ตอนที่ 22 : เล่มที่1 ตอนที่22 รางวัลจำนวนมาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 897 ครั้ง
    18 ก.ค. 61

        เต้าหลิงมองไปยังผู้อาวุโส ดวงตาหรี่ลงในทันที คนนี้น่ากลัวมาก ด้วยภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วงของชั้นนี้ ทว่าคลื่นพลังที่ปลดปล่อยออกมานั้นก็ยังน่ากลัว  ทั้งแรงกดดันนี้ไม่มีผลต่ออาวุโสคนนี้เลย นี่นะหรือคือระดับพลังของยอดฝีมือ         

        เขาเก็บโอสถมนุษย์ สายตาก็ลอบสำรวจผู้มาใหม่ที่สวมชุดนักรบสีเงิน อักขระสีทองที่สลักอยู่บนชุดนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ต้านแรงกดดันของชั้นนี้ไว้ นั่นทำให้เขาตะลึงไม่น้อย ชุดของพวกเขาจะต้องไม่ใช่ชุดธรรมดา มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะทำมาจากของล้ำค่าหายาก อักขระสีทองที่ซับซ้อนนี้น่าจะเป็นอักขระที่ยอดฝีมือเป็นคนสลักเอาไว้         

         “คุณหนู ท่านไม่เป็นไรนะ?” ผู้อาวุโสมองไปยังสภาพที่กระเซอะกระเซิงไม่ต่างจากขนหมาป่าพันกันเป็นก้อนของกันเหยา เมื่อครู่เขาได้รับสัญญาณจากนาง ก็รีบรุดหน้ามาทันที ทว่าความสามารถของพวกเขานั้นทำให้ไม่สามารถขึ้นมาได้นทันที พื้นที่ว่างภายในหอคอยผ่านจิตนั้นมีความพิเศษเป็นอย่างมาก ยอดยุทธ์ทั้งหลายจึงถูกลดขั้นพลังเหลือแค่ขั้นหลอมกายา ถ้าหากเขาไม่อาศัยชุดนักรบสองตัวนี้ก็คงไม่อาจขึ้นมาได้         

         “เจ้าเป็นใคร?” ชายหนุ่มสูงสง่าท่าทางห้าวหาญเอ่ยถามด้วยสีหน้าขรึม สายตาเย็นจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้น ในมือมีหอกหนึ่งด้ามชี้ตรงไปยังเต้าหลิง พร้อมไอสังหารที่เย็นถึงกระดูกที่ปริออกมา         

        เต้าหลิงขมวดคิ้วแน่น เหตุใดคนผู้นี้จึงได้อารมณ์ร้อนนัก?         

        ผู้อาวุโสก็จ้องไปยังเต้าหลิงด้วยนัยน์ตาฉายแสงสีทองเป็นประกาย คนที่ขึ้นมายังชั้นเจ็ดได้ล้วนแข็งแกร่งทั้งสิ้น         

        “ไร้มารยาท!” กันเหยากล่าวอย่างไม่ใคร่พอใจยิ่งนัก คนนี้คือหวังจวิ้นอี้ ในปีนั้นที่ราชวงศ์กันสร้างอาณาจักร ก็ได้ตระกูลหวังเป็นแม่ทัพใหญ่ติดตามคนในราชวงศ์ออกไปทำศึกทั่วใต้หล้า ดังนั้นแล้วคนในตระกูลหวังจึงได้ใกล้ชิดและมีตำแหน่งสูงอยู่ในราชวงศ์กัน ซึ่งหวังจวิ้นอี้เป็นคนที่ตอยตามติดกันเหยาโดยตลอด         

        ได้ยินดังนั้น สีหน้าของหวังจวิ้นอี้ดูไม่สู้ดีนัก เจ้าเด็กนี่เป็นใครมาจากไหนกัน ถึงได้ทำให้กันเหยาโกรธแทนมันได้!         

