มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 : บอกเล่าเรื่องราว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 795 ครั้ง
    14 พ.ค. 62



     บนยอดเขาสูงซึ่งเป็นที่พักของเจ้าสำนักกระเรียนฟ้า 

     “  ข้าหวังว่าเขาจะตอบตกลงที่จะเข้าร่วมสำนักกระเรียนฟ้าของเรา ..หากพลาดจากเด็กหนุ่มคนนี้ไปจริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพานพบคนที่มีพรสวรรค์และความสามารถที่สูงส่งเช่นนี้อีก    ” 
     ชายชราแซ่ซือถูเอ่ยขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปยังเบื้องล่าง 

     “  เห้อออ ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะมีโอกาสดีดีแบบนี้ เด็กหนุ่มคนนี้นั้นต่างจากเย่าซีมาก ทั้งอุปนิสัย ความคิด และระดับฝีมือ เย่าซียังคงห่างชั้นกับเขามาก ตอนที่นางอายุ15-16ปี ฝีมือของนางก็ยิ่งห่างไกลกับเด็กหนุ่มแซ่เตียวคนนี้มากมายนัก ถ้าให้เขามีเวลาได้ฝึกฝนอีกซัก 10ปี ข้าเชื่อว่า เขาจะเป็นคนแรกที่บรรลุระดับบรรพชนยุทธ์ได้สำเร็จ   ” 

     จางปิงยี่พร่ำเพ้ออย่างคาดหวัง ชายชราซือถูพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตัวมันเองก็คิดเช่นนี้ หากให้เวลาแก่เขาอีกซัก 10-20ปี รับรองได้ว่าคงยากหาคนที่มีฝีมือทัดเทียมได้ เว้นเสียแต่เด็กหนุ่มจะถูกลอบสังหารจากผู้ไม่ประสงค์ดี

     “  เซียวชุนคารวะเจ้าสำนักจาง และผู้อาวุโสซือถู   ” เซียวชุนประสานมือคารวะทั้งสองคนทันทีที่ขึ้นมาถึงยอดเขา

     “  ตามสบายเถอะ ข้ากำลังรอเจ้าอยู่เลย เชิญที่ด้านใน   ” 

     จางปิงยี่เอ่ยตอบ นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เด็กหนุ่มเปลี่ยนแซ่ของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไป ก่อนจะเดินนำหน้าไป ส่วนชายชราพยักหน้าตอบ จากนั้นทั้งสองคนก็เดินตามเจ้าสำนักจางไป

     “   จะบอกว่าข้าเร่งรัดที่จะเอาคำตอบก็ได้ เจ้าตัดสินใจเช่นไร กับการเข้าร่วมสำนักกระเรียนฟ้า   ” จางปิงยี่เอ่ยเข้าประเด็น ตอนนี้ทั้งสามคนนั่งอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัว

     “   ผู้น้อยมีข้อแม้หากจะเข้าร่วม และเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญและเป็นความลับเช่นกัน   ” เซียวชุนหันไปมองทางชายชราซือถู คล้ายกับกำลังบอกว่าต้องการคุยกับจางปิงยี่เป็นการส่วนตัว และนางก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่เซียวชุนจะสื่อ

     “   ผู้อาวุโสซือถู คือคนที่ข้าเชื่อใจและไว้ใจที่สุด และเขาสามารถเชื่อถือได้ ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล    ”

     “  หากเจ้าสำนักจางพูดเช่นนั้น ผู้น้อยก็คงไม่ขัด    ”

     “  ข้อแม้ของเจ้าคือสิ่งใด   ” จางปิงยี่เอ่ยถาม

     “  ข้าต้องการให้แหล่งข่าวของสำนักช่วยสืบข่าวคราวของตระกูลทั้งสี่ตระกูล เพราะมีเพียงท่านเท่านั้นที่สามารถสั่งการพวกเขาได้    ” เซียวชุนไม่ลังเลที่จะบอกถึงข้อแม้ของเขาแก่เจ้าสำนักจางและชายชรา ทั้งสองต่างมองหน้ากันชั่วครู่ ด้วยความสงสัย

     “  สืบข่าวคราวของตระกูลทั้งสี่อย่างนั้นรึ    ” จางปิงยี่ถวนคำพูดของเซียวชุน เขาพยักหน้าเบาๆ

     “  แล้วตระกูลใด ที่เจ้าต้องการให้คนของข้าช่วยไปสืบข่าว    ” จางปิงยี่เอ่ยถามอีกครั้ง

