สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 42 : สุริยะเคียงบัลลังค์ 40 สายตาจากเงามืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    3 ต.ค. 60

 

 





 

“เป็นอะไรไป?”

ตะวันหันกลับมามองคนข้างตัวที่เป็นคนถาม ก่อนจะสั่นหน้าพร้อมตอบเสียงเบาพอกัน “เปล่า”

“เช่นนั้นก็มีสมาธิซะ ไม่ใช่วอกแวกซ้ายขวา หากมีรับสั่งอะไรให้เจ้าจะได้ทำได้ ไม่ใช่เหมือนเมื่อครู่”

เสียงตำหนิยังคงว่าต่อ ทำให้เธอเถียง “นายก็รู้นี่ว่าฉันไม่ใช่คนในวังตั้งแต่ต้น ฉันไม่เคยทำ ฉะนั้นนายก็ทำไปสิ”

“มันขายหน้าถึงองค์ชายได้”

“งั้นฉันพูดไม่ได้ หูหนวกก็แล้วกันถ้าใครถาม และเมื่อกี้เขาไม่ได้สั่งฉัน แค่ยื่นของมาทางฉันเฉยๆ”

“อย่าอ้าง”

“ชิ” เธอเดาะลิ้นก่อนจะยอมเงียบปากเมื่อเจอดวงตาดุๆของชินเซียนที่เหมือนอยากจะเอาเธอไปฝึกวิธีการเป็นข้ารับใช้ที่ดีเต็มแก่ แต่แล้วความสนใจก็หายไปเพราะเธอกลับหันไปมองด้านหลังอีกครา ริมฝีปากที่ยกยิ้มนั่นเรียบเฉยชนิดที่ว่ามุมปากไม่ขยับขึ้นแม้แต่นิดเดียว หนำซ้ำยังกัดริมฝีปากอีกต่างหาก

ปึก!

“อย่ามองลุกลี้ลุกลน” เป็นอีกครั้งที่ชินเซียนเตือน และไม่ได้ว่าเปล่า เพราะมันมาพร้อมกับศอกที่กระทุ้งมาตรงไหล่เพื่อเรียกความสนใจ เธอหันไปมองอีกครั้งก่อนจะแย้ง

“ฉันเปล่าลุกลี้ลุกลน”

“อย่าเถียง”

“พูดความจริงนะ”

“งั้นก็มองทางข้างหน้า เราไม่ได้มาเที่ยว”

“ก็มองอยู่”

“เจ้าไม่ได้มอง เมื่อครู่เจ้าหันไปมองข้างหลัง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ....?!”

กึก! ตุบ!!!

เสียงแรกที่เหมือนกับอะไรสักอย่างชนกันเบาๆ แต่เสียงที่สองนั้นเหมือนกับเสียงฝ่าเท้าที่กระทืบเรียกความสนใจให้ทุกคนในที่นั้นหันไปมอง รวมทั้งขบวนที่เดินอยู่หยุดชะงัก คนเดินนำขบวนหันมามองก่อนที่จะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับสภาพที่เห็น

เมื่อข้ารับใช้สองคนด้านหน้าที่เป็นคนสนิทอยู่ในสภาพที่พูดได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะคนตัวสูงกว่าจับแขนคนตัวเล็กกว่าไว้ และคนตัวเล็กกว่านั้นอยู่ในสภาพที่ชิดเขาจนเกินปกติ เมื่อก้มต่ำมองสตรีจำแลงที่เดินตามมาและคาดว่าเป็นต้นเหตุของเสียงเมื่อครู่ ก็พบกับรอยยิ้มแห้งๆที่ถูกส่งมาพร้อมเสียงอ่อยๆเหมือนสำนึกผิด

“ขอโท... เอ่อ... ขอประทานอภัยพะยะค่ะ”

ชินเซียนดึงแขนที่จับอยู่ให้กลับมาข้างกายตนพร้อมกับโค้งศีรษะขออภัยให้เขา เหวินเจี้ยนมองอย่างแปลกใจนิดๆก่อนจะยิ้มให้พร้อมว่า

“ไม่เป็นไร ระวังหน่อยก็แล้วกัน”

“พะ...​พะยะค่ะ” ตะวันกระวีกระวาดรับคำ ก่อนที่ขบวนจะเดินต่อ ซึ่งเธอได้ยินเสียงลอดไรฟันจากข้างตัวมาเบาๆทันที

“ทีนี้จะมองข้างหน้าได้รึยัง”

“อะ... อ้ือ” เธอพยักหน้า เพราะเมื่อครู่นั้นไม่ทันขาดคำของชินเซียน เธอก็สะดุดจากการที่ไม่ได้สนใจทางที่ตัวเองจะเดินบวกกับเป็นคนค่อนข้างซุ่มซ่ามอยู่แล้วหากจมอยู่ในความคิด จนหน้าเกือบพุ่งพรวดไปชนเหวินเจี้ยนที่เดินอยู่เฉียงๆด้านหน้าถ้าชินเซียนไม่จับแขนทัน และเธอก็ใช้ขาที่อยู่ด้านหน้ายันตัวไว้ก่อนที่หน้าจะซุกกับเจ้าชายหนุ่มจนเกิดเสียงดังคล้ายกระทืบ และนั่นแหละ สาเหตุที่ทำให้ขบวนถูกหยุดชะงัก

ตะวันเดินไปตามทางโดยที่รับรู้ได้ว่าคนด้านหลังที่เป็นข้ารับใช้อื่นๆนั้นหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับเสียงพึมพำคล้ายเสียงบ่นที่เธอทำขายหน้า แต่ที่เจ็บที่สุดคงเป็นสายตาคาดโทษทิ่มแทงจากชินเซียนนี่แหละที่มองพักๆอย่างกับกลัวว่าเธอจะสะดุดหน้าทิ่มไปชนเหวินเจี้ยนอีก

จะใช้คำว่า ‘อีก’ ก็ไม่ได้เพราะเมื่อกี้เธอไม่ได้ชนเหวินเจี้ยน แค่เกือบเฉยๆ ต่อให้ชินเซียนไม่จับไว้เธอก็มั่นใจว่าไม่ชนแน่

…. คราวหลังจะกระทืบขายันตัวเองให้เบาลงก็แล้วกัน

วันนี้หน้าที่ของเธอก็เป็นที่รู้อยู่แล้ว คือสวมบทเป็นเด็กรับใช้เหวินเจี้ยนที่ตามเขาไปในที่ต่างๆของตำหนัก มันคล้ายวังแต่ก็ดูเล็กกว่า คงเป็นหัวเมืองๆหนึ่ง ซึ่งบอกเลยว่าเธอเกาะติดชินเซียนไว้และสวมบทใบ้อย่างเดียว โชคดีที่ความสนใจทั้งหมดอยู่ที่คนที่นำขบวนอยู่และท่านหญิงคนงามข้างตัวเขาที่ดูเกาะเหวินเจี้ยนไม่ห่าง ทำให้เธอมองอย่างสนใจนิดหน่อย

