มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 15 : บทที่ 15 : เที่ยวชมเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,411
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 648 ครั้ง
    17 พ.ค. 62



     " อสูรตาเดียวตามธรรมชาติของพวกมันแล้ว ในทุกๆ 10ปีพวกมันจะมีการจัดพิธีกรรมบางอย่างขึ้น เพราะปกติแล้วพวกมันจะไม่ค่อยออกล่าเหยื่อในลักษณะเช่นนี้ ข้าเดาว่าในปีนี้คงครบกำหนดเวลา 10ปีนั่นแล้ว พวกมันถึงได้ออกมาล่าเหยื่อ   ” ด้วยความรู้ที่เขาได้รับมาจากราชามังกรทมิฬ เขาจึงรู้ถึงลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของมันเป็นอย่างดี

     “   พิธีกรรมอย่างนั้นหรือ พิธีกรรมอะไรกัน ?   ” เหลียงฮุยหยีเอ่ยถามอย่างสงสัย

     “  การแต่งตั้งราชา  ”

     “  การแต่งตั้งราชา เหมือนกับการคัดเลือกผู้นำใช่รึเปล่า   ” ฮัวอี้เอ่ยถามขึ้นบ้าง

     “  ประมาณนั้น และในการแต่งตั้งราชาแต่ละครั้งก็จำเป็นต้องมีเครื่องสังเวยเช่นกัน บุตรสาวของเจ้าบ้านหวางคงถูกจับไปเพื่อเป็นเครื่องสังเวยในพิธีกรรม  และถ้าหากองค์หญิงมู่ที่เป็นสหายของท่าน เกิดวู่วามจู่โจมพวกมันโดยไม่วางแผนอย่างรัดกุมแล้วละก็ ชะตากรรมของนางก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับบุตรสาวของเจ้าบ้านหวาง ที่จะกลายเป็นเครื่องสังเวยของมัน  ” เซียวชุนอธิบายให้ทั้งสองได้ฟัง เหลียงฮุยหยียิ่งเกิดความกังวลใจมากขึ้น ถึงแม้นางกับองค์หญิงมู่จะมีเรื่องบาดหมางกัน แต่อย่างน้อยพวกนางก็เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก่อน

     “  แล้วเจ้าพอจะรู้ไหม ว่าพิธีกรรมจะเริ่มขึ้นตอนไหน   ” ฮัวอี้เอ่ยถามขึ้น เพราะถ้าหากรู้วันเวลาล่วงหน้าก็จะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ทัน

     “  เท่าที่จำได้น่าจะเป็นช่วงต้นของฤดูร้อน ซึ่งก็คือช่วงนี้ ส่วนวันเวลานั้นคงจะเป็นช่วงที่ฟ้าสว่าง(เดือนหงาย) น่าจะอีกซักราวๆ 3-4วันก็จะหมดช่วงฟ้ามืด(เดือนมืด)แล้ว    ” เซียวชุนยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆโดยไม่ได้มีความกังวลใดใด ผิดกับเหลียงฮุยหยีที่ดูค่อนข้างกระวนกระวาย

     ❝   ถ้าอย่างนั้นก็คงอีกไม่กี่วัน พีธีกรรมที่ว่านั่นก็จะเริ่มต้นขึ้น    ❞ ฮัวอี้เอามือจับที่คางตนเอง ทำท่าครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะเหลือบไปเห็นสหายของตนดูเหมือนกำลังกระวนกระวายใจ อยู่ไม่สุข เซียวชุนเองก็สังเกตุเห็นจึงได้เอ่ยขึ้นว่า

     “  ถึงท่านกระวนกระวายไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้สหายของท่านปลอดภัยขึ้น เป็นตัวนางเองที่ดันทุรังออกเดินทางทั้งๆที่ไม่มีแผนการใดใด หากนางได้รับบทเรียนเสียบ้าง มันอาจจะทำให้นางได้ครุ่นคิดถึงความผิดพลาดของตนเอง และบางทีอาจลดนิสัยแข็งกร้าวของนางลงบ้างก็ได้ แต่ถ้านางปลอดภัยก็ดีไป   ” เซียวชุนเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา แต่คำพูดของเขาก็หาได้เกินไป เมื่อรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมีจำนวนที่มากกว่า ก็สมควรจะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ทะเล่อทะล่าออกเดินทางโดยไร้ซึ่งแผนการ

     หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ไม่ได้พูดคุยสิ่งใดต่อ เพราะดูเหมือนเหลียงฮุยหยีจะมีความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับสหายของนางที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เซียวชุนเลยไม่คิดจะไปรบกวนนาง เขาจึงขอตัวออกไปทำธุระในตัวเมือง ปล่อยให้ฮัวอี้นั่งอยู่เป็นเพื่อนนางแทน

     เซียวชุนเดินเตร็ดเตร่แวะดูแผงสินค้าที่วางขายตามริมสองฝั่งถนนอย่างเพลิดเพลินใจ แต่จุดมุ่งหมายของเขาในครั้งนี้คือโรงตีเหล็กและร้านเครื่องเขียน นอกจากนี้เขายังแวะซื้อสมุนไพรจำนวนมากที่มีชาวบ้านนำมาวางขายริมสองฝั่งถนนอีกด้วย สมุนไพรที่เขาซื้อเก็บไว้ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสมในการปรุงโอสถทั้งนั้น พอเดินจับจ่ายซื้อของมาได้สักพัก เขาก็เดินมาถึงโรงตีเหล็กประจำเมือง โรงตีเหล็กแห่งนี้คือโรงตีเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรปลายฟ้าเลยก็ว่าได้ เซียวชุนเดินผ่านประตูเข้าไปพบช่างตีเหล็กจำนวนมากกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง

     เป้งๆ เป้งๆ เป้งๆ

     เสียงค้อนกระทบเหล็กที่ฟังดูหนักหน่วงและรุนแรง บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญของช่างตีเหล็ก เซียวชุนค่อยๆเดินเข้าไปทักทายชายวัยกลางคนที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงที่กำลังตีเหล็กอยู่ในขณะนั้น

     “  ผู้น้อยแซ่เซียวต้องการที่จะมาขอพบ ผู้ดูแลโรงเหล็กแห่งนี้ ไม่ทราบว่าจะต้องไปที่ใดหรือขอรับ    ” เซียวชุนประสานมือขึ้นเอ่ยถามชายวัยกลางคนคนนั้น ที่ตอนนี้เขากำลังวุ่นอยู่กับการตีเหล็กอย่างขยันขันแข็ง หลังจากตีเหล็กไปได้ 7-8ครั้ง ชายคนนั้นก็หยุดมือลง

     “  สหายน้อย..เจ้าต้องการพบผู้ดูแลโรงเหล็กแห่งนี้อย่างนั้นหรือ เจ้ามีธุระอันใดสามารถคุยกับข้าได้   ” ชายช่างตีเหล็กหยิบผ้าที่วางอยู่ขึ้นมาเช็ดคราบเหงื่อไคล ก่อนจะเดินตรงมาที่เซียวชุน

     ❝   ไม่ทราบผู้อาวุโสคือ ?    ❞ เซียวชุนประสานมือขึ้นอีกครั้งพร้อมเอ่ยถามชายวัยกลางคน

     ❝   ตัวข้าคือนายช่างของที่นี่ หรือก็คือผู้ดูแลโรงเหล็กแห่งนี้ ทีนี้เจ้าจะบอกได้หรือยังว่าเจ้ามีธุระสำคัญอันใดกับข้า    ❞ นายช่างคนนั้นมีท่าทางฉุนเฉียวราวกับไม่พอใจ คงเป็นเพราะด้วยอากาศที่ร้อนระอุ ที่มาจากเตาหลอมขนาดใหญ่ บวกความเหนื่อยล้าที่สะสม พอมีคนเข้ามาวุ่นวายเลยทำให้หงุดหงิดบ้างเล็กน้อย

