I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,300 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    723

    Overall
    544,300

ตอนที่ 42 : บทที่ 9 คนธรรมดา กับ คำทำนายที่(ไม่) ธรรมดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 165 ครั้ง
    13 มิ.ย. 57

                                    บทที่ 9

                   คนธรรมดา กับ คำทำนายที่(ไม่)ธรรมดา

“เดี๋ยวก่อนครับ ท่านบรรพบุรุษบอกว่ามีโทษถึงตายหรือ?”ริวถามขึ้นมาด้วยสีหน้าซีดขาว เพราะถ้าที่พูดนี้เป็นความจริง เขาก็เพิ่งผ่าฝืนกฎข้อห้ามที่ว่ามาอย่างเข้าเต็มที่เลย งานนี้มีหวังถูกผู้นำตระกูลฆ่าตายแน่ๆ  

มังกรฟ้าจ้องมองชายหนุ่มอย่างสนใจเพราะนี้เป็นครั้งแรกที่มันเห็นริวหน้าเปลี่ยนสี นิสัยที่ชอบศึกษามนุษย์ของมังกรฟ้าถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง สักพักมันก็กล่าวออกไปว่า

 “ใช่แล้วล่ะ คนที่รู้ความลับนี้มีแต่โทษตายสถานเดียว นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้นำตระกูลเซริวจึงจะไม่เป็นอะไรนะ เด็กเอ๋ย เจ้าอยากจะผู้นำตระกูลเซริวไหม ข้าช่วยเจ้าได้นะ”

ริวอึ้งไปสักพัก ก่อนจะส่ายหน้าไป-มาอย่างสุดชีวิต “ไม่เอาครับ ต่อให้ตายผมก็ไม่ยอมขึ้นเป็นผู้นำตระกูลอย่างเด็ดขาด”

มังกรฟ้าเบิกตากว้างกับคำตอบที่ได้รับ มันรีบกล่าวต่อว่า “แสดงว่าเจ้าเลือกที่จะยอมถูกลงโทษใช่ไหม นี่เจ้าไม่กลัวตายบ้างหรือ?”

“ท่านบรรพบุรุษเข้าใจผิดแล้วละ ผมบอกว่าจะไม่ยอมขึ้นเป็นผู้นำตระกูล แต่ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะยอมถูกลงโทษนี่ครับ ”

มังกรฟ้ามองชายหนุ่มอย่างงงๆ “ในเมื่อเจ้าไม่อยากเป็นผู้นำ และไม่ยอมถูกลงโทษ แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไงกับสถานการณ์นี้ล่ะ”

“หนียังไงละ”ริวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

มังกรฟ้าถึงกับจุกจนพูดอะไรไม่ออก ขณะนั้นเองที่เสียงหัวเราะของเท้ดดี้ดังขึ้นว่า “ฮ่าๆๆ แกแพ้แล้วละ เจ้ามังกรบ้ามารยาท”

“นั่นสิครับ ท่านเคเบรอส ครั้งนี้ข้าคงต้องยอมแพ้จริงๆ”มังกรฟ้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

สีหน้าสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของริว ระหว่างที่จะถามอะไรออกไปนั่น เสียงของเท็ดดี้ก็ดังขึ้นว่า “ริว เจ้าไม่ต้องงงไปหรอก เจ้ามังกรบ้ามารยาทแค่ทำการทดสอบเจ้านิดหน่อยนะ”

“ทดสอบ? ท่านบรรพบุรุษทดสอบอะไรผมหรือ?”

“ทดสอบพฤติกรรมของมนุษย์นะ”เท็ดดี้ตอบแทนมังกรฟ้า แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มยังไม่เข้าใจเรื่องราว มันจึงช่วยอธิบายต่อว่า

“ ไอ้มังกรบ้ามารยาทเป็นสัตว์เทพที่ชอบศึกษามนุษย์นะ โดยเฉพาะพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่มันสนใจมากที่สุด และเมื่อสักครู่มันก็เพิ่งทำการทดสอบเรื่องนี้กับเจ้านะ”

ริวส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ ตอนนี้เขารู้แล้วว่า พฤติกรรมเพี้ยนๆของผู้คนในตระกูลเซริวได้มาจากใคร ที่แท้ต้นตอมันก็มาจากมังกรฟ้านี้เอง อยู่ดีๆก็เล่นมาทดสอบกัน ทำเหมือนผมเป็นหนูทดลองยังไงก็ไม่รู้ นิสัยแย่จริงๆ

-ไอ้ริว แกอย่าเอาแต่คิดติดลบจะได้ไหม ปกติไอ้มังกรบ้ามารยาท มันทำแค่เฝ้าดูอยู่ห่าๆเท่านั้น การที่มันยอมเสียเวลาทดสอบแกก็เพราะ มันสนใจในตัวของแกนะ-

(สนใจในตัวผม? ทำไมมังกรฟ้าต้องมาสนใจคนธรรมดาอย่างผมด้วยละ ผมว่าคนอื่นในตระกูลยังน่าสนใจกว่าผมอีก)

-ริว คนธรรมดาที่ไหนกล้ามานั่งกินช็อกโกแลตต่อหน้ามังกรฟ้าบ้างฟะ ไหนจะความเยือกเย็นผิดมนุษย์ของแกอีก นี่ยังไม่รวมถึงความสามารถในตัวนะ เฮ้อ เอาเป็นว่ามันสนใจเพราะแกไม่ใช่คนธรรมดาก็แล้วกัน-

เท็ดดี้พยายามเน้นย้ำคำว่า ไม่ใช่คนธรรมดา อย่างชัดเจน แต่ว่าผลที่ได้คือ ชายหนุ่มกลับทำหน้าไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เขาหันไปมองมังกรฟ้าพร้อมถาว่า

“ถ้าเมื่อสักครู่เป็นแค่การทดสอบ งั้นไม่ทราบว่าผมสอบผ่านไหมครับ”

“เด็กเอ๋ย การทดสอบของข้าไม่มีคำว่าผ่านหรือสอบตก มีแต่ความจริงที่มนุษย์แสดงให้เห็นเท่านั้น ยกตัวอย่าง ถ้ามนุษย์ 100 คนมาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเลือกทางไหนล่ะ”มังกรฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ริวไม่ตอบคำถามนี้  มังกรฟ้าจึงกล่าวต่อว่า “ข้าเดาว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะเลือกตำแหน่งผู้นำตระกูลเพื่อรักษาชีวิตของตนเองแน่ๆ แต่เจ้าเลือกในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปคาดไม่ถึง ช่างน่าสนใจจริงๆ”

“ขอบคุณที่ท่านบรรพบุรุษสนใจในตัวของผมนะครับ”ริวพูดด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“เอ่อ ถ้าสิ่งที่ท่านบรรพบุรุษพูดเป็นแค่การทดสอบ ถ้างั้นความจริง ท่านคิดจะทำเช่นไรหรือครับ”

มังกรฟ้าอมยิ้ม พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ(ตามความคิดของผมนะ)ว่า “เด็กเอ๋ย เจ้าสบายใจเถอะ เรื่องของเจ้าถือว่าเป็นข้อยกเว้น เพราะข้าเป็นคนจงใจพาเจ้าและท่านเคเบรอสมายังที่นี้เอง ดังนั้นถ้ามีคนคิดจะเอาผิดกับเจ้าก็จงบอกให้มันผู้นั้นมาหาข้าก็แล้วกัน”

 “เฮ้อ”เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของชายหนุ่มดังขึ้น  สักพักริวก็จ้องมองมังกรฟ้า ก่อนจะถามออกไป

“ท่านบรรพบุรุษครับ ผมมีคำถามที่คาใจอยู่หลายอย่าง รบกวนท่านช่วยตอบทีเถอะครับ ”

“ได้ซิ เจ้าอยากจะถามอะไรล่ะ”

สีหน้าของริวเปลี่ยนเป็นเคร่งครึม ก่อนจะถามออกไปว่า “การที่ท่านบรรพบุรุษปฏิเสธคำขอร้องของเทพประจำรัฐ เป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ได้รับมาใช่ไหมครับ”

มังกรฟ้าใช้สายตาจับจ้องมาที่ทายาทของตน พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ถูกต้องแล้วล่ะ ตอนที่เหล่าเทพของมนุษย์มาขอร้องข้า มันเป็นช่วงที่ข้าโดนเวทเสาผนึกสัตว์เทพไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้เลยและเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นพวกเขารู้เรื่องอาการบาดเจ็บ ข้าจึงจำเป็นต้องขับไล่พวกเขาให้จากไปตั้งแต่ประตูทางเข้านะ”

ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะถ้าเทพประจำรัฐในตอนนั้นรู้ตัวตนที่แท้จริงของเทพแห่งสงคราม มีหวังหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อแน่ๆ  ขณะที่ริวกำลังคิดอยู่นั้นเอง มังกรฟ้าได้พูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า

“เด็กเอ๋ย ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมายที่ต้องการถาม แต่เวลากลับไม่เอื้ออำนวย ตอนนี้มีคนกำลังมารับเจ้าแล้วล่ะ”

“ใครจะมารับผมหรือครับ”ริวรีบถามออกมาทันที เพราะคนที่จะเข้ามาที่นี้ได้ย่อมมีตำแหน่งสูงมาก ดีไม่ดี คนที่เข้ามาอาจจะเป็นท่านผู้นำตระกูลด้วยซ้ำ

 ระหว่างที่กำลังรอคำตอบจากมังกรฟ้า อัญมณีที่อยู่ตรงกลางหน้าผากของมังกรฟ้าเปล่งประกายอีกครั้ง ไม่นานสิ่งของสองอย่างก็ลอยออกมาจากอัญมณี  หนึ่งเป็นซองจดหมายที่พบเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่ว่าตรงด้านหลังมีตราประทับของอะไรบาง ส่วนอีกหนึ่งเป็นเข็มกลัดที่ทำจากอัญมณีสีแดงเลือดนก ของทั้งสองอย่างค่อยลอยลงมาหาริวอย่างช้าๆ

ชายหนุ่มเอาซองจดหมายขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเห็นว่าซองจดหมายได้จ่าหน้าซองเอาไว้ว่า

 

จากท่านหญิงมังกรฟ้า(ย่าทวดของเธอ)

                           กรุณาส่ง

                              นายอรุณ เทพพิทักษ์

 

เมื่อเห็นจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตัวเอง ริวถึงกับฝืนยิ้ม ก่อนจะหันไปมองมังกรฟ้า “ท่านบรรพบุรุษครับ จดหมายฉบับนี้มาอยู่ที่ท่านได้ยังไงหรือ?”

