มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 25 : บทที่ 25 : เพียงท่านยอมคุกเข่าขอโทษข้า!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,945
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 665 ครั้ง
    22 พ.ค. 62



     หวังเย่าซีกำลังเดินทางมุ่งหน้ามาที่หอคัมภีร์ หลังจากที่นางได้รู้ว่าเซียวชุนพักอยู่ที่นั่น เพียงไม่นานนางก็มาถึงหออคัมภีร์ ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน

     ❝  ศิษย์พี่เตงหยวน เซียวชุนพักอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่     ❞ หวังเย่าซีเอ่ยถามชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งจดบันทึกอยู่บนโต๊ะ (ก่อนที่หลิวเซี๊ยะฟงจะเก็บตัวเพื่อทะลวงระดับ เขาได้มอบหมายให้ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนดูแลจัดการเรื่องทั้งหมดแทน)

     ❝   ถูกแล้ว ศิษย์น้องเซียวพักอยู่ที่นี่ ว่าแต่เจ้ามีธุระสำคัญอะไรอย่างนั้นหรือ ถึงได้เอ่ยถามถึงศิษย์น้องเซียว    ❞ ชายหนุ่มแซ่เตงวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่ ลุกเดินมายืนพูดคุยกับนาง

     ❝   ศิษย์พี่ ท่านพอจะนำคำของข้าไปบอกกับเขาได้หรือไม่ ว่าข้ามาที่นี่เพื่อพบเขา ข้ามีบางอย่างต้องการที่จะพูดคุยด้วย   ❞ หวังเย่าซีเอ่ยขอร้องชายหนุ่ม

     เตงหยวนเงยหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นบนชั่วครู่  ❝  หากเป็นเรื่องนี้ ข้าพอช่วยเจ้าได้ แต่ข้าไม่รับปากว่าจะสำเร็จหรือไม่     ❞ เพราะก่อนที่เซียวชุนจะเก็บตัวฝึกฝนทักษะ เขาได้แจ้งกับเตงหยวนแล้วว่าเขาไม่ต้องการจะพบใคร

     ❝  แค่ท่านช่วยเหลือเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว  ขอบคุณศิษย์พี่      ❞ หวังเย่าซีรู้ดีว่านางอาจจะไม่มีหวัง เพราะนางเคยแสดงกิริยาไม่ดีต่อเซียวชุนเอาไว้ นางเองก็ทำใจเอาไว้บางส่วนแล้ว ชายหนุ่มพยักหน้าตอบ

     ❝   เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้านำความไปบอกแก่ศิษย์น้อง    ❞ จากนั้นเตงหยวนก็เดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นแปด 

     ❝   ศิษย์พี่เตงหยวน ท่านจงไปบอกแก่นางว่า ข้าไม่ต้องการพบนาง หรือถ้าหากนางสามารถรอได้ถึง 15วัน ข้าอาจจะพิจารณาที่จะพบนาง    ❞ ในขณะที่เตงหยวนกำลังจะเคาะประตูห้อง เสียงของเซียวชุนก็ถูกส่งออกมาผ่านช่องประตู เตงหยวนตกใจเล็กน้อย แต่ก็เพียงไม่นาน เพราะก่อนหน้านี้เมื่อหลายวันก่อนเจ้าสำนักจางได้ป่าวประกาศไปทั่วสำนักแล้วว่า เซียวชุนคือศิษย์ลับของผู้ดูแลหอคัมภีร์ หลิวเซี๊ยะฟง อาจารย์ยังเก่งกาจถึงเพียงนั้น มีหรือที่ศิษย์จะด้อยกว่าอาจารย์ 

     ❝  ข้าจะไปบอกนางตามนั้น ไม่รบกวนศิษย์น้องแล้ว     ❞ พูดจบเตงหยวนก็เดินลงไปที่ชั้นล่าง

     หวังเย่าซีที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่นั้น เมื่อเห็นชายหนุ่มกลับลงมา จึงได้เอ่ยถามขึ้นอย่คาดหวัง ❝   ศิษย์พี่ เขาว่ายังไงบ้าง    ❞  ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา จนทำให้หวังเย่าซีถึงกับก้มหน้าด้วยความหดหู่

