สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 105 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 98 แต่งตั้งยศพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    22 เม.ย. 62




“หลับตาสิเสี่ยวหยาง”

“แต่ท่านย่า...”

“เร็วเข้า สายแล้วจะหมดฤกษ์มงคลนะ”

ตะวันเบ้ปากก่อนยอมหลับตาลงก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนิ่มไปทั่วใบหน้าพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆที่มันไม่ช่วยให้เย็นใจขึ้นเลย

“คงไม่ต้องแต้มปาก เพราะเจ้าจะเหมือนสตรีเกินไป ฉะนั้นแค่นี้ก็คงพอ”

เธอกรอกตาใต้เปลือกก่อนจะลืมตาขึ้นและมองคันฉ่องขนาดใหญ่ตรงหน้า ในอกรู้สึกเต้นรัวเร็วจนคับแน่นจนรู้สึกอยากร้องไห้ออกมาให้ได้ 

คนในกระจกอยู่ในชุดสีแดงสดกรอมเท้าแขนยาวเหมือนที่เคยเห็นในหนังจีนทั่วไป ด้านในมีซับสีขาวทับไว้และเห็นปก ผมถูกเก็บขึ้นเรียบร้อยใต้หมวกเปิดหน้าให้เห็นอย่างชัดเจนซึ่งตะวันคิดว่ามันดูโล้นเกินไปจนเหมือนลูกชิ้น หน้าขาวดูมีสง่าถูกปัดแก้มบางๆให้กลมกลืนตัดกับริมฝีปากสีแดงอมชมพูแบบธรรมชาติไม่ได้แต่งเติม ดวงตาถูกกรีดขึ้นนิดๆขับให้เห็นตาหงษ์มากขึ้นอย่างแนบเนียนจนเหมือนไม่ได้ทำอะไร

เออ ไอ้คนในนั้นก็คือไอ้ตะวัน ทิวากรจากแดนสยามเมืองยิ้มในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี่แหละ!

ก็เคยอยากลองใส่ชุดพิธีการเต็มยศจริงๆแบบนี้นะ เพราะปกติก็ใส่แต่ฮั่นฝูธรรมดา แต่ก็แค่อยากลองใส่เฉยๆไม่ได้อยากมีส่วนร่วมอะไรกับงานวันนี้... โชคดีที่ตาหายบวมแล้วหลังจากประคบน้ำแข็งเมื่อคืน ถึงจะไม่สนิทเต็มร้อยก็เถอะ

“เจ้านี่ไม่เหมือนสามัญชนธรรมดาเลยนะเมื่อมาแต่งแบบนี้ ดูเหมือนท่านชายน้อยๆมากกว่า”

ตะวันยิ้มแห้งๆให้กับเหอหลินซินที่เป็นคนมาช่วยเธอแต่งตัวรวมทั้งแต่งหน้าบางจัดนี่ให้ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนด้านหลังที่อยู่ในชุดคล้ายๆกับของเธอจนตะวันต้องหันไปมองพร้อมกับถามเสียงจริงจัง

“นายช่วยตบหน้าฉันแล้วบอกทีว่านี่เป็นความฝัน”

“เสียใจ ข้าไม่อยากทำลายพิธี” 

“แกบอกให้ฉันเตรียมใจเมื่อคืน เรื่องนี้ให้เตรียมใจมาสามปีก็ไม่พอหรอกโว้ย!”

ถูกปลุกให้ตื่นตอนเช้าโดยเพื่อนร่วมห้องก่อนจะถูกส่งต่อไปให้แม่นมเหอหลินซิน ถูกขัดสีฉวีวรรณแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศชนิดที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยว่าทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งเพิ่งมารู้ไม่กี่นาทีที่แล้วว่านี่มันงานอะไรนั่นแหละทำให้อยากจะปาหมวกทิ้ง 

“ทำไมอยู่ดีๆหมอนั่นถึงทำแบบนี้?”

“ข้าก็เพิ่งรู้เมื่อคืน” ตงหานเดินเข้ามาใกล้ขณะมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยกยิ้มมุมปากพร้อมชมสั้นๆซึ่งไม่แน่ใจว่าประชดหรือพูดจริง “ดูดีนี่”

“ทำไมฉันไม่รู้สึกดีใจกับมันเลย” ตะวันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แบบใหญ่มากๆจนเหมือนอายุจะหายไปเป็นสิบปีกับการถอนหายใจครั้งเดียว ตงหานหันไปพยักหน้าให้กับอดีตแม่นมครั้งหนึ่งซึ่งหญิงชราก็โค้งศีรษะและออกจากห้องไปจนเหลือกันสองคนในห้องไม่นับทหารนอกตำหนัก

“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ยืนอยู่ข้างกายข้า พอถูกเรียกก็ให้ออกไปยืนตรงกลางและคุกเข่าลงข้างหนึ่ง และยื่นสองมือไปรับอะไรก็ตามที่เขายื่นให้ เข้าใจไหม”

“ฟังเหมือนง่ายนะ” 

“ก็ง่ายน่ะสิ”

“นี่แกประชดฉันจริงๆใช่ไหม” เธอก้มมองตัวเองอีกครั้งก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจ “สรุปนายไม่รู้เรื่องอะไรสักนิดเลยเหรอ”

“ไม่รู้ เพราะเขาบอกข้าแค่ว่ายังไม่ได้ตอบแทนอะไรเจ้า แต่ข้าก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้”

“งั้นฉันคงต้องไปคุยกับเขาทีหลัง” ตะวันอยากจะขยี้ศีรษะตัวเองอย่างถึงที่สุดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่งั้นทั้งหมวกทั้งผมเสียหมดแน่ “งานนี้ใหญ่ไหม?”