     “  ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ ที่เคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้เมื่อ 15ปีก่อน ตระกูลหยาง ตระกูลถัง ตระกูลซุน และตระกูลซ่างกวน ผู้น้อยต้องการรู้ว่าพวกมันย้ายไปอยู่ที่ใดในตอนนี้    ” 

     เซียวชุนมีสีหน้าที่ดูจริงจัง จางปิงยี่และชายชราซือถูนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่พวกเขาจะหันไปมองหน้ากันอีกครั้ง เพราะการที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งรู้เรื่องราวเมื่อ 15ปีก่อนจะไม่ให้พวกเขาตกใจได้ยังไง

     “   ข้าแน่ใจว่าเรื่องราวของตระกูลใหญ่ทั้งสี่ ได้ถูกชาวยุทธ์ที่ทราบข่าวในสมัยนั้นปกปิดเอาไว้ เพราะมันจะทำลายชื่อเสียงของอาณาจักร ที่มีตระกูลต่ำช้า ใช้วิธีสกปรกเพื่อการจัดการกับตระกูลตระกูลหนึ่งเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงเกี่ยวกับตระกูลใหญ่ทั้งสี่ในตอนนั้น ข้าเชื่อว่าหนุ่มสาวสมัยนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ถึงเรื่องนี้บางทีอาจจะไม่รู้เลย ” จางปิงยี่เอ่ยถามอย่างแปลกใจและสงสัย

     “  ผู้น้อยหวังว่าพวกท่านทั้งสองคงจะไม่ใช่ศัตรู เพราะถ้าหากใช่ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้คนที่คิดร้ายต่อข้า ต้องมีชีวิตอย่างสุขสบายแน่นอน และหากพวกท่านคิดจะลงมือสังหารข้าก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถึงแม้ข้าจะสู้ท่านเจ้าสำนักไม่ได้ แต่ก็คงไม่ถูกสังหารได้อย่างง่ายดายเช่นกัน   ” 

     เขารู้ตัวดีว่าเจ้าสำนักจางปิงยี่มีระดับที่เหนือกว่า ซึ่งเขาคงมิอาจต่อกรกับนางตรงๆได้ ถึงแม้จะปะทะตรงๆไม่ได้แต่เขาก็มีท่าร่างความเร็วที่เขาภูมิใจและมั่นใจว่าสามารถใช้หลบหนีได้เป็นอย่างดีแน่นอน เซียวชุนมีสีหน้าและท่าทางที่ดูเย็นชาและแข็งกร้าว ถึงขนาดที่จางปิงยี่ขนลุกชูชันไปทั้งตัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกหวาดหวั่นต่อคำพูดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชายชราซือถูเองก็เช่นกัน ตัวมันใช้ชีวิตมาก็นาน พบเจอสิ่งต่างๆมาก็เยอะ แต่เด็กหนุ่มคนนี้ทำให้ตัวมันมีความรู้สึกหวาดหวั่นใจใน

     “  ข้ากับผู้อาวุโสซือถูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งสี่ในตอนนั้นอย่างแน่นอน จึงไม่ได้เป็นศัตรูของเจ้าเช่นกัน   ” ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี่มีปัญหาอะไรกับตระกูลใหญ่ทั้งสี่ในอดีต แต่นางมั่นใจว่าคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่

     “  ในเมื่อท่านพูดเช่นนั้น ผู้น้อยก็จะเชื่อท่าน .. สาเหตุที่ข้าต้องการรู้ว่าพวกมันไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ใดนั้น ก็เพื่อที่ข้าจะได้แก้แค้นพวกมันหากวันใดที่ข้าเดินทางไปถึงสถานที่ที่พวกมันอาศัยอยู่ เพื่อตระกูลเซียวของข้า พวกมันต้องชดใช้   ” 

     เซียวชุนแผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง จนทั้งคู่สามารถรับรู้ได้ พวกเขาต่างแอบกลืนน้ำลายลงคอ พานพบหนุ่มสาวอัจฉริยะมามากมาย แต่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าของพวกเขาตอนนี้ช่างมีจิตสังหารที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

     “  เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อสักครู่เจ้าบอกว่า เพื่อตระกูลเซียวของเจ้า เจ้าหมายถึง..??    ” จางปิงยี่หวนคิดขึ้นมาได้จากคำพูดของเซียวชุนก่อนหน้านี้ 

