สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 43 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 41 ลักพาตัว ความเชื่อใจเป็นเหตุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,419
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    3 ต.ค. 60

 

 




“จริงรึ?”

“ใช่”

“นางมั่นใจ?”

“ไม่ แต่ข้าไม่คิดว่านางจะผิดหรอกนะ” คนพูดครุ่นคิดไปครู่ก่อนจะว่าต่อ “ต่อให้นางตาฝาดไป แต่ฟังไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย”

คนฟังหันไปมองเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าทานอาหารของตนต่อ “ท่านมาแบบนี้ไม่เป็นไรรึ ท่านเหวิน?”

“เดี๋ยวก็กลับแล้ว” เหวินเจี้ยนถอนหายใจก่อนที่จะว่าต่อขณะมองอย่างจับผิด จึงถาม “ตาเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”

ใบหน้าคมเข้มนั้นหันมามอง ก่อนที่จะเปิดผ้าปิดตาและเผยให้เห็นแผลที่เริ่มแห้ง แต่กระนั้นก็รู้ว่าไปโดนอะไรมา ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะปล่อยมันปิดเหมือนเดิมขณะเหล่หางตาไปยังสหายที่นั่งอยู่ไม่ไกล “มีคนบอกว่าข้าควรมีผ้าปิดตานานแล้ว มันทำให้เหมาะกับอาชีพของข้ามากขึ้น”

“อ้าว เหตุใดเจ้าโบ้ยให้ข้า” ซิ่นสือที่นั่งอ่านอะไรสักอย่างอยู่ว่า ซึ่งอีกฝ่ายกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น เหวินเจี้ยนหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะสังเกตถึงอะไรบางอย่าง จึงถาม

“เจ้าไม่กลับกลุ่มเจ้ารึ?”

“ไม่ใช่ว่าไม่กลับ” ซิ่นสือถอนหายใจ “แต่กลับไม่ได้ต่างหาก”

“กลุ่มนั้นมันใกล้จะแตกเต็มทนแล้ว” ตงหานเปรย “ช่วงเวลาเกือบเดือน จากสิบห้าคน ตายไปหก ตัดข้าสองคนออกไปเหลือเจ็ด”

“และถึงอย่างไรนั่นมันก็ไม่ใช่กลุ่มธรรมดา” ชายหน้าบากหันไปมองคนที่ยืนอยู่ในหมวกสานที่เริ่มเห็นชินตานั่น ก่อนจะว่าต่อ “แน่นอนย่อมมีพวกหัวรุนแรงและหัวดื้อ คนที่ยังพอยอมตามเรามีแค่คนสองคนเท่านั้น”

“แล้วอีกห้าคนที่เหลือ?”

“ก็เริ่มทำ ‘อย่างที่เป็น’ จริงๆน่ะสิ” ดวงตานั้นวาวโรจน์ขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะว่าต่อ “ไม่มีสัจจะในหมู่เรา และข้ายังหาไม่ได้ใครคาบข่าวไปบอกพวกมัน ไม่รู้ว่าเป็นพวกที่ตายไปแล้วหรือพวกที่ยังอยู่รอด”

“เอาเถอะ ถึงอย่างไรมันก็เป็นอดีต” องค์ชายหนุ่มจำแลงว่าอย่างใจเย็น “กลุ่มนั้นมันก็แค่บังหน้าพวกเจ้าตั้งแต่ต้น”

“แล้วนี่ท่านออกมาเช่นนี้ไม่เป็นไรรึ?”

เหวินเจี้ยนมองอนุชาของตนที่ดูจะไล่กลับเสียเต็มประดาอย่างตำหนิ ซึ่งฝั่งคนถูกไล่ก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่ตนนั้นไม่เป็นที่ต้อนรับ วันนี้เขามาเพียงคนเดียวไม่ได้พาเสี่ยวหยางมาด้วย เพราะแค่จะมาแลกเปลี่ยนข่าวเท่านั้น ยิ่งการคุ้มกันที่หนาแน่นขึ้นทำให้ยิ่งแอบออกมายาก

… แต่ก็ไม่ได้เกินความสามารถเขาเท่าไหร่ แต่คงต้องกลับก่อนที่จะผิดสังเกต

กวงชุนยื่นปิ่นโตไม้กลับคืนมาให้ทำเขาเลิกคิ้วนิดๆอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายกินหมดในเวลาไม่นาน ซิ่นสือเห็นดังนั้นจึงถาม “เจ้าจะเอาของข้าด้วยไหม? ข้ายังไม่ได้กิน”

อนุชาของเขาไม่ตอบอันใดนอกจากรับไปและเริ่มทานเป็นสำรับที่สอง ซิ่นสือถอนหายใจออกมาขำๆก่อนที่จะหันมามองเขาพร้อมว่า “ท่านคงต้องไปบอกนาง ว่าเขากำลังฟื้นตัวคงกินเยอะหน่อย”