“เด็กเอ๋ย ยัยหนูที่มีดวงตาแห่งเทพได้มาหาข้า พร้อมฝากจดหมายฉบับนี้เอาไว้ให้กับผู้ที่ปลดปล่อยข้าออกจากเวทเสาผนึกสัตว์เทพนะ”

“เดี๋ยวซิ ไอ้มังกรบ้ามารยาท  ยัยนั่นมาฝากจดหมายไว้ที่แก ซึ่งแกก็เต็มใจทำหน้าที่นี้หรือ?  ข้าว่าเรื่องมันแปลกๆอยู่นะ ตกลงว่ายัยจอมวางแผนใช้อะไรแลกเปลี่ยนกับแกกันแน่”เท็ดดี้รีบถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะด้วยนิสัยของมังกรฟ้า มันไม่มีทางยอมเป็นไปรษณีย์ข้ามเวลาแน่ๆ

มังกรฟ้านิ่งไปสักพัก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ถ้าท่านเคเบรอสต้องการจะรู้ให้ได้ ข้าก็ยินดีจะบอกเพียงแต่ว่า ท่านต้องมาเรียนรู้มารยาทกับข้าสัก 100 ปีนะครับ แล้วข้าจะยินยอมบอกทุกอย่างที่รู้เลย”

เท็ดดี้ทำหน้าราวกับได้ยินคำเรื่องที่โหดร้ายที่สุดในโลก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่มีทาง ข้าไม่มีวันเรียนมารยาทอันไร้สาระอย่างเด็ดขาด”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจจะบอกเรื่องของข้าเช่นกัน”มังกรฟ้าส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธทันที

สีหน้าของเท็ดดี้เริ่มมีสีแดงด้วยความโกรธ มันเตรียมจะคาดคั้นเอาความจริงจากมังกรฟ้าให้จงได้ แต่ริวกลับพูดขึ้นว่า

“เท็ดดี้ พอเถอะ ไม่ว่าใครก็ต้องมีความลับกันบ้าง ในเมื่อท่านบรรพบุรุษไม่อยากบอก พวกเราก็อย่างไปคาดคั้นอะไรเลย”

“เชอะ”เสียงร้องอย่างขัดใจของเท็ดดี้ดังขึ้น

ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะหันกลับมาสนใจจดหมายอีกครั้ง สักพักเขาก็คิดขึ้นมาว่า (เท็ดดี้ นายคิดว่าผมควรอ่านจดหมายฉบับนี้ไหม)

-ริว การที่ยัยจอมวางแผนฝากจดหมายไว้กับมังกรฟ้า แสดงว่าจดหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก แต่ข้าก็จะไม่บังคับให้เจ้าอ่านหรอกนะ จงเลือกทางเดินด้วยตัวเองเถอะ-

ชายหนุ่มฝืนยิ้มเพราะคำพูดของเท็ดดี้มันเป็นการบอกทางอ้อมว่า แกต้องอ่าน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าให้ตัดสินใจเองอีกนะ  ริวที่คิดถึงตรงนี้เขาก็ถอนหายใจ พร้อมฉีกซองจดหมายเพื่อดูเนื้อหาทันที

ถึง อรุณ เทพพิทักษ์

          เมื่อเธอได้อ่านจดหมายฉบับนี้ นั่นหมายความว่าทางเลือกแห่งโชคชะตากำลังจะกลับมาอีกครั้ง  ฉันจะไม่ขอโกหกเธอ ในอนาคตที่เห็น มีด้วยกัน 3 ทางคือ

              1.ถ้าเธอเลือกที่จะรับโชคชะตาในครั้งนี้ เธอจะต้องตายอย่างแน่นอน

              2.ถ้าเธอเลือกที่จะปฏิเสธโชคชะตา น้องสาวสุดที่รักของเธอจะต้องตาย

              3.ถ้าเธอคิดจะหนีกลับไปโลกมนุษย์เพื่อหลีกหนีจากโชคชะตา ครอบครัวของเธอจะต้องตาย

            ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกเช่นไร แต่ขอให้รู้ไว้ว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดมาแล้ว ไม่ว่าเธอจะทำเช่นไร โชคชะตาในครั้งนี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

              สุดท้ายห้ามเธอบอกเรื่องนี้กลับใครเพราะเมื่อเรื่องนี้หลุดออกไป เวลาแห่งโชคชะตาจะหมุนเร็วขึ้น ซึ่งผลสุดท้ายจะเลวร้ายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้เลย

                                                                            ลงชื่อ ท่านหญิงมังกรฟ้า

ป.ล. จงมีสติอยู่กับตัว เพื่อเลือกหนทางที่ควรเป็น จำเอาไว้ว่าโชคชะตาอยู่ในมือของเธอ

 

เมื่ออ่านจดหมายจบ ริวได้แต่เงียบไปพักใหญ่ สีหน้าเริ่มซีดลง มือที่จับจดหมายต่างสั่นไปด้วยความโกรธปนความกลัว ส่วนดวงตาของริวเต็มไปด้วยความสับสนอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังสับสนอยู่ในขณะนี้

เท็ดดี้รีบถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงว่า “ริว แกไหวไหม”

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ มือข้างขวากำจดหมายแน่น ส่วนมือข้างซ้ายกำจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเลือดเริ่มไหลซึมออกมา สักพักเสียงที่บ่งบอกถึงการสงบอารมณ์ก็ดังขึ้น

“เท็ดดี้ นายอย่าเพิ่งมาพูดกับผมตอนนี้ ขอเวลาผมทำใจสักครู่”

พอพูดจบริวก็ไม่รอฟังคำตอบ เขาทรุดตัวลงไปนั่งทำสมาธิเพราะถ้าให้พูดต่อไป เขาอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็เป็นได้ และในสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเขาอาจจะอาละวาด ด่าทอ ญาติผู้ใหญ่เช่นเจ้าหญิงมังกรฟ้า หรือ มังกรฟ้าที่อยู่ตรงหน้าก็ได้

ชายหนุ่มนั่งหลับตาเพื่อควบคุมสติให้นิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหายใจออกเป็นจังหวะ ระหว่างที่ริวพยายามควบคุมอารมณ์อยู่นั้น เท็ดดี้ก็หันไปมองมังกรฟ้า ก่อนจะกล่าวด้วยภาษาสัตว์เทพว่า

“ไอ้มังกรบ้ามารยาท แกช่วยบอกให้คนที่มารับให้คอยก่อนเถอะ ดูเหมือนเจ้าริวคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสะกดอารมณ์ได้นะ”

“ได้ครับ แต่ท่านเคเบรอสเชื่อว่าเด็กคนนี้จะควบคุมอารมณ์ที่กำลังสับสนได้หรือ? ยิ่งครั้งนี้เป็นคำทำนายที่เกิดจากดวงตาแห่งเทพด้วยแล้ว ข้ากลัวว่าเขาจะรับในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้นะ”มังกรฟ้าตอบกลับไปด้วยภาษาสัตว์เทพเช่นเดียวกัน

เท็ดดี้ยิ้มด้วยความเชื่อมั่น“สำหรับมนุษย์คนอื่น ข้าไม่รู้แต่เจ้าเด็กคนนี้ต้องมีหนทางเฉพาะตัวอย่างแน่นอน ถ้าไม่เชื่อเจ้าคอยดูก็แล้วกัน ข้ารับรองว่าคำตอบที่ได้จะทำให้เจ้าอึ้งยิ่งกว่าครั้งก่อนแน่ๆ ”

มังกรฟ้ารีบส่งเสียงบอกผู้ที่มารอรับให้คอยก่อน จากนั้นมันหันมาจับตามองริวอย่างสนใจ การนั่งสมาธิครั้งนี้กินเวลาประมาณ 30 นาที ชายหนุ่มจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาจัดการปั้นจดหมายเป็นก้อน พร้อมโยนจดหมายลงพื้น พร้อมคิดขึ้นว่า

(เท็ดดี้ ช่วยจัดการทำลายจดหมายที)

เท็ดดี้พยักหน้าก่อนจะพ่นไฟเพื่อทำลายจดหมายตามที่ชายหนุ่มขอ ริวจ้องมองจนจดหมายถูกทำลายจนหมด จากนั้นจึงหันไปหามังกรฟ้า ก่อนจะยกเข็มกลัดในมือขึ้นมาถามว่า

“ท่านบรรพบุรุษครับ เข็มกลัดอันนี้เอาไว้ทำอะไรหรือ?”

มังกรฟ้าจ้องมองชายหนุ่มอย่างอึ้งๆ “เด็กเอ๋ย นี่เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับข้อความในจดหมายเลยหรือ? “

ริวยกนิ้วชี้ขึ้นมาเกาแก้ม ก่อนจะตอบออกไปว่า “ถ้าบอกว่าผมไม่กังวลใจเรื่องข้อความในจดหมายเลย มันก็คงเป็นการโกหก แต่จะให้ผมวิตกกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มันก็จะดูไร้สาระมากเกินไป หลังจากนั่งคิดอยู่นานผมจึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งนะครับ”

“เด็กเอ๋ย เจ้าได้ข้อสรุปแบบไหนหรือ?”มังกรฟ้ารีบถามขึ้นมาด้วยความสนใจ เพราะมันเริ่มอยากจะรู้แล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ตกลงเลือกหนทางไหนกันแน่

สีหน้าของริวดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย “นี่คือชีวิตของผม ทุกย่างก้าวก็คือสิ่งที่ผมเลือก แล้วทำไมผมต้องมาวิตกกับเรื่องไร้สาระที่ท่านหญิงมังกรฟ้าบอกด้วยละ คนที่จะตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้ มีแต่ตัวเองเท่านั้นครับ”

มังกรฟ้าอึ้งไปพักใหญ่กับคำตอบที่ได้รับ เมื่อมันตั้งสติได้ก็รีบถามขึ้นมาว่า “เด็กเอ๋ย นี้เจ้าจะบอกว่าจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามชะตากรรมหรือ?”

“ไม่ใช่ครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมคือผู้ตัดสินชะตากรรมของตัวเอง ดังนั้นถ้าถึงเวลาที่ต้องเลือกจริงๆ ผมจะเลือกหนทางที่ไม่ได้อยู่ในจดหมายครับ ผมจะช่วยตัวเอง ช่วยน้องสาวและช่วยครอบครัวให้มีชีวิตรอดกลับไปยังโลกมนุษย์ให้จงได้ ”ริวตอบกลับไปด้วยท่าทางมั่นใจ

เท็ดดี้หัวเราะเบาๆ “หึๆ ริว แกมันบ้าจริงๆ นี่คิดจะเอาชนะความสามรถของดวงตาแห่งเทพเชียวเรอะ”

“ผมไม่ได้คิดเอาชนะสักหน่อย ผมแค่จะเลือกอนาคตของตัวเองเท่านั้น และมันจะต้องไม่ใช่อนาคตที่ท่านหญิงมังกรฟ้าเห็นด้วย”ริวตอบแบบยิ้มๆ จากนั้นก็ยกเท็ดดี้ขึ้นมามองในระดับสายตา ก่อนจะถามต่อว่า

“แกจะเอาด้วยไหมล่ะ ถ้าทำสำเร็จ มันจะเป็นการหักหน้าท่านหญิงมังกรฟ้าเป็นอย่างดีเลยนะ”

“ฮ่าๆๆ ไม่เห็นต้องถามเลย ข้าต้องเอาด้วยอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะยอมให้ทุกอย่างเป็นตามที่ยัยนั่นต้องการกันล่ะ”

มังกรฟ้ามอง 1 คน 1 สัตว์เทพ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดเบาๆว่า “ช่างคุ้มค่าแก่การรอคอยจริงๆ”

ขณะนั้นเองที่ริวหันมามองมังกรฟ้า ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “ท่านบรรพบุรุษครับ ตกลงว่าเข็มกลัดนี้มันใช้ทำอะไรได้หรือ?”

