มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 57 : บทที่ 57 : เบาะแสดินแดนนิรันดร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 578 ครั้ง
    7 มิ.ย. 62

O_o



ชายชราคนแรกชักสีหน้าไม่พอใจกับคำกล่าวของเด็กหนุ่ม ตัวมันโลดแล่นในยุทธภพมาหลายสิบปี กลับต้องมาโดนรุ่นเยาว์ที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาพูดจาอวดดีใส่เช่นนี้ มันย่อมต้องขุ่นเคืองเป็นธรรมดา

     ❝ ฮึ่มม พูดจาอวดดีนัก  ❞ ชายชราคนเดิมเค่นเสียงไม่พอใจ

     ❝ เพียงเอาชนะเจ้าพวกไม่เอาไหนพวกนี้ได้ เจ้าก็อย่าได้ลำพองใจนักเจ้าเด็กน้อย  ❞ มันแสยะยิ้มออกมาอย่างหน้าเกลียด ท่าทางมีความมั่นใจ

     ❝ ข้าไม่จำเป็นต้องลงมือทำสิ่งใดเลย เพียงข้ายืนอยู่ตรงนี้ พวกท่านก็ไม่สามารถลงมือทำอันตรายต่อข้าได้  ❞ เซียวชุนเอ่ยตอบอย่างท้าทาย จนทำให้ชายชราคนแรกเริ่มที่จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ มันแทบอยากจะลงมือสังหารเด็กหนุ่มคนนี้เสียทันที หากไม่เกรงว่าผู้คนจะเอาไปนินทา มันคงลงมือไปแล้ว 

     ❝ เรื่องนี้มันสามารถที่จะจบลงได้ด้วยดี เหตุใดเจ้าถึงไม่คิดจะทำ  ❞ ชายชราคนที่สองเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบมาพักใหญ่ เซียวชุนลองคิดวิเคราะห์ท่าทางของชายชราคนนี้ คงจะเป็นคนประเภทเจ้าแผนการ คอยควบคุมสถานการณ์ต่างอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ เพราะมันดูค่อนข้างใจเย็นกว่าชายชราคนแรกมาก

     ❝ ฮ่าๆๆๆๆ ท่านอย่าพูดให้ขำไปหน่อยเลยผู้อาวุโส เหตุใดข้าต้องเป็นฝ่ายจบด้วยเล่า ท่านอยากให้ข้าจ่ายเงินให้พวกท่านอย่างนั้นรึ..ไม่มีทาง ข้าไม่เห็นจำเป็นต้องเสียเงินซักเหรียญทองเดียวก็สามารถจบเรื่องนี้ได้  ❞ พูดไปพูดมา พวกมันก็อยากได้เงินจากเขาอยู่ดี แล้วทำไมเขาจะต้องจ่ายเงินให้กับพวกมัน

     ❝  คงต้องทำให้หลาบจำเสียบ้าง ถึงจะหยุดพล่ามอวดดีออกมา ❞ ชายชราคนแรกระเบิดพลังลมปราณระดับจักรพรรดิยุทธ์ของมัน ฝูงชนที่มาเฝ้าดูต่างรู้สึกหวั่นเกรงจากแรงกดดันของชายชรา ก่อนที่มันจะเคลื่อนที่เข้าหาเซียวชุนอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือของมันพุ่งตรงมาที่หน้าอกของเขาในทันที

ปังงงงงงง

ร่างของชายชราถูกส่งกระเด็นกลับมาอย่างรวดเร็ว มันก้าวถอยหลังไปไกลหลายสิบก้าวกว่าจะตั้งหลักได้ ก่อนที่มันจะกระอักเลือดสดๆออกมา ชายชราคนแรกจ้องมองมาที่เซียวชุนอย่างประหลาดใจ เหตุใดถึงเป็นตัวมันที่ต้องเป็นฝ่ายและบาดเจ็บ

