รวมฟิคบลีช All Bleach (Normal only)

ตอนที่ 8 : TIMELAPSE : Chapter I "She is exalted"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

S
N
A
P

TIMELAPSE

 KUROSAKI ICHIGO x SHIBA RUKIA




CHAPTER I : THE FIRST ENCOUNTER WITH THE MOON

" EXALTED "







               ผัวะ!!!
               "หมาหมู่สิบคนยังแพ้ พวกแกนี่มันเดนนรกจริงๆให้ตายเถอะ"
               ร่างสูงใช้ขาของตนเขี่ยร่างที่นอนระเกะระกะบนพื้นให้พ้นทางขณะมือหนึ่งปาดเลือดตรงมุมปากของตนออก ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองพวกดีแต่ปากอย่างไร้ค่าก่อนจะหยิบโทรศัพท์ราคาแพงทั้งหมดสิบเครื่องออกมา
               ก่อนจะเขวี้ยงลงพื้นจนมันแตกกระจาย!
               "ถ้าไปวัดอย่าลืมมาเรียกด้วยล่ะ ฉันชอบของฟรี"
               เพียงแค่นั้นก็โบกมือออกจากตรอกมืดๆโดยไม่คิดสนใจว่าเรื่องวิวาทเมื่อครู่จะทำให้ใครหมดลมหายใจบ้างรึเปล่า เขาก้มลงมองมือขวาขึ้นสีช้ำของตนก่อนจะยักไหล่เลิกสนใจ หยิบถุงสะดวกซื้อที่วางไว้ห่างๆก่อนจะเดินกลับบ้านอย่างไม่ใส่ใจ 
               "กลับมาแล้ว"
               เด็กหนุ่มวางถุงใส่โชยุและน้ำตาลลงที่โต๊ะในครัวให้กับเด็กสาวตัวเล็กที่ยืนอยู่หน้าเตา ซึ่งเมื่อเจ้าหล่อนหันมาก็ต้องเบิกตากว้างแล้วโวยวายทันที
               "อะไรเนี่ยพี่อิจิ! หนูฝากไปซื้อของแค่นี้ทำไมกลับมาเยินเงี้ย?!"
               "เงียบน่ายูสึ พวกมันหาเรื่องพี่ก่อน" คนเป็นพี่เหล่มองน้องสาวอย่างเซ็งๆ "คารินยังไม่กลับอีกรึไง?"
               "ชมรมเลิกแล้ว คงใกล้ถึงบ้านแล้วล่ะค่ะ" เด็กสาวตอบก่อนจะอ้าปากเตรียมบ่นต่อแต่ว่าเขากลับยกมือห้าม
               "ขอล่ะ อย่าทำตัวบ่นมากได้ไหม เหมือนแม่ไม่มีผิด"
               "แม่เขาก็ห่วงพี่นะถึงได้บ่น" ยูสึเบ้หน้า ก่อนจะตัดสินใจว่าต่อหน้าหงอยๆ "อีกตั้งสองเดือนแน่ะกว่าพ่อกับแม่จะกลับ..."
               เมื่อเห็นน้องสาวพูดขึ้นมาแบบนี้เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะใช้ฝ่ามือใหญ่ๆของตนขยี้กลุ่มผมที่ถูกผูกเป็นเปียสองข้างเล็กๆอย่างมันเขี้ยวพร้อมกับเปลี่ยนเรื่อง "เห็นก่อนพี่ออกไปคุยกับป๋าอะไรตั้งนานสองนาน"
               "เอ้อใช่! พี่ได้โรงเรียนใหม่แล้วนะ!"
               "อีกละ" 
               เปิดเรียนม.ต้นมาสามปีย้ายโรงเรียนไปห้าครั้ง และเพิ่งออกมาจากโรงเรียนม.ปลายเมื่อสามอาทิตย์ก่อนด้วยเหตุทะเลาะวิวาท
               ก็แค่ต่อยไอ้หมูอ้วนลูกชายเจ้าของโรงเรียนที่ปากวอนส้นอวดเบ่งแล้วก็ทำลายรถสุดหรูของมันก็แค่นั้น 
               เบื่อพวกใช้อำนาจกดขี่เป็นบ้า
               "อย่าพูดอย่างนั้นสิพี่อิจิ! พี่ซ้ำชั้นมาปีนึงแล้วนา หนูอยากเห็นพี่เรียนจบนะ!"
               "นั่นมันคำพูดของคนเป็นพี่มากกว่ายูสึ" เขาถอนหายใจเฮือก "แล้วไปเข้ากลางเทอมได้ยังไง โรงเรียนอะไร"
               "โรงเรียนมัธยมเมย์เซย์"
               "ไม่" 
               เพียงได้ยินชื่อเขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง "พี่จะไม่ไปเข้าเรียนที่นั่นด้วยการอาศัยเส้นป๋าแน่นอน"
               "ไม่ทันแล้วล่ะพี่อิจิ วันจันทร์นี้พี่ต้องไปเรียนแล้ว เมื่อกลางวันตอนพี่ไปทำงานป๋าเขาส่งชุดนักเรียนมาให้ครบแถมยังมีบัตรนักเรียนอีกต่างหาก ถ้าแม่กลับมาแล้วพี่ยังไม่ได้ไปโรงเรียนหนูไม่รู้ด้วยนะพี่จะโดนปล่อยป่ากักบริเวณกี่วัน"
               เพียงแค่นั้นพี่ชายคนโตของบ้านก็รู้สึกอยากเอาหัวโขกโต๊ะให้ตายก่อนจะถูกน้องสาวเตะให้ไปอาบน้ำเตรียมตัวกินข้าวเย็น สองขาเดินขึ้นชั้นบนและเปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับห้องของเด็กวัยรุ่นผู้ชายทั่วๆไปที่เห็นกันดาษดื่น คว้าผ้าขนหนูและเสื้อผ้าก่อนจะเข้าห้องน้ำจัดการตัวเอง และเมื่อออกมาก็เห็นว่าน้องสาวอีกคนของตนเพิ่งกลับมาถึงบ้านทันที
               "เป็นยังไงบ้างกับการคุมทโมนในเดือนแรก คุณผู้จัดการหญิงคนแรกแห่งชมรมฟุตบอล"
               "โคตรปวดหัว" เด็กสาวที่อยู่ในชุดกีฬาเรียบร้อยและแต่ใบหน้ามอมแมมตอบราบเรียบ "แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวเสาร์หน้ามีแข่งทีมชาย อีกสองอาทิตย์มีแข่งทีมหญิง ให้ตายเถอะ"