         “กันเหยา ไอ้ขอทานนี่เป็นใคร?” เขาลดหอกลงพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา         

        กันเหยามีโทสะยิ่งนัก หากเมื่อครู่นี้ไม่ได้เต้าหลิงช่วยชีวิตนางไว้ คาดว่านางไม่ตายก็คงต้องเจ็บหนัก นางแผดเสียงกล่าวด้วยใบหน้าขึงขัง“เขาเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ จะพูดอะไรก็ช่วยระวังปากหน่อย”         

         “ฮ่าฮ่า ที่แท้เจ้าก็เป็นคนที่ช่วยคุณหนูไว้อย่างนั้นรึ ขอบคุณจริงๆ” กันชิงซานไม่รอช้ารีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไกล่เกลี่ย เค้าผงกหัวแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณเต้าหลิง         

         “ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องเกรงใจ” เต้าหลิงพลางยิ้มออกมา         

        ในใจของหวังจวิ้นอี้ไม่ใคร่พอใจเท่าไหร่นัก แต่ก็หันไปยิ้มให้กับกันเหยาพลางกล่าวถามว่า “กันเหยา เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ว่าแต่ใครเป็นผู้ที่ลอบทำร้ายเจ้า? ”          

        กันเหยาแค่นเสียงหัวเราะต่ำ อย่างไม่สนใจ นางหันกายไปทางเต้าหลิงแล้วยิ้มออกมา“ข้าไปก่อนนะ”         

        เต้าหลิงพยักหน้ารับคำ มองส่งนางไป ทว่าก็เจอกับสายตาที่เย็นชาของหวังจวิ้นอี้ที่จ้องมาอยู่ อีกฝ่ายหัวเราะต่ำในลำคอ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “น้องชาย เจ้าอย่าได้คิดไปว่าช่วยกันเหยาได้แล้วจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ภายภาคหน้าจะทำอะไรก็หัดพิจารณาฐานะของตัวเองเสียด้วย เข้าใจหรือไม่?”         

        หวังจวิ้นอี้คิดว่าเต้าหลิงนั้นก็แค่โชคดีที่กันเหยาพอใจในตัวของเขา คนธรรมดาสามัญมีหรือจะได้เข้าใกล้กันเหยา? ถึงแม้เจ้าเด็กนี่จะสามารถขึ้นถึงชั้นเจ็ดได้ แต่อย่างไรเสียอัจฉริยะมักจะตายเร็ว!         

         “ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อนาคต” เต้าหลิงเหลือบมองด้วยหางตาแว่บหนึ่งก่อนจะเบนสายตาออกไป โดยไม่รู้ว่าหวังจวิ้นอี้ได้เห็นเขาเป็นศัตรูหัวใจไปแล้ว!   

        “เจ้า!” หอกในมือของหวังจวิ้นอี้สั่นสะเทือนอย่างเกรี้ยวกราด แทบอยากจะฟันให้ตายในหอกเดียวเสีย         

         “หวังน้อย รีบไปเถอะ คุณหนูรอนานแล้ว” กันชิงซานที่อยู่ด้านข้างกล่าวเรียกสติ หากเจ้าเด็กนี่พลั้งมือฆ่าเต้าหลิงไปก็คงซวยไม่น้อยแน่ อีกอย่างเจ้าเด็กนี่ก็แค่ขยะชิ้นหนึ่ง แค่มีปู่ที่ดีก็เท่านั้น         

        หวังจวิ้นอี้มองเต้าหลิงด้วยแววตาเย็นชาแวบหนึ่ง เขาพยายามควบคุมโทสะที่อยู่ในใจก่อนจะหันกายเดินจากไป หากเรื่องที่เขาพลั้งมือฆ่าเต้าหลิงนั้นไปถึงหูกันเหยา คงไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นกับเขาแน่         

        รอบด้านสงบลง เต้าหลิงดูดซึบพลังจากรอบกายอยู่ชั่วครู่ ก็สัมผัสได้ว่าร่างกายฟื้นฟูมาเต็มส่วน เขาลืมตาขึ้นก่อนจะดื่มเลือดของมังกรคะนองน้ำลงไป         

        เลือดแท้ชนิดนี้ไม่ได้เพิ่งพลังในกายเขาให้สูงขึ้น ผลลัพธ์ของมันคือเพียงแค่ทำให้พลังศักยภาพในร่างให้เปิดออกเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการอยู่พอดี เขารู้ว่าร่างกายของตนเองต้องการเลือดแท้หลากหลายชนิด จึงสามารถเปิดพลังศักยภาพได้         

        เลือดแล่นเข้าสู่ร่างภายใต้อักขระสยบฟ้าที่ปรากฏขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ความเร็วในการดูดซับธาตุไม้ก็เพิ่มสูงขึ้น พลังที่ที่หมุนเวียนอยู่ภายในฟ้าดินกำลังแล่นเข้าสู่ร่างอย่างบ้าคลั่ง         

