ตอนที่ 43 : เล่มที่ 2 ตอนที่ 43 : สถิตวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 867 ครั้ง
    18 ส.ค. 61

        กลางลานเล็ก หมอกสีทองพรั่งพรูออกมา เส้นพลังที่แข็งแกร่งแต่ละเส้นบีบอัดขึ้นไปบนท้องฟ้า ทั้งยังแฝงด้วยคลื่นพลังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งลานเล็กอาบไปด้วยแสงหมอกสวรรค์ดูแล้วศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก

        ร่างเงาร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ทั่วร่างเปล่งแสงเรืองรอง ทุกจังหวะลมหายใจทำให้บริเวณโดยรอบสั่นไหว นี่ก็คือความแข็งแกร่งที่ปรากฏขึ้น ร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนกลายเป็นโลกเล็ก ที่ดูดซับพลังงานของโลกใหญ่แห่งนี้เพื่อกลั่นหลอมร่างกายของตัวเอง

        ร่างของเต้าหลิงอบอวลไปด้วยพลังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เขากำลังหล่อหลอมพลังงานสีทอง สามวันก่อนในตอนที่กลืนหยดพลังงานสีทองลงไป ร่างกายของเขาแทบจะระเบิด จนต้องใช้เวลาถึงสามวันถึงจะหลอมหมด

        ร่างกายของเต้าหลิงได้เปลี่ยนไป กล้ามเนื้อทุกมัดเปล่งแสงหมอกสวรรค์สว่างจ้าราวกับเซียนที่ลงมาจุติ อีกทั้งยังมีอนุภาพสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์บางอย่างกำลังจะขยายตัวออก

        “ทำไมข้าถึงรู้สึกแปลกๆ” เต้าหลิงกล่าวพึมพำ สองสามวันนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานต้นกำเนิดภายในร่างได้ตื่นขึ้นมา บางทีมันอาจจะเป็นพลังต้นกำเนิดกายศักดิ์สิทธิ์ของเขา

        เขาลองที่จะปลุกพลังงานนี้ขึ้นมา ทว่าก็ยังทำไม่ได้ เขารู้สึกว่าจะต้องใช้พลังงานที่น่ากลัวบางอย่างมากระตุ้นมัน

        เต้าหลิงยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาจากการปิดขั้นพลัง เพราะพลังยังถูกปลุกไม่เสร็จ หยดพลังงานสีทองไหลเข้าไปในร่างกาย มันได้หลอมละลายกลายเป็นพลังงานสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่โคจรไปทั่วร่าง ทั้งยังแฝงไปด้วยพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น มันพุ่งทะลักเข้าไปในร่าง ทำให้ความเร็วในการปลุกพลังเพิ่มสูงขึ้น

        ในเวลานั้น เมืองชิงโจวก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ถึงแม้ว่าเหล่าจอมยุทธ์ที่เจอเรื่องนี้คนแรกตั้งใจจะปิดเรื่องนี้เอาไว้ ทว่าพวกเขาก็ปิดได้แค่สองวัน เรื่องนี้ก็แพร่งพรายออกไปทั่วทั้งเมือง

        หอคอยผ่านจิตเป็นหอคอยศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองชิงโจวมาอย่างยาวนาน ทว่าตอนนี้พลังอานุภาพของมันได้หายไป ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก พวกเขารู้สึกว่าเพราะมีคนแย่งชิงของล้ำค่าของชั้นที่สิบไป ถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น

        บางที อาจจะเป็เนพราะสมบัติล้ำค่าของชั้นที่สิบอาจจะบินหายไป ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นที่หอคอย

        ไม่ว่าจะพูดอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก พลังอนุภาพแรงกดดันของหอคอยได้หายไป ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่อยากจะไปชั้นที่เก้าเพราะในชั้นนั้นมีมรดกสืบทอดอยู่

        ในตอนนี้ผู้คนจำนวนมากต่างก็มารวมตัวกันที่เมืองชิงโจว เพราะใกล้จะถึงวันที่โถงวิหารซิงเฉินจะเปิดแล้ว อีกทั้งดันมาเกิดเรื่องขึ้นตอนนี้เสียได้ ทำให้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งจำนวนมากต่างก็มุ่งหน้าไปที่หอคอย

