สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 53 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 51 อดีตที่ไม่อยากจดจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    23 ก.ย. 60






“นายบอกว่าปู่นายรบชนะ แล้วเอาตัวนายกับแม่นายกลับวัง....” แค่เธอเกริ่นแค่นั้น ตะวันก็ต้องขยี้ศีรษะตัวเองแรงๆเมื่อมันไม่มีเนื้อความอะไรให้เดาได้หลังจากนั้นเลย เพราะเรื่องวัยเด็กเขานั้นเธอไม่เคยได้ยินจากใครมาก่อน ตะวันเหล่มองคนตรงหน้าเกรงๆก่อนจะว่าเสียงอ่อย “ฉันไม่รู้จะเดาอะไรให้นายตอบฉันเพราะฉันไม่มีข้อมูลอะไรเลย... ฉะนั้น... นายก็...”

“ถามมาก็ได้” แม้จะว่าแทรก แต่เขาก็เอ่ยอย่างใจดีผิดปกติ “ข้าจะตอบนอกเหนือจากใช่กับไม่ใช่”

ได้ยินดังนั้นเธอก็ตาวาว ก่อนจะถามอย่างรวดเร็ว “นายกับแม่ถูกรับตัวกลับมา แล้วก็น่าจะได้ยศฐาเดิมใช่ไหม?”

“ใช่”

“แล้วทำไมทั้งหมอหลวงทั้งพ่อนายถึงได้พูดเหมือนกับว่านายเป็นคนที่สมควรจะตายไปนานแล้วล่ะ?”

“…กบฏพวกนั้นไม่ได้เพิ่งมีมาเร็วๆนี้” เขาเกริ่น “มันมีมานานพอสมควรที่ข้าไม่แน่ใจว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ แต่วัยเด็กข้าถูกบีบตั้งแต่เข้ามาในวัง”

“ถูกบีบ?​ แบบถูกกดดันจากพวกขุนนางน่ะเหรอ”

“ใช่” ตงหานว่าเหมือนไม่ใส่ใจ “พวกเขาคิดว่าข้าเป็นพวกเลือดสกปรก แน่นอนคำครหานั้นรวมถึงแม่ข้า แต่คนที่ออกมาปกป้องท่านแม่คือท่านปู่กับท่านลุง... ฮ่องเต้คนปัจจุบัน”

“….”

“ท่านปู่กับท่านลุงเชื่อคำแม่ของข้าก็จริง แต่คนอื่นไม่ ทุกคนเหยียดหยามและไม่ต้อนรับพวกเรา แต่ทำอันใดแม่ข้าไม่ได้เพราะเขาเป็นธิดาของฮ่องเต้คนหนึ่ง ส่วนใหญ่จึงมาลงที่ข้า อันที่จริง.. ตอนแรกเขาก็เป็นแบบนั้น”

“เขา?”

“เจ้ารู้ว่าข้าพูดถึงใคร”

เหวินเจี้ยนงั้นเหรอ??? อย่างเขาเนี่ยนะ?

“แต่อาจเป็นเพราะท่านลุงสอน หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาเข้าหาข้าก่อน และปกป้องข้าจากลูกขุนนางคนอื่นๆ เป็นเพื่อนเล่นกับข้า นอกจากซิ่นสือแล้วก็มีเขาที่ข้าค่อนข้างเปิดใจให้ เบื่อลูกตื๊อเขานั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุผล”

แม้สีหน้าตงหานจะดูเอือมระอา แต่มันก็แฝงแววคิดถึงความหลังอยู่ลึกๆจนเธอนึกสภาพเหวินเจี้ยนตื๊อขอเป็นเพื่อนกับตงหาน แล้วมันก็ดูอบอุ่นพิกล ก่อนจะพูดเหมือนปากไว

“สรุปคือนายเป็นเด็กมีปัญหางั้นเหรอ?”

ดวงตามองอย่างเอาเรื่องทำให้ตะวันยกสองมือยอมแพ้ ก่อนจะยอมไม่ขัด “เล่าต่อสิ”

“ชีวิตก็ดูปกติไป แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาโดนลอบสังหาร ซึ่งข้าไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีบางคนที่คิดว่าเป็นฝีมือข้า ที่อยากจะขึ้นเป็นฮ่องเต้เอง ทำนองน้ัน”

“ขุนนางงี่เง่า” เธออดวิจารณ์ไม่ได้ คนพวกนั้นนี่มีจินตนาการผูกเรื่องได้สูงสุดๆเลย

“ชีวิตในวังก็ดูแย่ในสายตาข้าไม่ว่าจะเรื่องอะไร แต่มันก็คงไม่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับวันนั้น” เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงที่กดต่ำกว่าปกติ “เจ้าจำแม่น้ำเจ้าหรานได้ไหม”

“แม่น้ำเจ้าหราน?”

“ที่เจ้าถูกจับถ่วงน้ำ”

“อ๋อ….” เธอพยักหน้ารับรู้เพราะเพิ่งได้ยินชื่อแม่น้ำนั่นเป็นครั้งแรก ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

แม่ข้าตายที่นั่น” 

ดวงตาของเขามองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่เรียบเฉยและเย็นชา ก่อนจะว่าต่อเน้นย้ำชัดทุกคำ “จมน้ำ ต่อหน้าต่อตาข้า”

“….คือ… เอ่อ….” ตะวันเลิ่กลั่กทันที คือก็รู้แต่แรกว่ามันเป็นปมถึงได้เล่นเป็นเกมจะได้ไม่เครียด แต่ไม่คิดว่าปมเขามันจะใหญ่และรุนแรงขนาดนี้ ฟังดูก็รู้แล้วว่าตงหานรักแม่มากแค่ไหน และเห็นแม่ตัวเองตายต่อหน้าโดยที่ทำอะไรไม่ได้นี่... เธอรู้สึกว่าข้ามเส้นมากเกินไป “ฉันขอโทษ นายไม่ต้องเล่าแล้วก็ได้ คือ... ฉันไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนั้น”