     ❝  ศิษย์น้องฝากมาบอกว่า เขาไม่ต้องการจะพบเจ้า แต่ถ้าหากเจ้าสามารถรออยู่ที่นี่ได้ถึง 15วัน เขาอาจจะพิจารณาว่าจะพบเจ้าหรือเปล่า   ข้าก็สามารถช่วยเหลือเจ้าได้เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้ก็อยู่ที่ตัวเจ้าแล้ว  ❞ ชายหนุ่มตบลงที่ไหล่ของนางเบาๆ ก่อนจะเดินไปทำงานที่โต๊ะของตัวเองเช่นเดิม ทิ้งให้หวังเย่าซียืนเหม่อลอยอย่างอ้างว้างอยู่ตรงนั้น

     ❝   มันก็สมควรแล้วที่เขาจะไม่ต้องการพบข้า    ❞ หวังเย่าซีเอ่ยพึมพำอย่างท้อใจ ตอนนี้จิตใจของนางห่อเหี่ยวอย่างมาก เพราะนางไม่สามารถปรึกษาใครได้เลย ทุกคนต่างก็เก็บตัวฝึกฝนกันหมด เหลือเพียงแค่ตัวนางเท่านั้นที่ยังไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

     ตลอดระยะเวลาหลายวัน หวังเย่าซียังคงวนเวียนอยู่ในบริเวณพื้นที่ของหอคำภีร์ ไม่ว่าจะกิน จะนอน แต่ถ้าหากรู้สึกเบื่อ นางก็จะออกไปร่ายรำเพลงกระบี่ที่ด้านนอก ทุกๆตอนค่ำนางก็จะกลับมานั่งรอเซียวชุนอยู่ที่ชั้นล่างของหอคัมภีร์ นางใช้ชีวิตแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนวันเวลาผ่านพ้นไป

     15วัน ที่เซียวชุนเคยสัญญาเอาไว้ว่าหากนางสามารถอดทนรอได้ เขาก็จะพิจารณาที่จะพบนาง และทุกๆวันเตงหยวนก็จะขึ้นไปที่ชั้นแปดเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับนางให้เซียวชุนได้รับทราบตลอด 

     ตอนนี้ภายในห้องพักของเซียวชุน เต็มไปด้วยไอน้ำที่เกิดจากความร้อนในร่างกายของเขามันปะทุออกมา รวมถึงหมอกควันจำนวนมากที่ลอยฟุ้งตลบอบอวนไปทั่ว จนทำให้บรรยากาศรอบๆตัวราวกับยืนอยู่ในปล่องภูเขาไฟ แม้กระทั่งศิษย์คนอื่นๆที่กำลังศึกษาทักษะ,ตำราอยู่ในหอคัมภีร์ ก็รับรู้ได้ถึงความร้อนระอุที่มากขึ้นๆ จนทุกคนแทบจะทนไม่ไหว ศิษย์จำนวนมากต่างรีบวิ่งออกมาจากหอคัมภีร์อย่างเร่งด่วน

     ❝  นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน ทำไมจู่ๆบรรยากาศมันถึงได้ร้อนระอุขนาดนี้     ❞ ศิษย์คนหนึ่งอุทานด้วยความสงสัย มันยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้าของมันในตอนนี้

     ❝    นั่นสิ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ทำไมมันถึงได่ร้อนขนาดนี้  ❞ ในเวลานี้ศิษย์มากมายต่างพูดคุยกันถึงบรรยากาศแปลกๆด้วยความสงสัย

     ❝   พวกเจ้าดูที่ชั้นแปดสิ หรือว่ามีไฟกำลังลุกไหม้อยู่นั้น ถึงได้มีควันลอยออกมามากขนาดนั้น  ❞ ศิษย์คนหนึ่งชี้มือขึ้นไปที่ชั้นแปดด้วยท่าทางตื่นตระหนก จนศิษย์คนอื่นๆต้องเงยหน้ามองขึ้นไปดู รวมไปถึงหวังเย่าซีและเตงหยวนด้วย

     ❝   จริงด้วยๆ ดูสิๆ    ❞
    
     ❝  นั่นมันอะไรกัน     ❞

     ตอนนี้ความวุ่นวายกำลังตามมา เพราะศิษย์จำนวนมากกำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มเตงหยวนผู้รู้เหตุการณ์จำเป็นที่จะต้องหยุดความวุ่นวายนี้ เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลาย

     เขาเดินขึ้นไปที่ชั้นบันได แล้วกล่าวบางอย่างออกมา  ❝   ขอให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านได้โปรดอยู่ในความสงบก่อน    ❞ เตงหยวนตะโกนเสียงดัง ไม่นานเหตุการณ์ที่กำลังวุ่นวายก็เงียบลง ศิษย์จำนวนมากต่างจ้องมองมาที่ชายหนุ่ม

     ❝   ตัวข้าเตงหยวน เป็นผู้ช่วยของผู้อาวุโสหลิวในหอคัมภีร์แห่งนี้ อยากจะบอกให้พวกท่านได้ทราบ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนชั้นแปดนั้น ไม่ใช่เพลิงไหม้หรือมีเหตุการณ์อะไรที่ผิดปกติอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เป็นเพราะผู้อาวุโสหลิวได้เก็บตัวฝึกฝนทักษะวิชาใหม่ เดิมทีท่านต้องการให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ในเมื่อเห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคนกำลังตื่นตกใจ ข้าจึงมีความจำเป็นที่ต้องแจ้งให้ทุกท่านทราบ เพราะไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายจนเรื่องราวมันบานปลายไปมากกว่านี้     ❞ เตงหยวนเลือกที่จะโกหกว่าชายชราแซ่หลิวเป็นคนที่กำลังฝึกวิชาอยู่ที่ชั้นแปด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผู้ที่ฝึกวิชาอยู่บนนั้นคือเซียวชุน เพราะนี่ก็เป็นหนึ่งในคำสั่งที่หลิวเซี๊ยะฟงได้สั่งชายหนุ่มเอาไว้ ก่อนที่จะเก็บตัวบ่มเพาะระดับ มีเพียงหวังเย่าซีเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งที่เตงหยวนพูดออกมานั้นเป็นเพียงเรื่องโกหก 

     หลังจากที่ได้รับฟังคำอธิบายของเตงหยวน ศิษย์จำนวนมากก็รู้สึกคลายกังวลลง บางคนอาจจะยังคงสงสัยอยู่แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใด ก่อนที่เตงหยวนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

     ❝   ต้องขออภัยทุกท่านที่ข้าต้องกล่าวเช่นนี้ ในตอนนี้ความร้อนที่อยู่ภายในหอคัมภีร์คงไม่อาจจางหายไปง่ายๆแน่ ข้าจึงอยากขอให้ทุกท่านกลับไปพักผ่อนกันก่อน มันอาจจะเป็นวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ถึงจะสามารถใช้หอคัมภีร์ได้ตามปกติ ต้องขออภัยทุกท่านอีกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้    ❞ เตงหยวนก้มศีรษะเพื่อขอโทษศิษย์จำนวนมากที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายเท่าที่ควร ศิษย์นับร้อยต้องเดินทางกลับที่พักด้วยความรู้สึกเสียดาย แต่พวกเขาก็เข้าใจเพราะมันคือเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องการให้มันเกิดขึ้น

      หลังจากที่ทุกคนกบับกันหมดแล้ว หวังเย่าซีก็เดินเข้ามาพูดคุยกับชายหนุ่ม ❝    ศิษย์พี่เตงหยวนช่างเฉียบแหลมนัก ที่สามารถคิดวิธีแก้ไขสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ได้   ❞ หวังเย่าซีเอ่ยชื่นชมในการแก้ปัญหาของชายหนุ่ม 

     ❝    ศิษย์น้องกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้มีความสามารถถึงขนาดนั้น ทั้งหมดก็เป็นเพราะผู้อาวุโสหลิวคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว และสั่งให้ข้าทำเช่นนี้หากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติขึ้น จนกลายเป็นเรื่องราว   ❞ เตงหยวนยกมือเกาศีรษะอย่างเขินอาย ตัวมันที่มีพรสวรรค์สีฟ้าอันต่ำต้อย มีหรือที่จะคิดอ่านได้เฉียบแหลมถึงขนาดนี้ หวังเย่าซีพยักหน้าเบาๆ 