“เอาคำปดหรือความจริง”

คำถามคุ้นๆเหมือนกับเคยถูกถามมาแล้วทำให้ตะวันกรอกตาก่อนจะเลือกคำตอบเดิม “คำโกหก”

“ไม่ใหญ่ขนาดนั้น”

นั่นแปลว่างานก็ไม่ได้เล็กอย่างที่เธอคิดแต่ก็ไม่ใหญ่คับวังสินะ...

ตั้งแต่มาอยู่ในวังสามเดือนยังไม่เคยไปเหยียบห้องทำงานหรือเจอใครมากกว่าไปฝั่งทหาร แล้วอยู่ดีๆนี่จะให้ไปเป็นเป้าสายตาของขุนนางเนี่ยนะ? แม่เจ้าเหวินเจี้ยนต้องการอะไร?

“คนที่จะถูกกังขามันไม่ใช่เจ้าแต่เป็นเขา ฉะนั้นก็ทำตัวปกติตามปกติของเจ้าไปซะ”

“ปกติยังไง”

เสียงเคาะประตูที่เหมือนกับเอ่ยเรียกนั้นดังขัด ก็พบกับซิ่นสือที่ตอนนี้แต่งตัวด้วยชุดทหารเสื้อเกราะเต็มยศและผมผูกขึ้นเรียบร้อยดูแปลกตา อันที่จริงก็ไม่ใช่หมอนี่คนเดียวที่แปลกตา...

“ข้าว่าเจ้ารู้ตัวเองดีว่าควรวางตัวอย่างไร”

“ไม่รับปาก” ตะวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบาลง “นายออกจากวังไปก็ดีนะ เพราะใส่หมวกแต่งตัวเรียบร้อยแบบนี้โคตรไม่เข้ากับนายเลย”

ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆก่อนที่เธอจะออกเดินตามไปโดยพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์เป็นระยะๆจนกระทั่งมาหยุดยืนหน้าประตูใหญ่นั่นแหละคนที่อยู่ด้านหน้าเธอจึงถามขึ้นมา

“พร้อมรึไม่?”

ตะวันไม่ได้ตอบเพราะกำลังหลับตาสูดลมหายใจลึกสามครั้งสุดท้ายที่เข้าลึกออกยาวจนเต็มปอด และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นแววความแปลกใจเล็กๆบนใบหน้าคมคายนั้นก่อนจะแปรเปลี่ยนกระตุกยิ้มมุมปากคล้ายกับพอใจบางอย่างเช่นเดียวกับที่เธอพูดออกมาติดเล่นแม้จะไม่มีในน้ำเสียงเลยก็ตาม

“มีตัวเลือกให้ด้วยเหรอ”

จะวางตัวให้เหวินเจี้ยนขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด

มันไม่ได้เป็นขั้นบันไดใหญ่โตมโหฬารมากมายหรือมีราชบัลลังก์ เธอไม่แน่ใจว่าจะเป็นห้องอื่นหรือเปล่าแต่นี่ไม่ใช่เวลาสนใจ เพราะภายในห้องยาวๆถูกปูพรมเนื้อดีนั้นมีคนยืนขนาบอยู่แล้วตรงซ้ายขวา ตงหานเดินตัวตรงเข้าไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไรขณะที่ตะวันลังเลอยู่นิดเดียวก็ตัดสินใจโค้งศีรษะให้กับคนในห้องและก้าวยาวตามชินอ๋องนี่ไป รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงสายตาที่มองจนทิ่มแทง หากแต่ใบหน้ากลับเรียบสงบไม่ออกอาการใดๆก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างตัวตงหานซึ่งยืนอยู่ชิดติดโต๊ะเพียงหนึ่งเดียวในนั้น เธอตัดสินใจยืนนิ่งตามคนข้างตัวและตีหน้านิ่งต่อไปราวกับว่าภายในห้องนี้ไม่มีใครอยู่

“ฝ่าบาทเสด็จ!”

เสียงของนายทหารรายงานดังขึ้นจนพวกที่ยืนไม่สุขในตอนแรกขืนตัวตรงกันเป็นแถว เหวินเจี้ยนเดินออกมาจากอีกมุมด้านหลังโต๊ะ วันนี้เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำตัวนอกปักลายดูสูงค่า ด้านในเป็นชุดสีแดงเข้มและมีผ้าคาดสีขาวคาดเอวไว้คล้ายปลายเข็มขัด ทุกอย่างดูอลังการเรียบหรูโดยพราะผมเก็บขึ้นและมีหมวกครอบเก็บเรียบร้อย จากปกติดูมีออร่าอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดูโคตรสมกับตำแหน่ง ตะวันทำความเคารพตามตงหานก่อนที่ในห้องจะพูดขึ้นพร้อมกัน

“ทรงพระเจริญ ขอให้ฝ่าบาททรงมีพระพลามัยแข็งแรงหมื่นๆปีพะยะค่ะ”

เหวินเจี้ยนยิ้มบางก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้โดยมีแม่ทัพหลี่ที่ยังคงแต่งตัวไม่ต่างจากเดิมมากนักยืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังก่อนจะผู้ชายคนหน่ึงส่งม้วนคัมภีร์ให้ แต่ยังไม่ทันทีอีกฝ่ายจะได้ก้าวมาอยู่เบื้องหน้าคล้ายเตรียมประกาศอะไรสักอย่างเหวินเจ้ียนก็ยกมือห้ามเสียก่อน พร้อมกับเอ่ยขึ้น

“ข้าคิดว่าพวกท่านหลายคนคงไม่เห็นด้วยนักกับราชโองการนี้”

ความเงียบเข้าปกคลุมตอบโดยเธอเหลือบมองด้วยหางตาเห็นว่าขุนนางนั้นต่างมองหน้ากันก่อนจะมีคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“ตั้งแต่รัชกาลก่อนแล้วที่ฮ่องเต้สกุลหยางแต่ละคนได้มอบซินหลิงให้คนสนิท บัณฑิต แพทย์ นายทัพนายทหาร...”