เหวินเจี้ยนพยักหน้า หลังจากที่เสี่ยวหยางรู้ว่าวันนี้เขาจะแอบออกมาและได้บอกว่าครั้งนี้จะไม่พามาด้วย นางก็ไม่อิดออดแต่กลับบอกว่าจะทำอาหารไปให้ชิมอีก ครั้งนี้จากที่เห็นรู้สึกจะเป็นข้าวอบอะไรสักอย่าง ซึ่งเมนูนี้เขายังไม่ได้ทาน เพราะนางตื่นมาทำตอนเช้าและเขาแอบออกมาในตอนสาย แต่คงได้กินเป็นมื้อกลางวันเพราะแม่ครัวอาสานั้นบอกว่าจะทำหลากเมนูขึ้นเพื่อรอเขา

แต่คนที่ตอนแรกขมวดคิ้วเมื่อเขามีของฝากมาให้กลับรับไปทานเงียบๆไม่บ่นไม่พูดอะไรทั้งนั้นจนแปลกใจ และจากที่ดูที่กินสองสำรับ... คงถูกปากไม่น้อย

“มองอะไรของท่าน”

กวงชุนเหล่มองเล็กน้อย เหวินเจี้ยนมองน้องชายตนเองราวกับสังเกตก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ

“เมื่อไหร่?”

เมื่อสำรับที่สองหมดลงในเวลารวดเร็ว กวงชุนก็ว่าขึ้นสั้นๆทั้งที่มือยังคงเก็บปิ่นโตให้เรียบร้อย ดวงตาคมข้างเดียวนั้นแหงนมององค์ชายจำแลงที่มองเหมือนเป็นคำถาม ซึ่งก็ว่าซ้ำ “วันของท่าน... ที่ท่านจะรับต่อจากพ่อท่าน”

บรรยากาศรอบข้างเคร่งขึ้นทันตา ซึ่งคนที่เปิดประเด็นก็มองว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคตก่อนที่จะเอ่ยต่อ “ข้าคิดว่ามันน่าจะได้เวลาแล้ว ท่านมีผลงานที่ดี ประชาชนรักใคร่ ทุกคนต่างก็เฝ้ารอกัน”

“…..”

“อย่างน้อยๆข้าไม่ตาย ยิ่งมีเรื่องของนางมาด้วย พวกมันย่อมไม่อยู่เฉยแน่” เสียงหัวเราะขึ้นจมูกดังออกมาเบาๆจากผู้พูด พร้อมกับว่าต่อ “แถมยังซื้อเฟิงเหลียงของข้าไปอีก บ่งบอกชัดเจนครานี้... จักกำจัดข้าให้จงได้ อาจจะพร้อมๆกับท่าน บางทีถ้าท่านรับตำแหน่งนั้นพวกมันอาจจะยอมออกมาก็ได้”

“….”

“เลิกไปไหนกับนางแค่สองคนจะดีกว่า หากท่านฝาก ‘สิ่งนั้น’ ไว้กับนาง ท่านควรรู้ดีที่สุด” ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเตือน “และการกระทำของท่าน... มันอาจจะทำให้ทั้งสถานะและตัวตนของนางเป็นอันตราย”

“ที่ข้าให้นางอยู่ข้างกาย เพราะข้าไม่ต้องการให้นางเป็นอันตราย” เขาเอ่ย “และที่ข้าฝากมันไว้กับนาง เพราะยามนี้นอกจากเจ้า ข้าไว้ใจนางที่สุด”

“นิสัยของนางไม่ได้เหมือนบุรุษเสียทีเดียว ท่านเหวิน” กวงชุนหรี่ตามองเขาเล็กน้อย “ไม่มีบุรุษหรือเด็กรับใช้ชายใดที่เก่งการครัวหรือต้องตัดเย็บเสื้อผ้านอกจากเป็นหน้าที่หรือคำสั่ง ตำหนักท่านมีสตรีเพียงคนเดียวคือแม่นมเหอหลินซิน และข้ามั่นใจว่านางไม่จำเป็นต้องสั่งให้เด็กรับใช้ที่เป็นบุรุษตัดเสื้อผ้าให้ตนแน่”

“…..”

“ยิ่งบวกกับท่าทางการแสดงออกบางครั้งที่บุรุษไม่ควรจะเป็น และท่านควรจะรู้ตัวเสียทีว่าการที่ท่านปฏิบัติกับนางต่างจากคนอื่นมันจะพาแต่เรื่องมาให้”

“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ” เป็นด้านเหวินเจี้ยนเสียเองที่ต้องถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ค่อยพอใจเสียเท่าใดกับเรื่องที่อีกฝ่ายพูด ก่อนที่เขาจะว่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงคล้ายกับพยายามควบคุมตนเองให้ใจเย็นทั้งที่สองมือกำหมัดแน่น “ข้ารู้ว่าตัวเองปฏิบัติกับนางไม่เหมือนคนอื่น นางเองก็ใช่ว่าไม่เคยบอกเรื่องนี้ แต่ข้าก็ทนมองข้ามมันไม่ได้ยามที่นางตีตนออกห่างจากข้าด้วยตำแหน่งของข้า ข้าเกลียดเวลานางทำเช่นนั้น ข้าถึงได้มอบมันให้นางเพื่อบอกว่าข้าไม่ต้องการ และไม่เคยต้องการให้นางก้มหัวให้ข้าอย่างเช่นคนอื่นทำ”

“…”

“นางไม่เคยปฏิบัติกับข้าอย่างที่นางปฏิบัติกับเจ้า ทั้งที่ข้าบอกนางไปแล้วว่าให้มองข้าเป็นคนธรรมดา... นางปฏิเสธทั้งหมดเพียงเพราะนางคิดว่าข้าสูงส่งด้วยยศฐานั่น...”

