I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,324 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,112 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    747

    Overall
    544,324

ตอนที่ 46 : บทที่ 12.2 (ผมแก้ไขตอนนี้ใหม่ทั้งหมดนะครับ จำนวน 21 หน้า ช่วยอ่านใหม่ทีครับ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 161 ครั้ง
    15 ก.ย. 57

ปัจจุบัน

          “แฮ่กๆ”

เสียงหอบของริวดังถี่ขึ้น สองขาเริ่มหมดแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ แม้เขาจะพยายามเร่งฝีเท้าแค่ไหน ระยะห่างของเขาและบรรดาแมวป่าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ตรงกันข้ามระยะกลับค่อยๆลดลงทุกวินาที

          ยิ่งเวลาผ่านไปอีกสักระยะ ริวก็เปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินอย่างช้าๆ นี่ถ้าไม่มีอะไรตามหลังมา เขาคงลงนั่งลงกับพื้นไปแล้ว เท็ดดี้ที่เห็นสภาพเช่นนั้น มันก็แน่ใจว่า ร่างกายของคู่หูมาถึงขีดจำกัดแล้ว เท็ดดี้จึงเตรียมใช้เวทขับไล่พวกแมวป่า  ระหว่างที่เท็ดดี้กำลังจะร่ายเวทออกมา เสียงของใครบางคนก็ดังก้องขึ้นมาว่า

“เจ้าโง่ รีบทิ้งผลไม้ไปซะ!!!

ชายหนุ่มที่กำลังจะเป็นลม เมื่อได้ยินเสียงสวรรค์ในครั้งนี้ เขารีบรวบรวมแรงทั้งหมดทำตามเสียงตะโกนอย่างไม่ต้องคิด   ริวรีบโยนผลไม้ทิ้งทันที เมื่อผลไม้ตกลงพื้น พวกแมวป่าก็ตรงเข้ามาหาผลไม้อย่างวดเร็ว  จากนั้นพวกมันก็ใช้ปากกัดผลไม้ ก่อนจะเดินกลับไปยังทะเลสาบ  

ริวทิ้งตัวลงบนพื้นด้วยสภาพอ่อนแรง  เขาสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อต้องการออกซิเจนให้มากที่สุด จังหวะนั้นเองก็มีเงาบางอย่างกระโจนเข้ามาทางด้านหลัง  

“อย่าขยับตัวนะ Double Arrow ”เสียงที่เคยร้องบอกเรื่องผลไม้ดังขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะตามด้วยเสียงแหวกอากาศ

“ฟิ้วๆ”

“โครม”

เสียงกระแทกพื้นที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้ง เขารีบกลับไปมอง สิ่งที่เห็นในเวลานี้คือ ร่างของหมีสีน้ำตาลตัวขนาดพอๆกับรถบรรทุกนอนตายอยู่ไม่ไกลนัก ที่หน้าผากและตาขวามีลูกศรปักทะลุไปถึงด้านหลัง

“เฮื้อก”

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายด้วยสีหน้าตกใจ เขาพยายามถอยห่างให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน ชายหนุ่มก็ถอยไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง จนเสียหลักล้มลงหน้ากระแทกพื้น

“อูย เจ็บชะมัด”เสียงบ่นของชายหนุ่มดังขึ้น ก่อนจะหันกลับไปมองสิ่งที่ชน ทันทีที่เห็นเขาถึงกับร้องเสียงหลงว่า

 “ไม่จริงใช่ไหม! ไอ้ตัวแบบนี้มันควรจะมีอยู่แต่ในนิยายไม่ใช่หรือ?”

สิ่งที่ริวเห็นตอนนี้คือ โทรล สัตว์ประหลาดกึ่งมนุษย์ ร่างใหญ่โต สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า มีรูปร่างคล้ายคน ได้แก่ สันหลังที่ตั้งฉากกับพื้น มีแขนขาเหมือนคน แต่หน้าตาน่าเกลียด มันยื่นหน้าเข้ามาหาชายหนุ่ม ก่อนจะคำรามเสียงดัง

“ คองโก!!!!

เสียงคำรามของโทรลทำเอาริวต้องรีบเอามือขึ้นมาอุดหู  เขาคิดจะถอยออกห่างให้เร็วที่สุด แต่ขาทั้งสองกลับไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย โทรลเอียงคอมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย  มันยื่นจมูกเขามาสูดดมตามร่างกายของเขา เพียงชั่วครู่น้ำลายของโทรลก็ตกใส่พื้นดิน มันยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำลายที่ริมฝีปากพร้อมทุบหน้าอกด้วยความดีใจ เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง

“คองโก!

ริวยิ้มแหยๆ เนื่องจากท่าทางของโทรลในเวลานี้ ต่อให้เป็นเด็ก 3 ขวบก็ยังรู้เลยว่า มันเห็นเขาเป็นอาหารจานโปรดไปเรียบร้อยแล้ว เฮ้อ ทำไมวันนี้มันถึงได้ซวยแบบนี้นะ เริ่มจากแมวป่า ตามด้วยหมีสีน้ำตาล ก่อนจะปิดท้ายด้วยโทรล นี่เนื้อของผมมันน่ากินขนาดนี้เลยหรือ?  สงสัยต้องเอาน้ำที่อาบไปต้มน้ำซุปดูบ้าง จะได้รู้ว่าตัวเองอร่อยแค่ไหน

-คนอย่างแกนี้ควรเรียกว่า ใจเย็น หรือ ไม่เข้าใจสถานการณ์กันแน่นะ ขนาดอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ ยังคิดเรื่องไร้สาระได้อีกนะ ไอ้เด็กบ้า-

ริวไม่ตอบ เขาสูดลมหายใจลึกๆเพื่อรวบรวมสติ  จากนั้นจึงใช้มือจับมีดพับเพื่อเตรียมรับการจู่โจมของโทรล ถ้าถามว่าทำไมไม่ชิงจู่โจมก่อน ผมคงตอบว่า ไม่มีปัญญาทำแบบนั้น เนื่องจากสภาพร่างกายตอนนี้มันเหนื่อยแบบสุดๆ  ถ้าให้ไทอัสยืมร่างมีหวังตายก่อนจะจัดการเป้าหมายได้  แต่ไอ้จะสั่งให้ไทอัสบินไปจัดการเพียงลำพังก็ไม่กล้าทำเพราะถ้าระหว่างนั้นมีตัวอะไรเข้ามาเล่นงาน ผมมีหวังตายสถานเดียว แถมจะหันไปพึ่งเจ้าแหวนตัวปัญหาก็ไม่ได้ ขนาดเมื่อสักครู่ผมเกือบตายเพราะแมวป่า มันยังจะไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย แหวนอะไรใจดำจริงๆ

เท็ดดี้ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆโดยไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับมา  ระหว่างที่ริวกำลังคิดอยู่นั้นเอง เสียงที่เคยร้องบอกเรื่องผลไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า

“คองโก หมอนั่นไม่ใช่ของกินนะ  ถ้านายกินของแบบนี้เข้าไปอาจจะปวดท้องก็ได้”

โทรลยกนิ้วโป้งขึ้นมาดูดด้วยท่าทางเสียดาย  จังหวะเดียวกันชายหนุ่มก็หันไปมองต้นเสียง เขาเห็นคนคลุมหนังเสือเดินเข้ามาหา คนผู้นี้ปิดหน้าด้วยผ้าคลุม จึงทำให้เห็นแค่ดวงตาสีมรกต ชุดที่ใส่ทำมาจากหนังสัตว์ ไม่ก็ผ้าเนื้อหยาบ  มือขวาถือธนูที่ทำจากไม้ แม้จะดูเก่าไปบ้างแต่สภาพก็ยังใช้งานได้ ด้านหลังมีกระบอกใส่ลูกศรสะพายเอาไว้

(ไอ้บ้า! แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงฟะ นี่จะบอกว่าผมไม่ค่าพอจะให้กินหรือ? แบบนี้มันหยามกันชัดๆ)ริวมองคนคลุมหนังเสือพร้อมโวยวายอยู่ในใจ แน่นอนว่าที่ผมเลือกโวยวายในใจแบบนี้ก็เพราะกลัวไอ้โทรลจะได้ยิน ขืน มันได้ยินอาจจะเปลี่ยนใจหันกลับมากินผมอีกรอบก็ได้  เอาไว้อยู่กับหมอนี่ 2 ต่อ 2 เมื่อไร ผมจะโวยวายใส่หมอนี่แบบไม่เว้นวรรคเลย

-เฮ้อ –

เสียงถอนหายใจของเท็ดดี้ดังขึ้น 1 ครั้งก่อนจะเงียบหายไปราวกับว่ามันไม่อยากจะพูดอะไรกับชายหนุ่มอีกแล้ว

ขณะที่ริวกำลังคิดหาคำพูดที่จะใช้พูดกับคนคลุมหน้าในภายหลัง  คนผู้นั้นก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “คองโก แกไปได้แล้วละ อ้อ นี่คืออาหารเย็นของแก”

คนคลุมหน้าชี้ไปยังซากหมีสีน้ำตาล จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงปกติว่า “จำไว้นะ อย่าไปจับตัวแปลกๆมากินอีกละ ถ้าปวดท้องขึ้นมาฉันไม่ช่วยแล้วนะ”

“คองโกง”โทรลร้องขึ้นมา ก่อนจะเดินไปหาซากหมี มันยกซากหมีขึ้นมาพาดไหล่  พร้อมคำรามออกมาอีกครั้ง

“คองโก!!

“แกไม่ต้องมาเตือนหรอก ฉันรู้แล้วนะ แกเองก็รีบกลับไปได้แล้ว ชิ้วๆ”คนคลุมหน้าจ้องมองท้องฟ้าพร้อมทำมือเป็นไล่ให้มันรีบจากไป

คองโกร้องออกมาเบาๆอีกครั้ง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในป่า คนคลุมหน้าหันกลับมาสนใจชายหนุ่มอีกครั้ง สายตาของเขาจ้องมองริวอยู่ชั่วขณะ แต่ยังไม่ทันจะมีฝ่ายใดกล่าวอะไรออกมา ท้องฟ้าก็เริ่มมีเมฆสีดำ บรรยากาศรอบๆตัวเปลี่ยนเป็นครึ้มฟ้าครึ้มฝน แรงกดอากาศทำเอาทั้งสองคนต้องรีบเงยหน้ามองท้องฟ้า เพียงชั่วขณะเสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้นมา

“ครืน!!!!

ยังไม่ทันสิ้นเสียงฟ้าร้องดี เสียงฝ่าผ่าก็ดังกึกก้องขึ้น

“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”

เสียงจากฟ้าผ่า และ แสงจากฟ้าแลบปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องกันจนชายหนุ่มเริ่มชักสีหน้า เขามองดูท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก  เนื่องจากเมื่อไม่กี่นาทีก่อนท้องฟ้ายังแจ่มใสไร้วี่แววของเมฆฝน แต่เพียงไม่ถึง 5 นาที ท้องฟ้ากลับเต็มไปด้วยเมฆสีดำ ฟ้าแลบถี่ขึ้นราวกับแสงไฟในผับ ส่วนเสียงฟ้าร้องและเสียงฟ้าผ่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะมันดังถี่ซะจน ผมนับไม่ทัน

             ระหว่างที่ริวกำลังสนใจปรากฏการบนท้องฟ้า คนคลุมหน้าก็รีบหยิบคริสตัลหลากสีขึ้นมาวางรอบตัวเป็นวงกลม จากนั้นก็ใช้นิ้วเขียนอักษรบางอย่างบนพื้นโดยไม่สนใจชายหนุ่มอีกเลย

            “เปรี้ยง!

            เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดังกว่าครั้งแรก เพียงชั่วครู่เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาติดๆ ชายหนุ่มเริ่มแสดงสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะเพียงไม่ถึง 20 วินาทีฟ้าผ่าลงมามากว่า 20 ครั้ง แถมทุกครั้งเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนเขาอยากจะเผ่นกลับเมืองชายป่าในทันที ติดที่ว่าเขายังไม่ขอบคุณคนที่ช่วยชีวิตเอาไว้เลย ขืน กลับไปทั้งแบบนี้มันดูจะเสียมารยาทมากเกินไปนะ

            ทางด้านคนคลุมหน้ายังคงคร่ำเคร่งเขียนอักษรโดยไม่สนใจในเสียงฟ้าผ่า ฟ้าร้องแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหันมาสนใจคนผู้นี้ พร้อมพูดขึ้นมา

“เอ่อ คุณคือคนที่ตะโกนบอกผมเรื่องผลไม้ใช่ไหมครับ”

“....”ไร้ซึ่งคำตอบจากคนคลุมหนังเสือ เขายังคงคร่ำเคร่งอยู่กับการเขียนวงเวทบนพื้น ริวฝืนยิ้ม ก่อนจะถามซ้ำอีกครั้ง

“คุณคือคนที่ตะโกนบอกผมเรื่องผลไม้ใช่ไหมครับ”

ยังคงไร้เสียงตอบกลับมาเช่นเดิม ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหน้า “ในเมื่อคุณยุ่งอยู่ ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวเลยก็แล้วกัน อ้อ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตนะครับ”

ริวโค้งตัวให้กับแผ่นหลังของคนคลุมหน้า ก่อนจะทำท่าเดินจากไป จังหวะนั้นเองที่เสียงของคนคลุมหน้าดังขึ้นมา

 “ถ้านายอยากตายก็เชิญเดินต่อไปได้เลย แต่ถ้าไม่ก็จงอยู่เฉยๆจนกว่าฉันจะเขียนวงเวทเสร็จ”

ชายหนุ่มหยุดเดินพร้อมหันมามองคนคลุมหน้าด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไร คนผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล

“เรียบร้อย ที่เหลือก็แค่รอให้ผนึกเวทมนตร์ทำงาน หวังว่าคงใช้เวลาไม่เสียเว.....”

 ยังไม่ทันที่คนคลุมหน้าจะพูดจบ คริสตัลและอักษรบนพื้นก็ส่องประกายจนเกิดเป็นวงเวทขนาดย่อม  คนคลุมหน้ากวักมือเรียกริวให้เดินเข้ามา

 “เจ้าโง่ รีบเดินเข้ามาในวงเวทเร็วเข้า ขืน ชักช้าเดี๋ยวก็ตายหรอก”

ชายหนุ่มทำหน้าลังเลโดยไม่ขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย  คนคลุมหน้าเห็นริวไม่ยอมทำตามที่พูด เขาจึงเดินเข้าไปจับแขนซ้ายของชายหนุ่ม ก่อนจะออกแรงดึงให้ริวเดินเข้ามาอยู่ในวงเวท แม้ชายหนุ่มจะออกแรงต้านก็ยังไม่อาจจะทานแรงดึงของคนคลุมหน้าได้เลย

พอเข้ามาในวงเวทเท่านั้น อัสนีบาตรขนาดใหญ่ก็ผ่าลงมาตรงจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่

 “เปรี้ยง!!!

แม้จะโดยอัสนีบาตรอย่างเต็มที่ แต่พื้นที่ภายในวงเวทกลับยังเป็นปกติทุกประการ สายฟ้ายังคงผ่าลงมาบริเวณนั่นอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ผ่าใส่ต้นไม้ บ้างก็ผ่าใส่ก้อนหิน บ้างก็ผ่าลงพื้นดิน และในที่สุดมันก็ผ่าใส่วงเวทอีกครั้ง

“เปรี้ยง!!!

ฟ้าผ่าในครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน ผลการปะทะทำให้เกิดแสงสว่างส่องไปทั่วบริเวณ แม้จะเป็นเช่นนั้น สายฟ้าก็ยังไม่อาจจะทำอันตรายผู้ที่อยู่ในวงเวทได้เลย เสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่ายังคงดังต่อเนื่อง ชายหนุ่มมองสถานการณ์ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ใครจะไปคิดว่า สภาพอากาศแบบนี้จะมีอยู่ในโลกด้วย นี่มันเกินกว่าขอบเขตแห่งความเป็นจริงแล้วนะ หรือว่า นี่อาจจะเป็นแค่ความฝันก็ได้ มันต้องใช่แน่ๆ ความจริงแล้วผมคงกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนที่ตระกูลเซริวซินะ

-ไอ้เด็กบ้า แกอย่าเพิ่งมาหนีความจริงตอนนี้ได้ไหม -

เสียงตะโกนของเท็ดดี้ดังขึ้นในหัวของริว แต่ไม่ว่ามันจะตะโกนดังแค่ไหน เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะไม่ยอมรับรู้ท่าเดียว เท็ดดี้ได้แต่เปลี่ยนมาการปลุกในวิธีอื่น

“เพียะๆ”มือข้างที่สวมแหวนถูกยกขึ้นมาตบหน้า 2 ครั้ง ในขณะที่เท็ดดี้กำลังจะบังคับมือให้ตบหน้าครั้งที่ 3 เสียงของริวก็ดังขึ้นว่า

“หยุดได้แล้วเฟ้ย”

คำพูดของริวเป็นกล่าวกับเท็ดดี้เพื่อให้หยุดบังคับมือเข้าได้แล้ว แต่คนคลุมหน้ากับคิดว่าชายหนุ่มกำลังคุยกับตนเอง เขาจึงกล่าวว่า

 “ดูจากสภาพอากาศแล้ว กว่าฝนอัสนีบาตรจะหยุดตก น่าจะกินเวลาประมาณ 2ชม.นะ”

“ไม่จริงน่า! ถ้าเป็นอย่างนั้น ป่าคงไหม้ไม่เหลือซากแน่ๆ”

คนคลุมหน้าส่ายหน้าเป็นคำตอบ จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่า ริวได้แต่จ้องมองตามที่นิ้วชี้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ การใช้มือขยี้ตาอย่างแรง เนื่องจากภาพที่เห็นทำเอาผมอยากจะหนีความจริงอีกรอบให้ได้

ภาพที่ชายหนุ่มเห็นในขณะนี้คือ ภาพของต้นไม้ที่กำลังติดไฟเนื่องจากฟ้าผ่าได้มีเถาวัลย์จากพื้นงอกขึ้นมาพันทั่วต้นไม้ แถมเถาวัลย์เหล่านี้ยังไม่กลัวไฟ ไม่สิ ต้องบอกว่ามันกินไฟเป็นอาหารมากกว่า เสียงของคนคลุมหน้าดังแรกขึ้นมาว่า

“เถาวัลย์ที่นายเห็นมีชื่อว่า เถาวัลย์กินไฟ ปกติมันจะชอนไชอยู่ตามรากของต้นไม้ทั่วทั้งป่า เมื่อเวลาเกิดไฟป่า หรือ เกิดฝนอัสนีอย่างในตอนนี้ เถาวัลย์ก็จะเลื้อยออกมากินไฟตามต้นไม่อย่างที่เห็นนั้นละ จากนั้นมันจะละลายหายไปนะ....”

ไม่ทันที่คนคลุมหน้าจะอธิบายจบ ภาพเถาวัลย์กินไฟจนหมดแล้ว ตัวเถาวัลย์ก็ค่อยๆละลายหายไปต้นไม้ที่ถูกดูดเข้ามาติดกันอีกครั้ง ส่วนที่เป็นแผลไฟไหม้เริ่มมีการแตกใบอ่อน สักพักใบอ่อนก็เจริญเติบโตกลายเป็นใบไม้สีเขียวสด เพียงไม่กี่อึดใจต้นไม้ที่โดนฟ้าผ่าก็กลับมาสมบรูณ์ราวกับไม่เคยถูกฟ้าผ่ามาก่อนเลย

“เหลือเชื่อ!! ”ริวร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกใจ

คนคลุมหน้าเหล่มองริว ก่อนจะกล่าวต่อไป “ขอบอกไว้เลยนะว่า เถาวัลย์กินไฟไม่ได้มีผลในการรักษาต้นไม้ แต่ต้นไม้ในป่าแห่งนี้ทุกต้นสามารถคืนสภาพได้เองนะ ส่วนทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

สิ่งที่ได้ยินถึงกับทำให้ริวอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก ระหว่างนั่นเองที่เสียงของเท็ดดี้ดังขึ้นว่า

– ริว การที่ต้นไม้สามารถฟื้นสภาพได้แบบนี้ แสดงว่าป่าแห่งนี้ต้องได้รับพลังคุ้มครองจากต้นไม้แห่งโลก ไม่ก็ในป่ามีของวิเศษบางอย่างซ่อนเอาไว้นะ-

(เอ่อ ไอ้ที่ได้พลังของต้นไม้แห่งโลกคุ้มครอง ผมจะพอรับได้อยู่ แต่ไอ้ของวิเศษที่สามารถรักษาพื้นป่าทั้งป่าได้แบบนี้ มันมีด้วยหรือ?)   

-มีสิ อย่างเช่น คันศรแห่งพงไพร่ที่เป็น 1 ใน 8อาวุธเทพเจ้ายังไงล่ะ -

(คันศรแห่งพงไพร่)ริวทวนคำนี้อยู่หลายครั้งโดยที่สายตายังคงจับจ้องที่ต้นไม้และฝนอัสนี คนคลุมหน้านั่งลงกับพื้น ก่อนจะเอามือตบพื้นเบาๆ

“นายนั่งก่อนเถอะ ถึงอย่างไงพวกเราก็คงต้องติดอยู่ที่นี่อีกนาน”

 ริวได้แต่นั่งตามคำเชิญ เขาจ้องมองมาที่คนตรงหน้า พร้อมกล่าวว่า“.... คือว่า...ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี.... เอาเป็นว่า...ผมขอขอบคุณที่ช่วยชีวิตอีกครั้งก็แล้วกัน ”

ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิพร้อมโค้งตัวให้กับคนคลุมหน้าอีกครั้ง  เมื่อเงยขึ้นมาเขาก็พยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองรู้สึกแบบไหนในเวลานี้

คนคลุมหน้าพยักหน้าเบาๆ “นายไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้ ฉันไม่คิดจะฆ่านายหรอก อย่างมากก็แค่ลบความทรงจำเท่านั้นเอง เอ่อ อันนี้ล้อเล่นเหมือนกันนะ นายอย่าคิดมากสิ”

จากคำพูดและท่าทางของคนคลุมหน้า มันก็พอจะทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังพูดตลกเพื่อให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลง แต่ทว่าน้ำเสียงที่คนคลุมหน้าใช้ มันไม่ได้บอกว่าเป็นการละเล่นเลย  น้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับขั้วโลกใต้ทำเอา ผมเสียวสันหลังวาบไปเลย ดังนั้นสิ่งเดียวที่พอจะทำได้ในตอนนี้คือ การตีสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อมุขตลก(ฝืด)ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบกลับมาจากชายหนุ่ม คนคลุมหน้าก็ก้มหน้า(ราวกับกำลังสลดในปฏิกิริยาตอบสนองของชายหนุ่ม) แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ เขาผ่อนลมหายใจแล้วค่อยๆเอาผ้าคลุมออก มันทำให้ริวเห็นว่า คนผู้นี้มีใบหน้าสวย( แบบที่ผู้หญิงยังต้องอาย ) โครงหน้ารูปหัวใจ มีเส้นผมสีทองปนแดงแต่ตัดสั้น ใบหูเรียวแหลมเหมือนหูเอลฟ์ ผิวสีน้ำตาลแดง

