คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

tHe VoDgA ; aLcOhOl ชุลมุนรักสาวหน้าหล่อ (ไม่ใช่ Yuri ค่ะ)

ตอนที่ 44 : บทที่ 43 กิจกรรมป่วนหรรษา เกมส์ภารกิจ ??? 3 100% สักที อ่านประกาศด้วยนะคะ


     อัพเดท 13 มี.ค. 57
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สาวหล่อชื่อแอลกอฮอล์ล, หนุ่มหล่อชื่อเป็นขนมหวาน, โรงเรียนเวทมนตร์, ตัวตนที่แท้จริง, รัก ๆ
ผู้แต่ง : Mr. AB ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Mr. AB
My.iD: https://my.dek-d.com/cardinalfan
< Review/Vote > Rating : 97% [ 90 mem(s) ]
This month views : 2,816 Overall : 679,546
15,917 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7629 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
tHe VoDgA ; aLcOhOl ชุลมุนรักสาวหน้าหล่อ (ไม่ใช่ Yuri ค่ะ) ตอนที่ 44 : บทที่ 43 กิจกรรมป่วนหรรษา เกมส์ภารกิจ ??? 3 100% สักที อ่านประกาศด้วยนะคะ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 17029 , โพส : 69 , Rating : 14% / 183 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

บทที่  43  กิจกรรมป่วนหรรษา 
เกมส์ภารกิจ ??? 
3
 100 % )

 

 

  เสร็จแล้ว ! เสียงใสตะโกนก่อนจะชูมือขึ้น  ใบหน้าฉายชัดถึงความดีใจอย่างปิดไม่มิด  เรียกสายตาของคนในห้องให้หันมามองแต่มีหรือ  หน้าหนาอย่างวิสกี้จะสนใจ  กระวีกระวาดเก็บหนังสือทั้งสามสิบเล่มเพื่อนำไปส่งแล้วออกไปลัลล้าล่าผู้ล่าข้างนอก  แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้ายิ้ม ๆ ของบรรณารักษ์หนุ่มที่นั่งทำงานด้วยกันเสียนาน

 

  ยะ...ยิ้มอะไรอีกแล้ว ไลท์ ? ” วิสกี้ถามพลางขมวดคิ้วคิด  นัยน์ตาสีมรกตหรี่ลงสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนด้วยความสงสัยทำให้ชายหนุ่มใบหน้าคมคายเผลอไผลมองใบหน้าหวานนั้นโดยไม่รู้ตัวจนเขาส่งเสียงเรียกอีกรอบนั่นแหละ  บรรณารักษ์หนุ่มจึงกุลีกุจอช่วยเอาหนังสือไปเก็บ

 

แปลก ๆ แฮะ

 

วิสกี้คิดในใจอย่างครุ่นคิดแต่ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรเพราะรู้ว่ามันเรื่องของอีกฝ่าย  เขาสามารถที่จะคัดลอกหนังสือสาสิบเล่มภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งนับว่าน่ายินดีจริง ๆ แม้จะต้องรอให้ครบหกชั่วโมงเสียงที่บ่งบอกว่าทำภารกิจเสร็จจะดังขึ้นก็เหอะ   ผ้าคลุมสีน้ำตาลโบกสะบัด  ถูกมือคว้าปกปิดตัวตนตั้งแต่หัวจรดเท้า  ใบหน้าใต้ผ้าคลุมแสยะยิ้มแล้วหายวับไปอย่างรวดเร็ว  ทิ้งเพียงกระดาษที่มีลายมือรีบร้อนดูสับสนแต่ยังพออ่านได้เอาไว้ให้ชายหนุ่มบรรณารักษ์ที่รีบเดินกลับเข้ามา

 

  บาย...ขอฉันไปทำธุระก่อน  ตอนหกโมงครึ่งจะมารับไปเที่ยว  ไม่ต้องห่วงไม่ว่านายอยู่ที่ไหนเราก็จะหานายเจอ ”

 

ข้อความบนแผ่นกระดาษเรียกเลือดฝาดที่ใบหน้าของคนอ่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เปรียบได้ดั่งกลิ่นประจำกายของคนที่เขานั่งทำงานด้วยยังติดจมูก

 

  ท่าว่าจะหลงแอลกอฮอล์ซะแล้วสิเรา    ไลท์ยิ้มบาง ๆ บอกกับตัวเองด้วยสีหน้าขบขัน  เผลออ่านลายมือนั้นอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องสมุดไป  ตลอดทางมีแต่ผู้ทำความเคารพให้ในฐานะของเจ้าชาย... เสียงทุ้มกระซิบผ่านสายลม  หวังให้คนที่หายไปแล้วได้ยิน

 

  แล้วฉันจะรอนะ...

 

 

กริ๊ง !!!

 

เสียงสัญญาณเตือนดังสนั่นพร้อมไฟสีแดงที่สว่างวาบบ่งบอกว่ามีผู้บุกรุกกำลังทำการแฮกข้อมูลของหน่วยข่าวกรอง  กว่าสองร้อยชีวิตพากันต้านทานไวรัสกว่าล้านตัวที่เตรียมทำลายเครือข่ายและดึงข้อมูลไปในทันที  หนอนไวรัสที่แสยะยิ้มและเคลื่อนตัวด้วยความไวไปยังส่วนต่าง ๆ ของแผงวงจรกำลังแบ่งกำลังกันเพื่อหาทางขโมยข้อมูล  นอกจากนี้ยังมีอัศวินดำที่ดูท่าจะเป็นแม่ทัพ  พกพาตัวทำลายวงจรร้ายแรงที่เพียงพอให้เครือข่ายหน่วยข่าวกรองของรัฐล่มได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง  หน่วยคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าที่ป้องกันไวรัสเร่งมืออย่างเร่งด่วนแต่มือดีของหน่วยก็มีเพียงห้าสิบคน  ไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับไวรัสนับล้านตัวที่เริ่มทำลายตัวเอง  นอกจากจะต้องป้องกันส่วนที่ถูกทำลายแล้วยังต้องวางรหัสเข้าไปอีกรวมถึงเกราะป้องกันเพื่อให้ข้อมูลเสียหายน้อยที่สุดทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำลายไวรัสที่มีปริมาณมากได้  สถานะการณ์ของกรมข่าวสารเริ่มเข้าสู่วิกฤตเพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่เก็บข่าวสารของคนเกือบทั่วดินแดนเอาไว้มากมาย  มีทั้งดีและเลวหากตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น  รับรองว่าไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆ

 

เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็วผสานกับเสียงตะโกนมาเพื่อสั่งให้ยับยั้งไวรัสเปิดฉากสงครามภายในคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจนโดยมีข้อมูลมหาศษลเป็นเดิมพัน  ใบหน้าของหน่วยในการทำลายไวรัสเริ่มเคร่งเครียดเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสนใจเด็กจากโรงเรียนที่มาทำภารกิจซึ่งปรากฏตัวขึ้นหลังไปอาบน้ำเสร็จราว ๆ หนึ่งชั่วโมงกว่าเพราะพวกเตกีล่าเองก็ต้องไปทานอาหารและพักเหลืออีกครึ่งชั่วโมงก็จะหมดเวลาของภารกิจ  เมื่อรู้ว่ามีคนทำการแฮกเข้ามา  รุ่นพี่สาวที่สู้กับเตกีล่าเอ่ยสุมหัวประชุมกันในทันทีเพราะจากที่พวกเขาได้คุยกันจึงรู้ว่าพวกเขาต่างเป็นนักคอมพิวเตอร์มือฉมังทำให้พูดถูกคอกันได้ไม่ยาก  รุ่นพี่สาวคนนั้นคือ ' วิโอล่า '  หนึ่งในนักคอมพิวเตอร์ด้านการป้องกันชื่อดังของรัฐมามัวร์  เด็กปีเดียวกับเตกีล่าที่ปาหอกใส่ชื่อ ' ไวโอเล็ต '  น้องสาวของวิโอล่าเป็นนักกู้ข้อมูลและวางกับดักภายใน  มีความสามารถเก่งกาจพอกัน  ' เซฟีน ' นักทำลายไวรัสและผลิตอุปกรณ์ทำลายตัวเองของคอมพิวเตอร์  ' โอลีน '  เป็นนักสร้างทัพและสร้างเกราะป้องกันของฐานคอมพิวเตอร์เช่นกัน  รู้สึกว่าทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งนานแล้วทำให้รู้จักเข้าคู่เป็นอย่างดี  เป็นหลานของอดีตสมาชิกของหน่วยข่าวกรองชื่อดังทำให้รู้จักด้านการหาข้อมูลมามาก

 

ตอนนี้ทั้งหมดต่างพักเรื่องของชิงผ้าเพื่อที่จะได้ทำภารกิจของตัวเองให้เสร็จแล้วค่อยไปเล่นหลังจบเรื่องนี้กันก่อน

 

  จะช่วยดีไหมค่ะ ? ”  ไวโอเล็ตส่งเสียงถาม  นั่งอย่างเรียบร้อยสมกับเป็นหญิงผิดกับอีกสี่สาวที่ขาไขว้ห้างไม่ก็ยกขาเหยียดขึ้นวางบนโต๊ะ  แต่ก็ไม่มีใครคิดอะไรมากเพราะคนทั้งหมดไปมุงกับกลุ่มคนที่เคร่งเครียดกับการกู้ข้อมูลและปกป้องไวรัสเท่านั้น  ทำให้ไม่มีใครได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

 

  เอาไงดีละเติร์ก ” ไวโอลินถามเสียงสบาย ๆ เป็นเตกีล่าที่บอกชื่อไปตามตรงเพราะพวกเขาล้วนมีคติว่า ' ผูกมิตรกับคนประเภทเดียวกันไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู  ' ทำให้ทั้งหมดต่างเป็นมิตรอย่างง่ายดาย  เจ้าแม่วงการข่าวสารทำหน้าคิดแล้วตอบเสียงเรียบเฉย  ตอนนี้ทั้งหมดไม่ได้ใส่เสื้อคลุมหรือชุดปกปิดแล้ว ( เพราะมันร้อน )  ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาและความหน้าตาดีของทั้งห้าปรากฏขึ้น

 

  ก็ดี...ยังไงเราก็ได้รับภารกิจให้ทำงานที่นี่แล้วนี่ ”

 

  ว่าไงล่ะเซฟีน  โอลีน ”  อีกสองสาวสุดสวยมองหน้ากันแล้วตอบพลางถอนหายใจ

 

  ยังไงก็ได้ / ยังไงก็ได้ ” สองเสียงประสานแล้วมองจิกกันอีกรอบทำให้ร่างสมส่วนทั้งห้ายืนขึ้นช้า ๆ แล้วลุกเดินเอื่อย ๆ ไปทางหนึ่ง  พร้อมต่างล้วงโน๊ตบุคซ์ประจำกายออกมา  ทั้งหมดต่างเอาออกมาคนละสองเครื่องเพราะเท่าที่ดูขืนใช้เพียงเครื่องเดียวจะเกิดอาการ Errer  เพราะรับข้อมูลและคำสั่งมหาศาลไม่ได้  เตกีล่าเอ่ยสั่งในทันทีพร้อมหันไปยิ้มอบอุ่นให้ไวโอเล็ตเมื่อสาวเจ้าส่งชิ้นคุกกี้น่ารับประทานมาให้

 

  เดี๋ยวแฮกฐานของกรมข่าวสารเพื่อทำความเข้าใจในแต่ละจุดก่อน  รุ่นพี่ไวโอลินกับรุ่นพี่โอลีน  ตัดการเชื่อมโยงของคนในฐานที่กำลังป้องแล้วเสริมเกราะของข้อมูลแต่ละชุดตั้งแต่ประตูที่ 101 - 180 ไวโอเล็ต  วางกับดักแรง ๆ แล้วคีย์เสริมเพื่อไม่ให้มันทำลายประตูกับเกราะป้องกันข้อมูลที  เอาให้มากที่สุดรวมถึงตามแผงวงจรที่ไวรัสเกาะกลุ่มด้วย  รุ่นพี่เซฟีนเดี๋ยวช่วยถ่วงเวลาแล้วก็ทำลายไวรัสที  เดียวผมจะแฮกไปดึงข้อมูลที่ชิงไปกลับมาแล้วหาอีพี ( EP )  กับโดเมน  ( Doman )  เอง  

 

  ได้เลย ! สี่เสียงประสานพร้อมกับมือเรียวที่เริ่มการคีย์ข้อมูล  แผนผังและตำแหน่งของข้อมูลที่ถูกเก็บไวปรากฏขึ้นพร้อมจำนวนไวรัสในแต่ละแห่ง  มีความแม่นยำกว่ามาก

 

พรึ่บ !