     ทั้งสองคนยืนอยู่ที่ด้านนอกมานานกว่า 2ชั่วยามเพราะความร้อนที่อยู่ภายใน ผ่านไปอีกสักพักความร้อนที่อยู่ภายในหอคัมภีร์ก็ค่อยๆจางหายไป ทั้งสองเดินเข้ามาที่ชั้นล่างของหอคัมภีร์ จากความร้อนที่ระอุขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ตอนนีกลับต้องสัมผัสกับความหนาวเย็นที่ซืมซับเข้าไปถึงกระดูก แทบจะไม่สามารถต้านทานได้ ทั้งคู่ยืนกอดอกหนาวสั่นราวกับลูกนกเกิดใหม่ที่ตกลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบ เมื่อเวลาผ่านไปความหนาวเย็นนั้นก็ค่อยๆจางหายไป

     ในขณะเดียวกันห้องพักบนชั้นแปด ตามเนื้อตัวของเซียวชุนได้มีเกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากเกาะอยู่เต็มไปหมด ราวกับถูกแช่เอาไว้ในฤดูหนาว แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็ค่อยๆจางหายไป พร้อมกับที่เซียวชุนได้ลืมตาขึ้นมาเช่นกัน

     ❝    ฟู่ๆๆๆๆๆ ร่างกายของข้าเกือบจะต้องสูญสลายไปเสียแล้ว ช่างโชคดีนักที่ข้าสามารถฝึกทักษะลมปราณเทพมังกรอัคคีได้สำเร็จในขั้นสมบูรณ์แบบได้ทันเวลาพอดี(ระดับว่างเปล่า) ต่อให้พบเจอเทพกระบี่เสียนสือคงในตอนนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ข้าจะต้องเป็นกังวลอีก ข้าสูญเสียโอสถหมื่นสุริยันต์หมุนวนไปกว่า 100เม็ด แต่ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก ทักษะลมปราณระดับบรรพกาลมันช่างแข็งแกร่งจริงๆ   ❞ เซียวชุนมองสำรวจร่างกายของตน ตอนนี้ผิวหนังของเขากลายเป็นสีดำเกือบทั้งตัว ผลมาจากการที่เขาฝืนร่างกายของตัวเองมากเกินไป เซียวชุนนำขวดโอสถลมฟื้นฟูออกมา(ในโอสถมีบัวน้ำแข็งอัคคีผสมอยู่) เขาเทโอสถลงบนพื้นด้วยมือเพียงข้างเดียว ที่ยังสามารถใช้งานได้ในตอนนี้ เขาหยิบโอสถขึ้นมาก่อนจะยัดมันเข้าไปในปาก 4-5เม็ด แล้วเริ่มนั่งสมาธิอีกครั้ง

     # ปรากฏการที่เกิดขึ้นในตอนที่เซียวชุนฝึกทักษะวิชาก็คือ การที่เซียวชุนโคจรลมปราณในร่างกายคอยหล่อเลี้ยงทักษะลมปราณเทพมังกรอัคคีอยู่ตลอด นอกจากนี้เขายังกินโอสถหมื่นสุริยันต์หมุนวนเข้าไปเป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย  และเมื่ออุณภูมิสูงขึ้นมันจะทำให้ช่องว่างของความเข้าใจที่อยู่ในห้วงสมาธิขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นมากแค่ไหน เซียวชุนก็จะยิ่งมีโอกาสฝึกฝนทักษะลมปราณเทพมังกรอัคคีได้สำเร็จถึงระดับว่างเปล่าได้มากขึ้นเท่านั้น 

     และก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนจริงๆ เซียวชุนยังได้วางข่ายอาคม(ค่ายกลชนิดหนึ่ง)เอาไว้รอบๆตัว เพื่อคอยดูดซับความร้อนที่แผ่ออกมา

     ในตอนที่เขาเริ่มฝึก เขาได้กินโอสถหมื่นสุริยันต์หมุนวนเข้าไป จาก 1เม็ด เป็น 2เม็ด เป็น 3เม็ด จนกระทั่งกินเข้าไปถึง 100เม็ด ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาสูงเอามากๆ จนถึงขั้นที่สามารถแผดเผาทุกสิ่งจนกลายเป็นเถ้าถ่านได้เพียงชั่วพริบตา หากไม่มีข่ายอาคมที่เขาวางเอาไว้ก่อนหน้านั้น หอคัมภีร์คงถูกเผาจนมอดไหม้ไปแล้ว 

     เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุดจนมันไม่สามารถที่จะเพิ่มได้สูงกว่านี้แล้ว หากเซียวชุนยังคงฝืนทนต่อไป ร่างกายของเขาอาจจะต้องแตกสลาย แต่เซียวชุนยังไม่ลดความพยายาม เขาฝืนที่จะฝึกมันต่อไป จนร่างกายของเขาเริ่มมีกลิ่นเหม็นไหม้  ในตอนนั้นร่างกายบางส่วนของเซียวชุน ได้ถูกแผดเผาจนกลายเป็นสีดำ และมันก็เริ่มลุกลามไปทั่งร่างอย่างช้าๆ ก่อนที่ร่างกายทั้งหมดของเขาจะถูกแผดเผาจนหมดสิ้นนั้น เซียวชุนก็สามารถเข้าสู่ความว่างเปล่าของทักษะวิชาได้สำเร็จ นับเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของเขาก็ว่าได้

     นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการความเย็นเฉียบพลันขึ้น จากความร้อนที่ระอุจนถึงขีดสุดแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเย็นจับจิต มันแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในทักษะวิชาระดับว่างเปล่า(หรือขั้นสมบูรณ์แบบ)ของทักษะลมปราณเทพมังกรอัคคี #

☆☆☆ .. ปรากฏการที่เกิดจากทักษะของเซียวชุนนั้น ผมเพียงแต่งเติมให้มันดูเท่ดูเรียลเท่านั้นนะครับ อย่าได้นำมันมาเป็นประเด็นถกเถียงให้เกิดดราม่า .. ผมขอชี้แจงเอาไว่ก่อน ขอบคุณครับ ☆☆☆

     เวลาผ่านไปอีกราวๆ 1ชั่วยาม สภาพร่างกายของเซียวชุนในตอนนี้ก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ด้วยประสิทธิผลของบัวน้ำแข็งอัคคีที่อยู่ในโอสถฟื้นฟูระดับหก ทั้งนี้ร่างกายของเขายังดูแข็งแรงบึกบึนขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอยู่พอสมควร

     เซียวชุนเดินลงมาที่ชั้นล่างหลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย ซึ่งตอนนี้หวังเย่าซีกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง นางมองทอดสายตาออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอย

     ❝    นึกไม่ถึงว่า ท่านจะยอมเสียเวลาอันมีค่าของท่านมาเพื่อนั่งรอข้าเช่นนี้   ❞ เซียวชุนเอ่ยทักทายด้วยคำพูดที่แสนจะเย็นชา จนทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ

     ❝    ศะ ศิษย์น้อง เจ้ามาแล้วรึ   ❞  หวังเย่าซีเอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก ตัวนางทั้งรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าคละเคล้ากันไป

     ❝    ไหนท่านเคยรับปากกับข้า ว่าท่านจะไม่มาให้ข้าเห็นหน้าท่านอีก หากพานพบท่านจะต้องเลี่ยงไปให้ไกล   ❞ หวังเย่าซีถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำพูดที่แสนจะโหดร้ายนี้ แต่นั่นก็คือความจริง นางเคยลั่นวาจาเอาไว้เช่นนั้นจริงๆ

     ❝  เรื่องนั้นมัน!!     ❞ นางได้แต่ก้มหน้า เพราะนางไม่อาจหาคำอธิบายใดใดมาแย้งได้ ที่ผ่านมาทั้งหมด นางคือคนผิด หวังเย่าซีเริ่มมีน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย

     ❝   ท่านอย่าได้มายืนร้องไห้บีบน้ำตาต่อหน้าข้า เพราะข้าเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด    ❞ เซียวชุนยังคงสาดความเย็นชาใส่หวังเย่าซีไม่หยุดหย่อน ความเจ็บปวดปะทุขึ้นในใจของนางอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ตัวนางจะถูกขนานนามว่าเป็นนางมารน้อยผู้มีหัวใจเย็นชา แต่นางก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง ที่มีความรู้สึกเหมือนกับสตรีคนอื่นๆ