แม้สีหน้าของริวยังคงเป็นปกติ แต่สายตากลับบ่งบอกว่า เขากำลังตกใจกับใบหน้าของคนคลุมหน้าขนาดไหน ใครมันจะไปคิดว่า คนที่ฆ่าหมีด้วยลูกศร และสั่งโทรลราวกับสุนัขได้นั้นจะมีหน้าตาที่ดูงดงามแบบนี้

หลังจากมองใบหน้าของคนคลุมหน้าอยู่นาน ริวก็คิดขึ้นมาว่า (เท็ดดี้ นายว่าคนตรงหน้าเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชายกันนะ)

-เวรกรรม เรื่องที่ควรถามมีตั้งมากมาย แกกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย  แต่ดันสนใจเรื่องเพศนี้นะ แกประสาทหรือเปล่าฟะ-

ชายหนุ่มฝืนยิ้ม(เหอะๆๆ โทษทีนะ พอผมเห็นหน้าของเขา เอ่อ หรือต้องเรียกว่าเธอดีนะ มันอดใจจะคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลยนะ ถ้านายรู้ก็ช่วยบอกหน่อยสิ)

-เฮ้อ แกนี้มันเกินเยียวยาจริงๆ  ยัยหนูตรงหน้าเป็นเพศหญิงนะ พอใจหรือยังละ-

ริวพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับทราบ คนคลุมหน้าส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม มันเป็นรอยยิ้มที่ดูงดงามราวกับเทพธิดา ริวถึงกับหน้าแดงอย่างไม่รู้ตัว

-ไอ้ริวตั้งสติให้มั่นคงเข้าไว้ ยัยหนูตรงหน้าเป็นมีเชื้อสายภูติอยู่ในตัว ถ้าปล่อยตัวไปตามอารมณ์ แกอาจจะตกเป็นทาสของเธอก็ได้ -

(หา!)ริวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ (เท็ดดี้  แกช่วยอธิบายให้มันง่ายกว่านี้หน่อยจะได้ไหม ผมงงไปหมดแล้ว นี่เธอไม่ใช่เอลฟ์หรือ? )

-มันก็ไม่เชิงแบบนั้น เท่าที่ข้าเห็นดูจากลักษณะเด่นของเธอแล้ว  ยัยหนูคนนี้คงเป็นพวกลูกครึ่งนะ-

(ลูกครึ่งที่ว่านี้ใช่ Half Elf แบบที่มักจะพบในนิยาย หรือ หนังสือการ์ตูนใช่ไหม)

-ใช่ เพียงแต่ Half Elf ไม่ได้เป็นเหมือนในนิยาย หรือหนังสือการ์ตูนนะ  เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาข้าจะอธิบายเรื่องของเผ่าพันธุ์นี้ให้ฟังที่หลังก็แล้วกัน –

เท็ดดี้หยุดเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อว่า –ตอนนี้สิ่งที่แกควรสนใจคือ ยัยหนูตรงหน้าต่างหาก นอกจากเชื้อสายเอลฟ์แล้ว ยังมีเชื้อสายภูติ และอาจจะมีสายเลือดของแฟรี่และมนุษย์รวมอยู่ด้วย-

(สรุปว่า เธอมีเชื้อสายมาจากหลายเผ่าพันธุ์สินะ)

-มันก็ประมาณนั้นละ  แต่อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องนั้นเลย สิ่งที่ควรสนใจคือเธอมีพลังของภูติต่างหาก-

(พลังของภูติ? มันคืออะไรหรือ?)

-พลังของภูติก็คือ พลังที่มีอยู่ในตัวภูตินะ –

(โอ้ ช่างเป็นคำตอบที่ละเอียดมากเลยนะ....ซะที่ไหนกัน ไอ้แหวนบ้า แกตอบเหมือนไม่ได้ตอบเลยนะ )

-ทำไงได้ละ ภูติมีเป็นร้อยเป็นพัน แถมแต่ละตนก็มีพลังไม่เหมือนกัน เช่นภูติดอกไม้จะมีพลังในการทำให้ดอกไม้บาน ภูติแห่งพฤกษาจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต หรือจะเป็นภูติแห่งหิมะที่จะทำให้หิมะตก เป็นต้น ขืน ให้ข้าจำแนกไปรายตนคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1เดือนแน่-

(งั้นก็พอเลย เอาแค่พลังของเธอก็แล้ว)

เท็ดดี้ถอนหายใจ แล้วอธิบายต่อ – ยัยหนูตรงหน้ามีกลิ่นในการดึงดูดเพศตรงข้ามนะ เหมือนกับเสียงของนางเงือกที่ใช้ดึงดูดชาวประมงในเทพนิยายนั่นละ -

ริวขมวดคิ้ว ก่อนจะสูดลมหายใจถี่ แน่นอนว่าผมไม่ได้คิดนอกลู่นอกทางกับหญิงสาวตรงหน้านะ และก็ไม่ได้ดมกลิ่นเพื่อแอบไปจินตนาการถึงเธอในตอนนอนด้วย ที่ผมทำแบบนี้เพราะต้องการสัมผัสกลิ่นที่เท็ดดี้บอกต่างหาก

-ไอ้เด็กบ้า นี่ขนาดบอกให้ระวังตัวแล้วนะ ทำไมแกยังไปสูดหากลิ่นอีกละ เดี๋ยวก็หลงอยู่ในอำนาจของเธอหรอก-

(ผมไม่เห็นรู้สึกอะไรเลยนะ แถมยังไม่ได้กลิ่นอะไรอีกด้วย ตกลงว่าแกเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า )

เท็ดดี้จับจ้องไปที่ชายหนุ่ม -ที่แกหน้าแดงเมื่อสักครู่ มันไม่ได้เกิดจากที่แกหลงใหลในตัวของหญิงสาวหรือ?-

(จะว่าหลงใหลก็คงไม่ผิด แต่มันก็แค่ชอบในรอยยิ้มอันงดงามของเธอนะ ส่วนอารมณ์อื่นๆไม่มีอย่างแน่นอน )

ดวงตาของเท็ดดี้กระพริบ 2-3 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนไปจ้องมองกระเป๋าคาดเอว (ที่มีน้ำตามังกรอยู่ในนั้น)

-ในเมื่อแกไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แต่อย่าประมาทละ เอาเป็นว่าแกตั้งสติให้มั่นคง อย่าได้หลงใหลไปกับใบหน้า หรือรอยยิ้มของเธออย่างเด็ดขาด-

(เข้าใจแล้วล่ะ)ริวรับคำอย่างรวดเร็ว

“ฉันชื่อว่า รัน เป็นพรานที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้นะ แล้วนายชื่ออะไรล่ะ”รันพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับชายหนุ่ม

“ริวครับ  ตอนนี้น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวละมั่ง”

“น่าจะ?”รันถามขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจอยู่พักใหญ่ เธอเหลือบมองวงเวทเมื่อเห็นว่าวงเวทเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เธอจึงกล่าวว่า

“เมื่อสักครู่เป็นมุขตลกอย่างหนึ่งใช่ไหม”

รันเอามือขึ้นมาจับคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด  ก่อนที่เธอจะเอามือซ้ายทุบมือขาว “เข้าใจแล้ว เมื่อสักครู่ฉันควรตบมุขไปว่า จะบ้าหรือ ถ้านายจะโกหกก็ควรจะหาอาชีพที่ดีกว่านี้หน่อยสินะ ไม่ทราบว่าฉันพูดถูกไหม”

คำพูดของรันทำเอาชายหนุ่มอึ้งไปชั่ววูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดโต้ตอบอะไรออกมา เสียงของเท็ดดี้ก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน

-ระวังตัวด้วยนะไอ้ริว  ยัยหนูรันนี่ร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีก-

(เท็ดดี้ ที่แกพูดหมายความว่ายังไง)ริวถามขึ้นด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ 

เท็ดดี้จึงได้แต่อธิบายขึ้นมาว่า -วงเวทที่แกกำลังนั่งอยู่ได้มีการเขียนอักษรเวทแห่งความจริงแทรกเข้าไปด้วย อ้อ อักษรเวทที่ข้าว่ามานั่น มันมีคุณสมบัติจับผิดคนที่พูดโกหกนะ ถ้าผู้โกหกเล่นๆอย่างการเล่นมุขตลก หรือ การโกหกโดยไม่ตั้งใจ วงเวทก็จะเปลี่ยนสีเล็กน้อย แต่ถ้าโกหกโดยจงใจปกปิดความลับ หรือ โกหกเพื่อต้องการหลอกลวง วงเวทจะเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน ส่วนเหตุผลที่เธอทำแบบนี้ลงไปทำไมนั่นแกไม่ต้องถามนะ เพราะข้าไม่รู้ แต่ที่มั่นใจได้คือ แกห้ามโกหกเด็ดขาดเข้าใจไหม-

(ไหนจะต้องตั้งสติให้ดี ไหนจะห้ามโกหก มันจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกไหม)

ริวคิดขึ้นมาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไร เสียงของรันก็ดังแทรกขึ้นมาว่า “นายยังไม่ได้บอกเลยนะว่าทำอาชีพอะไร”

“ผมเป็นนักศึกษานะครับ”ชายหนุ่มตอบไปตามตรง เพราะถ้าโกหกมีหวังจบไม่สวยแน่ๆ

รันมองสีของวงเวท ก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ“ นายคงมีปัญหาที่อยากจะฉันถามมากมายเลยใช่ไหมล่ะ”

ริวได้แต่พยักหน้า ขณะนั่นเองที่เขาคิดหาทางแก้ขึ้นมาได้ เขารีบถามขึ้นมา(เท็ดดี้ นายบอกว่าวงเวทนี้สามารถจับโกหกได้สินะ แถมยังแยกแยะระดับการโกหกได้ด้วยใช่ไหม)

-ใช่ –

(ถ้าผมพูดเป็นความจริง มันก็จะไม่แสดงผลใช่ไหม)

-ใช่  ตกลงว่าแกหาทางแก้เรื่องอักษรเวทได้แล้วสินะ-

(ใช่แล้วล่ะ )

ระหว่างที่ริวกำลังปรึกษากับเท็ดดี้อยู่นั้น รันก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะถามนายเหมือน งั้นเอาอย่างนี้ไหม ฉันให้นายเป็นคนถาม  3 ข้อ หลังจากนั้น ฉันจะเป็นคนถามบ้าง พวกเราจะสลับกันถามอย่างนี้จนกว่าฝนอัสนีจะหยุดก็แล้วกัน”

-ยัยหนูรันคงคิดจะตรวจสอบที่มาของแก ถ้าไงก็ระวังคำพูดด้วยล่ะ อ้อ อย่าอ้างเรื่องตระกูลเซริวนะ เพราะพวกเราไม่รู้ว่าเธอเป็นมิตร หรือศัตรู กับตระกูลเซริว -

“ตกลง”ริวตอบออกไป โดยที่ในใจกลับคิดว่า (เข้าใจแล้วละ  แต่ทำไมเธอต้องทำแบบนี้ด้วยนะ  หน้าตาของผมดูเหมือนคนร้ายนักหรือ?)