มังกรฟ้ายิ้มบางๆ“เด็กเอ๋ย ข้ายังบอกไม่ได้ว่าเข็มกลัดนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่สักวันมันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าแน่ๆ จงเก็บมันติดตัว และอย่าให้ผู้ใดในตระกูลเซริวได้เห็นเข็มกลัดนี้อย่างเด็ดขาด”

ริวกระพริบตา 2-3 ครั้ง ก่อนจะยกเข็มกลัดขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียด จังหวะนั้นเองเท็ดดี้ที่สัมผัสบางอย่างจากเข็มกลัดได้มันรีบหันไปมองมังกรฟ้า

“ไอ้มังกรบ้ามารยาท หรือว่าสิ่งนี้คือ.....”

 เสียงของมังกรฟ้าดังแทรกขึ้นมาด้วยภาษาสัตว์เทพว่า “ถูกแล้วครับ ท่านเคเบรอส หวังว่าท่านจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อน เมื่อถึงเวลาของสิ่งนี้จะมีประโยชน์กับเด็กคนนี้แน่ๆ”

เท็ดดี้นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนตอบออกไปด้วยภาษาสัตว์เทพเช่นเดียวกัน “ข้าเข้าใจแล้วล่ะ  

มังกรฟ้าหันไปมองชายหนุ่มพร้อมพูดว่า “ ข้าจะส่งพวกท่านออกไปยังวิหาร ที่นั่นมีคนมาคอยอยู่แล้ว”

ริวเก็บเข็มกลัดลงในกระเป๋าคาดเอว ก่อนจะยกมือขึ้นมาไหว้มังกรฟ้าเพื่อเป็นการลา พร้อมพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นผมขอลาตรงนี้เลยนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะมาเยี่ยมใหม่นะ ท่านบรรพบุรุษ”

มังกรฟ้าพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะใช้วงเวทส่งพวกริวให้ออกจากถ้ำคริสตัล หลังจากพวกริวหายไปแล้ว มันก็ถอนหายใจ แล้วกล่าวเบาๆว่า

“ยัยหนู ข้าทำตามที่ตกลงกันไว้แล้วนะ หวังว่าเด็กหนุ่มที่เจ้าเลือกจะช่วยเหลือรัฐแห่งนี้ได้จริง  ไม่เช่นนั้นทุกสรรพชีวิตต้องล้มตายกันหมดแน่ๆ”

ปากทางเข้าถ้ำ

          ริวปรากฏตัวอีกครั้งตรงจุดทางเข้า ซึ่งตอนนี้มีคนที่คลุมหน้ามายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มจ้องมองคนตรงหน้า พร้อมถามว่า

            “เอ่อ คุณคือคนที่มารอรับผมหรือครับ”

            คนคลุมหน้าพยักหน้าเล็กน้อย โดยดวงตาของเขายังคงจ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่วางตา สักพักเขาก็พูดขึ้นมาว่า

            “ไปกันเถอะ จำเอาไว้นะทุกอย่างที่เจ้าได้เห็น และได้รับรู้ในสถานที่แห่งนี้  ขอให้เก็บเป็นความลับด้วยล่ะ”

          -ริว แกรีบถอยออกมา ไอ้หมอนี้คือคนที่แอบตามรถของพวกเรานะ-

            ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่ง แต่ดวงตากับเบิกกว้างด้วยความตกใจ (ไม่จริงน่า! นายรู้เรื่องได้ยังไงว่า เขาคือคนที่ติดตามพวกเรามานะ )

            -ตามร่างกายของหมอนี้มีละอองเวทมนตร์ของข้าตกค้างอยู่นะสิ คนที่จะมีละอองเวทมนตร์ของข้าติดตัวได้ก็มีแต่แก  หรือ คนที่โดนเวทมนตร์ของข้าเล่นงานนะ –

            สายตาของริวจับจ้องไปที่คนคลุมหน้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจถามออกไปตามตรงว่า “คุณคือคนที่แอบติดตามรถม้าของพวกผมใช่ไหมครับ”

          -ไอ้เด็กบ้า มีอย่างที่ไหนไปถามคนร้ายตรงๆแบบนั้น มันคงจะยอมรับหรอกนะว่า มันคือคนที่คิดร้ายครอบครัวของแกนะ –

            เสียงโวยวายของเท็ดดี้ดังขึ้นในหัว แต่ริวก็ยังคงนิ่งเฉย เขาจ้องมองคนคลุมหน้าราวกับมั่นใจว่าจะได้รับคำตอบที่ต้องการ

            “หึๆ ไม่คิดเลยว่าจะเล่นถามกันตรงๆแบบนี้ ในเมื่อกล้าถาม ข้าก็กล้าตอบ ใช่  ข้าคือคนที่เจ้าพูดถึง แล้วจะเอาอย่างไงต่อล่ะ คิดจะจัดการข้าเลยไหมล่ะ”

          -อ้า! มีคนร้ายที่ยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนร้ายแบบนี้ด้วยหรือ? – เท็ดดี้ตกใจจนอ้าปากค้างไปแล้ว และมันก็ยิ่งพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำพูดของริวที่พูดออกไปว่า

             “ไม่ดีกว่าครับ ตอนนี้ผมอยากจะกลับไปหาพวกคุณแม่แล้ว ดังนั้นรบกวนคุณช่วยนำทางด้วยละกัน”

          -น่าน! เอาเข้าไป คนร้ายที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนร้ายก็ทำให้ตกใจมากแล้วนะ แต่ไอ้ที่ทำให้ตกใจมากกว่าคือ เหยื่อที่จะถูกเล่นงานดันขอร้องคนร้ายให้พาไปหาครอบครัวของตัวเองซะได้ เฮ้อ ตกลงว่า ข้าประสาทกลับไปแล้ว หรือว่า คนในตระกูลนี้มีแต่พวกสติไม่สมประกอบกันฟะ-

          คำตอบของริวทำเอาใบหน้าใต้ผ้าคลุมยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว สักพักเขาก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

            ริวตอบตกลงทันที คนคลุมหน้าตบมือ 2-3 ครั้ง น้ำตกก็ถูกแหวกออกเป็น 2 ฝั่งอีกครั้ง มันทำให้ชายหนุ่มก็เห็นว่าด้านนอกของน้ำตก อาแพนซ่ากำลังยืนบนพรมเหาะด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขายืนมือที่มีแสงจางๆมาที่พวกริว สักพักร่างกายของริวและคนคลุมหน้าก็ลอยไปยังพรมเหาะ

            เมื่อเท้าของริวสัมผัสกับพรมเหาะ อาแพนก็หาว 1 ครั้ง ก่อนจะหันมาพูดกับชายหนุ่มว่า “แพนคิดว่า พวกเราอา-หลานน่าจะหาเวลาคุยกันเป็นการส่วนตัวบ้างนะ ส่วนเรื่องที่คุยเอาเป็นเรื่องที่ริวเจอในถ้ำก็ได้”

            ริวทำหน้าลังเลอยู่นาน แต่ก่อนที่เขาจะปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องราวในถ้ำ คนคลุมหน้าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า

“แพนพอได้แล้วล่ะ เจ้าน่าจะรู้ว่าผู้ที่มีสิทธิ์รู้เรื่องถ้ำหลังน้ำตก มีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้น ขืน เจ้ายังคิดจะสืบเรื่องพวกนั้นอีก ข้าจะให้เจ้าขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปเลยนะ”

            อาแพนส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “แพนคิดว่า ท่านผู้นำอย่าเอาภาระมาโยนให้แพนเลย พวกหลานๆตอนนี้ก็มีความสามารถสูงกว่าแพนตั้งเยอะ โดยเฉพาะหลานชายที่นั่งอยู่ตรงนี้(ริวสะดุ้งเล็กน้อย)  ถ้าเป็นเขาจะต้องนำพาตระกูลไปทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน”

            -เวรกรรม  นี่ตระกูลเซริวสิ้นคนดีแล้วหรือ? ถึงได้คิดจะฝากตระกูลไว้กับคนอย่างแก-

            (ไอ้ .... )ริวทำท่าจะโวยวายกลับไป แต่ก่อนจะที่เขาจะได้ตอบโต้อะไร เสียงถอนหายใจของคนคลุมหน้าก็ดังขึ้น

            “เฮ้อ ถ้าเจ้ามีความรับผิดชอบสักครึ่งหนึ่งของเซริว มันคงจะดีไม่น้อยเลย”

อาแพนยิ้มเจื่อนๆโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลย  ริวมองทั้งสองคนอยู่สักพัก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครพูดอะไรอีก เขาก็หันไปมองคนคลุมหน้า พร้อมถามว่า

“คุณคือผู้นำตระกูลเซริวใช่ไหมครับ”

คนคลุมหน้าหันมามองริว “ใช่แล้วล่ะ ดูเหมือนเจ้าจะไม่แปลกใจเลยนะ แสดงว่าคงรับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากภายในถ้ำแล้วใช่ไหม อ้อ ไม่ต้องตอบนะ แค่พยักหน้า หรือ ส่ายหน้าก็พอแล้ว ส่วนเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ ข้าเชื่อว่าเจ้ารู้ดีอยู่แล้วซินะ“

ริวได้แต่พยักหน้าเป็นเชิงยอมรับเพราะจากที่ฟังท่านบรรพบุรุษพูดมา มีแต่ผู้นำตระกูลเซริวเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์รู้ความลับในถ้ำ ดังนั้นคนที่เข้าไปรับเขาถึงในถ้ำได้ต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำตระกูลเซริวเช่นกัน และ นี้ก็เป็นสาเหตุที่เขายอมตามคนคลุมหน้ามาอย่างง่ายดาย

คนคลุมหน้าแม้จะดูนิ่งเฉย แต่ภายใต้ผ้าคลุมกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆขึ้นมา สักพักเขาก็พูดต่อว่า “เจ้าคงสงสัยสินะว่า ทำไมข้าถึงได้แอบตามสะกดรอยตามรถม้าของพวกเจ้า”

ริวพยักหน้าอีกครั้ง คนคลุมหน้าจึงกล่าวต่อว่า “นั่นคือบททดสอบของข้านะ “

คำพูดของผู้นำตระกูลทำเอาริวต้องตกใจจนตาค้าง ก่อนจะคิดว่า (โธ่โว้ย นี้มันแกล้งกันชัดๆ เล่นเอาบททดสอบของผู้นำตระกูลมาทดสอบตั้งแต่แรกแบบนี้ คิดจะทำให้สอบตกตั้งแต่แรกเลยใช่ไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้นำตระกูล ผมคงหาไม้หน้าสามฟาดไปแล้วละ คนอะไรเจ้าเล่ห์จริงๆ)