“ข้าตัดสินใจจะเล่าให้เจ้าฟัง ฉะนั้นฟังให้จบ”

น่ากลัวอิ๊บอ๋าย.... เสียงเหี้ยมโคตรๆ.... เธอพยักหน้าเกรงๆก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้เขาอีกนิดและตั้งใจฟัง

“ข้าถูกจับตัวไประหว่างที่อยู่คนเดียว เห็นว่าเพราะเข้าใจผิดว่าข้าเป็นเขา และคนที่มาช่วยข้าเป็นคนแรกคือท่านแม่ ที่รู้ว่าข้าถูกจับไปเพราะมีนายทหารบังเอิญมาเห็นและไปบอก” เขามองเธอก่อนจะเปรียบเทียบ “สถานการณ์ของข้าคล้ายกับเจ้า คือข้าถูกจับมัดไว้เตรียมจะถูกโยนลงไปในแม่น้ำ”

“….”

“พวกเขาขอแลกตัวเขากับข้า แต่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้น...” เขาผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะเงียบไปเหมือนกับทำใจ ซึ่งเธอขมวดคิ้วแล้วลองเดาสุ่ม

“นี่อย่าบอกนะว่าเหวินเจี้ยนโผล่มาพร้อมกับทหารอะ? เอ๊ะ... แต่ถ้าทหารอยู่ตรงนั้นเหวินเจี้ยนก็ไม่น่าจะมาด้วยได้ .... ฉันไม่คิดว่าแม่นายจะยอมแลกตัวด้วย....”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น?”

“ความรู้สึก” ตะวันตอบตามจริง “แม่ส่วนใหญ่ก็รักลูกจนยอมเสียสละอย่างอื่น แต่...​ไม่รู้สิ ฉันแค่รู้สึกว่าแม่นายไม่ใช่คนแบบนั้น เพราะการที่เขาทนกับเสียงนินทารอบตัวได้....” เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็ต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะโบกไม้โบกมือแล้วว่าแก้ “เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆเขาก็เลี้ยงนายตอนเด็กๆมา เนื้อแท้นายก็เป็นคนที่เสียสละแค่ตัวเอง แบบไงล่ะ... เสียสละแค่ตัวเอง ไม่ใช่ทำให้ผู้อื่นเป็นผู้เสียสละ ฉะนั้นฉันเลยคิดว่าแม่นายก็น่าจะเป็นเหมือนกัน”

“…..”

“แล้วสรุปพวกทหารมาช่วยนายเหรอ?”

“…เปล่า” เขาปฏิเสธ “ตอนแรกที่เจ้าพูดน่ะถูกแล้วครึ่งหนึ่ง”

“ที่เหวินเจี้ยนโผล่มาพร้อมทหารน่ะนะ?”

“ถูกแค่ครึ่งเดียว”

เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะพูดแบบไม่ค่อยเชื่อนัก “นี่อย่าบอกฉันนะว่าว่าเหวินเจี้ยนมาคนเดียวโดยไม่มีทหารมา”

“…..”

ตะวันเบิกตากว้างเมื่อตงหานไม่ตอบแต่สีหน้ามีแววเหนื่อยหน่าย ซึ่งทำให้เธอต้องถามซ้ำแบบไม่เชื่อ “บ้าน่า เหวินเจี้ยนดูไม่ใช่คนบ้าบิ่นทำอะไรไม่คิดแบบนั้นนะ”

“ใครบอก” ตงหานเถียง ก่อนจะแฉด้วยประโยคที่ทำให้เธอยิ่งไม่เชื่อกว่าเก่า “ตอนเด็กๆเขาน่ะตัวแหกกฎเลยเถอะ”

เธออ้าปากเหวอ คนอย่างเหวินเจี้ยนเนี่ยนะตัวแหกกฎ?! บอกว่าเป็นตงหานยังเชื่อกว่าอีก!! 

“เจ้ากำลังคิดว่าข้าเป็นคนที่น่าจะแหกกฎมากกว่าเขาอยู่สินะ”

ประโยคที่ราวกับอ่านใจได้ทำให้เธอต้องสะดุ้งและยิ้มแห้งๆ แล้วว่าเสียงอ่อย “ก็มันจริงนี่.... เหวินเจี้ยนเคร่งจะตาย”

“เคร่ง? ถ้าเคร่งจริงเขาคงไม่แอบพาเจ้าเข้าวัง หรือแม้แต่แอบเอากุยช่ายให้เจ้ากินหรอก”

เออ... ที่พูดมาก็ถูก 

สรุปคือเหวินเจี้ยนเองก็เก็บกดที่อยู่ในวังปฏิบัติตามกฎเหมือนกันว่างั้นเถอะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่พอมีเธอก็เหมือนได้ระบายความเครียดด้วยการแหกกฎเล็กๆน้อยๆ....

“แล้วเหวินเจี้ยนมาหานายแล้วช่วยนาย แล้วทำไมถึงมาคนเดียว?”

“นายทหารที่บอกแม่ข้า” เขาเกริ่น และถ้าเธอมองไม่ผิด มือของเขามันกำหมัดแน่นก่อนจะว่าต่อ “เขาไม่ใช่ทหาร เขาฆ่าทหารยามคนหนึ่งแล้วเอาชุดนั้นมาสวมใส่และไปบอกแม่ข้า รวมถึงไปบอกแค่เขาคนเดียว”

ถ้ามันจะซับซ้อนขนาดนี้นะ... เธอคิด พร้อมกับถามต่อ “แล้วเหวินเจี้ยนก็มาช่วยนาย ซึ่งมาคนเดียว แล้วจากนั้น...... นายก็น่าจะรอดไม่ใช่เหรอ?”