โดยที่พวกมันหารู้ว่า เซียวชุนได้สวมชุดเกราะระดับสวรรค์ที่ลงอาคมระดับสูงเอาไว้ถึงสามรูปแบบ แม้แต่ระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นสูงก็ทำอะไรเขาไม่ได้ มีหรือที่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงอย่างมันจะทำได้ ยิ่งอีกฝ่ายโจมตีใส่เขารุนแรงแค่ไหน มันก็จะถูกสะท้อนกลับไปมากขึ้นเท่านั้น

     ❝ บัดซบ!! นี่แกฝึกวิชามารอันใดกัน  ❞ ชายชราคนแรกเค่นเสียงคำรามด้วยความไม่พอใจที่มันได้พ่ายแพ้ 

     ❝ เหตุใดข้าจะต้องตอบ อย่างที่ข้าเคยพูดออกไปก่อนหน้านี้ ว่าข้าเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ พวกท่านก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อข้าได้  ❞ 

     ❝ ข้าว่าพวกท่านรีบพาคนของท่านกลับไปรักษาตัวจะไม่ดีกว่าหรือ ไม่เช่นนั้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อจากนี้อวัยวะภายในของพวกมันได้ถูกทำลายแน่  ❞ เซียวชุนมองไปยังชายฉกรรย์ทั้งสี่ที่ตอนนี้หน้าตาซีดเซียวร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

ชายชราทั้งสองหันมามองหน้ากันชั่วครู่ เพื่อจะตัดสินใจบางอย่าง 

     ❝ ครั้งนี้ถือว่าเจ้าโชคดีเจ้าเด็กน้อย ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หากพบกันครั้งหน้าอย่าได้หวังที่จะมีชีวิตรอด  ❞ ชายชราคนแรกข่มขู่อย่างอาฆาตแค้น

     ❝ ข้าจะรอ โปรดรีบๆมาพบข้าโดยเร็วด้วย  ❞ เซียวชุนกล่าวล้อเลียนอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนที่เขาจะเดินเที่ยวตลาดต่อ

ส่วนชายชราทั้งสองก็ให้คนของมันอีกกลุ่มมาแบกร่างของสมุนทั้งห้าคนกลับที่พักของพวกมัน ท่ามกลางความสะใจลึกๆของฝูงชน ที่ชายชราทั้งสองได้รับความอับอายจากแผนการในครั้งนี้

หลังจากเดินเที่ยวตลาดและซื้อของกลับมามากมายอยู่หลายชั่วโมง เซียวชุนก็เดินกลับไปที่โรงเตี๊ยมเช่นกัน พอมาถึงเขาก็เข้าสู่ห้วงสมาธิทันที



ในรุ่งเช้าของวันใหม่ ผู้อาวุโสซือถูพาศิษย์จำนวนหนึ่ง ไปเดินซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น และซื้อพวกอาหารสด อาหารแห้งมาเก็บเอาไว้มากมาย พอจับจ่ายซื้อของเสร็จ พวกเขาก็กลับมาที่โรงเตี๊ยมซือหยา ที่ตอนนี้รถม้าทั้งหกคันกำลังรอพวกเขาอยู่ เมื่อผู้อาวุโสซือถูมาถึง เจ้าสำนักจางก็สั่งให้ออกเดินทางทันที

รถม้าคันหรูทั้งหกคันแล่นไปตามถนน จนกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่น้อย ใช้เวลาไม่นานรถม้าทั้งหกคันก็แล่นออกจากเมืองถงหลง มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่จะไปอาณาจักรเมฆขาว พอไม่มีกลุ่มคนเดินตามสารถีจึงสามารถบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้นได้

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มีทั้งภูเขาสูงชันเสียดฟ้า พานพบอสูรระดับสูงที่เป็นคู่มือให้กับเหล่าศิษย์ตัวแทนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงพบเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดอีกมายมาย ตอนนี้เวลาก็ผ่านมากว่า 15วันแล้ว รถม้าทั้งหกคันของพวกเขา อยู่ในพื้นที่อาณาจักรเมฆขาวแล้วเช่นกัน

