๆนี้ ผมจะพาลูกชายกลับบ้านเดี๋ยวนี้ล่ะ”เซริวร้องขึ้นมาอย่างเสียงแข็ง ก่อนจะเดินไปหาพวกริว

แต่ยังไม่ทันที่เซริวจะได้เดินไปรวมกลุ่ม เสียงร้องคำรามบางอย่างก็ดังกึกก้องขึ้นทั่วทั้งบริเวณ มังกรที่มีลักษณะคล้ายมังกรจีน เกล็ดสีฟ้าอ่อน ดวงตาสีมรกต ปรากฏบนท้องฟ้าเหนือกระดานหมากรุก มันจับจ้องมาที่ริว  รีก้าและเทียน่าต่างตั้งท่าเตรียมป้องกันริวอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร อัญมณีที่อยู่ตรงหน้าผากของมังกรก็ส่องแสงสีฟ้าออกมา

แวบ

หลังจากแสงสีฟ้าอ่อนจางหายไป เซริว รีก้า เทียน่า รวมไปถึงท่านปู่ต่างหมดสติไปทันที ชายหนุ่มรีบไปดูอาการของแม่และน้องสาว ก่อนจะวิ่งไปหาคุณพ่อ ขณะที่ริวกำลังร้อนใจอยู่นั้น เสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นว่า

“ไอ้ริว แกสงบสติหน่อยเถอะ พวกเขาแค่หมดสติไปเท่านั้น   อีกสักพักก็คงจะฟื้นเองละ”

“แต่ว่า...”ริวยังคงมองพวกพ่อที่สลบไปด้วยความเป็นห่วง

“เด็กเอ๋ย วางใจเถอะ พวกเขาทั้ง 4 คนแค่หมดสติเพราะแสงจากอัญมณีเท่านั้น อีกสักครู่พวกเขาก็จะได้สติเอง”เสียงของมังกรดังขึ้น

ริวมองไปที่มังกรฟ้าอย่างกลัวๆ  สักพักเขาก็รวบรวมความกล้าแล้วถามออกไปว่า “เอ่อ  ทำไมคุณต้องทำแบบนี้ด้วยละ"

มังกรฟ้าไม่ตอบคำถามข้อนี้  มันหันมามองที่ชายหนุ่ม  ก่อนที่มันจะฉีกยิ้ม (ตามความคิดของผม) พร้อมพูดด้วยเสียงนุ่มนวล( ผมพยายามจิตนาการว่าเสียงค่อยๆนั้นมันฟังดูดีก็แล้วกัน )ว่า

“ยินดีต้อนรับ ท่านเคเบรอส ”

 -ไอ้ริว ข้าขอยืมร่างกายหน่อยได้ไหม พอดีข้าอยากจะคุยกับเพื่อนเก่าเล็กน้อย รับรองไม่เกิน 2 นาทีหรอก –

            ริวมองมังกรฟ้า ก่อนจะรับปากอย่างช่วยไม่ได้ ขืนต้องคอยเป็นล่ามให้แหวนกับมังกรตัวเท่าตึก 10 ชั้นมีความหวังคอเคล็ดตาย เฮ้อ ทำไมพวกสัตว์เทพถึงไม่มีขนาดเท่ากับคนทั่วไปบ้างนะ ตัวหนึ่งถ้าไม่ยกมือขึ้นคุยก็ต้องก้มหน้าลงไปหา ส่วนอีกตัวก็ต้องแหงนหน้าจนคอแทบเคล็ด หัดสงสารคนที่พูดด้วยบ้างซิ

            คิ้วของมังกรบนฟ้ากระตุ้นเล็กน้อยราวกับว่าได้ยินเสียงในใจของริว เท็ดดี้เองก็ได้แต่ส่ายหน้าไป-มาอย่างเหนื่อยใจ  สักพักเท็ดดี้ก็กล่าวขึ้นมาด้วยภาษาสัตว์เทพ

“ไอ้มังกรบ้ามารยาท เจ้าช่วยเก็บคำทักทายอันไร้สาระไปก่อนจะได้ไหม   ตอนนี้ข้าต้องการสถานที่อันเงียบสงบเพื่อคุยกับเจ้าเป็นการด่วน อ้อ ถ้าเป็นไปได้ข้าขอคุยกับร่างจริงแทนที่จะเป็นร่างจำลองแบบนี้ด้วยนะ”