“ก็ใช่ แต่เขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ถ้าเจ้ายังไม่ลืม” ตงหานถอนหายใจ “ข้าถูกจับโยนถ่วงน้ำ เขาเป็นคนช่วยข้า และ... ท่านแม่ที่เป็นคนถ่วงเวลาพวกมันสองคนก็ถูกแทงตอนนั้น”

“….”

“ท่านก็ยังไม่ตาย แถมยังพยายามช่วยพวกเราต่อ และตอนนั้นที่ได้ยินเสียงตะโกนเหมือนมีคนมาทำให้พวกมันล่าถอย แต่... ก็ผลักท่านแม่ลงไปในแม่น้ำ”

“คนที่ตะโกนเป็นซิ่นสือ ที่มาพร้อมกับพ่อของเขาที่เป็นแม่ทัพหน่วยย่อยในสมัยนั้น เขามาเพราะว่าเห็นศพของทหารคนหนึ่งซ่อนอยู่ บวกกับการที่ทั้งข้า ท่านแม่ และเขาหายไป”

“แล้วเขาไม่ได้พาทหารมาด้วยรึไง?”

“พามา แต่ว่าก็เป็นแค่นกต่อ เพราะทหารคนนั้นแทงคนอื่น รวมถึงพ่อของซิ่นสือจากทางด้านหลังด้วย”

“….”

“ในวังไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่าใครก็ไม่อาจไว้ใจได้ ท่านลู่หลิน.... พ่อของซิ่นสือ เป็นคนสั่งให้พวกเราหนี”

“นายบอกว่าแม่นายเป็นคนบอกให้พวกนายหนีตอนบอกฮ่องเต้”

“ก็ใช่” เขาพยักหน้า “เขาพูดแค่นั้นว่าให้หนี แต่ท่านลู่หลินให้พวกเราเหมือนกับตายไปแล้ว เปลี่ยนตัวตนใหม่ทั้งหมด”

“แล้วนายก็ทำตาม?”

“ไม่” 

“แต่นายตอนนี้ก็ทำตามนี่”

“แผลบนใบหน้าของซิ่นสือมาจากตอนนั้น” 

“…”

“เขาปกป้องข้า และท่านลู่หลินปกป้องเขาและร่างของแม่ข้า....” ตงหานสูดลมหายใจยาวพร้อมกับว่าต่อเสียงเรียบ แต่ถ้าฟังดีๆมันสั่นไหวเล็กน้อย “ข้าจึงยอมหนี โดยที่ท่านลู่หลินเป็นคนปกป้องเขาให้แอบกลับเข้าวังโดยไม่มีใครรู้ และ.. ข้ามารู้ทีหลังว่าท่านลู่หลินเองก็ตายลงเพราะพิษบาดแผลเช่นกัน”

“แล้ว... เอ่อ...” มีรายละเอียดบางอย่างที่อยากจะรู้และไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่แค่นี้เธอก็คิดว่ามันเยอะพอแล้ว จึงตัดสินใจเปลี่ยนคำถาม “แล้วนายก็หนีมากับซิ่นสือ เปลี่ยนตัวตนทั้งหมดเหรอ?”

“ใช่ แต่แค่ข้าคนเดียว พวกเราหนี และขโมยม้า หนีไปให้ไกล และข้าเปลี่ยนชื่อเป็นเฉินตงหานตั้งแต่นั้น ส่วนซิ่นสือก็ยังสามารถใช้ชื่อเดิมได้อยู่ แต่เขาเลือกใช้ชื่อเล่นของเขาแทน ซึ่งก็คือซิ่นสือ แทนซิ่นหย่งสือ”

เธอเพิ่งรู้ว่าชื่อเต็มของซิ่นสือคือ ซิ่นหย่งสือ สรุปคือแซ่ซิ่นและชื่อหย่งสือสินะ

“แล้วนายมาเป็นโจรได้ยังไง”

“….”

“อ้าว เงียบนี่คืออะไรอะ”

“เจ้าถามข้าครบสิบข้อแล้ว”

“ฮะ???” 

“เจ้าถามข้าครบสิบข้อ และข้าก็ตอบครบ นอกเหนือจากใช่ไม่ใช่อย่างที่สัญญา”

เธออ้าปากค้างทันทีกับการตัดบทดื้อๆแบบนี้ คือเห็นตงหานตอบอะไรแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้วก็คิดว่าเกมนั้นไม่เล่นแล้ว ที่ไหนได้! แล้วเธอก็ไม่ได้นับด้วยว่าเธอถามไปกี่ข้อ! ถ้าเขานับแบบนี้เธอน่าจะคิดให้ดีก่อนที่จะถามอะไร เพราะเธอว่าเธออยากรู้ว่าทำไมเขาถึงมาเป็นโจรได้มากกว่าอดีตของเขาเสียอีก!!!

“ตาข้าถาม”

“ตอบไม่ได้ได้ไหมล่ะ” เธอเดาะลิ้นและมองเขาอย่างหมั่นไส้ที่ไม่เตือนอะไรเธอเลยว่าจะใช้คำถามครบแล้ว ก่อนจะพยักหน้า “ว่ามา ฉันจะตอบนอกเหนือจากใช่ไม่ใช่ จะได้เหมือนกับนาย”

“สรุปคือมีคนมาบอกว่าเขาสนใจเจ้างั้นรึ?”