“….”

ทั้งที่ข้าอยากเป็นคนธรรมดาในสายตานาง...เช่นเจ้า

แม้จะพยายามคุมอย่างไรแต่ผู้ฟังทั้งสองก็รู้ได้ว่าผู้พูดนั้นรู้สึกอย่างไรผ่านทางน้ำเสียงที่ราบเรียบผิดปกติ ราวกับกดกลั้นความเยือกเย็นสุขุมนั้นไว้ ก่อนที่ร่างสูงจะผ่อนลมหายใจออกมาแล้วว่าต่อ

“ข้ารู้ว่านางเก่งกล้าและมีความสามารถ นางไม่ได้อ่อนแอ แต่ข้าก็ไม่อาจห้ามตัวเองที่อยากจะปกป้องนางได้ และข้าไม่เคยมองนางเป็นบุรุษตั้งแต่วันแรกที่เจอ”

อดีตองค์ชายมองอย่างเรียบเฉยกับคำกล่าวนั้น ดวงตาเพียงข้างเดียวนั้นมองราชนิกูลจำแลงเบื้องหน้า ก่อนที่จะเปรย “ท่านรู้รึเปล่าว่าท่านพูดอะไรออกมา”

“รู้”

“งั้นท่านก็ควรรู้ว่าท่านหวั่นไหวกับหญิงอ่ืน...” ผู้เป็นน้องเว้นไปครู่ ดวงตานั้นหรี่ลงพร้อมกับว่าต่อ “ที่ไม่ใช่คู่หมั้นของท่าน

ความเงียบเข้าปกคลุมหลังประโยคนั้น ราชนิกูลหนุ่มไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อนอกจากหยิบปิ่นโตทั้งสองสำรับขึ้นมา เหวินเจี้ยนมองบุรุษทั้งสองคนที่นั่งอยู่ก่อนจะว่า “ดูแลตัวเองดีๆก็แล้วกัน หากมีโอกาสข้าจะมาใหม่”

“ไม่จำเป็น”

เขาไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยกยิ้มมุมปากบางเบาก่อนที่จะหมุนตัวออกไปทางประตู แต่แล้วขายาวๆนั้นก็ชะงักก่อนที่จะหันมามองพร้อมกับว่า “เจ้าอยากเจอเฟิงซุ่นรึเปล่า”

“....อะไรนะ?”

“ข้าพามันมาด้วย”

“...มันเป็นของท่านแล้ว”

“เอาเถอะ” เหวินเจี้ยนผ่อนลมหายใจ พลางพูดก่อนที่จะออกไป “ข้าเล่าเรื่องของเจ้าให้มันฟังตลอด และข้าคิดว่ามันยังคงจำเจ้าได้”

เมื่อประตูถูกปิดลง ซิ่นสือที่ทำตัวเป็นดั่งอากาศตลอดบทสนทนาของสองพี่น้องหันมามองคนที่เป็นทั้งนายและสหายตัวเองทันทีด้วยแววตาตำหนิ

“ทำไมเจ้าไปถามเขาแบบนั้น”

แต่คนถูกถามก็ไม่ตอบ นอกจากเก็บอาวุธของตัวเองและเอนหลังพิงเสาค้ำกลางบ้านเหมือนไม่ได้ยิน จนคนถามต้องถามต่อ “ไหนจะเรื่องนางอีก เจ้าคิดอะไรอยู่”

“ก็แค่อยากรู้” อีกฝ่ายผ่อนลมหายใจออกมา “ว่าเขาจะรู้สึกขนาดไหนและไปทางใด”

“แล้วได้คำตอบไหม?”

“….อืม”

ซิ่นสือหรี่ตามองอย่างจับผิดก่อนที่จะเขยิบตัวเข้าไปใกล้พร้อมกับถามย้ำ “นี่เจ้าไม่ได้คิดจะเก็บความรู้สึกตนแล้วเป็นผู้เสียสละอีกใช่ไหม?”

