มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 16 : บทที่ 16 : ต้วนลี่ผิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 702 ครั้ง
    17 พ.ค. 62


   
     ทางด้านเซียวชุน หลังจากที่จัดซื้อสิ่งของต่างๆมากมายตามที่ต้องการจนครบแล้ว เขาก็เดินทางเข้าไปในป่าลึกทันที เพื่อที่จะหาสถานที่ที่เหมาะสมในการสร้างอักขระค่ายกลขึ้นมา เขาไม่อยากถูกรบกวนในขณะที่กำลังสร้างอักขระค่ายกล เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่กลับไปคฤหาสน์ตระกูลหวางในคืนนี้

    ในระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่นั้น จู่ๆเซียวชุนก็เอ่ยขึ้นมา  ❝   ในเมื่อมากันแล้ว เหตุใดพวกท่านถึงไม่ปรากฏตัวออกมาซะละ อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่มีคนอื่นนอกจากข้าที่ยืนอยู่ตรงนี้    ❞ เซียวชุนหยุดฝีเท้าลง ไม่นานจากนั้นก็มีชายชุดดำสามคนเดินออกมาจากป่าทางด้านหลังของเขา

     ❝  เจ้าสามารถรับรู้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงการมีตัวตนของพวกเรา     ❞ หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยถาม เพราะตัวมันมีความมั่นใจในทักษะการสะกดรอยของตัวมันเองเหมือนกัน

     ❝  ทักษะสะกดรอยของพวกท่านถึงแม้จะอยู่ในระดับที่ดีใช้ได้ แต่ก็ยังห่างชั้นกับสองพี่น้องตระกูลเล้ง อย่างเล้งตงกับเล้งซานอยู่มากนัก      ❞ ขนาดผู้ที่มีทักษะสะกดรอยอันยอดเยี่ยมอย่างเล้งตง,เล้งซานยังไม่อาจปกปิดตัวตนจากเขาได้ มีหรือที่ชายชุดดำสามคนนี้จะสามารถทำได้

     ❝   ท่านอาจารย์ นี่เจ้ารู้จักกับท่านอาจารย์ด้วยอย่างนั้นรึ    ❞ ชายชุดดำอีกคนเอ่ยถามบ้าง เซียวชุนไม่ได้รู้สึกแปลกใจสักนิดที่รู้ว่าเล้งตง,เล้งซานคืออาจารย์ของพวกมัน เขาพอจะมองออกจากทักษะวิชาสะกดรอยของพวกมันแล้ว 

     ❝   แน่นอน ว่าข้าย่อมรู้จักพวกเขาทั้งสองคน เพราะข้าคือคนที่ช่วยเหลือทั้งสองเอาไว้    ❞ เซียวชุนตอบอย่างไม่ปิดบัง

     ❝   ตกลงพวกท่านจะเข้ามาพร้อมกันหรือจะเข้ามาทีละคน    ❞ เซียวชุนหันหน้าไปเผชิญกับชายชุดดำทั้งสามเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้

     ❝    ดะ เดี๋ยวก่อน พวกเราสามคนคือศิษย์ของท่านอาจารย์เล้งตงกับเล้งซาน ในเมื่อท่านคือผู้มีพระคุณของท่านอาจารย์มีหรือที่พวกเราจะกล้าลงมือ เดิมทีพวกเราก็พอรู้มาบ้างถึงสาเหตุที่ท่านอาจารย์ต้องยอมจำนนต่อผู้นำตระกูลซ่ง แต่พวกเราก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ถึงแม้จะอยากทำแต่ท่านอาจารย์ทั้งสองก็ได้สั่งห้ามเอาไว้   ❞  หนึ่งในชายชุดดำรีบอธิบาย

     ❝    ผู้มีพระคุณ ท่านอาจารย์ทั้งสองปลอดภัยดีใช่ไหม   ❞ ชายชุดดำอีกคนเอ่ยถามบ้าง  เซียวชุนพยักหน้าเบาๆ

     ❝   ทั้งสองคนสบายดี รวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย    ❞

     ❝  เช่นนั้นก็ดีแล้ว ..พวกเราคงต้องขอตัวก่อน ถือว่าภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ล้มเหลว แต่ผู้มีพระคุณจงระวังตัวให้ดี เพราะผู้นำตระกูลซ่งอย่างซ่งซวนจินไม่มีทางรามือแน่ คนที่ท่านต้องพบเจอในครั้งหน้าบางทีอาจจะเป็นเทพกระบี่เสียนสือคง พวกเราขอตัว     ❞ ชายชุดดำทั้งสามประสานมือลา ก่อนจะทะยานหายไปอย่างรวดเร็ว