 

ไฟดับไปวูบหนึ่งเรียกเสียงโวยวายจากกลุ่มคนที่กำลังสู้กับไวรัสแต่พริบตาต่อมาไฟก็สว่างวาบก่อนที่พวกเขาจะพบว่าการเชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์หลุดจากการควบคุมของพวกเขาโดยสมบูรณ์และกำลังถูกไวรัสขโมยข้อมูลอย่างที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย

 

  บ้าเอ๊ย ! ทำอะไรไม่ได้เลย !

 

  แย่แล้วเกราะป้องกันกำลังสลายไป ! ไวรัสกำลังเริ่มเจาะประตูแล้ว !   อีกเสียงตะโกนขึ้นอย่างตื่นตระหนกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

  ทำยังไงดี...    หัวหน้าหน่วยในการป้องกันไวรัสร้องครางอย่างสิ้นหวัง  เขาคิดว่าต้องเป็นเพราะไฟดับเมื่อครู่เป็นแน่  ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด  ไม่ว่าจะลองวิธีไหนก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาดับอย่างถาวร  ใช้การไม่ได้แม้แต่น้อย  เหลือเพียงปาฏิหารย์เท่านั้นที่จะช่วยได้โดยที่พวกเขาต่างไม่ได้สังเกตถึงเสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดที่ดังเป็นชุด ๆ ต่อเนื่องกันแม้แต่น้อย  ที่หน่วยในการป้องกันไวรัสมีน้อยและความสามารถไม่ถึงเป็นเพราะหน่วยของพวกบเขาจริง ๆ ก็คัดมาจากหน่วยที่เลือกและกรองข่าวสาร  ทำให้ไม่ใช่ผู้ที่จบจากการป้องกันโดยเฉพาะ  นอกจากนี้ส่วนใหญ่ไม่เคยเจอการบุกใหญ่ขนาดนี้จนเกือบจะกลายเป็นสงครามเพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดลองดีกับหน่วยข่าวสาร  ปกติเป็นแต่พวกอยากลองดีทำให้พวกเขาสามารถป้องกันได้อย่างสบาย ๆ จนเกือบกลายเป็นความหลงระเริงและประมาทเนื่องจากมีเกราะที่ถูกวางไว้นาน  ว่ากันว่าไม่มีใครสามารถเจาะได้นอกเสียจากจะยกไวรัสมาทั้งกองทัพ

 

วูบ ! วูบ ! วูบ !

 

เกราะป้องกันสีทองนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นภายในเสี้ยววินาทีพร้อมเกราะเก่าที่สลายไป  มันมีความแข็งแกร่งมากพอที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนแม้จะถูกระเบิดหรือไวรัส   เสียงระเบิดของภาพเกิดขึ้นบนจอถี่ยิบทำลายไวรัสไปถึงหนึ่งในห้าของตัวบุกรุก  เกิดเป็นลานโล่งภายในโปรแกรม  แสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมไวรัสจำนวนน้อยแต่ที่ต้องตกตะลึงคืออัศวินในชุดเกราะสีขาวเป็นกองทัพต่างหาก  แสงสีแดงสาดจ้ากวาดไวรัสไปเป็นแถบ ๆ มุมหนึ่งของหน้าจอยักษ์ปรากฏขึ้นบ่งบอกว่ากังลังแก้ไขข้อมูลและดึงข้อมูลกลับ  อีกหน้าจอปรากฏขึ้นว่ากังลังเริ่มการค้นหาอีพีหรือที่อยู่ของอีกฝ่าย   ระเบิดและกับดักถูกวางไว้อย่างมหาศาลทำลายไวรัสของมือที่สามไปเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องขึ้นเรื่อย ๆ เปลี่ยนพวกเขาจะผู้ทำเป็นรับชมเพียงอย่างเดียว

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆ

 

พวกเตกีล่ารัวนิ้วมือลงบนแป้นคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว  ใบหน้าปรากฏความเฉื่อยชาขึ้นเสมือนคนที่กำลังเบื่อหน่ายทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ตนเองทำนั้นแทบไม่สามารถพลาดได้  แต่ทั้งหมดแม้จะเพิ่งรู้จักกันแต่เพราะความเชื่อใจเพื่อช่วยสถานะวิกฤตในครั้งนี้ทำให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างไม่ยาก  ในขณะเดียวกับเตกีล่าที่ค้นหาตำแหน่งของมือที่สามได้วางกับดักหลอกล่อไว้หลายชั้นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายส่งไวรัสไปเพิ่มได้  คาดว่าคงมีคนช่วยไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน  ระหว่างนั้นเองเขาก็สวนไวรัสและส่งระเบิดที่มีอยู่ไปให้ทางนั้นเรื่อย ๆ เป็นของขวัญฆ่าเวลา

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

เสียงท่ามกลางความเงียบ ณ มุม ๆ หนึ่งทำให้สายตาหลายคู่ค่อย ๆ ละจากหน้าจอยักษ์ไปยังต้นกำเนิดเสียง