“ข้าไม่ได้เสียสละสิ่งใดในครานี้” คนอ่อนวัยกว่าว่า “ข้าแค่เตือนเขาถึงหน้าที่และสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าเขารู้และยังทำอยู่ก็เรื่องของเขา”

อดีตองครักษ์ถึงกับถอนลมหายใจออกมายาวเหยียดอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไร นิสัยตรงนี้อย่างไรก็แก้ไม่ได้และคิดว่าคงไม่มีทางแก้ได้ นั่นหมายความว่าทั้งพี่ทั้งน้องรู้แล้วว่าตนนั้นรู้สึกอย่างไร แต่เขาไม่แน่ใจว่าเหวินเจี้ยนนั้นรู้รึเปล่าถึงความรู้สึกของอนุชาตนเอง

อาจเพราะคนน้องนั้นเก็บความรู้สึกและสีหน้าไว้ดีกว่า ทุกครั้งที่พี่น้องคู่นี้สนใจสิ่งเดียวกัน ก็จะเป็นคนน้องทุกครั้งที่เสียสละให้พี่ได้ไปและปดว่าตัวเองนั้นไม่ได้ต้องการมัน

 





 

 

“กลับมาช้านะเหวินเจี้ยน”

หลังจากที่กลับมาถึงตำหนักของตนก็เห็นว่านางนั่งเขียนอะไรสักอย่างอยู่ที่โต๊ะทานข้าว ซึ่งทันทีที่นางเห็นเขาก็ลุกออกจากที่พร้อมทัก ก่อนจะถาม “เมื่อเช้านายกินแค่ขนมกับน้ำชาเองนี่ หิวรึยัง”

“…อืม”

“งั้นไปนั่งรอเลย” นางเก็บของๆตนใส่ย่ามขณะที่พูดไปเรื่อย “ฉันทำเสร็จหมดแล้ว รอแปปนะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยป้าหลินซินอุ่นและยกกับข้าวมาให้”

“เสี่ยวหยาง...”

“ฉันรู้น่า แต่ฉันไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆนี่” นางเถียงก่อนที่เขาจะว่าเสร็จด้วยซ้ำ ก่อนที่จะยักคิ้วใส่เขาพร้อมว่า “นี่ฉันอยากทำเอง ฉะนั้นเลิกคิดเล็กคิดน้อยนะ”

ว่าจบนางก็หันหลังมุ่งไปทางครัวปล่อยให้เขาผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆกับตัวเอง ดวงตานั้นมองตามแผ่นหลังเล็กๆของสตรีจำแลงที่ดูจะร่าเริงขึ้นถ้าเทียบกับสองสามวันก่อน

“งั้นท่านก็ควรรู้ว่าท่านหวั่นไหวกับหญิงอ่ืน... ที่ไม่ใช่คู่หมั้นของท่าน”

พลันบทสนทนาที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนั่นก็เข้ามาในหัว ทำให้มุมปากที่ยกยิ้มนั้นลดลงจนกลายเป็นเรียบเฉยในที่สุด

ใช่ว่าไม่รับรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไป ใช่ว่าไม่รับรู้ว่าทุกอย่างที่ทำไปนั้นเป็นเพราะใคร ใช่ว่าไม่รับรู้.... ว่าความรู้สึกที่มีในใจนี้... คืออะไร

ที่นางจับสังเกตวันก่อนระหว่างที่อยู่เมืองซิ่วผิงนั้นที่ว่าเขาดูเหนื่อยๆ เขาอาจจะไม่เหนื่อยอย่างที่นางว่า แต่วันนั้น...​เขาแค่รับรู้แจ่มชัดกว่าทุกที ว่าในใจตนนั้นมีอะไรแปลกไป

เขา... ไม่ได้รู้สึกอิ่มเอมอย่างที่เคยเป็น ยามที่มีเสวี่ยเอ๋อเคียงกาย

มันไม่ได้เป็นความรู้สึกด้านลบ หากแต่ว่าเขากลับรู้สึกว่าการพูดคุยกับนางมันไม่สนุกอย่างที่ควรเป็น รู้สึกเบื่อกับการมองกุลสตรีที่มีกิริยามารยาทเพียบพร้อม และมันทำให้เขารับรู้... ว่าการเป็นองค์ชายนั้นบางครั้งมันก็ต้องสวมหน้ากากที่จะเข้าหาผู้อื่น ทั้งที่เมื่อก่อนก็มาซิ่วผิงออกบ่อยและคุ้นเคยกับครอบครัวขุนนางหวัง แต่ตอนนี้... เขากลับไม่รู้สึกสบายใจเลยแม้แต่น้อย

แม้ว่าจะไปเดินตรวจตราเยี่ยมชมเมืองปกติโดยมีคู่หมั้นอยู่ข้างกาย แต่สายตายังคงมองไปยังสตรีจำแลงที่เดินตามหลังดั่งเด็กรับใช้เป็นระยะๆ และนางไม่รู้ตัวเพราะคิ้วที่ขมวดอยู่แทบทั้งวัน และท่าทางที่เหมือนครุ่นคิดนั่นทำให้เขารู้ว่านางมีเรื่องสงสัยในใจ

ที่สำคัญนางมองออกว่าเขารู้สึกอย่างไร หนำซ้ำยังมีวิธีแปลกๆที่ไม่คาดคิดที่ทำให้เขายอมรับว่ารู้สึกเหมือนได้เติมพลังในคืนวันนั้น

“มาแล้ว~”

เสียงใสๆนั้นมาก่อนตัวพร้อมกับที่คนเสิร์ฟวางถ้วยข้าวถ้วยโตตรงหน้าพร้อมกับอาหารสี่ห้าอย่าง ข้าวสีเหลืองนวลส่งกลิ่นหอมนั่นทำให้ต้องหันไปมองคนทำซึ่งกำลังยิ้มอย่างภูมิใจก่อนจะว่า “ข้าวอบ...สักอย่าง ฉันไม่รู้มันคืออะไร แต่รับประกันว่ากินแล้วไม่ตาย”

