คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

tHe VoDgA ; aLcOhOl ชุลมุนรักสาวหน้าหล่อ (ไม่ใช่ Yuri ค่ะ)

ตอนที่ 41 : บทที่ 40 กิจกรรมวัลฮัลน่า 100 % แล้ว ดีใจจังงงงง ( ไรท์อัพตุลาแล้ววววนะ )


     อัพเดท 6 ต.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สาวหล่อชื่อแอลกอฮอล์ล, หนุ่มหล่อชื่อเป็นขนมหวาน, โรงเรียนเวทมนตร์, ตัวตนที่แท้จริง, รัก ๆ
ผู้แต่ง : Mr. AB ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Mr. AB
My.iD: https://my.dek-d.com/cardinalfan
< Review/Vote > Rating : 97% [ 90 mem(s) ]
This month views : 2,816 Overall : 679,546
15,917 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7629 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
tHe VoDgA ; aLcOhOl ชุลมุนรักสาวหน้าหล่อ (ไม่ใช่ Yuri ค่ะ) ตอนที่ 41 : บทที่ 40 กิจกรรมวัลฮัลน่า 100 % แล้ว ดีใจจังงงงง ( ไรท์อัพตุลาแล้ววววนะ ) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 18350 , โพส : 129 , Rating : 17% / 172 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 
           ประกาศ ไรท์อัพตุลาแล้วววววววววว



 

บทที่  40  กิจกรรมวัลฮัลน่า  100 %

 

 

“ ฮัดเช้ย ! ” เสียงจามดังลั่นจากปากของวอดก้า  มือเรียวยกขึ้นลูบจมูกที่แดงก่ำนิด ๆ เพราะดูเหมือนจะเป็นหวัดเล็กน้อย  สายตาสี่คู่จากเพื่อนร่วมโต๊ะที่ก้มมองเอกสารเงยหน้าขวับมองในทันใด  เสียงใสจากรัมถามขึ้นทันทีด้วยความเป็นห่วง

 

“ เป็นหวัดหรือเปล่าครับ ? วอดก้า ”

 

“ ก็นิดหน่อยน่ะ” เจ้าตัวตอบแล้วหลับตาลงเพื่อพักสายตาที่เกิดจากการเพ่งมองกระดาษเป็นเวลานาน “ พอดีเมื่อคืนต้องเปียกเพราะน้ำค้าง  สงสัยว่าจะเป็นตอนนั้นน่ะ ตาฉันทานยาแล้วไม่จ้องห่วง ” วอดก้ากล่าวอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ว่าผู้เป็นเพื่อนกำลังจะถามซึ่งนั่นทำให้ทั้งสามอมยิ้มเล็ก ๆ แล้วถามถึงเรื่องเมื่อคืน

 

“ ตกลงนักฆ่านั่นมารับจ้างฆ่าพาราไดซ์สินะ  แล้วเผอิญนายไปเจอก็เลยฉะกัน ” วิสกี้สรุปด้วยใบหน้าครุ่นคิด  แววตาสีม่วงเข้มกรอกไปมาแล้วพยักหน้าให้เตกีล่าที่เริ่มรัวแป้นคีย์บอร์ด  ไม่นานเจ้าแม่วงการข่าวสารก็หมุนหน้าจอโน๊ตบุคซ์มาให้แล้วใช้ด้ามปากกาชี้ให้ทั้งสี่ดู

 

“ คนที่รับงานเป็นคนจากสมาคมนักฆ่าซึ่งอยู่ในจดหมายที่วอดก้าเก็บมา ” ทั้งหมดพยักหน้าก่อนจะหน้าเครียดเมื่อได้ฟังสิ่งที่เตกีล่ากล่าว

 

“ นอกจากนี้นะ  ตามที่ฉันได้อ่านข่าวสารและทำการสรุปดูพบว่ายอดจากการลอบสังหารทั้งองค์รัชทายาท  และเจ้าหญิงเจ้าชายมีมากเกินไปอย่างน่าสงสัย  นอกจากนี้คนที่จ้างและเอาค่าหัวขึ้นบอร์ดหลังจากที่ฉันสืบ  สิ่งที่ได้คือกำแพง” นัยน์ตาสีฟ้าสบกับนัยน์ตาสีส้ม  ซึ่งทำให้วอดก้าเข้าใจได้ไม่อยาก  เอ่ยขึ้นอย่างรวบรัด

 

 “ ถูกหลอกใช้อีกทีสินะ ”

 

“ หมายความว่าไง ? ” จินถามด้วยความสงสัย  รัมที่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่จึงเป็นคนตอบแทน

 

“ คนที่เป็นผู้จ้างถูกใครบางคนจ้างหรือถูกหลอกมาอีกทีหนึ่ง   นอกจากนี้มันทำให้เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นคนจ้างเขาเพราะคนที่ถูกใช้ส่วนใหญ่...มักจะถูกฆ่าปิดปากหมด ”

 

วิสกี้ส่ายหน้าด้วยความเซ็ง  ขยับเหรียญทองในมือไปมา

 

“ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะสืบสาวกับคนตายได้ ”

 

“ อือหึ ” วอดก้าพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าถูกต้อง

 

“ มันหน้าสงสัยมากเพราะจำนวนเงินในการจ้างฆ่านั้นมากเกินไปจนดูน่าผิดปกติ  มันก็จริงอย่ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เหล่าเจ้าชายและเจ้าหญิงต้องเริ่มเข้ารับการสอนของโรงเรียน  แต่อยู่ ๆ มันจะมีมากเหมือนเป็นเทศกาลเลยก็น่าสงสัยเกินไป ”

 

“ และอันตรายมากด้วย ” วอดก้าเสริมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงติดเคร่งเครียดนิด ๆ “ ใครที่ต้องการทำลายศูนย์รวมและว่าที่มหากษัตริย์ในอนาคตย่อมไม่ใช่คนดีแน่  นอกจากนี้จากข่าวที่ดูเริ่มจะมีคนเร่ร่อนตายมากขึ้น  ทุกศพล้วนแหมือนฝีมือของ

 

“ ปีศาจ ” อีกสี่เสียงแทรก

 

“ และการที่ปีศาจระดับต่ำ ๆ เริ่มออกล่าเหยื่อไม่เกรงกลัวนักล่าหรือเหล่าเทพอีกต่อไปแสดงว่าฝั่งนู้นเองก็คงมีคนที่มีพลังอำนาจมากมายชักใยอยู่อีกที  เราเองก็ต้องเร่งหาของวิเศษกันแล้วล่ะสิก่อนที่สงครามจะเริ่มเพราะแน่นอนว่าถ้าขาดพลังในการควบคุมฟ้าดินคงลำบากแน่ ” วอดก้าออกความคิดเห็น  เรื่องการตามหาแหวน  กำไล  สร้อยคอและหวีต้องรีบหาอย่างเร่งด่วนเลยทีเดียว

 

“ ฮัดเช้ย ! ” วอดก้ามีอันต้องจามอีกรอบหนึ่ง  จมูกแดงนิด ๆ เพราะอาการไข้ส่วนเหตุผลจริง ๆ ที่ทำไมถึงเป็นหวัดก็เพราะ

 

 

ถ้ามีโอกาศสักวันต้องฆ่า !!!

 

 

นี่คือสิ่งที่วอดก้าคิดในใจอย่างแค้นเคือง และราวกับจะรู้ความคิด  เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นข้างหูในระยะที่ชวนหัวใจสั่นไหว ( กับคนอื่น ) น้ำเสียงยังคงความราบเรียบเยือกเย็กดังปกติ  แต่ความหยอกเย้าที่แฝงมาเล่นเอาวอดก้าหางคิ้วกระตุก

 

“ โทษของการคิดลอบปลงพระชมน์องค์ชายรัชทายาทมีโทษประหารสถานเดียวนะ ”

 

 

พูดปุ๊บก็ออกมาปั๊บเลยนะแก

 

 

วอดก้าหนังตากระตุก  อยากจะสวนด่ากลับหากแต่ภาพลักษณ์ของนักบวชหนุ่มก็ยังมีอยู่ทำได้เพียงสวนกลับได้นิด ๆ ( ? )

 

“ คิดว่าผมกลัวตายมากขนาดนั้นเลยหรือครับ ? ” ที่จะบอกคือไอ้ที่ฉันคิด  ทำไปก็ไม่กลัวตายหรอกเฟ้ย !

 

“ ก็เปล่า ” พาราไดซ์พูดเสียงราบเรียบ  ลำตัวพิงข้างเก้าอี้ที่นักบวชหนุ่มนั่งในขณะที่มือก็กอดอกด้วยมาดเย็นชาแล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้มนิด ๆ “ แต่คิดว่าคนอย่างนายน่าจะฉลาดที่ไม่หาทางให้ตัวเองอายุสั้น ”

 

วอดก้ากัดฟันพูดอย่างยียวน

 

“ รู้สึกว่าวันนี้พระองค์ทรงพูดมากจังนะพะยะค่ะ ”

 

เจ้าชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจคำพูดนั้นนิด ๆ นัยน์ตาสีม่วงเข้มหรี่ลงแล้วถาม “ เอกสารเสร็จรึยังคุณรองหัวหน้า ”

 

“ เอ่อแหะ ๆๆ ” อีกฝ่ายยิ้มแห้งทันควัน  มือยื่นเอกสารที่ขะมักขะเม้นอ่านเมื่อสักครู่ให้อีกคน   หยัดกายลุกขึ้นเตรียมตัวหาทางหนี  และเมื่อสบโอกาส  ทันทีที่พาราไดซ์ก้มลงเอกสาร  เท้าของวอดก้าก็เตรียมจะวิ่งทันที

 

 

ควับ !

 

 

“ เฮ้ย ! ” มือหนาคว้าเข้าที่เนคไทของวอดก้าเข้าให้อย่างรู้ทัน  เล่นเอาอีกคนเกือบหน้าทิ่มเพราะแรงกระชาก  น้ำเสียงของเจ้าชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชา  ไม่มีการผ่อนปรนให้

 

“ นายยังค้างรายงานของเหตุการณ์เมื่อวานอยู่ ” เนื่องจากเพราะวอดก้าเป็นเพียงคนเดียวที่ได้ประมือกับผู้บุกรุก  นอกจากนี้ยังเป็นเวรตรวจตราอีกด้วยจึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องรายงานเหตุการณ์ไปยังผู้อำนวยการ  ซึ่งจากการตกลงของวอดก้าและพาราไดซ์  แม้จะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นนักฆ่าแต่ก็บอกว่าหนีไปได้จากการที่เจ้าชายหนุ่มได้ทำการเคลื่อนย้ายร่างของอีกฝ่ายไปทิ้งไว้นอกโรงเรียนเพื่อไม่ให้เรื่องราวมันยุ่งยากมากกว่าเดิม   นอกจากนี้ยังต้องสรุปความ  รายงานรูปพรรณสันนิฐาน   ตรวจหาหลักฐานและทำการสำรวจสถานที่ต่อสู้อีกด้วยซางมันเยอะแยะมากกว่าที่วอดก้าจะเคลียร์เสร็จ  แล้วถามว่าทำไมพาราไดซ์ไม่ได้ช่วยน่ะเหรอนั่นก็เพราะส่วนในการเขียนรายงานบอกอย่างชัดเจนว่านักบวชหนุ่มเป็นคนเดียวที่เห็นและต่อสู้  ส่วนพาราไดซ์นั้นอยู่ในช่วงการประชุมสภาทำให้ไม่มีส่วนในเรื่องนี้  ไม่อย่างนั้นจะนำความสงสัยให้ผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่านในโรงเรียน

 

“ ยังไม่หายโกรธรึไง ”

 

“ ? ” วอดก้าขมวดคิ้วมอง  เงยหน้าจากการจัดการเครื่องแบบให้เรียบร้อยก่อนจะบางอ้อเมื่ออ่านความหมายในนัยน์ตาของอีกฝ่าย  เอ่ยอย่างเซ็ง ๆ

 

“ ถ้าไอ้เรื่องที่นายโยนฉันลงน้ำ  ก็ไม่ได้โกรธอะไรมากหรอกครับ ” วอดก้าตอบตามตรง  แต่ในใจก็คิดต่อ  เพราะในใจมีแต่ความแค้นเคือง  ความกงความโกรธอะไร  ไม่มี๊ !

 

วอดก้าคิดเงียบ ๆ เรื่องก็คือเมื่อวานนั่นแหละที่เขาดันไปเผลอสั่งเจ้าชายหนุ่มให้ปลุกด้วยเมื่อหมดเวรซึ่งการปลุกนั้นมันทำเอาวอดก้าตาสว่างไปนาน  และเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่  พาราไดซ์ชิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“ นายบอกให้ฉันปลุกนายเองนะ ” วอดก้าหางคิ้วกระตุก  ยอมรับคำพูดของอีกฝ่ายพลางถอนหายใจแล้วตอบกลับ

 

“ แต่เล่นอย่างนี้ฉันก็เป็นหวัดน่ะสิ ”

 

“ ไม่นึกว่านายจะอ่อนแอ ” อีกฝ่ายพูดสวนตอบเล่นเอาเขารู้สึกอยากเอามีดมากระซวกไส้อีกฝ่าย  แต่ความคิดก็คือความคิด  วอดก้ากระชับผ้าพันคอสีส้มให้แน่นขึ้นอีกนิดแล้วทำงานต่อเงียบ ๆ ส่วนอีกสี่คนนั้นไปหาอะไรกินตั้งแต่เห็นพาราไดซ์โผล่มาแล้วทำเอาวอดก้ารู้สึกอยากจะกอดเพื่อนรักทั้งหมดจริง ๆ  ที่ทิ้งกันได้หน้าตาเฉย

 

ไม่นานวิมเลท  เคียร์  บลัดดี้และบราวน์ก็โผล่ตามผู้เป็นเพื่อนมา  ไม่รอช้าที่จะทรุดตัวนั่งบ้างและเนื่องจากโต๊ะของโรงอาหารเป็นโต๊ะกลม  ใส่เวทมนตร์ให้สามารถขยายหรือหดก็ได้  ทั้งสิบจึงต่างแยกย้ายกันนั่งโดยมีบรรยากาศมาคุครอบคลุม

 

วอดก้า  นั่งโดยมีพาราไดซ์นั่งตรงกันข้าม  นัยน์ตาสีม่วงคมกริบของอีกฝ่ายมองนักบวชหนุ่มเงียบ ๆ ทางวอดก้าก็ยังคงนั่งอ่านและทำเอกสารต่ออย่างเงียบ ๆ เช่นกัน  แต่ไอเย็นสังหารของเจ้าชายหนุ่มนั้นก็ยังแผ่พุ่งเรื่อย

 

 

“ สนุกรึไงครับ ” วอดก้าถามโดยที่ยังไม่เงยหน้า  จิตสังหารแรงกล้าพุ่งครอบคลุมอีกฝ่ายซึ่งเปลี่ยนอากัปกิริยาเป็นจิบชาอย่างผ่อนคลาย  แน่นอนว่าไอเย็นราวน้ำแข็งนั่นก็พุ่งใส่บุคคลที่นั่งตรงกันข้ามเฉกเช่นเดียวกัน  กลายเป็นสงครามประสาทและสงครามเย็นที่ขึ้นอยู่กับความอดทนของแต่ละฝ่าย

 