               ทั้งที่เป็นฝาแฝดกันแต่ทั้งสองคนนั้นต่างกันคนละโลกไม่ว่าจะอุปนิสัยความชอบหรืออะไร ยูสึมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่เต็มเปี่ยมและเก่งในการทำอาหาร แต่คารินนั้นทำอร่อยเพียงแค่ต้มบะหมี่(ที่ไม่มีใครในบ้านสู้ได้)และเด่นด้านกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล หากแต่เพราะเรื่องบางอย่างเมื่อปีที่แล้วทำให้เจ้าตัวไม่อาจลงไปเป็นผู้เล่นได้ จึงเปลี่ยนมาเป็นคนวางแผนกึ่งโค้ชแทน พอผ่านมาปีเดียวก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดการชมรมฟุตบอลทั้งของผู้หญิงและผู้ชายด้วยความรู้เรื่องกฏกติกาและความทุ่มเทที่ไม่มีใครสู้ได้จนไม่สมกับเด็กม.ต้นปีสามเลยแม้แต่น้อย
               "แล้วเธอยังเห็น 'อะไรๆ' อยู่รึเปล่า"
               "ถ้าไม่เห็นหนูจะปวดหัวน้อยกว่านี้แน่พี่อิจิ" น้องสาวผมดำขยี้ศีรษะตัวเองก่อนจะเหล่ไปยังอากาศข้างตัวด้านหลังโดยเห็นได้ชัดถึงขอบตาดำคล้ำคล้ายคนอดนอน "ให้ตายเถอะ ทำไมต้องเป็นหนูคนเดียวที่ได้เลือดป๋าตรงนี้มาด้วย"
               ใช่ คุโรซากิ คาริน มีความสามารถพิเศษที่พิเศษออกไป การสามารถสัมผัสถึงสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้
               วิญญาณ...
                และในครอบครัวแล้วนอกจากคารินก็มีคนเป็นพ่อคนเดียวที่มีความสามารถแบบเดียวกัน หนำซ้ำตั้งแต่ครบรอบอายุสิบห้าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา น้องสาวคนนี้ก็บอกว่าเห็นได้ชัดขึ้นจนเหมือนเป็นคนจริงๆ แต่สีหน้านั้นไม่มีความกลัวนอกจากความเบื่อหน่ายรำคาญและสะอิดสะเอียนเต็มทีโดยไม่สนใจคำอิจฉาของยูสึ
               ถ้าถามเขา คนอื่นพูดคงไม่เชื่อ แต่นี่เป็นน้อง ไม่เชื่อก็คงแปลก 
               และคารินบอกว่าพวกวิญญาณก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์จนแยกไม่ออกนั่นแหละ ทำให้บางครั้งเขามีความคิดอยากจะเห็น แต่ถ้าเลือกได้ ไม่เห็นต่อไปคงจะดีกว่า
               หรือไม่... เขาก็จะรับความสามารถนั้นมาแล้วให้คารินกลับมาเป็นปกติ เพราะช่วงเวลาที่น้องสาวคนนี้ถูกกลั่นแกล้งเรื่องนี้ช่วงวัยประถมยังเป็นฝันร้ายสำหรับคนเป็นพี่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความหัวรุนแรงของเขาด้วยจนตอนนี้กลายเป็นนิสัย แต่ที่รอดสถานพินิจมาเพราะเขาไม่เคยไปยกพวกตีกับใครนั่นแหละ
               กับข้าวง่ายๆและมีเสียงทะเลาะกันของยูสึกับคารินเป็นแบ็คกราวน์แข่งกับเสียงทีวีเป็นอะไรที่ทำให้พี่ใหญ่อย่างอิจิโกะต้องอมยิ้มออกมา สองสามีภรรยาเจ้าบ้านคุโรซากินั้นมีงานต่างประเทศตั้งแต่ตั้งแต่เดือนที่แล้วเรื่องการขยายเครือข่ายงาน ซึ่งอันที่จริงคุโรซากินั้นเป็นนามสกุลของแม่ เพราะทางฝั่งนี้ไม่มีทายาทชายเลยทำให้พ่อของเขาแต่งเข้าตระกูลแม่แทน ซึ่งเป็นตระกูลเก่านำเข้าและส่งออกสิ่งทอเสื้อผ้าทั้งหลายแหล่ ส่วนฝั่งพ่อนั้น...
               ตระกูลชิบะ ตระกูลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงเรียน มีทั้งโรงเรียนประถม มัธยม หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัย 
               เออ ไอ้โรงเรียนเมย์เซย์นั่นแหละ
               มันเป็นโรงเรียนที่ปั้นนักเรียนคุณภาพมาแล้วหลายคนไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็ตาม มันไม่ได้มีค่าเทอมแพงหูฉี่หรืออะไรแต่มันอยู่ที่คุณภาพของครูผู้สอน แล้วคิดเหรอว่าไอ้เด็กเฮ้วหัวรุนแรงอย่างเขาจะเข้าโรงเรียนนั้นได้ง่ายๆ
               คือการเรียนเขาก็อยู่ในระดับค่อนข้างดีถ้าจะให้เรียน และเขาเองก็ค่อนข้างถนัดการขยับตัวและการกีฬาโดยเฉพาะศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายแหล่อันได้มาจากประสบการณ์เสียส่วนใหญ่ แต่ไอ้ชื่อเสียพ่วงท้ายมาเป็นเบือที่ต้นเหตุมาจากผมสีส้มแป๊ดของเขาที่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นสีธรรมชาตินี่เสียมากกว่า
               อ้อ บวกกับท่าทางหาเรื่องของเขาด้วย
               แต่เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าเขาไม่ไปนี่สิเรื่องใหญ่กว่า เหตุผลก็คือมารดาบังเกิดเกล้าเคยเอาเขาไปปล่อยไว้ในบ้านร้างในป่าส่วนไหนของญี่ปุ่นไม่รู้จนกว่าเขาจะยอมไปเรียน ฉะนั้นก็ไปให้มันจบๆดีกว่าสติแตกอยู่กลางป่าออกไปไหนก็ไม่ได้และทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนและหาอาหารกินในป่า!
               หลังจากรับประทานอาหารและช่วยทำความสะอาดเสร็จ อิจิโกะตัดสินใจเข้านอนเร็วเมื่อวันเสาร์แบบพรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า งานพิเศษที่รับส่งของให้คนว่าจ้างไม่ว่าจะเป็นอาหาร สิ่งของ จดหมาย ของใช้ หรืออะไรก็ตามแต่นานา ชายหนุ่มพลิกไปพลิกมามองเพดานของตนอย่างว่างเปล่าแล้วก็ต้องบ่น
               "ทำไมโลกมันไร้สีแบบนี้วะ"