        หลังจากนั้นห้าวัน ภายในลานเล็กก็ปรากฏคลื่นพลังที่แข็งแกร่งพุ่งทะลักออกมา พลังทั่วร่างของเต้าหลิงพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด พลังภายในร่างสั่นสะเทือน เขาได้ทะลวงขั้นพลังย่อยขึ้นไปหนึ่งขั้น พลังจึงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัว ปราณสีทองพุ่งแหวกมวลอากาศออกไป

        “ทะลวงแล้วเต้าหลิงกล่าวออกมาในใจ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะต้อง

        สั่นสะเทือนทั้งแว่นแคว้นเป็นแน่ ปกติแล้วจากขั้นหล่อกายาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณได้นั้นต้องใช้เวลาร่วมครึ่งปีถึงจะปลุกพลังสำเร็จ ทว่าเขาใช้เวลาไม่ถึงสิบวันก็สามารถทะลวงขั้นพลังไปได้แล้ว อีกทั้งยังทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณสองชั้นฟ้าแล้วด้วย

        ด้วยพลังที่อัดแน่นนี้ เขารู้สึกว่าอีกไม่นานเขาสามารถที่จะทะลวงขั้นพลังย่อยออกไปได้อีกขั้นหนึ่ง

        เต้าหลิงลืมตาขึ้น นัยน์ตาประกายแสงระยิบระยับ ทั่วร่างโอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณ เขาเหมือนกับเซียนที่นั่งประทับอยู่ ผมยาวปลิวไสวออกไปตามลม

        ทันใดนั้น เต้าหลิงก็หลับตาทั้งสองลงด้วยความปิติ จิตใจของเขานิ่งสงบลง หากลองหยั่งรู้อย่างละเอียด เขารู้สึกว่าที่สมองของเขามีบางสิ่งบางอย่างผุดขึ้นมา

        เต้าหลิงปล่อยวางจิตใจ เพื่อปล่อยให้พลังประหลาดนั้นขยับเขยื้อนตามใจของมัน มันเริ่มขยับเร็วมากขึ้น เส้นเลือดที่ขยับของเต้าหลิงปูดขึ้นมา นี่ก็คือการปลุกจิตสวรรค์ หากอดทนไว้ก็จะปลุกสำเร็จ แต่ถ้าไม่ก็ต้องรอครั้งต่อไป

        จิตสวรรค์ ความหมายที่แท้จริงของมันก็คือ จิตวิญญาณของมนุษย์  พลังงานชนิดนี้พิเศษเป็นอย่างมาก มีจิตสวรรค์ของยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากคน สามารถกวาดมองฟ้าดินระยะหมื่นลี้ได้ ซึ่งเป็นระดับพลังที่น่ากลัวมากจนถึงขีดสุด

        จิตสวรรค์สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ ทว่าจะต้องใช้ของล้ำค่าฟ้าดินถึงจะได้ ซึ่งของล้ำค่าฟ้าดินนั้นหาได้ยากเป็นอย่างมาก หรือจะใช้โอสถจิตสวรรค์ก็ได้เช่นกันซึ่งมันก็พบเจอได้อย่างมากพอๆกับของล้ำค่าฟ้าดิน

        จิตวิญญาณกำลังสั่นไหว เขาอดทนมาได้ครึ่งชั่วยาม กลางสมองของเขาก็พลันเอ่อทะลักพลังงานประหลาดออกมาอย่างไม่ขาดสาย

         

        ในขณะที่พลังงานนี้ปรากฏออกมา เต้าหลิงก็มองเห็นภาพจำนวนมาก จิตสวรรค์ได้ถูกเปิดออก ความสามารถในการจดจำของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะว่าจิตสวรค์เป็นรากฐานของมหาสุมทรแห่งปัญญา ที่กักเก็บความทรงจำของมนุษย์เอาไว้ ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญเป็นอย่างมาก

        ในตอนที่อายุสิบสองปี เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ภายในห้องๆหนึ่ง ทั่วร่างอาบชะโลมไปด้วยเม็ดเหงื่อประดุจฝนตก เขาใช้วิธีดั้งเดิมในการฝึกฝนกาย ด้วยความขยันขันแข็งเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่สายตาดูถูกเหยียดหยามมองมาที่เขา