  “ ไม่มีอะไรจะมองรึไงไอ้หงอก ! ” วิสกี้กระแทกเสียงใส่บุคคลที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน  มือวางแก้วชากระเบื้องเคลือบอย่างดีลงด้วยความไม่ชอบใจกับสายตาของอีกฝ่าย  วิมเลทยิ้มกว้างกวนประสาทแล้วสวนตอบด้วยความยียวน

 

“ ฉันเปล่ามองแก  ไอ้หัวส้มเน่า ” ถึงจะตอบแบบนั้นแต่นัยน์ตาคู่สีฟ้าคมก็ยังมองอีกฝ่ายไม่ละสายตาซึ่งนักพนันหนุ่มทำได้เพียงว่าหลับตาและพ่นลมหายใจระบายความเซ็ง  หมุนแหวนเงินสีครามซึ่งเป็นอุปกรณ์ปลอมแปลงตนที่นิ้วเล่น  นัยน์ตาหลุบต่ำอย่างไม่ให้ผิดสังเกตและมองสบนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่สะท้อนอยู่ในถ้วยชาเบื้องหน้า  แต่เมื่อเงยหน้าสบนัยน์ตาสีฟ้าขององครักษ์ของเจ้าชาย  มันยังคงเป็นสีม่วง

 

เข้มข้น   ลึกลับ  และน่าค้นหา

 

วิมเลทเท้าคางมองใบหน้าที่กลายเป็นเฉยชาของวิสกี้อีกครั้งเสมือนพยายามจะคาดเดาความคิดและตัวตนของอีกฝ่าย  แต่สิ่งที่เห็นและสะท้อนในดวงตาก็มีเพียงความว่างเปล่าในจิตใจเสมือนตัวตนที่ถูกลบทิ้ง

 

วิสกี้เหยียดยิ้มนิด ๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ

 

“ มองไม่เห็นหรอก ตัวตนของฉัน ”

 

 “ มีอะไร” จินขมวดคิ้ว  ใบหน้าไร้รอยยิ้มเพราะสายตาของคนตรงข้ามที่มองมาเหมือนจะจับผิดอะไรสักอย่าง  มีมี่  ตุ๊กตาหมีสีขาวปุกปุยถูกดึงไว้แนบอก  นัยน์ตาสีอำพันปัจจุบันมองสบนัยน์ตาขององครักษ์หนุ่มที่ดูจะว่างจัด  จนมานั่งจ้องหน้าเขาเล่น

 

“ ผมแค่รู้สึกคุ้นหน้านายจังนะจิน” เคียร์ตอบสั้น ๆ มองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด  แน่นอนว่ามันไม่ได้สร้างความกังวลใจให้กับพ่อค้าผิดกฏหมายแม้แต่น้อยเพราะมันไม่มีทางที่พวกเขาจะเคยเจอกันมาก่อนเพราะนี่เป็นใบหน้าที่สร้างขึ้นมา  อาจจะเหมือนคนอื่นแต่คน ๆ นั้นไม่ใช่เขาแน่  จินจึงเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ รับคำอีกฝ่ายสั้น ๆ

 

“ ครับ ”

 

ความเงียบยังคงครอบคลุมทั้งสอง   ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างไม่ละสายตา  หนึ่งนั้นมองอย่างเพ่งพินิจ  อีกหนึ่งมองด้วยความราบเรียบราวแผ่นน้ำไร้คลื่น  เกิดเป็นความรู้สึกอ่านทางไม่ออกของแต่ละคน

 

” คุณน่ะไม่มีทางที่จะรู้ความคิดผมหรอกครับ  จินคิดเงียบ ๆ ในใจ  ยกขาขึ้นไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์แล้วหลับตาลงอย่างผ่อนคลายเพราะรู้ดีว่าในโลกของเขาไม่มีใครที่จะสามารถเปิดประตูจิตใจนั้นได้

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

เตกีล่ายังคงก้มหน้าก้มตาค้นหาข้อมูลต่อแม้จะรับรู้ถึงสายตาของใครที่เพ่งมองยิ้ม ๆ เขาก็ไม่สนใจจนกระทั่งประสาทสัมผัสอันเฉียบคมรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างซึ่งนั้นทำให้นัยน์ตาคู่สีฟ้าเรืองรองด้วยความโกรธเจือปน  มือเรียวขาวพุ่งคว้าสิ่งนั้นไว้ก่อนจะบีบมันจนมันแตกคามือ 

 

 

โครม !

 

 

เตกีล่าโยนของบางอย่างคืนให้กับผู้เป็นเจ้าของพลางพูดเสียงเย็นชา  กวาดตามองซากแมงมุมเหล็กที่ใช้สำหรับสอดแนมของผู้ที่ ( เหมือนจะ) ประกอบอาชีพเดียวกันด้วยแววตาราบเรียบ  เจือโทสะนิด ๆ แล้วค่อย ๆ ปิดหน้าจอโน้ตบุคซ์ลง

 

“ เอาของของนายคืนไป ” บลัดดี้ยิ้มอย่างถูกใจกับประสาทสัมผัสที่แม่นยำของอีกฝ่าย  แม้จะรู้สึกเสียดายนิด ๆ ที่อุปกรณ์แสนรักพังลงไป  แต่ความสนใจในตัวของอีกฝ่ายกลับทวีมากยิ่งขึ้น

 

ด้านรัมยังคงเปิดตำราเรื่องคำสาปไปตามวิสัยแต่ดูครั้งนี้เจ้าตัวดูจะรำคาญสายตาของคนที่นั่งตรงข้ามซึ่งคอยแต่จะจ้องวนเวียนมา  แต่รัมเองก็ใช่ว่าจะสนใจมากนักเพราะถูกดึงดูดความสนใจไปที่หนังสือหมด  แต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายอยากจะเล่นมาก  สัมผัสอันเย็นเยียบหลากหลายทางถูกทาบทับและพันเข้าที่คอของหมอเถื่อนที่อ่านหนังสืออยู่  เมื่อเห็นอาการชะงักค้างของรัมทำให้บราวน์ยิ้มออกมาอย่างพอใจแต่ก็ต้องนิ่งบ้างเมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นกับตัว

 

รัมใช้นิ้วเรียวเกี่ยวอะไรบางอย่างให้คนตรงข้ามดู  พลางพูดเสียงราบเรียบ  ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ แตกต่างไปจากเดิมชวนให้คนมองละสายตาไม่ได้

 

“ ไม่มีใครสอนหรือครับว่าอย่าเอาด้ายเย็บแผลมาพันคอคนอื่น ” เส้นสีใสเย็นเยียบและกำลังรัดที่คอของรัมคือโลหะบางที่ถูกดัดแปลงให้สามารถเป็นอาวุธได้  ขอเพียงขยับตัวมันก็พร้อมที่จะตัดคออีกฝ่ายให้ขาดง่าย ๆ

 

บราน์เลิกคิ้วมองบ้างเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูด  โต้กลับด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน  จับอะไรบางอย่างที่สะท้อนแสงชึ้นมาชูให้รัมดู

 

“ แล้วนายไม่มีใครสอนหรือไงว่าอย่าเอาเข็มเย็บแผลมาจี้คอคนอื่นเขา ” สิ่งที่ทอแสงอยู่คือเข็มเงินบาง ๆ ที่หันด้ามแหลมจี้คอลูกชายของแพทย์หลวงอยู่  มันสามารถแทงเขาเส้นประสาทให้เกิดอาการผิดปกติต่อร่างกายจนถึงขั้นตัดลมหายใจอีกหฝ่ายได้อย่างง่ายดายก่อนบราวน์จะส่งเสียงเตือนเมื่อเห็นรัมทำท่าจะขยับ

 

“ อ่ะ ๆๆ อย่าขยับจะดีกว่า  ถึงนั่นจะเหมือนได้ปกติแต่มันก็คมพอจะฟันคอนายให้ขาดเชียวนะ ”

 

แต่นั่นกลับทำให้รอยยิ้มของรัมคลี่กว้างมากยิ่งขึ้น  ส่วนพวกวอดก้ามองหน้ากันนิด ๆ อย่างชอบใจในความคิดของผู้เป็นเพื่อน  มือเรียวของวิสกี้  จิน  และเตกีล่าทอแสงเรืองรองใต้โต๊ะทันใด

 

 

ฉัวะ !!!

 

 

แทนที่รัมจะทำตามคำเตือนนั้นกลับพุ่งตัวไปด้านหน้า  เสียงของมีคมฟันเข้าที่เนื้อของอีกฝ่าย  ศีรษะของหมอเถื่อนกลิ้งตกลงจากโต๊ะ  โลหิตสาดกระเซ็นเต็มตัวของบราวน์ที่นั่งข้าง ๆ สายตาของคนอื่นนอกโต๊ะที่แอบมองเบิกกว้างด้วยความตกใจ  แต่ยังไม่ทันจะกรีดร้องร่างทั้งหน้าของคนที่นั่งตรงกันข้ามรวมถึงร่างของรัมที่หัวขาดค่อย ๆ สลายไปกลายเป็นละอองสีเงิน

 

พาราไดซ์ขมวดคิ้ว  จับความรู้สึกของไอพลังเวทย์ได้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

 

“ ภาพมายา ”  ยังไม่ทันจะลุกขึ้นยืน  เสียงของรีฟ  เพื่อนร่วมชั้นหอเดียวกันก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ  เดินมาหาพวกพาราไดซ์ที่นั่งนิ่งอยู่แล้วพูดบอกพวกเขาทั้งห้าว่า

 

“ เมื่อกี้พวกวอดก้าถามหาพวกนายที่ห้องเรียนประวัติศาสตร์แน่ะ  ลองไปหาหน่อยสิเห็นพวกนั้นบอกมีเรื่องคุย ”

 

“ ห้องเรียนประวัติศาสตร์ ” ห้าเสียงทวนคำแล้วมองหน้ากันก่อนลูกแก้วห้าสีจะถูกยื่นมาให้พวกเขาพร้อมคำบอก

 

“ อ่อพวกนั้นฝากนี่ให้นายด้วย  บอกให้ฟังกันเองเพราะมีแต่พวกนายที่ดูจะรู้เรื่อง ” ทั้งห้าคว้าลูกแก้วที่เป็นสีตาของคนที่หายไปอย่างไม่ลังเลเลยทีเดียว  หูเงี่ยฟังสารที่ถูกส่งมาซึ่งหลังฟังจบ  มือหนาของทั้งห้าก็บีบลูกแก้วแน่นจนแตกคามือ  ผงของลูกแก้วเวทย์ทั้งห้าสลายไปในทันใดแต่ทำคนในโรงอาหารให้หนาวเยือกเมื่อร่างสูงสง่าของหนึ่งเจ้าชาย  สององครักษ์  หนึ่งลูกชายเสนาบดีกรมข่าวสารและหนึ่งลูกชายของแพทย์หลวงอันดับหนึ่งลูกขึ้นยืน

 

“ พวกผมน่ะมาอยู่ที่ห้องเรียนตั้งนานแล้วครับ ” นั่นแสดงว่าคนที่พวกเขานั่งมองและคุยด้วยเสียตั้งนานเป็นภาพมายา

 

“ เห็นทีคงต้องจัดการยาวซะแล้ว ” นี่คำพูดของพาราไดซ์

 

“ ไอ้หัวส้มเล่นซะแสบเชียวนะ ” และปฏิกิริยากัดฟันกรอดของวิมเลท

 

“ ฮะ ๆๆ เข้าใจเล่นนะ ” ความคิดของเคียร์

 

“ น่าสนใจจริง ๆ ” และสองเสียงจากบราวน์และบลัดดี้  เพียงพริบตาเดียวร่างสูงของทั้งห้าก็หายไป  จุดหมายคือห้องเรียนประวัติศาตร์และพอดีกับเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของคนทั้งโรงอาหาร  ร่างห้าร่างของคนที่หายไปในตอนแรกปรากฏขึ้นอย่างสบายอารมณ์    จุดเดิม  วอดก้าคลี่ยิ้มกว้าง   ยกมือลูบคางด้วยใบหน้าครุ่นคิดปนเปไปกับความถูกใจ  เช่นเดียวกับวิสกี้  จิน  รัมและเตกีล่าที่นั่งเอนกายอย่างสุขี   เสียงของทั้งห้าประสานขึ้นอย่างเฮฮา

 

“ สนุกดีแหะ ฮะ! ๆๆ

 

ปล่อยให้รีฟทำหน้าเอ๋อต่อไปอย่างสนุกสนานส่วนพวกรุ่นพี่หรือก็คือคนในโรงอาหารพากันสรุปอย่างขยาด

 

“ เล่นแต่ละอย่าง  น่ากลัวสุด ๆ เลยแฮะ  ไอ้พวกเด็กนี่ !


 

คาบประชุมหอของนักเรียนปีหนึ่ง

 

 วิชาเลือก ??? ” หลายคนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย  เทรนพยักหน้าก่อนจะดีดนิ้วเปาะ  ตัวอักษรผุดขึ้นจากดินแล้วเริ่มเรียงรายกันเป็นคนอักษร

 

วิชาดาราศาตร์

 

-ดาราศาสตร์พื้นฐาน

-ศาสตร์การทำนายดวงดาว

-ศาสตร์ทิศทางและแผนที่

-ศาสตร์การคำนวณความเป็นไป

 

วิชาการแพทย์

 

-ศาสตร์การรักษาเบื้องต้น

-ศาสตร์การรักษาเบื้องสูง

-ศาสตร์แพทย์โบราณ

 

วิชาภาษาศาสตร์

 

-ศาสตร์ภาษาทั่วโลก

-ศาสตร์การอ่านอักขระเวทมนตร์ ( หมายเหตุ : เนื่องจากนี่เป็นวิชาภาษา  ดังนั้นการอ่านอักขระหรือตัวหนังสือเวทมนตร์ก็อยู่ในหลักสูตรนี้ด้วยแต่เป็นแบบเฉพาะทางและเจาะลึก  ส่วนวิชาเวทมนตร์เพียงเรียนพื้นฐาน )

 

วิชาเวทมนตร์

 

-ศาสตร์การใช้เวทมนตร์พื้นฐาน

-ศาสตร์การประยุกต์ใช้เวทมนตร์

-ศาสตร์การผสานเวทมนตร์และอาวุธ

 

วิชาการ

 

-ศาสตร์การคำนวณพื้นฐาน

-ศาสตร์การเปรียบเทียบอัตราหุ้น

-ศาสตร์การลงทุนและการค้า ( ? )

-ความรู้รอบตัว

 

วิชาประวัติศาตร์

 

-ประวัติศาตร์ของโลก

-ตำนานแห่งเทพ

-วัฒนธรรมโลก

 

วิชาดนตรีและการเต้นรำ

 

-ศาสตร์การดนตรีพื้นฐาน

-ศาสตร์การประสานอาวุธเข้ากับดนตรี

-ศาสตร์การเต้นรำพื้นฐาน

-ศาสตร์การเต้นรำขั้นสูง

 

วิชาการวางแผนกลยุทธ์

 

-ศาสตร์ตำราพิชัยสงคราม

-การสอดแนมและการหาข่าวสาร

 

วิชามารยาท

 

-ศาสตร์วิชามารยาทชั้นสูง

 

วิชาสมุนไพรและยาพิษ

 

-ศาสตร์พืชสมุนไพร

-ศาสตร์การประยุกต์ใช้พิษ

-ศาสตร์การรักษาด้วยพืชพรรณ

 

วิชาการต่อสู้และอาวุธ

 

-ศาสตร์การใช้ทักษะการต่อสู้พื้นฐาน

-ศาสตร์การประยุกต์ใช้อาวุธชั้นสูง

-ศาสตร์การต่อสู้ด้วยมือเปล่า

 

วิชาการทำอาหาร

 

-อาหารและขนมหวานทั่วโลก

 

 

อะไรมันจะมากมายปานนั้นเนี่ย !!!