คำถามเปิดเรื่องนี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ตะวันทำหน้าไม่ค่อยอยากจะตอบเท่าไหร่ แต่ก็ยังว่า “ก็... จะว่าใช่ก็ใช่”

“อย่าโกงข้า” อีกฝ่ายหรี่ตามอง “ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ไม่มีก้ำกึ่ง”

โว้ยยยยยยยย! “เออ ก็ได้! ใช่! แต่ที่ฉันตอบก้ำกึ่งเพราะเขาไม่ได้บอกว่าสนใจฉัน เขาบอกเขาชอบฉันเลย!!”

“….”

“ฉันขอเบรคแปปนึง พวกนายมีแยกแยะคำว่าชอบกับรักหรือเปล่า?”

“….มี” 

“หว่ออ้ายหนี่?”

“ไม่ นั่นคือรัก” เขามองเรียบๆก่อนจะว่าต่อ “และมันมีความหมายมากกว่าคำว่ารักของฝั่งตะวันตก เช่นถ้าเจ้าใช้คำนั้นกับครอบครัวหรือเพื่อน มันก็จะถูกมองว่าแปลก ฉะนั้นส่วนใหญ่จะใช้แค่คำว่าชอบ ซึ่งสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะกับใคร”

ตะวันรู้สึกหนังตากระตุกอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อได้ยินคำอธิบายต่อมาของตงหาน

“ฉะนั้นการที่จะใช้หว่ออ้ายหนี่ มันจะสามารถใช้ได้แค่กับคนเดียว คือคนที่มีความรู้สึกรุนแรงด้วย มันเป็นคำที่จริงจังและไม่ใช้พร่ำเพรื่อเด็ดขาด”

เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อนเมื่อเพิ่งรู้ว่าคำที่พวกเธอเล่นกันอย่างสนุกปากนั้นในภาษาจีนมันเคร่งและมีข้อบังคับใช้ขนาดนั้น ซึ่งนั้นหมายความว่า.....

“ความรู้สึกรุนแรงที่นายบอกนี่.. มันคือ....เอ่อ...” เธอถามตะกุกตะกัก มาคราวนี้แม้แต่ภาษาอังกฤษเธอก็ยังนึกคำไม่ออกเสียแล้ว ซึ่งตงหานกรอกตาเล็กน้อยและว่า

“อยากที่จะอยู่ด้วย อยากที่จะปกป้อง ไม่อยากให้ห่างไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาที เป็นเจ้าของหัวใจที่สามารถยอมตายแทนได้” 

“….” ตะวันรู้สึกอยากสะอึกกับคำพูดนั้นจึงหยิบน้ำขึ้นมาจิบ

“และบางครั้งมันก็ไม่ต่างอะไรกับการขอแต่งงานนั่นแหละ”

พรวด!!!!!

“ไหงงั้น?!”

“ในบางกรณี” เขาทำท่าเหมือนไม่เห็นอาการเหวอปนสำลักของเธอ และยังทำหน้ารังเกียจกับการสำลักด้วย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ​เพราะเขาว่าต่อ “เพราะการที่รักขนาดนั้นและยอมใช้คำนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฉะนั้นที่ข้าพูดมันไม่ผิด”

ตะวันยิ้มเจื่อนกับหัวเราะตัวเองแปลกๆ คือเพิ่งจะรู้ก็ตอนนี้ว่าคำว่ารักของคนจีนมันจะลึกซึ้งขนาดนี้ แล้วก็ต้องรู้สึกอ้ำอึ้งเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินคำถามที่สองจากตงหาน

“ข้อสอง จากคำถามและปฏิกิริยาของเจ้า เขาไม่ได้บอกแค่ชอบ แต่บอกรักเจ้าเลยรึไง”

“…..”

เธอรู้สึกเลยว่าเธอมองหน้าตงหานไม่ติด คือถ้าจะถามมาตรงขนาดนี้เธอก็อายเป็นจนอยากจะถามหนังหน้าคนถามว่าที่พูดออกมาแต่ละประโยคไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง ตะวันยกมือขึ้นปิดใบหน้าท่อนล่างของตนและรู้สึกว่ามันร้อนนิดหน่อย 

เธอไม่ตอบได้ไหม...

“ข้อสาม”

ผู้ชายตรงหน้าเธอเกริ่นต่อเหมือนกับอ่านใจเธออกและยอมข้าม ซึ่งเธอก็ขอบคุณเขาอยู่ลึกๆ อาจจะเป็นเพราะเขารู้คำตอบอยู่แล้วก็ได้เลยไม่ถาม เพราะการที่เธอไม่ตอบก็ไม่ต่างอะไรกับยอมรับนั่นแหละ

“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าชื่อเก่าข้าคือกวงชุน? เขาบอกเจ้ารึไง”

“ฮะ???” คำถามนี้ตะวันถึงกับอุทานออกมาอย่างสงสัย ก่อนจะส่ายหน้า “เปล่า เขาไม่เคยพูดชื่อนายเลย เอาจริงๆแทบไม่ได้พูดถึงอะไรขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ ฉันได้ยินตอนฮ่องเต้เรียกนายไง”

“ตอนที่เรากำลังกลับวัง หลังจากที่ช่วยเจ้าสำเร็จ” เขายกสองมือกอดอกพร้อมกับว่าต่อ “เจ้าบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งช่วยเจ้าไว้”

ตะวันขมวดคิ้วหนักก่อนจะเค้นความทรงจำนึกออกมา คือเธอเองก็เป็นคนความจำไม่ค่อยดีอยู่แล้วด้วย แล้วจู่ๆมาถามเรื่องตอนที่เธอก็เบลอๆอยู่แล้วคงจะจำได้อยู่หรอก แต่เมื่อมองเห็นสายตาอีกฝ่ายที่จ้องตรงมา จู่ๆก็เหมือนกับเห็นใบหน้าคนๆหนึ่งทับซ้อนขึ้นมา

‘คงต้องขอรบกวนเจ้าด้วยนะ และขอบใจมาก เด็กน้อยจากอีกห้วงเวลา’

เธอเบิกตากว้างทันทีก่อนจะครุ่นคิด มันเป็นไปได้เหรอ แต่แบบ... มันจะใช่รึเปล่า? มันเหลือเชื่อไปไหม? แต่... เธอคิดว่าเขาควรรู้

“คือ เอ่อ... มันอาจจะเหลือเชื่อนะ”

“….”

