มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 : งานประลองยุทธ์ประจำปี(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 801 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62



     ผู้ชมจำนวนมากต่างตกอยู่ในความเงียบและไม่อยากจะเชื่อ ว่าโจฮั่นจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตอนนี้สภาพของโจฮั่นแทบจะไม่ได้ต่างไปจากซ่งซิงหยวนก่อนหน้านี้เลย 

     พวกเขาแทบจะไม่ทันสังเกตุเห็นด้วยซ้ำ ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นใช้ทักษะวิชาใดในการจัดการกับโจฮั่น

     “   เจ้าเด็กนั่นมันจะต้องตาย ข้าจะต้องไม่ปล่อยให้มันได้มีชีวิตรอดต่อไป   ” ในมุมหนึ่งที่ลานประลอง ซ่งซวนจินกัดฟันแน่นคำรามออกมาอย่างอาฆาต ก่อนหน้านี้มันส่งตัวบุตรชายของมันกลับไปที่ตระกูล ก่อนที่มันจะกลับมาที่ลานประลองอีกครั้งเพื่อสังเกตุการณ์ ยิ่งมันได้มาเห็นความสามารถของเด็กหนุ่ม ยิ่งทำให้มันตัดสินใจได้เด็ดขาด ว่าไม่ควรปล่อยเด็กหนุ่มคนนั้นเอาไว้เพื่อเป็นเสี้ยนหนามในภายภาคหน้า

     “   เห้อออ เห็นทีข้าคงต้องอบรมสั่งสอนเจ้าศิษย์ไร้ความสามารถใหม่เสียแล้ว เพราะความประมาทคู่ต่อสู้จึงทำให้ละเลยถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย   ” ชายชราทอดถอนใจที่ศิษย์ของตน ได้กระทำเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง ในโลกแห่งการฝึกยุทธ์นั้น หากบังเกิดซึ่งความประมาทเลินเล่อ นั่นคือหนทางสู่ความตายและหายนะ ชายชราส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ แต่เจ้าสำนักจางกลับยิ้มอย่างพึงพอใจ

     โจฮั่นนอนหมดสติอยู่ที่ด้านล่างเวที ทำให้เตียวชุนเป็นฝ่ายมีชัยเหนือโจฮั่น โดยที่เขาแทบจะไม่ได้ออกแรงทำอะไร

     เจ้าเมืองเหลียงประกาศจบการประลองในรอบที่สอง และให้ผู้เข้าร่วมได้หยุดพัก ครึ่งชั่วยามเพื่อที่ทุกคนจะได้ฟื้นฟูลมปราณและอาการบาดเจ็บอื่นๆ

     เตียวชุนนั่งหลับตาทำสมาธิโดยไม่ได้สนใจในสายตามากมายที่กำลังจ้องมองมาที่เขา ตอนนี้ฮัวอี้เองก็หายจากอาการบาดเจ็บแล้ว เขาเดินมานั่งลงข้างๆเตียวชุน ก่อนจะนำเนื้อไก่ย่างไฟที่เขาเตรียมมา ออกมานั่งรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ได้สนใจสายตาคนอื่นเช่นกัน

     “  น้องเตียวชุน เจ้าสนใจเนื้อไก่ย่างไฟสูตรพิเศษของข้าไหม    ” ฮัวอี้ยื่นน่องไก่ให้กับเตียวชุน เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมามองไปที่ฮัวอี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้อไก่อย่างเมามัน ไม่รอช้าเตียวชุนเอื้อมมือไปคว้าน่องไก่มารับประทานเช่นกัน เพราะเวลานี้มันก็น่าจะเข้าสู่ยามเว่ยแล้ว(13.00-14.59) อีกอย่างเขาเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้าง

     “  ขอบคุณพี่ฮัว   ” ฮัวอี้พูดไม่ได้เพราะเนื้อไก่ยังเต็มปากอยู่ เขาเพียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เตียวชุนจะเริ่มกัดลงที่น่องไก่บ้าง ท่ามกลางสายตามากมาย รวมไปถึงสายตาที่เย็นชาของหนึ่งในสาวงามของเมืองจิ่งหลิงอย่าง หวังเย่าซี ที่จ้องมองมาที่เตียวชุน แต่ก็ไม่สามารถบ่งบอกได้ ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่

