มหายุทธ์เทพราชันย์

ตอนที่ 60 : บทที่ 60 : ข่าวตระกูลฉิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,257
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 523 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62

O_o 

     ❝ ขอบคุณคุณชายน้อยที่ไว้ไมตรี ไม่รบกวนพวกท่านแล้ว  ❞ เหล่ยคุนประสานมือกล่าว ก่อนจะหันไปสั่งให้ศิษย์คนที่เหลือช่วยกันแบกร่างของชายหนุ่มชุดแดงและชายชรากลับสำนัก

     ❝ พวกท่านจะเดินเที่ยวต่อหรือจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมเลย  ❞ เซียวชุนเอ่ยถามหลังจากที่พวกตัวปัญหาได้จากไปแล้ว

     ❝  พวกเราก็พึ่งจะเดินออกมาเที่ยวเล่นได้ไม่นาน แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน ในเมื่อปัญหาถูกจัดการเรียบร้อยแล้วก็คงต้องเดินเที่ยวชมเมืองต่อ ❞ หวังเย่าซีเป็นคนเอ่ยตอบกลับมา แต่ตอนนี้สายตาคนอื่นๆต่างจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของเซียวชุน โดยเฉพาะสาวงามดุจนางสวรรค์ที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ถึงจะมีผ้าคลุมหน้าปกปิด แต่ก็มิอาจบดบังความงามของนางได้

     ❝ แล้วเจ้าละ จะเดินทางไปด้วยกันหรือเปล่า  ❞ เหลียงฮุยหยีเอ่ยถามขึ้น

     ❝ ก็ได้นะ ไม่มีปัญหา  ❞ เดิมทีเขาเองก็คิดจะเดินหาซื้อของด้วยเช่นกัน

จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ออกเดินเที่ยวชมตลาด ที่ริมฝั่งสองถนนมีร้านค้าตั้งอยู่มากมาย พวกสาวๆก็แวะชมแผงร้านค้าที่วางขายเครื่องประดับหลากหลายชนิด รวมไปถึงเครื่องประทินโฉมสีต่างๆ พวกนางต่างมีท่าทางตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสิ่งของเหล่านั้น เว้นแต่เกี๊ยะหลานที่นางไม่ได้มีความสนใจในสิ่งของเหล่านั้นเลย

ส่วนเซียวชุนก็แวะชมร้านขายสมุนไพรของชาวบ้านที่นำมาวางขายอยู่หลายเจ้า เขารับซื้อสมุนไพรเหล่านั้นทั้งหมด มีบางชนิดที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้แต่ก็รับซื้อมา เพราะอยากจะช่วยเหลือชาวบ้านพวกนั้น

พอเดินเที่ยวชมเมืองจนเบื่อแล้ว กลุ่มศิษย์ตัวแทนก็เดินทางกลับโรงเตี๊ยม ส่วนเซียวชุนก็แวะสืบข่าวต่างๆจากโรงเตี๊ยมขนาดเล็กที่อยู่ตามตรอกซอกซอย เพราะตามโรงเตี๊ยมเล็กๆมักจะเป็นแหล่งข่าวชั้นดีเลยทีเดียว

     ❝ พวกเจ้าได้เคยยินข่าวนี้มาบ้างหรือยัง  ❞ ชายหนุ่มสวมชุดขาวเดินมานั่งลงที่โต๊ะกับกลุ่มชายฉกรรย์สี่คนที่กำลังนั่งดื่มเหล้ากันอยู่

     ❝ เจ้าได้ข่าวอะไรมาอย่างนั้นหรือ  ❞ ชายฉกรรย์คนแรกเอ่ยถามอย่างสนใจ

     ❝ ก็ข่าวที่สำนักเมฆาทะยานนะสิ เมื่อเร็วๆนี้ข้าได้ยินข่าวนี้มาจากญาติของข้าที่เดินทางทาจากเมืองหลวง พวกเขาบอกว่าศิษย์เอกของผู้อาวุโสคุมกฏ สามารถเลื่อนระดับสู่จักรพรรดิยุทธ์ได้ด้วยวัยเพียง 18ปีเท่านั้น รู้สึกนางจะชื่อฉินเหยาถิง นี่แหละ  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ตัวมันได้รับรู้มา