เป็นว่าที่ราชินีจริงๆสินะ... ยังไงก็ให้หล่อนรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอนอนห้องเดียวกับเหวินเจี้ยน ถึงจะไม่ใช่เตียงเดียวกัน แต่สมัยก่อนเขาถือ ‘มาก’ ขนาดนั้น เดี๋ยวจะหาว่าเธอทำเหวินเจี้ยนเสียหายอีก

จะว่าไปผู้หญิงคนนั้นอายุเท่าไหร่? ดูมีจริตเป็นบ้า แบบ..... จะว่าแรดก็ไม่น่าใช่เพราะหล่อนไม่ได้อ่อย แต่งตัวก็เรียบร้อย แต่อารมณ์แบบ... บอกไม่ถูก

มันเป็นประเภทที่เธอขอไม่ยุ่งเอี่ยวก็แล้วกัน เธอไม่ถูกกับกุลสตรีแบบนั้น

การเดินตามเหวินเจี้ยนไปในที่ต่างๆในตำหนัก ยืนรอบ้าง มองสำรวจรอบตัวบ้าง ถามว่าได้ฟังบทสนทนาไหมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย รู้แค่ว่าที่นี่เคยถูกกลุ่มของตงหานปล้นก็เท่านั้น และนั่นทำให้เธออดกรอกตาในใจไม่ได้เพราะว่า... โจรสติดีๆที่ไหนเขาจะบุกรุกที่แบบนี้กัน?

เอาเถอะ ไม่งั้นคงไม่ไปบุกวังหลวงแบบนั้นหรอก

แล้วบุกเพื่ออะไรล่ะ? ที่นี่มันมีอะไรให้ขโมย? แต่แล้วเธอก็ต้องครุ่นคิดกับตัวเองไปเมื่อรู้สึกว่าหลุดเข้าไปอยู่ในหนัง อย่างเช่นหาหลักฐานที่อาจจะบ่งชี้ถึงกบฏที่ชื่อ.... หวงๆอะไรนั่นแหละ และส่วนใหญ่พวกกบฏที่คิดการใหญ่แบบนั้น... ก็จะเป็นขุนนาง และเท่าที่ฟังๆมา เจ้าเมืองนี้ก็เป็นขุนนางที่รู้จักกับเหวินเจี้ยนดี และที่ตงหานบุกเข้ามาเพราะว่าขุนนางคนนี้อาจจะเกี่ยวข้อง

…. ดูหนังมากไปแล้วตะวัน

เธอถอนหายใจเฮือกขณะที่ก็ยังคงทำตัวเป็นผู้ติดตามที่ดี และไม่อยากบอกมีการรับประทานอาหารที่บอกเลย... ในเมื่อตอนนี้เธอเป็น ‘เด็กรับใช้’ แล้วอาหารแม่ง.. น่ากินโคตร แล้วทำไม?! เธอถึงได้แค่ยืนมอง! กว่าจะได้กินคือต้องรอพวกนี้กินเสร็จ และ... คือ เธอบอกเลยว่าไม่สบอารมณ์หนักมาก

ช่วงบ่ายเห็นตอนแรกได้ยินว่ามีแพลนจะไปในเมืองก็พับเก็บไป เพราะรู้สึกเหวินเจี้ยนจะปฏิเสธทำให้เธอสงสัย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะอย่างที่บอกไปตอนนี้ เธอเป็นแค่เบ๊... จะทำอะไรได้

และตอนนี้ก็มาอยู่ที่ลานฝึกอาวุธ เห็นผู้ชายเปียผมยาวที่ผูกเชือกสีแดงที่น่าจะเป็นเอกลักษณ์เพราะไม่เคยเห็นใครโดยเฉพาะผู้ชายใช้เชือกผูกด้วยสีสดขนาดนั้น แต่ประเด็นคือเธอจำไม่ได้ว่าเห็นที่ไหน และเธอก็รู้สึกว่าตัวเองมองเขานานจนเขาหันมามองตอบ คนลอบมองสะดุ้งและโค้งศีรษะขออภัยพลางหลบสายตาไปเมื่อมันเสียมารยาทที่มองเขาแบบนั้น

เหวินเจี้ยนปฏิเสธที่จะดวลดาบที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการโชว์ทหาร ซึ่งอันที่จริงตะวันคิดว่าที่ปฏิเสธเพราะไม่อยากอวดมากกว่า ก็ดูตอนที่ฝึกเธอสิ... เห็นแบบนี้โรคจิตใช่ย่อย ฟาดเอาๆกับมือสมัครเล่นอย่างเธอ

แต่แล้วความรู้สึกบางอย่างทำให้ตะวันเหลือบไปมองรอบตัวอีกครั้งขณะที่คิ้วขมวดมุ่น สีหน้าดูยุ่งยากขณะหันไปมองทางด้านหลังของตน แต่เพราะดวงตาที่มองไม่ชัดทำให้หันกลับมามองหน้าตรงดังเดิมพร้อมกับถอนหายใจ โดยที่ไม่รู้ว่ามีคนลอบมองตนอยู่จากด้านหน้าอีกที

และเมื่อเวลาผ่านไปจนตกเย็นอีกครั้ง เสวี่ยเอ๋อก็มานั่งเล่นและมาหาเหวินเจี้ยนพร้อมกับผู้ชายคนนั้นที่เธอรู้จากชินเซียนว่าเป็นญาติของหล่อน และเป็นลูกของเจ้าเมืองซิ่วผิง ชื่อหวังกุ้ยหรง และเธอก็นึกออกในเย็นวันนั้นว่าเธอคลับคล้ายคลับคลาเห็นเขาที่ไหน

ใจหนึ่งมั่นใจเกินครึ่งว่าใช่แน่ๆ ตอนที่เธอหลบระหว่างที่พยายามกลับวังวันที่ช่วยตงหาน ผู้ชายที่เธอเห็นว่ากำลังขี่ม้านั่น แต่อีกใจก็แย้งว่าอาจจะเป็นคนอื่นเพราะว่าสีที่ผูกผมอันนั้นเป็นสีเหลือง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะมีเส้นเดียว อีกอย่างถ้าเป็นเขาจริงแล้วไปอยู่เมืองนั้นแถมเวลานั้นทำไม? เหวินเจี้ยนรู้รึเปล่า?

จากที่ว่าจะถาม ทำไปทำมากลับมีแขกมาเยอะแยะ(ซึ่งก็เป็นญาติโกโหติกาเจ้าเมืองนั่นแหละ)จนเธออึดอัดและขอหลบฉากไปอยู่กับชินเซียนที่ด้านนอกตำหนัก เพราะประตูและหน้าต่างที่เปิดอยู่ทำให้ได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยได้อย่างชัดเจน แต่เธอก็ไม่คิดจะสนใจฟัง เพราะตอนนี้กำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่

ใช่.. หางตาเธอกระตุกมาพักใหญ่ๆแล้ว และวันนี้ทั้งวันก็รู้สึกว่าโดนมองอยู่ แต่ไม่รู้ว่าใคร ซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าตัวเองหวาดระแวงเพราะมาต่างเมืองรึเปล่า แต่...​มันก็ทำให้อยู่ไม่สุขเสียเท่าไหร่นัก ยิ่งมีเรื่องของผู้ชายที่ชื่อหวังกุ้ยหรงนั่นด้วย มันทำให้เธอรู้สึกร้อนรนและอึดอัดอย่างถึงที่สุด

“เสี่ยวหยาง”

เธอหันไปมองชินเซียนที่เพิ่งเดินออกมาจากตัวเรือน อีกฝ่ายยื่นกาน้ำชาให้พร้อมกับว่า “ไปเติมน้ำ และยกขนมที่ข้าเตรียมไว้มาด้วย”

“อะ.. อื้อ” เธอพยักหน้ารับก่อนที่จะไปตามที่ถูกสั่ง การที่เป็นลูกมือให้ป้าหลินซินตอนอยู่ตำหนักทำให้เธอพอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและไม่ทำให้ขายหน้า มันอาจจะช้าไปบ้างเพราะเธอไม่อยากไปเปิ่นเพราะการที่ไม่ใส่แว่นของเธอ แต่เอาจริงๆ มันชินแล้ว.....