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เข้าสู่ช่วงเวลาค่ำคืน เจ้าสำนักจางเลยสั่งให้สารถีหาที่จอดรถม้าเพื่อหยุดพักค้างแรม เดินทางมาอีกสักพักก็เจอกับบึงน้ำขนาดใหญ่ พวกเขาเลยเลือกที่จะพักค้างแรมกันยังพื้นที่ตรงนี้

     ❝ สหายน้อย เจ้าตื่นจากสมาธิแล้วอย่างนั้นรึ  ❞ อำมาตย์จวนเอ่ยทักทายขึ้น เมื่อเห็นเซียวชุนเดินเข้ามาใกล้

     ❝ เซียวชุนคารวะใต้เท้าจวน  ❞ เขาประสานมือขึ้นกล่าวคารวะชายชรา 

     ❝ อย่าได้เกรงใจ ..  ❞ ชายชรายกมือขึ้นตอบ ❝ ตั้งแต่ที่ออกเดินทาง เห็นเจ้านั่งสมาธิอยู่ตลอด ข้าเลยไม่ได้เข้าไปทักทายเจ้า เกรงว่าจะเป็นการรบกวน  ❞ ชายชราเอ่ยยิ้มๆ

     ❝ ใต้เท้าเกรงใจไปแล้วขอรับ ผู้เยาว์ถึงแม้จะอยู่ในสมาธิ แต่ก็แบ่งจิตรับรู้เอาไว้เช่นกัน หากมีเรื่องใดสำคัญ ท่านก็สามารถเรียกผู้เยาว์ได้ทุกเมื่อ  ❞ เซียวชุนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ถึงแม้เขาจะเข้าสู่ห้วงสมาธิ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะแบ่งจิตรับรู้เพื่อคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบๆตัวของเขาเหมือนกัน

     ❝ เย่าซีคารวะใต้เท้าจวน  ❞ หวังเย่าซีประสานมือขึ้นทักทาย

     ❝ อย่าได้มากพิธี  ❞ ชายชราโบกมือไปมา

     ❝ ผู้เยาว์ขอยืมตัวเซียวชุนสักครู่นะเจ้าคะ  ❞ หวังเย่าซีเอ่ยปาก เมื่อเห็นว่าเซียวชุนว่างเว้นจากการนั่งสมาธิหรือตื่นนอนแล้ว นางก็รีบมาพบเขาโดยทันที

     ❝ เชิญตามสบาย  ❞ เมื่อชายชราอนุญาตแล้วหวังเย่าซีก็ลากเซียวชุนออกมา ก่อนหน้านี้นางได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาใหม่สองวิชาเลยต้องการให้เซียวชุนช่วยชี้แนะ ว่ามีสิ่งใดที่นางควรแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนหรือไม่ 

ทางด้านเจ้าสำนักจางก็วุ่นอยู่กับการทำอาหารหลากหลายอย่างเพียงลำพัง เพราะศิษย์ตัวแทนหลายคนต่างก็ไปรุมล้อมเซียวชุนเพื่อให้เขาช่วยชี้แนะทักษะวิชาให้

ผู้อาวุโสซือถูและรองเจ้าสำนักหลิวก็ช่วยกันเดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณรอบๆหลังจากที่ตั้งกระโจมที่พักเสร็จ ทั้งสองเดินสำรวจไปตามเส้นทางต่างๆรวมไปถึงริมบึงน้ำขนาดใหญ่ด้วย ก่อนจะพบกับวัตถุแปลกประหลาดชิ้นหนึ่งเข้า มันเป็นศิลาหินขนาดหนึ่งเมตร มีอักษรบางอย่างถูกสลักเอาไว้บนนั้น แต่ทั้งสองไม่สามารถอ่านอักษรเหล่านั้นได้ พวกเขาจึงได้เดินทางกลับมาที่ค่ายพักแรมเพื่อที่จะลองสอบถามเซียวชุนดู บางทีเขาอาจจะรู้จักภาษาดังกล่าว