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

เสียงที่ได้ยินยังต่อเนื่องเรื่อย ๆ จากการที่หันไปมองคนสองคนกลายเป็นทั้งหมดหันไปมองยังกลุ่มเด็กหน้าตาอ่อนวัยทั้งห้า  คนแรกชายหรือหญิงก็ดูไม่ออก  มีเส้นผมสีน้ำตาลแดงเปลือกไม้ดูแล้วคล้ายสีของไวโอลินซอยสั้นระต้นคอ  คิ้วโค้ง  ปากบางเฉียบ  นัยน์ตาสีเดียวกับเส้นผมคมกริบมองไปยังหน้าจอโน๊ตบุคซ์ทั้งสองเครื่องของตน  มือรัวแป้นไปมาระหว่างคีย์บอร์ดของทั้งสองเครื่อง  อยู่ในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงสามส่วนคาดว่าเป็นเพราะความร้อน  คนถัดมาเด็กหญิงร่างเล็กเส้นผมสีม่วงเป็นลอนยาวสลวยและมีนัยน์ตาจิ้มลิ้มคล้ายคลึงกับคนผมสีน้ำตาลแดง  อยู่ในชุดกระโปรงสีชมพูหวานดูน่าเอ็นดู  มือขาวเนียนเล็ก ๆ กดแป้นคีย์บอร์ดอย่างไร้เสียง  มีรอยยิ้มบาง ๆ ดูอ่อนหวานที่ริมฝีปากทว่ามันกลายเป็นเหยียดยิ้มกว้างขึ้นยามภาพของระเบิดในหน้าจอเข้าสู่สายตาตนเอง  บ่งบอกผลลัพธ์อันน่าชื่นใจ  หญิงสาวผมสีชมพูอ่อนสลวยที่พวกเขาเพิ่งเคยเห็นมันย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงสดและนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลที่เคยกลายเป็นสีทมิฬของมหาสมุทร  คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยแล้วคลายลง  กลายเป็นท่าทางเท้าคางยามมองเห็นกระแสคลื่นอาฟเตอร์ช็อกที่ตนได้สร้างขึ้นกระจายเป็นวงกว้างเสมือนคลื่นน้ำที่กระจายตัว  พร้อมร่างของไวรัสที่ล้มเหมือนกระดาน  เส้นผมสีบรอนด์ถูกสะบัดอย่างย่ามใจเช่นเดียวกับนัยน์ตาสีฟ้าใสที่เผยความสะใจไม่ปิดบังยามส่งระเบิดไปกลางวงไวรัส  ยิ่งมากก็ยิ่งทำลายได้ง่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ นักรบในชุดเกราะตวัดดาบที่เธอสร้างเพียงครั้งเดียวก็สร้างความเสียหายมากพอคลื่นอาฟเตอร์ช็อกของคนข้าง ๆ สุดท้ายมือเรียวที่ประสานกันรอดูผลของสงครามอย่างสบายอารมณ์  อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีรัตติกาล  และกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มเพื่อความคล่องตัว  เส้นผมสีเงินระต้นคอยุ่งเหยิงเล็กน้อยแต่ดูเซอร์บาดใจ  แว่นตากรอบสีดำที่อยู่บนจมูกคมสันสะท้อนแสงสีขาวยามมองหน้าจอยักษ์ด้วยรอยยิ้มที่มุมปากบ่งบอกถึงความพอใจ  ใบหน้าหรือก็หล่อเหลาขาดใจเสียจนชวนให้ยอมตกเป็นทาสอย่างง่ายดายยิ่งยามนัยน์ตาคู่คมสีน้ำเงินเข้มที่ฉายความฉลาดและความคิดล้ำลึกยิ่งทำให้ใคร ๆ ต่างปรารถนาที่จะไขว้คว้าความคิดหลังดวงตาคู่นั้น  เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ อย่างหยุดไม่ได้เมื่อพบเด็กหน้าละอ่อนทั้งห้ากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่แต่ที่คุยกว่านั้นคือความหน้าตาดีของคนทั้งกลุ่มที่ชวนให้หวั่นไหวเสียเหลือเกิ๊น...

 

 

  คะ...คะใครอ่ะ...หล่อโครต ๆ เลย ”

 

  สาวผมบรอนด์ใช่คนเดียวกับคนที่สู้กับสาวผมชมพูป่าวว่ะ ?  

 

  น่ารักจัง...จีบได้ไหมเนี่ย ?  

 

  อย่างเอ็งอย่าหวังเลย...

 

  คนผมม่วงน่ารักโครต ๆ  

 

  กรี๊ด...คนผมน้ำตาลแดงกับคนผมเงินหล่อมากมายเลย ”

 

  โอ๊ยแก...ฉันจะเป็นลมกับความหล่อของคนผมเงิน  เกิดมายังไม่เคยเจอใครหน้าตาดีขนาดนี้เลย ~

 

  ดีใจจังที่ได้เกิดมา ~  

 

  หล่อบัดซบ...อิจฉาว่ะ  

 

  เหมือนกันเลยว่ะ  เด็กบ้าอะไรว่ะหล่อร้ายชิบหาย !

 

  อิจฉา...ทำไมพระเจ้าถึงลำเอียงแบบเน้ ~

 

  น่ารัก ~

 

 

จากในตอนแรกที่ดูผลของการต่อสู้  คนทั้งหมดก็เปลี่ยนมาเพ่งพิศแล้วซุบซิบในความหน้าตาดีของทั้งห้าแทน

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

  หึ ๆๆ มันช่างกล้ารุมทำร้ายอัศวินฉัน ” โอลีนกระตุกยิ้มเหี้ยมเมื่อเห็นของรักของหวงโดนไวรัสหลายตัวกระโดดใส่แล้วระเบิดตัวเองทิ้งทำให้เธอเสียอัศวินตัวเก่งไปหลายตัว  แต่รอยยิ้มแสยะก็บังเกิด  พึมพำกับตัวเองเบา ๆ

 

  ถ้าอยากเล่นนักก็จัดไป ”

 

ตู้ม ! ตู้ม ! ตู้ม !