 

หลายคนยกมือกุมขมับด้วยความเคร่งเครียดเมื่อเห็นรายวิชาที่ยาวเหยียดจรดหางว่าว  แม้แต่พวกวอดก้ายังตาลายด้วยความมึนเพราะมันเยอะจริง ๆ

 

เทรนพยักหน้า  นั่งไขว้ห้างอยู่บนโซฟาแล้วพูดพลางจิบชาอย่างสบายอารมณ์

 

  วิชาเลือกหรือก็คือวิชาเสริมสาขาอาชีพที่มีอยู่ในตารางเรียนวันจันทร์คาบที่สี่ถูกไหม ? ” พวกวอดก้าพยักหน้าให้    นอกจากนี้หลังที่พวกเธอเลือกกันได้  ในวันอังคารและวันศุกร์ที่จะมีประชุมก็จะกลายเป็นเรียนกับอาจารย์ประจำวิชาของสาขาอาชีพ  ดังนั้นพวกเธอแต่ละคนต้องเลือกวิชาเสริมคนละสองวิชา ”

 

  เอ่อ...ขอถามจุดประสงค์ที่ต้องเรียนเสริมได้ไหมคะ ” สาวน้อยบอบบางอย่างซูกิยกมือขึ้นถามอย่างสุภาพ  เทรนพยักหน้าให้แล้วโยนไปให้เซราสหน้าตาเฉย

 

“ อธิบายซิ  เซราส 

 

  -_-  ” ทำแบบนี้  ตัวเองก็ไม่รู้ล่ะสิ  >>> นี่คือหน้าตาของเด็กปีหนึ่งที่มองเทรนด้วยสายตาเหนื่อยใจและเหมือนเจ้าตัวจะรู้  แว้ดใส่พวกเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

 

  มองงี้หมายความว่าไงฮะ น้อง ๆ ทั้งหลาย ”

 

ผล๊วะ !

 

  ก็หมายความว่าแกไม่ได้เรื่องไงไอ้เทรน !  จีจี้เขกกะโหลกผู้เป็นเพื่อนเข้าให้  ใบหน้าสวยราวนางพญาจิกตาใส่เทรนที่ทำท่าหงอแล้วเป็นฝ่ายอธิบายแทนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“ ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นวิชาสาขาอาชีพ  มันคือแนววิชาที่พวกเธอต้องเลือกเรียนก่อนที่จะตัดสินใจเป็นบุคลากรที่ดีในอนาคต  เรียกง่าย ๆ ว่ามันอาจเสมือนเป็นอนาคตของพวกเธอ  คนอยากเป็นหมอก็ต้องเรียนการรักษา  คนอยากเป็นพ่อค้าก็ต้องเรียนวิชาการ ” จีจี้ว่าก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด    ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรพวกเธอก็ต้องเลือกแต่มันก็สามารถเลือกตามความสามารถที่ถนัดที่พวกเธอชอบหรือตามงานอดิเรกของพวกเธอเองก็ได้  ใครที่อยากเว้นว่างจากการเรียนหนักไปเรียนตามความถนัด  สาขาอาชีพจึงเปรียบเสมือนชมรม  หากอาจารย์ไม่เข้าสอนสามารถทำอะไรก็ได้เพียงไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับบุคคลรอบข้าง ”

 

“ นอกจากนี้มันยังแยกอีกหลายสาขาตามหัวข้อ  หัวข้อที่แสดงมาเป็นเพียงหัวเรื่องใหญ่ ๆ หากต้องการรู้รายละเอียดมากขึ้นไปดูที่บอร์ดของสภากลางนะ ”  มาร์คพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ เริ่มพูดคุยกันเพื่อเลือกวิชากันเอง  ส่วนพวกเขาน่ะเหรอ....

 

“ ไอ้เฮดิส ! นั่นเค้กฉันน่ะเฟ้ย !

 

“ อยากได้ก็แย่งเองดิ ”

 

“ เนียร์จ๋า  เค้กสตอร์เบอร์รี่จ้ะ  ...เฮ้ย ! พวกแก  เงียบ ๆ สิ ”

 

“ จีจี้...ขอกินบ้างสิ...

 

“ ตกลงนายจะเอาวิชาอะไร  วอดก้า ”  จินที่ละสายตาจากพวกรุ่นพี่หันมาถามความเห็นของหัวหน้ากลุ่มที่ยังมองไปยังอักษรี่เรียงรายอยู่เหนือหัว  นักบวชหนุ่มตอบโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้า

 

“ ตำนานแห่งเทพ...ส่วนอีกวิชายังไม่แน่ใจ ”

 

“ นายจะเรียนไปทำไมอ่ะ  ไม่เห็นจำ... ” วิสกี้ที่กำลังเอ่ยปากถามชะงักคำพูดเมื่อนัยน์ตาสีส้มหันมามองสบ  ทำให้พวกเขานึกถึงจุดประสงค์ที่มาที่นี่และเรื่องที่ต้องหาคำตอบ  จึงเริ่มครุ่นคิดบ้าง

 

“ งั้นฉันจะลงวิชานี้ช่วยด้วย    เจ้าแม่วงการข่าวสารขยับแว่นตาให้เข้าที่  เช่นเดียวกับพวกเขาอีกสามคนที่เหลือแต่วอดก้าส่ายหน้าแล้วบอกเสียงหนักแน่น

 

  ไม่จำเป็นหรอก  แค่พวกนายมาอยู่กับฉันก็ดีแล้ว  เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของฉะ...” ยังไม่ทันที่นักบวชหนุ่มจะพูดจบ  รัมก็พูดใส่เสียงหนักแน่นในทันที

 

“ ไม่ ! ” สายตาของทุกคนในห้องหันมามองรัมเป็นตาเดียวแต่แพทย์หนุ่มไม่คิดสนใจ

 

“ นายไม่จำเป็นต้องคิดแบบนี้  พวกเราเป็นเพื่อนนายนะ  เรื่องอะไรที่พวกเราจะต้องทิ้งเพื่อนล่ะ ” จินยิ้มกว้างตบไหล่วอดก้าป้าบ ๆ แล้วหลีกตัวให้วิสกี้กระโดดกอดคอผู้เป็นเพื่อน

 

“ ใช่ ๆ นายคิดมากทำไม  ที่พวกเรามาอยู่ตรงหน้าก็เพื่อนายคนเดียวเท่านั้น ”

 

  นายเป็นเพื่อนคนสำคัญ  ยิ่งนิสัยแบบนี้ใครจะปล่อยให้ทำอะไรคนเดียวล่ะ  ” เตกีล่าหน้าแดงด้วยความเขินระหว่างการพูดเรียกรอยยิ้มเอ็นดูได้จากทุกคนในกลุ่ม

 

“ ดังนั้นยังไงเราก็อยากช่วยนายอยู่ดี  ไม่ว่ายังไงก็ตาม  อีกอย่างก็ยังเลือกได้อีกวิชานี่นา  ช่วย ๆ กันหาจะได้เจอไว ๆ ”  รัมพูดต่อด้วยรอยยิ้มกว้างซึ่งมีให้เฉพาะคนในกลุ่มก่อนทั้งสี่จะกระโจนหาวอดก้าที่ยืนอยู่ด้วยเสียงหัวเราะ

 

เจ้าพวกนี้...

 

วอดก้าลูบผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองเบา ๆ แล้วเผยรอยยิ้มบาง ๆ ...ที่แสนจะอบอุ่นราวเทวดาที่กำลังให้พรก่อนจะก้มลงจูบอย่างแผ่วเบาที่กระหม่อมของทั้งสี่แล้วพูดเสียงอ่อนโยน  ใบหน้าดูละมุนละไมอย่างที่แม้แต่วิสกี้  จิน  รัมและเตกีล่าก็ไม่เคยเห็น

 

“ ก็ได้...ตามใจพวกนาย  แต่เพราะอย่างนี้...ฉันถึงรักพวกนายมากไง ” แล้วเจ้าตัวก็เพิ่มระดับความหวานที่รอยยิ้ม  ไม่แคร์สายตาชาวบ้านที่มองมาอย่างนิ่งค้าง  เซย์และมาร์คที่กระซิบกันอยู่สักพักควักกล้องออกมาแล้วถ่ายรัวภาพของวอดก้าที่ฉีกยิ้มสดใสอยู่  ในขณะที่เฮดิสถ่ายภาพของพวกรัมที่หน้าแดงระเรื่ออย่างฉับไว

 

  ง่า...วะวอดก้า...ยะอย่ายิ้มแบบนั้น...อีกนะ  -///-   วิสกี้หน้าแดงเถือก  พยายามไม่สบนัยน์ตาคมที่เริ่มเป๋อเหลอด้วยความงุนงงเมื่อเห็นอาการของเพื่อนสนิท 

 

  ชะ...ใช่  อย่ายิ้มแบบนั้น...อะ...อีกนะ  .///. ” ส่วนรัมก็ก้มหน้างุน  ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองรอยยิ้มนั้นตรง ๆ ใบหูแดงระเรื่อไปจนถึงต้นคอขาวยิ่งทำให้วอดก้าหน้ามึนกว่าเดิม

 

   เอ๋...ยิ้มแบบนี้เหรอ ? ” แล้วเจ้าตัวก็ยิ้มแบบเมื่อครู่นี้อีกรอบ  คราวนี้เสียงของจินและเตกีล่าตวาดลั่นทันที

 

  ก็บอกว่าอย่ายิ้มแบบนั้นไง !!!  @///@

 

“ ง่า ”  วอดก้าผงะเล็กน้อยแล้วทันไปถามสาว ๆ กับเหล่ารุ่นพี่ที่นิ่งค้างด้วยใบหน้าซึมนิด ๆ

 

  นี่ผม...ทำอะไรผิดหรือเปล่าครับ ? ”

 

.  .  .  .  .  .  .  . กา

 

 

ผิดที่เกิดมามีรอยยิ้มบาดตาบาดใจ  ชวนน่าหลงใหลแถมมีเสน่ห์กับเพศเดียวกันไง !

 

 

...นั่นคือ...สิ่งที่รุ่นพี่ปีสองทุกคน...คิด...

 

 

  เฮ่อ...วอดก้าน้องรักเอ๊ย...พี่ตัดสินใจแล้ว  งานเทศกาลประจำโรงเรียนปีนี้  เธอต้องเป็นพระเอก ” เหล่าหญิงสาวตาวาววับ  มองนักบวชหนุ่มราวจะกลืนกินจนเขาต้องถอยกรูด  ตัวรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ กับสายตาที่มองมาส่วนเซย์  มาร์คและเฮดิสก็ยิ้มกว้าง  ชูกล้องที่ถ่ายกันแบบจัดเต็มแล้วสุมหัวคุยกันต่อ

 

  เหอะ ๆๆ บีสอง  บีสาม  หนี้ที่ติดหอคิมหันต์ไว้จะได้รับการชำระก็ครั้งนี้แหละ ” มาร์คกล่าวกับผู้เป็นเพื่อนทั้งสองอย่างเชื่อมั่น  แววตาปรากฏไฟลุกโชนในขณะที่น้ำลายเริ่มยืดยามนึกถึงจำนวนเงินที่จะได้ยามขายรูปไม่ต่างจากเฮดิสและเซย์ที่ยิ้มกว้าง  หัวเราะอย่างชั่วช้าโดยพร้อมเพรียงกัน

 

  ค่าเป็นนายแบบ...ขอสักครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้...นะครับ ”  ห้าเกลอที่มีหูทิพย์ ( เกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ) หายแวบมากระซิบที่ข้างหูทั้งสาม  พลางแสยะยิ้มกว้างโดยเฉพาะวอดก้าซึ่งครั้งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรอยยิ้มหวานเมื่อสักครู่  ก่อนทั้งห้าจะบีบวงล้อมให้แคบลงโดยมีรุ่นพี่ที่น่ารักหันหลังชิดกันที่กลางวง  เสียงเย็นๆ ของเตกีล่าดังขึ้นนำ

 

“ จากที่ดูน่าจะได้ราคาดีไม่ใช่น้อย...

 

“ ถ้ารุ่นพี่ไม่มีส่วนแบ่งให้ล่ะก็...” จินหรี่ตาลง  รอยยิ้มเหมือนเด็ก ๆ ยังคงที่ริมฝีปาก

 

  หนี้ที่ติดผมไว้คงต้อง...” ตามด้วยวิสกี้ที่เปิดสมุดหนี้สินที่ได้จากการเล่นไพ่กับคนทั้งสาม

 

  มีการแบ่งหน่อยแล้วล่ะมั้ง ” ตบท้ายด้วยรัมที่ปิดหนังสือเล่มหนาในมือตนดังป้าบ

 

  ...

 

  ป่ะ...ไปลงวิชาที่จะเรียนกัน ”

 

  อืม !!!

 

  ...แม่จ้า...=o= ” ดูเหมือนทั้งสาม  วิญญาณจะออกจากร่างไปแล้วแฮะ  เพราะเริ่มมีเด็กที่ตัดสินใจเลือกได้แล้วพากันมาลงวิชา  พวกรุ่นพี่ปีสองจึงต้องช่วยกันเรียบเรียงรายชื่อและนักเรียนให้เรียบร้อย

 

  วอดก้าเอลนาโวลล์โรลล์  ลงวิชา ตำนานแห่งเทพกับ...เอ...การทำอาหารและขนมหวานทั่วโลกครับ ”

 

  หือ...” เซราสที่เป็นคนลงรายชื่อแถวของวอดก้าเลิกคิ้วมองรุ่นน้องด้วยแววตาเรียบนิ่ง  จรดปลายปากกาข้างรายชื่อของนักบวชหนุ่มแล้วยื่นใบสมัครให้  พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาตามปกติ “  เอาไปกรอก...ไม่นึกว่านายจะชอบขนม ”

 

วอดก้ายิ้มบาง ๆ ให้แล้วบอกด้วยรอยยิ้มสดใส “  ชอบกินขนมก็ต้องรู้จักทำสิครับ  

 

  ไม่เหมือนเติร์กที่ทานเป็นอย่างเดียวเนอะ    วิสกี้กระซิบคุยกับจินก่อนจะขนลุกพรึ่บเมื่อเจ้าตัวหันขวับมามองด้วยสายตาน่ากลัว

 

  ขอโทษคร้าบ...