             “ฮ่าๆๆ สมเป็นท่านจริงๆ แค่มองครั้งเดียวก็ทราบแล้วหรือว่าข้าเป็นแค่ร่างจำลอง ตกลงข้าจะพาท่านไปพบตัวจริงของข้าเดี๋ยวนี้เลย ขึ้นมาซิครับ ท่านเคเบรอส”มังกรฟ้าตอบกลับเป็นภาษาสัตว์เทพเช่นกัน

            (เอ๊ย ไอ้เท็ดดี้ แกจะบังคับร่างของผมไปที่ไหนฟะ หัดถามความสมัครใจเจ้าของร่างหน่อยซิโว้ย )ริวรีบโว้ยวายขึ้นมา เพราะเท็ดดี้ได้ควบคุมร่างของริวให้กระโดดขึ้นไปนั่งบนหัวของมังกรเป็นที่เรียบร้อย มังกรฟ้าจำลองก็รีบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในขณะเดียวกัน พวกอาแพนที่จะตามเพื่อจะดูการทดสอบในครั้งนี้ก็ได้ปรากฏที่กระดานหมากรุก  พวกเขาทั้ง 3 ต่างตกใจกับภาพที่เห็น (ภาพริวกำลังนั่งบนหัวสัตว์เทพมังกรฟ้าราวกับเป็นเจ้านายได้บินข้ามหัวไป )จนทำอะไรไม่ถูก พออาแพนได้สติ เขาก็รีบสั่งการให้รูบี้ และ มอลลี่ไปดูแลพวกเซริวที่นอนหมดสติอยู่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าทั้ง 4 คนยังคงปลอดภัย  อาแพนก็สั่งให้พาทั้ง 4 คนไปพักผ่อน ส่วนเรื่องของหลานชายคนเก่งคงต้องไปแจ้งท่านผู้นำตระกูลเอาไว้ก่อน  เฮ้อ ใครจะคิดว่าหลายชายคนนี้จะมีดีขนาดที่ว่ามังกรฟ้ายังออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้

///////////////////

แอบลงอย่างเงียบๆ  เฉพาะแฟนพันธุ์แท้ที่เข้ามาดูประจำ

ออกตัวก่อนสำหรับนักอ่านที่จะวิจารณ์นะครับ ในตอนนี้จะมีบทพูดของตัวเอก และเท็ดดี้ค่อนข้างมาก ผมอยากใช้ทุกท่านอ่านให้ดีเพราะ บางอย่างที่อยู่ในคำพูดจะต้องนำไปเชื่อมต่อในเรื่องราวในอนาคตครับ(แบบว่าเถียงกันจนตัวเอกคิดจะลงมือทำขึ้นมาจริงๆ และสิ่งนั้นดันไปหยุดสงครามโดยไม่ตั้งใจอะไรทำนองนี้นะ ดังนั้นถ้าอ่านไม่ดีผมไม่รับผิดชอบนะ) อ้อ ผมเต็มใจรับคำตินะครับ

            -ถ้าจะติว่าขาดอะไร ช่วยบอกให้ชัดเจนด้วยนะครับ แบบว่าคนเขียนอาจจะไม่เข้าใจได้ ผมอยากจะให้นิยายออกมาดีที่สุด

            -เกือบลืม เนื้อหาตั้งแต่ตอนหน้าจะเริ่มเข้มข้นแล้วนะครับ ดังนั้นมันอาจจะเครียด ซีเรียส และ ดราม่า ในแบบริวๆนะครับ ยกตัวอย่างตอนที่ 14-15 ภาค 1 เป็นต้น ดังนั้นกรุณาทนหน่อยนะ มันเป็นแค่ 3 ตอนเอง

            -สุดท้าย การย้อนอดีตจะจบลงแล้ว คาดว่าตอนที่ 10 ไม่ก็ 11 น่าจะกลับไปปัจจุบัน(ต่อจากตอนที่ 1ได้) และย้ำไว้เช่นเดิม เรื่องนี้มีด้วยกัน 30 ตอน บวกลบไม่เกิน 2 นะครับ