 

  เล่นของหนักจังนะ ”  ไวโอลินผิวปากเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวผู้มีหน้าที่วางทัพส่งนักรบของตนไปกลางวงศัตรูให้ถูกรุมแล้วระเบิดตัวเป็นรัศมีกว้างจนตัดทอนกำลังของอีกฝ่าย  ไม่ทันไรอาวุธหนักทั้งหลายแหล่พร้อมมหาเวทย์ที่ไม่รู้คนคิดอย่างเซฟีนสร้างได้อย่างไรทำร้ายกลุ่มไวรัสทีละหลายล้านตัว  รอยยิ้มอารมณ์ดีของเตกีล่าปรากฏขึ้นเมื่อในที่สุดก็หาตำแหน่งของอีกฝ่ายได้แล้ว  แฟรชไดส์สีขาวถูกเสียบเข้ากับโน๊ตบุคซ์พร้อมไวรัสที่ย้อนกลับไปทางประตูเดิมที่เปิดให้ไวรัสเข้ามาอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาการควบคุมของอีกฝ่ายก็ดูจะหลุดไปในทันทีเมื่อต้องรับมือกับจำนวนของไวรัสที่เจ้าแม่วงการข่าวสารปล่อยไป  ไวรัสตัวนี้เตกีล่าได้มาแลกกับข่าวสารของลูกค้าคนหนึ่งที่ให้ไวรัสที่เขาผลิตเองมาให้เขาใช้เผื่อเวลาต้องป้องกันคนบุกรุก  และตอนนี้มันดูว่าท่าจะใช้ได้เป็นอย่างดีซะด้วย  แต่ก็มีสองสามตัวที่หลุดมาทางฝั่งพวกเขาแทนบ้างและระดับความอันตรายก็ฉายชัดบนหน้าจอว่า ' X ' ซึ่งคือความอันตรายที่สูงที่สุด  ทำให้เตกีล่าต้องออกโรงไปสกัดแต่ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรได้  ระบบของไวรัสของเขาสามตัวชะงักและหยุดนิ่งกับที่  เจ้าตัวหันไปถามสาวน้อยรุ่นเดียวกัน

 

  ไวโอเล็ต  เกราะของเธอพอจะป้องกันความอันตรายระดับนี้ได้ไหม ?  

 

  เอ่อ...น่าจะได้นะคะ  แต่เดี๋ยวฉันเสริมเกราะเข้าไปเพิ่อความชัวร์ก็ได้ค่ะ ” ไวโอเล็ตตอบพลางทำสีหน้าครุ่นคิด  มือก็พลอยขยับไปตามเสียงเพื่อทำตามอย่างที่บอก  เตกีล่าพยักหน้าอย่างพอใจหันไปบอกรุ่นพี่สาวที่ยังส่งนักรบของตนเองออกไปทำลายไวรัสของอีกฝ่ายอย่างเมามันส์

 

  รุ่นพี่โอลีน...ช่วยดึงทัพของพี่กลับมาทีครับ  รุ่นพี่เซฟีน  วางตัวอาร์ค ( ARK )  ของรุ่นพี่ที่จุด  E 16 , K 9 , S 6 , A 00 แล้วก็  จุด X  22,38,01  ทีครับ ”  รุ่นพี่สาวทำหน้างงกับคำสั่งนั้นแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี  แสงวูบวาบเกิดขึ้นที่เหล่านักรบพร้อมกับเลือนหายไปพานทำให้เหล่าไวรัสชะงักด้วยเพราะคำสั่งของผู้ควบคุมซึ่งทำท่าจะรอดูท่าทีของฝั่งพวกเขา  เช่นเดียวกับเกราะป้องกันข้อมูลสีทองที่ทวีความหนาและเกิดรหัสสำหรับคำสั่งมากขึ้น  อาร์คในรูปร่างของหุ่นที่ใหญ่กว่าเดิมสวมชุดเกราะสีดำและหอกยืนเป็นรูปครึ่งวงกรมประจันหน้ากับไวรัสอีกราว ๆ นับหมื่นที่เหลืออยู่   ทิ้งระยะห่างไว้มากโข   เตกีล่าเท้าคางมองเล็กน้อย  แสงสีฟ้ากระทบเลนส์ทำให้ไม่มีใครเห็นนัยน์ตาสีน้ำเงินคู่คม  เตกีล่าสั่งเสียงเรียบอีกครั้งโดยที่ไม่ละสายตาจากจอ  พร้อมเสียงใส ๆ สังเคราะห์หากทว่าฟังยังไงก็ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่คอยแจ้งรายละเอียดและรายงานความเสียหายต่าง ๆ จะดังขึ้น

 

 

  Virus  85,803  Fight ( ตัว ) ... Ark  7  Fight ( ตน )  เข้าสู้กระบวนการรันนิ่ง  ( running )  ของคอมพิวเตอร์ ”

 

  Ark  เข้าประจำตำแหน่ง ”

 

  กับดักระเบิด Snowmat  เริ่มการระบุตำแหน่ง ”

 

 

  เตรียมกับดักระเบิดเอาไว้  รวมถึงอาร์คที่เตรียมลงมือด้วย    มือเรียวสองคู่รัวแป้นคีย์บอร์ดแทนการรับคำสั่งเช่นเดียวกับเตกีล่าที่เริ่มทำการลงมือเช่นกัน  เขาทำการตัดสัญญาณให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอะไรกับไวรัสของตนเองได้ซึ่งพวกมันยังคงหยุดนิ่งและรับคำสั่งใหม่ก่อนที่จะถูกตัดการควบคุมคือการดึงข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด  เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดเป็นจังหวะช้าเนิบนาบทว่าการกระทำของไวรัสระดับ  X  สามตัวกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไม่น่าเชื่อ  มันกวาดทำลายล้างไวรัสทุกตัวอย่างบ้าคลั่ง  มีความทนทานต่อระเบิดเป็นพิเศษทำให้ไม่ว่าจะเจอกับดักระเบิดของไวโอเล็ตก็ไม่ล้มง่าย ๆ และเนื่องเพราะเตกีล่าทำการตัดมือตัดเท้าในการควบคุมของอีกฝ่ายไปแล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถที่จะควบคุมไวรัสของตนที่ทำได้เพียงหนีและดูดข้อมูลไปเรื่อย ๆ เกราะสีทองแม้จะมีส่วนเสียหายมากแต่เพราะวางแนวป้องกันชัดเจนและแข็งแกร่งทำให้ทั้งห้าฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจแต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อดูท่าว่าอีกฝ่ายจะอยากลองของ  สัญญาณสีแดงเกิดขึ้นที่โน๊ตบุคซ์ของพวกเขาบ่งบอกว่ามี ' แขก ' ที่ ' ไม่ได้รับเชิญ ' แม้แต่น้อยกำลังพยายามขโมยข้อมูลอันสำคัญของพวกเขา  นอกจากนี้ยังกล้าส่งไวรัสมาป่วนแบบกะให้คอมพิวเตอร์ของพวกเขาระเบิด  เสียงหัวเราะในลำคอของเซฟีนจากที่ดังเพียงแผ่ว ๆ ค่อย ๆ ทวีความดังเรื่อย ๆ เรียกสายตาของคนทั้งหน่วยที่หายอาการอึ้งค้างกับการกวาดทำลายให้หันมามองเห็นเด็กนักเรียนทั้งห้ากำลังก้มหน้านิ่งแล้วเริ่มส่งเสียงหัวเราะตาม ๆ กันโดยมีรอยยิ้มบาง ๆ ของเตกีล่าตบท้าย