สายตาของเท็ดดี้จับจ้องรายละเอียดต่างๆของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นจึงตอบริวไปว่า

-ถ้าเป็นเรื่องหน้าตา ข้าว่าแกไม่เหมือนคนร้ายหรอก (แต่เรื่องนิสัยไม่แน่) การที่ยัยหนูรันระวังตัวขนาดนี้อาจจะเป็นได้ 2 ทางคือ หนึ่ง เธอเป็นคนร้ายที่มีค่าหัวจึงหนีมาหลบซ่อนตัวในป่า ดังนั้นเธอจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษยังไงล่ะ-

(ฟังดูก็มีเหตุผลนะ แล้วความเป็นไปได้ที่สองล่ะ )

-ความเป็นไปได้ที่สอง คือ ยัยนี่อาจจะเป็นทายาทจอมมารที่หนีมาซ่อนตัวในป่าก็เป็นได้ -

ริวขมวดคิ้วราวกับไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เนื่องจากเวลานี้ คำสาปของจอมมารก็คลายลงแล้ว  แถมผมเองก็ข่มขู่เอาไว้ขนาดนั้น ทายาทจอมมารก็ไม่สมควรตกเป็นเป้าหมายอีกแล้ว(ตามความคิดของริว) การที่หญิงสาวจะมาอาศัยอยู่ในป่าน่าจะเป็นเพราะสาเหตุอื่นมากกว่า

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังเอนเอียงไปยังสาเหตุประการแรก  รันยิ้มออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ

ฉึก!

รอยยิ้มของรันทำเอาหัวใจของชายหนุ่มรู้สึกถูกศรกามเทพปักเข้าไปในอก ริวทำได้แต่สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อควบคุมอารมณ์ เมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติ เขาก็ถามย้ำอีกครั้งว่า

(ไอ้เท็ดดี้ แกแน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปนะ การหาว่าคนที่มีรอยยิ้มแบบนี้เป็นคนร้าย มันออกจะเกินไปหน่อยนะ)

เท็ดดี้รู้ได้ทันทีว่าริวเลือกที่จะเชื่อในความเป็นไปได้อย่างแรก มันถอนหายใจแล้วกล่าวว่า -ริว แกจะเชื่อข้า หรือยัยหนูคนนี้ –

(ถ้ามันมีทางเลือกจริงๆ ผมขอเชื่อเธอได้ไหม เชื่อแกทีไรมักจะมีปัญหาตามมาแทบทุกทีเลย)

เท็ดดี้ยิ้มแหยๆ ก่อนจะพูดตัดบทไปว่า –  ถ้าเห็นว่าท่าไม่ดีให้แกรีบใช้ดาบไทอัสจัดการยัยนั้นเลยนะ-

ดวงตาของชายหนุ่มกลอกไป-มาอยู่สักพัก จากนั้นก็ตอบกลับไปว่า(เข้าใจแล้วล่ะ อ้อ ขอถามย้ำอีกครั้งนะ อักษรเวทที่ว่ามานี้จำกัดแค่ ห้ามพูดโกหก ใช่ไหม )

-ใช่ เดี๋ยวนะ นี่แกคิดจะ......เฮ้อ คนอย่างแกนี้ควรจะเรียกว่าอัจฉริยะ หรือ ฉลาดแกมโกงดีนะ ขนาดวิธีบ้าๆแบบนี้ยังคิดออกมาได้อีก-

(ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้นละ ผมเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้นเอง)ริวตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ ผิดกับเท็ดดี้ที่ต้องส่งสายตาเห็นใจไปยังหญิงสาวตรงหน้าแทน

รันที่ยังไม่ทราบถึงสายตาของเท็ดดี้ เธอจึงยังคงยิ้มอย่างบริสุทธ์ใจ “ในเมื่อพวกเราตกลงกันได้แล้ว งั้นฉันให้นายเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็แล้วกัน”

หญิงสาวหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อทันที “ คำถามแรกที่นายอยากจะถามคงเป็น คำถามเรื่องเสียงที่ตะโกนบอกนายเรื่องผลไม้สินะ”

“ตกลงว่าคุณรันเป็นคนช่วยผมเอาไว้สินะ”

“ถูกต้องแล้วละ”รันรับคำด้วยสีหน้ายิ้มหวาน

“งั้นผมคงต้องกล่าว ขอบคุณอีกครั้ง ถ้าคุณรันไม่ช่วยผมเอาไว้มีหวังไอ้พวกแมวป่าได้ฉีกผมกินแน่”ริวพูดพร้อมโค้งตัวให้กับเธออีกครั้ง โดยที่ในใจของเขากลับคิดขึ้นว่า

(ร้ายกาจ! ปากก็บอกว่าให้ผมเป็นคนถามก่อน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ปาก ผมก็เสียไป 1 คำถามแล้ว)

รันรีบโบกมือเป็นการปฏิเสธ“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ปกติแมวป่าพวกนี้ค่อนข้างจะนิสัยดี แถมยังเป็นพวกไม่ชอบทำร้ายใครก่อน การที่นายโดยไล่มาก็เพราะผลโอริน (เน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ)นะ”

“ผลโอริน มันคืออะไรหรือ? ”ชายหนุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อริวถามออกมา มือขวาของรันก็กำหมัดแน่นราวจะเป็นสัญญาณบอกว่า สำเร็จแล้ว การที่เธอจงใจเน้นเรื่องผลโอริน ก็เพราะต้องการให้ริวถามเรื่องนี้นั้นเอง  เธอจึงรีบหันไปตอบคำถามทันที

“ผลโอริน คือผลไม้ที่นายเก็บมายังไงล่ะ มันเป็นผลไม้โบราณที่หาได้ยาก มันมีรสหวาน หอมในแบบที่เฉพาะตัวมากๆ ทั้งยังอาหารโปรดของพวกแมวป่าอีก ผลไม้ชนิดนี้ 10 ปีจึงจะออกผลสักครั้ง ดังนั้นมันจึงค่อนข้างจะหากินได้ยาก การที่นายไปเก็บผลโอรินมามากมายขนาดนั้น  มันก็ต้องทำให้แมวป่าโกรธเป็นธรรมดาอยู่แล้วล่ะ เอาละนายถามครบ 3 คำถามแล้ว ต่อไปตาฉันถามบ้างนะ”

ริวยกมือขึ้นมาห้าม“เดี๋ยวก่อนครับ ผมเพิ่งถามไปแค่ 2 คำถามเองนะ ทำไมถึงกลายเป็น 3 คำถามได้ละครับ”

“นายถามครบ 3 คำถามแล้วต่างหาก”รันพูดพร้อมยกนิ้วขึ้นมา 3 นิ้ว ก่อนจะค่อยลดลง 1นิ้วพร้อมพูดว่า

“คำถามแรกคือ คำถามเรื่องเจ้าของเสียงตะโกน”

รันลดนิ้วที่ 2 และ 3ลง “คำถามที่ 2 และ3 เป็นคำถามต่อเนื่องซึ่งนายถามว่า ผลโอริน? มันคืออะไรหรือ?  คำตอบสำหรับคำถามที่ 2 ก็คือ ผลโอริน คือผลไม้ที่นายเก็บมา ส่วนคำตอบที่ 3 ก็คือเรื่องที่พูดต่อจากนั้นยังไงล่ะ”

ชายหนุ่มอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน แต่แทนที่เขาจะโวยวาย ริวกลับสูดหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยหลุกหลิกเปลี่ยนมาจริงจัง รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ

 “เข้าใจแล้วครับ เชิญคุณรันถามได้เลยครับ”

หญิงสาวรีบถามขึ้นมาทันที “นายเข้ามาในป่าแห่งนี้ได้ยังไง”

(น่าแปลก แทนที่เธอจะถามว่า เข้าในป่ามาทำไม กลับถามว่า เข้าป่ามาได้ยังไง แสดงให้เห็นว่า การจะเข้ามาในป่าแห่งนี้ต้องยุ่งยากมากแน่ๆ  )ริวที่คิดได้ดังนั้นจึงตอบไปว่า

            “เพื่อนของผมพาเข้ามานะครับ”

รันขมวดคิ้ว ก่อนจะใช้สายตาเหลือบมองวงเวท เมื่อแน่ใจว่าชายหนุ่มไม่ได้โกหก เธอจึงถามต่อโดยไม่ให้ริวตั้งตัว

”แล้วเพื่อนของนายไปไหนแล้วละ”

ริวหัวเราะในใจ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบไปว่า “ผมไม่อยากจะพูดถึงเจ้าบ้านั้นในเวลานี้นะ เอาเป็นว่าเพราะมันไม่ยอมช่วย ผมถึงได้วิ่งหนีมาแบบนี้นะครับ”

วงเวทยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดิม หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้เพราะ 2 คำถามที่ผ่านนี้ เธอไม่ได้ข้อมูลอะไรจากชายคนนี้เลย ดังนั้นรันจึงตัดสินใจทิ้งไพ่เด็ดลงไปทันที

 “นายไม่มีพลังเวทใช่ไหม”

สีหน้าของริวซีดเผือกลงอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับหญิงสาวที่ยิ้มอย่างผู้มีชัย ระหว่างที่บรรยากาศในวงเวทเริ่มตึงเครียดขึ้น มีเพียงเท็ดดี้เท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าปกติทุกอย่าง มันเป็นเพียงผู้เดียวที่รู้ว่า ใครที่กำลังจะเป็นเหยื่อ และ ใครกันที่เป็นผู้ล่า

ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปจับมีดพับแบบว่าผมขอประกันความปลอดภัยไว้ก่อน ขืน ยัยคนนี้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาขู่ ผมจะสั่งให้ไทอัสจัดการเธอเลย ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆเพื่อควบคุมอารมณ์ แม้จะเป็นเช่นนั้น รันก็ยังเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของริว เธอชิงพูดขึ้นมาว่า

“นายไม่ต้องตอบก็ได้ สีหน้าและท่าทางของนายได้บอกทุกอย่างออกมาหมดแล้ว เอาละตอนนี้ฉันถามครบ  3 ข้อแล้ว เชิญนายถามบ้าง”

          ริวกระพริบตา 2-3 ครั้งเหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง เขาถอนหายใจ ก่อนจะมองหน้าเธอ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา

          -เริ่มแล้วสินะ วิธีตบตาอักษรเวท-

            เวลาเดินผ่านอีกพักใหญ่ หญิงสาวยังคงนั่งคอยอย่างอดทน สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนในที่สุดเขาก็ก้มหน้าลงเหมือนจะไม่ต้องการให้รันเห็นใบหน้าในเวลานี้ อีกทั้งยังเป็นการบอกว่าเขาไม่ต้องการพูดจะอะไรอีก  ขณะที่ทุกอย่างกำลังนิ่งเงียบ รันก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

            “ถ้านายไม่อยากจะถาม งั้นฉันขอเป็นคนถามแทนนายเองก็ละกันนะ”

            ชายหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาว เขายังคงไม่ยอมกล่าวอะไร สิ่งเดียวที่พอบอกถึงอารมณ์ของริวได้นั่นคือ ดวงตาเบิกกว้างที่บ่งบอกถึงความตกใจในสิ่งที่ได้ยิน

          -เฮ้อ ฝีมือการแสดงของแกนี้มันระดับรางวัล ออสการ์เลยนะ

รันยิ้มเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงความเป็นต่อ “นายคงสงสัยใช่ไหมว่า ทำไมฉันถึงได้ทราบว่านายไม่มีพลังเวท “

            ริวพยักหน้าแทนคำตอบ หญิงสาวจึงชูนิ้วขึ้นมา 2 นิ้ว “นี่นับเป็น 2 คำถาม ตกลงไหม”

            ชายหนุ่มก้มหน้าเป็นการเชิงยอมรับ รันจึงอธิบาย “การที่นายยังคงเป็นปกติทุกอย่าง นั่นละคือสิ่งที่บ่งบอกว่านายไร้พลังเวท”