“เสี่ยวหยาง” หลินซินที่ยกเครื่องดื่มตามมาดุกับประโยคนั้นจนนางหันไปยิ้มแห้งๆให้ ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันจัดอาหารและหลินซินก็ออกไป เสี่ยวหยางทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา ช่วงหลังๆนี้เขาจำกัดเด็กรับใช้ที่มาอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้น หรือก็เรียกได้ว่ารอบตัวตำหนักชางหลงนี้จะมีเพียงแค่หลินซินกับชินเซียนก็ว่าได้ แต่คนอื่นๆก็อยู่ที่เรือนเด็กรับใช้ที่อยู่ไม่ห่างซึ่งจะเป็นลูกมือของหลินซินในการรับคำสั่งเขาอีกที

“นี่อะไรรึ?” เขาชี้ไปยังจานที่มีอาหารสีส้มสดใส ซึ่งนางเกาแก้มนิดหน่อยพร้อมกับว่าแบบไม่มั่นใจ

“…มันคือปลา” พลางหันซ้ายหันขวาพร้อมป้องมือและว่าเสียงกระซิบ “เรียกว่า ฉู่ฉี่

“ฉูฉี่?”

“ไม่ใช่ ฉู่ฉี่ ต่างหาก” นางส่ายหน้าพร้อมว่าด้วยรอยยิ้ม “มันเป็นอาหารบ้านฉันเอง ฉันไม่กล้าทำรสจัดมากกลัวนายกินไม่ได้ แถมวัตถุดิบบางอย่างก็ไม่มี แต่ฉันชิมแล้ว รสชาติพอใช้ได้”

“แล้วข้าวนี่?”

“อบกับไก่และสมุนไพร ซึ่งฉันไม่รู้คำศัพท์มัน” นางยักไหล่ก่อนที่จะเร่งเร้า “กินเร็วๆแล้วบอกด้วยเป็นไง ฉันตื่นมาอบแต่เช้าเลยนะ”

เหวินเจี้ยนตัดแบ่งปลาชิ้นเล็กๆก่อนที่จะรับเข้าปาก รสชาติหวานๆมันๆติดเผ็ดนิดๆนั่นแปลกลิ้นไป และเมื่อลองกินข้าวก็เหมือนกับว่ารสชาติของไก่และสมุนไพรมันเข้าไปในเมล็ดข้าว เสี่ยวหยางที่ยังไม่ทานแต่กลับมองอย่างลุ้นๆว่าเขาจะว่าอย่างไร ซึ่งก็พยักหน้าพร้อมกับชม “อร่อย”

“ฮี่ๆ ฉันบอกแล้วว่าฉันทำอาหารเก่งนะ นายไม่เชื่อเอง”

รอยยิ้มกว้างๆที่โชว์ฟันเรียงเป็นระเบียบ มันกว้างจนตาหยีและเห็นลักยิ้มนั่นบ่งบอกความภูมิใจชัดเจน เมื่อได้คำชมจากปากเขานางก็เริ่มทานข้าว เหวินเจี้ยนมองคนที่กินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่ได้แตะของในถ้วยตน จนนางสังเกตถึงได้เงยหน้ามองแล้วเอียงคอทั้งที่ปากยังคงเคี้ยวตุ้ยอยู่ เขายิ้มออกมานิดๆก่อนจะยอมหันกลับมาสนใจข้าวในถ้วย แต่กระนั้นก็กินไปคำเดียวก่อนที่จะมองสตรีตรงหน้าอีกคราขณะอดคิดไม่ได้

นางบอกว่าตัวเองเอาแต่ใจกับเขา แต่เปล่าเลย เขาต่างหากที่เอาแต่ใจกับนาง และนางก็ยอมตามใจเสียด้วย ไม่ว่าจะเรื่องกริช เรื่องการกระทำของนาง และอีกหลายๆอย่าง แม้จะบอกให้นางเป็นฝ่ายพูดบ้างแต่กระนั้นนางก็ยังปฏิเสธที่จะเล่าเรื่องตัวเองมากมายเพราะว่าไม่อยากให้เขาเครียด

ถึงแม้ว่าจะยอมตามใจเหมือนกับคนอื่น แต่กระนั้นก็อยู่ในขอบเขตที่ตัวนางเองยังสบายใจ แม้จะยอมทำตามสิ่งที่เขาขอ แต่กระนั้นก็พร้อมที่จะทำตรงข้ามหากเห็นว่ามันส่งผลกระทบต่อฐานะของเขา คล้ายเชื่อฟังแต่กระนั้นก็ดื้อดึงและยึดถือความคิดของตน ดูไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบกายแต่อันที่จริงนั้นเป็นคนที่ใส่ใจและช่างสังเกตกว่าใคร คล้ายจะโอนอ่อนแต่กระนั้นกลับไม่ยอมถูกผูกมัดไว้