-แกยังมีหน้าไปด่าเขาอีกหรือ? ตอนนั้นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดก็คือแกแท้ๆ สู้ก็ไม่ต้องสู้ แถมยังแกล้งหลับหน้าตาเฉยอีก ถามจริงเถอะแกจะโวยวายทำไมฟ่ะ ทั้งที่แกไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง -

ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแหยๆให้กับคำพูดของเท็ดดี้  ผู้นำตระกูลที่เห็นชายหนุ่มทำหน้าแบบนั้น เขาก็พูดขึ้นมาทันที

“เจ้าอาจเห็นว่าการทดสอบนี้ไม่ยุติธรรมต่อตัวของเจ้า แต่การทดสอบแบบไม่ตั้งตัวเช่นนี้ล่ะ ที่ทำให้รู้ถึงขีดความสามารถของผู้ทดสอบได้เป็นอย่างดี อ้อ ขอแสดงความยินดีด้วยนะที่สอบผ่านบททดสอบทั้งหมดมาได้แบบนี้”

ริวหันมามองผู้นำตระกูล แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร อาแพนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “แพนคิดว่า ทั้งสองคนควรจะหยุดพูดกันก่อน ตอนนี้พวกเรากำลังจะถึงที่หมายกันแล้วละ”

ศาลาเมฆา

          พรมเหาะพุ่งตรงมาหน้าศาลาเมฆา เมื่อพรมสัมผัสพื้น หญิงกลางคนที่ท่าทางทะมัดทะแมงก็เดินเข้ามาหาท่านผู้นำตระกูล พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า

“เรียนท่านผู้นำ ตอนนี้ท่านรอง(ปู่ของริว) พี่รอง พี่สะใภ้ และเทียน่า ไม่เป็นอะไรแล้วคะ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะฟื้น”

ท่านผู้นำพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหันหน้าไปมองริว “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพวกเซริวหรอกนะ ทุกคนปลอดภัยดีแล้ว”

 สีหน้าของริวยังคงไม่นิ่งเฉยโดยที่แสดงอาการอะไรออกมา ไม่สิ ต้องบอกว่าเขารู้อยู่แล้วว่าพวกคุณพ่อต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน เขาจึงไม่สนใจในสิ่งที่ได้ยินเวลานี้เลย  ริวหยิบลูกอมขึ้นมาแกะห่อ ก่อนจะโยนใส่ปากอย่างสบายอารมณ์

ท่าทางของริวทำเอาอาแพน อามอลลี่ และท่านผู้นำต่างจ้องมองริวด้วยความประหลาดใจในสิ่งที่เห็น ชายหนุ่มที่สังเกตเห็นว่าคนทั้ง 3 จ้องมาที่ตนเอง พร้อมคิดว่า

(พวกผู้ใหญ่นี้ก็แปลกนะ อยากกินลูกอมก็ไม่บอก เอาแต่จ้องอยู่ได้ น่ารำคาญจริงๆ)

ริวหยิบลูกอมขึ้นมาจากกระเป๋าคาดเอวอีก 3 เม็ด ก่อนจะพูดว่า“มีใครสนใจลูกอมบ้างไหมครับ”

คำถามของริวทำเอาคนที่มองอยู่ถึงกับพูดอะไรไม่ออก อามอลลลี่ที่ทนไม่ไหว เธอได้ถามขึ้นมาว่า

“นี่ริวไม่ห่วงพวกคุณพ่อเลยหรือ?”

“นิดหน่อยนะครับ”ริวตอบออกไปตามตรง ถ้าถามว่าห่วงไหม เขาคงตอบว่าห่วง แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าไร เพราะ สัตว์เทพรับประกันแล้วว่าครอบครัวของเขาจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน  แถมคนในตระกูลก็มาช่วยดูแลให้แล้ว เขายังต้องเป็นห่วงอะไรอีก ถ้าจะให้ห่วง ตอนนี้ควรห่วงตัวเองมากกว่า เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอาหารเลย (ช็อกโกแลตและลูกอม ถือว่าเป็นขนมไม่ใช่อาหารนะ By ริว)  ขืน เป็นแบบนี้ต่อไปได้หิวจนเป็นลมแน่ๆ

ระหว่างที่ริวกำลังคิดแบบนั้น พวกท่านผู้นำตระกูลกลับคิดต่างกันออกไป อามอลลี่ต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับหลานชายคนนี้อย่างสิ้นเชิง เธอคิดขึ้นมาว่า

(แบบนี้ควรจะเรียกว่าเยือกเย็น หรือ ไร้ความรู้สึกดีละ ขนาดได้ยินข่าวของครอบครัว สีหน้ายังไม่เปลี่ยนสักนิด นี่พี่รองเลี้ยงดูริวด้วยวิธีไหนนะ ทำไมถึงเป็นได้ถึงขนาดนี้  )

 แพนซ่ามองหลานชายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยความสนุกและกระตือรือร้นอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเลียริมฝีปากพลางคิดในใจว่า

 (หึๆ สมเป็นลูกชายพี่รองจริงๆ กระแสพลังเวทยังคงนิ่งสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงสักนิด สีหน้าไม่แสดงถึงความเป็นกังวลอย่างที่ปากพูด  สมแล้วที่มังกรฟ้ายอมรับในฝีมือ เฮ้อ น่าเสียดาย นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นหลานชาย แพนเองก็อยากจะวัดฝีมือกับริวเหมือนกัน)

ท่านผู้นำตระกูลทำแค่ถอนหายใจเบาๆ “แพน มอลลี่ พวกเจ้าช่วยไปจัดเตรียมห้องพักให้กับพวกเซริวด้วยละกัน ”

แพนซ่ากับอามอลลี่ต่างพยักหน้าแล้วเดินจากไป ท่านผู้นำตระกูลหันมาจ้องมองริว พร้อมพูดว่า “เจ้าน่าจะมีเรื่องที่ต้องการคุยกับข้าสินะ”

            ริวพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ ก่อนจะเก็บลูกอมทั้ง 3เม้ดลงกระเป๋า ผู้นำตระกูลหันมามองริว “งั้นจงตามข้ามา”

            พอพูดจบผู้นำตระกูลก็เดินนำหน้าเข้าไปในศาลาเมฆา ริวได้แต่เดินตามไปติดๆ สถานที่ที่ผู้นำตระกูลพาริวไปนั้นก็คือห้องพักที่อยู่หลังผ้าม่าน ห้องแห่งนี้เป็นห้องแบบญี่ปุ่น พื้นห้องปูด้วยเสื่อตาตามิ ตรงที่มุมห้องมีภาพทิวทัศแขวนอยู่  ที่ห้องประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ประจำฤดู ด้านหลังมีระเบียงที่ทำให้เห็นน้ำตกอย่างชัดเจน(จุดที่วิหารแห่งพฤกษาซ่อนอยู่) แม้ห้องแห่งนี้จะดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยความสงบ ชายหนุ่มถูกบรรยากาศของห้องทำให้ผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว

            ผู้นำตระกูลหยิบเบารองนั่งออกมา 2 ผืน ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงไปบน เบารองนั่งใบหนึ่ง จากนั้นจึงหันมาพูดกับชายหนุ่มว่า

            “นั่งลงซะ  เจ้ากับข้าคงมีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ”

            ริวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินไปนั่งตามคำสั่งของท่านผู้นำ  ทั้งสองต่างจ้องมองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดริวก็เป็นคนเอ่ยขึ้นก่อนว่า

            “เอ่อ คือว่า  พวกเราจะเริ่มคุยกันเลยดีไหมครับ”

            “หึๆ เอาสิ แล้วจะเริ่มจากตรงไหนดีละ”เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากทางฝ่ายของท่านผู้นำตระกูล

            “ถ้างั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อนก็แล้วกันครับ”ริวพูดพร้อมเปลี่ยนไปเป็นท่าเทพบุตร (คุกเข่า ยกส้นเท้า) จากนั้นเขาก็ถอยออกมาเล็กน้อย  ก่อนจะพนมมือแล้วกล่าว

            “ในฐานะลูก-หลานของคนตระกูลเซริว ผมขอขอบคุณที่ท่านผู้นำตระกูลไว้ชีวิตผม เมื่อยามเป็นเด็ก และขอขอบคุณที่ไม่เอาเรื่องกับคุณพ่อ-คุณแม่ ทั้งยังช่วยให้ทั้ง 2 คนอยู่อย่างเป็นสุข อีกทั้งยังขอขอบคุณในความกรุณาที่ช่วยดูแลน้องสาวเป็นอย่างดี”

            พอพูดจบริวก็ก้มกราบผู้นำตระกูลเซริวด้วย 3 ครั้ง ก่อนกลับมานั่งในท่าเทพบุตรโดยเอามือที่ทั้ง 2 ข้างไปวางบนต้นขา ผู้นำตระกูลเซริวที่หัวเราะถึงกับจุกจนพูดอะไรไม่ออก

            -เฮ้อ แกเล่นใช้มารยาทและความดีเป็นอาวุธอย่างนี้  ต่อให้เป็นคนที่ชั่วร้ายอย่างไงก็คงไม่กล้าลงมือเป็นแน่ -

            ริวยังคงนั่งตัวตรงเพื่อรอดูปฏิกิริยาของท่านผู้นำตระกูล หลังจากเวลาผ่านไป 5 นาที ชายหนุ่มก็เริ่มเหงื่อตก เนื่องจากเหน็บกินขานั่นเอง แถมไอ้จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เพราะมันจะทำให้ทุกอย่างที่ทำมาเสียหมด ดังนั้นเขาจึงคิดขึ้นว่า

            (เท็ดดี้จ้า ขอเวท Iron body {เวทที่ทำให้ร่างกายส่วนล่างแข็งเป็นเหล็ก มีในตอนที่ 14 ของภาค 1}หน่อยสิ ผมจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว)

            -ไอ้เด็กบ้า  ถ้ารู้ว่าทนไม่ไหวก็นั่งลงไปเลยสิ อย่ามาทำเท่โดยเดือดร้อนคนอื่นจะได้ไหม -

            แม้เท็ดดี้จะพูดแบบนั้น มันก็ยังใช้เวท Iron body ให้กับริวอยู่ดี เวลาผ่านไปอีกพอสมควร เสียงหัวเราะของท่านผู้นำหายไป ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

            “เจ้าไม่โกรธแค้นข้าหรือ? ข้าคือ ผู้ที่สั่งให้รีก้าทำแท้งเจ้านะ ไหนจะยังเป็นผู้ที่ขับไล่ครอบครัวของเจ้าไปจากโลกใบนี้ด้วย ทำไมถึงได้ยอมก้มกราบคนที่เป็นฆาตกรอย่างข้าล่ะ”

            ริวเอานิ้วชี้จับปลายคาง ก่อนจะตอบไปว่า “ถ้าถามว่าแค้นท่านผู้นำไหม ผมคงต้องบอกว่าเคยแค้นละมั่ง แต่ว่าผมก็ทิ้งมันไปแล้ว  แบบว่ายิ่งคิดยิ่งปวดหัว ผมเลยตัดสินใจโยนมันทิ้งไปนะครับ”