“หม่อมฉันมารบกวนองค์ชายเสียค่ำ ขออภัยพะยะค่ะ”

“มิเป็นไร ข้าเองก็เพลิดเพลินกับมันจนลืมเวลา”

เหล่าอาคันตุกะออกมาจากตัวตำหนักโดยมีคนที่พักอยู่ด้านในมาด้วย เธอที่ยืนรออยู่กับชินเซียนนั้นหลบฉากและโค้งให้ทันที แม้ตะวันจะแอบเหล่ๆอยู่บ้าง และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่สายตาเธอไปประสานกับหวังกุ้ยหรงจนเธอหลบตา

เขาจะฟ้องเหวินเจี้ยนรึเปล่านะว่าเธอไร้มารยาทมองหน้าเขาอะ....

“ราตรีสวัสดิ์เพคะเสด็จพี่” เสวี่ยเอ๋อทำความเคารพอย่างงดงามพร้อมรอยยิ้มบาง แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อหล่อนหันมามองเธอ แม้รอยยิ้มนั้นจะสวยยังไงแต่เธอก็รู้สึกผิดและขนลุกแปลกๆ

เอาไงดี... เธอไปนอนกับชินเซียนดีไหม? เหมือนหล่อนจะรู้เลยว่าเธอเป็นผู้หญิง? เธอว่าตอนนี้เธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสังเกตนะ แต่ความจะแตกเมื่อไหร่วะเนี่ย....

“ข้าอาจเข้านอนเร็ววันนี้” เหวินเจี้ยนเปรยหลังจากที่ส่งแขกเสร็จ ก่อนจะว่าต่อพร้อมรอยยิ้ม “ชานั่น.. กลิ่นหอมมาก ข้าชอบมัน”

“มันจะช่วยให้พระองค์หลับสบายพะยะค่ะ” ชินเซียนโค้งรับ “องค์ชายอดนอนหลายคืน หม่อมฉันเลยเตรียมไว้ให้”

ประโยคนี้ทำให้เธอรู้สึกสะดุ้ง เพราะที่เหวินเจี้ยนอดนอนหลายคืนนี่สาเหตุไม่ใช่ใครอื่น เป็นที่เธอนี่แหละ อย่างเมื่อคืนนี้กว่าจะนอนก็ดึกอยู่จากที่รู้สึกว่าตัวเองนอนไปแปปเดียว และนั่นทำให้ตะวันลอบกลืนน้ำลายกับตัวเองเมื่อรู้สึกว่าชินเซียนนั้นจะมีประสาทสัมผัสที่ดีจนน่ากลัว

เธอไม่ผิดนะ เหวินเจี้ยนบังคับเธอเรียนเอง เขาอาสาอยู่เอง ทั้งที่เธอไม่ได้อยากจะเรียนเลยสักนิด!

“เอาเถอะ” ราชนิกูลหนุ่มเปรยแบบไม่ใส่ใจราวกับเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับตัวเองหรือไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก่อนที่จะรับสั่ง “ข้าคงไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มในคืนนี้ ขอบใจพวกเจ้ามาก”

“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันพะยะค่ะ” ชินเซียนโค้งรับซึ่งเธอก็สะดุ้งพร้อมกับโค้งให้ เพราะบริเวณนั้นก็มีทหารอยู่ ชินเซียนเตรียมกลับเรือนตน และเธอที่กำลังทำตัวเนียนๆไปกับด้วยนั้นก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงนุ่มทุ้มก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อนราวกับรู้ทัน

“จะไปไหน”

“ก็…คือว่า...”

“มีเรื่องจะคุยกับข้าไม่ใช่รึ?”

“ฮะ?” เธอแหงนหน้ามองซึ่งอีกฝ่ายก็ผ่อนลมหายใจออกมาบางเบา รอยยิ้มที่มีเมื่อครู่ลดลงไปก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในตัวตำหนัก ตะวันมองซ้ายมองขวาแต่เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมามองก็ยอมตามเข้าไป แล้วถาม “เอ่อ..​ปิดประตูเลยไหม? หรือว่ายัง?”

เหวินเจี้ยนหันมามองก่อนที่จะพยักหน้าซึ่งตะวันก็ปิดตามคำสั่ง ขณะที่มององค์ชายตรงหน้าที่ดูมีเรื่องครุ่นคิดอยู่ก็ทำให้เอ่ยไปอย่างไม่มั่นใจนัก “เอ่อ... จะอาบน้ำไหม?”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วมองก่อนจะถามเสียงกลั้วหัวเราะ “จะอาบให้ข้ารึ?”

“ไม่อะ” เธอส่ายหัว “ฉันจะได้ช่วยเตรียมชุดให้ ยังไงก็..​. ฉันไม่อยากนั่งว่าง ปกติอยู่ที่บ้านนายฉันก็เป็นคนเตรียมบางวัน จะได้ไม่ผิดสังเกต”

“…..”

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ” เธอเกาแก้มตัวเองเหมือนไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางที่ไหนเมื่อเหวินเจี้ยนหรี่ตามองอย่างจับผิด “ส่วนใหญ่เสื้อผ้านายหลังๆนี่ฉันก็เป็นคนเตรีียมทั้งนั้น ฉันอยากทำเอง ฉันไม่ได้จำเป็นต้องทำเพื่อให้คนอื่นจับผิด โอเคไหม คือฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ชอบนั่งรอเฉยๆ”

“....เช่นนั้นรบกวนด้วยก็แล้วกัน”

เธอพยักหน้าก่อนที่จะกระวีกระวาดไปหาชุดของเหวินเจี้ยนที่อยู่ในหีบและเตรียมออกมาไว้เรียบร้อย ซึ่งเธอก็รู้มาจากป้าหลินซินว่าเหวินเจี้ยนไม่ใช่ประเภทที่ให้คนช่วยอาบน้ำหรือขัดสีฉวีวรรณอะไรเทือกนั้นอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะจัดการอะไรด้วยตัวเองเสียส่วนใหญ่นอกเสียจากบางครั้งที่มีคนประเคนให้ถึงที่ เขาก็จะยอมๆมัน และยิ่งหลังๆตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ด้วย เหวินเจี้ยนก็ยิ่งทำตัวเหมือนองค์ชายน้อยลงทุกทีเวลาที่อยู่ในตำหนัก หรือก็คือปฏิเสธความช่วยเหลือจากข้ารับใช้มากขึ้น

คงเพราะกลัวความลับเธอแตกมั้ง...

