มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 17 : บทที่ 17 : ถ้ำลึกลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 657 ครั้ง
    18 พ.ค. 62


     “  พวกท่านรีบออกมาจากตรงนั้นได้แล้ว ข้าจะได้เปิดการทำงานของค่ายกลอีกครั้ง    ” เซียวชุนที่เห็นทั้งคู่ยืนแน่นิ่งไปนานจึงเอ่ยทักขึ้น ทั้งสองได้สติคืนมาทันที จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆก้าวออกมาจากเขตแดนค่ายกล เซียวชุนส่งลมปรานไปกระตุ้นการทำงานของค่ายกล เพื่อเปิดใช้งานอีกครั้ง(แต่ละครั้งที่เปิดใช้งานค่ายกล ต้องใช้พลังลมปราณ 2ส่วน)


     “  เอาละ ทีนี้พวกเราก็แยกย้ายกันตรงนี้ ตัวข้าจะไปทำภารกิจของข้าต่อ ส่วนพวกท่านก็ไปทำธุระของพวกท่าน ต่างฝ่ายต่างไม่ก้าวก่ายกัน ส่วนเรื่องของค่ายกลแดนมายา พวกท่านไม่ต้องกังวล ข้าคงอยู่ที่นี่ไม่นาน ในวันพรุ่งนี้ข้าก็จะออกเดินทางแล้ว คงต้องขอตัวก่อน หวังว่าพวกท่านคงจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้    ” พูดจบเซียวชุนก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้สนใจท่าทีของทั้งคู่แต่อย่างใด สาวงามแซ่ต้วนและชายหนุ่มแซ่เหมาต่างก็ยืนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะก้าวเท้าเดินตามเซียวชุนเข้าไปภายในถ้ำ


     เซียวชุนมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกระแสลมปราณบริสุทธิ์หนาแน่นที่สุด พื้นที่ส่วนไหนยิ่งมีกระแสลมปราณหนาแน่นเพียงใด แรงกดดันก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่ที่เซียวชุนเดินเข้าไปนั้น หนุ่มสาวทั้งสองคนไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ เพราะแรงกดดันที่มีมากเกินไปสำหรับพวกเขา ทั้งคู่จึงทำได้เพียงนั่งบ่มเพาะอยู่ในห้องโถงด้านนอกสุดเท่านั้น


     “  ศิษย์น้อง เจ้าคิดว่าจะใช่เด็กหนุ่มคนนั้นจริงๆหรือเปล่า ที่เป็นคนสร้างค่ายกลมายาขึ้นมา    ” เหมาฟางหันไปพูดคุยกับหญิงสาว


     “  หากข้าไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ข้าก็คงไม่เชื่อแน่ หากมีคนมาเล่าให้ข้าฟังเช่นนั้น ..แต่สิ่งที่พวกเราเห็นเมื่อสักครู่ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันได้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นผู้ที่สร้างค่ายกลมายาขึ้นมา  ด้วยอายุเพียงเท่านี้แต่กลับสามารถสร้างค่ายกลระดับสูงได้ อาจารย์ที่สั่งสอนเขาคงจะไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ ทางที่ดีพวกเราอย่าได้ไปรบกวนเขาจะดีกว่า ..เท่าที่ข้าลองสังเกตุ นอกจากทักษะในการสร้างค่ายกลของเขาจะเป็นระดับสูงแล้ว พลังฝีมือของเขาก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันอย่างแน่นอน ทั้งที่พวกเราสองคนไม่สามารถต้านทานแรงกดดันเพื่อที่จะเดินเข้าไปที่ห้องโถงด้านในได้ แต่เขากลับสามารถทำได้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เห็นถึงความต่างของพวกเราแล้ว    ” หญิงสาวมองทอดสายตาไปยังห้องโถงด้านใน ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ตัวนางเคยถูกขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะในวัยเด็ก แต่หากเทียบกับเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว นางก็เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปที่ดูพิเศษกว่าคนอื่นๆเล็กน้อยเท่านั้น


     หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน ทั้งสองคนก็แยกย้ายกัน ต่างคนต่างหาพื้นที่ที่เหมาะสม เมื่อพวกเขาได้ที่นั่งที่ดีแล้ว ทั้งคู่ก็นั่งลงขัดสมาธิและเริ่มบ่มเพราะในทันที