     ❝  แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร ข้ารู้ว่าทั้งหมดที่ผ่านมา คือตัวข้าที่ทำผิด ข้าก็มาที่นี่เพื่อมาขอโทษเจ้าแล้ว ข้าต้องนั่งรอเจ้าถึง 15วัน แต่เจ้าก็เอาแต่ต่อว่าข้า ด่าทอข้า  ทั้งที่เจ้าก็ไม่ให้โอกาสข้าได้ไถ่โทษเลยด้วยซ้ำ     ❞ หวังเย่าซีระเบิดร้องไห้โฮออกมา นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ตัวนางต้องมาร้องไห้ฟูมฟายอีกครั้ง

     ทั้งความรู้สึกผิด ความหดหู่ใจ ความเหนื่อยล้าที่มันสั่งสมมานาน ความเหงา ความเศร้า มันถาโถมเข้ามาไม่หยุด ยังต้องมาเจอคำด่าทอที่แสนจะเจ็บปวดของเซียวชุนอีก เมื่อมันอัดแน่นจนถึงขีดสุด จนไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้ นางเลยต้องระเบิดมันออกมา 

     ในตอนแรกเซียวชุนก็รู้สึกตื่นตกใจไม่น้อย เพราะเขาไม่คิดว่านางจะอ่อนไหวถึงเพียงนี้เมื่อเทียบกับความเย็นชาที่นางมี ความจริงแล้วตัวเขานั้นค่อนข้างจะพ่ายแพ้ต่อน้ำตาของสตรี อาจจะป็นผลพวงมาจากการที่เขาซึมซับเอาความทรงจำของเทพมังกรเกล็ดขาว(หรือเทพมังกรเกล็ดน้ำแข็ง)เข้ามา จึงทำให้เขาอ่อนไหวต่อน้ำตาของสตรีเช่นกัน แต่เขาก็ต้องอดทนเพราะเขาต้องแน่ใจว่านางสำนึกผิดและต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจริงๆ

     ❝   เพียงท่านยอมคุกเข่าขอโทษข้า .. ท่านสามารถทำได้หรือไม่    ❞ เซียวชุนใช้วิธีสุดท้ายเพื่อยืนยันคำตอบ เพราะเขารู้ว่านางไม่มีวันคุกเข่าเพื่อขอโทษเขาอย่างแน่นอน ด้วยความเย่อหยิ่งและความถือตนของนาง 

     แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เซียวชุนรู้สึกตกใจอีกครั้ง ❝   ข้าขอโทษ !!    ❞ ทันทีที่เซียวชุนพูดจบ หวังเย่าซีไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย นางคุกเข่าขอโทษเขาในทันที ครั้งนี้เซียวชุนเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน เขาเองก็ทำตัวไม่ถูกก่อนจะรีบเข้าไปพยุงตัวนางให้ลุกขึ้น

     ❝   ศิษย์พี่หวัง ท่านรีบลุกขึ้นเถิด    ❞

     ❝   ข้าจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าเจ้าจะอภัยให้ข้า    ❞ หวังเย่าซีเอ่ยทั้งน้ำตา นางฝืนตัวเองไม่ยอมลุกขึ้นถึงแม้เซียวชุนพยายามจะดึงตัวนางก็ตาม

     ❝  ข้าจะไม่ยกโทษให้ท่าน     ❞ เซียวชุนเอ่ยตอบนาง หวังเย่าซีเงยหน้าขึ้นมองราวกับจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เมื่อได้ฟังคำพูดนั้นของเขา