เหวินเจี้ยนกลับเข้ามาในห้องนอนด้วยสภาพที่ดูสดชื่นขึ้นมานิดหน่อย ตะวันหรี่ตาลงมองเล็กน้อยก่อนจะถามเหมือนปากไปก่อน “นายเครียดเหรอ?”

“หืม?” อีกฝ่ายครางในลำคออย่างฉงน ซึ่งเธอก็เกาแก้มตัวเองอีกคราก่อนจะอธิบาย

“ก็.. ไม่รู้สิ วันนี้นายดูเกร็งๆ หรือว่าฉันไม่เคยเดินตามนายแบบนี้ก็ไม่รู้”

“เกร็ง?”

“แบบ.... จะว่าเกร็งก็ไม่ใช่” ตะวันถอนหายใจออกมาก่อนจะสรุป “ฉันไม่เคยเห็นนายทำงานในมุมเจ้าชายแบบนี้ มันเลยแปลกตา... อะไรแบบนั้นมากกว่าล่ะมั้ง”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วแปลกใจพร้อมกับยิ้มออกมานิดหน่อย ซึ่งตะวันก็ยิ้มแห้งๆตอบพร้อมกับเสนอ “ฉัน... เอ่อ....”

เธอทำสองมือขยำๆจนเหวินเจี้ยนงง คือ...​เธอแค่จะถามว่าอยากให้นวดให้ไหม แต่เธอไม่รู้คำว่านวดนี่สิ.... ระหว่างที่มือก็ยังคงทำท่าขยำไปเพราะกำลังคิดว่าจะอธิบายยังไงให้เข้าใจ สุดท้ายก็นึกออกแค่วิธีเดียว ร่างเล็กๆเดินเข้าไปใกล้คนที่นั่งบนเก้าอี้หินอ่อนก่อน ดึงแขนที่วางอยู่บนโต๊ะออกมาก่อนจะนวดไป

“..เจ้าจะนวดให้ข้ารึ”

“ก็.. นี่อะ คืออะไรนะ?”

“นวด”

“ใช่ นวด” เธอแกล้งขยำแขนเหวินเจี้ยนเป็นการยืนยัน ก่อนที่จะถามต่อ “เอาไหม?​ ฉันนวดเก่งนะ คิดซะว่าเป็นบริการที่ฉันอยากให้ ไม่ใช่ว่าฉันทำเพราะนายสั่ง”

เหวินเจี้ยนหัวเราะออกมานิดหน่อยพร้อมกับถามทีเล่นทีจริง “ถ้าห้ามเจ้าจะฟังไหม?”

“ก็.....คงไม่มั้ง”

“ข้าก็ว่าอย่างนั้น” เหวินเจี้ยนดูไม่แปลกใจเท่าไหร่กับคำตอบของเธอ จึงว่าต่อ “งั้นข้าขอชมฝีมือเจ้าหน่อยก็แล้วกัน”

ตะวันยิ้มร่า เธอจึงเริ่มที่แขนขวาของเขาเพราะจับอยู่แล้ว ท่อนแขนของเหวินเจี้ยนนั้นแข็งและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผิดกับที่เธอเคยว่าเขาว่าเป็นคุณหนูทำอะไรไม่เป็น แต่ยังไงซะเขาก็คงฝึกดาบฝึกกีฬาในราชวงศ์ฉะนั้นก็คงไม่แปลกที่จะแข็งแรง.... แบบหลบใน ฝ่ามือขวาที่หยาบกร้านเป็นจุดๆนั่นทำให้เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเพราะกำดาบไม่ผิดแน่

“หือ แข็งนะเนี่ย” เธอว่าหลังจากที่นวดแขนสองข้างและเปลี่ยนไปยืนและด้านที่บ่า เหวินเจี้ยนไม่ได้พูดอะไรขณะที่แผ่นหลังก็ยังคงเหยียดตรงมีสง่า เธอก็ยังคงนวดไปเรื่อยๆและไม่สูงไปกว่าตรงต้นคอ เพราะไม่งั้นเขาหาว่าเธอเล่นหัวเจ้าชายแน่ ถึงเหวินเจี้ยนอาจจะไม่ว่าแต่เธอก็คิดว่ามันไม่สมควร สองมือยังคงทำงานของมันไปเรื่อยขณะที่เธอก็เปิดบทสนทนา “เป็นไง”

“หืม?”

เสียงครางในลำคอเหมือนคนหลุดจากภวังค์นั้นทำให้ตะวันยกยิ้มอย่างภูมิใจ ก่อนจะถามซ้ำ “ฉันนวดเก่งไหม?”

“อืม” เสียงตอบรับอ่อนๆนั้นก็เพียงพอ ก่อนที่เธอจะพูดต่อเหมือนเล่าไปเรื่อย

“เวลาแม่ฉันว่างฉันก็นวดให้แม่ เอาจริงๆฉันไม่เคยเรียนหรอก จำเอาเวลามีคนนวดให้”

“งั้นรึ...”

บทสนทนาถูกปิดลงแค่นั้น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ก่อนคนที่นวดอยู่จะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบอีกครั้ง “ปกติงานเจ้าชายมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ทำไมถึงถามแบบนั้น?”

“ก็... ไม่รู้สิ จะอธิบายยังไงดี” ตะวันครุ่นคิดขณะที่นิ้วโป้งก็กดไปตามเส้น “ปกติเวลาอยู่ที่ตำหนักชางหลงและนายกลับมา นายก็ไม่ได้ดูเหนื่อยแบบนี้ทั้งที่บางทีนายหายไปนานกว่าวันนี้ด้วยซ้ำ... แต่วันนี้นายกลับดูเหนื่อยแปลกๆ”

“ยังไงรึ?”

“แบบ... ฉันมองรอยยิ้มนายวันนี้มันดูแปลกๆ เหมือนนายเหนื่อยที่จะยิ้มยังไงชอบกล”

“……”

“ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้มั้ง เพราะฉันก็คิดว่าตัวเองทำนายเดือดร้อนอยู่ดี”

“เจ้าควรจะเลิกคิดเช่นนั้นได้แล้ว เพราะข้าไม่คิดว่าเจ้าจะทำข้าเดือดร้อน”

น้ำเสียงนั้นออกแนวดุๆปนตำหนิทำให้เธอเบ้ปากก่อนจะตอบรับแบบไม่เต็มใจนัก “ก็รู้น่า นายบอกฉันหลายรอบแล้ว”

“งั้นก็ทำตามที่ข้าพูดสักทีสิ”

“คำสั่งเหรอ?” ตะวันถามเสียงใส “เอาเป็นว่ากระหม่อมจะพยายามทำก็แล้วกันนะองค์ชาย”

“เสี่ยวหยาง”

“อะไร ฉันแค่ล้อเล่น จริงจังไปได้” คนนวดเบ้ปาก เมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อคล้ายกับตำหนินั่น

ปั่กๆๆๆๆๆๆ!!!