     ❝ นี่เจ้าหมายถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลฉินอย่างนั้นใช่ไหม  ❞ ชายฉกรรย์คนแรกเอ่ยถามขึ้นอย่างตื่นเต้น เดิมทีข่าวที่ตระกูลฉินมียอดอัจฉริยะอยู่คนหนึ่งนั่นก็เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว 

     ❝ ใช่แล้ว..เป็นนาง   ❞ ชายหนุ่มชุดขาวพยักหน้าตอบ

     ❝  เมื่อราวๆสองเดือนก่อน ข้าเองก็ได้ยินมาว่าตระกูลฉินกำลังจะเกี่ยวดองกับตระกูลลั่ว จะใช่คุณหนูใหญ่ฉินรึเปล่า ❞ ชายฉกรรย์คนที่สองเอ่ยขึ้น ข่าวคราวเรื่องการเกี่ยวดองของสองตระกูลมีมาสักพักแล้ว แต่ก็ไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าคุณหนูลำดับที่เท่าไหร่จะเป็นคนที่ต้องออกเรือนก่อน

     ❝ อืม เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่กล้าที่จะยืนยัน แต่ก็มีโอกาศสูงที่จะเป็นคุณหนูใหญ่ฉิน เพราะคุณหนูรองพึ่งจะอายุได้ 13ปี ส่วนคุณหนูสามก็พึ่งจะ 10ขวบเท่านั้น  ❞ ชายฉกรรย์คนที่สามกล่าวในสิ่งที่มันรู้ ตอนนี้เซียวชุนกำลังนั่งดื่มชาและฟังบทสนทนาของพวกมันอยู่

     ❝ ข้าขอตัวซักครู่  ❞ เซียวชุนเอ่ยกับผู้ติดตามทั้งสอง ส่วนไต้เสี่ยกำลังนอนหนุ่นตักของเกี๊ยะหลานอยู่ นางวางมือลูบขนของเสือตัวน้อยอย่างแผ่วเบา

     ❝ พี่ชาย ข้าขอนั่งพูดคุยกับพวกท่านได้หรือเปล่า  ❞ เซียวชุนเอ่ยทักทายกลุ่มชายฉกรรย์ ในมือทั้งสองข้างของเขาถือไหเหล้าชั้นยอดที่ซื้อมาจากตลาด กลุ่มชายฉกรรย์ตาลุกวาวเมื่อพวกมันมองเห็นไหเหล้าที่อยู่ในมือของเซียวชุน พวกมันเคยอยากจะลิ้มลองซักครั้งแต่ก็สู้ราคาไม่ไหว เพราะสุราชั้นยอดนั้นมีราคาแพงเกินไป

     ❝  นะ น้องชายเชิญนั่งๆ ❞ ชายหนุ่มชุดขาวรีบลุกขึ้นเชื้อเชิญอย่างรวดเร็ว มีหรือที่มันจะกล้าปฏิเสธ โอกาสที่มันจะได้ลิ้มลองสุราชั้นยอดทั้งสองไห มาอยู่ตรงหน้าพวกมันแล้ว

     ❝ เมื่อสักครู่ข้าได้ยินพวกพี่ชายพูดคุยถึงแม่นางคนหนึ่ง นางเป็นใครอย่างนั้นหรือ  ❞ เซียวชุยเอ่ยถามขึ้น เขาอยากจะรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายเพื่อประเมินสถานการณ์

     ❝ น้องชาย เจ้าไม่ใช่คนของอาณาจักรเมฆขาวอย่างนั้นรึ  ❞ ชายฉกรรย์คนที่สองเอ่ยถาม เพราะถ้าเป็นคนของอาณาจักรเมฆขาวทุกคนจะต้องรู้จักตระกูลฉินอย่างแน่นอน