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เจ้าสำนักจางก็ทำอาหารจนเสร็จ ก่อนจะเรียกทุกคนมาทานอาหารค่ำร่วมกัน  ฝีมือการทำอาหารของเจ้าสำนักจางพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งก่อนหน้านี้นางยังได้รับสูตรการทำผงปรุงรสที่ทำขึ้นจากสมุนไพรมาจากเซียวชุน ยิ่งทำให้อาหารที่นางทำนั้นอร่อยกว่าอาหารตามโรงเตี๊ยมชื่อดังเสียอีก

เมื่อทุกคนทานอาหารจนอิ่มหนำแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันไปนั่งพักผ่อน ส่วนผู้อาวุโสซือถูและรองเจ้าสำนักหลิวก็พาเซียวชุนมาดูศิลาประหลาดที่พวกเขาได้พบเจอก่อนหน้านี้

     ❝ เจ้าพอจะรู้อะไรบ้างหรือไม่  ❞ รองเจ้าสำนักหลิวเอ่ยถามขึ้น

     ❝ ตัวอักษรที่ถูกสลักอยู่บนศิลาก้อนนี้เป็นอักษรเก่าแก่ ตอนนี้ศิษย์ยังไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด ขอเวลาให้ศิษย์ได้ลองศึกษาดูสักครู่คงจะพอเข้าใจได้  ❞

     ❝ ตกลง เช่นนั้นพวกข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว  ❞ กล่าวจบทั้งสองคนก็เดินจากไป ปล่อยให้เซียวชุนนั่งศึกษาอักษรบนศิลาเพียงลำพัง

อักษรที่ถูกสลักบนศิลานั้นเป็นอักษรบรรพกาลที่เคยใช้ตั้งแต่เมื่อหนึ่งล้านปีก่อน เซียวชุนเคยร่ำเรียนอักษรบรรพกาลมาจากอาจารย์ของเขาเทพมังกรเกล็ดน้ำแข็ง และศึกษาเพิ่มเติมจากความทรงจำที่ได้รับมา แน่นอนว่าเขาสามารถอ่านอักษรเหล่านี้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ความลับเกี่ยวกับอักษรโบราณพวกนี้ เลยต้องพูดโกหกออกไป

เนื้อข้อความที่ถูกสลักเอาไว้คือ

     " หนึ่งบุรุษถือกำเนิด เก่งกล้าไร้เทียมทาน

 

       ทะยานสู่ความยิ่งใหญ่ ก่อนออกเดินทางสู่เบื้องล่าง

       เพื่อศึกษาวิชาความรู้ มุ่งสู่เส้นทางแห่งธรรม

       รักษาผู้คนเป็นกิจวัตร ก่อนหวนคืนสู่เบื้องบน

       ......เข่อซีจวนหยวน "

     ❝ เข่อซีจวนหยวนรึ ? บางทีท่านผู้ยิ่งใหญ่เข่อซีอาจจะเป็นผู้คิดค้นวิชาแพทย์บรรพกาลขึ้นมา อีกทั้งท่านยังเคยเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ เช่นนั้นอาจจะมีศิลาก้อนอื่นๆอยู่อีก ถ้าหากข้าได้อ่านศิลาเหล่านั้นจนครบ ข้าอาจจะมีหนทางที่จะไปยังดินแดนอันเป็นนิรันดร์ ❞ เซียวชุนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เพราะนี่คือเบาะแสสำคัญที่เขาได้รับมา มันแสดงให้เห็นว่าเขามีโอกาสมากขึ้น หากเขาสามารถค้นพบศิลาที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่เข่อซีทำขึ้น