            หญิงสาวยิ้มพร้อมอธิบายต่อไป “ป่าแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษที่เกิดจากดอกไม้บางชนิด คนที่เป็นจอมเวท หรือ ผู้ที่มีพลังเวทเมื่อสูดเอาหมอกพวกนี้เข้าไปจะเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ มีความรู้สึกเหมือนบ้านหมุนได้ บางทีก็จะมีอาการปวดท้อง อยากอาเจียนร่วมด้วย และเมื่อสูดเอาหมอกพิษเข้าไปนานๆก็จะทำให้ร่างกายชาไปทั้งตัว จากนั้นก็จะสูญเสียความรู้สึกทั่วร่างกาย และถึงแก่ความตายในที่สุด”

“อ้า!”ริวร้องขึ้นด้วยความตกใจ(อันนี้ของจริง) เขารีบถามเท็ดดี้ทันที (เท็ดดี้ ทำไมแกไม่บอกผมเรื่องนี้ฟะ นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ)

-ข้าเองก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เหมือนกัน ดูเหมือนช่วงเวลา 300 ปีที่ข้าหลับไป ป่าแห่งนี้ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ-

ระหว่างที่พวกริวกำลังคุยกันอยู่นั้น รันที่ก็สังเกตอาการตกใจของชายหนุ่มได้ เธอจึงรีบอธิบายต่อทันที

“นายอย่าเพิ่งตกใจไปสิ ไอ้อาการที่ว่ามา มันจะเกิดกับผู้ที่มีพลังเวทเท่านั้น แต่หมอกพิษจะไม่เป็นผลกับสัตว์ป่า ต้นไม้ หรือผู้ที่ไม่มีพลังเวทนะ ดังนั้นการที่นายยังคงนิ่งเฉยได้ขนาดนี้ แสดงว่าหมอกพิษไม่มีผลกับนาย  นั่นก็หมายความว่า ตัวนายไม่มีพลังเวทยังไงละ”

“เปรี้ยง!!!

สายฟ้าผ่าเข้าใส่วงเวทอีกครั้ง แม้มันจะไม่อาจจะทำอะไรพวกรันได้ แต่เสียงของมันทำเอาชายหนุ่มต้องเอามือขึ้นมาอุดหู ริวรีบหันไปมองด้านนอกวงเวท  เขาเห็นอัสนีบาตผ่าลงมายังบริเวณรอบๆราวกับสายฝน

“นายไม่ต้องแปลกใจหรอกนะ นี้เป็นเรื่องปกติของป่าแห่งนี้นะ”รันอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น น้ำเสียงที่เธอพูดทำให้คนฟัง(อย่างริว)อยากจะทราบเรื่องราวต่อ

ชายหนุ่มหันไปมองรันด้วยสีหน้าที่สื่อว่า อยากรู้ว่าเรื่องราว หญิงสาวจึงชูขึ้นมา 1 นิ้ว “นี้นับเป็น 1 คำถามนะ”

          “ตกลงครับ”

 รันยังคงส่งยิ้มอย่างมีชัย โดยไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มแอบหัวเราะท่าทางของเธอในใจ “พวกเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า พายุฝนอัสนี  มันเป็นปรากฏการธรรมชาติที่มักจะเกิดขึ้นได้ตามสภาวะอาการที่เปลี่ยนไปนะ โดยปกติ 1 ปีก็จะเกิดแค่ครั้ง หรือ 2 ครั้งเท่านั้นเอง การที่นายได้มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ถือว่าโชคดีมากๆเลยนะ”

“โชคดี? ผมว่าโชคร้ายมากกว่ามั่ง?”

“ไม่หรอกนายโชคดีจริงๆ ถ้านายเจอกับ สถานการณ์ จุดเยือกแข็งพริบตา เพลิงใต้พสุธา การเปลี่ยนฤดูในชั่วพริบตา ถ้านายเจอเหตุการณ์แบบนั้นเข้าไป รับรองไม่ถึง 1 ชม. นายได้ไปพบยมพาลแน่ๆ”

(ตกลงว่าที่นี้มันคือ แกรน*ตูด*ใช่ไหม ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบนี้)ริวคิดพร้อมเหล่มองเท็ดดี้ด้วยสายตาไม่พอใจที่ทำให้เขาต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไหนจะเรื่องของหญิงสาวตรงหน้าอีก เฮ้อ นับแต่นี้ไป ผมจะไม่ไปไหนกับไอ้เท็ดดี้อีกแล้ว

-ไอ้ริว แกอย่าเพิ่งมาโทษข้าจะได้ไหม เรื่องนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ข้าไม่รู้จริงๆ ตอนที่ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี้กับลูน่า มันยังเป็นป่าที่สงบร่มเย็นอยู่เลย ไอ้เรื่องการพายุฝนอัสนีหรือเหตุการณ์ต่างๆ มันต้องเกิดหลังจากที่ข้าหลับไปแน่ๆ –

ระหว่างที่ริวกำลังครุ่นคิดกับสิ่งที่ได้ยิน รันก็พูดขึ้นมาว่า “ครั้งนี้นายใช้ไปทั้งหมด 4 คำถามแล้วนะ เอาเป็นว่ารอบต่อไปฉันขอถาม 4 ข้อก็แล้วกัน”

(ยัยตัวแสบ นี้คิดจะเอาเปรียบผมทุกทางเลยสินะ คอยดูเถอะ ถ้ามีโอกาสเมื่อไรผมจะเอาคืนให้หนักเลย)ริวคิดพร้อมพยักหน้าเป็นการตอบตกลง

-ไอ้ริว แกพูดผิดพูดใหม่ได้นะ เท่าที่ข้าเห็นคนที่เอาเปรียบมันเป็นแกไม่ใช่หรือ แถมยังเป็นการเอาเปรียบแบบหน้าด้านๆอีกด้วย –

(เท็ดดี้ ผมเอาเปรียบเธอตรงไหนกัน นายไม่เห็นหรือว่าผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ ถามก็ไม่ได้ถาม แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเอาเปรียบได้ยังไง)ริวเถียงกลับไปอย่างรวดเร็ว

-ใช่ แกไม่ได้ถาม แต่แกใช้ท่าทางและการกระทำหลอกยัยหนูรันให้เข้าใจผิด แถมยังตอบคำถามด้วยความจริงเพียงครึ่งเดียว คนที่หลอกได้แม้กระทั่งอักษรเวทแบบนี้  ไม่เรียกว่า เอาเปรียบ หรือไง? –

ริวทำหน้ามุ่ยไปชั่วขณะ  ก่อนมันจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครจะทันสังเกต   

“นายเข้ามาในป่าทำไมกัน” รันถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตาของเธอกับจ้องเขม็งราวกับต้องการเค้นถามความจริงจากชายหนุ่มให้จงได้

            ริวทำท่าลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบไปตามตรง ”พอดีเพื่อนของผมอยากจะมาระลึกถึงความหลังตอนที่อยู่กับคนรักนะครับ แต่มันมาคนเดียวไม่ได้ก็เลยขอให้ผมมาด้วยนะ”

รันเหล่มองวงเวทอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอจึงได้แต่ถามต่อ “นอกจากจุดประสงค์นั้นแล้ว นายยังต้องการอะไรจากป่าแห่งนี้อีกไหม”

(ถามแบบตรงเป้า ชนิดว่าไม่อาจจะบ่ายเบี่ยงได้เลย)แม้ชายหนุ่มจะคิดเช่นนั้น เขาก็ยังตอบไปตามตรงว่า

“ตอนที่มาถึงผมก็ยังไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นนะ แต่พอเห็นปลาในทะเลสาบ กับผลไม้ เอ่อ ผลโอริน ผมก็คิดจะเอากลับไปเพื่อใช้แข่งทำอาหารนะครับ”

“แข่งทำอาหารหรือ?  อย่าบอกนะว่านายเก็บผลโอรินเพื่อจะเอาไปทำอาหารนะ”รันพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ

 “ใช่ครับ มันมีอะไรผิดหรือ?”

“ชิ”รันแค่นเสียงออกมาเบาๆ จากนั้นจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงประชด“ ฉันพอเข้าใจเหตุผลที่เพื่อนนายไม่ยอมช่วยแล้วละ วัตถุดิบมีตั้งมากมาย ดันไม่เอามาใช้ทำอาหาร แต่กลับคิดจะใช้ผลโอรินที่เป็นอาหารโปรดของแมวป่า  ฉันไม่น่าจะช่วยนายเลย”

ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ  แต่เมื่อเห็นสายตาที่แฝงไปด้วยความโกรธของรัน เขาจึงได้แต่ก้มหน้าลงราวกับว่ากำลังสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำลงไป

“ในเมื่อนายสำนึกผิดแล้ว ฉันก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”

“ขอบคุณมากครับ”

แววตาของรันเริ่มดูอ่อนลง ก่อนจะคิดขึ้นมา(ท่าทางฉันคงจะเข้าใจผิดไปเอง คนอย่างหมอนี้คงไม่เกี่ยวกับอาณาจักรเอลฟ์หรอก ทั้งดูซื่อบื้อ ทั้งขี้ขลาด แถมยังไม่มีพลังเวทอีก ถ้าพวกเอลฟ์ใช้คนแบบนี้มาสืบข่าวก็แย่เต็มทีแล้วละ)

เมื่อหญิงสาวคิดได้แบบนั้น เธอก็เปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน “นายบอกว่าต้องไปแข่งทำอาหารสินะ แล้วตกลงว่านายคิดจะทำอาหารอะไรบ้างล่ะ”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองรันแบบงงๆ “เอ่อ ตกลงว่านี้คือคำถามข้อที่ 4 ของคุณรันหรือครับ?”

“ใช่แล้วล่ะ”รันยิ้มหวาน พร้อมพูดต่อ “ถ้านายบอกว่าจะทำอาหารอะไร บางทีฉันอาจจะช่วยนายหาวัตถุดิบในการทำอาหารก็ได้นะ”

-ยัยหนูรันคงจะเลิกสงสัยในตัวของแกแล้วล่ะ กลิ่นหอมที่เคยแผ่ออกมาก็หายไปแล้ว-

“หมูย่างราดซอส ปลาสามรส ไอติมหวานเย็น และต้มจืดเห็ดเจ็ดชนิดครับ”ริวบอกรายการอาหารออกไปแบบไม่ต้องคิด

“วัตถุดิบสำหรับทำเมนูหมูย่างราดซอสและปลาสามรส สามารถหาซื้อได้ทั่วไป  ส่วนไอติมหวานเย็นก็สามารถหาผลไม้ประจำฤดูแทนกันได้ แต่ที่ควรจะเป็นปัญหาน่าจะเป็นต้มจืดเห็ดเจ็ดชนิดนั่นละ”

“ต้มจืดเห็ดเจ็ดชนิดมีปัญหาตรงไหนหรือ? ผมว่ามันออกจะเป็นอาหารธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ”

“ฉันนับเป็น 2 คำถามนะ”รันชูนิ้วขึ้นมา 2 นิ้ว

          “ตกลงครับ”

            “ถ้านายทำต้มจืดเห็ดเจ็ดชนิดในช่วงเวลาอื่น มันก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่นายดันคิดจะทำมันช่วงนี้ มันจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่นะสิ”

            ริวทำหน้างงๆกับสิ่งที่ได้ยิน รันจึงอธิบายว่า “ในช่วงนี้ของทุกปีจะมีการจัดงานวันขอบคุณต้นไม้แห่งโลก และในช่วงเวลาจัดงาน อาณาจักรเอลฟ์จะมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการล่าสัตว์ หรือเก็บของป่าอย่างเด็ดขาด ดังนั้นการที่นายคิดจะทำต้มจืดเห็ดเจ็ดชนิดในช่วงเวลานี้มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย”

            “...เอ่อ มันคงไม่ถึงขนาดนั้นมั่งครับ บางทีอาจจะมีคนเพาะเห็ดขายอยู่บ้างก็ได้”ริวกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

            “ไม่มีทาง”รันส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่มีใครในริเดียเพาะเลี้ยงเห็ดหรอก แต่ต่อให้มีรสชาติของมันก็จะสู้ของที่ขึ้นในธรรมชาติไม่ได้ ยิ่งรัฐแห่งพฤกษาเป็นรัฐที่มีชื่อเรื่องของธรรมชาติด้วยแล้ว นายคิดว่าจะมีใครกล้าเอาของเพาะเลี้ยงมาขายหรือ?”