     “  ต้องอภัยผู้อาวุโสที่ผู้น้อยเข้ามารบกวนการทำงานของท่านเช่นนี้ .. เอาเป็นว่าผู้น้อยจะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสพอจะแบ่งขายแผ่นโลหะหยาบให้แก่ผู้น้อยได้บ้างหรือไม่   ” เซียวชุนเอ่ยเข้าประเด็นทันที เพราะเกรงว่านายช่างคนนี้จะเกิดโทสะมากขึ้นกว่าเดิม

     ❝  แผ่นโลหะหยาบอย่างนั้นรึ      ❞ นายช่างตัวใหญ่ทวนคำพูดอย่างสงสัย

     ❝  ผู้อาวุโสกล่าวถูกแล้ว     ❞ เซียวชุนยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร

     ❝   แล้วเจ้าต้องการแผ่นโลหะหยาบจำนวนกี่แผ่น    ❞ นายช่างตัวใหญ่เดินไปหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหาย

     ❝   ทั้งหมดที่กองอยู่ตรงนั้น    ❞ เซียวชุนชี้ไปที่แผ่นโลหะหยาบจำนวนมากที่กองอยู่ที่พื้นห่างออกไปไม่ไกล นายช่างตัวใหญ่มองตามไปยังทิศทางที่เซียวชุนชี้ ก่อนจะหันกลับมา เขาหรี่ตามองมาที่เซียวชุนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
 
     “  เจ้าต้องการสร้างอักขระค่ายกลอย่างนั้นรึ ช่างน่าทึ่งนักที่เด็กหนุ่มเช่นเจ้าจะมีความสามารถเช่นนี้   ” นายช่างตัวใหญ่สามารถล่วงรู้ถึงจุดประสงค์ของเซียวชุนได้ทันทีเพียงแค่การเพ่งมอง เซียวชุนรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่นายช่างคนนี้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะทำ

     “  ผู้อาวุโสช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก ถูกต้องแล้ว ผู้น้อยต้องการแผ่นโลหะหยาบ เพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะการวาดอักขระค่ายกล แล้วคำตอบของท่านละ    ” เซียวชุนตอบตามความจริง ในเมื่อถูกอีกฝ่ายล่วงรู้ตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีก

     “  ได้สิ แต่ข้ามีข้อแม้อย่างหนึ่ง หากเจ้าสามารถตีเหล็กได้ 1,000ครั้ง ภายในเวลา 1จิบชา(5นาที)แผ่นโลหะหยาบที่กองอยู่ตรงนั้น   ” เขาชี้มือไปที่แผ่นโลหะที่กองอยู่  “  ข้าจะยอมขายมันให้แก่เจ้า ไม่สิ..ข้าจะยกมันให้แก่เจ้าทั้งหมดโดยไม่คิดเงินซักเหรียญเดียว เจ้าเห็นว่ายังไง   ” นายช่างตัวใหญ่หรี่ตามองมาที่เซียวชุนอย่างเจ้าเล่ห์ ตัวมันเสนอเงื่อนไขที่สามารถทำได้ยากให้แก่เด็กหนุ่มเพราะไม่ต้องการขายแผ่นโลหะหยาบให้ จึงได้ตั้งข้อเสนอที่ยากเย็นขึ้นมา แต่ถ้าหากเขาทำได้ ก็นับว่าตัวมันได้พานพบอัจฉริยะที่เก่งกาจอีกคน

     “  ผู้น้อยหวังว่าผู้อาวุโสจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้   ” เซียวชุนก้มศีรษะให้นายช่างตัวใหญ่เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของสถานที่ ก่อนจะเดินตรงไปที่แท่นเหล็ก 