        ภายใต้ผลของพลังลึกลับนี้ พื้นที่ว่างในร่างกายของเต้าหลิงก็ได้ถูกเปิดออกแล้วได้ถูกเติมเต็มด้วยพลังสีเขียวมรกตที่ไหลหลั่งเข้ามา ลมปราณทั่วร่างแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วที่สูงยิ่ง         

        หลังจากผ่านไปครึ่งวัน เต้าหลิงก็กลืนโอสถมนุษย์เข้าไป โอสถไหลเข้าสู่ร่างเพียงไม่นานก็หลอมละลายกลายเป็นพลังสีทองไหลเชี่ยวกราด ก่อนที่จะเริ่มบ่มเพาะกลั่นหลอมร่างกายอยู่ภายใน         

        วันเวลาผ่านไปหนึ่งคืน พื้นดินสั่นสะเทือน ก้อนหินลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ พายุหมุนสีทองโหมกระหน่ำซัดสาดหอบเอาหินหนังหมื่นกว่าชั่งลอยขึ้นไป คลื่นระเบิดที่ไหลเชียวกราดช่างน่ากลัวยิ่ง         

        คลื่นลมพายุหมุนขนาดมหึมาระเบิดออก ก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งออกมา พลังทั่วร่างของเต้าหลิงแข็งแกร่งล้ำลึก ภายในลมหายใจมีเสียงสายฟ้าร้องคำรามดังสนั่นลั่น         

         “โอสถมนุษย์น่ากลัวมาก!” เต้าหลิงตกใจไม่น้อย เขาสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่พุ่งทะยาน อีกทั้งยังทะลวงพลังไปจนถึงจุดสูงสุดของขั้นหลอมกายาแล้ว!         

        เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เปลี่ยนไป เขาสามารถต้านทานแรงกดดันในชั้นนี้ได้ยาวนาน คาดว่าคงสามารถก้าวขึ้นชั้นที่แปดได้แล้ว!         

         “ขีดจำกัดต่อไป อีกไม่นาน!” เต้าหลิงกำหมัดแน่นก่อนจะรีบพุ่งทะยานออกไป อีกไม่นานก็จะถึงเวลาสอบของสำนักซิงเฉินแล้ว เมื่อผ่านการสอบ แล้วมาถึงที่นี่ ถึงต้องนั้นก็จะทะลวงไปยังขั้นสถิตวิญญาณ!         

        เมื่อเดินออกมาจากหอคอย เขาก็เห็นเย่วิ่นกำลังยืนรออยู่ด้วยอาการร้อนรน ก่อนที่นางจะพุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว ทว่าเมื่อเห็นคราบเลือดบนตัวเต้าหลิงนางก็รีบกล่าวถามขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้นในนั้น?”         

         “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรแล้ว แล้วการสอบล่ะ ใกล้เริ่มแล้วใช่หรือไม่?” เต้าหลิงยักไล่พลางยิ้มออกมา เขาคิดไม่ถึงว่าเย่วิ่นจะรอเขาอยู่         

         “โชคดีที่เจ้าออกมาทัน หากช้าไปอีกนิดเดียว ก็คงพลาดการสอบแน่” นางมองเต้าหลิงด้วยหางตาอย่างโมโห ก่อนที่นางจะรีบพาเขาไปที่สนามสอบ         

         “แล้วเจ้าไปถึงชั้นไหนมา?” เย่วิ่นถามอย่างลุ้นในคำตอบ หากเขาไปถึงชั้นที่หกได้ การสอบครั้งนี้จะต้องได้อันดับดีๆ แน่         

         “คิดว่าไปได้ถึงชั้นแปดได้ล่ะมัง” เต้าหลิงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปตรงๆ         

        ได้ยินดังนั้น เย่วิ่นก็พยักหน้า  มุมปากฉีกยิ้มออกมา“ถ้าเช่นนั้น ข้าคิดว่าข้าน่าจะขึ้นไปถึงชั้นสิบได้เหมือนกัน!”         

         “คุยโวเกินจริงไปหน่อยรึเปล่า?” เต้าหลิงเหล่ตามองพลางเอ่ย ไม่เคยมีผู้ใดก้าวไปถึงชั้นสิบได้มาก่อนไม่ใช่รึ ว่ากันว่ามันเป็นตำนานที่ไม่อาจพิชิตได้         

         “เจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง” เย่วิ่นหัวเราะเสียงต่ำ เขาบอกว่าน่าจะขึ้นไปยังชั้นแปดได้เนี่ยนะ พูดไปใครจะเชื่อ นางรู้ดีว่าชั้นแปดเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่ามีอัจฉริยะกี่คนที่ถูกแรงกดดันทับตายอยู่ในนั้น!         