     “  หากข้าบอกพวกท่านว่า ข้าคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเซียวที่เหลือรอดละ    ” เซียวชุนไขข้อสงสัยของนาง จนตอนนี้จางปิงยี่และชายชราซือถูต่างก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง 

     “  ตะ แต่ว่า ข้าได้ยินมาว่าเด็กทารกในตอนนั้นถูกเสือเขี้ยวดำ อสูรในตำนานกินไปแล้วนี่นา   ” เจ้าสำนักจางเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก เพราะนางได้รับข่าวเช่นนั้นจริงๆ

     “  ใช่..ในตอนนั้นข้าก็ได้รับข่าวที่เด็กทารกถูกเสือเขี้ยวดำจับกินไปแล้วเหมือนกัน    ” ชายชราซือถูพูดเสริมขึ้น

     “  แล้วมีใครเห็นกับตารึเปล่าว่าเด็กทารกคนนั้นถูกเสือเขี้ยวดำกินไปแล้วจริงๆ    ” ทั้งคู่อึ้งไปอีกครั้งเมื่อได้ฟังเหตุผลของเด็กหนุ่ม ในตอนนั้นพวกเขาเองก็คิดว่าบางที่เด็กทารกอาจจะไม่ถูกกินจริงๆ แต่พอนานไปความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน

     “  ข้าไม่ได้หวังให้พวกท่านเชื่อ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะพูดจาโดยไร้ซึ่งหลักฐาน ..    ” เขานำตราหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางลงบนโต๊ะ

     “  นี่คือตราประจำตระกูลเซียว มันห้อยอยู่ที่คอของข้ามาตั้งแต่เด็ก ข้าเชื่อว่าพวกท่านคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว    ” เจ้าสำนักจางเอื้อมมือไปหยิบตราขึ้นมาดูใกล้ๆ และนางก็จำได้อย่างแม่นยำ ว่ามันคือตราประจำตระกูลเซียวจริงๆ ก่อนจะส่งตรานั้นให้กับชายชราซือถู ด้วยมือที่สั่นเทา เขารับไปก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ชายชรายื่นตราคืนให้กับเซียวชุน เขาเก็บตราเอาไว้ในแหวนมิติเช่นเคย

     “  ตรานั่นเป็นของจริง .. ข้ารู้สึกตกตะลึงและหนักอึ้งยิ่งนัก ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดก่อนดี แล้วเจ้าพอจะบอกได้ไหม ว่าเจ้ารอดชีวิตมาได้ยังไง   ” จางปิงยี่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้

     “  มีเพียงเรื่องนี้ที่ข้าไม่สามารถบอกแก่พวกท่านได้ .. แต่ข้าบอกได้เพียงว่า ในตอนนั้นก่อนที่ข้าจะถูกเสือเขี้ยวดำกิน ได้มียอดฝีมือคนหนึ่งมาช่วยเหลือข้าเอาไว้ และเขาก็ได้เลี้ยงดูข้ามาจนโต พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวในอดีตบางส่วนให้ข้าได้รับรู้    ” 

     เซียวชุนแต่งเรื่องขึ้นมาบางส่วนเพื่อโกหกทั้งสองคน ถึงแม้เขาจะเชื่อใจทั้งสอง แต่เขาก็ไม่ได้มีความไว้วางใจมากพอที่จะบอกเล่าความลับทั้งหมดของเขาให้ทั้งสองได้รับรู้ ด้วยเหตุผลที่ว่าความลับไม่มีอยู่บนโลก ไม่วันใดก็วันหนึ่งที่ความลับจะต้องถูกเปิดเผย รอเพียงแค่เวลาเท่านั้น

     “   เป็นเช่นนี้นี่เอง ..ข้าตกลงรับข้อแม้ของเจ้า ข้าจะสั่งให้แหล่งข่าวที่สามารถเชื่อใจได้ ไปสืบข่าวของตระกูลใหญ่ทั้งสี่เอง เจ้าวางใจได้   ” จางปิงยี่ตอบรับข้อแม้ที่เซียวชุนตั้งเอาไว้

     “  ผู้น้อยขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยเหลือ    ” เซียวชุนประสานมือขอบคุณ

     “  อย่าได้เกรงใจ บอกตามตรงข้ากับแม่ของเจ้าเราเคยเป็นสหายที่ดีต่อกัน จนกระทั่งนางได้พบรักกับพ่อของเจ้าและออกจากสำนักเพื่อไปแต่งงานกับเขา .. ตอนที่เกิดเรื่องข้าเองต้องไปทำภารกิจที่ต่างเมืองกับผู้อาวุโสซือถูในตอนนั้น จึงไม่สามารถช่วยเหลือนางได้ ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก   ” 