“และมันก็คงไม่เป็นไรหากข้าจะเป็นคนแรกที่มอบให้สามัญชน”

“สามัญชนที่ฝ่าบาทเพิ่งรู้จักมาเพียงสามเดือนอย่างนั้นน่ะรึพะยะค่ะ?” เสียงนั้นยังคงแย้งต่อ “พวกหม่อมฉันไม่มีปัญหาอะไรมากมายอยู่แล้วหากพระองค์ตัดสินใจมอบให้ใครสักคน แต่กับคนผู้นี้ที่หาใช่บุรุษ....”

“จะบุรุษหรือสตรีมันเกี่ยวอะไรด้วยอย่างนั้นรึ” ดวงตาเรียวสวยนั้นเบนมามองเธอชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองตามเดิม “เสี่ยวหยางมีความสามารถยิ่งกว่าสตรีหลายคนจนน่าเสียดายหากปล่อยทิ้งไว้ นางมีความกล้าหาญดั่งบุรุษเพศและเป็นคนขอกับข้าว่าไม่ต้องการให้คนมองเป็นสตรี ฉะนั้นข้าเพียงแค่สนองให้เท่านั้น”

“….”

“บุคคลที่ได้ถือซินหลิงมีความสำคัญอย่างไรล่ะ”

“บุคคลสนิทที่สุดที่ฝ่าบาททรงไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่าใคร สร้างผลงานให้คนยอมรับ และสามารถออกคำสั่งกับผู้ใดก็ได้เพื่อนำผลประโยชน์มาให้บ้านเมืองและฝ่าบาทมากที่สุดพะยะค่ะ”

“แล้วผลงานที่นางสร้างไว้มันไม่น่ายอมรับอย่างไรรึ?” น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบทุ้มน่าฟังเหมือนเดิมขณะว่าเรื่อยๆจนตะวันเหมือนกับรู้สึกถูกกล่อม “นางช่วยชีวิตข้า ช่วยชีวิตฮองเฮา ชิงกริชคืนมาได้ หนำซ้ำยังสามารถจับตัวหนอนบ่อนไส้และพวกกวงหวงเหอไว้ได้”

“แต่ยังไม่ใช่ตัวการก่อเรื่อง”

“แล้วท่านไม่คิดว่านางจะทำได้อย่างนั้นรึ?”

ถ้อยคำเหมือนกับท้าทายนั่นทำให้ตะวันรับรู้ได้ทันทีถึงสายตาเชือดเฉือนมากกว่าหนึ่งคู่ดูถูกที่ถูกส่งมา ก่อนที่จะได้ยินเสียงเหวินเจี้ยนเอ่ยต่อซึ่งพนันได้เลยว่าเขากำลังยิ้มอยู่แน่นอน “เสี่ยวหยางเปรียบเสมือนไพ่ตายและเครื่องรางชั้นยอดของข้า เรื่องคาราคาซังทั้งหลายที่มีมานานหลายสิบปีสามารถคลี่คลายลงภายในสามเดือน นางโดนจับตัวไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็เพราะเรื่องนี้แต่ก็ยังเอาตัวรอดมายืน ณ ที่แห่งนี้ได้ และพวกท่านคิดว่านางยังไม่มีความสามารถอีกอย่างนั้นน่ะรึ?”

“….”

“นางพิสูจน์แล้วว่าจะไม่หักหลังและจะกลับมาหาข้าไม่ว่าอย่างไร ข้าจะมอบมันให้ก็คงไม่เกินไป”

“ถ้าฉะนั้นหากนางสามารถจับตัวหัวหน้ากวงหวงเหอที่ยังเล็ดรอดได้ พวกเราก็หมดคำโต้แย้งใดๆพะยะค่ะ”

แม้สิ่งที่แสดงออกบนใบหน้ายังคงสงบนิ่งหากในใจตะวันกลับรู้สึกถึงความยุ่งยากขึ้นมาทันทีเมื่อมันเป็นการกดดันทางอ้อมส่งตรงไปยังเหวินเจี้ยนรวมถึงเธอซึ่งเป็นคนขอจัดการเองทั้งหมดด้วย ตะวันเหลือบมองตงหานเล็กน้อยสังเกตปฏิกิริยาก่อนจะหันไปมองบุคคลที่ถืออำนาจสูงสุดในวัง เริ่มจะพอเข้าใจแล้วว่าหมอน่ีต้องการทำอะไร 

ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว.... ก็ได้ เธอจะลงเล่นด้วย

“ฝ่าบาท”

การเรียกสั้นๆนั้นทำให้ทุกคนหันมามองคนตัวเล็กสุดในห้องเป็นตาเดียว ตะวันทำความเคารพเลียนแบบขุนนางคนนั้นและที่เคยเห็นในหนังก่อนจะว่าต่อ “ขอกระหม่อมบังอาจเอ่ยอะไรสักนิดได้ไหมพะยะค่ะ”

ตะวันสาบานได้เลยว่าเหมือนจะเห็นคิ้วโก่งสวยนั้นเลิกขึ้นนิดและมีกระแสความประหลาดใจ ก่อนที่เหวินเจี้ยนจะยิ้มบางพร้อมอนุญาต “เอาสิ”

“กราบเรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ฉะน้ันจะขอพูดตามตรงให้ได้ยินทั่วกัน” ตะวันหันกลับไปมองยังขุนนางคนที่เป็นฝ่ายพูดท้วงขึ้นมาพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ขอให้ใต้เท้าเห็นข้าน้อยเป็นเพียงตัวล่อก็เพียงพอ”

“ตัวล่อ?”