               สุดท้ายก็ยอมมาจนได้
               อิจิโกะถอนหายใจอย่างรำคาญขณะเดินออกจากบ้านในเวลาเช้าตรู่ตะวันยังไม่สางซึ่งคนส่วนใหญ่คงยังไม่ตื่น ในกระเป๋ามีแซนวิชไข่ง่ายๆที่ยูสึทำให้ตั้งแต่เมื่อคืน 
               อาจจะดูไม่เหมือน แต่อิจิโกะเป็นคนที่นอนเร็วและตื่นเช้า แต่ถึงจะนอนดึกอย่างไรก็ตื่นเช้าอยู่ดี เพราะตอนเช้านั้น... มีสิ่งที่เขาชื่นชอบมากอยู่
               ดวงตาสีน้ำตาลแหงนมองท้องฟ้าหลังจากที่เดินมาจนถึงเขาลูกเล็กๆหลังเมือง ซึ่งมีผู้คนประปรายมาวิ่งกันตอนเช้าให้เห็นบางตา และคนร่างกายแข็งแรงอย่างเขาก็สามารถเดินขึ้นมาได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย อิจิโกะไม่ได้เดินขึ้นยอดเขาหรือแวะพักจุดชมวิวตามจุด แต่กลับเดินลัดเลาะผ่านสุสานไปอีกทาง จนสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงลานโล่งๆมีที่นั่งห้อยขาก่อนจะอมยิ้มออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่ตนต้องการ
               พระจันทร์.... โดยมีแบ็คกราวน์เป็นท้องฟ้าสีส้มบ่งบอกว่าใกล้เวลาเช้าตรู่ขึ้นทุกที
               ปกติแล้วพระจันทร์นั้นจะขึ้นและตกไม่เหมือนกันในแต่ละวันเพราะโลกหมุนรอบตัวเองและพระจันทร์หมุนรอบโลก แต่การเฝ้าสังเกตมาในทุกๆวันเป็นเวลาหลายปีของเขาทำให้สามารถรู้ได้ดี ว่าวันนี้มุมไหนจะสามารถเห็นได้ชัดที่สุด
               อิจิโกะนั่งห้อยขามองพระจันทร์อยู่แบบนั้นโดยไม่เบื่อ ในมือมีโทรศัพท์ที่กดถ่ายรูปไว้หลายรูปหลายมุม จนกระทั่งท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น สีส้มอ่อนไล่ความมืดออกไป ก่อนสุดท้าย... พระอาทิตย์ก็ขึ้นเต็มดวงจนบดบังพระจันทร์ มันก็เป็นสัญญาณหมดรูทีนช่วงเช้าของเขา
               ครั้งแรกที่เริ่มก็คงตั้งแต่เจ็ดขวบ ที่ครอบครัวคุโรซากิได้ไปตั้งแคมป์กันในป่า และอิจิโกะถูกปลุกขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงเช้า ทุกคนอาจดื่มด่ำไปกับความสวยงามของพระอาทิตย์ แต่สำหรับเขา... สิ่งที่ดึงดูดดวงตาไว้ไม่ให้ละไปไหน คือพระจันทร์ที่โดดเด่นอยู่บนฟ้า ไม่ได้เคียงข้างแสงดาว แต่เป็นแสงสีส้มอ่อนๆของพระอาทิตย์ที่เตรียมพ้นขอบฟ้า 
               เมื่อคิดถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็ต้องหัวเราะออกมา จำได้ว่าพอพระอาทิตย์ขึ้นเต็มดวงจนไม่เห็นพระจันทร์ เขาร้องไห้จ้าจนแม่ต้องมาปลอบอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็เพิ่งรู้ว่าพระจันทร์มันมีแสงสว่างไม่เพียงพอ และเวลากลางวันเองก็มีพระจันทร์เช่นเดียวกัน 
               นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นเช้าและมาดูพระจันทร์ของอิจิโกะ
               ครอบครัวของเขาเคยถามว่าทำไมถึงชอบ ไม่ใช่พระอาทิตย์ตอนขึ้นและตก ไม่ใช่พระจันทร์ตอนกลางคืนท่ามกลางหมู่ดาว แต่ต้องเป็นพระจันทร์ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นด้วย?
               อิจิโกะเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่ามันเหมือนกับมีบางอย่างดึงดูด แสงของพระจันทร์มันดูอ่อนโยนและสวยงาม มันหมุนรอบดวงดาวอยู่เสมอไม่เคยไปไหนแต่กระนั้นก็ไม่อาจย่นระยะห่าง มีเพียงอุกกาบาตเท่านั้นที่สามารถสัมผัส... และทำพระจันทร์เป็นแผล แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่มาและจากไปทิ้งไว้เพียงแผลเป็น
               ที่ชอบช่วงเวลาเหลื่อมล้ำนี้ เพราะสำหรับเขามันเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์ดูสูงส่งและเกินเอื้อมชนิดที่พระอาทิตย์เองก็ไม่อาจแตะต้องได้ 