            (นั่นสินะ ขืนเอามาขาย ใครมันจะซื้อฟะ  ขอเพียงเป็นคนดูวัตถุดิบเป็นก็ต้องเลือกซื้อของที่มาจากธรรมชาติอยู่แล้ว ดีไม่ดี อาจจะถูกหาว่าเอาของปลอมมาย้อมแมวขายก็ได้)ริวคิดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

            “เอาน่า นายอย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิ”รันส่งยิ้มให้กับชายหนุ่ม จากนั้นก็เรียกช่องว่างมิติ พร้อม หยิบถุงบางออกมา เธอเอามือหยิบสาลี่ 1 ลูกจากในถุง ก่อนที่จะโยนถุงทั้งใบให้ชายหนุ่ม

            “ฉันให้นาย”

            ตุบ!

          ถุงตกลงตรงหน้าของริว มันทำให้เขาเห็นว่า มันเป็นถุงผ้าป่านที่มีขนาดพอๆกับปลอกหมอน ด้านในถุงเต็มไปด้วยสาลี่ และเห็ดชนิดต่างๆอยู่เต็มถุง 

            “นี้มันอะไรครับ”

            “ของที่จำเป็นสำหรับนายยังไงละ ข้างในนั้นมีเห็ดที่กินได้ไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด แถมยังมีสาลี่ป่าอีกจำนวนหนึ่ง  แม้มันจะอร่อยเท่าผลโอริน แต่มันก็น่าจะพอใช้แทนกันได้นะ”

            “...ขอบคุณมากครับ แต่การที่คุณรันเก็บเห็ดมาแบบนี้ มันจะไม่เป็นอะไรหรือ?”

            รันยกสาลี่ขึ้นมากัด 1 คำโดยไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มก็ไม่ได้ถามเพิ่มเติม เขาจัดการเก็บถุงที่ได้มาลงในกระเป๋าสะพาย        

            “แล้วคำถามต่อไปละครับ”

            “ฉันไม่ถามแล้วละ”รันพูดพร้อมยกสาลี่ในมือขึ้นมากัดอีก 1 คำ พอเธอกลืนสาลี่ลงไปแล้ว จึงพูดต่อว่า

”ท่าทางนายจะไม่ใช่พวกเดียวกับคนที่ตามล่าพวกฉัน  ดังนั้นฉันก็ไม่ต้องจำเป็นต้องสักประวัติของนายอีกแล้ว”

            “คนที่ตามล่าพวกคุณ นี้คุณรันหมายถึงใครหรือครับ ไม่สิ ทำไมพวกคุณถึงต้องถูกตามล่าด้วยละ”

            รันกัดสาลี่อีก 1คำ “นายไม่ต้องรู้หรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย”

            ชายหนุ่มฝืนยิ้มให้กับคำตอบของหญิงสาว  ก่อนจะเปลี่ยนไปหยิบช็อกโกแลตในกระเป๋าคาดเอวออกมารับกิน ถ้าถามว่าทำไมถึงหยิบออกมาเวลานี้นะหรือ? มันก็เพราะยัยผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นละ เล่นเอาของกินขึ้นมากินโดยไม่แบ่งกันสักคำ แบบนี้มันยั่วน้ำลายกันชัดๆ

            -ถ้าแกอยากจะกินสาลี่นัก ทำไมไม่หยิบเอาในถุงผ้าละ ถึงยังไงยัยหนูรันก็ให้แกมาทั้งถุงแล้ว-

            (เท็ดดี้ แกรู้จักคำว่ามารยาทบ้างไหม การเอาของที่คนอื่นให้ขึ้นมากินต่อหน้ามันเป็นการเสียมารยาทนะ)

            -ขอความจริง-

            (เค้ากลัวว่าสาสี่พวกนี้จะมียาพิษนะ)

            -ข้าว่าแกคิดมากเกินไปแล้ว ถ้าเธออยากจะฆ่าแกจริง แค่ยิงธนูใส่ก็จบแล้วละ ทำไมต้องทำอะไรให้วุ่นวายแบบนั้นด้วย-

(แกพูดมาก็มีเหตุผลนะ ท่าทางผมจะคิดมากเกินไป)ริวคิดพร้อมทำท่าจะกัดช็อกโกแลต  

สายตาของหญิงสาวกลับจ้องมองมาที่ช็อกโกแลตอย่างไม่วางตา ชายหนุ่มที่สัมผัสถึงสิ่งนี้ได้ เขาจึงหยิบช็อกโกแลต 2 แท่งที่เหลือในกระเป๋าคาดเอวส่งให้กับเธอ

“เอาหน่อยไหมครับ”

“ฉันไม่ยอมรับของนายเพียงฝ่ายเดียวหรอกนะ”รันยื่นมือมาหยิบช็อกโกแลตอย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็โยนถุงผ้าไปให้ชายหนุ่ม

“ฉันขอใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยนกับช็อกโกแลตก็แล้วกัน”

ถุงผ้าที่รันโยนมานั้นมีขนาดพอๆกับถุงใส่สร้อยทอง เขาเปิดดูภายในถุงพบว่าในนั้นใส่ผลไม้ที่มีลักษณะคล้ายลูกเชอรี่อยู่ 3 ผล แต่ขนาดของมันกลับใหญ่เป็น 2 เท่าของผลเชอรี่ กลิ่นหอมของผลไม้นี้ทำเอาริวต้องหยิบผลไม้ขึ้นมาสูดดมอย่างไม่รู้ตัว

“นายลองกินมันดูสิ รับรองว่าต้องติดใจในรสชาติแน่ๆ”

ชายหนุ่มทดลองกับผลไม้ไปหนึ่งคำ “นี่มันอร่อยสุดๆเลยนะครับ ผลไม้นี้ชื่ออะไรหรือ?”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นผลไม้ที่ท่านผู้เฒ่าเป็นคนปลูกขึ้นมานะ  ฉันแอบเด็ดผลของมันก่อนจะเข้าป่า ถ้านายอยากจะรู้ว่ามันชื่ออะไร นายคงต้องไปหาข้อมูลเอาเองแล้วละ”

ชายหนุ่มก้มมองผลไม้ที่เหลือในถุง พร้อมคิดว่า (เท็ดดี้ นายพอจะรู้จักผลไม้ชนิดนี้ไหม)

-ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นผลไม้แบบนี้เหมือนกัน  มันคงเป็นผลไม้ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ ไม่ก็ถูกตัดแต่งพันธุกรรมละมั่ง-

ริวมองผลไม้พร้อมพิจารณาอยู่พักใหญ่ (ช่างเถอะ  ถ้าสามารถเพาะปลูกได้แบบนี้ มันคงมีขายตามท้องตลาดนั่นล่ะ)

เมื่อคิดได้แบบนั้น ริวก็จัดการหยิบผลไม้อีกเก็บถุงผลไม้ที่เหลือลงกระเป๋าสะพาย หญิงสาวที่เห็นแบบนั้น

“อ้าว นายไม่กินต่อหรือ?”

“ไม่ละครับ ผมคิดจะเอามันไปผสมกับน้ำซอสสูตรพิเศษเพื่อทำให้หมูราดซอสมีกลิ่นหอมน่ากินมากขึ้นนะ”ริวตอบแบบยิ้มๆ

“นายนี้คิดแต่เรื่องทำอาหารจริงๆเลยนะ”รันจ้องมองริวด้วยสายตาที่อ่อนโยน   

            ชายหนุ่มเอามือลูบต้นคอด้วยท่าทางเขินเล็กน้อย“ผมก็แค่ชอบทำอาหารเท่านั้นเอง จริงสิ ไว้หลังจากออกจากป่าแล้ว ขอให้ผมทำอาหารเลี้ยงคุณรันเป็นการตอบแทนนะครับ”

            รันส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ “ไม่ต้องลำบากแบบนั้นหรอก ถ้านายอยากตอบแทนฉันจริงๆ ขอให้นายสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องของฉันกับคนที่ 3 ก็พอแล้ว”

            “ตกลงครับ ”ริวรับปากเธอทันที แต่ในใจกลับคิดว่า   (คนที่ 3 ในความหมายของผม คือ คนที่ไม่ใช่ครอบครัวนะครับ ดังนั้นถ้าผมเล่าให้พ่อแม่และน้องสาวฟังก็ถือว่าไม่ผิดสัญญาอยู่ดี )

            -ไอ้หน้าด้าน  แกนี้มันเหลือเกินจริงๆ ทั้งที่พูดโกหก แต่ดันหาเหตุผลมารองรับให้คำโกหก ดังนั้นคำโกหกจึงเป็นความจริง อักษรเวทก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะคำโกหกที่กลายเป็นจริง เฮ้อ คนอย่างแกนี้มันกระล่อนจนได้โล่เลยนะ-

            หญิงสาวมองวงเวท ก่อนจะพยักหน้ากับสิ่งที่ได้ยิน ระหว่างที่พวกริวกำลังคุยกันอยู่นั้นเอง เสียงฟ้าร้อง  เสียงฟ้าผ่าที่ดังต่อเนื่องก็หยุดลง ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างส่องลงมา

รันขมวดคิ้ว แล้วพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด“พายุสงบเร็วถึงขนาดนี้เลยหรือ?  แสดงว่าป่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วสินะ”

            “เอ่อ...คุณรันครับ พายุมันสงบแล้วไม่ดีหรือ?”ริวถามขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงพูดของหญิงสาว

            “ใช่ การที่พายุฝนอัสนีสงบเร็วขนาดนี้ เป็นการบ่งบอกทางอ้อมว่า ป่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง แถมครั้งนี้ไม่รู้จะส่งผลเสียอะไรบ้าง”

            “ป่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง? ตกลงว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกันครับ”

            “ป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้มีเกิดการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ต้นไม้ ดอกไม้ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง สัตว์ต่างๆก็ดุร้ายขึ้น”

            รันถอนหายใจเบาๆ  “สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงก็คือ พายุฝนอัสนี นั้นเอง  ทุกครั้งที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง พายุฝนอัสนีจะตกน้อยกว่าปกติเหมือนเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้านะ เอ่อ ไม่รู้ว่าครั้งนี้ป่าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน แต่มันต้องไม่ดีแน่ๆ”

            สองประโยคสุดท้ายของรันเป็นการพูดกับตัวเองมากกว่าที่จะพูดกับชายหนุ่ม ระหว่างนั้นนกตัวหนึ่งมาบินวนอยู่เหนือวงเวทพร้อมส่งเสียงร้องออกมาเป็นระยะ เธอรีบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะพึมพร่ำบางอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมาโดยไม่รู้ตัว

            (เท็ดดี้ แกพอฟังออกไหมว่าเธอกำลังพูดอะไรนะ)

- ยัยหนูเอาแต่พูด ไม่จริงน่า  ซ้ำไป-ซ้ำมา สงสัยเจ้านกตัวนั้นคงมาส่งข่าวร้ายให้กับเธอละมั่ง- 