“ฉันคิดว่า...​แม่นายช่วยฉันไว้”

ทันทีที่จบประโยค คิ้วเข้มนั้นก็กดลงฉับเป็นสัญญาณว่ากังขาสุดฤทธิ์กับคำพูดของเธอ ซึ่งตะวันก็พูดต่อว่า “ผู้หญิงชุดสีเหลืองอ่อนๆ เขาน่าจะเป็นคนช่วยฉันไว้ แล้วเขาเป็นคนเรียกนายว่ากวงชุน”

“….”

“คือ... ฉันเองก็ไม่เช่ือนะ แต่ฉันไม่รู้จริงๆว่าชื่อนายคือกวงชุน และจากที่ฟังนายเล่ามา มันมีอยู่อย่างเดียวที่พอสมเหตุสมผล... ถึงไอ้เหตุผลเดียวนั่นมันจะฟังทะแม่งก็เถอะ”

“…”

“แล้ว...​เอ่อ... เขาน่าจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนโลกนี้อะ” ตะวันยิ้มแหยขณะลูบท้ายทอยตัวเอง “คือเขาเรียกฉันว่าคนจากอีกห้วงเวลา แล้ว...​เอ่อ...​มันดูเหมือนหลุดออกมาจากในหนังสือเลยแหะ”

เอาจริงๆแค่เธอย้อนอดีตมามันก็ไม่ต่างอะไรกับหลุดมาในหนังสือแล้วนั่นแหละ

“ข้อต่อไป”

ตงหานเป็นคนเปิดบทสนทนาอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปนานโข แต่พูดได้แค่นั้นก็เงียบอีก และเงียบไปพักใหญ่เลยด้วย จนเธอที่กำลังจะถาม เขาก็พูดขึ้นมา

“ข้อสุดท้ายของข้า”

“อ้าว?”

“ที่เหลือขอติดไว้ก่อนก็แล้วกัน” เขาถอนหายใจก่อนจะว่าต่อ “ข้าง่วงแล้ว”

เธอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้ว งั้นก็ถามมา”

“….”

“….”

“…เจ้าจะบอกว่า... เจ้าจะไม่มีวันตอบรับความรู้สึกของเขาที่บอกรักเจ้า หรือของใครสินะ”

คำถามเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเธออีกแล้ว เพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่นั่นก็ทำให้ตะวันคิดหนักกับคำตอบที่ตัวเองต้องตอบ ก่อนที่เธอจะหัวเราะออกมาน้อยๆเมื่อถึงอย่างไรเสียคำตอบก็เป็นเหมือนเดิม

“ไว้เจอกันโลกของฉันก็แล้วกัน”

“….”

“ต่อให้ฉันจะเจ็บขนาดไหนก็ตาม แต่ฉันทำไม่ได้จริงๆ เพราะฉันยังคงยืนยันคำเดิม ว่าจะกลับบ้านและไม่ยอมตายเด็ดขาด” ตะวันยักไหล่ “และถ้าสมมุติว่า... นายเชื่อเรื่องเนื้อคู่ปะ?”

“….”

“คือฉันไม่เชิงว่าเชื่อเรื่องเนื้อคู่นะ แต่ฉันเชื่อเรื่องกรรม และการที่เรามาเจอกันหรือการที่เรารักใครมันเป็นกรรม ถ้าสมมุติว่า... มีกรรมร่วมกันอีก ฉันเชื่อว่าก็ต้องได้เจอกันอีก จะในโลกของฉัน หรืออนาคตหลังจากนั้นก็เถอะ แต่ยังไงมันจะเจอ ก็ต้องเจอ”

“…”

“ฉะนั้นถ้าฉันเผลอรักใครไป...​ ฉันก็ภาวนาให้เจอกันตอนที่ฉันกลับบ้านก็แล้วกัน แต่ถ้าไม่...​อืม...​เป็นโชคของฟ้าละกันเนอะ แบบคนผ่านมาแล้วผ่านไปงี้”

“…..”

“เอ่อ มองฉันแบบนั้นทำไมเหรอ? หรือว่าฉันตอบไม่ตรงประเด็น”

เพราะสายตาตงหานมันแค่มองเธอนิ่งๆเรียบๆไม่แสดงอารมณ์อะไรทั้งนั้นจนเธอแอบหวาดว่าตอบเยอะเกินไปหรือเปล่า แต่แล้วก็ผิดคาดเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้เมื่อเขาพูดต่อราวกับเปรย ทั้งที่เป็นคนบอกว่าง่วง

“เหมือนเจ้ามีคนรออยู่ที่บ้านเลยนะ”

“แน่นอน พูดแปลกๆ” เธอกะพริบตามองคนตรงหน้าเล็กน้อยแบบไม่เข้าใจจุดประสงค์คำเปรยนั้น “นายเองก็มีคนรออยู่ที่บ้านนี่”

“….”