               ใช่... สูงส่ง ตั้งแต่เด็กแล้วตอนที่อิจิโกะนั่งมองพระจันทร์ก็รู้สึกเศร้า เพราะว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังแหงนมองบางสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมของตน แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสิบปีเต็มที่เขายังคงมานั่งเฝ้ามองความสูงส่งนี้อยู่ได้ทุกวันพร้อมกับรูปเป็นร้อยเป็นพัน
               เก็บเงินใกล้ครบแล้ว... ค่อยไปซื้อกล้องมาถ่าย
               มันเหมือนกับการเสพติดที่เขาต้องทำทุกวัน เพราะรู้สึกว่าการถ่ายรูปนี้จะทำให้เข้าใกล้พระจันทร์มากขึ้น และการมานั่งมองทุกวัน...​ก็เหมือนกับการภาวนาและรอคอย.... ขอให้ระยะห่างนี้ลดลง
               รู้ว่ามันฟังลิเก ถึงได้ไม่เคยพูดให้ใครฟังเพราะมันน่าอาย
               ร่างสูงเดินลงเขาไปอย่างไม่รีบร้อนแม้จะใกล้ได้เวลาเข้าเรียนแล้วก็ตาม สองหูเสียบหูฟังขณะเดินไปตามทางทั้งที่ตายังคงก้มมองโทรศัพท์ในมือดูภาพที่ถ่ายเมื่อเช้าไปด้วย โดยที่อีกมือกำลังถือแซนวิชเคี้ยวเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจว่าจะมีใครมาพูดกับตน จนกระทั่งอยู่ดีๆเพลงหายไปพร้อมกับมือแข็งๆของใครสักคนคว้าหมับที่ไหล่นั่นแหละ
               หมับ!
               "เฮ้! เรียกไม่ได้ยินเหรอวะ?"
               ดวงตาสีน้ำตาลเหล่ไปมองคนเรียกหน้าแก่เหี้ยมๆที่หลายคนคงกลัวแต่ไม่ใช่กับเขา เพราะอิจิโกะเพียงแค่ตอบเรียบๆ "อะไร คนกำลังจะไปโรงเรียน"
               "นี่มันจะเข้าเรียนอยู่รอมร่อแต่แกยังนั่งจิ้มโทรศัพท์เดินทอดน่องฟังเพลงอยู่เลย เหอะ" อีกฝ่ายยิ้มเยาะ "แต่ว่า... เด็กเฮ้วๆแบบแกเข้าเมย์เซย์ได้ด้วยเหรอวะ"
               น่ารำคาญ...
               อิจิโกะถอนหายใจก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะบอก "เอาหูฟังฉันคืนมา"
               "เฮ้ มาเข้าโกคุเอกับพวกเราดีกว่าน่าอิจิโกะ แกน่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำได้เลยด้วยซ้ำ"
               คิ้วสีส้มขมวดมุ่นทันที ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายรู้จักชื่อ เขารู้ตัวเองดีว่าชื่อเสียงด้านวิวาทของตนนั้นค่อนข้างดังเพราะผมสีส้มเด่นๆนี่ และจากชุดนักเรียนไม่เรียบร้อยที่เจ้านี่สวมอยู่มันก็ประดับตราโรงเรียน 'โกคุเอ' โรงเรียนชานเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการทะเลาะวิวาทมีปัญหา... ซึ่งมันก็คงเหมาะกับเขามากกว่าเมย์เซย์แน่นอน
               "ไปถามพ่อแม่ฉันนู่น ฉันไม่ได้อยากเข้า" เขาว่าพร้อมกับแบมือออก "คืนหูฟังมาให้ฉัน"
               "ฉันจัดการให้เอาป่าว? ตอนนี้โกคุเอกำลังดังนา ถ้ามีแกมาร่วมด้วยพวกเราจะไร้เทียมทานแน่"
               "ฉัน ไม่ สน" อิจิโกะย้ำโดยไม่สนใจพวกชุดนักเรียนหัวโจกที่อยู่รอบๆ "ครั้งสุดท้าย และฉันจะไม่พูดแล้ว"
               "แกน่ะดังนะอิจิโกะ ลูกพี่เองก็อยากให้แกเข้าร่วม เพราะสิ้นเดือนนี้จะมีนัดเจอกับคาฟุกะ ถ้าแกร่วมด้วยละก็พว---"
               ผัวะ!! พลั่ก!!
               ถ้อยคำนั้นหายไปทันทีพร้อมกับร่างคนพูดกระเด็นไปชนกำแพง เห็นฟันซี่หนึ่งหลุดออกมาพร้อมกับที่คนลงมือนั้นบิดต้นคอตัวเองเหมือนรำคาญขณะมองหูฟังของตนที่สายขาดไปข้างหนึ่งและถอนหายใจเซ็งๆ
               "ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกจะตีกับใครโรงเรียนไหน แต่ตอนนี้แกต้องซื้อหูฟังอันใหม่ให้ฉัน"
               "นี่แก---!"
               แผละ!!
               แซนวิชไข่ในมือถูกปาอัดหน้าตัดรำคาญขณะที่อิจิโกะสั่นหน้ากับตัวเอง "และแกควรดีใจที่ได้กิน เพราะแค่ของง่ายๆแบบนั้นอาหารฝีมือยูสึก็อร่อยเท่าร้านอาหารเลยล่ะ"
               และสุดท้ายการวิวาทก็เริ่มขึ้น...