พร้อมแจ้งข่าวสารครับ

            บอกก่อนนะครับนี้ไม่ใช่ตอนแถม และไม่ใช่ตอนของอาทิตย์หน้านะ ผมลงตอนนี้เพื่อฉลองแฟนคลับครบ 5000 ต่างหาก และมีคนเข้าชมตั้ง 6 หมื่นอัพ (น่านไปโกหกเอาอีกไอ้คนเขียน BY เท็ดดี้)

เชอะ งั้นเอาใหม่อีกครั้งนะครับ

ผมลงตอนนี้แทนคำขอโทษล่วงหน้าครับ วันพุธ –วันศุกร์ที่จะถึงนี้ผมไม่อยู่ จะต้องไปประชุมวิชาการเลยไม่อยู่(คิดว่าคงไม่พกโน๊ตบุคส์ไปพิมพ์แน่ๆ ส่วนวันเสาร์ก็ต้องพาหลานสาวไป คิดส์ซาเนีย ว่าจะไปค้าง 1 คืน กว่าจะกลับคงเย็นวันอาทิตย์ ดังนั้นตอนต่อไปขอลงวันอาทิตย์ ตอนดึกๆนะครับ

ปล. สำหรับตอนนี้ 28 หน้าอักษร 16 นะครับ แถมให้เพิ่มตั้ง 8 หน้า ห้ามมาบ่นว่า....... อีกนะครับ บาย ไว้เจอกันใหม่นะครับ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 252 ครั้ง

211 ความคิดเห็น

  1. #7229 นักล่าทมิฬ (@ninjakube) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 17:33
    ชาวริเดียนี่จบเอกมโนป่ะ จินตการช่างล้ำเลิศ
    #7229
    0
  2. #7147 VeechanSoutivong (@VeechanSoutivong) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 20:58
    นางเอกไคหรอ ป่าว เลมอน ครับ
    #7147
    0
  3. #6960 kamrung (@kamrung) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 15:20
    ทำไมมโนเป็นเลิศกันขนาดนี้5555
    #6960
    0
  4. #6444 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 20:15
    เปล่า มันมาทักทายเพื่อนเก่า 55555 โอ๊ย ตอนมีดปักเท้านี่โคตรฮา 5555555555
    #6444
    0
  5. #4228 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 22:00
    สิทธิพิเศษเยอะจริงแกเนี่ย ริว
    #4228
    0
  6. #4103 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2557 / 23:41
    ถ้ารู้ความจริงนี่คงเงิ่บกันเป็นแถว อิ อิ
    #4103
    0
  7. #4043 suicuppum (@demnation) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 18:26
    อย่างฮา! สนุกมากจ้า >_<
    #4043
    0
  8. #3969 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 22:06
    มันฮานะ สนุกดี อย่ากังวลเลย
    #3969
    0
  9. #3765 ฮัดชิ่ว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 16:15
    โอ้วเท่สุดขาดใจเลยท่านริว
    #3765
    0
  10. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  11. #3762 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 15:45
    คุณพ่อช่างมีวิธีสอนลูกที่แปลกจริงๆ
    #3762
    0
  12. #3684 Benyapa Kavepunsakul (@oboobo) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 18:57
    รีบๆอัพนะติดงอมแงมมาก 555
    #3684
    0
  13. #3643 -บุรุษไร้เงา- (@cojack) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 10:22
    ถ้าดราม่าแบบริวๆผมเตรียมฮาเลย สนุกมากครับ ^^
    #3643
    0
  14. #3641 Aswin@mao21.24.118.81 (@esperanto) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 05:02
    บอกตามตรงครับ ผมอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของไรท์เตอร์ครับ (เรื่องแรก เทพยุทธอ่อนหัดออนไลน์)