ไม่สิ ต้องพูดว่านางยอมให้ผูกมัด แต่กระนั้นก็ไม่ยอมให้มัดแน่นพอที่นางจะหนีไม่ได้ หรือต่อให้มันแน่น นางก็จะหนีทั้งแบบนั้น

นั่นคือสิ่งที่เขาทำกับนางอยู่ตอนนี้... ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่านางจะหนีเขาไปเมื่อใดก็ได้ แต่เขาก็พยายามผูกมัดนางไว้ เขาพยายามให้นางเลิกคิดว่าเขาเป็นองค์ชายที่อยู่คนละโลกกับนาง ให้นางเลิกคิดว่าเขานั้นสำคัญกว่าคนอื่น ทั้งที่ตอนนี้สำหรับเขา... ทุกสิ่งของนาง..ล้วนสำคัญสำหรับเขา เขาคุ้นชินกับการที่มีนางอยู่เคียงกายราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

และใช่...

มันยิ่งกว่าหวั่นไหว.... ไปนานแล้ว

จนตอนนี้ เขาอยากจะเก็บนางไว้ข้างตัวเพียงผู้เดียว

 





 

 

 

“ข้าจะไปหาเสด็จพ่อ คงกลับดึกนิดหน่อย เจ้าจะทำอะไรก็ทำไป แต่อย่าเชื่อใจใครหรือออกไปนอกตำหนัก”

ตะวันพยักหน้ารับคำเจ้าของตำหนักที่เตือนเหมือนเดิมแทบทุกครั้งเวลาที่เขาออกไป ตอนนี้เธอไม่รู้ว่ากี่โมง แต่ท้องฟ้าเป็นสีแก่ๆแบบใกล้มืดเต็มทน ซึ่งตอนนี้เธอเองก็มีของแก้เบื่อใหม่ที่สามารถใช้เวลาทั้งวันไปกับมันนอกจากฝึกดาบกับเหวินเจี้ยน

ใช่! ทำอาหารไง! ยิ่งอุปกรณ์และวัตถุดิบไม่เหมือนสมัยเธอแบบนี้ด้วยเธอยิ่งเมามันกับการลองของใหม่มาก!

หลังจากที่วันนี้ตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางและมานั่งหุงข้าว หรือง่ายๆก็คือช่วยคนอื่นทำงานบ้านแต่หลักๆตอนนี้คือช่วยป้าหลินซินทำอาหาร และวันนี้เมนูนำเสนอที่เธอฝากให้เหวินเจี้ยนเอาไปให้คนที่อยู่นอกวังคือ... ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เพราะอยากจะทำข้าวหมกไก่เครื่องก็ไม่ครบ ฉะนั้นก็เลยใส่สมุนไพรที่มีลงไปที่ดูว่ามันจะไม่ตีกันจนเกินไป... และปิดท้ายด้วยใส่ไก่ จนข้าวออกมาสีเหลืองอ่อนๆและรสชาติไม่เลวนัก และไก่เองก็นุ่มกำลังพอดีด้วย

เธอว่าเธอมีพรสวรรค์ทำอาหารใช้ได้นะเนี่ย....

ซ่ึงวันนี้เหวินเจี้ยนไม่ให้เธอไปด้วยเพราะจะไปแค่แปปเดียว และเธอเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเพิ่งจะเจอเขาไปเมื่อวันก่อน อีกอย่างเมื่อกลับมาเห็นปิ่นโตเปล่าๆทั้งสองก็ต้องยิ้มออกมาอย่างภูมิใจที่อย่างน้อยๆสองคนนั้นก็กิน แล้วก็ต้องแปลกใจที่เหวินเจี้ยนบอกว่าให้ทำเยอะขึ้นเพราะมันไม่พอ

ก็คงไม่แปลก... คนหนึ่งกำลังพักฟื้นนี่นะ

และเธอก็ได้ลองทำฉู่ฉี่ปลาในระหว่างที่เจ้าของตำหนักไม่อยู่.... ซึ่งสารภาพตามตรงเธอไม่รู้ว่ามันคือปลาอะไร และไม่คิดจะเรียนภาษาจีนเกี่ยวกับพันธุ์ปลาต่างๆแน่นอน เธอลองชิมดูแม้รสชาติจะดูไม่เหมือนไปบ้าง แต่ก็พอรับได้อยู่ ยังดีที่ที่นี่มีกะทิ... น่าลองทำแกงเขียวหวานไม่ก็แกงเผ็ดดูบ้าง แต่เท่าที่ดูแล้วอาหารเผ็ดไม่นิยมในสมัยนี้ คงต้องลดความเผ็ดลงและแทนด้วยรสอื่น

….น่าลองเขียนตำรับอาหารฉบับตะวัน น่าจะขายดีในยุคนี้

“อารมณ์ดีเชียวนะเสี่ยวหยาง” หลินซินที่นั่งเด็ดผักอยู่ไม่ไกลจากเธอที่กำลังนั่งนวดแป้งอย่างเมามันอยู่บริเวณเรือนครัว ซึ่งเธอก็ยิ้มรับแล้วว่า

“คิดอะไรเพลินๆน่ะขอรับ”

หญิงชรายิ้มตอบก่อนที่จะลุกมาเมื่อเห็นว่าเธอนวดแป้งได้ที่แล้ว ก่อนจะว่าขณะแบ่งแป้งออกมาประมาณกำมือหนึ่ง “ปั้นเป็นก้อนแบบนี้ แล้วใส่ถาดไว้นะ แล้วค่อยใส่ไส้ทีเดียว”

ตะวันเพ่งมองสองมือเหี่ยวย่นที่กำลังปั้นแป้งเป็นรูปตัวอย่างเพื่อที่จะดูวิธีการปั้น ก่อนจะนึกอะไรได้จึงถาม “ลองใส่ไส้อย่างอื่นได้ไหม?”