พอเข้าใจเนื้อความทั้งหมดแล้ว เซียวชุนก็นำศิลาก้อนนั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในแหวนมิติทันที จากนั้นเขาก็เดินกลับไปที่ค่ายพัก เพราะท้องฟ้าเริ่มที่จะมืดลงแล้ว เมื่อมาถึงก็เห็นผู้อาวุโสซือถูและรองเจ้าสำนักหลิวกำลังนั่งรออยู่

     ❝ เจ้าเข้าใจในความหมายของอักษรเหล่านั้นหรือไม่  ❞ ผู้อาวุโสซือถูเอ่ยถามอย่างสนใจ เพราะอักษรที่แปลกประหลาดเหล่านั้น มันไม่เคยเห็นมาก่อน ย่อมอยากรู้เป็นธรรมดาว่าเนื้อความที่เขียนเอาไว้บนศิลาคืออะไร 

     ❝ เรื่องนี้พวกท่านช่วยเก็บเอาไว้เป็นความลับได้หรือไม่  ❞ เซียวชุนทำทีท่ามองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบกระซาบเบาๆ ทั้งสองต่างก็พยักหน้าตอบกลับมา

     ❝ มันคืออักษรอาคมผนึกอสูร  ❞ เซียวชุนแต่งเรื่องให้ดูน่าสนใจ ทั้งสองต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างประหลาดใจ

     ❝ อาคมผนึกอสูรอย่างนั้นรึ เจ้าช่วยอธิบายเพิ่มเติมที ❞ รองเจ้าสำนักหลิวรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

     ❝ ในเนื้อความบางส่วนบ่งบอกถึง ว่าในครั้งอดีตที่ผ่านมาคงซักราวๆ หนึ่งแสนปีก่อน ได้มีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทำการผนึกอสูรที่แข็งแกร่งเอาไว้ในบึงน้ำแห่งนั้น อสูรตนนั้นมีความแข็งแกร่งในระดับเทพอสูร(เทียบเท่าเทพยุทธ์) เพื่อขจัดภัยร้ายที่จะเกิดขึ้นท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้สละชีพตัวเองเพื่อผนึกอสูรตนนั้นเอาไว้ ❞ เซียวชุนแต่งเรื่องราวได้อย่างแนบเนียน จนทั้งสองคนต่างตื่นตะลึงเมื่อได้รับฟัง

     " เซียวชุนต้องขออภัยพวกท่านทั้งสองที่ต้องเล่าเรื่องราวอันเป็นเท็จให้พวกท่านได้ฟัง เพราะตอนนี้เซียวชุนยังไม่อาจบอกเล่าความจริงให้กับพวกท่านได้ " เซียวชุนพึมพำในใจ เพราะไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจที่จะโกหก แต่เพราะตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น ความลับเกี่ยวกับดินแดนนิรันดร์จะต้องไม่มีใครล่วงรู้ จนกว่าเขาจะจัดการปัญหาที่ค้างคาให้ได้เสียก่อน

     ❝ แล้วเช่นนี้ มันจะไม่เป็นอันตรายอย่างนั้นรึ หากมีใครไปปลดผนึกอสูรตนนั้นเข้า  ❞ ซือถูหนานจิ้งมีท่าทางกังวลไม่น้อย เพราะถ้าอสูรระดับเทพอสูรหลุดออกมาได้ ทั่วทั้งทวีปคงได้เกิดความวุ่นวายเป็นแน่

     ❝ นั่นสิ หากอสูรระดับนั้นหลุดรอดออกมาละก็ ทวีปภูผาสวรรค์คงได้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่แน่  ❞ หลิวเซี๊ยะฟงเองก็มีความกังวลใจไม่น้อย