         “ไม่เชื่อก็แล้วแต่” เต้าหลิงเหลือบมองนางอย่างไม่ใคร่เอามาใส่ใจ หากเขาได้ฝึกสักหน่อย การจะขึ้นไปยังชั้นเก้าย่อมไม่ใช่ปัญหา         

        นอกเมืองชิงโจว ผู้เข้าสอบกำลังรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น ด้านหน้าเป็นป่าเขาบรรพกาล โดยจะแบ่งผู้เข้าสอบออกมาเป็นสิบกลุ่มด้วยกัน         

        มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งอดที่จะใจหายไม่ได้เพราะรู้ดีว่าการสอบครั้งนี้จะมีผู้ผ่านการทดสอบเพียงแค่หนึ่งพันคนเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าจะถูกคัดออกไปกี่คน         

        บรรยากาศพลันสงบเงียบไปในทันที น้อยคนนั้นที่จะกล้า เต้าหลิงเดินทางมาถึงเขตที่สิบจนได้ คนที่อยู่ในกลุ่มจ้องเขม็งมายังเต้าหลิงที่ย่างเท้าเข้ามา หวังหลิ่งส่งเสียงแค่นเยาะเย้ย “ในที่สุดเจ้าก็มา ข้านึกว่าจะขี้ขลาดหนีไปเสียแล้ว!”         

        หวังหลิ่งจะอาศัยโอกาสในการสอบครั้งนี้สังหารเขาซะ ครั้งนี้เขาต้องลงทุนไปไม่น้อยถึงจะสามารถนำเต้าหลิงเข้ามาในสนามสอบเดียวกันได้ ถึงเวลาเมื่อไหร่ก็จะเป็นเวลาตายของมัน!         

        เต้าหลิงสังเกตเห็นสายตาที่จ้องเขาเขม็งของหวังหลิ่ง นัยน์ตาเต้าหลิงประกายแสงเย็นชาออกมา คิดอยู่ในใจว่า “หวังว่าผลึกหินฟ้าจะอยู่ที่ตัวเจ้านั่น”         

        หวังหลิ่งหมายมั่นจะกำจัดเต้าหลิงลงเสีย ทว่าเต้าหลิงเองก็จะไม่ให้อีกฝ่ายรอดชีวิตไปเช่นกัน!         

        ก่อนนี้เขาได้ถามเย่วิ่นถึงข้อมูลถึงสิ่งของล้ำค่ามาบ้าง ก็ได้ทราบถึงมูลค่าของผนึกหินฟ้า มันเป็นหินแร่ที่ใช้หลอมชุดเกราะหรือชุดนักรบที่ล้ำค่าพิเศษได้ เพียงแค่ผสมผลึกหินฟ้าลงไป ก็จะทำให้คุณภาพของชุดเพิ่มมากขึ้น         

        อีกทั้งผลึกหินฟ้าที่ทนต่อการกัดกร่อนเมื่อผ่านวันเวลาเนิ่นนาน กล่าวชัดเจนก็คือไม่ว่าจะผ่านไปกี่พันปีมันก็จะยังคงสภาพเดิมได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ของล้ำค่าทั่วไปจะมาเทียบเคียงได้         

        แล้วยิ่งผลึกหินฟ้าที่หวังหลิ่งขโมยมันไปจากเขา ก้อนนั้นน้ำหนักราวห้าชั่ง สามารถหล่อหลอมเป็นเกราะชั้นในที่ยอดเยี่ยมตัวหนึ่ง สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างมาก         

         “ดูไปแล้ว คนพวกนี้น่าจะเข้าสำนักซิงเฉินได้เลย” เต้าหลิงกวาดสายตามองไปเบื้องหน้า เขาเห็นนางกันเหยาอยู่ในนั้น คนและอมนุษย์นั้นล้วนแต่มีคลื่นพลังที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น ล้วนแต่ไม่จำเป็นต้องสอบก็สามารถเข้าสำนักได้ทันที         

        ผู้บริหารชั้นสูงของสำนักซิงเฉินรู้สึกยินดียิ่ง ในการสอบครั้งนี้มีอัจฉริยะมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่มีความเป็นมาอันน่ากลัว แน่นอนว่าพวกเขาล้วนแต่อยากเข้าไปยังโถงวิหารซิงเฉิน เพราะวิชายอดมหาอำนาจนามโคจรดาราที่ไม่เคยมีผู้ใดได้มันไปครอบครอง ดังนั้นพวกเขาจึงวางใจ         