 

“ จิน  โครซานอส  วิชาก็...ตำนานแห่งเทพกับวัฒนธรรมโลกครับ ”

 

  เรียนไปทำไมหรือจิน ” วอดก้าเอี่ยวหัวมากระซิบถามพ่อค้าสินค้าหน้าเลือด  เจ้าตัวตอบโดยที่ยังกอดตุ๊กตาแน่น  พูดด้วยน้ำเสียงซื่อ
 

  อีกไม่นานสินค้าของต่างประเทศและรัฐอื่นจะเป็นที่นิยม  ถ้าศึกษาได้ว่าคนส่วนมากต้องการอะไร  สินค้าอะไรหายาก  หาง่าย  ราคาเท่าไหร่มันจะเป็นกำไรในการต่อรองสูง  ซึ่ง...มันก็คือเงินนั่นเอง ”

 

  อ้อ...” ที่เหลือประสานเสียงรับเบา ๆ พลางคิดในใจ 

 

สมกับที่เป็นพ่อค้า ( ของผิดกฏหมาย )  คิดถึงแต่กำไร ( แล้วก็หน้าเลือดสุด ๆ ) กับคนอื่นจริง ๆ ( แต่ไม่ใช่กับเรา )

 

  วิสกี้  อีฟราโทโร่ วิชาเลือกก็...ตำนานแห่งเทพแล้วก็ศาสตร์การประสานอาวุธเข้ากับดนตรีครับ ” ของวิสกี้ไม่ค่อยหน้าแปลกใจเพราะแม้บางครั้งนักพนันหนุ่มจะใช้อาวุธเกือบทุกชนิดได้คล่องแต่ไอ้เรื่องการใช้ดนตรีดั๊นทำไม่ค่อยถนัดซะงั้น  เจ้าตัวเลยหาทางเรียนเพราะยังไงก็หมายมาดว่าจะให้ ' อรันคา '  ขลุ่ยหยกของเจ้าตัวเป็นอาวุธลับให้ได้

 

  เตกีล่า  เอสเพอร์บิเช่  เรียนสาขาตำนานแห่งเทพกับการสอดแนมและการหาข่าวสาร ” เตกีล่ารับใบสมัครเข้าเรียนมาแล้วหันมาอธิบายให้พวกวอดก้าด้วยสีหน้าเฉยชา

 

  ข่าวสารที่หามาของฉันแค่อาศัยลองผิดลองถูก  มั่วเรื่อย ๆ จนได้มาเลยอยากจะลองเรียนภาคทฤษฏีอย่างถูกต้องซะหน่อย ” เจ้าตัวว่าพลางใช้นิ้วเรียวดันกรอบแว่นให้เข้าที่    อีกอย่างบางครั้งการหาข่าวสารของหน่วยข่าวกรองวังหลวงและกรมข่าวสารก็เร็วกว่าฉัน  ปกติฉันต้องไปแฮกมาดู  เดี๋ยวนี้จะได้ให้ฝ่ายนู้นส่งข้อมูลมาเองเลย ”

 

  . . . ไม่มีใครกล้าทัดท้าน

 

  รัม   ออร์เรย์ลอง  ตำนานแห่งเทพกับศาสตร์การทำนายดวงดาวครับ  ” รัมฉีกยิ้มให้พวกวอดก้าแล้วพูดเบา ๆ ให้คนในกลุ่มได้ยิน

 

  ผมเลือกการทำนายเพราะยังไงคนที่ใช้ศาสตร์ความมืดและไสย์ศาสตร์ก็เหมาะที่สุดกับการแจ้งเตือนและการทำนายอนาคตอยู่แล้วครับ ”

 

  แล้วเรื่องยาพิษ ” เตกีล่าเลิกคิ้วถาม  รัมจึงสวนตอบอย่างรวดเร็ว

 

“ ยังไงผมก็ฉายาหมอปีศาจอยู่แล้วนี่ครับ  เรื่องการรักษาก็ตามฉายา  ยิ่งการใช้พิษผมก็ถนัดอยู่แล้ว  ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องแบบนั้นหรอก ” แล้วเจ้าตัวก็ฉีกยิ้มกว้างแต่นัยน์ตาเลือดเย็นมาให้    จริงไหมครับ ? ”

 

  เฮ่อ...เพื่อนฉันจะมีปกติบ้างไหมเนี่ย ” วอดก้าพึมพำเบา ๆ อีกสี่คนที่เหลือมองหน้าผู้เป็นเพื่อน  วิสกี้จึงหยอกผู้เป็นเพื่อนเล่น

 

  พูดอะไรน่ะวอดก้า  พวกเราก็แค่คนธรรมดาเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ ฮะ ฮะ  ฮะ ” วอดก้ารับคำด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่ค่อยเชื่อ

 

  อ้อเหรอ...ฮะ ๆๆ ”

 

หลังจากพูดคุยและลงอะไรเสร็จเรียบร้อย  พวกวอดก้าก็ไปรวมกับคนอื่น ๆ ซึ่งบอกสาขาวิชาที่ลงกัน  เริ่มจากซาเซน  เลือกลงวิชาการต่อสู้ขั้นสูงและการเต้นรำพื้นฐานเนื่องจากอาจารย์แฟเรียลได้ขู่เอาไว้ว่าถ้าเกิดในการสอบเก็บคะแนนซาเซนตกจะต้องให้คุณครูใจสาวสอนแบบแนบแน่นและต้องเป็นคู่สอนให้อาจารย์เขาทุกคาบ  ซิซีลีลงวิชาการต่อสู้ขั้นสูงเหมือนผู้เป็นพี่กับวิชาดาราศาสตร์พื้นฐานเพราะนึกสนุกอยากลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ บ้าง โดยมีเจนและมาดอนน่าเรียนวิชาดาราศาสตร์เป็นเพื่อน  นอกจากนี้ทั้งสองยังลงวิชาตำราพิชัยสงครามอีกด้วย  ซูกิ  ลงการประสานเวทเข้ากับดนตรีและพืชสมุนไพรเพราะสนใจในพลังการรักษาของมัน  ส่วนแครอไลท์ สาวเจ้าที่ใช้พลองเป็นอาวุธซึ่งโชว์ความสามารถในวิชาการต่อสู้ไปแล้วเลือกวิชาเต้นรำและมารยาทชั้นสูง  ซึ่งก็เหมาะสมกับคนสุภาพอย่างเจ้าตัวดี ( ถ้าไม่ได้เห็นการควงอาวุธของเจ้าตัวอ่ะนะ )

 

รีฟ ลูกชายตระกูลขุนนางแต่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวอ่อนเรื่องมารยาทเป็นที่สุดจึงถูกผู้เป็นอาจารย์ประจำวิชาบังคับให้ลงเรียนวิชานี้เช่นเดียวกับโจเซฟ  หนุ่มมาดกวนประจำหอกับไบรอน ชายหนุ่มที่ขี้อายเป็นที่สุดซึ่งเล่นเอาทั้งสามซึมกันไปนาน  นอกจากนี้ทั้งสามยังลงการประยุกต์ใช้อาวุธชั้นสูงอีกด้วย  เร็นลงวิชาความรู้รอบตัวตามนิสัยคนชอบอ่านหนังสือเมื่อได้ยินจากรุ่นพี่ว่าคนลงวิชานี้ได้อ่านหนังสืออย่างเดียว  ลงอีกวิชาคือการแพทย์โบราณเพราะเร็นสามารถใช้เข็มในการรักษาอย่างแตกฉานจึงขวนขวายหาการรักษาแบบอื่น ๆ ของคู่แฝดคาเมลเทียร์และคาเมสเทียร์เป็นวิชาประวัติศาสตร์ทั่วโลกกับวิชาดนตรีพื้นฐาน  ส่วนของไรออน  ขุนนางหนุ่มเรียนทิศทางและแผนที่กับการค้าและการลงทุน  พาซเซ่  เขาลงศาสตร์การคำนวณพื้นฐานกับภาษาทั่วโลกเพราะความใฝ่ฝันที่อยากจะค้าขายเดินทางไปทั่วโลก  และยูดาสลงวิชาการทำอาหารและขนมทั่วโลกกับศาสตร์การประยุกต์ใช้เวทมนตร์ซึ่งวิชาแรกที่ใคร ๆ รู้ต่างทำหน้าแปลก ๆ ไม่แพ้ตอนรู้ว่าวอดก้าก็ลง  แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ

 

  หา !!! ไดซ์ลงทำอาหารด้วยเหรอ ? !   สิบกว่าเสียงประสานกันด้วยความตกใจ  ขนาดวอดก้ายังเหวอไปชั่ววูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าวิชาหนึ่งเจ้าชายหนุ่มก็ลงเหมือนเขา  นึกว่าจะมีเขาคนเดียวที่ลงเสียอีก  ไหนจะ...

 

วอดก้าเหลือบตามองยูดาสที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนใบสมัครอย่างเฉยเมย  ก่อนราวเจ้าตัวจะรู้จึงเงยหน้าขึ้น  เลิกคิ้วทั้งสองข้าง  แถมมีการหรี่ตามอง  เสียงเย็นที่ไม่แพ้ต้นตำรับอย่างพาราไดซ์ถามสิ่งที่เขาคิด

 

  ผิดรึไงที่ผู้ชายจะเรียนทำอาหาร ” นักบวชหนุ่มยกมือปาดเหงื่อแล้วทำท่าขอยอมแพ้  บอกเสียงแห้ง

 

  ปะ...เปล่าครับ  ผะ...ผมก็เรียนด้วย เลย...

 

  ( หรี่ตาลงชิ้ง ๆ ) ”

 

  เลยคาดไม่ถึงนิดหน่อยน่ะครับ ”

 

  ก็แล้วไป ” เจ้าตัวเดินไปส่งใบสมัครแล้วเดินจากไป  ทิ้งวอดก้าและคนที่เหลือทำหน้ามึนกันเอง

 

  ไม่น่าเชื่อแฮะว่าวอดก้า  พาราไดซ์  แล้วก็ยูดาสจะลงเรียนทำอาหาร...ทำอะไรแตกต่างจากคนทั่วไปจริง ๆ ” คาเมลเทียร์เอ่ยด้วยความสงสัยเรียกความคิดบางอย่างให้ผุดขึ้นจากคนที่เหลือ

 

 

ทำไมไอ้คนที่มีฝีมือไม่ปกติถึงทำอะไรไม่ปกติตามไปด้วยเนี่ย ???

 

 

  ว่าแต่ไดซ์  นายลงอะไรอีกวิชา ” วอดก้าชะโงกหัวไปดูลายมือสวยงามเป็นระเบียบที่ใบสมัครของเจ้าชายหนุ่มซึ่งเขียนอย่างชัดเจนว่า  การทำอาหารและขนมหวานทั่วโลก , ศาสตร์การอ่านอักขระเวทมนตร์

 

  การทำอาหารงั้นเหรอ ? ” วอดก้าพึมพำนิด ๆ แล้วยิ้มกว้างให้เจ้าชายหนุ่ม  ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงกล่าว

 

  ขอฝากตัวด้วยนะ ” ก่อนนัยน์ตาสีส้มจะสบกับนัยน์ตาสีม่วงเข้มที่หรี่ลงเมื่อรับรู้ถึงการท้าทายครั้งใหม่

 

  เช่นกัน 

 

เหอะ ๆๆ มันเอากันอีกแล้ว 

 

พวกวิสกี้และวิมเลทส่ายหน้าเมื่อเห็นประกายไฟในดวงตาของทั้งคู่ก่อนจะหันมาหรี่ตาใส่กันเอง

 

  หืม...ลงการประสานอาวุธเข้ากับดนตรีกับ...ตำนานแห่งเทพ  ไม่เอาไหนเลยจริง ๆ ” วิมเลทเริ่มกล่าวเมื่อรับรู้ได้ว่าผู้เป็นรูมเมทเลือกเรียนอะไร  วิสกี้หนังตากระตุก

 

  แล้วมันหนักหัวหมาตัวไหนไม่ทราบ 

 

  ก็เปล่า...แค่เห็นแล้วมันน่าสงสาร  เรื่องเวทมนตร์ไม่ได้เรื่องแต่กลับลงอะไรไร้สาระ ” องครักษ์หนุ่มเหยียดยิ้มใส่

 

  หึ ๆๆ ” วิสกี้ส่งเสียงหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวบ้าง  “ ของแกดีตายล่ะ  ความรู้รอบตัวกับอะไรนะ...ตำราพิชัยสงคราม  หน้าตาอย่างแกไม่ฉลาดขนาดนั้นหรอก หึ ๆๆ ” แล้วก็หัวเราะตบท้ายอย่างสะใจเมื่อเห็นใบหน้าโกรธ ๆ ของอีกฝ่าย

 

  หน็อย...ไอ้พ่อค้าหัวเน่า ! ” วิสกี้ยิ้มเยาะแล้วโต้กลับ

 

  จะทำไม...ไอ้องครักษ์หัวหงอก !

 

“ เย้ ๆ นายลงวิชาวัฒนธรรมทั่วโลกกับตำนานแห่งเทพเหมือนเราเลย ” จินยิ้มกว้าง  ยกมือขึ้นฟ้าที่ได้เพื่อนคอเดียวกัน เช่นเดียวกับเคียร์ที่ยิ้มหวานสุภาพกับท่าทางเหมือนเด็ก ๆ นั้นแล้วพูด

 

  ฝากตัวด้วยนะครับ ”

 

  อืม ! ” จินรับคำแล้วถามองครักษ์หนุ่มด้วยน้ำเสียงที่แสดงความกระตือรือร้นว่า “  นายก็สนใจใช่ไหมล่า ~ โลกนี้มีของแปลก ๆ แล้วก็คนอีกเยอะ ๆ  ที่น่าสนใจอยู่มาก  แล้วนายลงเรียนทำไมเหรอ...

 

เคียร์อมยิ้ม

 

  ฉันก็สนใจเรื่องวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอยู่พอสมควรน่ะ  เลยกะจะหาความรู้เพิ่มหน่อย  นายก็เหมือนกันสินะ ? ” เคียร์ย้อนถาม  เห็นศีรษะทุย ๆ พยักหน้าหงึกหงักขึ้นลง  ตอบเสียงเริงร่า

 

  อือ...สินค้าของแต่ละประเทศและความหายาก...รวมถึงความต้องการ...นั่นสิสิ่งที่ฉันอยากรู้ ” เนื่องจากเจ้าตัวผ่อนเสียงลงหลังประโยคที่ตอบทำให้อีกฝ่ายได้ยินไม่ชัดนัก  เห็นเพียงศีรษะที่ก้มลงเล็กน้อยจนมองไม่เห็นแววตาที่ส่องประกายแวววาว

 

  งั้นก็เหมือนกัน ” เคียร์ยิ้มตอบรอยยิ้มของจินที่เงยหน้ายิ้มให้

 

ความคิดในหัวของวิสกี้  รัม  เตกีล่าและวอดก้าที่ได้ยินยิ้มแห้งพลางคิดเงียบ ๆ

 

 

เห็นทีจะคนละความหมายกันแล้วล่ะนะ  เคียร์เอ๋ย...