            (อืม)ริวส่งเสียงรับคำ ก่อนจะจ้องมองนกที่บินวนเป็นวงกลม (นกตัวนั้นคล้ายกับนกพิราบจังเลย ตัวก็อ้วนกำลังพอเหมาะ แถมขนก็ดูสะอาด มันช่างดูดีจริงๆ )

            -ไอ้คุณริวครับ แกไม่เห็นหรือว่ายัยหนูรันกำลังอยู่ในสภาพแบบไหน แกยังคิดจะเอานกพิราบตัวนั้นมาทำเมนู นกพิราบเลิศรส อีกหรือ? คนอย่างแกนี้มันเกินจะเยียวยาจริงๆ ไอ้....-

            เท็ดดี้พูดถึงตรงนี้มันก็ต้องถอนใจเพราะชายหนุ่มไม่ฟังสิ่งที่มันพูดเลย ตรงกันข้ามดวงตาของเขาได้จับจ้องไปที่นกพิราบอย่างละสายตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาของริว หรือ มันส่งข่าวเรียบร้อยแล้ว นกตัวนั้นก็รีบบินกลับไปอย่างรวดเร็ว  

            รันหันมาพูดกับเขาว่า“พวกเราคงต้องแยกกันแล้วละ”

ริวที่กำลังเสียใจ(ที่อดจับนกพิราบมาทำ เมนูนกพิราบเลิศรส) เขาหันไปมองเธอ“งั้นหรือครับ ท่าทางนกพิราบตัวนั้นคงจะมาส่งข่าวร้ายให้คุณรันสินะ”

หญิงสาวพยักหน้า 1ครั้ง แต่แทนที่เธอจะอธิบายข่าวสารที่ได้จากนกพิราบ รันกลับพูดขึ้นมาว่า

“นายไม่ต้องทำหน้าเสียใจแบบนั้นก็ได้ ฉันรับปากไว้แล้วว่าจะพานายไปส่งก็ต้องทำตามที่สัญญาไว้อยู่แล้ว นายรอตรงนี้สักครู่นะ”

หญิงสาวพูดจบ เธอก็เดินออกไปเขียนวงเวทอีกวงในบริเวณใกล้เคียงกัน พอเขียนเสร็จรันก็หยิบคริสตัลขึ้นมาอีก 1แท่ง ก่อนจะปักมันลงไปที่วงเวท แสงจากคริสตัลค่อยแผ่นออกไปยังตัวอักษรทีละนิด รันหันมามองริวพร้อมพูดว่า

“พอวงเวทเปล่งแสงสีฟ้าออกมา นายก็มายืนกลางวงเวทซะ จากนั้นมันจะพานายกลับไปยังเมืองชายป่าเอง อ้อ จำไว้นะถ้าวงเวทไม่เปล่งแสง ห้ามนายเข้ามาอย่างเด็ดขาดละ”

“เข้าใจแล้วครับ”ริวตอบออกไปทันที จากนั้นเขาก็รีบถามต่อทันที “ เอ่อ คุณรันครับ คุณบอกว่าผู้ที่มีพลังเวทจะได้รับผลเสียจากหมอกพิษไม่ใช่หรือ แล้วทำไมคุณรันถึงได้ไม่เป็นอะไรละครับ”

รันยิ้มบางๆพร้อมกระชับอาวุธให้เข้าที่ ก่อนจะใช้ผ้าปิดหน้าจนเหลือแค่ดวงตาสีมรกต “ความลับนะ ถ้านายอยากจะรู้ก็คงต้องคิดเอาเองแล้วละ อ้อ ฉันไปก่อนนะ”

เมื่อพูดจบรันก็วิ่งเข้าป่าไปทันที ชายหนุ่มได้แต่มองการกระทำของเธออย่างไม่เข้าใจ “ช่างเป็นผู้หญิงไป-มาอย่างรวดเร็วจริงๆ”

“ข้าเห็นด้วย”เท็ดดี้พูดพร้อมจับจ้องไปที่วงเวททั้ง 2 วง เพียงไม่นานมันก็พูดเบาๆว่า “ไม่คิดเลยว่าจะมีวิธีใช้เวทแบบนี้อยู่ด้วย เข้าใจคิดจริงๆ”

 ริวยกเท็ดดี้ขึ้นมา“นายรู้ด้วยหรือว่าเธอใช้วิธีไหนนะ”

“อืม”เท็ดดี้ส่งเสียงรับคำ”วิธีการของเธอไม่ใช้เรื่องยากอะไรเลย  เธอใช้หลักการเดียวกับดอกกุหลาบคริสตัลของแกนั้นละ เริ่มแรกเธอเปลี่ยนพลังเวทเกือบทั้งหมดไว้ในคริสตัล เพื่อที่ทำให้ตัวเองคล้ายกับคนที่ไม่มีพลังเวท ที่ทำแบบนั้นคงเพื่อ หลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดจากหมอกพิษ

ส่วนเวลาที่ต้องการจะเวทมนตร์ เธอก็แค่เขียนวงเวท ไม่ก็อักษรเวท จากนั้นจึงใช้คริสตัลเป็นแหล่งพลังในการขับเคลื่อน แน่นอนว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผลทันทีเหมือนการใช้เวทโดยตรง แต่มันก็ทำให้เธอใช้เวทมนตร์ได้ในป่าแห่งนี้ ช่างเข้าใจคิดจริงๆ”

“สรุปว่าเธออัดพลังเวทให้เหมือนกับถ่านไฟฉาย จากนั้นเวลาจะใช่ก็สร้างวงจรไฟฟ้าโดยใช้ถ่ายไฟฉายเป็นพลังงานสินะ”

“มันก็ประมาณนั้นละ แต่แกช่วยยกตัวอย่างที่มันดีกว่านี้ไม่ได้หรือ?”

“ถ้าเช่นงั้นเปลี่ยนจากถ่ายไฟฉายเป็น power bank ส่วนวงจรไฟฟ้าเป็นมือถือ ไม่ก็แท็บแล็ตก็แล้วกัน ผมอัพเกรดให้แล้วนะ แกพอใจไหม”

คำพูดของริวทำเอาเท็ดดี้ต้องส่ายหน้าด้วยความเบื่อหน่าย “เฮ้อ ตามใจแกเถอะ อยากจะเปรียบเทียบกับอะไรก็เชิญ”

ชายหนุ่มอมยิ้ม พร้อมหันไปมองคริสตัลที่วงเวททั้ง 2 อย่างสนใจ “นี่เท็ดดี้ คริสตัลพวกนี้สามารถนำมาบรรจุพลังเวทใหม่ได้ไหม”

“น่าจะได้ละมั่ง แต่ถึงแกจะเอาคริสตัลไปให้ยัยหนูเทียน่าช่วยในการบรรจุพลังเวท แกก็เอาไปใช้ไม่ได้อยู่ดี”

“ ทำไมนายถึงพูดแบบนั้นละ”

“ไอ้ริว การจะใช้คริสตัลจำเป็นต้องเขียนวงเวทนะ แกเขียนเป็นหรือ?”

ริวฝืนยิ้ม เท็ดดี้จึงพูดต่อว่า “นอกจากเขียนวงเวทเป็นแล้ว แกจำเป็นต้องรู้อักษรเวท ไหนจะอักษรโบราณ ....เอ่อ....สรุปว่าสั้นๆเลยนะ ถ้าแกคิดจะใช้คริสตัลพวกนี้ แกต้องเรียนการเขียนวงเวท ภาษาโบราณ และอักระเวท ซึ่งถ้าเป็นจอมเวททั่วไปจำเป็นต้องใช้เวลาเรียนแต่ละวิชาไม่น้อยกว่า 5 ปีเลยนะ  

ชายหนุ่มมองแท่งคริสตัลความเสียดาย แม้เขาอยากจะเก็บมันกลับไปใช้ในโลกมนุษย์  แต่ถ้าต้องเสียเวลา 15 ปีในการที่จะใช้มัน เขายอมทิ้งคริสตัลไว้ตามเดิมดีกว่า  เมื่อริวคิดได้เช่นนั้น เขาก็กล่าวขึ้นมา

“เท็ดดี้  นายช่วยพาผมกลับไปที่เมืองชายป่าหน่อยสิ”

“แกไม่รอใช้วงเวทของยัยหนูรันหรือ?”

“ไม่ละ  ขืน อยู่นานกว่านี้มีหวังถูกยัยน้องเอาถึงตายแน่ๆ”

“ข้าว่าพาแกไปส่งที่ตระกูลเซริวเลยเถอะ ดูจากเวลาที่เสียไปแล้ว ข้ารับรองได้ว่ายัยหนูเทียน่าคงกลับไปขอกำลังคนจากตระกูลเซริวเพื่อตามหาแกเป็น”เท็ดดี้พูดพร้อมใช้วงเวทส่งตัวริวกลับไปยังตระกูลเซริวโดยไม่รอคำตอบจากชายหนุ่มแม้แต่น้อย

ลึกเข้าไปในป่าดึกดำบรรพ์

          รัวกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็วิ่งไปบนพื้นราบ แต่บางครั้งก็กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ ก่อนจะกระโจนไปยังต้นที่อยู่ติดๆกัน จนกระทั่งมาในป่าที่มีต้นไม้ยักษ์ขึ้นอยู่เต็มไปหมด เธอมองไปรอบๆก่อนจะตัดสินใจหยิบขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผ่ขึ้นมาเป่า

            “ปี้ด!!

            เสียงขลุ่ยดังอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงขลุ่ยอีกเหลาดังตอบกลับมา รันรีบกระโดดไปตามเสียงขลุ่ย เมื่อไปถึงเธอก็พบชายอายุไม่เกิน 35 ผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีมรกต ใบหน้าของเขามีผ้าขาวปิดเอาไว้  สวมผ้าคลุมสีเขียวตั้งแต่คอลงมา พอรันมองเห็นคนผู้นั้นก็ร้องขึ้นมาด้วยความดีใจว่า

            “พ่อคะ!

            หญิงสาวก็ตรงเข้าไปหาชายผมสีน้ำตาล “พ่อกลับมาตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่ส่งข่าวให้หนูรู้บ้างละ”

            “พ่อเองก็เพิ่งกลับมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง ”ชายผมสีน้ำตาลพูดพร้อมเก็บขลุ่ยไม้ไผ่

            “เมื่อสักครู่? หรือว่าพ่อเองก็ได้รับสัญญาณเรียกรวมพลด่วนเหมือนกันคะ”

            “ใช่แล้วล่ะ ไม่เพียงแต่พ่อนะ หน่วยลาดตะเวนอื่นๆต่างก็ได้รับสัญญาณนี้กันหมด”

             “ไม่จริงน่า!”รันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พ่อคะ ตกลงว่าหมู่บ้านของพวกเรากำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมท่านผู้เฒ่าถึงต้องเรียกทุกคนกลับมาแบบนี้ ”

            “ดูเหมือนท่านผู้เฒ่าจะสัมผัสถึง สิ่งนั้นได้นะ”พ่อของรันพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            “สิ่งนั้น? พ่อหมายถึง สมบัติประจำตระกูลที่หายสาบสูญไปนะหรือ?”