      ที่ชั้นแปดของหอคัมภีร์ ในพื้นที่ของสำนักกระเรียนฟ้า


    “  ผู้อาวุโสหลิว ศิษย์หลานของท่านคนนี้เป็นยังไงบ้าง   ” เจ้าสำนักจางเอ่ยถามขึ้น ในขณะที่มือถือของนางถือหมากล้อมสีขาวเอาไว้ ก่อนจะเอื้อมไปวางลงบนกระดาน


     “  หากคาดเดาจากลักษณะนิสัยที่ได้พูดคุยกันในระยะสั้นๆ เขามีส่วนคล้ายคลึงกับอาซันอยู่ไม่น้อย ในบางครั้งก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับหลานจื่ออยู่เหมือนกัน เรียกได้ว่าเขาได้รับความฉลาดเฉลียว รู้จักวางตนมาจากมารดา รู้ว่าตอนไหนควรหยุดหรือเดินหน้าต่อ และได้ความกล้าหาญ ยึดมั่นในคณธรรมมาจากบิดา เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งโดยไร้ซึ่งความกลัว นอกจากนี้ข้ายังมั่นใจอีกว่า เขายังได้รับพรสวรรค์ขั้นสูงมาจากอาซันที่เป็นบิดาของเขา แต่ข้าไม่แน่ใจว่าพรสวรรค์ของเขาอยู่ในระดับใด  หากเขาไม่รีบร้อนที่จะแก้แค้นมากเกินไป ข้ารับรองได้ว่าเด็กคนนี้มีอนาคตที่ยาวไกลอย่างแน่นอน   ” ชายชราหลิวเอ่ยในสิ่งที่ตัวมันคิดออกมา ถึงแม้จะเพียงแค่ไม่นานที่ตัวมันได้พบกับศิษย์หลานคนนี้ แต่มันก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กคนนี้ เขามีลักษณะของเซียวซันและหลานจื่ออยู่ในตัว


     “  ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เด็กคนนี้มีความสามารถที่ไม่ธรรมดา เดิมทีข้าก็สงสัยว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขาคือระดับใด สำหรับข้าแล้วในตอนนี้ เขาคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งตัวจริงของอาณาจักรปลายฟ้า นับเป็นโอกาสที่ดีที่สำนักกระเรียนฟ้าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอีกครั้ง    ” จางปิงยี่เห็นความหวังที่สำนักกระเรียนฟ้าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งผ่านตัวเด็กหนุ่มคนนี้ ตัวนางมีความเชื่อมั่นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเขาแล้ว


     “  แล้วตอนนี้ชุนเอ๋อกำลังทำสิ่งใดอยู่    ” ชายชราหยิบหมากสีดำวางบนกระดาน ก่อนจะเก็บหมากสีขาวขึ้นมาสองหมาก


     “  เขากับฮัวอี้และฮุยหยีเพิ่งรับภารกิจระดับสี่ดาวไปเมื่อห้าวันก่อน ตอนนี้คงอยู่ที่เมืองจิ่งซือแล้ว    ” จางปิงยี่มองไปที่กระดานอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหยิบหมากสีขาววางลงไป


     “  ภารกิจระดับสี่ดาวอย่างนั้นรึ..อืมน่าสนใจ  ท่านเจ้าสำนักต่อจากนี้ไป ข้าก็ฝากฝังท่านช่วยดูแลเขาด้วยแล้วกัน ตอนนี้จิตใจของข้าสงบลงมากแล้ว ในอีกสี่เดือนต่อจากนี้ข้าจะเก็บตัวบ่มเพาะเพื่อที่จะทะลวงสู่ระดับบรรพยุทธ์ คงไม่อาจช่วยเหลืองานท่านได้ชั่วคราว   ” ชายชรายกถ้วยชาขึ้นมาดื่มรวดเดียว ก่อนจะลุกขึ้นเอามือไพล่หลังเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก


     “  ถึงผู้อาวุโสหลิวจะไม่ร้องขอ ข้าก็เต็มใจที่จะทำอยู่แล้ว ต่อจากนี้ข้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบในครั้งอดีตขึ้นอย่างแน่นอน ทายาทเพียงคนเดียวของหลานจื่อ ข้าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี    ” ในอดีตนางไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนรักของนางได้ แต่ตอนนี้นางมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง นางจะไม่ให้ใครมาทำอันตรายบุตรชายของหลานจื่อเด็ดขาด