     ❝ พวกท่านอย่าได้เป็นกังวลไป ศิษย์ได้นำศิลาก้อนนั้นกลับมาด้วยแล้ว ทั้งยังทำการปิดผนึกซ้อนทับลงไป ไม่มีทางที่อสูรตนนั้นจะออกมาได้ภายใน 10,000ปีต่อจากนี้แน่ขอรับ หากตอนนั้นพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ อสูรระดับเทพอสูรตนนั้นก็ไม่สามารถสู้รบกับพวกท่านได้แล้ว  ❞ เซียวชุนขจัดความกังวลที่มีในใจของทั้งสอง ตอนนี้พวกเขาดูคลายกังวลลง พูดคุยกันต่อไปอีกไม่นาน ทั้งสามก็แยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน 
ส่วนเซียวชุนก็ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดที่พักของแพทย์เทวะเกี๊ยะหลานกับคนอื่นๆ

~ จุดที่พักของเกี๊ยะหลาน

     ❝ เซียวชุน เจ้ามีสิ่งใดสำคัญอย่างนั้นรึ ถึงได้มาพบพวกเราในยามวิกาลเช่นนี้  ❞ เกี๊ยะหลานเอ่ยทักทายเมื่อเห็นเซียวชุนเดินออกมาจากมุมมืด เขาส่ายหน้าไปมา

     ❝ ข้าไม่ได้มีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับพวกท่านหรอก พวกท่านอย่าได้ใสใจเลย  ❞ จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังกลุ่มของมนุษย์อสูร เกี๊ยะหลานและตงฟางเอ้อหลางมองตามไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     ❝ พวกเขาเป็นเช่นไรบ้าง  ❞ เซียวชุนเอ่ยถามไต้เสี่ยในรูปลักษณ์ของลูกเสือที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

     ❝ ดีขึ้นเล็กน้อย คงต้องใช้เวลาอีกซักระยะพวกเขาถึงจะสามารถพูดคุยแบบมนุษย์ได้ ..ว่าแต่ เจ้ามีเรื่องอันใดหรือไม่ เจ้าคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อไต่ถามถึงพวกเขาอย่างเดียวหรอกจริงไหม  ❞ ไต้เสี่ยกล่าวตอบพร้อมกับเอ่ยถามกลับไป มันย่อมรู้ดีกว่าใครว่าเซียวชุนเป็นคนเช่นไร

     / ตอนนี้ลูกรู้เบาะแสส่วนหนึ่งเกี่ยวกับดินแดนนิรันดร์แล้ว / เซียวชุนพูดคุยกับไต้เสี่ยในภาษาของอสูร

     / นี่เจ้าพูดจริงอย่างนั้นรึ / ไต้เสี่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อย 

     / มันเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้นท่านพ่อ พวกเรายังคงต้องตามหาอีกหลายส่วน / เซียวชุนกล่าวอย่างจริงจัง เขาไม่สนใจว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใด แต่ก่อนจะสิ้นลมหายใจเขาจะต้องเข้าไปยืนเหยียบบนดินแดนนิรันดร์ให้ได้

     / ถึงจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเราได้รู้ว่า พวกเรายังมีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จ / ไต้เสี่ยไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจที่ได้รับข้อมูลเบาะแสอันน้อยนิด มันกลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ นี่เท่ากับว่ามันและลูกชายเข้าใกล้ดินแดนนิรันดร์ไปก้าวหนึ่งแล้ว

หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันต่อในเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่เซียวชุนจะขอตัวกลับไปที่ค่ายพักแรมของตน


##  ง่วงนอนอีกแล้วววววครับท่านนน ##
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 578 ครั้ง

772 ความคิดเห็น

  1. #218 198851988 (@198851988) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 16:06
    ชอบๆๆๆๆๆมาก
    #218
    0
  2. #217 AumStranger (@AumStranger) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 12:55
    กรอกกาแฟไรท์
    #217
    0
  3. #216 SkaDaChanPheng (@SkaDaChanPheng) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 12:13
    ค้างครับ
    #216
    0
  4. #215 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 11:35
    ขอบคุณครับ
    #215
    0