 

 

  หืม...ทำไมนายลงตำนานแห่งเทพกับการทำนายล่ะ ” บราวน์ถามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ  รัมเลิกคิ้วมองเล็กน้อยแล้วย้อนถามด้วยความสงสัย

 

  มีปัญหาอะไรกับวิชาที่ผมเลือกหรือครับ ? ”

 

  ก็เปล่า แค่แปลกใจนิดหน่อยน่ะ ” แพทย์หนุ่มไหวไหล่ก่อนจะต้องชะงักเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายชะโงกมามองกระดาษในมือเขาด้วยความสนใจบ้างจนรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของเส้นผมนุ่มที่ปนเปกับกลิ่นดอกทิวลิปในอ้อมแขนอีกฝ่ายและไอร้อนของลมหายใจ

 

  คุณเองก็ลงวิชาที่ผมแปลกใจเหมือนกัน ประวัติศาสตร์ทั่วโลกกับการใช้พิษงั้นเหรอ ? ” รัมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจแล้วเงยหน้าถามอีกฝ่ายที่นิ่งงันเมื่อใบหน้าที่เงยขึ้นนั้นทำให้ระยะห่างของทั้งสองลดลง

 

...อืม. ” บราวน์ตอบสั้น ๆ สบนัยน์ตาสีแดงของตนเองเข้ากับนัยน์ตาสีรัตติกาลที่ราวกับหลุมดำที่จะกลืนผู้มองลงไป  รัมเองก็เริ่มจะรับรู้ถึงความรู้สึกแปลก ๆ รีบก้าวถอยห่างเพื่อเว้นระยะ  แพทย์หนุ่มก็ราวกับจะเหมือนหลุดจากมนตร์สะกด  ฉีกยิ้มกวน ๆ เช่นเดิมแล้วบอกเสียงทุ้มปกติ

 

  ถ้ามีปัญหาจะขอมาปรึกษานายแล้วกัน ”  รัมยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดเรียบ ๆ

 

  ถ้าผมช่วยได้นะครับ ”

 

  คุณเองก็ลงการสอดแนมสินะครับ  ว่าแล้วเชียว ” เตกีล่าปรายตามองผู้มาใหม่ที่ชะโงกหน้ามาดูกระดาษของเขาอย่างเสียมารยาทแต่เจ้าตัวก็ไม่คิดจะพูดอะไรเพราะความขี้เกียจก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา  ใบหน้าปรากฏความตกใจชั่วครู่แล้วกลายมาเป็นปกติ  ไม่ใช่เพราะความเขินอายแต่เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดต่างหาก

 

  สนใจจะแลกเปลี่ยนข่าวสารกับผมหน่อยไหมครับ ? ”  เตกีล่าถามโดยที่ยังไม่ละสายตาจากหน้าจอโน๊ตบุคซ์  ก่อนสายลมหอบหนึ่งจะพุ่งผ่านเขาไปปรากฏตัวที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่เขานั่งอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

  สนใจไหมครับ ? ” บลัดดี้ถามอีกรอบหนึ่งก่อนจะได้รับเสียงราบเรียบที่ย้อนพูดสั้น ๆ

 

  ว่ามาสิ 

 

ลูกชายกรมข่าวสารเอนตัวมาด้านหน้า  ฟุบให้คางติดกับโต๊ะแล้วพูดเสียงแผ่วเบา  นัยน์ตาหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์

 

  ผมพอมีข่าวสารหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งผมคิดว่าคนคอเดียวกับผมอย่างคุณอาจจะสนเพราะมันมีมากมายพอสมควร  ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยข่าวกรองของตระกูลผมแล้ว ”  บลัดดี้ยิ่งยิ้มกว้างเมื่อเห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายวูบไหว  หน่วยข่าวกรองของวังหลวงได้ชื่อว่าเป็นทีมในการหาข่าวสารได้อย่างว่องไวและเงียบเชียบที่สุด   ยิ่งเป็นของรัฐทริสทอร์ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งที่ได้ชื่อว่าข่าวสารกว้างไกล  เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจไม่น้อยสำหรับนักค้าข่าวอย่างเขาแต่เตกีล่าก็ยังคงสีหน้าราบเรียบ 

 

  แล้วคุณต้องการ ? ”

 

  ก็ไม่มีอะไรมาก  จากครั้งที่แล้วในงานรับน้อง  ดูเหมือนคุณจะมีฝีมือมากไม่แพ้คนของวังและคนในตระกูลผม  อาจเหนือกว่าบางคนซะด้วยซ้ำเลยอยากจะขอเสนอให้ทำธุรกิจร่วมกัน ” เตกีล่าเลิกคิ้ว  ละมือจากแป้นคีย์บอร์ด

 

  ธุรกิจ ?  ” บลัดดี้พยักหน้าแล้วประสานมือวางไว้ที่โต๊ะ

 

  บางข่าวสารผมคาดว่าทางเราอาจไม่สามารถกรองหรือเจาะรายละเอียดได้มากซึ่งเพราะใช่ว่าข่าวบนโลกนี้จะน้อย  มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเลบอยากจะให้ลองแลกข่าวสารกัน ”

 

  ยังไง ”

 

  ง่าย ๆ ” ลูกชายกรมข่าวสารเอนตัวพิงเก้าอี้  ฉีกยิ้มขี้เล่น    บางข่าวผมจะส่งไปให้คุณกรองหรือตรวจสอบว่าถูกไหม  แลกกับข่าวที่คุณต้องการหนึ่งอย่าง  แน่นอนว่าต้องสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่ผมส่งไปให้คุณด้วย    เท่ากับถ้างานสบายข่าวก็จะง่ายตาม  เมื่อเตกีล่าลองครุ่นคิดดูก็คิดว่าน่าจะคุ้ม  ยิ่งเรื่องข่าวเกี่ยวกับของวิเศษของวอดก้าอีกทำให้เตกีล่าตอบกลับอย่างไม่ลังเล

 

“ ตกลง ”

 

  งั้นก็ตามนี้  ” บลัดดี้สรุปแล้วส่งมือให้เตกีล่าจับ “  ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน ”

 

เจ้าแม่วงการข่าวสารมองมือนั้นอย่างเฉยชา  ยกจับตามมารยาทแล้วรับคำสั้น ๆ

 

  อืม ”

 

หลังจากนั้นพวกวอดก้าและพาราไดซ์ก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้อง  ส่วนหัวหน้าและรองต้องประชุมสภาเพื่อเรียบเรียงและกรองรายชื่อนักเรียนปีหนึ่งของหอตัวเองอีกที   กว่าอะไรจะจบก็เที่ยงคืนพอดี

 

  เฮ่อ...ลูกพ่อ  หิวกันไหม ? ...โอ๋ ๆ ขอโทษ...พ่อดันลืมให้ขนมทิ้งไว้ ”  วอดก้าที่คุยกับปลาสีเงินและทองที่บ่อยังหงุงหงิงไม่เลิกจนพาราไดซ์ต้องตามให้ไปอาบน้ำนั่นแหละ 

 

สิบห้านาทีต่อมา

 

เจ้าชายหนุ่มนั่งเคลียร์เอกสารที่โต๊ะทำงานต่ออย่างเคร่งเครียด  ส่วนวอดก้าเองก็ตามมาช่วยต่อเงียบ ๆ อย่างว่องไว   ทั้งสองต่างเร่งมือทำอย่างเต็มที่เพราะการบ้านของวันนี้ก็ใช่จะไม่มี  มีพูดคุยกันบ้างเพื่อปรึกษางาน  ขนมและน้ำชาวอดก้าก็จะเตรียมด้วยความฉับไว  เพื่อคนเย็นชาร่วมห้องของเขาด้วย

 

เวลาผ่านไปไวอย่างรวดเร็วจนราว ๆ ตีสามกว่า  ทั้งพาราไดซ์และนักบวชหนุ่มจึงพากันเตรียมตัวเข้านอน  วอดก้าที่เก็บเอกสารให้เข้าที่ให้เรียบร้อยชะงักเมื่อเห็นบันทึกเล่มหนา  สีน้ำตาลเก่าที่ได้มาจากร้านหนังสือเก่าของท่านโอลิเวีย   มือเรียวไล่ขอบปกอย่างช้า ๆ ปนอาทรก่อนจะชักมือกลับราวต้องของร้อน  บัดนี้  วอดก้ายังไม่ได้แม้แต่จะเปิดอ่านมันสักหน้า  ด้วยความรู้สึกที่บอกว่า...มันยังไม่ถึงเวลา 

 

เขาถอนหายใจ  ทาบฝ่ามือลงบนปกหนังสือด้วยใบหน้าที่ราบเรียบแต่ปิดความสั่นไหวในจิตใจไม่มิด  หากแต่มันก็กลับมามั่นคงตามเดิม

 

...... ” เจ้าชายหนุ่มมองเพื่อนร่วมห้องด้วยแววตาเรียบเฉยห่าง ๆ มองเสี้ยวหน้าด้านหนึ่งของวอดก้าอย่างนิ่งเงียบ

 

  เมื่อถึงเวลาจ้ะ...  เสียงใสอ่อนหวานของผู้เป็นมารดากระซิบที่ริมหูอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น  ราวจะปลอบประโลมจิตใจที่เศร้าสลดของผู้เป็นลูก 

 

วอดก้าหลับตาลงพลางยิ้มน้อย ๆ ที่ริมฝีปาก  รับคำเสียงแผ่วเบา

 

  ครับ...เมื่อถึงเวลา ”

 

หมับ !

 

มือหนาของเจ้าชายหนุ่มจับที่ข้อมือข้างหนึ่งของวอดก้า  เรียกใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันมามองตาม  พาราไดซ์พูดเสียงเรียบ

 

  นอนได้แล้ว ”

 

  ...ครับ...

 

วอดก้าพยักหน้า  เลื่อนมืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกจับปิดลิ้นชักแล้วเดินตามคนที่จูงมือเขาต้อย ๆ เตียงวันนี้ก็ยังคงติดกันก่อนวอดก้าจะซุกนอนที่ของตนเอง  หันหลังให้เพื่อนร่วมห้องแล้วกล่าวสั้น ๆ

 

   ราตรีสวัสดิ์...ฝันดีนะครับ ”

 

สายตาคู่คมของพาราไดซ์มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ทรุดตัวลงนอนบ้าง  ไม่นานก็รับรู้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของอีกฝ่ายก่อนนักบวชหนุ่มจะพลิกมาทางเขาพร้อมแขนที่ก่ายเอวหน้าเช่นเดิม  จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าบางที  เพื่อนร่วมห้องของเขาอาจจะคิดว่าเขาเป็นหมอนข้างไปแล้วก็ได้

 

เจ้าชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ดึงตัววอดก้าให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนเพื่อให้อีกฝ่ายซุกหาความอบอุ่นที่อกกว้าง  ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเหน็บในห้อง  ในห้วงความคิดของเขาคิดเพียงใบหน้าที่ราบเรียบแต่ในใจกลับสั่นไหวของอีกฝ่าย  ที่เหมือนจะ...สามารถหลั่งน้ำตาได้ทุกเมื่อยามมองสมุดบันทึกเล่มนั้น  เขาจึงตัดสินใจดึงเพื่อนร่วมห้องให้ได้สติก่อน  ศีรษะทุย ๆ ที่อยู่ใต้คางส่งกลิ่นหอมของแชมพูและกลิ่นหอมประหลาดที่คุ้นเคย  เปลือกตาบางของเจ้าชายหนุ่มค่อย ๆ พริ้มตาหลับลง  เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบแผ่วเบาตอบกลับคนที่หลับไปก่อนแล้ว

 

“ ราตรีสวัสดิ์...และขอให้ฝันดี ”

 

  อืม...” วอดก้ารับคำเสียงแผ่วเบาจนเหมือนละเมอเสียมากกว่า  ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ขึ้นคาดว่าวันนี้วอดก้าอาจจะฝันดีตามเสียงทุ้มนั้นบอกก็เป็นได้

 

 

มาต่อแว้วววววววววว

 
 

วันศุกร์  คาบประชุมหอ ( วิชาสาขาอาชีพ )

 

 

  เอ่อ...” วอดก้าได้แต่ยิ้มแห้ง  รู้สึกถึงบรรยากาศอันน่าหนักใจ  ถึงแม้จะถูกขนาบข้างด้วยพาราไดซ์และยูดาสแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ...

 

“ ทะ...ทั้งสองคน  ช่วยออกไปห่าง ๆ ผมหน่อยได้ไหมครับ ?  ” วอดก้ากล่าวอย่างเหลือทนในที่สุด  เพราะสายตากว่านับร้อยคู่ที่มองมา  พาราไดซ์เลิกคิ้ว  ถามเสียงเฉยชา

 

  มีปัญหารึไง ”

 

มันแน่นอนสิ !

 

วอดก้ากรีดร้องตอบในใจ  พยายามอดทนกับบรรยากาศที่เหมือนตัวประหลาดที่ถูกคนจ้องมอง  จนวอดก้าต้องยิ้มแห้ง  หันไปบอกสองหนุ่มเสียงหน่าย

 

  พวกนายทำให้ฉัน...เด่นและเหมือนตัวประหลาด ” ถ้อยคำนั้นออกแววกล่าวหาอยู่นิด ๆ

 

เรื่องมันเริ่มจากการที่เขา  เจ้าชายหนุ่มและยูดาสต้องเริ่มมารับการทดสอบของวิชาการทำอาหารเพื่อวัดความสามารถเนื่องจากกลุ่มอาจารย์ประจำวิชานั้นมีน้อยทำให้ต้องมีการแบ่งความสามารถอย่างชัดเจนว่าใครมีความสามารถประมาณไหนเพื่อให้รุ่นพี่หรือคนที่มีฝีมือยอดเยี่ยมได้ช่วยสอน  ดังนั้นคนที่เข้าเรียนวิชาเสริมนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยากจะประกอบอาชีพพ่อครัวหรือแม่ครัว  และอีกส่วนหนึ่งคือเหล่าหญิงสาวที่อยากจะเรียนรู้การเป็นแม่ศรีเรือน  แน่นอนว่าเปอร์เซ็นของผู้หญิงในวิชานี้เป็นจำนวน  95 %  ของทั้งหมด  และทันทีที่พวกเขาทั้งสามก้าวย่างเข้ามาในห้องสาขาวิชาการทำอาหาร  สายตานับร้อยของทั้งคนที่จะมาทดสอบ  มาคอยเชียร์หรือดูการแข่งขันนี้และรุ่นพี่ที่จะคอยดูแลนักเรียนปีหนึ่งก็พุ่งเป้ามาที่สองคนที่ขนาบข้างวอดก้าในทันทีเพราะสองในสามของบุรุษมีใบหน้าอันหล่อเหลาอย่างที่ใคร ๆ เห็นเป็นต้องเหลียวมองและตกหลุมรัก 

 

“ เฮ่อ... ” วอดก้าถอนหายใจแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อหาทางหลบจากการเป็นจุดสนใจ  แต่ก็ต้องชะงักเมื่อร่างของสองหนุ่มตามมาประกบอีกรอบจนเขาออกอาการเซ็ง 

 

ช่างหัวมันแล้ว

 

วอดก้าคิดแล้วเอนตัวพิงเสาต้นหนึ่งในห้องทำอาหาร  ภายในห้องอาหารของสาขานี้มีขนาดใหญ่เกือบเท่า ๆ กับห้องโถงที่พวกวอดก้าเข้าทดสอบการเลือกหอเลยทีเดียว   มีโต๊ะทำอาหารและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน  พื้นทำด้วยเนื้อหินอ่อนอย่างดี  มีดวงไฟให้ความสว่างทุกส่วนของห้องอาหารที่นี่  นอกจากนี้ที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่ในการทำอาหารของงานฉลองสำคัญ ๆ อีกด้วย  เรียกได้ว่ามีความสำคัญพอควร  

 

เขาค่อย ๆ หลับตาลงเนื่องจากความอ่อนเพลียที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนไม่ต่างจากพาราไดซ์ที่ยืนเอนเสา  ถึงแม้พวกเขาจะมีความสามารถเหมือนปีศาจและมีความทรหดแต่กต่างจากคนอื่น ๆ แต่ถ้าไม่ได้นอนติดต่อกันหลายวันก็ไม่ไหวเหมือนกัน  วอดก้าจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงนัยน์ตาของบุรุษอีกหนึ่งที่มองมา  พึมพำเบา ๆ

 

  การทดสอบเริ่มแล้วเรียกผมทีนะครับ...คุณยูดาส ”

 

  ... ” อีกฝ่ายเพียงกอดอกแล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาราบเรียบก่อนจะเหล่มองคนที่ดูจะ ' หน้าตาธรรมดา ' ที่สุดซึ่งปัดความรับผิดชอบมาที่พวกเขาว่าทำให้ตนเองเป็นจุดเด่นโดยไม่คิดเลยว่าสายตาส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งในสามของห้องก็มองมาที่นักบวชหนุ่มเหมือนกันเพราะรอยยิ้มอันอบอุ่นและความเซ็กซี่ที่เจ้าตัวเคยไปก่อไว้ในงานรับน้อง แน่นอนว่ามันเป็นสายตาของผู้ชายส่วนใหญ่เสียด้วย

 

กิ๊ง !