            “หา! เจ้ากำลังบอกข้าว่า ความแค้นมันทำให้เจ้าปวดหัวเลยตัดสินใจโยนมันทิ้งไปนะหรือ?”ท่านผู้นำตระกูลร้องเสียงหลงออกมา เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่ม

            ริวส่งยิ้มให้ท่านผู้นำตระกูล “ใช่ครับ แต่นั่นก็เป็นแค่สาเหตุหนึ่งเท่านั้นนะ”

            ท่านผู้นำตระกูลถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะถ้ามีคนโยนความแค้นทิ้งไปได้ง่ายแบบนั้น คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นพวกที่มีสติไม่สมประกอบอย่างแน่นอน ระหว่างที่ท่านผู้นำกำลังคิดแบบนั้น ริวก็พูดต่อว่า

            “สาเหตุหลักที่ผมยกโทษให้กับท่านผู้นำก็เพราะ ท่านคือต้นตระกูลของผม การที่คุณพ่อ กับผม มีตัวตนอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะต้นตระกูลอย่างท่านผู้นำ แล้วผมในฐานะคนเป็นหลานจะมีสิทธ์ไปโกรธผู้ที่ทำให้ตัวเองมีชีวิตได้ยังไงละครับ ขืน ไปโกรธมีหวังถูกวิญญาณเหล่าบรรพบุรุษมาอบรมในฝันแน่ๆ ผมยังอยากนอนหลับฝันดีอยู่นะ”

            ท่านผู้นำตระกูลเป็นต้องอ้าปากค้างไปอีกครั้งกับสาเหตุที่ริวบอก เมื่อได้สติเขาก็รีบพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวสิ นี่เจ้ายังสติดีหรือเปล่า มีมนุษย์คนไหนบ้างที่ยกโทษให้คนอื่นเพราะสาเหตุนี้กัน”

            “ผมนี่ไงครับ”ริวเอานิ้วชี้หน้าตัวเอง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ในเมื่อท่านผู้นำไม่ชอบเหตุผลแบบนั้น งั้นเอาเป็นเหตุผลที่คุณพอจะรับได้ดีไหมครับ”

            ผู้นำตระกูลเผลอพยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว ริวยิ้มหวาน “ท่านบอกว่าเป็น 1 ในคนที่สั่งฆ่าผม งั้นทำไมผมถึงยังนั่งอยู่ตรงล่ะ ในเมื่อผมยังไม่ตายแล้วจะให้ผมไปแค้นท่านเรื่องอะไรหรือ?  ส่วนเรื่องที่ท่านไล่พวกคุณพ่อไปอยู่โลกมนุษย์  มันน่าจะโกรธตรงไหนกันครับ  บอกตามตรงเลยนะครับ เท่าที่ผมจำความได้คุณพ่อกับคุณแม่ต่างก็มีความสุขกับชีวิตประจำวัน  ทุกวันล้วนมีแต่รอยยิ้ม อาจจะมีการทะเลาะกันบ้างแต่ก็เป็นเรื่องทั่วไปของชีวิตคู่อยู่แล้ว ส่วนผมกับน้องสาวก็ไม่เคยเดือดร้อนอะไรกับการกระทำของท่านเลย แล้วผมจะโกรธท่านผู้นำไปทำไมล่ะครับ ”

            ผู้นำตระกูลจ้องมองริวด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก “เซริวกับรีก้าเลี้ยงเจ้ามาได้ดีจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเตรียมใจที่จะถูกเจ้าเกลียดมาโดยตลอด ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องที่จะได้รับการอภัยจากเจ้าเลย แต่พอมาฟังแบบนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ คนที่ยึดติดกับเรื่องราวในอดีตคงมีแต่ชายแก่เช่นข้าแน่ๆ”

            ท่านผู้นำค่อยๆดึงผ้าคลุมหน้าออก  มันทำให้เห็นว่า เขาเป็นแค่ชายแก่ผมขาวที่มีแผลเป็นที่แก้มขวา ใบหน้าตอบเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าอ่อน จมูกโด่ง แม้ท่าทางจะดูราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความลึกลับ เฮ้อ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าตอนเป็นหนุ่มๆ ท่านผู้นำต้องมีสาวติดแน่ๆ  ไม่สิ ต่อให้เป็นตอนนี้พวกแม่ม่าย หรือพวกคุณยายก็ยังต้องกรี้ดอยู่ดี  ทำไมผมถึงไม่หล่อแบบนี้บ้างฟะ อิจฉาโว้ย

          -ข้าอยากให้คนตรงหน้ามาได้ยินความคิดของแกตอนนี้จริงๆ ดูซิว่าเขาจะทำหน้ายังไง-

          ท่านผู้นำตระกูลจ้องมองริว พร้อมกล่าวว่า “ ริว ในเมื่อเจ้าคิดแบบนั้น ข้าเองก็มีเรื่องบางอย่างที่อยากจะบอกให้เจ้ารับรู้เอาไว้ เจ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่ข้าไม่มีความคิดจะไล่เซริวและรีก้าออกจากตระกูลแม้แต่น้อย  แม้แต่เรื่องที่จะให้ทำแท้งเจ้า ข้าก็ไม่เคยคิดจะทำเลย”

            ชายหนุ่มมองท่านผู้นำอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่พูด ท่านผู้นำเรียกช่องว่างมิติออกมา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้กับริว จากนั้นก็พูดต่อว่า

            “ตอนที่ข้าขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลเซริว รุ่นที่ 51 ก็ได้รับมอบจดหมายฉบับนี้จากรุ่นก่อน เจ้าจงเปิดอ่านเอาเถอะ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงต้องทำแบบนั้น”

             ชายหนุ่มจ้องมองจดหมายอยู่พักใหญ่โดยไม่ยอมเปิดจดหมายขึ้นมาอ่าน บอกก่อนนะไม่ใช่ว่าผมไม่อยากรู้ความจริง หรือไม่ใช่ว่าผมเกรงใจผู้นำตระกูล อ้อ และไม่ใช่ว่าผมเชื่อในสิ่งที่ท่านผู้นำบอกด้วยนะ แต่ว่า ผมอ่านไม่ออกโว้ย แค่ชื่อที่เขียนอยู่ตรงหน้าซองก็พอทำให้ผมรู้แล้วว่า ตัวเองไม่มีปัญญาไปอ่านจดหมายฉบับนี้แน่ๆ  ดังนั้นริวจึงหันไปหาที่พึ่งสุดท้ายแทน

            (เท็ดดี้ แกอ่านจดหมายฉบับนี้ออกไหม)

            -ถ้าเป็นอักษรพวกนี้ ข้าก็จนปัญญาเหมือนกัน-

          เมื่อได้ยินเท็ดดี้ตอบแบบนั้น ริวก็ส่งจดหมายคืนให้กับท่านผู้นำพร้อมกล่าวว่า “ผมขอคืนดีกว่าครับ ในเมื่อผมไม่คิดแค้นอะไรกับท่าน  ผมก็ไม่จำเป็นต้องจะสืบหาความจริงในเรื่องนี้เช่นกัน เอาเป็นว่าปล่อยให้มันผ่านไปก็แล้วกัน”

            -ไอ้กะล่อน ทั้งที่ตัวเองไม่มีปัญญาจะอ่านจดหมายแท้ๆ ยังพูดซะเท่เชียวนะ  ข้าไม่รู้จะหาคำอะไรมาด่าคนหน้าด้านอย่างแกแล้วนะ–

            ริวยิ้มเจื่อนๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบโต้อะไร เสียงของท่านผู้นำก็ดังขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการอ่าน ข้าขอเป็นคนพูดให้ฟังก็แล้วกัน อย่างน้อยข้าจะได้สบายใจขึ้นมาบ้าง จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยท่านหญิงมังกรฟ้า เธอได้สั่งเอาไว้ว่า เมื่อภรรยาของหลานชายคนที่สอง(หมายถึงรีก้า) ตั้งครรภ์ลูกคนแรก ให้ข้าหาทางขับไล่พวกเขาให้ออกจากริเดีย ถ้าไม่ทำพวกเจ้าทั้ง 3 คน(เซริว รีก้า และริว)จะถูกฆ่าตายในวันที่เจ้าอายุครบ 1 ปี และ ห้ามข้าติดต่อกับพวกเจ้าโดยเด็ดขาด จนกว่าคำสาปของเหล่าจอมมารจะคลาย”

            “สรุปว่า การที่ท่านผู้นำขับไล่พวกคุณพ่อไปยังโลกมนุษย์ก็เพราะคำสั่งของท่านหญิงมังกรฟ้าหรือครับ”ริวถามด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้า คลายไม่ออก เพราะถ้านี้คือความจริง นั่นหมายความว่า ชีวิตของเขาถูกกำหนดโดยท่านหญิงมังกรตั้งแต่เกิดแล้ว

            ท่านผู้นำพยักหน้า“ถูกต้องแล้วล่ะ แม้ช่วงเวลานั้นจะมีเสียงสนับสนุนให้ไล่ทั้งสองคนออกจากตระกูลอยู่เยอะ แต่ด้วยอำนาจที่ข้ามีสามารถจัดการเรื่องราวต่างๆได้โดยง่าย การที่ข้าจำใจต้องทำแบบนั้นก็เพื่อรักษาชีวิตของพวกเจ้าเอาไว้นะ”

            พอพูดจบท่านผู้นำก็ก้มหน้าลงราวกับว่าเขากำลังเสียใจต่อสิ่งที่กระทำเป็นอย่างมาก ริวจ้องมองท่านผู้นำ ก่อนจะพูดปลอบออกไปว่า

            “อย่าไปคิดมากเลยครับ ถ้าผมเป็นท่านก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน  ในเมื่อทุกอย่างมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ”

            ท่านผู้นำเงยหน้ามามองชายหนุ่ม ราวจะถามว่า เขาพูดจริงหรือ?  ริวยังคงยิ้มให้กับท่านผู้นำพร้อมพูดว่า

 “เอาละเรื่องในอดีตพอแค่นี้เถอะครับ ขืน คิดมากก็ปวดหัวเปล่าๆ ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องในปัจจุบันเถอะ”

            สีหน้าของท่านผู้นำเปลี่ยนมายิ้มแย้มอีกครั้ง ราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง สักพักเขาก็เอื้อมมือไปหยิบผ้าคลุมมาคลุมหน้าอีกครั้ง

 “เอาตามนั้นก็ได้ แล้วเจ้าอยากจะคุยเรื่องไหนล่ะ”

            ชายหนุ่มปล่อยให้ท่านทำตามใจ “ผมคิดว่าท่านน่าจะรู้อยู่แล้วนี้ครับ”

            “เรื่องการหมั้นหมายของเจ้า กับการหมั้นหมายของเทียน่าสินะ”

            ริวพยักหน้า “ใช่ครับ ท่านช่วยปฏิเสธการหมั้นหมายของพวกผมทีเถอะ”

            “ได้สิ แถมข้ายังจะช่วยปฏิเสธ การหมั้นหมายที่จะตามมาภายหลังด้วย เพียงแต่ข้าไม่ขอทำฟรีๆนะ”ท่านผู้นำตระกูลยิ้มบางๆ