     ❝ ตอบพี่ชาย ข้ากับผู้ติดตามเดินทางมาจากอาณาจักรสายลมเพื่อมาเจรจาการค้าแทนบิดาของข้า ตอนที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ บังเอิญได้ยินพวกท่านพูดคุยถึงหญิงสาวคนหนึ่ง ตัวข้าที่เป็นชายหนุ่มก็ย่อมสนใจเป็นธรรมดา  ❞ เซียวชุนแต่งเรื่องโกหกได้อย่างแนบเนียน

     ❝ อ้อ เป็นเช่นนี้เอง  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวพยักหน้าเข้าใจ คนอื่นๆก็เช่นกัน พวกเขาจ้องมองไปยังโต๊ะที่เกี๊ยะหลานและตงฟางเอ้อหลางนั่งอยู่ ชายทั้งห้าคนตื่นตะลึงในความงามของผู้หญิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะชั่วครู่ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอียงตัวกระซิบที่ข้างหูของเซียวชุน

     ❝ น้องชาย ภรรยาของเจ้าออกจะงดงามราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์เช่นนั้น เจ้ายังคิดจะหาภรรยาเพิ่มอีกอย่างนั้นหรือ  ❞ คำกล่าวของชายหนุ่มคนนี้ เกี๊ยะหลานสามารถได้ยินอย่างชัดเจน เพราะนางก็เงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่ตลอด นางก้มหน้าด้วยความเอียงอาย

     ❝ นี่ยายแก่ เซียวชุนยังเด็กนัก เจ้าอย่าได้คิดเพ้อเจ้อเชียว  ❞ ตงฟางเอ้อหลางกล่าวขัดขึ้น เมื่อเห็นท่าทางของนางที่กำลังเคอะเขิน

     ❝ เงียบไปเลยเจ้านะ ข้าจะรู้สึกเขินอายบ้างไม่ได้รึยังไง  ❞ เกี๊ยะหลานถลึงตาใส่ตงฟางเอ้อหลางที่มาขัดจังหวะของนาง


     ❝ ผู้ชายอย่างเราๆมีเพียงหนึ่งมันจะไปพออะไร พวกท่านว่าถูกต้องหรือไม่  ❞ เซียวชุนสวมบทบาทหนุ่มเจ้าสำราญ เพื่อที่จะได้ล้วงข้อมูลมาจากพวกเขา

     ❝ ฮ่าๆๆๆๆ ถูกต้องอย่างที่สุดเจ้าน้องชาย เจ้านี่มันช่างถูกใจข้านัก  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวโอบไหล่เซียวชุนแน่นอย่างพึงพอใจ ก่อนที่พวกมันจะกระดกเหล้าเข้าปาก

     ❝ อ๊าาาาา รสชาติเยี่ยม  ❞ ชายฉกรรย์คนที่สี่เอ่ยปากชื่นชมหลังจากที่มันได้ดื่มสุราชั้นยอดเข้าไป วันนี้ช่างเป็นลาภปากของมันจริงๆ

จากนั้นชายฉกรรย์ทั้งห้าคนก็กระดกเหล้าเข้าปากอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหล้าไหแรกหมดลง ตอนนี้พวกมันทั้งห้าคนเริ่มมีอาการมึนเมาขึ้นมาเล็กน้อย

     ❝ เรื่องที่เจ้าอยากรู้ เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะเล่าให้เจ้าฟัง(เสียงอ้อแอ้เล็กน้อย)  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

     ❝ ในอาณาจักรเมฆขาวนั้น มีมหาอำนาจอยู่สามขั้วที่ไม่สามารถแตะต้องได้ หนึ่งคือราชวงศ์โจ สองตระกูลฉิน และสามตระกูลลั่ว โดยเฉพาะตระกูลฉิน ที่มียอดฝีมือระดับบรรพชนยุทธ์ถึงสามคน ทั้งบรรพบุรุษของตระกูลยังเคยสร้างคุณงามความดีเอาไว้ตั้งแต่ครั้งในอดีต แม้กระทั่งเหล่าราชวงศ์ยังเกรงใจ  ❞ ชายหนุ่มหยุดเล่าชั่วครู่ แล้วกระดกเหล้าเข้าปากอีกครั้ง ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่อไป