เสียงนั้นคือการที่เธอประกบสองมือเข้าด้วยกันและสับไปทั่วแผ่นหลังขององค์ชายหนุ่มจนอีกฝ่ายสะดุ้ง ประมาณยี่สิบกว่าครั้งก็ตบหลังนั้นปิดท้ายพร้อมว่า “เสร็จแล้ว นี่ฉันจะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายองค์ชายไหมเนี่ย บอกเขาไปว่าฉันแค่นวดนะ”

เหวินเจี้ยนบิดต้นคอตัวเองเล็กน้อยก่อนจะว่าทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “ถ้าเจ้าจะโดนจริงๆก็คงโดนตั้งแต่วันแรกแล้ว”

“พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกขึ้นได้” ตะวันรู้สึกเอะใจขึ้นมานิดหน่อย และถามออกไปเมื่ออีกฝ่ายมองอย่างสงสัย “นายไม่คิดว่าตัวเองใจดีกับฉันไปหน่อยเหรอ?”

คิ้วเรียวสวยนั้นขมวดพร้อมกับที่เปลือกตาเปิดออกหันมามองทันที ซึ่งดูก็รู้ว่าไม่เข้าใจที่เธอพูด เป็นอีกครั้งที่ตะวันเกาแก้มตัวเองโดยที่ไม่รู้ว่ามันติดเป็นนิสัยเวลาที่เธอสงสัยหรือไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง เธอรู้ว่านี่อาจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขา แต่กับเธอ... เธอสงสัยจริงๆ

“แบบ... ฉันทั้งตบทั้งต่อย... พวกนั้นปล่อยไปถือว่าฉันช่วยนายตอนนั้น แต่จนถึงตอนนี้...” เธอตบที่ตรงช่วงเอวตัวเองซึ่งมีกริชของเหวินเจี้ยนเหน็บอยู่ ใบหน้าเล็กๆนั้นรู้สึกผิดก่อนที่จะว่า “มันอาจจะเป็นนิสัยของนายที่ใจดีกับคนที่ช่วยเหลือและประชาชนของตัวเอง แต่ฉันก็คิดว่า... นายใจดีกับฉัน... เอ่อ.. ใจดีมากจริงๆ ในหลายๆเรื่อง นายรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าฉันจะนำพาปัญหาอะไรมาให้นาย นายรู้อยู่แก่ใจ... แต่นายก็ยังเก็บฉัน... คือเข้าใจไหมว่านายใจดีกับฉันเกินกว่าที่จะเป็นแค่การทดแทนคุณที่ฉันช่วยเหลือนายไว้”

“…..”

“แบบ..​ไงวะ ที่เห็นง่ายๆ... ใช่ๆ อย่างที่นายไม่ให้คนรบกวนตอนกลางคืนแต่นายเอาเวลาก่อนนอนนายให้ฉันอะ แถมนายถึงกับ... เอ่อ... ให้สิทธิ์ฉันขนาดนั้น ทั้งที่มันไม่จำเป็น”

“……”

“ช่างเหอะ ฉันอาจจะคิดมากไปเอง” สุดท้ายก็เป็นเธอเองที่ยักไหล่และยอมปล่อยไป เพราะวันนี้เธอรู้สึกว่าเธออยู่ไม่สุขจากการหวาดระแวงทั้งวัน และนั่นทำให้ยิ่งคิดเล็กคิดน้อยและจับผิดมากกว่าปกติ มันอาจจะไม่มีอะไรและเป็นนิสัยของเขาก็ได้ “จริงๆฉันก็พอเดาคำตอบได้ว่านายคงห่วงนู่นนี่นั่นอีก เผื่อนายไม่รู้ตัวเองนะ นายเป็นพวกขี้ห่วงมากเลยด้วย”

องค์ชายหนุ่มหรี่ตามองทันทีเมื่อเธอยิ้มทะเล้นให้ อันที่จริงเธอก็แค่อยากระบายออกไปและอย่างที่บอก เธอมั่นใจว่าเหวินเจี้ยนก็ต้องตอบกลับมาทำนองว่าถ้าไม่ให้เธออยู่ที่นี่จะอยู่กับใคร ในเมื่อเขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง ไม่ก็จะห่างสายตาแล้วจะโดนอุ้มไปเมื่อไหร่ก็ได้ อะไรทำนองนั้น แม้เธอจะสงสัยว่าอันที่จริงทหารองครักษ์คุ้มกันขนาดนี้ไม่น่าจะมีคนบุกเข้ามาได้ แต่ถ้าคิดอีกกรณี ถ้า ‘นาย’ เดินไปทั่วเมืองแล้ว ‘บ่าว’ กระดิกเท้าอยู่ในห้องก็ไม่ใช่อีก

สรุปเธอคิดงี่เง่าเองนั่นแหละ

“…ขอบใจนะ”

จู่ๆอีกฝ่ายก็ว่าออกมาแบบนั้นจนเธองงว่าเรื่องอะไร ก่อนจะร้องอ้อกับคำต่อมา “ที่นวดให้ข้า”

“ไม่เป็นไร จะให้ฉันนวดขาให้ด้วยไหม?”

“ไม่ต้องหรอก” องค์ชายหนุ่มปฏิเสธ ก่อนจะถามกลับ “นี่รึที่จะถามข้า?”

“นายรู้ได้ไงว่าฉันมีเรื่องจะถามอะ....”

“เจ้าหน้านิ่วคิ้วขมวดแทบทั้งวันราวกับครุ่นคิดบางสิ่ง อาจจะไม่ได้อยากถามข้า แต่เจ้ามีอะไรคาใจอยู่”

แทบทั้งวัน? เธอเอียงคอสงสัยก่อนจะถามตามประสาปากไว “นายรู้ได้ไง นายมองฉันอยู่เหรอ?”

“….บ้าง” เหวินเจี้ยนเงียบไปครู่ก่อนจะตอบ พร้อมกับว่าต่อ “เผื่อเจ้าอาจจะซุ่มซ่ามและทำตนบาดเจ็บอีก”

“ซุ่มซ่ามคืออะไร?”