        รอไปสักครู่หนึ่ง ก็มีผู้อาวุโสเสื้อคลุมยาวสีเงินปรากฏตัวออกมาตรงลานเขานั่งลงบนหินสีดำ ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังผู้คนนับแสนที่อยู่เบื้องหน้า กล่าวด้วยสีหน้าสงบ “ข้าจะอธิบายถึงรางวัลในการสอบครั้งนี้ก่อน”         

        “ผู้ที่ติดอันดับหนึ่งร้อยคนแรกในการสอบครั้งนี้ จะได้รับโอสถอุดมจิตคนละหนึ่งเม็ด”         

        เสียงของผู้อาวุโสชุดคลุมยาวสีเงินดังขึ้น บรรยากาศเงียบลงไปอีกครา ก่อนจะปรากฏเสียงพูดคุยกันดังสนั่นทั่วสนาม โอสถอุดมจิตนั้นเป็นโอสถชั้นสูงระดับสอง สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณได้ ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีถึงหนึ่งร้อยเม็ด!         

         “และผู้ที่ติดอันดับหนึ่งในสิบ จะได้รับโอสถสถิตวิญญาณจิตม่วง และได้รับสิทธิ์ที่จะเข้าไปยังหอลับคัมภีย์ยุทธแห่งสำนักซิงเฉิน!”         

        โอสถสถิตวิญญาณจิตม่วง! มันโอสถเม็ดขั้นต่ำระดับสี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนตาเป็นประกาย โอสถนี้ต่างจากโอสถเม็ดสถิตวิญญาณเพียงแค่สองตัวอักษร ทว่าแค่สองตัวอักษรก็ต่างกันโดยชิ้นเชิง โอสถเม็ดนี้หลอมเข้ากับจิตม่วงเหลวด้วยกระบวนการยุ่งยาก ถึงจะได้ถือกำเนิดเป็นของล้ำค่านี้ขึ้นมา แม้แต่ขุมพลังยิ่งใหญ่ยังอยากได้มัน!         

        อีกทั้งหอลับคัมภีร์ยุทธ์แห่งสำนักซิงเฉิน เป็นสิ่งที่แม้แต่อัจฉริยะอย่างกันเหยายังต้องการ สำนักซิงเฉินเป็นขุมพลังที่อยู่มาช้านานตั้งแต่อดีตกาล พวกเขานั้นได้สั่งสมหลายสิ่งหลายอย่างไว้อย่างหนาแน่น ในหอลับคัมภีร์ยุทธนั้นเต็มไปด้วยวิชามหัศจรรย์เสี่ยวทงมากมายไม่ขาดสักวิชา!         

         “สิบอันดับแรก!” เต้าหลิงกระชับกำปั้นแน่น หากเขาสามารถติดอันดับสิบอันดับแรกได้ จะได้ประโยชน์มากมาย ไม่มีใครที่หักห้ามใจไว้ได้แน่นอน!         

        ขั้นหลอมกายาทะลวงไปยังขั้นสถิตวิญญาณนั้น หากใช้ขั้นตอนตามปกติแล้วต้องสิ้นเปลืองเวลาถึงครึ่งปีเป็นอย่างน้อย         

        ทว่าโอสถเม็ดสามารถช่วยเพิ่มความเร็วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอสถสถิตวิญญาณจิตม่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการอยู่พอดี เพราะว่าพลังศักยภาพในขั้นหลอมกายาของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งอย่างมาก หากเขาทะลวงตามขั้นตอนปกติคงต้องสิ้นเปลืองเวลากว่าหลายปีจึงจะสำเร็จ!


----------------------------


ฝากLikeเพจของเรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ

ไว้อัพเดทนิยายกันด้วยนะคะ ^_^








120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
 เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 897 ครั้ง

1,177 ความคิดเห็น

  1. #201 Writer Miracal (@lamomal) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 00:52
    ฝึกด้วยตัวเองสักหน่อยก็ดีนะ โชว์ความเทพ กลัวจะเจอของจริงที่ไม่พึ่งยามาก มันทำให้ตัวเอกดูกากลงเยอะแน่ๆ
    #201
    1
    • #201-1 aphisit14 (@aphisit14) (จากตอนที่ 22)
      18 ธันวาคม 2561 / 02:49
      ใช่เลย
      #201-1