     เขาหยิบค้อนขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว ซึ่งทำให้นายช่างคนนั้นถึงกับตื่นตะลึง หากเป็นผู้ใหญ่ที่มีความชำนาญตัวมันจะไม่รู้สึกเช่นนี้แน่ แต่นี่เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งเขายังยกค้อนอันใหญ่ยักษ์นั่นด้วยมือเพียงข้างเดียวอีกด้วย ค้อนตีเหล็กอันนั้นมีน้ำหนักมากถึง 400ชั่ง(200ก.ก) ไม่มีทางที่เด็กหนุ่มอายุ 15-16ปีจะสามารถยกมันขึ้นได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างแน่นอน ความสามารถทางร่างกายของเด็กหนุ่มคนนี้ จะต้องแข็งแกร่งมากขนาดไหนกัน นายช่างตัวใหญ่ยืนอึ้งครุ่นคิดในใจอย่างตื่นเต้น

     เซียวชุนเหวี่ยงค้อนเหล็กสลับมือไปมาเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย เมื่อคุ้นเคยกับค้อนเหล็กขนาดใหญ่แล้ว เขาก็ก้มลงไปหยิบถ้วยที่เจาะรูเอาไว้ขึ้นมา แล้วหย่อนลงไปในถังน้ำเพื่อจับเวลา เขาเดินไปที่เตาเผาขนาดใหญ่ก่อนจะคีบเอาแผ่นเหล็กที่อยู่ในเตาเผาออกมา เซียวชุนยกค้อนขึ้นสูงแล้วฟาดลงที่แผ่นเหล็กร้อนๆ ที่เขาคีบออกจากเตาเผาเมื่อสักครู่เต็มแรง

     เป๊งงงงงงงง

     เป๊งงงงงงงง

     เสียงค้อนยักษ์กระทบเหล็กร้อนดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งท่วงท่าและน้ำหนักมือในการตี ราวกับช่างผู้ชำนาญในการตีเหล็กก็มิปาน ชายวัยกลางคนยืนมองอ้าปากค้างในความสามารถที่เหลือล้นของเด็กหนุ่ม ตั้งแต่ที่ตัวมันได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของช่างตีเหล็ก มันได้พบเจอเด็กหนุ่มมามากมายนับไม่ถ้วน ที่มีพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยมพอที่จะถ่ายทอดความรู้ในการตีเหล็กการสร้างอาวุธให้ แต่ตัวมันก็หาได้สนใจ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถึงแม้เด็กหนุ่มเหล่านั้นจะมีพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยม แต่ก็ยังขาดซึ่งพลังและความอดทน แต่กับเด็กหนุ่มคนนี้แล้ว เขาคือคนที่เหมาะสมที่สุด เท่าที่ตัวมันเคยพานพบมา ทั้งพละกำลังและท่วงท่า แลดูงดงามราวกับดรุณีน้อยวัยแรกแย้ม

     เป๊งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     เซียวชุนยังคงก้มหน้าก้มตาตีแผ่นเหล็กอย่างตั้งใจ จากที่ค่อยๆลงมือตีอย่างช้าๆ ผ่านไปไม่นานเขาก็ค่อยๆเพิ่มความเร็วและแรงตีให้มากขึ้น เซียวชุนกระหน่ำตีแผ่นเหล็กอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงราวกับคลื่นทะเลที่โหมซัดสาด

     เป๊งงงงงงงงง

     เซียวชุนหยุดมือลงหลังจากที่ฟาดค้อนลงไปเป็นครั้งที่ 1,000พอดี และเวลา 1จิบชาก็ยังไม่หมดลง เพราะถ้วยที่อยู่ในถังน้ำยังไม่จมลงไป แต่ก็เหลืออีกเพียงน้อยนิดเท่านั้น

     “  ผู้อาวุโส ตอนนี้ผู้น้อยสามารถตีเหล็ก 1,000ครั้งภายในเวลา 1จิบชาได้สำเร็จตามที่ท่านบอกแล้ว หวังว่าท่านจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้   ” เซียวชุนวางค้อนยักษ์เอาไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินตรงไปที่ตำแหน่งแผ่นโลหะหยาบที่กองอยู่ที่พื้น เขาค่อยๆเอื้อมมือไปแตะแผ่นโลหะที่กองอยู่ แผ่นโลหะค่อยๆหายไปทีละแผ่นๆ ใช้เวลาไม่นานเขาก็เก็บแผ่นโลหะหยาบจำนวนนับร้อยเข้าไปเก็บในแหวนมิติจนหมด