“หืม?” หญิงชราเลิกคิ้ว “ความคิดเจ้านี่ดูไม่เหมือนใครจริงๆนะ”

“ก็... คิดว่าถ้าลองไส้อื่นมันอาจจะน่ากินบ้าง....”

เหอหลินซินมองใบหน้าหงอยๆนั่น ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาแล้วพยักหน้า “เอาสิ ข้าจะรอดู การทำอาหารก็เป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่งนี่นะ”

“ตกลงขอรับ!! รอกินได้เลย”

“เจ้าปั้นได้แล้วใช่ไหม?”

“อ่า... พอได้ขอรับ” เธอมองแบบที่วางสวยอยู่บนถาด ก่อนจะถามเสียงอ่อย “ถ้าไม่สวยเป็นอะไรไหม?”

“ไม่หรอก พอนึ่งแล้วก็ออกมาดีเองแหละ” หญิงชราหยิบถาดผักขึ้นมาก่อนจะว่า “เช่นนั้นปั้นไปนะ ข้าจะไปล้างผักและเตรียมอาหารสำหรับพรุ่งนี้ เสร็จแล้วก็เอามาให้ข้าก็แล้วกัน”

“รับทราบขอรับ!”

ถ้าสงสัยว่าเธอทำอะไร คำตอบคือทำแป้งสำหรับซาลาเปา

....เหมือนว่างจัดจริงๆนั่นแหละ

เธอนั่งปั้นอย่างเมามันขณะมีกองไฟให้ความอบอุ่น ซึ่งกองไฟนั่นก็เหมือนจะต้มอะไรอยู่ ปกติเวลาแบบนี้คนในตำหนักก็มีไม่มากอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่เหวินเจี้ยนไม่อยู่ด้วยแบบนี้ยิ่งเงียบ ซึ่งเธอบอกเลยว่าเธอชอบมัน เพราะมันไม่มีใครมามองเธอแปลกๆ

จู่ๆก็รู้สึกว่ามีคนมาหยุดอยู่ข้างหลัง เธอจึงหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงหันกลับมาปั้นแป้งต่อขณะถาม “กลับมาแล้วเหรอ ตั้งแต่กลับมาจากซิ่วผิงฉันไม่เห็นนายเลย ไปทำธุระมารึไง”

“…..นิดหน่อย” อีกฝ่ายตอบสั้นๆ ก่อนจะถามกลับ “องค์ชายล่ะ”

“ไปหาฮ่องเต้น่ะ”

“งั้นรึ” คล้ายจะได้ยินเสียงพึมพำแบบนั้น ก่อนที่เขาจะพูดต่อซึ่งเหมือนสั่งเสียมากกว่า “มากับข้าหน่่อยสิ”

“ฮะ?” เธอหันไปมองอย่างสงสัย ก่อนจะแย้ง “แต่ฉันปั้นแป้งอยู่นะ จะไปไหนเหรอ”

“ไม่นาน” คนอายุใกล้เคียงกันผ่อนลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “แล้วค่อยกลับมาทำ”

“ฉันไม่ไปเจอใครนะ”

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า”

ตะวันยิ้มแห้งๆก่อนจะพยักหน้า เธอปั้นแป้งในมือซึ่งเป็นก้อนที่หกเสร็จจึงวางไว้ในถาดและลุกออกจากที่ เมื่อเขาเห็นเธอลุกจากที่จึงเดินนำไป

“นี่นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย?” ตะวันถามขณะเดินตามอีกฝ่ายมาเรื่อยๆซึ่งเขาก็พาเดินเข้าตรอกนั้นออกซอกนี้ และนั่นทำให้เธอยิ่งสงสัย แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะคิดว่าเขาคงไม่ให้ใครอยากเห็นเธอ

ถ้ามีคนเห็นขึ้นมาอาจจะมีปัญหาตามไปให้ถึงเจ้านายเขาแน่ๆ และคนที่ดูเทอดทูนเหวินเจี้ยนเหนือหัวขนาดนั้นคงไม่ยอมให้นายตัวเองเดือดร้อนหรอก

แต่แล้วจะวันก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมาอยู่บริเวณที่คล้ายๆบริเวณประจำที่ใช้ปีนออกจากวัง แต่รู้ว่าคนละที่เพราะต้นไม้ตรงหน้านี้เล็กกว่าแต่มีสามต้น ตะวันลูบต้นไม้ขณะถามทั้งที่ไม่หันไปมอง “นี่นายจะพาฉันไปนอกวังเหรอ?”