     ครึ่งชั่วยามต่อมา 

     ที่บริเวณหน้าโต๊ะด้านล่างเวทีประลอง “   การประลองในรอบนี้กฏที่ใช้ก็ยังคงเช่นเดิมกับรอบที่แล้ว .. มาเริ่มที่คู่แรกกันเลย   ” เจ้าเมืองเหลียงล้วงมือลงไปในถังไม้หยิบป้ายชื่อขึ้นมาสองอัน เขาก้มอ่านอยู่ชั่วครู่

     “   คู่นี้ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย   ” เจ้าเมืองเหลียงเอ่ยขึ้นมาอย่างสนใจ ผู้ชมและผู้เข้าร่วมประลองต่างก็ลุ้นไปตามๆกันว่าใครจะประลองกับใคร

     “  เหลียงฮุยหยี ประลองกับ ตือลู่ฝาน หากพร้อมแล้วพวกเจ้าก็ขึ้นเวทีประลองได้    ” พอเจ้าเมืองเหลียงพูดจบประโยค ผู้ชมต่างก็ส่งเสียงซุบซิบกันหนาหู เพราะพวกเขาต่างรู้ถึงกิตติศัพท์ความเจ้าเล่ห์ไร้ยางอายของตือลู่ฝาน ฉายาเจ้าหมูเน่าเป็นอย่างดี นอกจากรูปร่างที่ดูอ้วนจนน่าเกลียดของมันแล้วมันยังมีนิสัยเจ้าเล่ห์ไร้ยางอาย เพื่อสนองความต้องการของมันเอง มันจึงไม่เลือกวิธีการใดใด

     เหลียงฮุยหยีมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหมูเน่าลามกไร้ยางอายคนนี้ แต่นางก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในครั้งนี้ได้

     ผิดกับเจ้าหมูเน่าตือลู่ฝาน ตอนนี้มันฉีกยิ้มอย่างน่าเกลียดจนแทบจะถึงใบหูอยู่แล้ว ภายในใจของมันกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ผู้ชมมากมายล้วนไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา แค่มองผ่านๆก็รู้แล้วว่ามันคิดสิ่งใด 

     ในรอบนี้เหลียงฮุยหยีนำกระบี่ออกมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ เพราะถ้าหากนางไม่เอาจริง นางอาจถูกเจ้าหมูเน่าทำให้อับอายได้

     ทันทีที่ตือลู่ฝานขึ้นไปบนเวที เหลียงฮุยหยีก็เปิดฉากพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น ตือลู่ฝานมันก็สามารถหลบหลีกการโจมตีได้ด้วยร่างอวบอ้วนอันน่าเกลียดของมัน 

     เหลียงฮุยหยีคาดไม่ถึงว่าตือลู่ฝานจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่ร่างกายของมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเคลื่อนที่ได้เร็วขนาดนั้น จังหวะเดียวกันกับที่มันหลบการโจมตีของเหลียงฮุยหนี ตือลู่ฝานเอื้อมมืออวบอ้วนของมันเล็งไปที่หน้าอกของนางอย่างจงใจ 

     โชคดีที่เหลียงฮุยหยีตั้งสติได้รวดเร็ว นางยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้ ก่อนจะดีดตัวออกห่างตือลู่ฝานทันที

     ฮิฮิฮิฮิ

     ตือลู่ฝานมันหัวเราะอย่างมีเลศนัย สายตาของมันจ้องมองไปที่เนินอกของเหลียงฮุยหยีอย่างหื่นกระหาย ซึ่งนางเองก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่น่าขยะแขยงนั่น

     เหลียงฮุยหยีพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง ครั้งนี้นางกวัดแกว่งกระบวนท่าทักษะกระบี่อย่างฉับไว ตือลู่ฝานพยายามหลบหลีกอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกคมกระบี่เฉือนตามตัวไปหลายแผล

     “   บัดซบ!! นังบ้านี่ เห็นทีข้าคงต้องสู้แบบจริงๆจังๆซะแล้ว   ” ตือลู่ฝานสบถคำหยาบคายอย่างไม่พอใจที่ถูกเล่นงานจนบาดเจ็บ ตอนนี้สีหน้าของมันดูจริงจังขึ้น

     ครั้งนี้เป็นตือลู่ฝานที่เป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีก่อน ทักษะยุทธ์ที่มันใช้คือกรงเล็บ มันพยายามใช้กรงเล็บจับตัวของเหลียงฮุยหยีเอาไว้ แต่สุดท้ายนางก็สามารถดิ้นหลุดไปได้ จนตอนนี้เสื้อผ้าของนางเริ่มขาดวิ่นไปหลายแห่งแล้ว 