     “  ผู้น้อยขอขอบคุณผู้อาวุโสสำหรับแผ่นโลหะหยาบ ผู้น้อยยังมีธุระที่ต้องจัดการอีก คงต้องขอตัวก่อน  ” เซียวชุนประสานมือกล่าวขอบคุณ และในขณะกำลังจะเดินจากไป นายช่างคนนั้นก็ได้เอ่ยทักขึ้นเสียก่อน

     “  ช้าก่อน    ” เซียวชุนหันหลังกลับมามองที่นายช่างตัวใหญ่

     “  ผู้อาวุโส ท่านคงไม่คิดจะผิดคำสัญญาหรอกใช่ไหม   ” เซียวชุนเกรงว่านายช่างคนนั้นจะไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้

     “  เรื่องแผ่นโลหะหยาบนั่น ข้าได้ยกมันให้แก่เจ้าไปแล้วหลังจากที่เจ้าทำตามเงื่อนไขของข้าได้สำเร็จ ข้าไม่มีทางกลับคำแน่นอน    ”

     “  แล้วผู้อาวุโสมีเรื่องใดต้องการชี้แนะอย่างนั้นหรือ    ” เซียวชุนเอ่ยถาม เขาไม่อาจคาดเดาความคิดของนายช่างคนนี้ได้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่

     “  ข้ามีคำถามอยากจะถามเจ้าเสียหน่อย เจ้าพอจะตอบข้าได้หรือไม่    ” นายช่างตัวใหญ่เอ่ยถามด้วยท่าทางจริงจัง

     “  หากมันไม่ใช่ความลับที่ต้องปิด ผู้น้อยย่อมสามารถตอบท่านได้แน่ เชิญผู้อาวุโสถามมาได้เลย    ” 

     นายช่างตัวใหญ่เดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยถามคำถามขึ้น

     “  เจ้าเคยเรียนตีเหล็ก หรือเคยทำงานในโรงเหล็กมาก่อนรึเปล่า   ” มันมีความสนใจในเด็กหนุ่มคนนี้ไม่น้อย หากได้เขามาเป็นศิษย์สืบทอดก็คงจะดีไม่น้อย

     “  ตอบท่านตามตรง ผู้น้อยไม่เคยได้ร่ำเรียนการตีเหล็กจากประสบการณ์จริงมาก่อน ที่ได้ลองตีเมื่อสักครู่นั่นคือประสบการณ์จริงครั้งแรก แต่ผู้น้อยก็พอจะมีความรู้จากการอ่านตำรามาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นแตกฉานในความรู้ในเรื่องการตีเหล็กมากนัก เพียงแค่รู้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น  ” เซียวชุนตอบตามจริงเพราะมันก็ไม่ใช่ความลับยิ่งใหญ่อะไร เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายหลายแขนง มาจากความทรงจำของอาจารย์ของเขา ราชามังกรทมิฬเซียงหลง แต่ทั้งหมดก็เหมือนเป็นเพียงความรู้จากการอ่านตำราเท่านั้น เพราะเขายังไม่เคยได้ลองลงมือทำจริงๆเลยสักครั้ง เช่นการตีเหล็กเมื่อสักครู่ มันก็คือครั้งแรกของเขาเช่นกัน

     ได้ฟังคำตอบเช่นนี้แล้วยิ่งทำให้ชายวัยกลางคนมีท่าทางตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม

     “  สหายน้อย เจ้าสนใจที่จะเรียนรู้การตีเหล็ก การสร้างอาวุธจริงๆจังบ้างหรือเปล่า ข้าคนนี้สามารถสอนสิ่งเหล่านั้นให้แก่เจ้าได้  ” นายช่างตัวใหญ่รีบยื่นข้อเสนอในทันที