     “  ขอบคุณ..ส่วนภารกิจภายในหอคัมภีร์ ข้าจะให้เตงหยวนเป็นคนจัดการแทน เขาสามารถไว้ใจได้ .. ข้าขอตัวก่อน   ” 


     “  ผู้อาวุโสหลิวโปรดถนอมตัว    ” จางปิงยี่ยกมือประสานเพื่อคารวะ ถึงแม้นางจะเป็นเจ้าสำนัก แต่นางก็ให้เกียรติและเคารพผู้อาวุโสหลิวเสมอมา ชายชรายกมือขึ้นประสานเช่นกัน จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องรับรองไป ส่วนจางปิงยี่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คิดย้อนไปในอดีตที่นางกับหลานจื่อใช้ชีวิตในฐานะเพื่อนรักร่วมกันอย่างมีความสุข


☛  ที่ชายป่าซากอสูร ก่อนจะถึงเขตพื้นที่ของอสูรตาเดียว


    “  ข้าน้อยคงมาส่งพวกท่านได้เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้พวกท่านคงต้องเดินทางด้วยตัวเอง ห่างจากนี่ราวๆ 20ลี้ก็ถึงที่อยู่ของพวกอสูรตาเดียวแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน   ” พรานนำทางประสานมือขึ้นกล่าวลา ก่อนจะรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ยอมขับรถม้ากลับไปด้วย


     “  เห้ยย!! เดี๋ยวก่อน   ” ชายหนุ่มถือพัดพยายามร้องเรียก แต่นายพรานคนนั้นกลับยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก ไม่นานพรานคนนั้นก็หายวับไป


     “  บัดซบ!! ทำไมคนของตระกูลหวางถึงได้ขี้ขลาดเพียงนี้    ” ชายถือพัดสบถคำหยาบคายอย่างไม่พอใจ


     องค์หญิงมู่เหลือบมองไปที่ชายหนุ่มถือพัดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยขัดขึ้น  “  ใครๆก็ต่างรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น หรือว่าเจ้าไม่เคยคิด ..ปล่อยเขาไป ต่อจากนี้พวกเราก็แค่ต้องเดินทางกันเองเท่านั้น    ” พูดจบนางก็ก้าวเท้าเดินเข้าป่าไป โดยมีชายหนุ่มอีกคนเดินตามไปติดๆ มีเพียงชายหนุ่มถือพัดที่แสดงสีหน้าไม่พอใจ เมื่อได้ยินคำพูดที่แสลงหู แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากโกรธเกรี้ยวอยู่ในใจ จากนั้นมันก็เร่งฝีท้าวเดินตามทั้งสองคนเข้าป่าไปเช่นกัน พวกเขาเองก็ไม่ได้ขี่รถม้าไปด้วย เพื่อความสะดวกในการหลบซ่อนหากพบเจออสูรลาดตะเวน


☛  1วันต่อมา ภายในถ้ำลึกลับ


    เซียวชุนใช้เวลาร่วมหนึ่งวัน ในการแกะสลักอักษรโบราณลงบนแผ่นโลหะหยาบ ในการสร้างค่ายกลนั้นจะแบ่งออกเป็น 2รูปแบบ 1คือการเขียนอักขระลงบนกระดาษ,แผ่นโลหะหรือบนต้นไม้ ก้อนหินและอื่นๆ 2.คือการสลักอักษรหรืออักขระลงไปบนแผ่นโลหะ หรือไม้เนื้อแข็งหรืออุปกรณ์อื่นๆสิ่งของอื่นๆ แต่ในรูปแบบที่สองนั้นจะทำให้ค่ายกลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในรูปแบบแรก เพียงแต่การทำในแต่ละครั้งนั้น ค่อนข้างสิ้นเปลืองจิตปราณจำนวนมาก


     เซียวชุนใช้เวลา 1ชั่วโมงในการแกะสลักอักษรโบราณลงบนแผ่นโลหะหยาบ 1แผ่น ,และใช้เวลา 2ชั่วโมงในการถ่ายทอดกระบวนท่าลงไปในแผ่นโลหะที่แกะสลักเอาไว้ สุดท้ายเขาใช้เวลาราวๆ 30นาทีในการหยุดพักเพื่อฟื้นฟูจิตปราณที่เสียไป ตอนนี้เซียวชุนมีแผ่นโลหะหยาบที่ทำเสร็จเรียบร้อยจำนวน 7แผ่น ซึ่งเพียงพอที่จะใช้สร้างค่ายกลกระบี่ได้แล้ว