        เขาไม่สามารถฝึกฝนวิชาได้ ทั้งยังชอบหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว ในวันนั้นเขาได้ฝึกฝนร่างกายจนเกินขีดจำกัดแล้วเป็นลมสลบไป จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงลึกลับ ซึ่งเป็นตอนที่เขาได้วิชาสยบฟ้ามา

        เต้าหลิงถอนหายใจออกมา ในขณะที่ย้อนนึกกลับไปในช่วงเวลาที่สุดแสนจะลำบากในตอนนั้น ในตอนนี้ที่เขาพัฒนาขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับวิชาสยบฟ้าทั้งสิน เขารู้สึกขอบคุณคนลึกลับคนนั้นเป็นอย่างมาก ทว่าน่าเสียดายที่ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ไหน

        ตอนหกขวบ เต้าหลิงยังเด็กมากทั้งไม่ประสีประสา เขารู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ชายขาเป๋ทำ ชายขาเป๋มักจะเอาของบางอย่างมาถูที่ตัวของเขา บางทีก็มีกลิ่นหอม บางทีก็มีกลิ่นเห็มน บางทีก็มีพลังชีวิตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์....

        “ความสามารถของพ่อขาเป๋นี่สูงจริงๆ” เต้าหลิงคิดขึ้นในใจ แร่หินเหล่านั้นใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะหามาได้อย่างนั้นหรือ

        ตอนสามขวบ ชายขาเป๋มักจะพาเต้าหลิงไปนู่นไปนี่ ใช้ชีวิตเยี่ยงคนป่า จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่เมืองชิงซาน

        ทันใดนั้นก็มีภาพหนึ่งตัดเข้ามาซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคยแต่ก็แปลกประหลาด ที่นี่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก ภายในมีวิหารอยู่หลายแห่ง เสียงเต๋าสรรพสิ่งดังก้องกังวาฬ แต่ละวิหารศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม ทำให้คนที่เห็นอดที่จะเลื่อมใสไม่ได้

        ผืนดินกว้างใหญ่นี้ปกคลุมไปด้วยพลังวิญญาณที่หนาทึบ ทั้งยังเต็มไปด้วยนกวิญญาณล้ำค่าหลากหลายชนิด ทุ่งสมุนไพรขนาดใหญ่โอล้อมไปด้วยพลังบริสุทธิ์ไหลเวียนไปมา ยาโบราณบางชนิดปลดปล่อยแสงสีสันออกมานับหมื่นเส้นแสง

        เด็กทารกร่างขาวดุจตุ๊กตาแก้วนอนหลับอยู่อย่างน่ารักน่าชังบนก้อนหินที่โอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณ ด้านข้างมีสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา ผู้ชายมีท่าทีที่สง่าผ่าเผย ส่วนผู้หญิงก็สวยราวกับเซียน

        เมื่อเห็นถึงตรงนี้ จิตสวรรค์ของเต้าหลิงก็พลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา เขารีบตัดจิตสวรรค์ออก พลางกล่าวพึมพำออกมาด้วยลมหายใจที่กระชันถี่ว่า “นั่นข้าอย่างนั้นหรือ

        ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ริมฝีปากฉีกยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เขาอยู่กับพ่อขาเป๋มาตั้งแต่เล็ก ซึ่งไม่รู้เลยว่าแม่ของตนนั้นไปอยู่ที่ไหน 

        เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝังใจเขามาโดยตลอด คิดไม่ถึงว่าจู่ๆมันจะโผล่ขึ้นมา ทว่าน่าเสียดายที่ในความทรงจำนั้นไม่มีร่างเงาของผู้เป็นแม่หลงเหลืออยู่เลย

        “คงต้องรอให้จิตสวรรค์ของข้าพัฒนาเสียก่อน ถึงตอนนั้นข้าน่าจะมองเห็นเต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาในใจ จากนั้นเขาก็ค่อยๆลุกยืนขึ้น ถึงเวลาที่จะออกไปข้างนอกแล้ว

        หลังจากที่เดินออกมาจากห้องฝึกฝน เต้าหลิงก็มาที่หอคอยผ่านจิต โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก พวกเขาต่างก็กล่าวออกมาต่างๆนาๆ เพราะในตอนนี้ข้างในนั้นไม่ให้คนอื่นเข้าไปแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบอารมภ์เท่าไหร่นัก