 

เสียงสัญญาณดังขึ้นเรียกความสนใจจากทั้งหมดให้หันไปสนใจเวทีขนาดปานกลางซึ่งอยู่หน้าสุดของห้อง  รุ่นพี่สาวคนหนึ่งเริ่มเอ่ยขึ้นเสียงกังวาน

 

  ขอยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกท่านของสาขาอาชีพการทำอาหาร  ทุกคนคงทราบแล้วว่าเราเรียกตัวมาให้ทดสอบระดับความสามารถเพื่อให้ง่ายต่อการสอน ” รุ่นพี่สาวคนนั้นมองไปรอบ ๆ อย่างคำนวณ “  แต่ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีคนที่เข้าเรียนวิชานี้มากเกินไป  โต๊ะครัวทำอาหารคงไม่พอดังนั้นทางเราขอให้ทุกคนแบ่งกลุ่มสามคนและจะให้โต๊ะหนึ่งต่อคนสามคนนะคะ เพื่อที่จะได้เพียงพอกับจำนวนคนที่มา ”  เสียงของเด็ก ๆ เริ่มจอกแจกเพราะยังมีเหล่ารุ่นพี่อีกมากที่ต้องการเรียนเสริม  เพราะเมื่อเลื่อนชั้นแล้วสามารถขอยื่นคำร้องเปลี่ยนวิชาสาขาอาชีพได้

 

  เอาล่ะ...เงียบ ๆ ก่อนค่ะ ” รุ่นพี่สาวคนนั้นบอกทำให้เสียงรอบข้างเงียบลงอย่างรวดเร็ว   ถ้าเข้าใจแล้วขอให้จับกลุ่มแล้วเลือกโต๊ะที่จะทำอาหารเลยนะคะ  การทดสอบคือให้ทุกคนทำอาหารและขนมหวานออกมาชนิดละหนึ่งอย่างเท่ากับคนหนึ่งต้องทำสองอย่างค่ะ  โดยตลอดการทำอาหารจะมีกรรมการและผู้คุมเดินตรวจเพื่อดูความชำนาญในการทำ  ใครที่คิดว่าตัวเองไม่สามารถทำอาหารหรือขนมได้แม้แต่อย่างเดียวขอให้เดินไปลงชื่อที่รุ่นพี่ที่อยู่ด้านหลังสุดเลยค่ะ ” รุ่นพี่สาวชี้ไปด้านหลัง  มีเด็กปีหนึ่งหลายคนเดินไปลงชื่อเพราะไม่สามารถทำอะไรได้จริง ๆ  แน่นอนว่าเหล่ารุ่นพี่ต่างรู้กฏนี้กันอยู่แล้วจึงไม่ได้มีรุ่นพี่คนไหนเดินออกไป

 

  ใครที่ทำเสร็จแล้วขอให้ชูธงผืนเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะนะคะ  กรรมการจะทำการชิมและให้ใบประเมินคะแนน  แล้วให้ไปลงชื่อกับรุ่นพี่คนเดิมทางด้านหลังค่ะ  โดนการทำอาหารและขนมหวานมีเวลาให้ทำทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง  ถ้าไม่มีใครข้องใจแล้วกรุณาเตรียมพร้อมค่ะ ”  เมื่อได้ยินดังนั้นพวกวอดก้าจึงถอดเสื้อคลุมประจำหอออก  มีรุ่นพี่หลากหลายคนที่พากันซุบซิบแล้วมองมายังที่พาราไดซ์  ยูดาส   แน่นอนว่าแม้ส่วนใหญ่จะมีทั้งความชื่นชมและแสดงความอิจฉาในความหน้าตาดีของเจ้าชายหนุ่มและยูดาส  แต่อีกส่วนหนึ่งคือหมั่นไส้ในความหน้าตาดีของทั้งสองอีกนั่นแหละ  ยิ่งมองเห็นสีและเข็มกลัดที่แสดงตนว่าอยู่หอสราท  ศัตรูรอบข้างก็ปรากฏในทันใดและทำเลที่ทั้งสามเลือกก็ดีเหลือเกิ๊น ( ประชด ) ...เพราะ อยู่กลางดงเหล่าชายหนุ่มที่มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยทั้งนั้น

 

  เหอะ...ไม่รู้เด็กปีหนึ่งหอสราทคิดอะไรถึงกล้ามาลงทดสอบเรียนการทำอาหาร ” เริ่มแล้วโดยรุ่นพี่หนุ่มปีสี่จากหอคิมหันต์  วอดก้าเลิกคิ้วในทันใด  ในขณะที่อีกสองหนุ่มหรี่ตาลงอย่างคมกล้า

 

  นั่นสิ...ยิ่งคนหนึ่งคือเจ้าชายรัชทายาทของทริสทอร์ ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะ...แต่นี่คือการทำอาหารนะ  ไม่ใช่ตอบคำถามจากในตำรา ”  รุ่นพี่อีกคนหนึ่งกล่าวด้วยใบหน้าเหยียด ๆ เพราะมั่นใจเช่นกันว่าในโรงเรียนสิทธิ์นักเรียนล้วนเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายมาจากไหนก็ตาม  อีกสองเสียงพูดสนับสนุน

 

  ใช่แล้วคุณเจ้าชาย  นี่ไม่ใช่แข่งขันตอบคำถามการทำอาหารแต่เป็นการปฏิบัติจริง ๆ  ” อีกคนกล่าวย้ำ

 

  ถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้ก็ถอนตัวไปก่อนที่จะขายขี้หน้าเถอะ ฮะ ๆๆ ”

 

  นั่นสิ ฮะ ๆๆ ” คราวนี้เหล่าชายหนุ่มและคนอื่น ๆ ที่มีความเห็นตรงกันพากันหัวเราะแล้วบอกให้กลุ่มของพวกวอดก้าถอนตัวในขณะที่บางส่วนยังนิ่งเงียบแม้จะอดเห็นด้วยไม่ได้  เจ้าชายรัชทายาทจากทริสทอร์ถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้และทุก ๆ ด้านแต่ไม่มีใครรู้ว่านั่นรวมเรื่องการทำอาหารหรือเปล่า ?  และจากที่ดูอีกสามคนถึงแม้หน้าตาจะเด่นแต่ก็ใช่ว่าจะทำอาหารเป็นเพราะสีผิวคล้ายลูกคุณหนูของวอดก้าและยูดาส  กับท่าทางที่จับอุปกรณ์เหมือนเด็กได้ของเล่นก็ทำให้หลาย ๆ คนคิดเช่นนั้น  แต่อีกไม่นานพวกเขาจะรู้ว่สิ่งที่พวกเขาคิด...มันผิดไปเหมือนหน้ามือกับหลังเท้าเลยทีเดียว

 

  อุปกรณ์ทันสมัยแถมสะดวกดีแฮะ  แล้ววัตถุดิบการทำอาหารล่ะ ? ” วอดก้าพึมพำด้วยความถูกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยแต่ไม่นานคำตอบก็ถูกไขกระจ่าง

 

  สำหรับคนที่เพิ่งทดสอบนะคะ  ที่ใต้โต๊ะทำอาหารลงเวทมนตร์ที่เชื่อมไปกับคลังของห้องเก็บวัตถุดิบ  สามารถคิดแล้วดึงออกมาได้เลยค่ะ  ไม่มีวัตถุดิบอะไรที่ครัวเราไม่มี  อ้อ...ถึงแม้จะอยู่กลุ่มเดียวกันแล้วก็เป็นเพื่อนกันแต่ก็ห้ามช่วยกันอย่างเด็ดขาดเลยนะค้า ” รุ่นพี่สาวบอกเสียงเข้ม  ก่อนจะพยักหน้าเพื่อเป็นสัญญาณ  เสียงระฆังดังก้องกังวานพร้อมกับทุกคนที่เริ่มลงมือ !

 

  ตกลงก่อนนะครับว่าใครจะทำอะไรเพราะถ้าแย่งกันทำมันจะกลายเป็นผิดพลาด  ผมจะทำสปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล ( Stir   fried   spaghetti  spice  food  )  กับลาเรียเต้  ( Lariata ) ” วอดก้าชิงถาม  อีกสองคนก็ตอบกลับอย่างรวดเร็วเพราะรู้ว่ายิ่งตกลงเร็วเท่าไหร่ก็จะเสร็จเร็วเท่านั้น

 

  ซี่โครงแกะรมควัน ( Grilled   lamb  chops ) กับเค้กไวท์ช็อก ( White  Cake   shock  )    ยูดาสตอบเสียงราบเรียบ  มือเริ่มเตรียมอุปกรณ์และวัตถุดิบของตนเอง

 

  สเต็กปลาราดน้ำผึ้ง ( Fish  Steak   topped   with   honey  ) กับซูฟ์เฟลช็อกโคแลต (  Chocolat   Souffle ) ” ทั้งหมดสบตากัน  รู้ลำดับการทำทันทีโดยไม่ต้องใช้คำพูด  ก่อนทั้งสามจะแยกย้ายกันในทันที   วอดก้าเริ่มเตรียมวัตถุดิบของเขาสำหรับอาหารได้แก่  เส้นสปาเก็ตตี้  อาหารทะเลจำพวกกุ้ง  ปลาหมึก  เนื้อปลา  หอยชนิดต่าง ๆ และพืชผักโดยนักบวชหนุ่มหมายมาดจะใช้สมุนไพรที่มีกลิ่นแรง ๆ และมีเอกลักษณ์เพื่อขับรสชาติของสปาเก็ตตี้  นอกจากนี้วอดก้ายังจะใช้แอลกอฮอลล์บางชนิดเพื่อเพิ่มความเข้มข้น

 

เริ่มแรกเขาผ่าตัวกุ้งให้สวยงามแล้วแกะเปลือกออกเหลือเพียงส่วนหางและหัว  นำปลาหมึกและเนื้อปลามาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำด้วยความเร็ว   แล้วเริ่มนำหอยแมลงภู่ที่เลือกไว้ไปลวก  ในขณะที่อีกทางก็เริ่มลวกเส้นสปาเก็ตตี้  สะบัดหลายครั้งสลับกับการแช่น้ำเย็นเพราะจะทำให้เส้นสปาเก็ตตี้ที่ได้นิ่มปนความกรอบภายในเอาไว้  ( เหมือนเส้นโซบะ )  หันไปหั่นผักและเตรียมเครื่องปรุงให้เรียบร้อย  ส่วนเรื่องของลาเรียเต้   ( หากใครยังไม่ลืม ) มันคือขนมคล้ายทาร์ตซึ่งภายในสอดไส้ด้วยผลไม้หวานเปรี้ยวหลากหลายชนิด  ตัวทาร์ตนั้นผสมด้วยแป้งกรอบที่ฟูอย่างเต็มที่เพราะอากาศที่เข้าไปภายใน  โรยด้วยน้ำตาลและไอซิ่งซึ่งวอดก้าต้องเตรียมนวดแป้งและทำครีมนมสดกับน้ำทับทิมเข้มข้นด้วย

 

ด้านพาราไดซ์  เนื้อปลาถูกแล่อย่างชำนิชำนาญราวกับมืออาชีพ  มือเรียวตวัดทีเดียวแล่เนื้อปลาครึ่งตัวก่อนจะเริ่มเลาะกระดูกบางส่วนและกรีดขวางให้เห็นเส้นขวางลำตัวของเนื้อปลาอย่างสวยงาม  เพียงไม่นานก็ได้ส่วนปลาที่ดูน่ารับประทานที่สุดสามชิ้น   ทาเกลือบาง ๆ แล้วโรยด้วยพริกไทยดำกับสมุนไพรกลิ่นจัดเพื่อหมักเนื้อปลา  จากนั้นนำเข้าช่องแช่เย็นซึ่งต้องรอสักพักหนึ่ง  ระหว่างนั้นเจ้าชายหนุ่มจึงเตรียมน้ำผึ้งและสลัดผักที่ต้องเป็นอาหารเคียงให้เรียบร้อย  มือหนาคว้ามีด  โยนผักที่เตรียมไว้แล้วฟันตามขวางอย่างรวดเร็ว  พืชสมุนไพรที่ถูกตัดเรียบร้อยก็ถูกใส่ลงในชาม  ระหว่างรอเนื้อปลาให้เข้าที่ พาราไดซ์ก็ทำการต้มแท่งช็อกโคแลตที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายก็การละลายโดยการให้ความร้อน  แต่ซูฟ์เฟลของเขาก็ต้องทำเป็นอย่างท้ายที่สุดเนื่องเพราะหากทำเสร็จเร็ว  ซูฟ์เฟลช็อกโคแลตที่ได้จะแห้งและไม่พองฟู

 

ยูดาสเลาะเนื้อติดไขมันบางส่วนจากซี่โครงแกะชิ้นพอเหมาะอย่างรวดเร็วแล้วแยกส่วนอย่างสวยงาม  ผสมด้วยสมุนไพรเช่นเดียวกับพาราไดซ์โรยเกลือกับพริกไทยดำ  ตบท้ายด้วยเครื่องปรุงและมะนาวจากนั้นจึงนำไปทาที่เนื้อแกะกับซี่โครง  ห่อด้วยกระดาษฟรอย์ให้มิดชิดพอประมาณไม่แน่นเกินไป  นำเข้าเตาอบเพียงสิบห้านาทีซึ่งปกติต้องใช้เวลายี่สิบนาที  จากนั้นเขาจึงเริ่มเตรียมตัวทำเค้กไวท์ช็อกโคแลต  อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ดึงแม่พิมพ์ขนาด 8 นิ้ว รองก้นพิมพ์ด้วยกระดาษไข  จากนั้นเริ่มการร่อนแป้งให้ลงชามที่เตรียมผสม  ใส่ผงฟูด้วยสัดส่วน 1 ต่อ 10 ของแป้ง แล้วผสมเกลือลงไปสี่ช้อนชา  แล้วใส่น้ำลงไปพอที่แป้งจับก้อนแต่ไม่เหลว  ตอกไข่ใส่ชามใหม่  ผสมน้ำตาลทราย+น้ำตาลทรายวนิลา  แล้วตีให้ไข่ฟู  กลายเป็นฟองละเอียดราว ๆ เกือบสิบนาที  พอดีกับที่ซี่โครงแกะที่นำไปอบเสร็จ  ยูดาสนำมันออกจากเตาในทันที  ลองหั่นเนื้อดูสีภายในแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ  ตั้งกะทะและเร่งไฟอ่อน ๆ พร้อมเทน้ำมันมะกอกลงไป  เตรียมที่จะทอดซี่โครงแกะต่อ  แน่นอนว่าเขาต้องเทส่วนของไข่ที่ตีแล้วให้ผสมกับแป้ง  ค่อย ๆ คนช้า ๆ แต่สม่ำเสมอจนเมื่อเนื้อแป้งกลายเป็นเนื้อเดียวแล้วปล่อยทิ้งไว้สักพัก