“….”

“ชินเซียน?“

เธอหันไปมองก็พบว่าเขายืนนิ่งอยู่ไม่ห่างจากเธอมาก แต่เพราะสีหน้าที่เห็นทำให้ตะวันต้องเดินเข้าไปใกล้เพื่อที่จะมองให้ชัดๆ เพราะความมืดที่มีเพียงแสงจากคบไฟไกลๆนั่นทำให้เธออาจมองพลาดไป จึงถาม

“เป็นอะไรไป?”

!!?

จู่ๆก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาอุดทั้งปากทั้งจมูกไว้จากทางด้านหลัง ผ้าชื้นเปียกและกลิ่นที่ฉุนติดจมูกมันทำให้เธอศอกใส่คนด้านหลังอย่างแรง จนผ้าที่ปิดปากอยู่นี่เกือบหลุดออก คล้ายจะได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอจากด้านหลังก่อนที่มือใหญ่นั้นจะกดผ้านั่นกับใบหน้าเธออีกครั้ง แม้จะกลั้นหายใจแต่เพราะตอนแรกเธอสูดเข้าไปแล้ว ไม่ช้าสติก็เริ่มพร่าเลือนลงทำให้ทุกอย่างเบลอไปหมด สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือชุดสีเทาของผู้ชายอายุใกล้เคียงตรงหน้าที่เข้ามารับร่างของเธอไว้พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่เหมือนพูดให้เบาที่สุด

“….ขอโทษนะ แต่นี่เพื่อองค์ชาย และตัวเจ้าเอง”

และสุดท้าย เปลือกตาเธอก็ปิดลงพร้อมกับที่สัมผัสทั้งหมดจางหายไป












----------------------------------------------------------------------------------------------




เอ้าเอาละไง...... เอาแล้วไงล่ะ!!!!

เรื่องอะไรก่อนดี... ครึ่งบนและตรงกลางเหวินเจี้ยนแอบดราม่า... ฮียอมรับแล้วค่าาาา #จุดพลุ //ใช่เหรอ

บรรยายตงหานยากจริงๆนะ แบบ.... มีสองชื่อไง ตงหานกับกวงชุน แล้วเหวินเจี้ยนชอบเรียกกวงชุน .... //ปัญหาใหญ่จริงๆ

มาช้าไปนิดค่ะ แถมมาไม่ยาวมากอีกต่างหาก คือไม่รู้จะตัดตรงไหนและเริ่มติดขัดเขียนไม่ออกแล้วจริงๆกับฉากเล็กๆน้อยๆที่ดูไม่สำคัญแต่แม่งก็สำคัญ

มีใครเดาได้ไหมว่าชินเซียนจะเล่นบทนี้ ถถถถ อันที่จริงเหวินเจี้ยนก็ย้ำกับตะวันแทบทุกวันนั่นแหละว่าอย่าเชื่อใจใคร แต่นี่คือชินเซียนไง ตะวันเลยไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรทั้งนั้น.....

อาจจะเริ่มมาช้านิดหน่อย แต่จะไม่หายแน่นอนค่ะ! แล้วพบกันตอนหน้านะคะ!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

941 ความคิดเห็น

  1. #884 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 09:51
    ไว้ใจคนอื่นมากเกินไปนะตะวัน เฮ้อ ขอให้ปลอดภัยก็ะอ
    #884
    0
  2. #566 YoGurT_Yo^^ (@nuyoja) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 09:32
    อ้าวววเหวินจิ้นยอมรับตัวเองล่ะ เหลือแต่น้องชายจอมซึนนี่แหละ
    #566
    0
  3. #465 amporn (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 17:26
    ขอบคุณค่ะ
    #465
    0
  4. #464 punpun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 11:17
    อย่ามาอ้าง...ทำเพื่อตะวัน..

    #ทีมตะวัน
    #464
    0
  5. #463 MuM_ (@MuM_) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 21:09
    ทำไมจึงหักหลังกัน
    #463
    0
  6. #462 กระต่ายสีขาว (@LeeZen) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 20:37
    ว่าแล้วเชียว ภัยร้ายคนใกล้ตัวสินะ
    #462
    0
  7. #461 เต่าหมุน^0^ (@Eagles) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 12:23
    กวงชุนนี่ใคร
    #461
    0
  8. #460 ♣ Minto ♣ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2560 / 20:57
    เฮ้ยย นี่คิดว่าเป็นสหายตะวันกลายๆมาโดยตลอดเลยนะ ไหงทำงี้~~ 
    แต่ถ้าจากคำพูดสุดท้ายนั่น เราว่าเขาไม่น่าจะร้ายนะ น่าจะทำโดยคิดไปว่ามันจะทำให้เจ้านายเขาปลอดภัยมากกว่า ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะทำอะไร ลักพาตัวไปโยนทิ้งป่ารึ? และก็ยังไม่เข้าใจด้วยว่าทำไปแล้วมันดีกับตะวันกับเหวินเจี้ยนตรงไหน 
    #460
    0