               "มาซะพักกลางวันเลยนะ แถม...." ดวงตาหลังกรอบแว่นกลมนั้นกวาดตามองก่อนจะยิ้มขำ "ดูเยินนิดหน่อยเสียด้วยสิ"
               อิจิโกะกรอกตาโดยไม่สนใจคนพูดแต่อย่างน้อยปากก็ยังทักทาย "ไม่เจอกันนานนะลุง"
               "นี่ไปทะเลาะกับใครมาล่ะ"
               "จำไม่ได้" เขาถอนหายใจ "อย่างน้อยๆผมก็วิ่งกลับบ้านไปเอาพลาสเตอร์มาปิดแผลก็แล้วกัน"
               "แกนี่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะกลัวแม่"
               "ยุ่งน่า ลุงไม่รู้ว่าแม่ผมเอาจริงขึ้นมาน่ากลัวขนาดไหน"
               หลังจากจัดการพวกลูกกระจ๊อกเสร็จคงไม่ต้องบอกว่าเสื้อผ้าโทรมจนดูยังไงก็รู้ว่าไปมีเรื่องมา แม้จะเป็นการรุมห้าต่อหนึ่งแต่อิจิโกะก็สามารถเอาชนะได้โดยแลกกับการโดนไปหนึ่งหมัด อันที่จริงจะเรียกโดนหมัดก็ไม่เชิงเพราะเขาได้แผลคือตรงแก้มเพราะโดนแหวนของไอ้เจ้าของหมัดนั่นถากเอาต่างหาก
               ชิบะ อิวาซากิ ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของพ่อเขา ซึ่งอันที่จริงแล้วอิชชินพ่อของเขานั้นเป็นลูกชายคนเล็ก และอิวาซากินั้นเป็นพี่ชายคนโต โดยมีคนที่สองเป็นผู้หญิงแต่จากไปหลายสิบปีแล้วจากโรคร้าย เขาไม่เคยเห็นป้า แต่กับลุงผู้นี้ก็เคยเห็นประมาณปีละครั้งสองครั้งในวันรวมบ้าน ซึ่งอิจิโกะเคยไปตอนเด็กๆแต่พอโตมาก็ไม่ไปเพราะเขาไม่ค่อยชอบสายตาพวกคนอื่นๆที่มักจะมองเขาแบบ 'พวกมีการศึกษา' อย่างที่เรียกตัวเองทำ ด้วยเหตุผลอย่างชื่อเสียและผมสีส้มของเขา แต่อิวาซากินั้นมองเขาเป็นหลานคนหนึ่ง
               อันที่จริงแม่ก็ผมออกน้ำตาลส้มๆนะ แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพันธุกรรมส่วนไหนมันผิดปกติถึงได้ออกมาเป็นส้มซะแสบตาชวนหาเรื่องขนาดนี้
               ก๊อกๆ
               "ผมมาแล้วครับผอ."
               เสียงทุ้มๆนั้นดังผ่านอีกฝั่งของประตูเรียกให้เจ้าของโรงเรียนยิ้มบางพร้อมกับอนุญาติ "เข้ามาสิอิชิดะคุง"
               เมื่อประตูเปิดเข้ามา อิจิโกะก็เห็นผมสีดำเรียบสั้นกับแว่นตากรอบเหลี่ยม รูปร่างสูงโปร่งแต่ดูเหมือนไม่มีแรง ดูยังไงก็สายใช้สมองไม่ใช่แรงงานตรงข้ามกับอิจิโกะโดยสิ้นเชิง
               "อิชิดะคุงเป็นประธานของปีหนึ่ง ส่วนนี่คุโรซากิ อิจิโกะ เพิ่งมาเข้าเรียนวันนี้" อิวาซากิเอ่ยทักทายง่ายๆ "ครูฝากด้วยนะอิชิดะคุง"
               "ครับ"
               "ส่วนเธอ คุโรซากิคุง" ถ้อยคำที่ใช้ระหว่างครูกับนักเรียนหาใช่ลุงกับหลานเช่นก่อนหน้าเหมือนกับจะบอกว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียมไม่ต่างกับคนอื่น "ขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะมาสายนะ"
               อิจิโกะไม่ตอบอะไรนอกจากโค้งศีรษะให้และเดินตามไอ้ประธานนักเรียนเนิร์ดไป ซึ่งหลังจากพ้นประตูผอ.มาอีกฝ่ายก็ว่าขึ้นทันที
               "ชุดดูเรียบร้อยผิดปกตินะ"
               "ฮะ?"
               ไอ้เจ้าแว่นนี่หาเรื่องรึไงวะ?
               "อันที่จริงเปลี่ยนชุดกับปิดพลาสเตอร์ก็เสร็จ ทำไมถึงโผล่มาเอาซะพักกลางวัน"
               ยิ่งฟังแล้วอิจิโกะก็ยิ่งงง มันแอบฟังอยู่ด้านนอกรึไง?
               "อย่าคิดอะไรงี่เง่าอย่างฉันแอบฟังที่นายคุยกับผอ. หรือแม้แต่ตามสโตล์กเกอร์ชีวิตนาย" เจ้าเนิร์ดขยับแว่นตัวเองก่อนจะให้เหตุผล "มีเด็กนักเรียนมารายงานว่าเห็นผู้ชายผมส้มในเครื่องแบบเมย์เซย์มีเรื่องทะเลาะกับโกคุเอในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน แค่นั้นก็รู้แล้วเป็นนาย"