 

พาราไดซ์ที่นำเนื้อปลาที่เข้าช่องแช่แข็งออกมา  นวดเนื้อปลาเพื่อเพิ่มความนุ่มให้กับเนื้อก่อนทอด  ตั้งกะทะแล้วเร่งไฟให้อ่อน  เทน้ำมันพืชลงไปแล้วรอให้มันร้อน  ระหว่างที่รอนั้น ช็อกโคแลตที่เหลวได้ที่แล้วก็นำมาตีให้เนื้อเข้าที่  ผสมกับแป้งและผงฟูพอประมาณ  ใส่น้ำตาลและไข่ขาวที่ถูกตีเป็นฟองเรียบร้อยแล้วผสมกัน  จากนั้นก็นำไปตีต่อด้วยความเร็วและความแรงที่ดีเยี่ยม  นำถาดรองสำหรับใส่อบเทน้ำเปล่าลงไปเพื่อระบายความร้อนก่อนที่จะนำซูฟ์เฟลเข้าเตา  ถ้วยขนาดเล็กถูกวางเรียงราย  ทาน้ำตาลเคลือบภายในถ้วยแล้วเทช็อกโคแลตที่ผสมไว้ลงไปราว ๆ เกือบถึงขอบถ้วย  เตรียมที่จะนำเข้าเตาอบ  แต่นั่นก็เฉพาะขนมหวานเพราะเจ้าชายหนุ่มยังต้องทำสเต็กปลาต่อ 

 

วอดก้าที่นวดและผสมแป้งกับไข่เรียบร้อยยังคงนวดแป้งต่ออย่างใจเย็น  สลับทำการนำเส้นสปาเก็ตตี้ขึ้นมาเพื่อให้เส้นสัมผัสกับอากาศบ้าง  จนในที่สุดเมื่อเขาเห็นว่าเนื้อแป้งเข้าที่เรียบร้อยแล้ว  จึงใส่ผลไม้ที่หั่นไว้เรียบร้อยลงไปผสมกับเนื้อแป้งฟู  นำถามรองมาวางเตรียมไว้แล้วเริ่มการดัด  ตัดแต่งแป้งให้มีลักษณะเหมือนทาร์ตไข่วางเรียงรายลงไปบนถาด  แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทำครีมนมสดซึ่งต้องใช้วิปปิ้งครีม  นมสดและไอซิ่งขาว  วอดก้าก้าฉีดวิปปี้งครีมลงไปในชาม  เทนมสดพอประมาณที่ทำแล้วไม่ท่วมวิปครีม  ร่อนไอซิ่งขาวจนเหนียวเล็กน้อยแล้วหันไปคั้นน้ำทับทิมต่อ

 

  ...    ผู้ชมพากัน...อึ้ง...

 

  ...    คนเข้าร่วมการทดสอบรอบตัววอดก้าก็พากัน...อึ้ง...

 

ส่วนเหล่าคณะกรรมการที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชมมองท่าทีสบาย ๆ ของทั้งสามตาปริบ ๆ มองมือของวอดก้าที่เริ่มการผัดสปาเก็ตตี้อย่างรวดเร็ว  ใช้แรงมือสะบัดกระทะให้เส้นลอยขึ้นแล้วตกลงด้วยความสูงสม่ำเสมอ  มือหนึ่งก็คว้าขวดไวน์แดงราดใส่โดยที่ไม่ต้องหันไปมอง  โรยเครื่องปรุงลงไปเรียกกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนเมื่อผัดไปเรื่อย ๆ เส้นสปาเก็ตตี้ก็เริ่มกลายเป็นสีทองเปล่งประกาย  จากนั้นก็นำลาเรียเต้เข้าเตาทางด้านพาราไดซ์ที่นำปลาลงทอดแล้วมีเสียงซ่าของน้ำมันปลาและเสียงเครื่องปรุงที่หมักเริ่มแตกตัวออกอย่างน่ารับประทาน  แล้วเริ่มนำซูฟ์เฟลเข้าเตาอบ  ตั้งอบที่เวลา 15 นาที   ยูดาสที่ย่างเนื้อแกะแล้วโรยใบมิ้นลงไปเกิดความรู้สึกสดชื้นขึ้น  มือก็หยิบขวดไวน์แดงจากวอดก้าที่ส่งให้ต่อโดยไม่มีการเหลือบมองหรือส่งเสียงเรียกแล้วราดเป็นเส้น ๆ ใช้มีดปาดหน้าบาง ๆ ของเนื้อให้ไวน์แดงซึมเข้าไป  โรยเกลือเป็นอย่าสุดท้ายแล้วพลิกชิ้นเยื้อซี่โครงไปมาให้ความร้อนกระจายทั่วถึง   ขณะเดียวกันที่รอก็นำขนมเค้กเข้าเตาอบในทันที

 

  O[]o ” ปากของผู้เข้าร่วมการทดสอบอ้าเป็นทิวแถว  ใบหน้าของสามหนุ่มผู้ทำอาหารอย่างสบาย ๆ เหมือนจะทำง่ายแต่จริง ๆ แล้วทุกขั้นตอนล้วนต้องพิถีพิถัน  กลิ่นหอมของอาหารทั้งสามก็ส่งกลิ่นหอมยั่วใจออกมา  ผู้ชมบางคนถึงกับน้ำลายไหล  ปาดออกแทบไม่ทัน  ส่วนผู้เข้าร่วมทดสอบก็เอาแต่มัวมองอาหารที่วอดก้า  พาราไดซ์และยูดาสทำจนไม่เป็นอันทำอะไร  เสียงพูดคุยยิ่งมาก็ยิ่งดัง

 

  โห...ทำยังไงเส้นสปาเก็ตตี้ถึงได้มีสีทองกัน ”

 

  น่ากินสุด ๆ ...ลาเรียเต้ของน้องเขาน่ากินกว่าสูตรของโรงเรียนอีก ซู้ด...

 

  เฮ้ย ! น้ำลายไหล อยากกินซี่โครงแกะจัง ~

 

สเต็ก ~ สเต็กจ้า ~

 

เค้ก...เค้ก...เค้ก

 

อยากกินหมดเลยอ่ะ  สปาเก็ตตี้น่ากินจัง

 

อีกมุมหนึ่ง  รุ่นพี่สาวที่ได้ขึ้นไปประกาศบนเวทีกำลังยืนคุยกับใครคนหนึ่งที่มุมมืด

 

  ไม่นึกเลยนะคะว่าเด็กสามคนนัน้จะมีฝีมือขนาดนี้ ” รุ่นพี่สาวหรือ ' นิกกี้   นิโคล ' หัวหน้าผู้ช่วยของอาจารย์ประจำวิชาการทำอาหารนี้มองท่าทางทำอาหารของวอดก้า  พาราไดซ์และยูดาสที่บ่งบอกความชำนาญอย่างสูงในการทำอาหาร  ทั้งอาหารและขนมหวานล้วนทำได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ  สามารถทานพร้อมกันได้ในทันที  ก่อนจะถามความเห็นของผู้เป็นอาจารย์

 

อาจารย์โซฟีคิดว่าไงหรือค่ะ...  หญิงสาวที่ยกบุหรี่ขึ้นสูบพ่นควันสีขาวออกมา  นัยน์ตาสีแดงเหลือบมองใจกลางของห้องครัวทดสอบอย่างประเมินแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก

 

  ฝีมือการทำชำนาญยิ่งกว่ามืออาชีพ ทั้งการแล่เนื้อ หั่น  ตัด  แยกส่วนและความแรงในการทำยอดเยี่ยมมาก  เข้าใจในการเพิ่มรสชาติของอาหารเป็นอย่างดี  ดึงเอารสชาติออกมาได้อย่างหมดจดจนส่งกลิ่นหอมแต่ไกล ” โซฟีมองไปที่เด็กทั้งสามก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อนัยน์ตาสีส้ม  สีม่วงคมและสีน้ำเงินเข้มเงยขึ้นมองมาทางเธออย่างพร้อมเพรียง  โดยเฉพาะคนผมเงินที่ยิ้มบาง ๆ ให้จนเธอต้องพูดเสริม  ด้านสายตาและประสาทสัมผัสดีมาก  อย่าปล่อยให้หลุดมือล่ะนิกกี้   นิกกี้รู้ได้ในทันทีว่าคุณครูสาวต้องการอะไร  ก้มศีรษะลงเป็นเชิงทำความเคารพแล้วเดินไปเป็นกรรมการของโต๊ะอื่น ๆ ตามปกติ

 

เวลาผ่านไปจนขนมของทั้งสามสุก  ต่างนำออกจากเตาแล้วนำมาตกแต่งด้วยผลไม้ชนิดต่าง ๆ ตามด้วยนำอาหารมาจัดใส่จานและตกแต่ง  เส้นสปาเก็ตตี้สีทองมีกุ้ง หอย  ปลาชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีสีสดใส  โรยด้วยใบมิ้นและพริกไทยดำเกิดเป็นความหอมเข้มข้น  วางคู่ลาเรียเต้ซึ่งโรยไอซิ่ง ปักด้วยลูกสตอร์เบอร์รี่ที่ทาน้ำตาลเคลือบเอาไว้จนเปล่งประกายสะท้อนแสงราวแก้ว  มีซอสสตอร์เบอร์รี่ราดเอาไว้รอบ ๆ คู่กับแก้วใส่ครีมนมสดและน้ำทับทิมเปรี้ยวหวาน 
 

                       
                    



                ซี่โครงแกะที่นำออกมาจากเตาย่าง  วางเรียงกันอย่างน่ารับประทาน  ยูดาสใช้ช้อนตักซอสพอร์ตไวน์ที่ทำไว้ราดที่เนื้อแกะจนชุ่ม  ใต้เนื้อวางเรียงด้วยผักเข้าคู่ที่เพิ่มรสชาติให้กับเนื้อแกะ  ส่วนบนของเนื้อแกะโรยพริกไทยดำและกระเทียมสับละเอียด  กับใบโรสแมร์รี่ซึ่งกลิ่นฉุนและสีที่สดใหม่ของมันยิ่งทำให้ซี่โครงแกะดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น  ทางด้านเค้กที่นำออกจากเตามีเนื้อสีขาวปนเหลืองของวนิลา  ปาดหน้าด้วยครีมสีขาวแล้วตกแต่งด้วยผลไม้  เมื่อตัดออกเป็นส่วน ๆ น้ำสตอร์เบอร์รี่ภายในจะไหลออกมาจนชุ่ม  

  
                                

                 
       

สเต็กปลาที่ถอดจนเกือบสุกนำเข้าเตาอบอีกครั้งแล้วใช้ไฟความร้อนสูงเผาเนื้อปลาในพริบตาจนมีสีเข้มและส่งกลิ่นหอมของเครื่องปรุงรสจัดออกมา   นำมาจัดเรียงใส่จาน  โรยเกลือลงไปเล็กน้อย  นำซอสเข้มขนที่ทำไว้ราดโดยรอบ  นำสลัดผักที่คลุกเคล้ากันเรียบร้อยวางข้างกันในจานตบท้ายด้วยการราดน้ำผึ้งหวาน ๆ ลง  ด้านซูฟ์เฟลที่นำออกจากเตาแล้วฟูฟองอย่างสวยงาม  ร่อนไอซิ่งกับผงช็อกโคแลตลงไปบาง ๆ วางเชอร์รี่และไอศครีมวนิลาเย็น ๆ อย่างน่ารับประทานข้างกัน  ที่ซูฟ์เฟลยังมีควันบาง ๆ ลอยขึ้นมา

 

                                                                      

 

      


 

และมือของทั้งสามก็คว้าธงที่โต๊ะของตนเองขึ้นชูโดยพร้อมกัน  นัยน์ตาสามคู่มองสบกันอย่างแสดงความท้าทายเล็กน้อย  ลืมสถานการณ์รอบ ๆ ที่กลายเป็นเงียบสงบ  คนเป็นกรรมการกว่าห้าสิบคนมองหน้ากันอย่างประสงค์ร้ายและหมายมาด  พูดเสียงลอดไรฟัน

 

 ทั้งขนมหวานและอาหารของคนโต๊ะนั้นฉันจะเป็นคนชิมเอง !

 

เสียใจ ! ข้าต่างหากที่ต้องได้กิน  !

 

ไม่มีทางหรอกโว๊ย ! ข้าต้องได้กิน

 

  อ๊าย...อย่ามาขวางการชิมของฉันนะ ”

 

  แกดูโต๊ะนู้นไม่ใช่เรอะ ! โต๊ะน้องเขาฉันจะรับผิดชอบเอง  !

 

  ไปไกล ๆ เลยนะ  พวกวอดก้ามองสภาพชุลมุนตาปริบ ๆ ส่วนทางด้านพาราไดซ์ที่เป็นบุคคลที่สามารถเมินสถานการณ์ได้ทุกทางหมุนตัวเตรียมเดินจากไป  วอดก้าและยูดาสจึงเดินตามในทันที  ถอดผ้ากันเปื้อนไว้ที่โต๊ะแล้วเตรียมเดินออกไปเงียบ ๆ หากแต่รุ่นพี่สาวคนที่พูดบนเวทีก็เรียกไว้ก่อน 

 

นี่ใบประเมินความสามารถของพวกเธอจ้ะ   นิกกี้ส่งกระดาษสามใบให้พวกเขา  ในกระดาษเขียนอย่างชัดเจนว่าระดับสูงสุด  วอดก้าระบายรอยยิ้มบาง ๆ แล้วก้มหัวให้เล็กน้อย

 

ขอบคุณครับ  พวกผมคงต้องขอตัว

 

จ้ะ ” นิกกี้รับคำ  มองท่าทางของทั้งสามที่เดินออกไปอย่างง่ายดายเสมือนการทำอาหารแค่นี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ซึ่งเวลาที่พวกเขาใช้ทำประมาณชั่วโมงกว่าซึ่งสั้นมากสำหรับการทำทั้งอาหารและขนม  ก่อนเธอจะหันไปมองกลางห้องครัวที่เริ่มมีเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นก็ต้องยกมือขึ้นกุมขมับ

 

กลายเป็นเรื่องจนได้

 

ว่ากันว่าวันนั้นมีศึกการแย่งชิงอาหารที่ดุเดือดที่สุด  มีทั้งการใช้อาวุธและเกิดการต่อสู้โดยถ้วนหน้าและผู้นำการแย่งชิงก็ไม่ใช่ใคร...กลุ่มคณะกรรมการและกลุ่มคนที่ดูถูกพวกวอดก้านั่นเอง...