    ผมว่าไรท์เตอร์เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้สนุก อ่านแล้วเพลิน แต่ก็มีจุดเสียที่การใช้ภาษาบางครั้งดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การใช้คำสรรพนาม ส่วนใหญ่ ไรท์เตอร์จะใช้คำว่า "ผม" แทนตัวพระเอกตลอด แต่พอคำว่า "ผม" ไปอยู่ในประโยคเดียวกันกับคำสรรพนามบุรุษที่สองที่ไม่ใช่คำว่า "คุณ" เช่น คำว่า "แก" (คำอื่นจำไม่ได้แฮะ) มันทำให้ดูแปลกๆ ต่อให้กับคำว่า "เธอ"(ที่ใช้เป็นบุรุษที่สอง<จริงๆน่าจะบอกว่า สตรีที่สองเนอะ>) ก็เถอะ



    จริงๆคำบุรุษที่หนึ่งหลักๆที่ใช้ได้กับเกือบทุกคำ คือ"ฉัน" แต่บางครั้งผมว่าต้องดูบุคลลิกตัวละครด้วย รวมทั้งต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครด้วย



    ในส่วนของประโยคอื่นๆหรือคำอื่นๆผมว่า ไรท์เตอร์ต้องลองอ่านทวนแล้วพิจารณาดูว่าภาษาดูธรรมชาติไหม เวลาเราพูดจริงๆเป็นแบบนี้ไหม ประโยคบางประโยคเป็นส่วนของการบรรยายควรใช้ภาษาราชการผสมกึ่งราชการหรือเปล่า ส่วนเวลาพูดต้องปรับเอารูปแบบภาษาราชการออกหรือเปล่าในประโยคนั้นๆ หรือจะเป็นภาษาแบบกันเองหมดเลยได้ไหม



    แต่จริงๆพออ่านมาถึงเรื่องที่สองอย่างนี้ผมก็เริ่มชินแล้วนะ เหมือนเป็นลายเซนต์ของไรท์เตอร์ เพียงแต่ผมว่าถ้าไม่ปรับแก้มันก็ไม่เหมาะถ้าจะเสนอสำนักพิมพ์เพื่อตีพิมพ์ครับ



    สู้ๆครับ ผมชอบนิยายของไรท์เตอร์ครับ แต่ต้องขอโทษด้วยที่มาวิจารณ์แบบนี้(ในกรณีที่ไม่พอใจนะ^^)



    แต่ทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อ ... ... ... ... ไรท์เตอร์เองนะครับ
    #3641
    0
  15. #3638 sukanya tearmpak (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 22:48
    โอ๊ยยย ปวดท้อง หัวเราะจนท้องแข็งแล้ว
    #3638
    0
  16. #3637 วายุจัง (@inu47) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 19:02
    ต่อไว้ๆนะ สู้ๆ
    #3637
    0
  17. #3636 geniekiss (@geniekiss) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 18:58
    คิดฮอดสุดๆ เมื่อไรจะได้อ่านอีกนะ..
    #3636
    0
  18. #3635 The Loner (@deartears) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 18:33
    ยิ่งใหญ่มาก มังกรตัวเท่าตึกมาเอง เพื่อนเก่าเจอกันเลยตอนนี้

    #3635
    0
  19. #3634 เกริด้า(๐-*-๐)v (@Monkey_D_Luffy) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 16:53
    ชอบนะ ความคิดเรื่องชุดเกาะอ่ะ ลองสร้างจริงดูสิ ไอว่าน่าจะเป็นช่องทางรับทรัพย์อยู่นะ โฮะๆๆ
    #3634
    0
  20. #3630 inkeawpungkum (@inkeawpungkum) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 23:15
    รอตอนต่อไปนะคะ สนุกมากเลยคะ
    #3630
    0
  21. #3629 inkeawpungkum (@inkeawpungkum) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 23:15
    รอตอนต่อไปนะคะ สนุกมากเลยคะ
    #3629
    0
  22. #3628 NuMaple (@numagicpen) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 21:55
    สนุกมากค่าาาาาาาาาาาา
    #3628
    0
  23. #3626 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 21:24
    สงสัยจะเป็นเกราะติดแอร์แน่ๆ ตัวหยุดสงราม
    #3626
    0
  24. #3621 Knight of Shadow (@knightmoon) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 10:08
    Thank you very much.
    #3621
    0
  25. #3613 Nontachai Wongracha (@nontachai222) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2557 / 19:11
    ถ้ามีริวด้านมืดจะดีมิใช่น้อยเลย
    #3613
    0