“เชื่อฉันสิ ถ้าเรื่องพวกนี้จบลง วังนั้นก็เป็นบ้านของนายนั่นแหละ เพราะเหวินเจี้ยนที่จะเป็นฮ่องเต้ ฉันมั่นใจว่าเขาต้อนรับนายแน่ๆ” ตะวันยันตัวเองลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปที่ฟูก ที่มันเหมือนกับเป็นผ้าหลายๆชั้นเย็บติดกันเสียมากกว่า ก่อนจะเอาออกมาปูตรงกึ่งกลางบ้านข้างคบไฟ วางหมอนเรียบร้อยแล้วตบตรงที่นอน “อะ คนง่วงก็มานอน”

พลันเหมือนเธอจะเห็นว่าคิ้วเข้มนั่นกดลงทันที ซึ่งเขาก็ถามเหมือนไม่พอใจเท่าไหร่นัก “เจ้าปูให้ข้างั้นรึ”

“ก็ใช่ไง” ตะวันขมวดคิ้วมองบ้าง “มานอนสิ”

“….เห็นข้าเป็นลูกเจ้ารึไง”

“ถ้านายเป็นลูกฉัน ฉันอยากจะเห็นหน้าพ่อมันจริงๆ ว่าเป็นใคร” เธอกรอกตา “นายบอกนายง่วง ฉันก็เลยปูให้”

“เจ้านอนไปเถอะ”

“นายก็มานอนสิ ฉันไม่ได้บอกว่าฉันง่วงเหอะ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่ตะวันก็เดินไปหยิบฟูกอีกผืน แล้วปูฝั่งซ้ายของผืนแรก และใช้ผืนสุดท้ายปูอีกฝั่งของคบไฟกลางบ้านพลางว่า “ฉันนอนนี่แหละ ให้ซิ่นสือนอนข้างนาย เกิดอะไรขึ้นกับนายจะได้ปกป้องได้ทัน”

“แล้วเจ้านอนฝั่งนั้นเกิดอะไรขึ้นพวกข้าจะช่วยทันรึ?”

“ก็ฉันอยากนอนใกล้ไฟนี่ มันหนาวนะกลางคืนอะ”

“งั้นก็มานอนนี่” เขาชี้ไปยังที่เธอปูให้เขา

ตะวันส่ายหน้าแล้วว่าเซ็งๆ “ฉันจะนอนไหนก็เรื่องของฉันน่า”

“….”

“ฝันดีก็แล้วกัน ซิ่นสือไปตักน้ำถึงไหนเนี่ย” ว่าจบก็ล้มตัวลงนอน โดยที่หันหลังให้อีกฝ่ายโดยเอาผ้าห่มมาเป็นหมอนข้างกอดแทน เพราะเธอมีชุดคลุมของเหวินเจี้ยนก็อุ่นพออยู่แล้ว ขณะครุ่นคิด

พูดถึงวันนั้นก็นึกขึ้นได้ เหมือนคนที่จินเกอจะพูดอะไรสักอย่างก่อนที่จะจับเธอโยนลงน้ำ แต่มันเป็นภาษาจีน เลยจำไม่ได้สักแอะว่าหมอนั่นพูดอะไร... แต่จำได้แค่ว่าตัวเองร้อง ‘ห้ะ’ ไปแค่นั้น

จะว่าไปเธอว่าตอนที่อยู่ในน้ำนั่นเธอถูกช่วยจริงๆนะ แล้ว...​มันจะเป็นไปได้จริงๆเหรอ?​ นั่นแม่เหวินเจี้ยนจริงเหรอ? เธอน่าจะขอให้ช่วยพาเธอกลับบ้านดู เพราะรู้ว่าเธอไม่ใช่คนยุคนี้แล้วน่าจะบอกได้ไม่มากก็น้อยว่าเธอควรจะทำยังไงถึงจะกลับบ้านได้

….เขาจะคิดยังไงบ้างนะที่เห็นแม่ตายต่อหน้าเพราะปกป้องตัวเองแบบนั้นน่ะ

…จะโทษตัวเอง เหมือนกับที่เธอเป็นรึเปล่า? 

ตะวันปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง และไม่ช้าสติก็หลุดลอยออกไปอย่างไม่ยากเย็น

.

.

.

.

.

‘ข้าทำไม่ได้’

ร่างของสตรีที่อยู่ริมแม่น้ำมีร่องรอยของความเหนื่อยอ่อนจากการที่วิ่งตามหามาตามทางที่ลงจากหลังม้า ชุดสีเหลืองนวลที่สวมใส่นั้นมีรอยขาดวิ่นจากการถูกกิ่งไม้เก่ียว แม้จะเป็นเวลากลางคืนแต่ยามที่จันทราเต็มดวงเต็มฟากฟ้านั้นมันก็ไม่ยากที่จะเห็นหากไร้แมกไม้อย่างเช่นบริเวณนี้

‘เจ้าจะบอกว่าเจ้ายอมปล่อยลูกเจ้าตายงั้นรึ’

ชายฉกรรจ์กระแทกศีรษะเล็กๆของตัวประกันกับแพไม้ เรียกเสียงร้องให้หลุดออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่ร่างเด็กชายวัยเจ็ดขวบจะถูกพลิกและมือใหญ่นั่นจับที่คอและบีบ ‘แน่ใจงั้นรึที่ตัดสินใจเช่นนั้น องค์หญิง’

เฟี้ยว! ฉึก! ฉึก! ฉึก!

ลูกธนูสามดอกปักเข้าที่ข้อมือ ลำคอ และศีรษะของผู้ลักพาตัวอย่างแม่นยำด้วยฝีมือของผู้ที่มาใหม่ ร่างหนานั้นทรุดตกลงไปในแม่น้ำ สตรีวัยกลางคนหันไปยังต้นทางที่ลูกธนูพุ่งมาแล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนที่ไม่สมควรจะมาอยู่ที่นี่

‘องค์ชาย! ทำไมพระองค์ถึงได้...!’