 

เฮ่อ...ไม่ได้ลองทำตั้งนาน  ฝีมือคงไม่ได้แย่ลงหรอกน้า ” วอดก้าพึมพำเบา ๆ ด้วยความครุ่นคิด  เดินผ่านหอต่าง ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้ไปทานข้าวเนื่องจากพวกเขานั้นต้องไปแข่งอย่างเร่งด่วนทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่จะแวะของกิน

 

โรงอาหารของหอ

 

... ” นัยน์ตาสามคู่มองโรงอาหารที่แทบร้างผู้คน  มีแต่ความมืดเนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์  เด็กส่วนใหญ่พอทานอาหารหรือเรียนเสร็จแล้วก็จะพากันแยกย้ายกันกลับบ้านในทันที  ส่วนคนที่นอนค้างโรงเรียนจะรีบไปทานอาหารที่โรงอาหารของหอให้เรียบร้อยก่อน

 

โรงอาหารปิดแล้ว ” ยูดาสขมวดคิ้ว  พึมพำเบา ๆ เช่นเดียวกับพาราไดซ์ที่ถอนหายใจหากแต่จานอาหารร้อน ๆ หอม ๆ สองจานก็ถูกยื่นให้สองหนุ่ม  เมื่อพวกเขาหันไปมองก็พบกับนักบวชหนุ่มที่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้พลางคะยั้นคะยอให้พวกเขาทาน

 

ผมพอคิดเอาไว้แล้วว่าโรงอาหารอาจปิดเลยทำสปาเก็ตตี้นี่เผื่อ  หวังว่าคงทานกันได้นะครับ ” วอดก้าว่า  เหลียวมองรอบตัวแล้วชี้ไปที่ม้านั่งข้างโรงอาหาร  เอ่ยชักชวนเจ้าชายหนุ่มและยูดาสให้ไปนั่งทานที่นั่นซึ่งทั้งสองก็เดินไปอย่างง่ายดาย ( ใจง่าย : ไม่ใช่เฟ้ย ! )

 

วอดก้า ” เสียงใสของวิสกี้เอ่ยขึ้นในมุมอับมุมหนึ่งก่อนจะปรากฏร่างของนักพนันหนุ่มออกมา  เขาเหลือบตามองแขกทั้งสองข้าง ๆ ผู้เป็นเพื่อนเล็กน้อยแล้วบอกเสียงร่าเริง

 

ได้เวลาที่ต้องไปแล้ว  พวกจินไปเอาของสำคัญก่อนแล้วก็จะไปเลย  ฉันเลยมาหานาย

 

วอดก้ารับคำสั้น ๆ มองดูผู้เป็นเพื่อนที่ใช้เวทเคลื่อนย้ายหายไปในพริบตาแล้วกล่าวลาพาราไดซ์และยูดาส

 

ผมจะไปแล้วครับ  ทานให้อร่อยนะ แล้วเจอกันวันจันทร์ ทั้งสองคนเลย ” มือเรียวเอื้อมแตะผ้าพันคอสีส้มผืนโปรด  พลังบางอย่างอันมหาศาลทะลักออกมาราวน้ำป่าก่อนพริบตาเดียวมันจะถูกดูดกลืนหายไปในตัวของนักบวชหนุ่มที่ยิ้มจนตาหยี   รอยยิ้มกว้างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก  เส้นผมสีเงินกลายเป็นสีน้ำตาลแดงสะท้อนแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตก  แม้นัยน์ตาจะเป็นสีส้มตามเดิมแต่มันค่อย ๆ หม่นสีแล้วเริ่มมีสีอื่นแต้มลงไปเหมือนกระดาษที่เป็นสีส้มอยู่แล้ว  ท่ามกลางความนิ่งค้างของพาราไดซ์และยูดาส  วอดก้าขยิบตาให้อย่างมีเสน่ห์แล้วบอกเสียงกลั้นหัวเราะ

 

จะออกจากโรงเรียนมันก็ต้องมีปลอมตัวบ้างนะครับ  ...แล้วเจอกัน   วงเวทปรากฏขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าของนักบวชหนุ่มที่กำลังกลับสู่สถานภาพจริง  ร่างทั้งร่างหายไปอย่างรวดเร็วทิ้งเพียงกลิ่นไอเวทย์จาง ๆ พาราไดซ์ทีเห็นวอดก้าหายไปแล้ว  นัยน์ตาทอประกายครุ่นคิด  ถือจานอาหารที่ยังมีไอร้อนแล้วหายตัวกลับห้องไปในขณะที่ยูดาสยังนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น  ชั่วเสี้ยววินาทีที่จับพลังนั้นได้  เสียงในหัวของชายหนุ่มทั้งสองดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

 

พลังมหาศาลนั่น...อะไรกันแน่

 

วูบ

 

ร่างของวอดก้าหายมายืนในสถานที่อันคุ้นเคย  กลางสภากลางพร้อมเสื้อผ้าที่เปลี่ยนเป็นเสื้อของโณงเรียนหญิงล้วนแล้ว  พวกวิสกี้เองก็อยู่ไม่ไกล  คุยเล่นกับรุ่นพี่ในสภาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน   วอดก้าที่ดึงพลังในผ้าพันคอมาเก็บไว้ที่ตัวหมดแล้วส่งพลังไปบอกวิเวียย่าว่า

 

พวกเรามาถึงแล้ว  ทำลายตุ๊กตานั่นซะ ” สิ่งที่ว่าคือตุ๊กตาชักใยที่ปลายฝันสร้างขึ้นเป็นตัวปลอมให้เรียนตามปกติของพวกเขาทั้งห้า  มีพลังเวทย์และนิสัยคล้ายคลึงกับตัวจริงเพราะผู้เป็นผอ.ลงมนตร์กำกับไว้อย่างหนาแน่นแต่บางอย่างก็จะมีแตกต่างออกไปจากเดิมตรงที่ดูเคร่งขรึมมากขึ้นเพื่อป้องกันการซักถามอะไรที่ตุ๊กตาไม่สามารถตอบได้  นอกจากนี้แม้ช่วงแรกที่พวกวอดก้าเข้าเรียนที่สาธิตเซนต์ปิแอร์ได้ส่งพลังเวทย์ไปให้วิเวียย่าเพื่อใส่ลงในตุ๊กตาแต่ใช่ว่ามันจะมีพลังมหาศาลเหมือนเจ้าของจริง  นอกจากนี้ถ้าใส่เวทย์มากไปตุ๊กตาก็สามารถแตกได้เลยด้วยซ้ำทำให้พวกฟูจิยังไม่เคลื่อนไหวเพราะคิดว่าอาจเก็บกับดักก็เป็นได้  

 

วอดก้า  ว่าแต่เธอใส่ผ้าพันคอตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ...   จีน  รุ่นพี่สาวจากหออัคคีทักผ้าพันคอสีส้มของวอดก้าอย่างสงสัยเช่นเดียวกับผู้คุมกฏฝ่ายซ้ายผู้แสนสุภาพ  เอวาเจลีนที่มองกระถางดอกทิวลิปในมือรัมด้วยสายตาแสดงความสนใจ

 

เป็นดอกทิวลิปพันธุ์ดีมากเลยนะ  เอามากจากไหนกัน   รัมฉีกยิ้มบาง ๆ เส้นผมสีทองถูกเสยไปด้านหลังพร้อมกับนัยน์ตาสีฟ้าใสที่เงยสบผู้เป็นรุ่นพี่

 

อ้อ...นี่เพิ่งได้มาจากผอ.น่ะครับ  ไม่รู้ลงเวทย์แกล้งผมไว้หรือเปล่า  กะจะเอาไปทิ้งพอดี

 

แง...ใจร้ายรัม  ฉันอุตส่าห์ตั้งใจเลือกเพื่อเธอเชียวนะ   วิเวียย่าที่โผล่มาจากไหนไม่ทราบพูดขึ้นด้วยใบหน้าแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ  รัมย้อนถาม

 

หรือว่าไม่จริงล่ะครับผอ. ” วิเวียย่าคลี่ยิ้ม  หยิกแก้มแม่หมอคุณไสย์อย่างหมั่นเขี้ยวเล่นหันไปทักพวกจินต่อ

 

ทำงานที่ให้ไปเรียบร้อยแล้วใช่ไหม  เดี๋ยวจะมีประชุมหอ  พวกเทรนจะอธิบายกติกาให้ฟังเองพร้อมคนอื่น ๆ ” วิเวียย่าว่าแล้วลั่นล้าไปเล่นกับคนอื่น ๆ ต่อ  วอดก้าหันมาตอบรุ่นพี่สาว  เอวาเจลีน

 

อ้อ...นี่หรือครับ  เพิ่งได้จากแอร์น่ะก็เลยลองเอามาใส่  พี่ว่าเหมาะกับผมไหมครับ ” วอดก้าแกล้งหมุนตัวให้ดูซึ่งเอวาเจลีนก็พยักหน้ารับแล้วยิ้มให้

 

อืม...เหมาะ  เหมาะมาก ๆ

 

วอดก้า ! ” เสียงใสเสียงหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเขาพร้อมกับเอกสารที่ถูกยื่นให้โดยโรมีเซีย  เจ้าหญิงจากนาโวลล์ที่มองวอดก้าตาเขียวพร้อมกับบ่นใส่

 

แอบอู้เหรอย่ะ  เอกสารชุดนี้เธอต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้นะไม่งั้นงานมันจะสุมหัว  ยังมีอีกบางส่วนที่มีข้อผิดพลาด  ให้ตายเถอะรีบไปทำเลยนะ   วอดก้ายิ้มแห้ง  ยกมือขึ้นยอมแพ้

 

จ้า ๆ ไปแล้วจ้า แล้วเจอกันนะวิสกี้  จิน รัม  เติร์ก

 

โอเค ! ” วิสกี้กับจินตะโกนตอบก่อนจะถูกวีร์แอนและลีนส์นัวส์ลากไปจิกหัวใช้  เสียงใส ๆ สี่เสียงทะเลาะกันไปมา  รัมและฟัวร์ร่าก็ยังเข้ากันได้ดี  ไม่ต้องพูดถึงเติร์กที่ยังไม่ถนัดกับการอยู่ใกล้ผู้หญิงด้วยกันอย่างวาลช่าที่ดูเหมือนจะนึกสนุก  ชอบเห็นใบหน้าแดง ๆ ของผู้เป็นหัวหน้าตน

 

หืม...มีอะไรหรือเปล่าครับคุณรอง ” วอดก้าที่รู้สึกได้ถึงสายตาของหญิงสาวผมทองที่จับจ้องมาเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ  โรมีเซียหน้าแดงระเรื่อ  สะบัดหน้าไปอีกทางแล้วกระแทกเสียงใส่

 

ไม่มีอะไรย่ะ !

 

แน่ใจนะ ?   วอดก้ายั่งเหย้ากลับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีที่ได้กลับเข้าสู่บรรยากาศเดิม ๆ มองใบหน้าแดงๆ ของผู้เป็นเจ้าหญิงด้วยรอยยิ้มกว้าง  แน่นอนว่าโรมีเซียอ่านความขบขันในสายตาคู่สีม่วงแดงนั้นออกจึงตะคอกใส่ด้วยใบหน้าแสดงความโกรธแต่พยายามอดกลั้นไว้

 

ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง !

 

อ้อเหรอ...

 

อยากโดนใช่ไหมย่ะ ?  

 

โอ๋เอ๋...ขอโทษครับ   วอดก้ากล่าวง่าย ๆ ยิ้มโปรยเสน่ห์ให้กับรุ่นพี่ในหอเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดและความครึกครื้นได้มาก  วิสกี้ที่ตั้งใจจะโดดงานเริ่มวิ่งหนีวีร์แอนที่ยกดาบไล่ฟัน

 

เจ๊เป็นอะไรกับผมมากไหมเนี่ย ! 

 

เป็นสิย่ะ ! ถ้านายไม่มาทำงาน ! ” วีร์แอนตะโกนตอบอย่างฉุนเฉียว  หาทางลากคอนักพนันหนุ่มไปให้ได้แต่มีหรือเจ้าตัวแสบจะยอม  หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อย่างกวนประสาท

 

แน่จริงก็จับให้ได้สิ  แบร่...   ผู้เป็นเจ้าหญิงกัดฟันกรอด  พูดเสียงลอดไรฟันพร้อมลูกไฟที่พุ่งเข้าหาหัวหน้าชั้นปีของตน

 

หน็อยแก...

 

เฮ้ย ! อย่างนี้มันอันตรายนะเจ๊ ! ว้าก ! 

 

แล้วจะทำไมย่ะ !

 

กรี๊ดดดด ! ลูคัสลูกแม่ ~  ไอ้จิน...แกอยากตายใช่ไหม ? ”

 

เดี๊ยว ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ  ว้าก ! ไอ้วิส ! ช่วยฉันที ! ” จินตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นเพื่อน  วิสกี้ตะโกนกลับ

 

โทษที...ข้ายังเอาตัวไม่รอดเลย ไอ้เกลอเอ๋ย ! เฮ้ย !

 

  ครึกครื้นกันจังเลยนะ ” รัมยกน้ำชาขึ้นจิบ  เอ่ยกับฟัวร์ร่าที่ยิ้มแห้งให้แล้วตอบกลับ

 

...มั้งค่ะ

 

 

อีกด้านหนึ่ง

 

หือ...ไอเวทย์นี่มัน...   วิสทัสและโรที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำเอกสารในห้องทำงานของตัวเองอยู่เงยหน้าขึ้นในทันทีเมื่อจับไอเวทย์ห้าสายอันคุ้นเคยได้  รอยยิ้มของทั้งสองปรากฏวูบหนึ่งพร้อมเสียงที่ประสานเบา ๆ

 

กลับกันมาแล้วสินะ ” มือเรียวหนาของโรคว้าเสื้อคลุประจำหออัคคีขึ้นมาสวมใส่แล้วหันไปโยกหัวให้วิสทัสสีหน้ายิ้ม ๆ ปากพูดเบา ๆ

 

ทำใครคิดถึงบ้างรู้ไหมเนี่ย...   เรย์ที่เพิ่งเดินเข้ามาเลิกคิ้วกับท่าทางของพวกโรเล็กน้อยแล้วกระตุกยิ้มบ้าง  เดินไปหยิบเสื้อคลุมของตนแล้วพูดสั้น ๆ

 

ไปทักทายหน่อยดีกว่า

 

อืม   อีกสองเสียงประสานรับ  เปิดประตูออกไปและพบว่าเด็กทั้งห้ากำลังสนุกสนานกับการเล่นกับคนในสภาอย่างสนุกสนาน  พวกเขาก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งหมดเพราะตุ๊กตาที่วิเวียย่าสร้างขึ้นมันใช่ว่าจะมีนิสัยเหมือนตัวจริงเป๊ะ ๆ ทำให้บางครั้งคนในสภาและคนอื่น ๆ ล้วนไม่เข้าใจความรู้สึกและท่าทางเย็นชาของตุ๊กตาวอดก้า  วิสกี้  จิน  รัมและเตกีล่า  แต่โรก็ชมเชยความสามารถของวิเวียย่าเพราะเวทย์นั้นกลบกลิ่นอายอย่างมืดชิดจนแทบดูไม่เหมือนเป็นเวทมนตร์อย่างหนึ่งกิริยาท่าทางก็คล้ายคนจริง ๆ สมกับเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียน  เมื่อตัวจริงกลับมาย่อมให้ความรู้สึกสนุกสนานและคุ้นเคยกว่าตุ๊กตาพวกนั้น   แอร์  ลักกี้  ลิเวียและยูที่พอจะรู้เรื่องจากผอ.