            -สมกับเป็นคนที่มีสายเลือดเดียวกับเจ้าจริงๆ นิสัยที่ไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียน่าจะฝังอยู่ในDNAเลยสินะ –

            (แกหุบปากไปเลย)ริวร้องบอกเท็ดดี้  ก่อนจะจ้องมองท่านผู้นำด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ไม่ถูก สักพักเขาก็ถามออกไปว่า

 “แล้วท่านอยากจะได้อะไรเป็นค่าตอบแทนละครับ”

            รอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ปรากฏหลังผ้าคลุมหน้า ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงอันปกติ “ความจริงข้าก็อยากจะขอของที่เจ้าใช้เวท Black Hole ดูดไปคืนให้หมด แต่ดูแล้วคงไม่ยอมสินะ “

ริวสะดุ้งเล็กน้อย ท่านผู้นำยังคงยิ้มและกล่าวต่อไป “งั้นเอาเป็นว่า หลานช่วยมาลงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลให้หน่อยจะได้ไหม อ้อ ไม่ได้คิดจะให้เอาชนะหรอกนะ แค่อยากให้เข้าร่วมแล้วแกล้งยอมแพ้นะ”

            ริวทำหน้าสงสัยกับสิ่งที่ได้ยิน ท่านผู้นำตระกูลถามขึ้นมาว่า “เจ้าไม่แปลกใจหรือ? ทำไมพวกข้าถึงต้องทดสอบเจ้าด้วย ”

            “.......”ชายหนุ่มเงียบไปพักใหญ่เพราะเขาสนใจแต่เรื่องการทดสอบ จนลืมไปว่าตัวเองถูกทดสอบเพราะอะไร ไม่สิ เป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนลืมคิดเรื่องเหล่านี้ต่างหาก แต่ก่อนที่เขาจะถาม หรือ พูดอะไร ท่านผู้นำก็อธิบายขึ้นมาว่า

 “ตระกูลเซริวแบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายได้แก่ มังกรวายุ  มังกรวารี มังกรพสุธา และมังกรอัคคี ซึ่งทุกครั้งที่จะมีการคัดเลือกผู้นำตระกูลคนใหม่ หัวหน้าของแต่ละฝ่ายจะคัดเลือก agent ( ตัวแทน ) มาฝ่ายละ1 คน”

            “เอ่อ เท่าที่ฟังมาเรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลยนี่ครับ”ริวพูดแทรกขึ้นมา

            ท่านผู้นำตระกูลไม่สนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดแม้แต่น้อย เขายังคงต่อไปว่า “Agent ของฝ่ายมังกรวายุ คือดีอัส ดราโกนิค   Agent ของฝ่ายมังกรวารีคือ ฟาฟา  ดราโกนิค  Agent ของฝ่ายมังกรพสุธา คือมิวส์ ดราโกนิค(ลูกสาวของอาแพนซ่า) และ Agent ฝ่ายมังกรอัคคีก็คือเจ้า อรุณ เทพพิทักษ์”

            ริวกระพริบตา 2 ครั้ง ก่อนจะเอามือซ้ายขึ้นมาจับระหว่างคิ้ว ในขณะที่มือขวาแบออกไปตรงหน้าท่านผู้นำ พร้อมกล่าวว่า

“ขอเวลาสักครู่นะครับ ดูเหมือนว่าผมจะหูฝาดไปนะครับ”

            ชายหนุ่มจัดการเอานิ้วแคะขี้หู “เอาละ ผมพร้อมแล้ว ขออีกครั้งนะครับ ใครคือ Agent ฝ่ายมังกรอัคคีนะครับ”

            “เจ้านั่นละ อรุณ เทพพิทักษ์”

            คำพูดของท่านผู้นำทำเอาชายหนุ่มอึ้งจนทำอะไรไม่ถูกเลย  ท่านผู้นำยังพูดต่อไปว่า “นี่ละเหตุผลที่เจ้าต้องถูกทดสอบ”

            STOP!! ท่านผู้นำอย่าข้ามส่วนสำคัญไปสิครับ ผมไม่เคยมาที่นี้แม้แต่ครั้งเดียว แล้วทำไมผมถึงถูกเลือกให้เป็น Agent ของฝ่ายมังกรอัคคีได้ล่ะ  ช่วยอธิบายเรื่องนี้ก่อนได้ไหม”

ท่านผู้นำตระกูลถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “หัวหน้าฝ่ายมังกรอัคคีคนปัจจุบันคือ โซล ดราโกนิค ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นลูกน้องของเซริว และด้วยความนับถือในตัวพ่อของเจ้า มันจึงทำให้เขาเสนอชื่อของเจ้าให้เป็น Agent นะ แน่นอนว่าข้าและคนอื่นต่างคัดค้านในความคิดนี้   แต่โซลก็ยังยืนยันที่จะส่งชื่อของเจ้า เหมือนเดิม

ช่วงแรกโซลถูกต่อต้านจากคนในตระกูลอย่างหนักเพราะทุกคนต่างรู้เรื่องที่เจ้าไม่มีพลังเวท แต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยโอริเฟีย มันทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดไป และเมื่อเสียงสนับสนุนโซลเพิ่มมากขึ้น ข้าจึงได้แต่ส่งจดหมายเชิญให้เซริวพาเจ้ามาที่ตระกูลเพื่อทดสอบว่า เจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็น Agent ไหม”

ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ย ก่อนถามเสียงอ้อมแอ้มว่า“แล้วไม่ทราบว่าผมมีคุณสมบัติพอจะเป็น  Agent ไหมครับ” แน่นอนว่า ผมกำลังภาวนาต่อเทพทุกพระองค์ที่อยู่ในริเดีย โดยขอให้ท่านผู้นำบอกว่าผมมีคุณสมบัติไม่พอทีเถอะ ผมจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับตระกูลบ้าๆนี้อีกแล้ว

ผู้นำตระกูลมองริว พร้อมพูดว่า “เจ้านี่ช่างกล้าถามนะ  เล่นผ่านการทดสอบทุกอย่างแบบ perfect ซะขนาดนั้น ขืน ข้าไม่ให้เจ้าผ่าน รับรองว่าถูกจดหมายร้องเรียนกองท่วมห้องแน่ๆ ไหนจะถูกมองว่าเข้าข้าง Agent คนอื่นมากเกินไปอีก เผลอๆข้าอาจจะถูกประท้วงให้ลงจากตำแหน่งก็เป็นได้”

ริวยิ้มเจื่อนๆ  ผู้นำตระกูลก็พูดต่อว่า “เอาเถอะ ถึงยังไงเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของพวกข้าด้วยเหมือนกัน เอ่อ ใครจะคิดว่าเจ้าจะมีฝีมือเหนือซะยิ่งกว่าข่าวลือมากขนาดนี้ล่ะ”

ยิ่งฟังคำพูดของท่านผู้นำ สีหน้าของชายหนุ่มก็ยิ่งเจื่อนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องพูดว่า

“การที่ท่านผู้นำต้องการให้ผมยอมแพ้ในการคัดเลือกผู้นำตระกูล แสดงว่าท่านมีคนที่หมายตาเอาไว้แต่แรกแล้วซินะ ทำไมไม่แต่งตั้งเขาไปเลยละครับ”

“คุยกับเจ้านี่ประหยัดเวลาจริงๆ”เสียงท่านผู้นำดังขึ้น ก่อนจะกล่าวต่อทันที “ข้ายอมรับว่า มีคนหมายตาให้ขึ้นเป็นผู้นำรุ่นต่อไปจริง เพียงแต่ว่ากฎของตระกูลได้กำหนดเอาไว้ว่าต้องมีการคัดเลือกผู้นำตระกูลต่อหน้าทุกคน ห้ามแต่งตั้งโดยไม่ผ่านการคัดเลือกอย่างเด็ดขาดนะ”

สีหน้าของริวเริ่มดีขึ้น ก่อนจะถามออกไปว่า “สมมุติว่า ผมยอมตกลงทำตามแผนที่วางไว้ คนที่เหลืออีก 2 คนจะยอมทำตามหรือ?”

“เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา 2 คนที่เจ้าพูดถึงไม่อาจจะเอาชนะคนที่ข้าเลือกได้แน่ ขอเพียงเจ้ายอมแพ้ ตำแหน่งผู้นำตระกูลจะต้องตกเป็นของคนผู้นั้นอย่างแน่นอน”ท่านผู้นำพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็ม 100%

สีหน้าของริวบ่งบอกว่าเหนื่อยหน่ายอย่างเต็มที่ “ถ้างั้นผมขอสละสิทธิ์ตรงนี้เลยได้ไหมครับ บอกตามตรงผมไม่อยากไปร่วมงานคัดเลือกผู้นำตระกูลนี้เลย”  ใช่ ผมพูดจากใจจริงเลย งานคัดเลือกผู้นำตระกูลเป็นอย่างไรผมไม่รู้ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นงานคัดเลือกตำแหน่งสูงสุดของตระกูลเซริว มันต้องหิน ต้องโหด และต้องเหนื่อยแน่ๆ แล้วทำไมผมจะต้องไปเสียแรงทำแบบนั้นด้วยละ ไม่รู้ละงานนี้ต่อให้ตายผมก็ไม่ลงเด็ดขาด ริวคิดต่อในใจ

“อืม ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเป็นอย่างดีเลย ”ท่านผู้นำพยักหน้าอย่างเห็นใจในตัวชายหนุ่ม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ด้วยฝีมือระดับเจ้า การจะออมมือในการต่อสู้  หรือ การประลองเวทคงจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก แต่การจะแกล้งแพ้ให้สมจริง คงจะทำได้ยากโดยเฉพาะต่อหน้าผู้คุมการคัดเลือกที่เป็นถึงจอมเวทระดับ Master  ด้วยแล้ว เจ้าคงทำไม่ได้แน่ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ การคัดเลือกในครั้งนี้ จะใช้การแสดงฝีมือ แทนการประลองนะ”

-ริว ไอ้แก่นี้คงจะอยู่มานานจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วล่ะ มีอย่างที่ไหนเข้าใจความหมายผิดได้ขนาดนี้ เฮ้อ ถ้าผู้นำตระกูลเป็นไปได้ขนาดนี้ มันก็สมควรเปลี่ยนผู้นำคนใหม่จริงๆนั่นละ แกว่าจริงไหม -

ริวไม่ตอบคำถามนี้ เขาได้แต่ถามออกไปด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่า “การแสดงฝีมือหรือครับ?”