‘ข้าเห็นท่านน้าขี่ม้ามาทางนี้คนเดียว และนายทหารมาบอกข้าว่ากวงชุนถูกจับตัวมา’ เด็กชายวัยย่างสิบขวบตอบ

‘พวกมันต้องการตัวท่าน!’ ผู้เป็นน้าท้วง ‘กลับไปซะก่อนที่พวกมันจะ...!’

สวบ... สาบ...

เสียงฝีเท้าเหยียบมาจากเบื้องหลังบ่งบอกว่ามันไม่เหลือเวลามากอีกแล้วกับการที่จะหนี บุรุษสองคนที่มาใหม่โดยอีกคนมีผ้าปิดหน้ามิดชิดนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดที่เห็นเพ่ือนตัวเองถูกฆ่าตายบนแพ นอกจากเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

‘ยิงธนูสามดอกได้แม่นยำขนาดนั้น ไม่เบาเลยนี่องค์ชายเหวินเจี้ยน’ ชายรูปร่างโปร่งที่ไร้ซึ่งผ้าปิดหน้าเปรยก่อนจะปลดคันศรออกจากบ่า เขาใส่ศรและง้างขึ้นขณะที่มุมปากมีรอยยิ้มแสยะ 

‘ถึงจะมีกันแค่สองคน แต่ถึงอย่างไรเสีีย การฆ่าเด็กสองคนกับผู้หญิงหนึ่งคน มันก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอกนะ’

เฟี้ยว! ฟุบ!

ลูกศรนั้นหาได้ปักทะลุเนื้อผู้ใดอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับตัดปมเชือกที่มัดไม่ค่อยแน่นบนแพอย่างแม่นยำบ่งบอกฝีมืออันหาคนเทียมได้ยากจากผู้ยิง และนั่นส่งผลให้แพที่เกิดจากท่อนไม้สองท่อนนั้นเริ่มโคลงเคลงและหลุดออกจากกันเสียข้างหนึ่ง และมันคงไม่แย่นักหากไม่ใช่ฝั่งที่มีเด็กชายนอนอยู่ และเด็กคนนั้นก็ไม่อาจว่ายน้ำได้

‘กวงชุน!!!’

คนที่อยู่บนฝั่งเตรียมจะเข้าไปช่วย หากไม่ติดว่าอีกสองคนที่เหลือก็ขัดขวาง คันศรถูกทิ้งไปและกระบี่เล่มยาวถูกชักออกมาแทน และมันฟาดลงมาเตรียมจะจบชีวิตราชนิกูลทั้งสอง

ตุบ! พลั่ก! เคล้ง!

‘อย่างเช่นข่าวลือจริงด้วย องค์หญิงผู้เป็นเชลยแดนเร่ร่อนพรรค์นั้นต่อสู้.... และจับดาบเป็น’

‘ท่านน้า!’

‘หม่อมฉันจะรับมือเอง’ นางว่า ก่อนจะสั่งคำขาด ‘ไปเดี๋ยวนี้องค์ชาย!!’

หยางเหวินเจี้ยนกัดฟันกรอดก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกและกระโดดลงไปในน้ำ แม้เมื่อครู่นี้ท่านน้าอวี่หลิงจะผลักร่างของชายที่ง้างกระบี่และดึงดาบอีกเล่มที่อยู่ที่เอวอีกฝ่ายมา และใช้จังหวะนั้นตั้งรับชายอีกคน แม้อาจจะได้รับการฝึกมาบ้างจากการที่ไปเป็นเชลย แต่เขาไม่คิดว่าท้านน้าคนเดียวจะสามารถรับมือบุรุษสองคนได้นาน ฉะนั้นเขาต้องรีบ!

องค์ชายน้อยหันซ้ายหันขวามองหาร่างของญาติผู้น้อง ก็เห็นว่าอยู่ห่างไกลไปพอสมควร เหวินเจี้ยนวัยเด็กว่ายอยู่ด้านบนก่อนที่จะหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้งและดำลงไปใต้น้ำ กวงชุนพยายามอย่างยิ่งที่จะแกะปมออกแต่มันก็เป็นไปได้ยาก เขาจึงใช้กริชประจำตัวพยายามหั่นเชือกเส้นใหญ่ที่มัดข้อเท้าเล็กนั่นเข้ากับหิน และความคมของมันก็มากพอที่จะใช้เวลาเพียงครู่เดียวที่จะทำให้เชือกขาด เหวินเจี้ยนเห็นคนเยาว์วัยกว่าดูอากาศใกล้หมดจึงตัดสินใจพาขึ้นสู่ผิวน้ำ

ฉัวะ!!

ภาพแรกที่เห็นทำให้เด็กทั้งสองต้องเบิกตากว้าง เมื่อร่างของสตรีผู้ถ่วงเวลานั้นถูกดาบแทงที่เอวก่อนที่จะถูกกระชากออก เรียกโลหิตให้สาดกระเซ็นไปทั่ว และร่างโปร่งนั้นก็ทรุดลงสู่พื้นดิน

‘ท่านแม่!/ท่านน้า!’