“ซึ่งมีหน้าที่เป็นดั่งหมากตัวหนึ่งที่จะเสียไปเมื่อใดก็ได้” เธอยกยิ้มมุมปากขณะว่าต่อ “อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ที่ข้าน้อยอาจถูกหัวหน้ากวงหวงเหอหวังเล่นงานอยู่ คนผู้นั้นคงเจ็บใจไม่น้อยที่อยู่ดีๆก็มีสามัญชนไร้หัวนอนปลายเท้าโผล่ขึ้นมาจากไหนไม่ทราบแล้วกลายมาเป็นเช่นนี้...​มีทั้งตำแหน่งและของสำคัญหนำซ้ำยังเขี่ยออกจากกระดานไปไม่ได้เสียที”

“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่”

“ก็แค่เพิ่มโอกาสให้หัวหน้ากวงหวงเหอพุ่งเป้ามาที่ข้าน้อย ‘อย่างแน่นอน’ แทนที่จะเป็นเพียงความน่าจะเป็นก็เท่านั้น”

“เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าสมควรจะถือซินหลิงไว้”

“แค่ในตอนนี้เท่านั้นขอรับใต้เท้า” ร่างเล็กทำท่านึกออกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโค้งศีรษะให้นิด “ต้องขอประทานอภัยกับคำแทนตัวและวาจาของข้าน้อยที่อาจผิดหูไปบ้าง”

“ดูมีความมั่นใจเหลือเกินนะ เด็กน้อย” ปลายประโยคนั้นเน้นเสียงเข้มกดต่ำย้ำว่าเธอเป็นเพียงเด็กไร้เดียงสา แต่นั่นทำให้ตะวันหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะการประชุมก่อนจะยิ้มบาง

“มันเป็นเพียงความเมตตาของฝ่าบาทที่มอบให้ข้าน้อยเท่านั้น” ตะวันหันกลับมามองขุนนางด้วยแววตานิ่งสงบก่อนจะว่าต่อ “และอย่างที่บอกไป ข้าน้อยเป็นเพียงตัวหมาก หาได้มีความสำคัญไม่ต่อให้จะต้องเสียไป ผิดกับใต้เท้า ฉะนั้นข้าน้อยก็จะทุ่มให้เต็มที่... ตอบแทนกับความเชื่อใจจากฝ่าบาท”

“แล้วถ้าเจ้าทำหายล่ะ” ขุนนางวัยเลยกลางคนไปนั้นเอ่ยถามต่อ “ต่อให้เจ้าจะทำสำเร็จจริง หากเจ้าทำกริชเจิ้งอี้หายก็ต้องจ่ายด้วยชีวิตอยู่ดี”

“ขอประทานอภัยใต้เท้า ข้าน้อยเป็นคนนำเจิ้งอี้กลับมาคืนฝ่าบาทได้แม้ต่อให้ตกลงมาจากเหวสูงปางตาย ฝ่าบาทรอดมาได้สมัยยังเป็นองค์ชายก็เพราะมัน ฉะนั้นมันจะไม่มีวันนั้น” เธอฉีกยิ้มกว้างมั่นใจไปให้ก่อนจะว่าต่อ “ใต้เท้าจะไม่เชื่อใจข้าน้อยก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อใจฝ่าบาท... ฮ่องเต้ของท่านที่ใช้เวลาอยู่กับกระหม่อมนานกว่าใคร”

“…..”

“ใต้เท้าเองก็รู้ว่าฝ่าบาทฉลาดเฉลียวเจ้าแผนการและไม่เคยมองผู้ใดพลาด ทางนั้นจนตรอกแล้วเหลือแค่ปิดคดีเพียงเท่านั้นเรื่องทั้งหมดก็จบ”

“เจ้าพูดเหมือนกับรู้อะไรแล้ว”

“สามัญชนก็มีวิธีของสามัญชน และเสี่ยวหยางก็เป็นพวกต้องถูกบีบจึงจะมีฝีมือ” เธอยังคงยิ้มกว้างขี้เล่นอยู่แบบนั้นไม่เปลี่ยน “ข้าน้อยรู้ว่าเหล่าใต้เท้าไม่ชอบนักที่ข้าน้อยเป็นสตรีและกระทำตัวเสมอท่าน แต่เพราะความจริงที่ข้าน้อยเป็นสตรีมันทำให้พวกมันดูหมิ่นไร้ความหวาดระแวงจนสามารถเอาตัวเข้าไปใกล้ได้ ฉะนั้นโปรดเมินเฉยเรื่องเป็นบุรุษหรือสตรีกับข้าน้อยไปเสีย เพราะนี่เป็นครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกท่านจะเห็นเจ้าของนามเสี่ยวหยาง”

“…….”

“นี่เป็นโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตของ ฉะนั้นก็จะขอทำมันให้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีส่วนช่วยในการต่อต้านกบฏราชสำนัก”

“ถ้าทำไม่ได้?”