     จางปิงยี่มีน้ำตาคลอ เมื่อต้องกล่าวถึงสหายรักในอดีต แถมตัวนางก็ไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือหรือแม้กระทั่งบอกลาสหายตนด้วยซ้ำ มันทำให้นางเจ็บปวดใจไม่น้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เซียวชุนสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แสดงออกมาทางสีหน้าของนาง ชายชราซือถูยกมือตบลงที่ไหล่ของนางเบาๆเป็นการปลอบ

     “  ท่านเจ้าสำนักอย่าได้กล่าวโทษตัวเองเช่นนั้น มันไม่ใช่ความผิดของท่าน ข้าเองก็ไม่เคยโทษพวกท่านเช่นกัน ..ความผิดทั้งหมดเป็นของตระกูลทั้งสี่ในตอนนั้น ที่ถูกความโลภเข้าครอบงำจนกระทำเรื่องต่ำช้าขึ้น    ” เซียวชุนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องนั้น

     “  แล้วต่อจากนี้ เจ้าจะยังใช้แซ่เตียวเหมือนเดิม หรือกลับมาใช้แซ่เซียวที่เป็นแซ่ดั่งเดิมของเจ้ากันละ    ” ชายชราซือถูเอ่ยขึ้น

     “  ตอบผู้อาวุโส ต่อจากนี้พวกท่านก็เรียกผู้น้อยว่าเซียวชุนเถิด ข้าต้องการกลับไปใช้แซ่เดิมของข้า แซ่ที่เป็นของบิดาข้า   ” เซียวชุนเอ่ยตอบด้วยท่าทีจริงจัง จางปิงยี่และชายชราพยักหน้าเบาๆ

     “  ตอนนี้ข้ารู้สึกผิดน้อยลงบ้างแล้วที่รู้ว่าบุตรชายของสหายที่ข้ารักยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้    ” จางปิงยี่มีสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ที่นางดูหมองหม่นตอนที่เซียวชุนเอ่ยถึงสี่ตระกูลใหญ่

     “  ตอนนี้เท่ากับว่าเจ้าได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักกระเรียนฟ้าเรียบร้อยแล้ว และข้าจะแต่งตั้งให้เจ้ากลายเป็นศิษย์หลัก เพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้าร่วมประลองสำนักที่จะมีขึ้นในอีกราวๆ 4เดือนที่จะถึงนี้   ” เซียวชุนหันไปมองที่เจ้าสำนักจางทันที

     “  ท่านบอกว่าการประลองระหว่างสำนักอย่างนั้นรึ    ”

     “  ถูกต้อง การประลองระหว่างสำนักจะถูกจัดขึ้นทุกๆสี่ปี เพื่อหาว่าสำนักใดที่แข็งแกร่งที่สุด ผลแพ้ชนะมันเป็นเหมือนเกียรติยศของสำนัก เพียงแต่ว่า หลายสิบปีมานี้ สำนักกระเรียนฟ้าทำได้เพียงอันดับสี่ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายเท่านั้น ในปีนี้ถึงแม้จะมีเหลียงฮุยหยี หวังเย่าซี หรือซ่งซิงหยวน แต่ก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้สำนักพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งเหมือนดั่งอดีตที่เคยเป็น    ” จางปิงยี่อธิบายอย่างเหนื่อยใจ

     “  ผลผู้ชนะเป็นดั่งเกียรติยศของสำนัก นอกจากนั้นองค์ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินยังมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ผู้ชนะอันดับหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่สำนักกระเรียนฟ้าอยากจะเป็นมาตลอด แต่ไม่สามารถทำได้ .. แต่ในปีนี่หากได้เจ้าคอยช่วยเหลือ โอกาสที่สำนักกระเรียนฟ้าจะก้าวสู่อันดับหนึ่งคงอยู่แค่เอื้อม    ” ผู้อาวุโสซือถูเสริมขึ้น เซียวชุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

     “  ผู้น้อยคนเดียวคงไม่อาจช่วยเหลือได้มากนัก ศิษย์พี่หวังและศิษย์พี่เหลียงคงต้องช่วยเหลือข้าอีกแรง    ” เซียวชุนพูดในสิ่งที่เขาคิด