     หากเป็นการต่อสู้แบบปกติที่ไม่ต้องมาหวาดระแวงกับเรื่องน่าอายเช่นนี้ นางคงสามารถเอาชนะมันได้ไม่ยาก แต่ที่นางไม่อาจรับมือได้คือเจ้าหมูเน่ามันจงใจทำให้นางอับอายด้วยการฉีกเสื้อผ้าของนางออก เมื่อเห็นท่าไม่ดี เหลียงฮุยหยีจึงเลือกที่จะหยุดการประลองลง ดีกว่าต้องอับอายต่อหน้าผู้คนเพราะเสื้อผ้าถูกฉีกขาดจนหมด

     “   ข้าขอยอมแพ้   ” เหลียงฮุยหยีตัดสินใจยอมแพ้การประลอง ก่อนที่นางจะหันหลังเพื่อที่จะเดินลงจากเวทีประลอง แต่ดูเหมือนตือลู่ฝานมันจะไม่ยอมให้จบลงเช่นนั้น มันพุ่งเข้าโจมตีนางจากด้านหลังในขณะที่นางกำลังเผลอ 

     “  บังอาจ!!   ” แม้แต่เจ้าเมืองเหลียงเองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงพุ่งเข้าไปช่วยเหลือบุตรสาวของของเขาไม่ทันแน่ เจ้าเมืองเหลียงรีบพุ่งตามหลังตือลู่ฝานไป

     ปังงงงงงงงง

     ในขณะที่เหตุการณ์กำลังชุลมุน จู่ๆร่างของตือลู่ฝานก็ลอยละลิ่วออกจากเวทีประลองไปกระแทกเข้ากับรั้วไม้จนแตกละเอียด คนที่จัดการมันไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเตียวชุนนั่นเอง เขาพุ่งเข้าโจมตีตือลู่ฝานหลังจากที่มันเคลื่อนที่เพียงชั่วลมหายใจ แต่เขากลับถึงตัวมันก่อน ก่อนที่มันจะลอบทำร้ายเหลียงฮุยหยีได้สำเร็จ

     ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดเอาไว้แล้วว่า เจ้าเมืองเหลียงคงไม่อาจช่วยนางเอาไว้ได้ทันในตอนแรกแน่นอน ถึงแม้ระดับของทั้งสองจะห่างกันอยู่หนึ่งระดับ แต่ความเร็วของเจ้าหมูเน่าก็ไม่ใช่ธรรมดา แต่ใครจะคาดคิดว่า คนที่อยู่นอกสายตาก่อนหน้านี้อย่างเตียวชุน จะสามารถเข้าขัดขวางได้ทันท่วงที สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนตกตะลึงไม่น้อย ต้องมีท่าร่างความเร็วสูงส่งแค่ไหน ถึงจะสามารถทำได้เช่นนั้น

     “  ขอบคุณ คุณชายเตียวที่ช่วยเหลือ หากไม่ได้ท่าน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น    ” เหลียงฮุยหยีประสานมือกล่าวขอบคุณเตียวชุนที่เขาช่วยนางเอาไว้

     “  แม่นางเหลียงอย่าได้เกรงใจ ข้าทำไปเพราะสัญชาติญานเท่านั้น เมื่อเห็นถึงสิ่งผิดปกติ    ” เตียวชุนตอบกลับไป

     “  ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องขอบคุณท่านอยู่ดี หากการประลองจบลง ข้าขอเชิญคุณชายไปที่จวนของเจ้าเมืองจะได้หรือไม่   ” เหลียงฮุยหยีเอ่ยปากชวนเพื่อแสดงความขอบคุณ

     “   ขอบคุณแม่นางเหลียงที่เอ่ยชวน ข้าย่อมไปอย่างแน่นอน .. แต่ตอนนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน   ” เตียวชุนประสานมือคารวะ ก่อนจะเดินลงจากเวทีประลองไป เจ้าเมืองเหลียงก่อนหน้านี้ได้หยุดเคลื่อนที่ทันทีที่เห็นว่าตือลู่ฝานถูกจัดการจนกระเด็นตกเวทีประลองไป ตัวเขาเองก็ตกใจไม่น้อยที่เด็กหนุ่มคนนั้นสามารถเข้าถึงตัวตือลูฝานได้ก่อนเขา เจ้าเมืองเหลียงเดินเข้ามาหาบุตรสาวก็เมื่อตอนที่เตียวชุนเดินจากไปแล้ว