 

  อยากลองดีกับไวรัสฉันบ้างก็ไม่บอก  เดี๋ยวจะจัดให้...  สิ้นคำนิ้วเรียวของรุ่นพี่สาวผมสีชมพูอ่อนก็เริ่มขยับรัวเร็วแบบที่ขนาดมองนิ้วไม่ทัน  ตัวอักษรสำหรับการป้อนรหัสปรากฏขึ้นเป็นพรืดพร้อมสูตรคำนวณและแผงคำสั่งเป็นชุด ๆ  รุ่นพี่สาวผมสีบรอนด์ทองสลวยหันไปแขวะขณะที่มือค่อย ๆ เอื้อมไปแตะแป้นคีย์บอร์ดบ้าง

 

  เขาก็บอกอยู่นี่ไงว่ากำลังแฮกข้อมูล  บอกชัด ๆ ว่าอยากลองดี ~ อา...ดีว่า ( D-va )  ลูกแม่จะได้ออกโรงก็คราวนี้แหละ...หึ ๆๆ ”

 

 แหม...เล่นแบบนี้เราก็คงต้องเอามั้งแล้วสินะไวโอเล็ต    ไวโอลินถามผู้เป็นน้องสาวเสียงสบาย ๆ แต่นัยน์ตากลับทอประกายคุกกรุ่น  แม้ใบห้าจะดูยิ้มแย้มแต่มือที่กระแทกแป้นคีย์บอร์ดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้น้องสาวต้องจับไหล่ผู้เป็นพี่อย่างปลอบใจ

 

  กระแทกคีย์บอร์ดแรงเดี๋ยวก็พังหรอกค่ะ ”  คำพูดของน้องสาวทำให้เธอได้สติ ( ? )  หันไปยิ้มบาง ๆ ให้แล้วรัวแป้นคีย์บอร์ดอย่างนุ่มนวลกว่าเดิม

 

  นั่นสินะ  เกิดมันเป็นอะไรขึ้นมาคงทำอะไรไม่ได้สะดวก ”

 

แกรก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

ทางด้านเตกีล่าก็สร้างแนวป้องกันของข้อมูลด้วยใบหน้าเรียบเฉยเพราะจากงานรับน้องคราวที่แล้วทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังในการเก็บข้อมูลและเกราะสำหรับป้องกันไวรัสอีกเท่าตัว  เปรียบเสมือนเขาวงกตที่ไร้ซึ่งทางออกด้วยการออกแบบแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนดั่งใยแมงมุมที่ขยับไปมา  ไม่มีแผนภาพบอกแหล่งจัดเก็บ  ไม่มีกระดาษหรือโน๊ตสำหรับปลดล็อกรหัสเรพาะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในหัวสมองเขา  สิ้นสุดตัวอักษรตัวสุดท้ายของทั้งห้า  สายตาห้าคู่มองสบกัน  นิ้วเรียววางไว้ที่แป้น  Enter  ทันทีที่รอยยิ้มยังเกิดขึ้น  เสียงแก็ก ! เบาๆที่ดังขึ้นจากการประสานเสียงของมือห้าคู่  เก้าอี้ของทั้งหมดก็หมุนไปทางหน้าจอยักษ์  แรงเพียงน้อยนิดเกิดกองทัพไวรัสและนัรบกว่าล้านตัวที่ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระบบระเบียบและแบ่งแยกอย่างชัดเจน  สีดำของเซฟีน  สีขาวของโอลีน  สีแดงของไวโอลิน  สีทองของวิโอล่า  และหมอกสีน้ำเงินเข้มในขอภาพของเตกีล่า  ประตูมิติในขอปรากฏ๘นเพื่อนำพาทั้งกองทัพไปยังจุดของผู้ที่กล้าลองดี

 

   แย่แล้ว ~   ฝ่ายตรงข้ามทำได้อย่างเดียวเพียงร้องครางเมื่อกองทัพหนักของฝ่ายที่พวกเขาเล่นงานและคิดแย่งชิงข้อมูลได้ส่งบางอย่างมาให้ พร้อมกับจดหมายที่เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติทำให้พวกเขาต้องสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บกับคำขู่ที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นจริงแต่พวกเขากลับรู้สึกหวาดหวั่นเหลือเกิน !!!

 

 

กล้ามาแทรกแทรงและคิดจะขโมยข้อมูลสำคัญของพวกเรา  พวกแกไม่ได้ตายดีแน่...รอสักพักเถอะแล้วพวกฉันจะไปหา

 

 

วูบ

 

 

หน้าจดหมายและอักษรนั้นดับลงพร้อมเผยให้เห็นกองทัพที่เคลื่อนย้ายมาจนหมดในระหว่างที่พวกเขาอ่านเมลนั้น  ไม่รู้ว่าพวกเขาตาหลอนหรือเปล่าถึงเห็นว่านักรบไวรัสนั่นและหมอกสีน้ำเงินแปลก ๆ แสยะยิ้มให้พร้อมอีกประโยคที่เด้งขึ้นมา

 

 

ไม่ต้องคิดหนีเพราะพวกแกไม่รอดแน่

 

ติ๊ด

 

 

เสียงสัญญาณบางอย่างที่ดังขึ้นทำให้เปิดฉากต่อสู้ในทันใดของไวรัสในคอมพิวเตอร์  จากเดิมที่เป็นฝ่ายบุกรุกกลับถูกบุกรุกหนักกว่าเดิมมาก  แต่ก็สมกับที่เป็นกลุ่มที่ทำงานประสานดี  ต่างช่วยกันยันไวรัสของพวกเตกีล่าเอาไว้โดยไม่รู้เลยว่า...