“อย่างที่เจ้าเกือบชนข้าเมื่อกลางวัน”

โอเค.... เธอถอนหายใจก่อนจะแก้ตัวเสียงอ่อย “ก็พอดีฉันคิดอะไรอยู่นิดหน่อย”

หรือสายตานั่นจะเป็นของเหวินเจี้ยนกัน? คิดดังนั้นเธอก็เงยหน้าแล้วจ้องตรงๆจนคนถูกจ้องแอบทำตัวไม่ถูกไปเล็กน้อย แต่คนที่มีเรื่องคิดไม่ได้สนใจก่อนจะถามตรงไปตรงมา

“นายมองฉันทั้งวันเลยรึเปล่า”

ตะวันมองตรงและจริงจังโดยที่ไม่รู้ว่าสร้างความลำบากใจให้กับคนถูกถามมากแค่ไหนกับคำถามนั้น และคำถามที่เธอใช้นั้นมันคล้ายกับดาวโรงเรียนที่ถามสโตร์กเกอร์ไม่มีผิด

แต่เพราะคนถามเป็นตะวัน ที่เป็นคนที่พูดไม่ค่อยจะคิดโดยสันดาน แม้ว่าที่ผ่านมาจะคิดก่อนพูดบ้างเพราะกลัวทำใครเดือดร้อน แต่ยามนี้ในหัวนั้นกลับกังวลและคาใจกับความรู้สึกในอกของตน คำพูดที่ออกมาจากปากจึงเรียกได้เลยว่าไม่ผ่านการคัดกรองใดๆทั้งสิ้น

หนำซ้ำ คำถามที่ถามออกไป เจ้าตัวยังตอบเองเสียด้วย อย่างตอนนี้ที่เธอส่ายหน้าแล้วบอกว่า “ช่างมัน”

เพราะสายตานั่นไม่เหมือนของเหวินเจี้ยน สายตาที่เหมือนกับว่าตนนั้น ‘ถูกสังเกต’ และที่เธอรู้สึกมันเหมือนกับถูกแอบมองจากที่ไกลๆ เหวินเจี้ยนที่เดินอยู่หน้าเธอตลอดไม่มีทางเป็นเจ้าของสายตานั้นแน่

“สรุปว่ามีอะไรจะถามไหม?”

หลังจากที่เฝ้ามองท่าทางทั้งหลายสักพัก แม้จะโล่งอกนิดๆที่สตรีจำแลงตรงหน้าเลิกใส่ใจ แต่จากสีหน้าที่เห็นทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจมากพอดู

ตะวันมองเจ้าชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเม้มปากแน่น ซึ่งมันเป็นนิสัยทุกครั้งที่เธอจะทำเวลาที่มีเรื่องลังเลใจว่าควรจะพูดดีไหม เหวินเจี้ยนเองก็รู้จึงไม่ได้เร่งร้อน เพราะแทบทุกครั้งที่เห็นท่าทางนั้นมันจะเป็นเรื่องที่เก่ียวกับตัวเขาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

นั่นแหละนิสัย องค์ชายหนุ่มลอบถอนหายใจกับความจริงจุดนี้ ห่วงแต่คนอื่น คิดมากแต่เรื่องของคนอื่น อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เขาลอบมองบ่อยๆได้อย่างไร หากไม่สังเกตเองก็คงไม่รู้ อย่างครั้งนี้หากไม่ถาม เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีจำแลงตรงหน้าจะไม่เล่าให้เขาฟังเป็นแน่

“คือจะว่ามีมันก็มี...” ตะวันยอมพูดออกมาในที่สุด มือหนึ่งเกาต้นคอตัวเองก่อนจะทำสีหน้ายุ่งยาก “ผู้ชายคนนั้น...”

“คนไหน?”

“เอ่อ...​ หวังกุ้ยหรง”

“กุ้ยหรง?” องค์ชายหนุ่มดูแปลกใจมากที่เธอเอ่ยชื่อที่ไม่คาดคิด ก่อนจะถามต่อ “ทำไมรึ?”

ตะวันขมวดคิ้วเมื่อไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ก่อนที่จะส่ายหน้าแล้วว่า “กลับบ้านนาย...​แล้วค่อยว่ากัน”

เหวินเจี้ยนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจทันทีซึ่งเธอก็รู้ว่าตัวเองอธิบายไม่เคลียร์ แต่จะทำยังไงได้ เธอมีความรู้สึกว่าเธอไม่อยากพูดที่นี่... ที่เป็นถิ่นของผู้ชายคนนั้น มันอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ กุ้ยหรงอาจจะแค่ไปเย่ียมที่เมือง แต่..​ไม่รู้สิ เธอแค่ทำตามความรู้สึกที่ว่าไม่สมควรบอกตอนนี้

ทั้งสองเข้านอนโดยที่ไม่ได้พูดอะไรมากมายหลังจากที่ทบทวนบทเรียนกันเสร็จ แต่ตะวันกลับนอนไม่หลับเพราะรู้สึกคิดไม่ตก ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน? และสุดท้ายเธอก็มานอนด่าตัวเองที่บอกว่าจะไม่ยุ่ง แล้วมานั่งคิดเรื่องคนอื่นเพื่ออะไร

ฟุบ...

“?!”

เธอคล้ายจะเห็นเงาตรงหน้าต่างจนต้องลุกขึ้นมานั่ง คิ้วนั้นขมวดมุ่นก่อนจะลงจากที่นอนและเดินไปที่หน้าต่างบานนั้นและแง้มดู แม้สิ่งที่เห็นมันจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่สายตาที่มองได้ไม่ไกลมากทำให้ตะวันตัดสินใจออกไปนอกตำหนักและเดินสำรวจตรงลานโล่งนั่น พูดให้ถูกคือสำรวจทั้งตำหนัก แง้มตรงประตูก็เห็นทหารเฝ้ายามฉะนั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ

เธออาจจะคิดมากไปเอง เพราะวันนี้รู้สึกเหมือนมีคนมองตลอดเวลาทำให้เธออุปมาอุปมัยไป

.....แต่ถ้าไม่ได้คิดไปเองล่ะ?

ตะวันขมวดคิ้วหนักกว่าเก่าเพราะไม่คิดว่าจะมีใครโง่บุกเข้าตำหนักที่องค์ชายพักอยู่ในเวลานี้ ร่างเล็กๆนั้นเดินวนไปมาอยู่ตรงลานกว้างหน้าตำหนักด้วยสีหน้ายุ่งยากวิตก เธอไม่รู้ว่ามันมีจอมยุทธที่ปีนหลังคาแฝงตัวไปตามความมืดอย่างที่เธอเห็นในหนังจีนบางเรื่องหรือเปล่า... แต่นักฆ่า เธอมั่นใจว่ามี อยู่ที่ว่านักฆ่าเป็นประเภทไหน แฝงตัวตามเงามืดแล้วเชือดไม่ให้รู้ตัว หรือแฝงตัวเข้าไปใกล้ให้ตายใจแล้วค่อยฆ่า หรือไม่อาจจะมีทั้งสองอย่าง....

สตรีในคราบหนุ่มน้อยส่ายหน้าพลางพ่นลมหายใจออกมาระบายความอึดอัดก่อนที่จะกลับเข้าไปในตำหนัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้เข้าไปในห้องนอนแต่อย่างใดเพราะยังคงเดินไปเดินมาและสำรวจตรงหน้าต่างทั้งหลายแหล่ อาจจะเป็นเพราะอยู่ต่างเมืองด้วยทำให้สกิลการจินตนาการของเธอยิ่งสูงจนคิดไร้สาระไปในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นได้ และเมื่อไม่เจออะไรน่าสงสัยก็ต้องขยี้ศีรษะตัวเองอย่างหงุดหงิด

บ้าฉิบ!

“เสี่ยวหยาง?”

เธอหันไปมองคนที่ถือตะเกียงเดินออกมาจากห้องนอน ซึ่งนั่นทำให้เธออุทานออกมาก่อนจะว่า “ขอโทษนะที่ทำให้ตื่น”

“เป็นอะไรไป?”

“…เราจะกลับกันเมื่อไหร่?”