     ❝   เทพกระบี่เสียนสือคงอย่างนั้นหรือ ชื่อนี้เหมือนเหมือนข้าจะเคยได้ยินมาก่อนแหะ    ❞ เซียวชุนยืนครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะรู้ว่าเขาคือคนที่เคยประมือกับเจ้าสำนักจางเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา

     ❝   ที่แท้เขาก็คือคนที่เคยประมือกับท่านเจ้าสำนักนี่เอง หากข้าพบเจอเขาในยามนี้ข้าคงไม่อาจต่อกรกับเขาได้แน่ เห็นทีคงต้องรีบฝึกฝนทักษะลมปราณเทพมังกรอัคคีให้สำเร็จในระดับว่างเปล่าโดยเร็วเสียแล้ว    ❞ จากนั้นเซียวชุนก็เริ่มมองหาสถานที่ที่จะใช้ในการสร้างอักขระค่ายกลอีกครั้ง

      เซียวชุนเดินเตร็ดเตร่ตามสันเขาอยู่นาน เพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม จนกระทั่งเขาได้สังเกตุเห็นถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ไม่รอช้าเซียวชุนใช้ทักษะวิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปด้านบนอย่างง่ายดาย ตอนนี้เขายืนอยู่ที่ปากถ้ำและกำลังใช้ทักษะจิตเทพมังกรบรรพกาลตรวจสอบเข้าไปภายในถ้ำเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ด้าน เพียงไม่นานเขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้น

     “  ถือเป็นสถานที่ที่ดี ในถ้ำแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานธรรมชาติ และกระแสลมปราณบริสุทธิ์จำนวนมาก ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝนวิชาและบ่มเพราะอย่างมาก รวมไปถึงการสร้างอักขระค่ายกลอีกด้วย นึกไม่ถึงว่าจะมีสถานที่ดีดีเช่นนี้ตั้งอยู่ที่นี่   ” เซียวชุนกล่าวอย่างชื่นชม หลังจากนั้นเขาก็นำแผ่นโลหะขนาดเล็กสี่แผ่นออกมา แล้วนำไปฝังเอาไว้ที่ปากทางเข้าถ้ำทั้งสองฝั่งในตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนที่เขาจะส่งลมปราณเข้าไปที่ในแผ่นโลหะทั้งสี่เพื่อกระตุ้นการทำงานของมัน(แผ่นโลหะอักขระค่ายกลที่เคยใช้กับสองพี่น้องตระกูลเล้งในโรงเตี๊ยม ค่ายกลดินแดนมายา)เขาวางค่ายกลเอาไว้เพราะไม่อยากให้พวกอสูรมารบกวนในตอนที่เขาใช้สมาธิเพื่อทบทวนความรู้ หลังจากวางค่ายกลเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำ

     ภายในส่วนที่ลึกสุดของถ้ำ เป็นโถงขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง ทั้งๆที่อยู่ลึกขนาดนี้ แต่มันกลับมีอากาศถ่ายเทเข้ามาได้ จึงทำให้เซียวชุนไม่รู้สึกถึงความอึดอัดใดๆ กลับรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังมีกระแสลมปราณบริสุทธ์ที่หนาแน่นกว่าตอนยืนอยู่ที่ปากถ้ำเสียอีก รวมไปถึงพลังงานธรรมชาติ

     “  ยอดเยี่ยมๆ นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ใกล้ๆกับตัวเมืองขนาดนี้ แต่ถ้าหากไม่ใช่คนที่ชอบสังเกตุ ก็คงไม่มีทางพบถ้ำแห่งนี้แน่นอน   ” พูดจบเซียวชุนก็เดินไปนั่งบนแท่นหินขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล เขานำแผ่นโลหะหยาบออกมาหลายสิบแผ่น วางเอาไว้ที่ด้านหน้า

     “  ตัวเราเองก็ยังไม่เคยสร้างค่ายกลกระบี่ซะด้วย ก่อนอื่นคงต้องทบทวนและเรียนรู้ในส่วนนี้เพิ่มเติมเสียก่อน    ” เซียวชุนรีบนั่งในท่าขัดสมาธิ เขาค่อยๆหลับตาลงเพื่อทบทวนความรู้เกี่ยวกับการสร้างค่ายกลกระบี่ในความทรงจำของเขาทันที