        หอคอยแห่งนี้ไม่มีเจ้าของ ก่อนหน้านี้ขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ของแคว้นชิงก็ได้ใช้อำนาจในหอคอยแห่งนี้ซึ่งไม่รู้ว่าได้ผลประโยชน์ไปแล้วเท่าไหร่

        ทว่าตอนนี้ยังดีที่หอคอยนี้ทำประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้แล้ว ซึ่งมันได้ถูกขุมพลังอำนาจยึดเอาไว้ ทั้งยังไม่ให้คนนอกเข้าไปใกล้ เพราะของล้ำค่าในชั้นที่เก้าทำให้พวกเขาอยากจะยึดเอามันมาไว้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว

        ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ไม่มีพลังก็เท่ากับทำอะไรไม่ได้ ซึ่งนั่นทำให้จอมยุทธ์ที่อ่อนแอจำนวนมากถอนหายใจออกมา 

        “ท่านผู้เฒ่า ทำไมหอคอยผ่านจิตถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้เต้าหลิงที่เดินวนเวียนอยู่หลายรอบ จากนั้นเขาก็ถามชายแก่คนหนึ่งขึ้น

        “ว่าวกันว่าของล้ำค่าของชั้นที่สิบหายไป ดังนั้นจึงไม่สามารถดึงดูดพลังของฟ้าดินได้ ตอนนี้ก็ยังเข้าไปไม่ได้เสียด้วยชายแก่กล่าว

        “ของล้ำค่าไปไหนอย่างนั้นหรือเต้าหลิงถามลองเชิง

        “ข้าเองก็ไม่รู้ ว่ากันว่ามีคนช่วงชิงไปแล้ว มีบางคนก็บอกว่ามันบินหนีไปอีก หลายคนหลายความคิด ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นเช่นไรเขาส่ายหัว

        ผู้คนกล่าวพูดคุยกัน มีคนจำนวนมากสงสัยว่าของล้ำค่าบนชั้นสิบอาจจะถูกอู่ตี้เอาไป เพราะว่าอู่ตี้ที่อยู่ในขั้นหล่อกายานั้นมีพลังที่น่ากลัวที่สุดในดินแดนลึกลับ แล้วก็มีบางคนที่สงสัยว่าน่าจะเป็นอัจฉริยะจากดินแดนอื่นมากเอาไป

        หลังจากที่สอบถามข่าวคราวสักพัก เต้าหลิงก็รู้สึกโล่งอก แค่เรื่องของตนเองไม่ถูกแพร่งพรายออกไปจากเพียงพอแล้ว

        ถึงแม้ว่าชั้นเก้าจะมีของสืบทอดอยู่ ทว่าส่วนใหญ่ก็ถูกเอาไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงส่วนเล็กๆเท่านั้น ซึ่งมูลค่าก็ไม่ได้สูงอะไรเป็นพิเศษ  

        จากนั้นเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าศิลาเทพยุทธ์ เขากำหมัดแน่นพลางกล่าวออกมาครั้งก่อนกันเหยาได้ของล้ำค่าไปหนึ่งชิ้น หากข้าสลักชื่อลงไป ไม่แน่อาจจะได้ของล้ำค่ามาเช่นเดียวกัน” 

        แววตาของเต้าหลิงประกายแสงออกมา ในขณะที่เขากำลังจะลองลงชื่อสลัก ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงักลงพลางกล่าวพึมพำออกมาในใจ “รออีกสักหน่อยน่าจะดีกว่า ครั้งก่อนที่กันเหยาได้ของล้ำค่ามานางก็ถูกตามไล่ฆ่า ข้าไม่มีที่พึ่ง อีกทั้งใกล้ๆหอคอยผ่านจิตนี้ก็มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งอยู่มาก รออีกสักหน่อยแล้วค่อยมาแล้วกัน

        เต้าหลิงไม่รีบร้อน ไม่ว่าอย่างไรของล้ำค่าก็ไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว อีกทั้งจะได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน

        “กลับไปดูวิญญาณมิ้งค์ดีกว่าว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ถึงตอนนั้นจะได้ไปถามจื่ออวี้เรื่องฝ่ามือหยินหยางด้วยเต้าหลิงบิดขี้เกียจพลางมุ่งหน้าเดินไปที่สำนักซิงเฉิน