     ในอาณาจักรปลายฟ้านั้น การสร้างค่ายกลในรูปแบบต่างๆยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าที่ควร บางคนอาจจะไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการสร้างยันต์ศาสตรา พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีศาสตร์แบบนี้อยู่ด้วย ผู้ที่สามารถสร้างค่ายกลได้นั้น ล้วนเป็นผู้ที่มีจิตปราณที่สูงส่ง และการฝึกฝนจิตปราณนั้นยากกว่าการฝึกฝนพลังลมปราณหรือกำลังภายในหลายเท่านัก


     “  เห้ออ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการสร้างอักขระค่ายกลชั้นสูงเช่นนี้    ” เซียวชุนยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากของตัวเองด้วยท่าทางอ่อนเพลีย เพราะเขาสูญเสียจิตปราณไปไม่น้อย จนตอนนี้เขาแทบอยากจะนอนหลับพักผ่อนเสียให้ได้  รวมถึงอาการปวดศีรษะเล็กน้อยหลังจากที่เขาสลักอักษรโบราณเสร็จใรแต่ละครั้ง


     เซียวชุนนำแผ่นการดาษกันน้ำสีเหลืองออกมาวางเอาไว้ เขาใช้มีดปลายแหลมตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือหลายสิบชิ้น เขาทำเช่นนี้ก็เพราะเขาจะเริ่มสร้างยันต์ศาสตราขึ้นมา เซียวชุนนอนหลับไปราวๆ 1ชั่วโมงเพื่อพักผ่อน ก่อนจะเริ่มลงมือสร้างยันต์ศาสตราอีกครั้ง


     6ชั่วโมงต่อมา เซียวชุนสร้างยันต์ศาสตราเสร็จเรียบร้อย ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะใช้งานในภารกิจครั้งนี้ เขาเก็บยันต์ศาสตราและแผ่นอักขระค่ายกลเอาไว้ในแหวนมิติ ก่อนจะลุกเดินออกไปยังโถงด้านนอก เขาเห็นชายหนุ่มกับหญิงสาวก่อนหน้านี้กำลังนั่งบ่มเพาะอยู่ เขาไม่อยากรบกวนทั้งคู่เลยไม่ได้กล่าวลาพวกเขาทั้งสอง เซียวชุนปิดการทำงานของค่ายกลแดนมายา ก่อนจะเก็บแผ่นอักขระเอาไว้ในแหวนมิติเช่นกัน จากนั้นเขาก็ทะยานลงไปยังเบื้องล่าง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลหวางทันที


☛  คฤหาสน์ตระกูลหวาง


    ภายในห้องโถงรับรองทั้งฮัวอี้และเหลียงฮุยหยีต่างมีความกังวลกันทั้งคู่ พวกเขาเดินสลับกันไปมาอย่างกระวนกระวาย เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมา เซียวชุนไม่ได้กลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลหวาง ทั้งสองคนจึงค่อนข้างเป็นกังวล เกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น


     “  ศิษย์น้องเซียวหายไปไหนกันนะ แล้วพวกเราควรจะทำเช่นไรต่อดี    ” เหลียงฮุยหยีเอ่ยถามฮัวอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ


     “  ตอนนี้พวกเราคงทำได้แค่รอ ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องคงไม่เป็นอะไรหรอก เขาอาจจะติดธุระสำคัญบางอย่างอยู่ก็ได้    ” ฮัวอี้พยายามคิดในทางที่ดี เพื่อไม่ให้พวกเขาทั้งคู่สติแตกไปมากกว่านี้


     “  แม่นางเหลียง คุณชายฮัว    ” หวางลั่วฝูเดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน


     “  เจ้าบ้านหวาง   ” ทั้งคู่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน เมื่อเห็นหวางลั่วฝูเดินเข้ามา


     “  สายสืบที่ข้าส่งไป รายงานมาว่า เมื่อวานเห็นคุณชายเซียวเดินเที่ยวเล่นที่ตลาด ก่อนจะเดินหายเข้าป่าไป แต่พอคนของข้าติดตามไป เขาก็เดินหายไปจากตรงนั้นแล้ว ตอนนี้คนของข้ากำลังเร่งออกตามหาเบาะแสอยู่ พวกท่านทั้งสองอย่าได้เป็นกังวลนัก ข้าจะสั่งให้พวกเขาเร่งออกค้นหาเต็มกำลัง    ” หวางลั่วฝูแจ้งข่าวที่ได้รับมาให้ทั้งคู่ได้ทราบ