     หลังจากที่ถามไถ่อาการของบุตรสาวเสร็จ เจ้าเมืองเหลียงก็ประกาศให้ตือลู่ฝานพ่ายแพ้ ทั้งเขายังต้องถูกไตร่สวนเพื่อเอาผิด ในข้อหาลอบโจมตีผู้เข้าร่วมประลองคนอื่นโดยมีเจตนามุ่งร้าย ทั้งที่อีกฝ่ายกล่าวขอยอมแพ้ไปแล้ว ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ไร้ยางอายทั้งยังเป็นการลบหลู่เวทีประลองศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงเกียรติ ไม่ใช่ลานกว้างทั่วไป หรือตามท้องถนนถึงจะใช้การกระทำที่ต่ำช้าเช่นนี้ได้

     “   เด็กหนุ่มคนนี้มีทักษะยุทธ์ที่แปลกประหลาดและทรงอานุภาพนัก อาจารย์ที่คอยสั่งสอนเขาคงจะเป็นยอดคนอย่างแน่นอน ท่านต้องช่วยข้าหว่านล้อมให้เขาเข้าร่วมสำนักกระเรียนฟ้าให้ได้น่ะ ผู้อาวุโสใหญ่   ” เจ้าสำนักจางหันไปพูดคุยกับชายชราซือถูที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยท่าทางจริงจัง

     “   ถึงแม้ท่านจะไม่พูดออกมา ข้าก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ควรจะดึงเขาเข้าร่วมสำนักกระเรียนฟ้าของเรา ยิ่งตอนนี้สำนักของเราตกต่ำถึงขนาดอยู่อันดับที่ 4 ในทั้งหมด 4สำนักใหญ่ ข้ามีความมั่นใจว่าหากได้เด็กหนุ่มแซ่เตียวคนนั้นมาเข้าร่วม สำนักกระเรียนฟ้าคงสามารถกลับไปยืนบนจุดสูงสุด ดั่งที่เคยเป็นมาในอดีตได้แน่   ” ชายชราลูบเครายาวเบาๆ สายตาจ้องมองไปที่เตียวชุนอย่างพิจารณา เจ้าสำนักจางพยักหน้าเห็นด้วย 

     นี่ก็ผ่านมากว่า 50ปีแล้วตั้งแต่เจ้าสำนักคนก่อนจนถึงรุ่นของนาง เป็นยุคสมัยที่พวกเขาอยู่ในยุคที่สำนักตกต่ำถึงขีดสุด หากในรุ่นของนางยังคงไม่สามารถทำให้สำนักกระเรียนฟ้า กลับไปอยู่บนจุดสูงสุดเช่นเดิมได้ หากตายไปนางคงไม่มีหน้าไปพบกับเหล่าบรรพจารย์ในรุ่นก่อตั้งได้อย่างแน่นอน

     หลังจากจัดการส่งตัวตือลู่ฝานไปขังเอาไว้ในคุกเสร็จเรียบร้อย เจ้าเมืองเหลียงก็สุ่มจับป้ายชื่อเพื่อหาคู่ประลองคู่ต่อไปต่อทันที และเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองจิ่งหลิงอย่างหวังเย่าซี คู่ประลองของนางเป็นชายหนุ่มร่างยักษ์ ท่าทางดุดัน แต่การประลองของทั้งคู่ก็จบลงด้วยเวลาเพียง 2จิบชา(10นาที) ด้วยความพ่ายแพ้ของชายหนุ่มร่างยักษ์คนนั้น

     คู่ต่อมาชายหนุ่มอีกคนก็สามารถเอาชนะคู่ประลองที่เป็นสตรีมาได้เช่นกัน รวมถึงเตียวชุนที่สามารถเอาชนะคู่ประลองด้วยหนึ่งกระบวนท่าอีกครั้ง ตอนนี้การประลองในรอบที่สามก็จบลง และได้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาสี่คนได้แก่ หวังเย่าซี เตียวชุน เหลียงฮุยหยี และตานเฟิง

     “   พวกเจ้าทั้งสี่ล้วนเป็นหนุ่มสาวที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้สมัครเข้าร่วมทั้งหมด การที่พวกเจ้าผ่านมาถึงรอบนี้ได้ คงไม่ได้มาเพราะโชคอย่างเดียวแน่นอน .. เอาละอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะมืดค่ำแล้ว ข้าจะสุ่มจับคู่ประลองคู่แรกทันที   ” เจ้าเมืองเหลียงล้วงลงไปในถังไม้อีกครั้ง เขาหยิบป้ายชื่อขึ้นมาสองอัน