            “ใช่ หลังจากที่ข้าประชุมกับทุกฝ่ายแล้ว พวกเราจึงตกลงกันว่าการคัดเลือกผู้นำตระกูลในครั้งนี้จะให้ Agent ทุกคนแสดงฝีมืออะไรก็ได้มา 1 ชุด ไม่ว่าจะเป็นหมัดมังกรเทพเจ้า หรือเพลงดาบวารีพิสุทธิ์ หรือจะใช้เวทเพื่อร่วมแสดงกับวิชาฝีมือก็ได้ แน่นอนว่าคนตัดสินยังคงเป็น จอมเวทระดับ Masterเหมือนเดิม ถ้าใครแสดงได้ประทับใจที่สุดก็จะได้เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป”

            ริวยิ้มบางๆ “เข้าใจคิดดีนะครับ ถ้าเป็นวิธีที่ว่ามา ขอเพียงแสดงผิดพลาดไปบ้างก็คงไม่มีคนสงสัยแน่”

            “ถูกต้อง”ท่านผู้นำพยักหน้า ก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้ Agent ฝ่ายมังกรวายุ มังกรวารี และมังกรพสุธาได้เลือกรายการที่จะแสดงในวันพรุ่งนี้เย็นแล้ว จะเหลือก็แต่เจ้าที่ยังไม่ได้เลือกอะไรเลย”

            ริวรีบร้องเสียงหลงขึ้นมา“เดี๋ยวซิ!  รายการแสดงพรุ่งนี้เย็นหรือ? อย่าบอกนะครับว่า การคัดเลือกผู้นำจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้นะ”

            “อ้าว ข้ายังไม่ได้บอกเวลาคัดเลือกผู้นำตระกูลหรือ?”ท่านผู้นำถามขึ้นมาอย่างงงๆ

            ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีเวลาเตรียมตัวมากกว่าคราวก่อนนะ”

            “ในเมื่อเจ้าตกลงใจแล้ว ข้าจะให้เวลาเจ้า 1 คืน ในการคิดการแสดงก็แล้วกัน พอพรุ่งนี้จะให้มอลลี่ไปถามว่าจะแสดงอะไร อ้อ ห้ามเปลี่ยนรายการที่จะแสดงอย่างเด็ดขาดนะ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะหมดสิทธ์ทันที”

            “เอ่อ  การแสดงขึ้นอยู่กับผมใช่ไหมครับ”

            ผู้นำตระกูลพยักหน้า “ใช่ กติกาข้อเดียวของการคัดเลือกในครั้งนี้คือ เจ้าจะต้องแสดงต่อหน้าผู้คุมการคัดเลือกซึ่งได้แก่ ผู้นำตระกูล หัวหน้าทั้ง 4 ฝ่าย ผู้คุมกฎซ้าย ตุลาการขวา และรองผู้นำตระกูล”

            ริวนึกถึงเรื่องที่ท่านผู้นำเล่ามาทั้งหมด  ก่อนจะกล่าวขึ้นมาทันที “ผมเลือกการแสดงได้แล้วละครับ”

            ดวงตาของท่านผู้นำตระกูลมองเหลนชายด้วยสายตาสงสัย แม้เขาจะขอให้ชายหนุ่มแกล้งแพ้ แต่มันก็ไม่น่าจะทำให้เขาคิดการแสดงได้เร็วถึงเพียงนี้ หรือว่าเหลนชายคนนี้คิดจะแกล้งแพ้โดยการเปลี่ยนการแสดง เมื่อท่านผู้นำคิดได้ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า

            “ริว ข้าขอเตือนเจ้าก่อนเลยนะ การแกล้งแพ้โดยเปลี่ยนการแสดงถือว่าเป็นการดูถูก Agent คนอื่น รวมไปถึงคณะกรรมการด้วย ดังนั้นผู้ที่คิดจะแกล้งแพ้ด้วยวิธีนี้จะต้องถูกจองจำเป็นเวลา 10 ปีนะ”

            ชายหนุ่มฝืนยิ้ม เพราะเขากำลังคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อแกล้งแพ้อยู่แล้วเชียว  เมื่อความในใจถูกเปิดเผย ริวจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเรื่องพูดทันที

            “ใครมันจะไปทำแบบนั้นละครับ ผมไม่คิดจะใช้วิธีขี้ขลาดแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ”

            -ไอ้ริว แกนี้มันโคตรกระล่อนเลยนะ เมื่อสักครู่ยังคิดที่จะวิธีนี้อยู่เลย พอถูกดักทางได้ แกยังปฏิเสธหน้าตายได้อีกนะ –

            “เฮ้อ ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะทำแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ ตกลงว่าเจ้าจะแสดงอะไรล่ะ”ท่านผู้นำตระกูลถามขึ้นมา

            (ซวยแล้วไง ผมจะแสดงอะไรดีล่ะ ให้เท็ดดี้พ่นไฟ พ่นน้ำดีไหมนะ ไม่ๆๆ ถ้าเกิดมันดูดีเกินไป ผมอาจจะแย่เอาก็ได้ งั้นใช้เป็นดาบไทอัสมาแสดงปิดตาตีแตงโมงเป็นอย่างไงบ้าง ไม่นะ ถ้าดาบไทอัสทำออกมาดีเกินไปเรื่องต้องจบไม่สวยแน่ๆ  โธ่ ผมอยากมีเวลาคิดมากกว่านี้จริงๆ ) ริวพยายามใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าเวลาจะน้อยเกินไป เขาจึงรีบหันไปพูดกับผู้นำตระกูลว่า

            “ก่อนที่ผมจะบอกว่าตัวเองจะแสดงอะไร ผมอยากรู้ว่า Agent คนอื่นเลือกที่จะแสดงอะไรบ้าง ถ้าการแสดงของผมไปซ้ำกับการแสดงของพวกเขา ผมจะได้เปลี่ยนได้ทันยังไงล่ะครับ”

            “อืม เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ขืน เจ้าเลือกแสดงในเหมือนกัน มันคงจะแย่น่าดูเลย”ท่านผู้นำตระกูลพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้  โดยไม่รู้เลยว่าริวกำลังคิดหาการแสดงอย่างเอาเป็นเอาตาย

            ผู้นำตระกูลแบมือซ้ายออกมาข้างหน้า ไม่นานบนมือก็ปรากฏเป็นภาพแท่งบูชาที่ทำจากหิน โดยแท่งบูชานี้ตั้งอยู่ตรงกลางเกาะที่เป็นรูปร่าง 4 เหลี่ยมจัตุรัส จากหัวมุมทั้ง 4 ต่างก็เสามังกรตั้งเอาไว้  มังกรที่สลักอยู่บนเสาแต่ละต้น ต่างคาบแก้วสีต่างกัน  มังกรบนขวาคาบแก้วสีแดง(แทนมังกรอัคคี) มังกรบนซ้ายคาบแก้วสีน้ำเงิน(แทนมังกรวารี) มังกรด้านล่างขวาคาบแก้วสีน้ำตาล (แทนมังกรพสุธา) มังกรด้านล่างซ้ายคาบแก้วสีเขียว(แทนมังกรวายุ)

            จากเสามังกรทั้ง 4 ต้นต่างมีถนนสีครีมตัดตรงมาจนถึงแท่งบูชาที่อยู่ตรงกลาง ถนนทั้ง 4 เส้นทำให้แบ่งพื้นที่เกาะออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน

 

 

            เมื่อภาพมาหยุดตรงนี้ ท่านผู้นำตระกูลก็พูดขึ้นว่า “นี่คือสถานที่คัดเลือกผู้นำตระกูล โดยสถานที่ที่ใช้แสดงจะดังนี้ ฝ่ายมังกรอัคคีใช้พื้นที่ทางทิศเหนือ ฝ่ายมังกรวารีใช้พื้นที่ทางทิศใต้ ฝ่ายมังกรวายุใช้พื้นที่ทางทิศตะวันออก และฝ่ายมังกรพสุธาใช้พื้นที่ทางทิศตะวันตก”

            พอพูดถึงตรงนี้ท่านผู้นำตระกูลก็ใช้มือขวาปัดไปที่ภาพทันที สักพัก ภาพก็เปลี่ยนไป มันเป็นภาพจอมเวทจำนวนมากกำลังใช้เวทสร้างทะเลสาบขึ้นมาบนอากาศ เสียงของผู้นำตระกูลดังขึ้นว่า

            “นี่คือภาพพื้นที่ทางทิศใต้(ฝ่ายมังกรวารี) เจ้าจะเห็นว่าจอมเวทจำนวนมากกำลังสร้างทะเลสาบที่ใช้สำหรับแสดงระบำมังกรวารีของฟาฟานะ”

            ผู้นำตระกูลตวัดมือขวาผ่านภาพอีกครั้ง ไม่นานภาพก็เปลี่ยนเป็นกองดินจำนวนมาก “นี่คือพื้นที่ทางทิศตะวันตก(ฝ่ายมังกรพสุธา) จอมเวทฝ่ายมังกรพสุธาเองก็กำลังเตรียมดินให้มากที่สุด เพราะAgent ของฝ่ายนี้เลือกที่จะแสดง พิธีอัญเชิญภูติแห่งป่า

            -น่าแปลก ปกติพิธีอัญเชิญภูติแห่งป่า มักจะใช้ในโอกาสวันครบรอบวันเกิดไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงเลือกมาใช้ในพิธีสำคัญแบบนี้นะ-

            (เท็ดดี้ พิธีอัญเชิญภูติแห่งป่า มันคืออะไรหรือ? แล้วทำไมถึงต้องใช้ในวันครบรอบวันเกิดด้วยล่ะ)ริวถามด้วยความสงสัย

            -มันเป็นตำนานของคนในรัฐแห่งนี้นะ โดยตำนานบอกไว้ว่าใครก็ตามได้พบภูติแห่งป่าจะมีอายุยืนยาวขึ้น 10 ปี ดังนั้นในวันเกิดของผู้สูงอายุมักจะมีพิธีนี้เพื่อเป็นการอวยพรให้คนผู้นั้นมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 10 ปีนะ-

            (ถ้าเป็นอย่างที่นายพูดจริง ผมว่าภูติแห่งป่าคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ ยิ่งเล่นมีพิธีอัญเชิญแบบนี้ด้วยแล้ว มีหวังได้ถูกอัญเชิญออกมาทุกวันอย่างแน่นอน)ริวคิดพร้อมหันมามองเหล่าจอมเวทกำลังขนดินมาเพิ่มเรื่อยๆ

            - พิธีอัญเชิญภูติแห่งป่า มันไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก  คนที่จะอัญเชิญออกมาได้ต้องเป็นอัจฉริยะที่เชี่ยวชาญเวทพสุธา เวทพฤกษา เวทวารี และยังต้องเชี่ยวชาญอักษรโบราณอีกด้วย-

            ระหว่างที่ริวกำลังคุยกับเท็ดดี้อยู่นั้น ท่านผู้นำตระกูลก็สลายภาพในมือ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ส่วนการแสดงขอ ง Agent ฝ่ายมังกรวายุ คือ เพลงมวย 9 มังกรเพลิงสวรรค์

เมื่อท่านผู้นำพูดจบ เขาก็จ้องมองริว พร้อมถามว่า “เอาละ ข้าได้บอกการแสดงของAgent ทั้ง 3ไปหมดแล้ว ตอนนี้ถึงตาเจ้าบอกแล้วละว่าจะแสดงอะไร หรือต้องการให้ฝ่ายมังกรอัคคีจัดเตรียมอะไรให้หรือไม่”