     “  เจ้าพอจะช่วยเหลือพวกนางได้ไหม โดยเฉพาะเย่าซี    ” จางปิงยี่เอ่ยปาก 

     “  เรื่องนี้แหละที่ยากเย็น ตราบใดที่นางยังไม่ละทิ้งความทะนงตน ความเย่อหยิ่งของนาง นางก็คงไม่อาจก้าวข้ามไปสู่แก่นแท้แห่งทักษะใดใดได้    ” 

     เซียวชุนส่ายหน้าไปมา ทั้งจางปิงยี่และผู้อาวุโสซือถูก็ได้แค่ถอนใจ มันยากเย็นดังเช่นที่เซียวชุนกล่าวมา เพราะพวกเขาต่างรู้จักนิสัยใจคอของหวังเย่าซีเป็นอย่างดี คงเพราะในตอนเด็กนางถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด พอโตขึ้นถึงได้มีนิสัยเช่นนี้

     “  ข้าเชื่อว่าเจ้าคงจะไม่อยากรับใครเป็นอาจารย์อีกใช่หรือเปล่า   ” จางปิงยี่เอ่ยขึ้น เซียวชุนพยักหน้าตอบ

     “  ถึงเจ้าจะไม่อยาก แต่เจ้าก็ต้องทำ เพื่อปกปิดอดีตของเจ้าและอาจารย์ที่สั่งสอนเจ้ามา เจ้าต้องมีอาจารย์ตัวแทนมาคอยบดบังเอาไว้    ” จางปิงยี่เสนอความเห็น เพราะนางรู้ว่าเซียวชุนไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวในวัยเด็กและอาจารย์ที่คอยสั่งสอนอย่างแน่นอน นางจึงได้เสนอความคิดนี้ขึ้นมา

     “  จริงอย่างที่ท่านเจ้าสำนักกล่าว    ” เซียวชุนค่อนข้างเห็นด้วยกับเรื่องนี้

     “  ข้ามีคนหนึ่งที่อยากแนะนำ ถึงเขาจะเป็นคนที่ดูลึกลับ ค่อนข้างเก็บตัว แต่ระดับฝีมือของเขาน่าจะเพียงพอที่จะเป็นอาจารย์ในนามของเจ้าได้    ” จางปิงยี่มีคนที่เหมาะสมอยู่ในใจ

     “  ท่านเจ้าสำนักกำลังหมายถึงผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ใช่หรือเปล่า  ” ก่อนหน้านี้เซียวชุนตรวจสอบระดับของชายชรายคนนั้นมาก่อนแล้ว และเขาก็มีระดับที่สูงกว่าเจ้าสำนักจางอยู่หนึ่งขั้น

     “  มิผิด ..ผู้อาวุโสหลิวมีระดับที่เหนือกว่าข้าอยู่หนึ่งขั้น หากมีเขาเป็นอาจารย์ของเจ้า คนอื่นคงไม่มีใครสงสัยแน่นอน หากเจ้าสามารถตกลงกับเขาได้ ข้าจะปล่อยข่าวออกไปว่า ผู้อาวุโสหลิวรับเจ้าเป็นศิษย์ลับเมื่อประมาณ 10ปีก่อน(ศิษย์ลับคือศิษย์ที่ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง) หากเป็นเช่นนี้ผู้คนก็จะยิ่งเชื่อถือในเรื่องนี้มากขึ้น เพราะแต่เดิมผู้อาวุโสหลินไม่เคยรับศิษย์มากว่า 15ปีแล้ว    ” จางปิงยี่อธิบาย

     “  ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่แนะนำ คืนนี้ผู้น้อยมีนัดหมายกับผู้อาวุโสหลิวพอดี   ” เซียวชุนกล่าวขอบคุณ จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันในเรื่องราวต่างๆมากมาย ยิ่งทำให้จางปิงยี่และผู้อาวุโสซือถูอึ้งมากกว่าเดิมอีก เพราะความรู้ที่มากมายเกินเด็กหนุ่มอายุ 15-16ปีของเซียวชุน ไม่ว่าจะพูดคุยเรื่องใด เซียวชุนก็สามารถตอบหรือแก้ไขปัญหาได้ทุกครั้ง ยิ่งทำให้เจ้าสำนักจางและชายชราซือถู รู้สึกคิดถูกเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้

    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 795 ครั้ง

774 ความคิดเห็น

  1. #169 Maradora (@Maradora) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 16:50

    ซือถูกลับมาเกิดไหม่เป็นคนดี
    #169
    0
  2. #27 Parichat1009 (@Parichat1009) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 17:56
    สนุกมากกก
    #27
    0