               "......"
               "สรุปจะให้เหตุผลกับฉันที่มาสายขนาดนี้ได้รึยัง"
               "แกก็ปล่อยๆไปไม่ได้รึไงวะอิชิดะ" เขาถอนหายใจออกมาเหมือนรำคาญ จะให้บอกได้ยังไงล่ะว่าตอนแรกแค่ตั้งใจจะเซฟรูปตอนต้มบะหมี่รอ สุดท้ายก็อัพโหลดเข้าคอมพร้อมแต่งรูปจนลืมเวลาจึงได้มาสายโด่งนี่แหละ
               "...เห็นแก่ที่นายมาวันแรก ก็ได้" อีกฝ่ายยอมง่ายกว่าที่คิด "เดี๋ยวฉันจะพาไปห้องอาหาร และนายอยู่ห้องเดียวกับฉัน"
               "ห้องอาหารน่ะไม่ต้องก็ได้ ฉันกินมาแล้ว"
               อีกฝ่ายเหลือบมองก่อนจะเงียบไปไม่ตอบขณะลงมาจากตึกธุรการเตรียมกลับตึกนักเรียน เขาเห็นสายตาของหลายคนที่มองมาแต่ก็เคยชินจนขี้คร้านจะใส่ใจ มันเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างใหญ่หากเทียบกับที่อื่น และบรรยากาศก็ค่อนข้างน่าอยู่ ได้ยินเสียงโหวกเหวกตรงสนามฟุตบอลจากพวกที่เล่นกีฬาจนสุดท้ายเขาก็ต้องถามขึ้น
               "ที่นี่มีชมรมอะไรบ้าง"
               อิชิดะหันมามองเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ "สนใจประเภทไหนเป็นพิเศษ"
               "ถ่ายภาพ"
               อีกฝ่ายเลิกคิ้วออกมาก่อนจะหัวเราะจนเขาต้องถามเสียงห้วน "หัวเราะอะไรของแกอิชิดะ"
               "ฉันแค่รู้สึกว่ามันเกิดคาดสุดๆ เพราะฉันคิดว่านายจะถามแบบชมรมกีฬา ประเภทต่อสู้อะไรแบบนี้"
               "ฉันไม่ได้ชอบหาเรื่อง แต่เรื่องมาหาฉัน และฉันมีเรื่องให้สู้เป็นระยะอยู่แล้ว" เขาลูบท้ายทอยตัวเองอย่างเซ็งๆพลางย้ำเรื่องที่ยังไม่ได้คำตอบ "ว่าไงล่ะ"
               "เรามีชมรมถ่ายภาพ" อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะถามกลับ "แล้วนายไม่สนใจเล่นกีฬาเหรอ หน่วยก้านนายให้นะ ที่นี่เราสามารถเป็นสมาชิกได้มากที่สุดสองชมรมด้วย"
               "แล้วแกอยู่ชมรมอะไร"
               "ยิงธนู กับเย็บปักถักร้อย"
               "หื๊อ??" เขาอุทานออกมาในทันทีกับคำตอบข้อหลัง "คำตอบของแกนี่มันเกิดคาดกว่าฉันอีกนะอิชิดะ"
               "ฉันแค่ชอบสองอย่างนั้นมากกว่าอย่างอื่น"
               "ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เกินคาด" อิจิโกะยักไหล่ ดูแล้วเขาคงเข้ากับอิชิดะได้ดีกว่าที่คิด "แล้วที่นี่มีชมรมกีฬาอะไรบ้าง"
               "ประเภทไหน?"
               "ต่อสู้ก็ได้ ฉันเคยเรียนคาราเต้อยู่ตอนเด็กๆ"
               "ถ้าประเภทการต่อสู้มีสี่อย่าง ยูโด ไอคิโด คาราเต้ และเคนโด" ประธานปีหนึ่งตอบ "คาราเต้ของนายระดับไหนล่ะ?"
               "ซันคิว"
               "ก็ถือว่าสูงอยู่นะ" อีกฝ่ายครุ่นคิด "ที่นี่มีสายดำสองคน ประธานชมรมปีสามกับเอสปีสอง"
               "ยังไงฉันก็สนใจถ่ายภาพมากกว่าอยู่ดีนั่นแหละ" เขายักไหล่ไม่ใส่ใจมากมาย ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆจนสะดุดตาในชุดนักเรียนหญิงของเมย์เซย์ ซึ่งดูแล้วสูงไม่น่าเกินอก ผมบ๊อบซอยสั้นเสมอคาง ผิวขาวตัดกับสีผม และเขาคงไม่อะไรมากหากไม่เพราะพิจารณาความสูงนั้นมากเกินไป จนอีกฝ่ายแหงนมามองเท่านั้นแหละ
               ตึก!!
               อิจิโกะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองหยุดยืนนิ่งกับที่ราวกับถูกแช่แข็ง แต่เมื่อกี้เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นจริงๆก่อนที่มันจะค่อยๆเต้นใหม่ด้วยจังหวะที่บ้าคลั่งกว่าเก่า ยามที่ดวงตาสีม่วงเข้มคู่นั้นสบมอง แววตาเรียบเฉยหากแต่กลับส่องประกายยิ่งทำให้หัวใจเต้นแปลกหนักกว่าเก่า ระยะห่างของพวกเขาลดลงเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ และสุดท้าย....​อิจิโกะก็เป็นฝ่ายหลบสายตาไปอีกทาง ขณะปล่อยให้อีกฝ่ายเดินผ่านตัวเองไปโดยที่ในหูยังคงได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง
               "คุโรซากิ?"
               อิชิดะที่หันกลับมามองต้องออกแววฉงนเมื่อเห็นเด็กใหม่หัวส้มยืนนิ่งอยู่กับที่หันหน้าไปอีกทางขณะสองมือกำหมัดแน่นอย่างไม่เข้าใจนัก สุดท้ายก็เดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเรียกซ้ำ "เฮ้ คุโรซากิ"
               "....ผู้หญิง"
               "??"
               "ผู้หญิงคนเมื่อกี้... เป็นใคร"
               อิชิดะหันไปมองแผ่นหลังเล็กๆที่เดินหายเข้าไปในตึกบริหารและหันมามองอาการแปลกๆของคนตรงหน้าอย่างสงสัย แต่ก็ยอมตอบ "ก็นักเรียนที่นี่ ลูกสาวของผอ."
               "ลูกสาว...?" 
               ลุงซากิมีลูกสาวด้วยงั้นเหรอ? เขาไม่ยักรู้
               "ใช่" อิชิดะพยักหน้า ก่อนจะว่าต่อ "ดอกฟ้าของเมย์เซย์เลยนะเธอคนนั้น เรียนอันดับหนึ่งของชั้นปีสาม.. ไม่สิ อันดับหนึ่งของโรงเรียน แถมเป็นประธานชมรมเคนโดด้วย"
               "เธอดู.... เกินเอื้อม"
               "นายไม่ใช่คนแรกนะที่คิดอย่างนั้น" ประธานปีหนึ่งเผลอพยักหน้าเห็นด้วยพลัน "เพราะที่บ้านเป็นแบบนั้นด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจเลยมีกิริยาที่ดูไม่เหมือนคนธรรมดา แต่อาจารย์ชิบะก็ดูสบายๆง่ายๆไม่เห็นจะเป็นแบบนั้น"
               "....."
               "และเพราะแบบนั้น เธอถึงได้ฉายานั้นล่ะมั้ง" ดวงตาสีกรมท่าเหลือบมองไปทางที่เด็กสาวหายไป ก่อนจะสรุปสั้นๆ "ราชินีแห่งเมย์เซย์ คุณชิบะ ลูเคีย"
               ราชินี... อย่างนั้นเหรอ
               "เธอเป็นหัวหน้าคณะกรรมการฝ่ายวินัยด้วย นายอาจจะได้เจอบ่อยก็ได้"
               อิจิโกะพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอยเหมือนจิตใจไม่ได้อยู่ตรงนี้ทำให้คนตอบคำถามมองอย่างจับผิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา จนกระทั่งคนถูกมองหันมาสบตาด้วยนั่นแหละถึงได้สติ
               "เออๆ กลับห้องกันเถอะ"
               อิชิดะยังคงมองแบบนั้นเหมือนกับดูว่าเจ้าเด็กใหม่ตรงหน้านี่จะเป็นลมอะไรไปรึยังไง แต่สุดท้ายก็หมุนตัวออกเดินโดยที่เขาเดินตามไป แต่อิจิโกะกลับหันไปมองตึกด้านหลังของตนเล็กน้อยเหมือนอดไม่ได้ มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาจับตรงตำแหน่งของตัวเองที่ยังคงเต้นบ้าคลั่งอยู่แบบนั้นจนสัมผัสได้ผ่านฝ่ามือที่ขยุ้มเสื้อ ทั้งที่เธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วแต่เหมือนกับว่าดวงตาสีม่วงเข้มเป็นประกายนิ่งเรียบสงบราวกับอัญมณีนั่นยังคงมองเขาอยู่
               สูงส่ง 
               ทั้งที่ไร้ซึ่งคำพูดหรือการกระทำใดๆและเจอกันเพียงแค่ไม่กี่วินาทีมันก็ทำให้เขามีคำนี้ลอยขึ้นมาในหัว แต่ที่ทำให้มุมปากต้องยกยิ้มออกมาคือความรู้สึกของเขาตอนนี้ต่างหาก
               แม้เวลาจะผ่านมานานเป็นสิบปีแต่เขายังคงจำมันได้ดีเสมอ และตอนนี้มันคล้ายมากกับความรู้สึกในตอนนั้น... ตอนที่พระจันทร์บนท้องฟ้าที่กำลังสว่างเป็นครั้งแรกนั่น
               หลังจากเฝ้าภาวนามาเป็นสิบปี สุดท้ายท้องฟ้าก็ได้ยินคำขอของเขา
               ระยะห่าง.... ได้ลดลงแล้ว