     ❝ จะเรียกได้ว่า ตระกูลฉินนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเมฆขาวก็ไม่ผิด นอกจากจะมียอดฝีมือระดับบรรพชนยุทธ์แล้ว ตระกูลฉินยังมีรุ่นเยาว์ที่เป็นยอดอัจฉริยะอย่าง ฉินเหยาถิง นางเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์สีทองที่หายาก จนทำให้นางกลายเป็นบุคคลสำคัญของอาณาจักร และเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวลือว่าตระกูลลั่วต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลฉิน ถึงแม้ข้าจะไม่แน่ใจว่าจะเป็นคุณหนูตระกูลฉินคนใด แต่รับรองได้ว่าต้องเป็นคุณหนูใหญ่ฉินเหยาถิงอย่างแน่นอน  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวหยุดเล่าอีกครั้ง ก่อนจะรินเหล้าลงใส่จอกแล้วกระดกเข้าปากของมัน

     ❝ และเมื่อไม่กี่วันก่อนข้าก็ได้รู้ข่าวนี้มาจากญาติของข้าที่เดินทางมาจากเมืองหลวง ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลฉิน สามารถทะลวงสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้ด้วยวัยเพียง 18ปีเท่านั้น นอกจากนี้เห็นว่าเจ้าสำนักเมฆาทะยานกำลังประกาศหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่นางอีกด้วย  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวฟุบหลับไป เหลือเพียงชายฉกรรย์สองคนที่ยังตื่นอยู่

     ❝  แล้วสำนักเมฆาทะยานเกี่ยวข้องอะไรกับนางอย่างนั้นหรือ ❞ เซียวชุนเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มชุดขาวและชายฉกรรย์อีกสองคนหลับไปแล้ว ส่วนอีกสองคนก็ใกล้แล้วเหมือนกัน เกรงว่าต่อจากนี้อาจจะพูดคุยกันไม่รู้เรื่องอีก

     ❝  สำนักเมฆาทะยายคือสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรเมฆขาว ส่วนเจ้าสำนักเมฆาทะยานก็คือตาของคุณหนูใหญ่ฉินเหยาถิง ❞ ชายฉกรรย์คนที่สองเอ่ยตอบคำถามเซียวชุน ก่อนที่มันจะฟุบหลับไป รวมไปถึงชายฉกรรย์อีกคน

เซียวชุนนั่งครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ตอนที่เขาเดินเที่ยวชมตลาด เขาได้ให้ตงฟางเอ้อหลางไปสืบข่าวมาบ้างแล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าเจ้าสำนักเมฆาทะยานมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฉิน จนกระทั่งได้ยินจากคำบอกเล่าของชายฉกรรย์กลุ่มนี้

     ' ดูเหมือนว่าอำนาจของตระกูลฉินจะยิ่งใหญ่จริงๆนั่นแหละ แทบจะเรียกได้ว่าครอบครองอำนาจมากกว่าครึ่งอาณาจักรไปแล้ว เสียอย่างเดียวที่พวกเขากลับไม่มีผู้สืบทอดตระกูล มีรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นแต่กลับเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง หากนางเกิดเป็นบุรุษ ตระกูลฉินคงจะยิ่งใหญ่กว่านี้เป็นแน่ นี่คงเป็นเหตุผลที่เจ้าสำนักเมฆาทะยาน คิดจะสรรหาชายหนุ่มที่คู่ควรเพื่อแต่งงานกับนาง แต่จะว่าไป..ชายหนุ่มที่คู่ควรอย่างนั้นรึ เรียกว่าหุ่นเชิดน่าจะเหมาะสมกว่า เมื่อใดที่ชายหนุ่มคนนั้นแต่งเข้าตระกูลฉินละก็ เขาก็คงไม่ต่างไปจากบ่าวรับใช้นักหรอก ' 