     ❝  ข้าจะไม่ยกโทษให้ท่าน ไม่ใช่เพราะว่าข้าโกรธเคืองท่าน แต่เป็นเพราะข้าไม่เคยมีความคิดที่จะกล่าวโทษท่าน ศิษย์พี่ .. ที่ผ่านมาข้าเพียงอยากให้ท่านลดทิฐิ ลดความเย่อหยิ่งของตัวท่านลง ท่านอย่าลืมว่าท่านยังมีสหายที่ท่านสนิทด้วย ท่านยังมีศิษย์ในสำนักอีกมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือท่านในทุกๆเรื่อง เพียงแค่ท่านร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา  การที่ท่านทำเช่นนั้นไม่มีใครมองว่าท่านอ่อนแอ ไม่มีใครมองว่าท่านพ่ายแพ้ ทุกคนต่างก็อยากพูดคุย อยากเป็นสหายกับท่านทั้งนั้น ขอเพียงแค่ท่านเปิดใจให้กับพวกเขา ท่านก็จะมีมิตรสหายมากมาย การมีมิตรสหายย่อมดีกว่าอยู่คนเดียวลำพัง เพียงแต่ต้องเลือกคบคนที่ท่านคิดว่าสามารถไว้ใจเขาได้ก็พอ    ❞  เซียวชุนนั่งลงพูดคุยกับนางอย่างเปิดใจ ความจริงเขาก็ไม่ได้โกรธเกลียดนางเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาไม่อยากให้นางถือตัวว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจ จนคิดว่าตัวเองอยู่เหนือใครทุกคนบนโลก ทั้งที่ความจริงที่ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่กว่าที่นางคิดนัก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าสำนักจางได้มาขอร้องให้เขาช่วยกำหราบนิสัยของศิษย์รักคนนี้ของนางเช่นกัน


     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 665 ครั้ง

773 ความคิดเห็น

  1. #596 T-e-r-n-G (@068797033) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 17:50
    จริงๆก็ตะหงิดๆมาตั้งหลายตอนแล้วแหละ ตามความเห็นของผมนะ ความสำเร็จของวิชาที่พระเอกฝึกด้านความเข้าใจในวิชาควรเป็นอุปสรรคน้อยที่สุดแล้วนั เพราะนี่เป็นวิชาที่พระเอกบัญญัติขึ้น ผมว่าไรต์ยึดติดกับพวกลำดับขั้นสูงต่ำมากไปรึเปล่า
    #596
    3
    • #596-2 T-e-r-n-G (@068797033) (จากตอนที่ 25)
      3 กรกฎาคม 2562 / 22:16
      คนสร้างเกมเขาสร้างมาเพื่อให้คนอื่นเล่นครับ แต่พระเอกมันสร้างวิชามาใช้เอง จริงๆที่ผมบ่นเรื่องนี้เนี่ยเพราะตอนนี้ที่พระเอกฝึกสำเร็จส่วนนึงคือโชคช่วย(รู้อยู่แล้วว่าความสำเร็จเกือบทั้งหมดมาจากความมุ่งมั่น)​ ถ้าเป็นวิชาที่สืบทอดมาจากคนอื่นผมก็เฉยๆอะครับ แต่นี่สร้างวิชาเองดันมีแบบนี้มันออกแนวๆตกม้าตายหน้าเส้นชัยอะ เพราะถ้ามองกลับกันเกิดดันโชคไม่ช่วยพระเอกดันตายเพราะฝึกวิชาที่ตัวเอกสร้างขึ้นมาล้มเหลว พอเห็นภาพมั้ยครับ
      #596-2
    • #596-3 Butterflyzero (@butterflyzero) (จากตอนที่ 25)
      3 กรกฎาคม 2562 / 23:37
      ขนาดเตียซำฮงที่คิดค้นวิชาไท้เก็กขึ้นมาเอง ก็ยังฝึกฝนไม่สำเร็จในระดับสุดยอดได้ในเวลาอันสั้น ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบไกล.. สุดท้ายก็แล้วแต่จะคิดครับ ขี้เกียจอธิบายให้คนที่โคตรจะมหาเชี่ยวชาญแบบคุณได้เข้าใจ เพราะอธิบายไปก็เสียเวลา.. ไม่ชอบนิยายที่คนอื่นแต่งก็แต่งอ่านเองครับแนะนำ เพราะแต่ละคนมีแนวคิดไม่เหมือนกัน .. แต่งเสร็จมาแจ้งด้วยนะจะไปอ่านดู และอีกอย่างนิยายเรื่องนี้ผมเป็นคนแต่ง แต่งตามความคิดผม จะหาความสมเหตุสมผลแต่งอ่านเองครับ เพราะไม่มีนิยายเรื่องไหนแต่งออกมาได้สมเหตุสมผลหรือสมบูรณ์ 100%หรอก เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน แค่นั้น..จบ ต่อให้แต่งดีแค่ไหนก็จะมีพวกแมลงชอบมาตอมมาคอยสร้างความรำคาญอยู่ตลอด ..น่าเบื่อ
      #596-3