แทนที่จะตอบ เธอกลับถามกลับด้วยน้ำเสียงเบาจนอีกฝ่ายขมวดคิ้ว แต่กระนั้นเขาก็ตอบ “ไม่วันมะรืนก็พรุ่งนี้”

“…ไม่ต้องไปนะ” เธอแหงนหน้ามองเขาก่อนจะว่าด้วยเสียงจริงจัง “ไม่ต้องไปที่แม่น้ำนั่น เรื่องฉันน่ะไม่เป็นไร วันหลังค่อยมาก็ได้ ถ้านายเสร็จธุระนายก็กลับได้เลย”

“เสี่ยวหยาง” เหวินเจี้ยนเดินเข้ามาใกล้ก่อนที่จะวางตะเกียงไว้ที่โต๊ะ เขาย่อตัวลงมาขณะที่สองมือจับที่บ่าเธอ แล้วถามซ้ำ “เจ้าเป็นอะไร?”

“…ไม่มีอะไร” เธอตอบทั้งที่คิ้วยังขมวดอยู่แบบนั้น “ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ มันคงไม่มีอะไร”

“เสี่ยวหยาง”

น้ำเสียงที่เรียกซ้ำนั่นทำให้เธอเม้มปาก และรู้ว่าเขารู้ว่าเธอโกหกปิดเขา และคนตรงหน้าต้องการคำตอบ เธอจึงว่าเสียงเบาแบบได้ยินกันสองคน “คือฉันอาจจะคิดไปเอง แต่รู้สึกว่า... วันนี้มีคนมองอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เช้าแล้ว”

“…”

“และเมื่อกี้ฉันก็เห็นเหมือนเงาผ่าน และเพราะเรื่องทั้งหลาย.. เอ่อ..​คือนายเข้าใจไหมฉันก็เป็นพวกที่คิดเกินจริง ฉะนั้นมันอาจจะแค่ฉันวิตกไปเอง”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับกุ้ยหรง?”

ตะวันกลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อนคอก่อนจะยอมตอบ “...ตอนที่พวกเราหนี ไม่สิ.. ตอนที่ฉันหลบอยู่ระหว่างหาทางหนีกลับ... รู้ใช่ไหมฉันพูดถึงเรื่องอะไร”

เหวินเจี้ยนนิ่งคิดไปครู่ ก่อนจะพยักหน้า เธอจึงว่าต่อ “ฉันเห็นคนที่เหมือนเขา”

“เจ้าเห็นเขา?”

“มันอาจจะไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นก็ได้ แต่คือ..เอ่อ.. ที่ผูกผมสีแบบนั้นฉันเพิ่งเห็นครั้งแรก และอย่างที่บอกสายตาฉันไม่ได้ปกติฉันอาจจะเห็นผิด เพราะนั่นเป็นสีเหลือง แต่ที่ฉันเห็นที่นี่สองครั้งเขาใช้สีแดง ผู้ชายที่ไว้เปียยาวๆแบบเขาก็มีเยอะแยะ” ตะวันพูดสิ่งที่ตนเห็น ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นของตน “แต่ถ้าสมมุติใช่เขาก็แค่อาจจะไปหานาย ไปหาพ่อนาย ไปหาญาติเขา...​มันก็แปลกอยู่ดีที่เขาอยู่ตรงนั้นช่วงเวลานั้น”

“....จำอะไรได้อีกไหม?”

แทนที่จะปล่อยผ่าน เขากลับถามซ้ำ เธอพยายามนึกว่าตอนนั้นเธอเห็นอะไรอีก แต่กระนั้นก็นึกไม่ออก จึงส่ายหน้าพร้อมว่า “ขอโทษนะ..”

“เจ้าจะขอโทษทำไมกัน” เหวินเจี้ยนพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะยืนตัวตรงแต่มือหนึ่งก็ยีศีรษะเธอเบาๆ “ไปนอนเถอะ ขอบใจมากที่บอก”

“ถ้าฉันนึกอะไรออกอีกจะบอกก็แล้วกัน” ตะวันถอนหายใจออกมาพลางว่าต่อเพราะรู้สึกโล่งอกนิดหน่อยที่อย่างน้อยก็ได้บอกไป “ฉันทำนายตื่นเลย”

“ไม่เป็นไร ข้ายังหลับไม่สนิทดีเท่าใดนัก”

“นายเองก็เครียดเห็นไหมล่ะ” เธอหรี่ตามองคนตัวสูงกว่าก่อนจะว่า “รู้ไหมมันทำให้สมองทำงานไม่ดีอดนอนแบบนั้น ฉันนอนข้างนอกดีกว่าไหมจะได้ไม่กวนนาย”

“ถ้าเจ้าโดนอุ้มไปข้าจะรู้รึหากเจ้านอนข้างนอก?” องค์ราชนิกูลหนุ่มว่าเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหยิบตะเกียงและเดินนำเข้าไป ซึ่งเธอก็เดินตามไปโดยไม่พูดอะไรและขึ้นที่นอนตัวเอง เหวินเจี้ยนลงทุนหาฟูกมาปูให้เลยด้วยซ้ำ ส่วนผ้าห่มนี่เขาขอมาจากเด็กรับใช้สักคน

โดนจับได้รึยังก็ไม่แน่ใจ ว่าห้องนอนเจ้าชายรัชทายาทมีคนนอนด้วย

เธอหลุดหัวเราะออกมากับความคิดของตน ก่อนจะว่าพลางล้มตัวนอน “งั้นก็ราตรีสวัสดิ์อีกรอบนะเหวินเจี้ยน”

“อืม ราตรีสวัสดิ์”

เธอมองเพดานก่อนที่จะถอนลมหายใจออกมาเบาๆพลางภาวนาในใจ... ว่าขอให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแค่การคิดมากไปเองของเธอ และ... อย่าให้เรื่องมาหาเธอมากไปกว่านี้เลยจริงๆ

ด้านนอก หลังจากที่เห็นว่าแสงอ่อนๆจากภายในตัวตำหนักดับลงก็ทำให้ผู้บุกรุกนั้นออกมาจากหลังเสา มุมปากยกยิ้มเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในตำหนักดูจะมีปฏิกิริยาดีเกินคาด ทั้งที่เป็นเด็กและดูไร้วิชาแต่ก็วิ่งออกมาดูทันทีจนหลบเกือบไม่ทัน หนำซ้ำยังมีการเดินสำรวจรอบๆเพื่อหาสิ่งผิดปกติอีกต่างหาก

เห็นทีคงต้องระวังมากกว่านี้เสียแล้ว












----------------------------------------------------------------------------------------------




ครบสี่สิบตอนแล้วค่ะ ><! ไม่มีอะไรหรอก แค่ไม่เชื่อเลยว่าจะเขียนมาถึงตรงนี้ได้....

เหวินเจี้ยนโดนตะวันจับผิด! ตะวันลูกกก ไปบลัฟฟ์เขาแบบนั้นแล้วทำไมปล่อยผ่านง่ายแบบนั้นล่ะเอ๊ย....