        ทั่วสำนักซิงเฉินค่อนข้างคึกคักเพราะมีข่าวมาจากเบื้องบนว่าโถงวิหารซิงเฉินได้ส่งคลื่นออกมาแล้ว เดาว่าน่าจะใกล้เปิดในเร็ววัน ว่ากันว่าโถงวิหารซิงเฉินนี้เป็นสถานที่ลับโบราณ ภายในมือของล้ำค่าอยู่ มีหลายคนที่อยากจะเข้าไปเพื่อช่วงชิงมัน

        ส่วนเจ็ดสิบสองยอดวิชามหาอำนาจนั้นคงไม่ต้องพูดถึง แค่จุดนี้ก็ไม่รู้ว่าดึงดูดอัจฉริยะกี่คนต่อกี่คน ถึงตอนนั้นเดาได้ว่ามันจะต้องเป็นงานสรรเสริญครั้งใหญ่เป็นแน่

        “โคจรดารา” เต้าหลิงได้ยินเสียงพูดคุยโดยรอบ เปลือกตาก็พลันกระตุกขึ้น มันเป็นเจ็ดสิบสองยอดวิชามหาอำนาจ ซึ่งในตอนนี้เขากำลังขาดวิชามหาอำนาจอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าในสถานที่ลับของสำนักซิงเฉินจะมีหนึ่งในเจ็ดสิบสองวิชามหาอำนาจอยู่ด้วย

        ว่ากันว่าวิชามหาอำนาจนี้สามารถยืมพลังจากกลุ่มดาวมาใช้เป็นกระบวนท่าที่น่ากลัวได้ ซึ่งมันเป็นสุดยอดวิชามายา

        “ได้ยินมาว่าถึงตอนนั้นอู่ตี้ก็จะมาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง ตอนที่อายุแค่สิบขวบก็น่ากลัวมากขนาดนั้นแล้ว

        “จะต้องเป็นชายหนุ่มรูปงามแน่เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ เด็กสาวที่อยู่รอบๆก็พลันตาเป็นประกาย อู่ตี้คืออัจฉริยะที่น่ากลัวมากที่สุดในดินแดนลึกลับ ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยมีใครที่สามารถประมือกับเขาได้ หญิงสาวหลายคนต่างก็คลั่งไคล้ในตัวของอู่ตี้

        ผู้อาวุโสในสำนักล้วนตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ขนาดพวกเขาเอง ก็รอคอยที่อยากจะเห็นชายหนุ่มอันดับหนึ่งของดินแดนลึกลับด้วยตาของตัวเอง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่พบเจอได้ยากเป็นอย่างมาก

        “มีอะไรน่าดู ไม่ใช่สาวงามเสียหน่อย” เต้าหลิงเม้มฝีปากพลางหันหลังเดินไปที่ภูเขาวิญญาณ

        ภายในกลุ่มผู้คน มีสายตามองไปที่ร่างของเขา ชายหนุ่มคนหนึ่งแสยะยิ้มเย็นออกมาแล้วกล่าวว่าเจ้านั่น ซ่อนตัวมาจะสองเดือนแล้ว ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาจนได้” 

        “หึ ทำให้ข้าเสียเวลาซะตั้งนาน ครั้งนี้ได้เห็นดีกันแน่

        พวกเขาแสยะยิ้มเย็น หวังจวิ้นอี้ได้บอกเอาไว้แล้ว ใครที่เอาชีวิตของเขามาได้จะได้รางวัลอย่างงาม พวกเขาไม่รอช้าก่อนที่จะรีบเดินตามหลังของเต้าหลิงไป

 

-----------------------------------


ฝากLikeเพจของเรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ

ไว้อัพเดทนิยายกันด้วยนะคะ ^_^






อ่านเล่มที่ 7 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้


120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^)
 เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 867 ครั้ง

1,176 ความคิดเห็น

  1. #511 non0045non (@non0045non) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 19:37
    เล่นผิดคนซะเเล้ว 555+
    #511
    0
  2. #387 0907151814 (@0907151814) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 11:56
    ไอ่พวกที่ยิ้ม เมิงเตรียมตัว !!!
    #387
    0
  3. #316 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 05:23

    ขอบคุณ
    #316
    0
  4. #100 -chin-jung- (@-chin-jung-) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 22:08

    ขอแสดงความเสียใจกับตัวประกอบ????????

    #100
    0
  5. วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 11:27
    ติดตามนานๆเลยครับ
    #32
    0