‘ฝีมือไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับสตรีสูงศักดิ์เช่นท่าน’ ชายดังกล่าวว่าสบายๆ ก่อนที่จะหันไปมองเด็กชายทั้งสองที่อยู่กลางแม่น้ำและยิ้มเยาะ ‘ตาพวกท่านแล้วองค์ชายน้อยๆ’

หมับ

ชายขากางเกงที่ถูกจับไว้นั้นทำให้ผู้ถูกจับที่ปิดหน้ามิดชิดหันไปมอง ขณะที่อีกคนต้องถอนลมหายใจราวกับเหนื่อยหน่าย พลางเปรย ‘เอาจริงๆข้าว่าท่านน่าจะเก็บแรงไว้หายใจต่อชีวิตตัวเองแทนที่จะทำแบบนี้นะ’

ฟุบ!

จู่ๆคนที่นอนอยู่กับพื้นก็ยันตัวขึ้นมา และก่อนที่ใครจะคาดคิด มีดสั้นที่ซ่อนไว้ก็ตวัดผ่านใบหน้าเป็นรอยเฉียงพาดผ่านดวงตาเป็นแผลลึก ตัดผ้าปิดหน้าให้ขาดเป็นสองท่อน และอาศัยจังหวะนั้นแทงอาวุธในมือใส่กลางอก แต่ทว่า...

ฉึก....

‘เป็นองค์หญิงที่น่ารำคาญเสียจริงให้ตาย’

‘ท่านแม่!/ท่านน้า!’

‘ไป… เดี๋ยวนี้...’

ชุดสีเหลืองอ่อนที่ชุ่มไปด้วยเลือดนั้นแทบไม่เหลือสีเดิมเมื่อได้แผลใหม่จากกริชที่แทงทะลุช่วงกลางหน้าอก เรือนผมที่ถูกเกล้าขึ้นถูกปล่อยสยายเมื่อปิ่นที่ยึดไว้นั้นหลุดออกไป ดวงตาเฉยชาของผู้ลงมือแทงสตรีจากด้านหลังบ่งบอกว่าไม่รู้สึกอันใดกับการลอบกัดเช่นนี้ เขาบังคับร่างนั้นให้ไปทางแม่น้ำก่อนจะว่า

‘ลาก่อน... กับการเสียสละของท่าน องค์หญิงหยางอวี่หลิง’

ทันทีที่กระบี่ถูกถอนออก ร่างโปร่งบางนั้นก็ร่วงตามแรงโน้มถ่วงของโลกสู่หนองน้ำ และชายผู้ลงมือสังหารคงโจมตีองค์ชายน้อยทั้งสองคนไปแล้ว หากไม่ได้ยินเสียงตะโกนดังมา

‘ทางนี้! เร็วเข้า!’

‘ชิ!’ เสียงควบม้าที่ดังมานั้นบ่งบอกว่าเวลาของพวกเขาหมดลง ดวงตาสีดำสนิทนั่นมองไปยังจุดที่เด็กทั้งสองอยู่ตอนแรกที่บัดนี้ได้หายไป ก่อนจะตัดสินใจพาเพื่อนที่บาดเจ็บเป็นแผลที่ใบหน้าแฝงตัวกับเงามืดถอยหนี

ทางใต้น้ำ คนที่มือยังถูกมัดพยายามอย่างยิ่งที่จะตะเกียกตะกายไปหาสตรีที่ค่อยๆจมลงสู่ก้นแม่น้ำ แต่ก็ถูกรั้งไว้ และน้ำที่สำลักเข้าปิดทำให้สติเริ่มเลือนหาย ทำให้ญาติผู้พี่ต้องรีบพากลับเข้าฝั่ง โดยที่ดวงตาของผู้ถูกช่วยเหลือนั้นเบิกกว้างกับภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนที่สติจะหลุดออกไป

รอยยิ้มที่เคยมองว่างดงามและอ่อนโยนที่สุดยังคงตราตรึงไม่ต่างอะไรกับภาพที่ร่างของมารดาที่รักยิ่งนั้นกระตุกจากการขาดอากาศและบาดเจ็บจากบาดแผล มันฝังอยู่ในส่วนลึกความหัวใจและสมอง ว่าตนนั้นอ่อนแอเพียงใดที่ไม่อาจช่วยคนที่รักที่สุดไว้ได้ 

เขาเป็นคนฆ่าท่านแม่เขาเอง....











----------------------------------------------------------------------------------------------



แอบมาเร็ว... หกเจ็ดวันก็คลอดออกมาแล้ว ฟฟฟฟ

ในที่สุดก็เปิดเผยอดีตของตงหานแล้วค่ะ!!! ดีไม่ดียังไงก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ... คือ.... ดีที่สุดที่คิดได้แล้วจริงๆ

ตอนต้นๆแอบมีนอกเรื่องนิดๆหน่อยๆ ตงหานนี่ก็เหลือเกิน รู้สึกเป็นมาโซจริงๆนะชอบถามให้ตัวเองเจ็บ

สองสามตอนนี้ยังไม่มีอะไรมากค่ะ เน้นๆเรื่องอดีตนี้และโมเม้นตงหานตะวันบ้างหลังจากที่เหวินเจี้ยนทำคะแนนมาพักใหญ่ จะฟินไม่ฟินยังไง.. ก็เดากันไปค่ะ ตอนจบก็เช่นกัน คิดว่าคงมีหลายคนอาจจะเดาตอนจบได้อยู่แล้วว่าจะเป็นยังไง มั้งนะ...

พบกันตอนหน้าค่ะ!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

941 ความคิดเห็น

  1. #894 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 11:43

    ฮืออ อดีตที่เจ็บปวด

    #894
    0
  2. #843 arainaka (@babyll) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 20:42
    กลับไปย้อนอ่านตั้งแต่แรกใหม่ถึงฉากนี้ทีไรสงสารตงหานทุกที ;---;
    #843
    0
  3. #532 แว่นใส (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 15:19
    คนร้ายตัวจริง จัดการหมดยังนะ
    #532
    0