                



==================================================



พอมานั่งเขียนแล้วภายนอกนี่อิจิโกะดูหัวรุนแรงแต่ภายในนี่ลิเก x1000 //หัวเราะต่ำ
"She is exalted" มันแปล(ตามภาษาอิจิโกะ)ว่า "เธอนั้นช่างสูงส่ง" ค่ะ
ซึ่งในการเกิดใหม่นี้ อิจิโกะกับอิชิดะไม่ได้ทะเลาะกันทางฝีปากเหมือนเมื่อที่เรารู้จัก เพราะยังไงก็... มันก็เป็นฟิค และเราก็จะเห็นเจ๊ลูในสายตาของอิจิไปอีกหลายตอน //ตอนแรกเหมือนจะม่าแต่จริงๆไม่ ไปม่าท้ายๆนู่น(มั้ง) เพราะคอนเซ็ปเรื่องนี้มันค่อนข้างลิเกต้มมาม่าไม่ค่อยลง...
"ซันคิว" เป็นขั้นสามของคาราเต้ค่ะ ซึ่งไล่ขึ้นไปจากขั้นสิบจนถึงขั้นหนึ่ง พอเมื่อถึงขั้นหนึ่งแล้วก็จะมีสอบเป็นสายดำ
และเรื่องนี้อายุแตกต่างของอิจิโกะกับสองฝาแฝดคือแค่สองปีเท่านั้นค่ะ ถ้าเด็กกว่านี้มันจะเขียนคู่รองลำบาก เพราะเอาจริงๆอยากเขียนพอสมควรสำหรับฮิตสึคารินในเรื่องนี้ แต่ก็ต้องรอกันต่อไปเพราะช่วงแรกๆนี้จะเป็นเรือเมนล้วนๆ
แต่เจ๊นี่เก่งจริงๆแฮะ เรียนอันดับหนึ่ง เป็นกัปตันชมรมเคนโด แถมเป็นหนึ่งในสภา เกินเอื้อมอิจิไปอี๊กกกกก 
ปล. เปลี่ยนใจไม่ให้เจ๊พาสชั้นแล้วค่ะเพราะอยากให้อิจิกินคนแก่มากกว่าอายุเท่ากัน (ถึงจะไม่แก่แบบยมทูตแต่พอเจ๊มาอยู่ในโลกมนุษย์เจ๊ก็อายุเท่าโกะอยู่ดีนั่นแหละ) สรุปคือเจ๊จะแก่กว่าอิจิโกะปีนึง

แล้วพบกันตอนหน้านะคะ :3 ซึ่งยังไม่ตอบว่าจะเป็นเรื่องไหน อาจจะเป็นตอนที่สองของเรื่องนี้ก็ได้ รอดูกัน xD 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

80 ความคิดเห็น

  1. #24 SalinABle (@lovely110) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 10:10

    ชอบมากก อิจิน่ารักอ่ะ ชอบเจ๊ลูสไตล์นี้จังเลยฟีลเจ๊แกร่งๆ

    #24
    0
  2. #16 ToKa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:47

    สู้ๆนะคะ. ติดตามๆๆๆๆ เราตะรอให้ถึงเรือของเรา เรือเมนสนุกมากชอบบบ

    #16
    0
  3. #15 Madison sanya (@KhwanChat) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 23:39

    เจ๊ลุค่าตัวแพงเกิ้นน
    #15
    0