     “  ขออภัยที่ผู้น้อยต้องตอบปฏิเสธท่าน ในตอนนี้ผู้น้อยยังไม่มีความต้องการที่จะร่ำเรียนการตีเหล็กเพิ่มเติม แต่ผู้น้อยรู้สึกเป็นเกียรตินักที่ท่านให้ความสนใจในตัวของผู้น้อยเช่นนี้ เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลา ขอบคุณในความหวังดีของท่าน    ” เซียวชุนก้มศีรษะเล็กน้อยให้กับชายวัยกลางคน เขายังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากกว่าในตอนนี้ บางทีในอนาคตเขาอาจตัดสินใจมาร่ำเรียนการตีเหล็กเพิ่มเติมจากนายช่างคนนี้ก็ได้

     “  ถึงแม้จะได้ยินเจ้าปฏิเสธเช่นนี้ แต่ข้าก็ยังรู้สึกดีใจมากกว่า ที่เจ้าไม่ได้บอกว่าไม่อยากร่ำเรียนจากข้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ..ข้าเองก็ไม่อยากบังคับฝืนใจเจ้าเช่นกัน แต่ถ้าหากวันใดที่เจ้าสนใจขึ้นมา เจ้าสามารถมาพบข้า กวนอี้หลง ได้ที่นี่ทุกเมื่อ   ” เขาลุกขึ้นเดินไปที่แท่นตีเหล็ก ก่อนจะหยิบค้อนยักษ์ขึ้นมาและเริ่มลงมือตีเหล็กอีกครั้ง เซียวชุนประสานมือขึ้นก้มศีรษะเล็กน้อยให้แก่นายช่างแซ่กวน เพื่อเป็นการให้เกียรติ ถึงแม้ว่านายช่างคนนั้นจะหันหลังให้กับเขาก็ตามที

     พอออกมาจากโรงตีเหล็กแล้ว เซียวชุนก็เดินไปตามท้องถนนเพื่อมองหาร้านขายเครื่องเขียน ในครั้งนี้เขาต้องการหาซื้อกระดาษจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการเขียนอักขระยันต์ นี่ก็เป็นหนึ่งในแผนการที่เซียวชุนวางเอาไว้

☛ ที่คฤหาสน์ตระกูลหวาง 

     หวางลั่วฝูเพิ่งกลับมาถึงหลังจากที่ออกไปส่งองค์หญิงมู่ออกเดินทาง ระหว่างที่กำลังเดินทางกลับมา พอดีมีพ่อค้าในสมาคมมาขอคำแนะนำ เลยทำให้เขาต้องเสียเวลาไปเล็กน้อย

     “  แล้วคุณชายเซียวไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนั้นรึ พอดีข้าติดธุระนิดหน่อยเลยกลับมาล่าช้า   ” หวางลั่วฝูเอ่ยถามขึ้นเมื่อไม่เห็นเซียวชุนนั่งอยู่ในห้องรับรอง

     “  ศิษย์น้องเซียวเห็นบอกว่าจะออกไปทำธุระที่ในตัวเมือง ค่ำๆถึงจะกลับมา เจ้าบ้านหวางมีเรื่องใดสำคัญสามารถแจ้งแก่ข้าได้เช่นกัน   ” ฮัวอี้เอ่ยตอบ

     “  ข้าก็ไม่ได้มีเรื่องใดที่สำคัญนักหรอก เพียงอยากชวนคุณชายเซียวมานั่งพูดคุยในเรื่องของใบชาเท่านั้น   ” หวางลั่วฝูเอ่ยยิ้มๆ

     “  เป็นเช่นนี้เอง    ” ฮัวอี้พยักหน้าเบาๆ

     “  แล้วนี่เสี่ยวเหมยยังไม่พาสหายทั้งสองไปยังห้องพักอีกรึ    ” หลางลั่วฝูหันซ้ายหันขวามองหาสาวใช้ของตน