“อาจจะเป็นการโอ้อวดเกินไป แต่ในคำสอนที่ข้าน้อยยึดมั่นมาไม่มีคำว่าทำไม่ได้ และการยึดมั่นในหนทางนั้นทำให้เรื่องนี้มาจนถึงวิธีนี้ได้ ฉะนั้นข้าน้อยมั่นใจว่าจะจบมันได้....ขอแค่ได้ทำตามวิธีของข้าน้อยเท่านั้น” ตะวันมองตรงอย่างแน่วแน่และมั่นใจ พนันได้เลยว่านี่เป็นการเติมฟืนใส่ไฟราดน้ำมันอย่างแน่นอนเพราะตะวันหันไปเห็นตงหานส่งสายตาดุปนอ่อนใจมาให้ เธอหันกลับไปยังหัวหน้าการประชุมพร้อมแสร้งถามเสียงใส “อนุญาตกระหม่อมหรือไม่พะยะค่ะฝ่าบาท”

“เจ้าก็ทำวิธีการของเจ้ามาแต่ไหนแต่ไร ยังต้องมาขอข้าอีกอย่างนั้นรึ”

น้ำเสียงนั้นดูเหนื่อยหน่ายใจกับการกระทำของเธอแต่ก็ทำให้ตะวันฉีกยิ้มกว้างออกมา เหวินเจ้ียนพยักหน้ากับแม่ทัพหลี่ นายทัพใหญ่โค้งศีรษะรับก่อนจะเดินมาด้านหน้าก่อนเอ่ยประกาศ

“ก้าวมายืนตรงหน้า” 

ตะวันก้าวออกไปยืนตรงกลางอย่างว่าง่ายพร้อมคุกเข่าข้างหนึ่งลงอัตโนมัติ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเป็นที่น่าพอใจหลี่ไป๋ซานจึงดึงม้วนคัมภีร์ออกพร้อมกล่าวเสียงดังชัดเจน

“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้หยวนอิ๋งมีราชโองการแต่งตั้งให้เสี่ยวหยางรับตำแหน่งพิเศษอันคือลี่หยางเทียนเอ๋อ รวมทั้งเป็นผู้ถือกริชเจิ้งอี้ไว้ครอบครอง”

เหวินเจี้ยนยันตัวลุกขึ้นยืนออกจากที่ประทับก่อนจะเดินมาอยู่เบื้องหน้าเธอจนเหมือนจะทำให้การอ่านนี้หยุดชะงักไป เธอเห็นฉลองพระบาทสีแดงสดมาอยู่ตรงหน้าพร้อมกับรับสั่งเสียงอ่อนโยนอย่างทุกครั้ง

“ลุกขึ้นสิ”

มันควรจะลุกเหรอ? เพราะทั้งตงหานทั้งแม่ทัพหลี่ก็บอกให้คุกเข่าไว้นี่?

แม้อยากจะค้านคำสั่งนี้มากเพียงใดแต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนเพราะมันเป็นคำสั่งจากนายเหนือหัว เหวินเจี้ยนใช้มือขวายื่นกริชเจ้าปัญหาเล่มเดิมมาตรงหน้าจนตะวันต้องยื่นมือสองข้างไปรับ เหลือบไปเห็นกำไลหินหลากสีใต้ฉลองพระองค์ก็ต้องกระพริบตาอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็อมย้ิมออกมา ขณะได้ยินเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยต่อราวกับว่ากำลังอ่านราชโองการนั้นเสียเอง

“ข้าจะไม่มอบเด็กรับใช้หรือทหารเฝ้าให้เพราะเจ้าคงไม่ต้องการ เจ้าจะยังคงมีอิสระดั่งที่ใจปรารถนา หากไม่ยินยอมจะไม่มีผู้ใดสั่งเจ้าได้ และหน้าที่ของเจ้ามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น....”

“….รักษาชีวิตของตนซะ ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งใดก็ตาม

ตะวันแหงนหน้ามองในทันทีกับประโยคนั้นที่เหมือนกับขอร้องมากกว่าราชโองการ ริมฝีปากนั้นยิ้มบางอ่อนโยนอย่างทุกครั้งแต่เธอสัมผัสได้ถึงความหม่นหมองในแววตาและรอยยิ้มนั้น เพียงแค่นั้นเหวินเจี้ยนก็ถอยออกไปพร้อมกับกลับออกไปทางเดิม ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดท้ายของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น

“มีผลบังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

ตะวันมองกริชในมือก่อนจะหันกลับไปมองตงหานด้วยสีหน้างงๆเหมือนขอความมั่นใจว่าประโยคนั้นมีความหมายลึกซึ้งอะไรรึเปล่าแต่หมอนั่นก็เพียงแค่ถอนหายใจเหมือนกับปลง ขุนนางบางคนหันมามองเธอด้วยแววตาหลากหลายแต่ตะวันไม่สนใจนักก่อนจะตัดสินใจวิ่งขึ้นตามแม่ทัพหลี่ซึ่งกำลังจะตามนายเหนือหัวของตนไป

“ท่านแม่ทัพ ขอถามอะไรสักนิดสิขอรับ”

หลี่ไป๋ซานตวัดสายตามามองด้วยความดุระดับพระกาฬจนเหมือนกับรำคาญแต่ตะวันรู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดอะไร จึงถามทันที “หลังจากนี้ไปฝ่าบาทว่างรึเปล่า?”

“เจ้ากำลังถามว่าจักพรรดิแผ่นดินมีเวลาว่างรึไม่อย่างนั้นรึ?” อีกฝ่ายหรี่ตาลงมองเหมือนเป็นคำถามโง่ๆ “พระองค์มีงานทุกวันทั้งวัน ยิ่งช่วงนี้ที่เพิ่งเสด็จกลับวังทำให้งานค่อนข้างมีเยอะ”

“แต่พอไปหาได้อยู่ใช่ไหม?”