     ห่างออกไปไม่ไกลจากถ้ำที่เซียวชุนอยู่มากนัก มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังถ้ำแห่งนี้ ทั้งสองคนแต่งตัวคล้ายกับศิษย์สำนักใดสำนักหนึ่ง แต่ไม่ใช่สำนักกระเรียนฟ้าหรือสำนักพยัคฆ์อัคคีแน่นอน ถึงแม้รูปแบบเสื้อผ้าจะดูคล้ายคลึงกันแต่สัญลักษณ์ที่ปักอยู่บนหน้าอกด้านซ้ายนั้นไม่ใช่

     “  ครั้งนี้พวกเราจะใช้เวลาฝึกฝนนานเท่าใด    ” ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างๆ

     “  น่าจะซักสามเดือนเกือบๆสี่เดือน ก่อนที่จะถึงวันงานประลองสำนัก พวกเราค่อยเดินทางกลับ   ” หญิงสาวตอบกลับทันที หญิงสาวคนนี้มีใบหน้าที่เรียวยาวได้รูปรับกับคิ้ว ตา ปาก และจมูกของนางเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าความสวยของนางเทียบได้กับหวังเย่าซีหรืออาจจะมากกว่า เพราะเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ของนางทำให้นางค่อนข้างดูดีกว่าหวังเย่าซีอยู่เล็กน้อย 

     จากนั้นทั้งสองคนก็ใช้ทักษะวิชาตัวเบาพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบนในตำแหน่งถ้ำที่เซียวชุนนั่งอยู่ด้านใน ตอนนี้ทั้งสองก็ได้มายืนอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำแล้ว

     “  ช้าก่อน   ” ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเดินเข้าถ้ำไป หญิงสาวรีบเอ่ยทักขึ้น

     “  เจ้ามีสิ่งใดอย่างนั้นรึ ท่าทางของเจ้าถึงได้แลดูเป็นกังวลนัก    ” ชายหนุ่มหยุดเดินและหันมามองที่หญิงสาว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่ผิดปกติของนาง

     “  มันไม่ถูกต้อง ข้าไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกระแสลมปราณบริสุทธิ์จากภายในถ้ำได้เลย ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้   ” คิ้วที่เรียวสวยของนางขมวดแน่นเข้าหากัน เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็ลองหลับตาตั้งสมาธิอยู่ชั่วครู่

     “  จริงด้วย ข้าเองก็ไม่ทันได้สังเกตุ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จู่ๆกระแสลมปราณบริสุทธิ์ตั้งมากมายจะหายไปได้ในเวลาอันสั้น   ” ชายหนุ่มมีความสงสัยไม่น้อย เพราะครั้งก่อนที่พวกเขาทั้งสองมาฝึกฝนและบ่มเพาะพลังลมปราณที่นี่ ในตอนนั้นกระแสลมปราณบริสุทธิ์ในถ้ำแห่งนี้มีมากมายมหาศาล มันไม่น่าจะจางหายไปในเวลาไม่ถึง 2เดือนด้วยซ้ำ

     “  ข้าสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ    ” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าแลดูกังวล

     “  เจ้าหมายถึงมีบางอย่างที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำ และทำให้กระแสลมปราณบริสุทธิ์หายไปอย่างนั้นรึ    ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

     “  ข้าเองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าบรรยากาศมันดูแปลกๆชอบกล และข้าก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร    ” หญิงสาวมีความกังวลสงสัย แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และยังไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เช่นกัน ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก มันรู้ดีว่าสัมผัสของหญิงสาวค่อนข้างแม่นยำมาโดยตลอด ในครั้งนี้ก็อาจจะถูกอีกก็ได้

     “  หากอยากรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น มีหนทางเดียวคือพวกเราควรจะเข้าไปดูข้างในว่ามีอะไรกันแน่ บางทีอาจจะพบเบาะแสที่ทำให้กระแสลมปราณบริสุทธิ์หายไปก็ได้   ” ชายหนุ่มเสนอความเห็น แต่หญิงสาวยังคงมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด แต่ก็ยังคงเดินตามชายหนุ่มเข้าไปภายในถ้ำ 