            ริวยิ้มบางๆเพราะระหว่างที่เท็ดดี้กำลังเล่าเรื่อง พิธีอัญเชิญภูติแห่งป่า  อยู่นั้น เขาก็เลือกสิ่งที่จะแสดงได้แล้ว สักพักเขาก็พูดว่า

“ถ้างั้นก็เยี่ยมไปเลยครับเพราะสิ่งที่ผมจะแสดงค่อยข้างจะใช้อุปกรณ์มากพอดูเลยละ เริ่มจากหม้ออย่างดีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 ซม. 32ซม.  กระทะแบบกระจายความร้อนได้ดี มีดทำครัวเท่าที่หาได้ ไม้พาย .....(ริวบอกรายชื่อเครื่องครัวอีกสารพัด).. อ้อ อย่าลืมขอโต๊ะสัก 4 ตัวด้วยนะครับ ส่วนวัตถุดิบไม่ต้องเตรียมนะ เดี๋ยวผมว่าจะไปหาซื้อที่ตลาดเอง(แน่นอนว่าผมจะส่งใบเสร็จแบบคูณ 3 มาเก็บกับตระกูลเซริวในภายหลังแน่ๆ By ริว) ส่วนรายการอาหารผมจะแจ้งภายหลังละกัน “

            ท่านผู้นำตระกูลอ้าปากค้างไปแล้ว สักพักเขาก็ถามด้วยน้ำเสียงงงๆว่า “อย่าบอกนะว่า เจ้าคิดจะแสดงการทำอาหารในการคัดเลือกผู้นำตระกูลนะ”

            “ใช่ครับ เอาน่า  ถึงอย่างไงก็ต้องการให้ผมแพ้อยู่แล้วนี้ งั้นผมขอแสดงอะไรที่แปลกกว่าคนอื่นบ้างคงไม่มีใครว่าอะไรหรอกครับ”ริวตอบแบบยิ้มๆ

            ท่านผู้นำเอามือขึ้นมาจับหน้าผาก ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “เอาเถอะ ทำตามที่เจ้าต้องการก็แล้วกัน แต่อย่างน้อยเจ้าน่าจะคิดหาเหตุผลที่เหมาะสมเอาไว้ด้วย เพื่อมีใครถามว่าทำไมเจ้าเลือกทำอาหาร เจ้าจะได้ตอบได้ถูก  ไม่เช่นนั้น คนในตระกูลจะคิดว่าข้าข่มขู่เจ้าให้แสดงการทำอาหารก็เป็นได้”

            “เข้าใจแล้วครับ ไม่ทราบว่า ท่านผู้นำมีอะไรจะพูดกับผมอีกไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะได้ขอตัวไปหาครอบครัวเลย”

            “ตามสบายเถอะ อ้อ ถ้าเจ้าริวจินมันตื่นแล้ว ช่วยตามมาพบข้าด้วยนะ” ท่านผู้นำพูดพร้อมพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

            “ริวจิน? ใครคือริวจินหรือครับ”

            ท่านผู้นำทำหน้างงๆ ก่อนจะอธิบายขึ้นว่า “ริวจินก็คือ ชื่อปู่ของเจ้ายังไงล่ะ”

            ริวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมแทนที่จะจากไป ในที่สุดท่านผู้นำก็ทนไม่ไหวจนต้องถามขึ้นมาว่า

            “อ้าว ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีกละ”

             ริวยืนเกาแก้มด้วยความเขินอาย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า “ ผมไม่รู้ว่าทุกคนพักอยู่ที่ไหนนะครับ  ถ้ายังไงรบกวนท่านผู้นำช่วยไปส่งผมหน่อยเถอะครับ”

            ท่านผู้นำทำหน้าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “ขอโทษทีนะ  ข้าลืมไปว่าเจ้าเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก เอาเป็นว่าเดี๋ยวข้าจะเรียกให้พ่อบ้านมาพาตัวเจ้าไปละกัน”

            “ขอบคุณมากเลยครับ”ริวพูดพร้อมยกมือขึ้นมาไหว้อีกครั้ง

/////////////////////////////////
มาแล้วครับ 25 หน้า

สัปดาห์นี้ไรเตอร์ไม่ค่อยสบาย อาการเปลี่ยน เล่นเอาแทบลุกไม่ขึ้น ดังนั้นเลยอาจจะไม่สนุกเท่าที่ควรนะ หวังว่าคงอภัยให้ไรเตอร์นะครับ


อาทิตย์นี้ของงดช่วงต่างๆนะ

อ้อ สุดท้ายเจอกันอาทิตย์หน้านะครับ

ปล ใครชอบดูอนิเม ขอแนะนำเรื่องนี้นะ Bokura wa Minna Kawaisouสนุกจริงๆ ป่วยเพราะมันนี้ละ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 165 ครั้ง

111 ความคิดเห็น

  1. #7552 TherapatBuddasri (@TherapatBuddasri) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 14:58
    ผมชักสงสัยท่านหญิงมังกรฟ้าแล้ว.
    ไม่แน่ท่านหญิงมังกรฟ้าอาจเป็นลูน่าก็ได้(เดา)
    #7552
    0
  2. #7277 silensehun (@silensehun) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 21:25
    เห็นชื่อคุณปู่นี่นึกถึง โอเวอร์วอช เลยอ่ะ ริวจินโอเคโอเค้~
    #7277
    0
  3. #6446 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 21:09
    มันต้องมีเรื่องแน่ๆริวเอ้ย ทำอาหารเนี่ย // แล้วทำไมคนอื่นต้องเข้าใจผิดไปในทางดีเลิศขนาดนั้นฟ่ะ
    #6446
    0
  4. #5745 WhoAmI_InTheWorld (@at_empty_place) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 22:14
    คิดว่าจะโชว์เล่นหมากรุกซะอีก  ถือโอกาสเล่นกับปูู่ซะเลย  อิอิ



    #5745
    0
  5. #4930 Katana (@hiddenblade) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 18:41
    กุมขมับ // ตอนแรกพอเห็นบอกว่าแสดงอะไรก็ได้ก็คิดอยู่ว่า งั้นริวนายก็ไปแสดงทำอาหารเลยสิเห็นเคยบอกอยู่ว่าอยากทำ ไม่นึกว่ามันจะทำจริงๆ - -"
    #4930
    0
  6. #4665 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 23:44
    5

    555+  สนุกมากๆค่ะ ^^



    #4665
    0
  7. #4334 -บุรุษไร้เงา- (@cojack) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 / 19:03
    เจอ ริว กระทะเหล็ก แน่ๆ 55
    #4334
    0
  8. #4231 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 23:11
    เอาล่ะสิริว นายคงไม่โชว์เมพทำอาหารอีกนะ ปล.ใครกันที่ท่านผู้นำเลือกไว้แล้ว คงไม่หักมุมมาเป็นคุณพ่อหรอกนะ ปล2.เอ่อ ท่านหญิงมังกรฟ้าโหดร้ายกับริวมากเลยอ่า โห ถ้าเรามาเจอแบบนี้คงช้อกน่าดู เจ้าริวนี่มันปรับตัวได้ไวจริงๆ ชื่นชม
    #4231
    0
  9. #4108 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 13:53
    หนุกหนานละงานนี้ อิ อิ
    #4108
    0
  10. #4107 ฮัดชิ่ว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 13:43
    ริวคุงโชว์ฝีมือการทำอาหารขั้นเทพเบย
    #4107
    0
  11. #4075 The Loner (@deartears) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2557 / 17:59
    ถึงจะเป็นแค่การทำอาหาร แต่ถ้าเจ้าริวมันเป็นคนทำ มันก็คง(ไม่)ธรรมดาแน่นอน
    #4075
    0
  12. #4051 AranYz (@aranyz) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 00:36
    ถ้าเราเป็นท่านผู้นำตระกูล เราจะเปลี่ยนมาหมายตาริวแทนไอ่คนเก่าตั้งแต่ตอนที่มังกรฟ้ามันพาเข้าถ้ำละ
    ให้ริวเป็นผู้นำไปเลยก้ไม่ต้องแกล้งแพ้แล้ว ยากไรว๊าาาา =3=
    #4051
    0
  13. #3984 Secret (@gcthanakorn1) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 19:12
    คือ ผมสงสัยครับ หลังจากกลับไปอ่านตอนแรกสุด บทนำ อ่าครับ มีคนๆนึงถามว่า"สมุดปกอ่อนสีดำเล่นนั้นเขียนอะไรเอาไว้" ทำไมท่านหญิงมังกรฟ้าถึงตอบว่า เรื่องราวของคน 2 คนที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของริเดียวอ่าครับ แล้วทำไมที่ริวอ่าในหนังสือถึงบอกเดี่ยวกับเรื่องราวของคำสาปกับการทดลองคลายคำสาปแทนละครับ คือมันยังไงหรอครับ หรือผมอ่านตกตรงไหนไป 
    #3984
    0
  14. #3976 saiikun (@patiya) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 21:47
    เห็นด้วยกับ#3963 นะ แต่ไรเตอร์ คงไม่ให้เป็นแบบนี้หรอก เพราะไรเตอร์จะมีเรื่องมาเซอร์ไพร์ มากกว่านี้แน่ๆ
    #3976
    0
  15. #3973 สาวน้อยบานแฉ่ง (@Ziprest) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 13:12
    เชฟที่ให้เท็ดดี้พ่นไฟปรุงอาหาร
    #3973
    0
  16. #3972 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 22:37
    ลางสังหรณ์มาแต่ไกล
    #3972
    0
  17. #3971 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 22:21
    ริวแกจะแปลงร่างเป็นเชฟกระทะเหล็กเหรอเนี่ย 555
    #3971
    0
  18. #3941 mueanfan_sapapak (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 08:18
    แกต้องเป็นผู้นำชัวร์ คนอย่างแกมันไม่ปกติหรอก แค่ทำอาหารก็ชนะได้ เชื่อเหอะ
    #3941
    0
  19. #3929 Piora (@hugdarling) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 23:11
    บอกได้คำเดียว
    อยากอ่านต่ออีกกก
    เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์นะ
    อ๋อ ขอให้ไรเตอร์หายป่วยเร็วๆด้วย
    #3929
    0
  20. #3928 ThE Zai (@dark-soleil) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 23:07
    แง่มๆ รู้สึกอ่านไม่เต็มอิ่มเลยแฮะ....มาต่อเร็วๆนะคะไรท์เตอร์
    #3928
    0
  21. #3922 กายู๋น้อย (@mikayu) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 15:30
    เศร้า เม้นเค้าม่ะขึ้น หึๆ
    #3922
    0
  22. #3921 ลิงน้อยสุดเอ๋อ (@G_jejejung) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 11:05
    จะรอชิมอาหารริว 555+
    #3921
    0
  23. #3920 ขนมจีบไส้หวาน (@ati-tom) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 09:14
    หายไวๆน้่าาาาไรเตอร์ ^^

    #3920
    0
  24. #3919 The Memorial (@golflovenaru) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 02:46
    สายเลือดต้นกระกูลมาจากกาลมโนจริงๆ 555
    #3919
    0
  25. #3918 Brownpy (@poppybrown) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 01:10
    หายเร็วๆนะคะไรเตอร์ ^^
    #3918
    0