เซียวชุนพึมพำในใจ การที่เจ้าสำนักเมฆาทะยานคิดหาสามีให้กับหลานสาวของเขานั้น ก็คงเพราะต้องการที่จะสร้างผู้สืบทอดตระกูลเสียมากกว่า เพราะตัวเขาไม่มีหลานชายสักคน มีเพียงหลานสาวสามคนเท่านั้น(ไม่นับตระกูลรองหรือญาติพี่น้อง) เซียวชุนลุกเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับเกี๊ยะหลานและตงฟางเอ้อหลางเช่นเดิม

     ❝  ตอนนี้เจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อไป ❞ ตงฟางเอ้อหลางยกจอกเหล้ากระดกเข้าปาก

     ❝ ข้ากำลังรอข่าวคราวจากสายสืบที่เจ้าสำนักจางส่งไปสืบข่าวที่ต่างแดนอยู่ หากได้ข่าวเมื่อไหร่ ข้าคิดว่าจะออกเดินทางในทันที พวกท่านก็จงเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ ❞ เซียวชุนคิดจะออกเดินทางโดยไม่รีรอหากเขารู้ที่อยู่ของหนึ่งในสี่ตระกูลที่ทำลายตระกูลของเขาจนสูญสิ้น

     ❝ ก่อนอื่นข้าคิดว่าข้าคงต้องไปสอบถามจากเจ้าสำนักเมฆาทะยานด้วยตัวเองเสียหน่อย ด้วยอำนาจของตระกูลฉิน พวกเขาคงมีแหล่งข่าวมากมาย ซึ่งพวกเขาน่าจะรู้จักพวกมันไม่มากก็น้อย  ❞ เซียวชุนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง เกี๊ยะหลานและตงฟางเอ้อหลางต่างก็หันมามองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ เพราะพวกเขาทั้งสองไม่เคยเห็นเซียวชุนดูจริงจังขนาดนี้มาก่อน

     ❝ หากมีสิ่งใดที่เจ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือ เจ้าสามารถบอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ  ❞ เกี๊ยะหลานเสนอตัว เพราะนางอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระที่เซียวชุนแบกเอาไว้

     ❝ ข้าด้วย  ❞ ตงฟางเอ้อหลางก็เช่นกัน มันสาบานเอาไว้แล้วว่าจะติดตามเด็กหนุ่มผู้นี้ไปจนกว่าชีวิตของมันจะสูญสิ้น หากมีเรื่องใดที่มันสามารถช่วยเหลือได้ มันย่อมทำสุดความสามารถอย่างแน่นอน

     ❝ แน่นอนว่าข้าย่อมมีเรื่องไหว้วานพวกท่าน แต่พวกเราคงคุยกันที่นี่ไม่ได้  ❞ ทั้งสามคนนั่งกินอาหารที่โต๊ะอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินทางเข้าป่าไป

หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าป่าได้ไม่นาน พี่น้องแซ่เจียก็มาสมทบกับพวกเขา เมื่อตรวจสอบดูแล้วว่าไม่มีคนสะกดรอยตาม เซียวชุนก็เริ่มเล่าแผนการโดยละเอียดให้แก่ทั้งสองได้ฟัง 

เมื่อทั้งคู่ได้รับรู้แผนการแล้ว พวกเขาก็รีบไปดำเนินการในทันที ส่วนเซียวชุนก็ให้พี่น้องแซ่เจียทั้งเก้าคน คอยติดตามดูแลศิษย์ตัวแทนสำนักกระเรียนฟ้าทุกคนอยู่ห่างๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