     เพียงชั่วลมหายใจที่ทั้งคู่ก้าวเข้ามาในเขตแดนค่ายกลที่เซียวชุนวางกับดักเอาไว้ ค่ายกลก็เริ่มทำงานในทันที

     ฟึบบบบบบบบบบ

     หนุ่มสาวทั้งสองตกอยู่ในค่ายกลแดนมายาเป็นที่เรียบร้อย ดินแดนที่ไร้ทางออกไร้จุดสิ้นสุด หากไม่สามารถแก้อักขระค่ายกลที่อยู่ภายในได้ พวกเขาก็ไม่วันที่จะกลับออกมาได้

     “  แย่แล้ว ..พวกเราตกอยู่ในกับดัก    ” ชายหนุ่มนำดาบขนาดเหมาะมือออกมาถือกระชับเอาไว้แน่น สายตาคอยกวาดมองไปรอบๆอย่างกังวล แต่เขากลับไม่พบเจอสิ่งใดนอกจากผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จนไม่สามารถมองเห็นอีกฟากฝั่งได้ ก่อนที่ชายหนุ่มและหญิงสาวจะเหลือบไปเห็นก้อนศิลาสีดำขนาดใหญ่ ที่มีความสูงราวๆ 8เมตร ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย

     “  พวกเราน่าจะตกอยู่ภายในค่ายกลมายาบางอย่าง   ” หญิงสาวแสดงความเห็นออกมา ก่อนจะค่อยๆย่างก้าวเดินตรงไปที่ศิลาก้อนนั้น โดยมีชายหนุ่มเดินตามหลังไป

     “  เจ้าจะบอกว่า มีคนค้นพบสถานที่ลับแห่งนี้เช่นเดียวกับพวกเราอย่างนั้นรึ    ”

     “  คงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ในตอนที่พวกเรามาที่นี่ ในตอนนั้นมันยังไม่มีค่ายกลมายาเช่นนี้เลย อีกทั้งคนที่มีความสามารถในการวางค่ายกลมายาที่เป็นทักษะชั้นสูงแบบนี้ได้ คงจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน   ” หญิงสาวคิดวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด ถึงแม้นางจะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่นางกลับยังคงมีสติและไม่ตื่นตระหนกตกใจ นับว่าเป็นหญิงงามที่น่ายกย่องจริงๆ

     “  แล้วพวกเราควรทำเช่นไรต่อ ดูเหมือนว่าเราคงออกไปจากที่นี่ไม่ได้แน่    ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำอย่างกังวล หากเทียบกับหญิงงามที่มาด้วยแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย

     “  จริงสิ ศิษย์น้อง เจ้าเองก็เคยร่ำเรียนการสร้างค่ายกลจากผู้อาวุโสโม่เฉิน เจ้าพอจะหาทางแก้ค่ายกลนี้ได้บ้างไหม    ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้น เมื่อมันนึกขึ้นมาได้ว่าศิษย์น้องของมัน เคยร่ำเรียนทักษะทางด้านนี้มาบ้าง แต่หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าไปมา

     “  นี่ไม่ใช่ค่ายกลมายาทั่วไป บางทีต่อให้เป็นผู้อาวุโสโม่เฉิน ก็ไม่อาจแก้ค่ายกลนี้ได้ ค่ายกลมายาชั้นสูง ใช่ว่าใครที่คิดจะสร้างก็จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ มิเช่นนั้นมหาอำนาจต่างๆคงไม่พายื้อแย่งตัวผู้อาวุโสโม่เฉินกันหรอก ..หากข้าได้ร่ำเรียนทักษะค่ายกลระดับสูงนี้กับผู้สร้างค่ายกลมายานี้ขึ้นมา ก็คงดีไม่น้อย    ” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ถึงแม้นางจะเคยร่ำเรียนทักษะการสร้างค่ายกลมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นบรรลุแก่นแท้ หรือสำเร็จในทักษะระดับสูงเช่นนี้ ถ้าแค่ค่ายกลทั่วไปนางอาจจะพอจัดการได้บ้าง

     “  ถ้าเป็นแบบนี้ พวกเราไม่ต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดเลยรึ  ” ชายหนุ่มมีสีหน้าผิดหวังและเศร้าหมองลง เมื่อคิดว่าหากไม่สามารถออกจากค่ายกลนี้ได้ ตัวมันจะทำยังไง