     “   หวังเย่าซี และ ตานเฟิง พวกเจ้าจะได้ประลองเป็นคู่แรก หากพวกเจ้าทั้งสองพร้อมแล้วก็ขึ้นไปบนเวทีประลองได้เลย   ” สิ้นคำของเจ้าเมืองเหลียง หวังเย่าซีค่อยๆเดินขึ้นไปบนเวทีประลองช้าๆ โดยมีตานเฟิงเดินตามหลังไป

     ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์ผู้ประลองทั้งสองอย่างตื่นเต้น เพราะการประลองใกล้จะถึงรอบสุดท้ายแล้ว จะต้องเป็นการประลองที่ดุเดือดอย่างแน่นอน ผู้ชมจำนวนมากต่างคาดหวัง

     “  แม่นางหวังโปรดรับมือ   ” ชายหนุ่มแซ่ตานประสานมือทักทาย ก่อนจะนำดาบเล่มใหญ่ออกมากระชับแน่น ชายหนุ่มพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว 

     เคร้ง ๆ ๆ 

     เสียงดาบและกระบี่กระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสองคนผลัดกันรุกผลัดกันรับ ทักษะดาบของชายหนุ่มแซ่ตานคนนั้นก็ไม่ใช่ธรรมดา เขาสามารถกดดันหวังเย่าซีจนต้องล่าถอยหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งพวกเขาสองคนยังอยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นกลางกันทั้งคู่อีกด้วย การประลองในครั้งนี้จึงเป็นการประลองที่ดุเดือดจริงๆ

     ผู้ชมต่างโห่ร้องอย่างตื่นเต้นและไม่ผิดหวังกับการประลองของทั้งสอง ชายหนุ่มแซ่ตานตวัดดาบฟาดฟันด้วยความเร็ว ปราณดาบพวยพุ่งเข้าใส่หวังเย่าซีอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก่อนที่ปราณดาบจะถึงตัว นางยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้ทัน แต่ก็ไม่อาจต้านแรงกดดันที่มากมายได้

     หวังเย่าซีกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าวจนเกือบตกเวที ที่มุมปากของนางมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย นางกระชับกระบี่ในมือแน่นก่อนจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีบ้าง

     ครั้งนี้ชายหนุ่มแซ่ตานเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเต็มตัว และดูเหมือนกำลังเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ของหวังเย่าซีที่เพิ่มขึ้น มีหลายครั้งที่ชายหนุ่มแซ่ตานไม่สามารถหลบการโจมตีของนางได้เพราะความเร็วที่ด้อยกว่า จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่ง

     ' กระบี่จันทร์ลวงตา '  ครั้งนี้เป็นหวังเย่าซีที่ใช้กระบวนท่าไม้ตายบ้าง ปราณกระบี่นับสิบปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของนางเตรียมพร้อมโจมตี 

     “   ข้าขอยอมแพ้ ..  ” ชายหนุ่มแซ่ตานประสานมือกล่าวยอมแพ้ เขารับรู้ได้ทันทีว่าไม่สามารถรับปราณกระบี่ของนางได้หมดแน่ หากเขายังดื้อดึงต่อไป เขาคงจะบาดเจ็บมากกว่านี้ การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของตานเฟิง มียอดฝีมือหลายคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

     คนที่ชาญฉลาดคือคนที่รู้จักยอมถอยเมื่อรู้ว่าตนเองสู้ไม่ได้ ยอมเสียหน้าเพื่อรักษาชีวิต ดีกว่าดันทุรังแล้วเสียชีวิตโดยไร้ค่า



     



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 801 ครั้ง

773 ความคิดเห็น

  1. #268 biskitezii (@biskitezii) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:19
    ผมพึ่งมาอ่านนะ แต่ติดละอะ

    เป็นกำลังใจให้

    เดี๋ยวนี้นิยายเด็กดีเปิดขายตลอด ทั้งๆที่ควรอ่านฟรี บางเรื่องไม่ทันรู้เรื่อง-เปิดขาย ใครจะซื้อวะ

    ผู้แต่งตอบด้วย
    #268
    0
  2. #232 Fresher Aeolus Zephyrus (@fresherzephyr) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 22:21
    มีพิมพ์ผิดแซ่ตานเป็นเตียว1ที่ครับ
    #232
    1
    • #232-1 Butterflyzero (@butterflyzero) (จากตอนที่ 5)
      8 มิถุนายน 2562 / 23:31
      ขอบคุณครับ แก้ไขแล้ว
      #232-1
  3. #21 Parichat1009 (@Parichat1009) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 17:29
    สนุกดีนะคะ
    #21
    0