 

ข้อมูลของพวกเขาที่พวกเขาได้แย่งชิงมาจากทุก ๆ ฝ่ายกำลังไหลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ของเซฟีน  โอลีน  ไวโอลิน  เตกีล่าและไวโอเล็ตอย่างง่ายดาย

 

  ง่ายดีนะ ”  ไวโอลินกล่าวสั้น ๆ มองมุมหน้าจอที่บ่งบอกปริมาณที่มีข้อมูลถูกส่งเข้ามามหาศาล  ระหว่างที่นั่งอยู่  หน้าจอยักษ์ก็ปรากฏสภาพเครือข่ายของอีกฝ่ายที่เละไม่เป็นท่า  แผงวงจรบิดเบี้ยว  ไวรัสมีมากเต็มไปหมดแน่นอนว่ามันเป็นฝีมือของพวกเขาก่อนเสียงของโอลีนจะถามเตกีล่า  

 

  ว่าแต่ส่งเมลไปแบบนั้นจะดีเหรอ ? ”

 

  ทำไมหรือครับ ? ”  เขาย้อนถามเสียงเรียบ  โอลีนยิ้มร่าแล้วตอบ

 

  ก็กลัวฝ่ายนั้นเขาจะเสียใจที่เราไม่ได้ไปจริง ๆ น่ะสิ ”

 

   หึ ๆๆ ”  รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งห้าดังขึ้นโดยเฉพาะเตกีล่าที่ยิ้มหวานนุ่มนวลดูอบอุ่นเสียจนอีกสี่สาวและคนที่เหลือตาค้าง

 

  อยากจะไปไหมล่ะครับ ? เดี๋ยวผมจะไปเป็นเพื่อน...  น้ำเสียงทุ้มที่ถามเหมือนจะเชิญชวน  นัยน์ตาสีน้ำเงินปรากฏความรื่นรมย์เสียจนพวกเธอเริ่มสงสัยแล้วไอ้ความเย็นชาตอนแรกมันนิสัยปลอม ๆ แล้วนี่เป็นนิสัยจริง ๆหรือเปล่า ? แต่พวกเธอก็ไม่ถามหรอกเพราะไม่กล้า...ที่จะมองรอยยิ้มของเด็กสาวสายเลือดภูตตรงหน้าที่ยิ้มหวานให้อยู่  ใบหน้าหล่อเหลานั้นเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อสงสัยปฏิกิริยาของทั้งหมดก่อนทั้งห้าจะต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวพร้อมใบภารกิจของพวกเขาที่ขึ้นว่าทำหน้าที่เสร็จสิ้น  ร่างโปร่งของทั้งห้าลุกขึ้นแล้วไปบอกลาหัวหน้าชั่วคราวของตน

 

  ขอบคุณนะครับคุณอาเธอร์สำหรับ...เรื่องสนุก ๆ ”  รอยยิ้มกระตุกเล็กน้อยเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายต้องพบอะไรกับ ' ของขวัญ ' ที่เขามอบให้บ้าง  เมื่อเหลียวมองไวรัสของตนเองที่ยังอยู่เฉย ๆ เหมือนรอเวลาที่อกฝ่ายจะบอกบช้ำอย่างถึงที่สุด  อาเธอร์ยิ้มบางแล้วถามด้วยความคาใจ

 

  ไวรัสที่ส่งไปนั่น...แล้วก็การป้องกันฝีมือพวกเธองั้นเหรอ  

 

  ครับ ” เตกีล่าพยักหน้ารับสั้น ๆ ก่อนจะรับรู้ถึงแรงสะกิดของไวโอเล็ตพร้อมอีกสามสาวที่ดูท่าจะบอกลาเขาเพื่อไปประชันฝีมือต่อข้างนอก

 

  ต้องไปแล้วล่ะสิ  สนุกดีจังไม่นึกว่าจะเจอคนคอเดียวกันแบบนี้ ”  ไวโอลินว่าพลางส่งเสียงหัวเราะหึ ๆ เช่นเดียวกับโอลีนที่ยิ้มกว้าง

 

  นั่นสิน้า...ไม่มีใครกล้าลองของตั้งนานแล้ว ”

 

  อยากเล่นอีกจัง    เป็นอีกเสียงของสาวน้อยร่างเล็กที่ว่าหงุงหงิงอย่างเสียดาย  เตกีล่ายิ้มบางเอ่ยลาบ้างแล้วกล่าวทิ้งท้าย

 

  งั้น...หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้ไม่ยากนะครับ  ไว้เจอกันใหม่ครับ... ” เจ้าแม่วงการข่าวสารว่า  ยกมือเรียวซีดเสยเส้นผมสีเงินเทาของตน แล้วเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์หากแต่มีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย  ยิ่งประกอบกับนัยน์ตาคมสีน้ำเงินลึกลับทว่ามีแต่ความคิดที่ซ่อนเร้นเอาไว้ยิ่งทำให้ร่างสูงโปร่งตรงหน้าดูน่าหลงใหลมากขึ้น  นัยน์ตาคู่นั้นฉายชัดถึงความพอใจเมื่อหันไปมองอาวุธของตน  มือเรียวยกขึ้นแล้วดีดเปาะ ! เป็นจังหวะสามครั้ง  กลุ่มก้อนหมอกก็พุ่งเข้าทำลายราวกับกรดร้ายในทันทีพร้อมเรือนร่างสูงที่หายไปทิ้งอาการหน้าแดงของเหล่าผู้หญิงทุกคนในกรมเมื่อนึกถึงรอยยิ้มนั้น  แววตาเขินอายบิดไปมาจนอาเธอร์ต้องสั่งให้คนในหน่วยตนไปทำงาน  หลังจากนั้นพวกไวโอลินก็หายแวบตามไป  เขาถอนหายใจ  มองดูสภาพของเครือข่ายที่กลับมาทำได้อย่างปกติ

 

  เด็กสมัยนี้นี่มันเก่งจริง ๆ ”  เอ...หรือจะเป็นเฉพาะเด็กโรงเรียนนี้หว่า...

 

 

แต่เห็นที...