     “  ท่านก็อย่าได้กังวลนักเลย หากต้องการที่จะออกไปจากที่นี่ มีเพียงแค่สองวิธีเท่านั้น วิธีแรกคือข้าต้องศึกษาเกี่ยวกับค่ายกลนี้ ซึ่งมันอาจจะใช้เวลานาน ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าแค่ไหน เพราะอักษรที่สลักบนศิลานั้น ข้าเองไม่เคยเห็นมันมาก่อน ทั้งยังมีความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจได้อย่างง่ายดาย คนที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาช่างมีความสามารถที่สูงส่งจริงๆ    ” หญิงสาวเอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจ 

     “  ส่วนวิธีที่สองนั้น .. คือรอให้ผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา มาปลดปล่อยพวกเราออกไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เช่นกัน หรืออาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้    ” หญิงสาวมีท่าทางเคร่งเครียดไม่น้อย ก่อนที่นางจะนั่งลงกับพื้นมองไปที่ศิลาก้อนใหญ่ที่สลักอักขระค่ายกลเอาไว้ นางพยายามศึกษาอักษรที่อยู่บนนั้นอย่างตั้งใจ ส่วนชายหนุ่มก็ได้แต่นั่งก้มหน้าอย่างท้อแท้หมดหวัง

     ที่ภายในถ้ำลึกในตอนที่ค่ายกลแดนมายาทำงาน เซียวชุนที่กำลังนั่งสมาธิ ศึกษาทักษะในการสร้างค่ายกลกระบี่อยู่นั้น เขาสามารถรับรู้ได้ว่า มีบางอย่างไปกระตุ้นการทำงานของค่ายกลเข้าให้แล้ว

     2ชั่วยามต่อมา

     เซียวชุนค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นจากสมาธิ เขาใช้เวลานับ 2ชั่วยามในการทบทวนการสร้างค่ายกลกระบี่

     “  ตอนนี้เราก็เข้าใจวิถีแห่งค่ายกลกระบี่ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น    ” เขาพึมพำออกมาเบาๆ

     “  ว่าแต่..ใครกันหรือสิ่งมีชีวิตใดที่ล่วงล้ำเข้าไปในค่ายกลแดนมายา    ” เซียวชุนลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมา จากนั้นเขาก็เดินไปที่ปากทางเข้าถ้ำ เมื่อมาถึงเซียวชุนหลับตาลงทำสมาธิ เพื่อจับสัมผัสว่าสิ่งมีชีวิตใดกันที่ติดอยู่ในค่ายกลที่เขาสร้าง เมื่อรู้ว่าภายในค่ายกลไม่ใช่อสูรแต่เป็นมนุษย์ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า

     “  พวกท่านเป็นใคร และมาจากที่ใด เหตุใดถึงได้มาติดค่ายกลที่ข้าสร้างขึ้น    ” 

     ผู้ที่อยู่ภายในดินแดนมายาต่างก็ตื่นตระหนก ทั้งสองลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ต่างหันมามองหน้ากัน ก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาต้นตอของเสียงลึกลับ แต่ก็ไม่พบใครซักคน

     “  พวกท่านไม่จำเป็นต้องมองหาข้าให้เหนื่อย เพราะตัวข้านั้นไม่ได้อยู่ภายในค่ายกล ข้าใช้ทักษะจิตเพื่อสื่อสารกับพวกท่าน    ” เซียวชุนอธิบายเมื่อรับรู้ได้ว่าทั้งสองมีท่าทางเป็นกังวลและหวั่นวิตก

     “  ผู้น้อยมีนามว่า ต้วนลี่ผิง เป็นศิษย์จากสำนักวิหคเหมันต์ ส่วนชายหนุ่มอีกคนคือศิษย์พี่ของข้า เหมาฟาง ก่อนหน้านี้ราวๆ2เดือน พวกเราทั้งสองได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ และรู้ว่าที่นี่มีกระแสลมปราณบริสุทธิ์จำนวนมาก จึงได้นั่งบ่มเพาะระดับอยู่นานหลายวัน และวันนี้พวกเราก็ตั้งใจจะมานั่งบ่มเพาะระดับที่นี่เช่นกัน ถ้าหากพวกเรามารบกวนผู้อาวุโสแล้วละก็ พวกเราต้องขออภัยด้วย พวกเราไม่ทราบว่าท่านเป็นเจ้าของถ้ำแห่งนี้  ” ต้วนลี่ผิงประสานมือขึ้นก้มศีรษะเล็กน้อยพร้อมกล่าวคำขอโทษ ชายหนุ่มแซ่เหมาเองก็รีบทำตามเช่นกัน