“ตราบเท่าที่เจ้าไม่ได้ลากพระองค์ออกนอกวังตอนนี้” แม่ทัพหลี่ผ่อนลมหายใจออกมา “แต่ส่วนใหญ่พอตกค่ำก็จะไม่ค่อยมีขุนนางไปพบมากแล้ว”

ทำไมเหมือนเขากำลังจะบอกว่าถ้าคิดจะลากเหวินเจี้ยนออกจากวังให้ไปตอนกลางคืนอย่างนั้นเลยแฮะ?

“แล้วเขาทำงานที่ห้องทรงอักษรใหญ่ใช่ไหมขอรับ”

“ใช่ ส่วนใหญ่พระองค์จะประทับอยู่ที่นั่น”

“ขอบคุณมากขอรับ”

เมื่อเห็นว่าไม่มีคำถามอะไรต่อแม่ทัพใหญ่ตรงหน้าเธอก็หรี่ตาลงฉับเหมือนกับกำลังพิจารณาไม่ก็ไม่พอใจอะไรเธอสักอย่าง ซึ่งตะวันไม่รู้ว่าคืออะไรจนต้องมองงงๆ “อะไรหรือขอรับแม่ทัพหลี่?”

ชายใหญ่สั่นหน้าก่อนจะเอื้อมมือมาจัดหมวกของเธอให้เข้าที่พร้อมกับตอบ “…ไม่มีอะไร”

เธอเอียงคอมองแผ่นหลังกว้างอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเขาหายไปนั่นแหละจึงกลับออกไปโดยมีชินอ๋องกับองครักษ์คนสนิทของมันยืนรออยู่ เธอมองกริชในมือก่อนจะเหน็บเอาไว้ในชุดด้านในขณะถามความเห็นคนตรงหน้า “ฉันไม่ต้องมีอะไรแล้วใช่ไหม?”

“ใช่” ตงหานถอนหายใจก่อนจะถามเสียงขุ่นนิดๆ “เจ้านี่ทำตัวปกติเกินไปจริงๆในห้องนั้น”

“ก็นายบอกเองนี่ อย่าโทษฉันสิ” ตะวันหัวเราะคิกคัก “นี่ฉันตั้งใจทิ้งลายเต็มที่ให้คนจดจำเลยนะเนี่ย”

“เจ้าไม่ควรพูดแบบนั้น” ชินอ๋องสั่นหน้าแต่ในประโยคดุกลับดูไร้น้ำหนักเหมือนไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ “ตอนนี้พวกเขากำลังมุ่งเป้ามารอดูความล้มเหลวของเจ้าอยู่”

“นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยล้มเหลว” ตะวันขยิบตาให้อย่างมีนัย “และต่อให้ฉันทำสำเร็จจริงนายก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับที่ฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอยู่ดี อ้อ! อันที่จริงเพราะฉันเป็นผู้หญิงแต่มีปัญญาจบเรื่องพวกนี้ได้ก็คงทำให้เจ็บใจน่าดู”

“…ก็ใช่”

“เหวินเจี้ยนเองน่าจะรู้พวกนี้แต่ก็ยังทำ ก็คงอยากอวดฉันกับพวกขุนนางล่ะมั้ง” เธอยักไหล่เลิกสนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะแวะไปหาเขาแปปนึงแล้วจะออกไปข้างนอก”

“แล้วข้าวเที่ยงไม่กินรึ?” 

คำทักของซิ่นสือนั้นทำเอาตะวันจิ๊ปากโคลงศีรษะไปมาอย่างครุ่นคิดคำนวณเวลา ตอนนี้ยังไม่เที่ยง เธอยังไม่หิว แต่ออกไปกว่าจะกลับก็คงค่ำเลย 

“กินก็ได้ ที่ตำหนักใหญ่นะ” ตะวันหมุนตัวกลับไปอีกทางขณะบอก “เดี๋ยวเจอกันที่นั่นละกันเพราะฉันต้องกลับไปเอาของและเปลี่ยนชุด ถ้านายไม่ว่างก็ไม่ต้องมากินด้วยกันก็ได้นะชินอ๋อง ให้เขาห่อข้าวกล่องให้ฉันก็ได้”

ว่าจบก็วิ่งพรวดไปโดยไม่รอใคร ตอนนี้เวลาของเธอเป็นเงินเป็นทอง ชักช้าไม่ได้ ตะวันวิ่งอย่างรู้ทางไปห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ มีทหารเฝ้าอยู่เรียบร้อยซึ่งพวกเขาก็ดูแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเธอรีบร้อนมา

“ฝ่าบาทอยู่รึเปล่า”

“อยู่ขอรับ”

“งั้นมีแขกไหม?”

“ยังไม่มีขอรับ” นายทหารอีกคนตอบพลางยิ้มบางให้ “จะเข้าไปรึเปล่าท่านลี่หยางเทียนเอ๋อ”

“อื้ม!”

ตะวันฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเดินเข้าไป ตรงส่วนแรกนั้นไม่มีคนเพราะยังไม่มีแขกก่อนจะเลี้ยวเข้าไปอีกประตู เห็นเหวินเจี้ยนที่ยังคงอยู่ในชุดเต็มยศกำลังยืนอยู่ตรงตู้คัมภีร์ก็อดทักไม่ได้

“นายยังไม่เปลี่ยนชุดก็จะทำงานแล้วรึไง”

ฮ่องเต้หนุ่มไม่ได้หันมามองเพราะกำลังเปิดคัมภีร์บ้างตำราบ้างแต่ปากก็ยังคงตอบ “มันเสียเวลา ข้าให้คนเอาชุดมาให้ที่นี่แล้ว”

เธอยืนมองเหวินเจี้ยนที่รวบรวมกองหนังสือในมือวางลงบนโต๊ะพลางทรุดตัวลงนั่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็หันมามองและเดาขึ้น

“ที่มาหาข้าทันทีเช่นนี้คือจะถามเหตุผลสินะ”

“ตอนแรกก็ใช่” ตะวันพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ ซึ่งส่วนสูงของเธอตอนนี้อยู่เหนือเขาที่นั่งอยู่นิดหน่อยพร้อมกับว่าแก้ “แต่ตอนนี้ไม่”

สีหน้าของเหวินเจี้ยนไม่ได้มีแววฉงนอะไรนักขณะยังคงยิ้มบางๆ แต่ยิ้มของเขามันก็ดูเหมือนขาดอะไรจนตะวันต้องมองอย่างสำรวจพิจารณา มันไม่ใช่ยิ้มฉาบหน้าเหมือนที่เคยเห็น แต่ตะวันก็บอกไม่ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

“รู้ไหม นายเกล้าผมหมดแบบนี้ดูแปลกตามากเลย ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”

แม้ตอนนี้จะถอดหมวกแล้วแต่ปกติเหวินเจี้ยนจะผูกผมแค่ส่วนเดียวแล้วปล่อยที่เหลือยาวลงมา ดูสบายๆและเข้ากับเขากว่าแบบนี้เยอะ

“เจ้าก็เหมือนกัน”

“ฉันเหมือนผู้ชายไหม?”

“เหมือนท่านชายน้อยๆ สมกับคำเรียกนายน้อยกระมัง” เขามองเธออย่างพิจารณาก่อนจะวิจารณ์ต่อ “แตกต่างจากชุดปกตินิดหน่อยแค่ทรงผมนั่นกับชุดสีแดง แต่เจ้าไม่เปลี่ยนไปมากเท่าใด ยังดูซนเหมือนเดิม”

“ก็ปกติฉันแต่งผู้ชายอยู่แล้วนี่ ต้องแต่งหญิงสิถึงจะเปลี่ยน” ตะวันก้มมองตัวเองก่อนจะหมุนตัวเล่นพร้อมถามเสียงกระตือรือร้น “ชุดองค์ชายก็ประมาณนี้ไหม?”

“อืม” 

“แต่มันแบบว้าว... ว้าวจริงๆ” ตะวันหัวเราะคิกคักกับตัวเอง “แบบ.. โหย ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ได้แค่นี้แหละ มันอุ่นดีนะ แต่ฉันว่ายังไงก็ชอบชุดปกติที่ฉันใส่มากกว่า”

“นี่มันชุดพิธีการ” เหวินเจี้ยนเอนหลังพิงพนักก่อนจะถาม “อยากลองแต่งองค์หญิงดูไหมล่ะ”

“ท่านหญิงเหรอ?”

“เปล่า องค์หญิง ลูกสาวของฮ่องเต้”

“มันก็น่าสนนะ เพราะว่าโอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อย” ตะวันครุ่นคิดกับตัวเอง มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี “แล้วท่านหญิงกับองค์หญิงต่างกันตรงไหน?”

“เครื่องประดับเยอะกว่า ชุดเรียบหรูกว่า”

“เอ่อ.... เอายังไงก็ได้ละกัน แต่ไม่ขอหนักหัวมาก” ตะวันยิ้มแหยก่อนจะชะงักไปแล้วแก้คำ “ถอนคำพูด แต่งเสร็จก็เอาออก ฉะนั้นเอาชุดท่านหญิงธรรมดาก็พอ”

“แต่งทั้งทีต้ององค์หญิงสิ” เหวินเจี้ยนเอียงคอมองยิ้มๆ “ชุดท่านหญิงธรรมดาไม่ต่างอะไรมากมายกับชุดสามัญชนที่เจ้าสวมวันนั้น เดี๋ยวข้าบอกหลินซินให้”

“นายมีเหรอ?”

“หาไม่ยากหรอก” 

“แล้วแต่งแบบนี้ฉันเหมือนลูกนายปะ?”

คำถามนั้นทำให้ฮ่องเต้หนุ่มเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมามองเธออย่างพิจารณา ก่อนจะเห็นว่าเขายกยิ้มอันตรายพร้อมกับว่าประโยคต่อมา

ถ้าเป็นบุตรของข้ากับเจ้าในอนาคตอาจจะเหมือนอยู่

ตะวันอ้าปากค้างทันทีกับการทิ้งระเบิดแบบไม่คาดคิดโต้งๆ ไอ้หมอนี่คิดไปไกลถึงไหนเนี่ย! 

“จริงแล้วอยากให้ลองแต่งชุดฮองเฮา แต่ข้าว่ามันจะไม่เข้ากับเจ้า ฉะนั้นองค์หญิงก็พอ”

ชุดฮองเฮา?! 

ฮองเฮา=เมีย เกิดเป็น ลูก

ตะวันหลบสายตาทันทีเมื่อความคิดมันต่อกันมา โอ้แม่เจ้า! คือถ้ามาคำถามแบบตงหานจะไม่เขินมากเลยนะ แต่ไอ้หมอนี่มันพูดถึงกระทั่งลูกกับนักเรียนอย่างเธอเหมือนวางแพลนอนาคตเรียบร้อยแล้วคืออะไร!