            “ถูกแล้วล่ะ เมื่อวานท่านผู้เฒ่าสัมผัสถึงการคงอยู่ของสมบัติประจำตระกูลได้แล้ว ท่านจึงได้เรียกทุกคนกลับมาเพื่อปรึกษาหาทางแย่งชิงสมบัติกลับมา ก่อนที่มันจะตกอยู่ในมือของพวกเอลฟ์อีกครั้ง”

“พ่อพอรู้ไหมว่า ตอนนี้สมบัติประจำตระกูลตกอยู่ในมือของใครกัน การที่ท่านผู้เฒ่าเรียกคนทั้งหมดกลับมา แสดงว่าอีกฝ่ายต้องไม่ธรรมดาเช่นกันสินะ”

ชายผมสีน้ำตาลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะมองขึ้นฟ้าแล้วพูดว่า “ตระกูลเซริว”

รันถึงกับหน้าซีดเผือก “พ่อ แบบนี้มันไม่ต่างจากการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเลยนะ ไม่มีทางอื่นนอกจากการแย่งชิงเลยหรือ?”

“ไม่มี”พ่อของรันส่ายหน้าเบาๆ

“แล้วท่านผู้เฒ่าบอกไหมว่า พวกเราต้องลงมือเมื่อไร อย่างน้อยถ้าเตรียมตัวให้พร้อม เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้”แม้รันจะพูดเช่นนั้น แต่เธอรู้ดีว่านี้เป็นแค่การพูดปลอบใจตัวเองเท่านั้น

“พวกเราจะลงมือกันคืนนี้นะ”

รันแทบจะเป็นลมเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เธอจ้องมองพ่อด้วยสีหน้าที่ไร้เลือดฝาด “พ่อล้อเล่นกันใช่ไหมคะ ขืน ลงมือวันนี้ไม่มีทางจะสำเร็จแน่ๆ ไม่ว่าอย่างไงก็ควรต้องเลื่อนออกไปก่อน”

“มันทำไม่ได้นะสิ วันนี้เป็นวันที่ตระกูลเซริวจะคัดเลือกผู้นำรุ่นต่อไป ดังนั้นจึงมีการเชิญคนจากสาขาที่แตกแขนงมาเป็นพยานในการคัดเลือก นี้จึงเป็นโอกาสที่พวกเราจะแฝงตัวเข้าไปกับคณะผู้ติดตามของคนพวกเหล่านั้น

นอกจากนี้ท่านผู้เฒ่ายังได้ข่าวมาว่า ราชินีแห่งเอลฟ์กำลังเสด็จไปยังตระกูลเซริวด้วยเหตุผลบางอย่าง ท่านผู้เฒ่าคิดว่า ราชินีแห่งเอลฟ์ต้องเสด็จไปเพราะสมบัติชิ้นนั้นแน่ๆ ดังนั้นพวกเราต้องชิงลงมือก่อนที่สมบัติจะตกอยู่ในมือของพวกเอลฟ์”

“หนูพอจะเข้าใจเหตุผลของท่านผู้เฒ่า แต่การจะเอาคนทั้งหมู่บ้านไปเสี่ยงเพราะสมบัติประจำตระกูล มันคุ้มหรือคะ”รันรับคำอย่างไม่เต็มเสียง

ชายผมสีน้ำตาลมองขึ้นท้องฟ้า “เฮ้อ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่สมบัติชิ้นนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะพาพวกเราออกจากป่าแห่งนี้”

รันมองพ่อโดยไม่ได้พูดอะไร เธอรู้ดีว่า สมบัติชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับคำทายของท่านหญิงมังกรฟ้าที่เคยช่วยหมู่บ้านนี้เมื่อนานมาแล้ว ท่านหญิงมังกรฟ้าได้นำสมบัติชิ้นจากไป พร้อมทิ้งคำพูดไว้ว่า

“แม้เราจะช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ได้ แต่พวกท่านก็ต้องจ่ายสิ่งตอบแทนที่มีค่าพอกัน นั้นคือทุกท่านจะต้องอาศัยอยู่ในป่าไปจนกว่า สมบัติชิ้นนี้หวนกลับคืนหมู่บ้านอีกครั้ง ซึ่งนั้นคือเวลาที่หมู่บ้านแห่งนี้จะได้รับการปลดปล่อย ผู้ที่เคยสูญเสียจะได้รับการชดเชย ผู้ที่เศร้าโศกจะพ้นทุกข์ ผู้ที่จากไปจะหวนคืน  ผู้ที่หลงผิดจะได้รับการอภัย ความจริงที่ซ้อนเร้นจะปรากฏแห่งผู้คน  หากผู้คนในหมู่บ้านจากไปก่อนจะถึงเวลานั้น ผืนป่าและแผ่นดินที่ยืนอยู่จะต้องสูญสลายไปชั่วกาลนาน”   

แน่นอนว่าในตอนที่ได้ยินคำทำนาย มีทุกคนในหมู่บ้านต่างพูดอะไรไม่ออก มีบางคนไม่ยอมเชื่อในคำทำนาย และย้ายออกไป เพียงไม่ถึงปีครอบครัวที่ย้ายออกไปก็ต้องกลับมาอย่างช่วยไม่ได้  หลังจากที่ครอบครัวหลายครอบครัวประสบเหตุการณ์เช่นนั้น มันจึงทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต่างแยกย้ายกันตามหาสมบัติ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจจะเอามันกลับคืนมาได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบทำสำเร็จ แต่เพราะเหตุการณ์ในตอนนั้นจึงทำให้สมบัติชิ้นนั้นหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

การปรากฏของสมบัติในครั้งนี้จึงเป็นความหวังครั้งใหม่ของหมู่บ้าน แต่ใครจะคิดว่ามันจะมาพร้อมความหายนะของหมู่บ้านเช่นนี้ เมื่อรันคิดได้ถึงตรงนี้ เธอก็ถอนหายใจเบาๆ

“พ่อคะ เรื่องอื่นๆเอาไว้ไปพูดที่หมู่บ้านก็แล้วกัน”

พ่อของรันพยักหน้า ก่อนจะพาลูกสาวกระโดดขึ้นไปตามต้นไม้ที่อยู่บริเวณนั้นทันที

 //////////////////////
ปล. ผมอาจจะลงตอนต่อไปในต้นเดือนตุลานะครับ พอดีต้องไปขึ้นศาลนะ ตอนนี้เรื่องราวต่างๆกับวุ่นเลยจึงเรียนมาเพื่อทราบ
ปล. 2 ผมไม่อยากจะผิดสัญญาจึงเอามาลงให้ตามที่บอก

สุดท้าย สำหรับคอนิยาย
ขอแนะนำเรื่องนี้ให้อ่าน

[นิยายแปล] Mushoku Tensei ~Isekai Ittara Honki Dasu~
เว็บhttp://www.nekopost.net/novel/1780

น่าจะชอบ เป็นแนวแฟนตาซีที่เกี่ยวกับนีทอายุ 35 แล้วกลับมาเกิดใหม่นะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 161 ครั้ง

163 ความคิดเห็น

  1. #7363 sakurakuro (@sakurakuro) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:38
    ถ้าไรต์ฟังอยู่
    ไม่ว่าไรต์อยู่ไหน
    ไม่ว่าไรต์เป็นใคร
    ช่วยส่งนิยายกลับมา
    ถ้าไรต์ฟังอยู่
    คิดถึงหนูหน่อยหนา
    หนูขอสัญญาว่า
    หนูจะเป็นรีดที่ดี
    #7363
    2
    • #7363-2 iapisitt (@iapisit) (จากตอนที่ 46)
      22 มีนาคม 2560 / 23:17
      คิดได้ไงเนี่ย ดัดแปลงเพลงฮิต
      เอาใจไปเลยครับ
      #7363-2
  2. #7337 Winzex (@pleum254) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 14:11
    ขึ้นศาลแล้วแพ้คดีแน่เลยหายไปแล้ว
    #7337
    0
  3. #6450 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 22:46
    นี่ไปรวมกันที่บ้านริวเลยนะเนี่ย ถถถถถ ริวเอ้ย ช่างเป็นคนที่พระเจ้ารักโดยแท้ หรือจะบอกว่า ท่านหญิงรักดีล่ะ 555
    #6450
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #5192 tpnd02 (@tpnd02) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 11:02
    ขอบคุณครับ
    คนกลุ่มนี้เป็นใครกันนะ
    ติตดามต่อไปครับ
    #5192
    0
  6. #5172 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2557 / 20:42
    จะเกิดไรขึ้นกับตระกูลของริวล่ะทีนี้
    #5172
    0
  7. #5080 Nari Sara Karamhito (@naramiji) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2557 / 17:19
    ต้นตุลาแล้วนะคะ ถ้าไม่รบกวนเกินไปขอแบบยาวๆให้หายคิดถึงหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #5080
    0
  8. #5079 RBoKuc (@pareooo) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2557 / 15:15
    ต้นเดือนตุลา แล้วน้าาาาาาาาาามาอัพยางงงงงงงงงง
    #5079
    0
  9. #5072 AD-SH/BZ-34 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 กันยายน 2557 / 22:08
    สนับสนุนอย่างที่สุด!!!

    จะรอนะคร้าบ!!
    #5072
    0
  10. #5068 เทพ_ปีศาจ (@202140) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 กันยายน 2557 / 19:26
    รีบอัพนะะะะะะะะะ
    #5068
    0
  11. #5063 ทิ้กเกอร์เบล (@seera) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 กันยายน 2557 / 22:19
    รออ่านอยุ อัพไวๆๆน่ะค่ะ
    #5063
    0
  12. วันที่ 24 กันยายน 2557 / 20:44
    อัพต่อไวๆนะคะ หนูจะรอ
    #5061
    0
  13. #5057 Amnesai (@virintarn) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 11:59
    รอมาอัพนะคะ //ก็เหมือนกับนักอ่านคนอื่นๆนั่นแหละ //
    #5057
    0
  14. #5048 nero_u_nana (@neromagic) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 กันยายน 2557 / 14:58
    รอนะๆๆๆๆๆ T^T
    #5048
    0
  15. #5047 -บุรุษไร้เงา- (@cojack) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 20 กันยายน 2557 / 13:58
    รอตอนต่อไปครับ
    #5047
    0
  16. #5046 JENNYHA (@jennyha) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 22:21
    สนุกมากคะะะ
    #5046
    0
  17. #5041 The Golden Fleece (@fnaklggewrwrweq) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 กันยายน 2557 / 20:56
    สนุกมากๆคับ ^ ^
    #5041
    0
  18. วันที่ 18 กันยายน 2557 / 10:28
    นางเอกป่าวครับคนนี้ ผมขอนางเอกเเบบไม่งี่เง่านะ เเบบ คนนี้ก็ได้เข้าท่าดี หรือ เเม่หนูเลม่อนก็โอเค เเต่เเบบพวก ลีฟา ยูอิ นาเดีย ไม่เอานะครับ ^^
    #5039
    0
  19. #5038 Zha Jean (@zhajean) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 18 กันยายน 2557 / 08:28
    เป็นกำลังใจค่ะที่บ้านมีปัญหาเรื่องนี้ เหมือนกัน
    #5038
    0
  20. #5037 NuMaple (@numagicpen) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 22:05
    สู้ๆคับบบบบบบบบบบบ
    #5037
    0
  21. #5036 ราชาแมว (@achurao) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 21:31
            สนุกมากครับ  สู้ๆนะครับ
    #5036
    0
  22. #5034 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 17:24
    นานแค่ไหนก็รอได้ ขอแค่ไม่ทิ้งกัน อิ อิ
    #5034
    0
  23. #5031 NuThiPiiz (@staroffmar) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 14:14
    ,ริวเก่งจังเลย ที่อัพช้าเพาะไปขึ้นศาลนี้เองสุสุนะค่ะ
    #5031
    0
  24. #5030 my-kimberly (@my-kimberly) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 12:20
    ดีกว่าเดิมค่ะ
    #5030
    0
  25. #5028 piwut (@piwut) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 06:43
    รออ่านอยู่นะครับ ช้าไม่เป็นไร แต่ก็คิดถึงครับ
    #5028
    0