     “  ยังไม่เห็นนางกลับมาเลย สงสัยจะยังเตรียมห้องพักไม่เสร็จ    ” ฮัวอี้ยกจอกชาขึ้นมาดื่มช้าๆ

     “  ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนสหายทั้งสองดีกว่า เดี๋ยวข้าจะไปดูนางเสียหน่อย คงต้องขอตัวก่อน   ” 

     “  เชิญเจ้าบ้านหวางตามสบาย   ” ฮัวอี้ลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของบ้าน พอหวางลั่วฝูจากไปแล้วเขาก็นั่งลงดื่มชาต่อ

     “  หากนางรับรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเป็นใยนางมากขนาดนี้ นางคงรู้สึกดีไม่น้อย   ” ฮัวอี้เหลือบไปมองสหายของตนที่กำลังนั่งหน้าตาคร่ำเครียดอย่างเป็นกังวล

     “  เจ้าก็เอาแต่ล้อข้าอยู่เรื่อย    ” เหลียงฮุยหยีลุกขึ้นเดินวนไปมา เหมือนกำลังคิดหาวิธีบางอย่าง

     “  ถึงเจ้าจะร้อนรนไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ศิษย์น้องเซียวก็บอกแล้ว ว่าพวกเรายังพอมีเวลา ถึงนางจะโดนจับตัวนางก็ย่อมไม่ถูกสังหารอย่างแน่นอน   ”

     “  แต่ถึงอย่างนั้น..   ” 

     “  ถึงอย่างนั้นอะไร เจ้าจะคิดมากให้ปวดหัวไปทำไม คนที่จดจ่อไม่ปล่อยวางเสียบ้างแบบเจ้านี่แหละ ที่มักจะตายง่ายที่สุด ถ้าหากไม่มีข้านั่งอยู่ตรงนี้ ด้วยความคิดของเจ้า เจ้าคงจะรีบมุ่งหน้าไปช่วยเหลือนางแล้วใช่ไหม ทั้งที่ไม่รู้ว่านางปลอดภัยดีหรืออยู่ในอันตรายอย่างนั้นรึ เจ้าก็หัดปล่อยวางและใจเย็นๆเสียบ้าง มันถูกต้องอย่างที่ศิษย์น้องเซียวเคยบอก คนที่บุ่มบ่ามทำสิ่งใดโดยไร้แผนการ มักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอ   ” เพราะเขาไม่ต้องการให้นางจมอยู่กับความคิดวุ่นวาย เขาจึงได้พูดออกไปตรงๆแบบนั้น บางทีมันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้

     “  แต่..    ”

     “   เจ้าหยุดพูดได้แล้ว แล้วก็นั่งลงดื่มชานี่ซะจะได้ใจเย็นๆ   ” ฮัวอี้ยื่นจอกชาให้กับนาง เหลียงฮุยหยีได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะรับจอกชาไป

 ☛  ที่ป่าลึกในบริเวณด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลซ่ง

     ซ่งซิงหยวนกำลังนั่งสมาธิเพื่อบ่มเพาะระดับของตัวเอง โดยมีบิดาของมันคอยยืนสังเกตุการณ์อยู่ไกลๆ

     “  คอยดูแลความปลอดภัยของซิงหยวนให้ดีดี หากเขาถูกลอบทำร้ายหรือมีอันตรายเกิดขึ้น ข้าจะมาเอาโทษจากเจ้า    ” ซ่งซวนจินออกคำสั่งเข้มพร้อมกับข่มขู่ลูกน้องของมันที่ยืนอยู่ข้างๆ

     “  ขอรับนายท่าน    ” ชายชุดดำประสานมือรับคำสั่ง จากนั้นซ่งซวนจินก็เดินทางกลับคฤหาสน์ในทันที เหลือเพียงชายชุดดำที่ยืนอยู่ตรงนั้น คอยเฝ้ามองดูซ่งซิงหยวนที่กำลังนั่งสมาธิบ่มเพราะระดับอย่างไม่คาดสายตา
     

     




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 648 ครั้ง

772 ความคิดเห็น