     “  ขอบคุณเจ้าบ้านหวาง คงต้องรบกวนท่านแล้ว ช่างน่าละอายจริงๆ ทั้งที่เรามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือท่าน แต่ตอนนี้กลับเป็นท่านที่ต้องมาช่วยเหลือพวกเรา    ” ฮัวอี้ประสานมือกล่าวอย่างละอาย


     “  คุณชายฮัวอย่าได้เกรงใจ คุณชายเซียวก็เป็นเหมือนสหายของข้าเหมือนกัน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน    ” พูดจบหวางลั่วฝูก็เดินออกจากห้องรับรองไป


     อีกด้านเซียวชุนเร่งฝีเท้าเดินทาง จนตอนนี้เขามายืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลหวางแล้ว ในระหว่างนั้นเจ้าบ้านหวางก็เดินมาถึงพอดี


     “  คุณชายเซียว ท่านกลับมาแล้วรึ    ” หวางลั่วฝูเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นเซียวชุนกำลังเดินเข้ามา


     “  คารวะเจ้าบ้านหวาง    ” เซียวชุนประสานมือขึ้นคารวะ


     “  คุณชายเซียวอย่าได้เกรงใจ ข้าว่าตอนนี้ท่านไปพบสหายทั้งสองของท่านก่อนดีกว่า พวกเขาเป็นห่วงท่านมาก ที่เมื่อคืนคุณชายเซียวไม่ได้กลับมาที่พักผ่อนที่นี่    ” ได้ยินดังนั้นเซียวชุนก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะเขาไม่ได้บอกกล่าวกับทั้งสองว่าเขาจะไม่กลับมา


     “  ขอบคุณเจ้าบ้านหวาง เชิญ   ” เซียวชุนผายมือชี้ไปด้านหน้า จากนั้นทั้งสองคนก็เดินตรงไปยังห้องรับรอง


     “  ศิษย์น้องเซียว    ” ฮัวอี้ที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะด้วยท่าทางเคร่งเครียดเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเซียวชุนเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าบ้านหวาง ก่อนที่เขาจะลุกเดินไป


     “  ศิษย์น้อง นี่เจ้าหายไปไหนมา พวกข้าเป็นห่วงแทบแย่ ทำไมไม่บอกไม่กล่าวว่าเจ้าจะไม่กลับมาที่คฤหาสน์ พวกข้าจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล  ” เหลียงฮุยหยีเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งยังรู้สึกโกรธบ้างเล็กน้อยที่เซียวชุนไม่ได้บอกอะไรแก่นางและฮัวอี้เลย


     “  ต้องขออภัยศิษย์พี่ทั้งสองที่ข้าทำให้พวกท่านเป็นกังวล ในตอนนั้นข้ามีธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการ เลยไม่สามารถกลับมาส่งข่าวบอกพวกท่านได้ ต้องขออภัยจริงๆ   ” เซียวชุนรู้สึกผิดที่ทำให้ทั้งสองเป็นกังวลเช่นนี้


     “  ช่างมันเถอะครั้งต่อไปหากเจ้ามีธุระสำคัญก็บอกกล่าวแก่พวกข้าบ้าง จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเช่นนี้ .. แล้วนี่พวกเราจะออกเดินทางกันตอนไหน    ” เหลียงฮุยหยีเอ่ยถามถึงกำหนดการเดินทาง


     “  คงเป็นตอนนี้เลย..ข้าได้วางแผนการเอาไว้แล้ว เจ้าบ้านหวางท่านช่วยจัดการเรื่องการเดินทางที    ” เซียวชุนหันไปคุยกับหวางลั่วฝูที่ยืนอยู่ข้างๆ


     “  ได้สิ ข้าจะไปเตรียมรถม้าที่ใช้ในการเดินทางให้ อีกสักครู่พวกท่านทั้งสามค่อยตามออกไป ข้าขอตัวก่อน   ” พูดจบหวางลั่วฝูก็เดินแยกตัวออกไป

    

    

    

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 657 ครั้ง

775 ความคิดเห็น

  1. #538 ยามวิกาล​ (@Lnw-Pm) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 09:21
    มีบางช่วงที่ชอบ และไม่ชอบ แต่สนุกดี ไลค์เลย
    #538
    0