“นี่แกคิดเรื่องพวกนั้นตอนเห็นฉันแต่งแบบนี้เนี่ยนะ”

“ผิดรึ?”

“ไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ฉันฟังนี่”

เหวินเจี้ยนหัวเราะทันทีก่อนจะยกหลังมือขึ้นมาแตะกับแก้มของเธอเบาๆ รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นก่อนจะว่าเสียงเย้าแหย่ “ข้าก็ต้องมีพัฒนาการบ้างจริงไหม? ไม่เช่นนั้นจะได้เห็นสีหน้านี้รึ”

ตะวันมองตาเขียวเอาเรื่องเรียกให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากว้างขึ้นไปอีกก่อนจะยอมผละมือออกไปขณะที่เป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องบ้าง “วันนี้ก็จะออกไปข้างนอกสินะ”

“ฮะ? อะ อื้อ” เธอพยักหน้ารับคำ “เดี๋ยวกลับไปเปลี่ยนชุดก็จะไปแล้ว”

“อย่าดึกเช่นเมื่อวานอีกล่ะ” เขาขยับตัวมานั่งตัวตรงเหมือนเดิมคล้ายจะเริ่มทำงานแล้ว “กลับมาแล้วค่อยถามก็ได้ เพราะคุยตอนนี้ดูจะยาว”

“ตกลง”

แต่จู่ๆเหวินเจี้ยนก็คว้าแขนเธอไว้ตอนที่หมุนตัวไปจนตะวันต้องหันกลับไปมองอย่างสงสัยว่ามีอะไรอีกรึเปล่า เธอขมวดคิ้วมองก่อนจะโดนดึงให้เข้าไปหาพร้อมใบหน้าคมสวยยื่นเข้ามาใกล้ก่อนจะฉกสัมผัสที่ริมฝีปากเธอเบาๆ

“??”

ทั้งที่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแต่มันก็ยังทำให้ตะวันอ้าหน้าเหวอทันทีจนคนตรงหน้าหลุดขำนั่นแหละถึงได้สติแล้วเอ็ดเสียงเข้ม “นี่! ทำอะไรแบบนั้น! ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ให้ทำ! แล้วถ้าใครเห็นเข้าจะทำยังไง!”

“แค่ผิวเผินไม่ได้กดลงไปนานเสียหน่อย แทบไม่รู้สึกอันใดเลยด้วยซ้ำ”

ไม่รู้สึกกะผีสิ!!

“อีกอย่าง เพราะข้ารู้ว่าไม่มีใครเห็นจึงทำ แต่ถึงมีคนเห็นข้าก็ไม่สนใจอยู่ดี” เหวินเจี้ยนอมยิ้มพราว “เจ้าเหมือนองค์ชายน้อยปานนี้จริงไหม?”

“แต่นายยังไม่มีเมียไม่มีลูกแล้วจะไปเอาองค์ชายมาจากไหน! แล้วพ่อที่ไหนจูบปากลูกชายที่ไม่ใช่เด็กเล็กน่ะหา!”

“เช่นนั้นแล้ว...”

เหวินเจี้ยนยื่นหน้าขึ้นมากอดจะกดจมูกที่หน้าผากเธออย่างทุกครั้งที่ชอบทำ มันไม่ได้รวดเร็วผิวเผินเหมือนตรงปากแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เนิ่นนานเช่นครั้งก่อนๆ

“ไปเล่นซนอย่าให้บาดเจ็บล่ะ”

เออ คราวนี้พูดเหมือนพ่อลูกจริงๆแล้ว

“พะยะค่ะ ‘เสด็จพ่อ’” ตะวันเน้นย้ำคำสุดท้ายก่อนจะเบ้ปากพร้อมถอยออกมาซึ่งเขาก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ตะวันชี้ไปที่เขาก่อนจะทำท่าปาดคอตัวเองจนได้รอยยิ้มอ่อนกลับมาเป็นสัญญาณว่าเข้าใจความหมายที่จะสื่อแน่นอน เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวออกจากห้องไป

ไว้กลับมาถ้าหมอนี่ยังเป็นเหมือนเดิมก็ค่อยถามก็แล้วกัน...










----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทั้งที่อยู่ในช่วงอาทิตย์ไฟนอล แต่เพราะอยากพักสมองก็เลยมาเขียนนิยาย และเพราะหายไปเกือบเดือนเลยจะมาลงให้สองตอนค่ะ เพราะมันก็แค่ตัดตอนเดียวจากความยาวหมื่นคำเหลือตอนละประมาณห้าพันด้วยนั่นแหละ....
ตอนนี้ไม่มีอะไรมากมาย.... แค่ตะวันได้รับยศฐาแบบพิธีการแล้วนั่นเอง -,- รู้สึกนึกแล้วชอบชุดนั้นมากเลยค่ะ ถถถถถ
ชุดที่ตะวันกับตงหานใส่ก็จะประมาณนี้



ส่วนชุดของเหวินเจี้ยนก็จะมาแบบเรียบหรูสมฮ่องเต้เลยค่ะ -.,-




และปกติแล้วฮ่องเต้นั้นจะมีพระนามเดิมกับพระนามที่เป็นฮ่องเต้ ซึ่งของเหวินเจี้ยนนั้นก็จะเป็นหยางเหวินเจี้ยน และฮ่องเต้หยวนอิ๋งนั่นเองค่ะ!!
เอาเป็นว่าไปพบกันตอนหน้าเลยก็แล้วกัน ใครไม่ชอบเราชอบตอนหน้ามากกกกก 55555555
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

941 ความคิดเห็น