     “  พวกท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวโทษตัวเอง ตัวข้าหาใช่เจ้าของสถานที่แห่งนี้ ข้าเองก็เพิ่งค้นพบถ้ำแห่งนี้เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าต้องการนั่งสมาธิเพื่อทบทวนบางอย่าง เลยกลัวว่าจะมีพวกอสูรมารบกวน ข้าจึงได้วางค่ายกลเอาไว้ ไม่คิดว่าพวกท่านจะเดินเข้ามาติดค่ายกลเช่นนี้ เป็นข้าเองที่สมควรต้องขออภัยพวกท่านทั้งสอง    ” เซียวชุนเอ่ยตามจริง เพราะเขาไม่เคยมีความคิดที่จะครอบครองสถานที่แห่งนี้เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ในอดีตกาลถ้ำแห่งนี้อาจจะถูกใครบางคนสร้างขึ้นมา และผู้ที่สร้างถ้ำแห่งนี้ขึ้นมา จากการสังเกตุสภาพภายในถ้ำ หากคนคนนั้นไม่ตายไปซะก่อน เขาก็คงจะย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว ตัวเซียวชุนเองก็ยินดีจะแบ่งปันกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่ต้องการใช้สถานที่แห่งนี้ เพราะทุกคนล้วนมีสิทธิ์ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง นอกจากคนที่สร้างมันขึ้นมา 

     ทั้งสองหันไปมองหน้ากันด้วยความงุนงง ในทีแรกพวกเขาต่างหวั่นเกรงว่า เจ้าของเสียงลึกลับจะโกรธเกรี้ยวเสียอีกที่พวกเขาทั้งสองมารบกวนเช่นนี้ แต่กลับกัน ที่เจ้าของเสียงลึกลับเป็นฝ่ายขอโทษเองเสียอย่างนั้น

     “  หากพวกท่านทั้งสองสัญญาว่าไม่รบกวนภารกิจของข้า ข้าก็จะปล่อยพวกท่านออกมา และพวกท่านก็สามารถใช้ที่นี่เพื่อบ่มเพาะต่อไปได้  แต่ถ้าหากพวกท่านคิดไม่ซื่อ หรือคิดร้ายต่อข้า พวกท่านก็อย่าได้โทษข้าที่ข้าหากข้าต้องลงมือกับพวกท่าน  ” เซียวชุนยื่นข้อเสนอให้กับชายหญิงคู่นั้น ความสามารถของพวกเขาทั้งคู่อยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นสูง เซียวชุนจึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัว ต่อให้อีกฝ่ายอยู่ในระดับราชันยุทธ์ ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขา 

     “  หากผู้อาวุโสเมตตา พวกเราสัญญาจะไม่รบกวนท่านเด็ดขาด    ” เหมาฟางรีบตอบตกลงด้วยท่าทางดีใจ ที่ตัวมันจะได้ออกไปจากค่ายกลมายาเสียที

     “  ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา    ” ต้วนลี่ผิงประสานมือขึ้นขอบคุณ

     เซียวชุนส่งลมปราณไปกระตุ้นแผ่นอักขระทั้งสี่เพื่อปิดการทำงานชั่วคราว เพียงครู่เดียวชายหนุ่มกับหญิงสาวก็ปรากฏตัวตรงหน้าของเขา(คนที่อยู่นอกค่ายกลแดนมายาจะไม่สามารถมองเห็นผู้ที่อยู่ภายในค่ายกลได้ แต่ผู้ที่สร้างค่ายกลขึ้นมา สามารถสัมผัสและรับรู้ได้)

     เมื่อทั้งคู่ออกมาจากค่ายกลแดนมายาได้แล้ว พวกเขาต้องการที่จะขอบคุณผู้อาวุโสลึกลับคนนั้นอีกครั้ง ที่ยอมปล่อยพวกเขาออกมา แต่ทั้งสองก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เพราะคนที่ปล่อยพวกเขาออกมานั้น ไม่ใช่ชายชราหรือชายวัยกลางคนดังเช่นที่พวกเขาคาดคิด แต่เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต่างยืนแน่นิ่ง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง 


    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 702 ครั้ง

772 ความคิดเห็น

  1. #537 ยามวิกาล​ (@Lnw-Pm) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 20:37
    ไม่รู้จะพิมอะไร ง่ายๆเลยแล้วกัน สนุกดี
    #537
    0