คิดไปเองรึเปล่านะ.... เหวินเจี้ยนชอบเรียกตะวัน แต่กับตงหานนี่... รู้สึกเฮียแกจะแทบไม่เคยเรียกชื่อเสี่ยวหยางเลยรึเปล่า ถถถถถ

ชอบ ชอบจริงๆค่ะ บทสนทนาระหว่างชินเซียนกับตะวัน แบบ... ไงอะ เหมือนเพื่อนที่กัดกันนิดๆ และตะวันก็ดูกล้าที่จะเถียงด้วย เอาจริงๆเหมือนกับว่าผู้ชายทุกคนที่อยู่รอบตัวตะวัน ไม่ว่าจะพูดน้อยยังไงก็จะถูกบังคับให้พูดมาก (ตงหาน ชินเซียน หรือแม้แต่เหวินเจี้ยนเองก็ไม่ใช่คนพูดมากเลยนะ)

อาจจะคิดว่าน่าเบื่อกับตอนนี้ ที่มันเรื่อยๆไม่มีอะไร มันเป็นแค่ตอนเชื่อมค่ะ แต่รับรองตอนหน้านี่..... เรื่องจะเริ่มเข้มข้นขึ้น ทั้งดราม่าและการเสี่ยงตายของนางเอกที่จะกลับมาอีกครั้ง

สำหรับชาวเรือที่ยังไม่ปักหลักลงเรือเลือกอวยไม่ถูก คงต้องทำใจนิดนะคะ เพราะเรื่องนี้อย่างแรกเลยคือมันไม่ใช่แนวโรแมนติก และนางเอกอย่างตะวันนี่... ก็เป็นพวกหวั่นไหวยากค่ะ คือไม่ใช่ว่าไม่หวั่นไหวหรือใจเต้น (อย่างที่เกิดในห้องน้ำตอนอาบน้ำนั่น ชีก็เขิน) แต่คือตอนนี้ตะวันยังไม่สนใจเรื่องนั้น สนใจแต่เรื่องจะกลับบ้าน และความเครียดที่สุมๆกัน และไม่นับที่นางเป็นพวกชอบคิดเองตอบเองตัดสินคนอื่น (อย่างตอนนี้เลยเห็นง่ายๆ ถามเหวินเจี้ยนไปแบบนั้นว่ามองตัวเองทั้งวันรึเปล่า แต่กลับเลิกใส่ใจไปแบบสิ้นเชิงเพราะมีคิดเรื่องอื่นอยู่ ฉะนั้นเหล่าผู้ท้าชิงต้องรุกหนักหน่อยแล้วล่ะค่ะ ถถถถ)

ไหนๆก็ถามเรื่องจูบไปแล้วว่าใครจะได้จูบตะวันก่อน... รู้สึกถามผิด ต้องถามว่า "ตะวันจะรู้ความรู้สึกใครก่อน" น่าจะถูกกว่า orz....

แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!!!  

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

941 ความคิดเห็น

  1. #883 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 09:34
    คิดเยอะจนจะเป็นโรคหวาดระแวงตามตะวันแล้ว จะเป็นเรื่องเมื่อไหร่ละเนี่ย
    #883
    0
  2. #506 xiangyan (@xiangyan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 21:51
    หงุดหงิดกะอีคนในเงามืดมาก มันเป็นใครฟะ!!! เราเชียร์ตงหานแหล่ะ แต่ตะวันรักใครเรารักด้วย อิอิ
    #506
    0
  3. #459 ♣ Minto ♣ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 18:37
    ทีมองค์ชาย #โบกธง  ..รับรู้ความรู้สึกก่อนหลังไม่สำคัญ  ขอแค่นางเลือกเรือเราก็เพียงพอ55
    #459
    0
  4. #458 punpun (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 15:24
    #ทีมตะวัน ฟินระดับ10

    ตะวันรักองค์ชายเถอะ..แต่เหมือนว่าจะเป็นตงหานสินะ
    #458
    0
  5. #457 AB.Queen (@babyll) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:31
    เออลืมอีกอย่าง ที่ไรท์ถามว่าตะวันจะรู้ความรู้สึกใครก่อน นี่เดาว่าเหวินเจี้ยนอีกอ่ะ ดูจากบุคลิก อารมณ์ การแสดงออกไรงี้ /อุ่ยย นานๆ ทีจะเม้นท์แบบมีเหตุมีผล 55
    ตงหานนี่น่าจะเก็บความรู้สึกเก่ง มีอะไรไม่แสดงออก ส่วนเหวินเจี้ยนก็คล้ายตงหานนิดหน่อย ตรงที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ ภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนของนาง ใครจะรู้ว่านั่นคือยิ้มจริงๆ หรือนางแสร้งยิ้ม แต่ที่เดาว่าเหวินเจี้ยนเพราะนี่คิดว่าบุคลิค นิสัยอย่างเหวินเจี้ยนนี่ ถ้ามีอะไรมาสะกิดอารมณ์ที่เก็บไว้มากๆ พออารมณ์มันแตกคือจะโพล่งออกมาทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ ส่วนตงหานนี่เราเดาว่าต่อให้อารมณ์ระเบิดจนล้นขนาดไหน วิธีที่นางใช้คงเป็นการเดินหนีมากกว่า คงไม่โพล่งความรู้สึกออกไปแบบที่เราเดาเหวินเจี้ยน จบการเวิ่นเว้อแต่เพียงเท่านั้ค่ะ สวัสดี /กราบเบญจางคประดิษฐ์สามที
    #457
    0
  6. #456 AB.Queen (@babyll) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:24
    นี่กะว่าจะรอให้ตอนเยอะๆ แล้วค่อยมาอ่านนะเนี่ย แต่บั่บ... ใจไม่แข็งพอว่ะ กดเข้ามาอ่านจนได้ 555555
    ฉันขอเดาเกี่ยวกับเนื้อเรื่องสักนิดละกันเม้นนี้ ขอสาระนิดนึง นี่เดาว่ายัยเสวี่ยเอ๋อไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นอ่ะ ฉันเชื่อเซ้นท์ตะวัน ถึงแม้ตะวันนางจะเอะใจนิดเดียวก็เถอะนะ นี่ว่าตระกูลยัยนี่เกี่ยวข้องกับพวกกบฏรึเปล่า บักกุ้ยหรงนี่ยิ่งน่าสงสัยเลย ตะวันเธอจะไม่เชื่อเซ้นท์ตัวเองไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ เธอไม่เคยดูหนังเหรออออ ตัวเองที่คิดไปเองว่าคิดมากนี่เรื่องที่คิดเป็นจริงทุกทีจย้าาา นี่สงสัยยัยเสวี่ยเออร์ตั้งแต่ตอนที่หอหนังสือไปนั่นไฟไหม้แล้วอ่ะ ยัยนี่น่าสงสัย เอาเป็นว่าเดาแค่นี้ก่อน ไม่อยากออกตัวแรงมากเดี๋ยวหน้าแตก 555555
    #456
    0
  7. #455 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 18:54
    ขอบคุณค่ะ รอตอนฟินๆ อ่ะ
    #455
    0
  8. #454 jennie_kim (@jennie_kim) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 18:45
    ขอบคุณที่อัพค่ะ เรื่องนี้งานดีมากกกก
    #454
    0