พอสั่งการเสร็จเรียบร้อย เซียวชุนกับไต้เสี่ยก็เดินทางกลับไปที่โรงเตี๊ยม ตลอดการเดินทางของเซียวชุน มีสายตาของเหล่าจอมยุทธ์หลายคนต่างจับจ้องมาที่เขา เพราะคนเหล่านั้นสนใจอสูรเสือตัวน้อยที่นั่งอยู่บนศีรษะของเซียวชุนนั่นเอง เพราะการที่จะควบคุมหรือเลี้ยงดูพวกอสูรได้นั้น มีเพียงการทำพันธะสัญญาหรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ฝึกอสูรอย่างแน่นอน ถึงจะรู้สึกสนใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะเข้ามาทักทาย

เดินทางมาได้ไม่นาน เซียวชุนก็มาถึงโรงเตี๊ยมที่เขาพักอยู่ ก่อนที่เขาจะเดินขึ้นไปที่ชั้นบนเพื่อกลับไปพักผ่อนในห้องของตน 

     ❝  นั่นเซียวชุนนี่นา ❞ เหลียงฮุยหยีเอ่ยขึ้น เมื่อนางมองเห็นเซียวชุนกำลังเดินขึ้นไปที่ชั้นบน นางกำลังจะตะโกนเรียก แต่ก็ถูกฮัวอี้ห้ามเอาไว้

     ❝ ปล่อยให้ศิษย์น้องเซียวไปพักบ้างเถอะ เจ้าก็อย่าได้รบกวนเขานักเลย  ❞ ฮัวอี้เอ่ยขึ้นทั้งๆที่ยังเคี้ยวเนื้อไก่คาปากอยู่เลย

     ❝ กินๆเข้าไปเถอะเจ้านะ อย่าพูดมาก เริ่มเป็นหมูมากขึ้นทุกวันแล้ว  ❞ เหลียงฮุยหยีประชดประชั่นเพื่อนรักของนาง หวังเย่าซีส่ายหน้าเบาๆกับท่าท่างของทั้งคู่ ต้วนลี่ผิงเองก็ดื่มชาอย่างสบายใจ เพราะนางเริ่มชินกับนิสัยของคนทั้งสองแล้ว เพราะต่อให้พวกเขาทะเลาะกันทุกวัน แต่พอเกิดปัญหาพวกเขากลับช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี

~ บนยอดเขาสูงห่างจากตัวเมืองราวๆ 1ลี้

     ❝ ผู้อาวุโสกง ท่านก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านน่าจะมีความคิดอ่านมากกว่านี้ เหตุใดท่านถึงไปทะเลาะตบตีกับรุ่นเยาว์เช่นนั้น ท่านไม่อายหรืออย่างไร  ❞ ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวขึ้นเสียงดัง จนชายชราที่โดนว่ามีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย ตัวมันก็มีตำแหน่งเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนัก เหตุใดมันจะต้องเกรงกลัว

     ❝ เหล่ยคุน เจ้าอย่าได้ลำพองใจมากไป เพียงเพราะเจ้าสามารถทะลวงสู่บรรพชนยุทธ์ได้ อย่าได้คิดว่าข้าจะต้องหวั่นเกรงต่อเจ้า เรื่องของข้าตัวข้าจัดการเองได้ เจ้ากับข้ามีตำแหน่งหน้าที่เท่ากัน อย่าได้คิดมาออกคำสั่งกับข้า  ❞ กล่าวจบชายชราคนนั้นก็เดินจากไปทันที เหล่ยคุนส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ชายชราคนนี้ช่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีจริงๆ ซักวันหนึ่งเขาจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน



## เฟี้ยววววววง อัพดึกๆ ไปละเมื่อย พิมพ์จนเมื่อยมือ ##







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 523 ครั้ง

770 ความคิดเห็น

  1. #235 dfrdz007 (@dfrdz007) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 04:18
    thank u
    #235
    0
  2. #233 AumStranger (@AumStranger) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 22:37
    ฝันดีนะครับไรท์ กำลังเข้มข้นเลย
    #233
    0
  3. #231 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 22:12
    ขอบคุณครับ
    #231
    0