 

  คงต้องไปแจ้งให้หัวหน้าหาคนที่เก่งด้านการป้องกันให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเด็กพวกนั้นมาทำงานหน่อยแล้วล่ะ ”  อาเธอร์กุมขมับด้วยความปวดหัวเมื่อรับรู้ถึงประสิทธิภาพอันอ่อนด้อยของคนในหน่วยตน  แต่ละคนต่างวิ่งวุ่นเพื่อฟื้นฟูระบบก่อนที่จะถูกบุกซ้ำแต่อย่างน้อยเขาก็คือว่าอีกฝ่ายคงมาป่วนไม่ได้อีกนานล่ะนะ  ...แต่ทันใดเสียงติ๊ง ! ก็ดังขึ้นพร้อมเสียงสังเคราะห์ของระบบจะดังขึ้นก้อง

 

  เริ่มการ  Black  Up  กำลังดำเนินการฟื้นฟู  รหัสที่ 2  

 

ทั้งหมดต่างอ้าปากค้างเมื่อพบว่าคอมพิวเตอร์ของพวกเขาถูกลบข้อมูลที่เคยเก็บไว้ทิ้งไปจนหมด  แต่ก็มีการส่งข้อมูลย้อนกลับมาให้เช่นกันเหมือนลบข้อมูลที่เสียหายทิ้งแล้วนำข้อมูลสำรองมาเปลี่ยนแทน  มีการลงโปรแกรมป้องกันอย่างรัดกุมและหนาแน่นมากเหมือนเขาวงกต  พื้นฐานของระบบและรหัสถูกเปลี่ยนจนหมดสิ้น  พวกเขารู้ได้ทันว่าเป็นฝีมือของเด็กทั้งห้าเมื่อมีข้อความเด้งขึ้นมาทุกเครื่องของคอมพิวเตอร์

 

วันนี้สนุกมาก  ขอบคุณมากค่ะ

 

ไอ้เด็กพวกนี้...

 

หลายคนยิ้มอ่อนใจแล้วยิ้มแห้ง

 

มันเก่งเวอร์กันจริง ๆ

 

 

 

  อย่างที่พวกคุณคิด มันคือกระดิ่งแดงของพ่อค้าหน้าเลือดชื่อดังหรือนักค้าสินค้าผิดกฏหมายผู้เลื่องชื่อของตลาดมืด ' ประกาศิตพันธมิตร ' ครับ    ผู้ที่ได้ฟังล้วนอุทานด้วยความตกตะลึง  มองกระดิ่งเล็ก ๆ ซึ่งมีพู่สีทองห้อยไว้อย่างสวยงามโดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีใครไม่รู้จักบุคคลทรงอำนาจในวงการที่มีฉายาเป็นนักค้าของที่หาได้ทุกอย่างของเพียงเสนอเงินที่มีค่าเทียบเท่าหรือเหนือกว่า ' โครซานอส '  คือชื่อในวงการของเขาที่ไม่ว่าใครที่แม้เป็นพ่อค้าขายหมูยังรู้จัก  เกรทมองมันอย่างตกตะลึงไม่แพ้กัน

 

  ดีนะครับที่เพื่อนรักผมให้มาซะเยอะ  เลยพอจะให้พวกคุณสมาคมที่เข้าร่วมด้วย    จินพูดด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีหากแต่ทั้งหมดต่างหันขวับมองผู้พูดยามได้ยินคำว่า ' เพื่อนรัก '

 

  ระ...หรือว่าคุณรู้จักพ่อค้าหน้าเลือด ' โครซานอส ' งั้นหรือครับ !?    เกรทถามด้วยสีหน้าแปลกใจ  จินแกล้งพูดอย่างแปลกใจในขณะที่มือล้วงกระดิ่งสีแดงอีกอันออกมา

 

  มันมีฉายานั้นด้วยหรือครับ ? เห็นโม้ว่ามีฉายาเดียว...อ่ะ นี่ครับคุณเกรท  ของคุณ...  เกรทรับมันไปด้วยมือสั่นเทา  มีใครโพล่งขึ้นด้วยความคาใจ

 

  นี่จะใช่กระดิ่งแดงของโครซานอสจริง ๆ หรือ ! สิ้นเสียงนั้นคำถามในใจของทุกคนก็ถูกจุดประกายขึ้น  ' ประกาศิตพันธมิตร ' คือกระดิ่งสีแดงที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นทั้งลูกค้าที่ดีและพันธมิตรทรงเกียรติของพ่อค้าหน้าเลือดขึ้นชื่ออย่าง ' โครซานอส ' เมื่อนำมันไปแสดงยามซื้อสินค้าของพ่อค้าคนนั้นจะได้ส่วนลดราคาตามความพอใจของเจ้าตัวทำให้ผู้ที่จะได้มันหาได้น้อยมากเพราะเป็นของมีค่า  จำกัดและแสดงถึงมิตรที่จะสามารถค้าขายได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ  และมีข่าวว่าพ่อค้าคนนี้ได้ให้กระดิ่งแดงให้ใครคนหนึ่งเพียงคนเดียวซึ่งเป็นมิตรของเขา  ทำให้ทั้งหมดต่างหันไปมองทางจินเพื่อเป็นเครื่องยืนยัน

 

จินยิ้มเจ้าเล่ห์ราวสุนัขจิ้งจอกแล้วบอกเสียงผะแผ่วผสานเสียงหัวเราะในลำคอ

 

  นั่นก็มีเพียงเขาเพียงคนเดียวที่จะยืนยันได้  คุณสามารถลองนำไปใช้กับเขาแล้วพิสูจน์ว่ามันจริงไหม...ขอไม่น้อมส่งทุกท่าน  ขอให้รักษาให้ดีไม่เช่นนั้นพกวคุณจะต้องเสียใจ    จินค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม  หมุนตัวกลับเข้าสมาคม  ผ้าคลุมโบกสะบัดอย่างสง่างาม    ลูท...ดราเดียร์ กลับ !

 

สมาชิกในสมาคมล้วนเข้าแถวเป็นทางให้จินเดินเข้าไปอย่างสมเกียรติ  ร่างโปร่งเดินเข้าไปพลางล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะชะงักเล็กน้อย  หันมาถามชายชราที่ยังนิ่งค้างในท่าก้มลงมองกระดิ่งเล็ก ๆ ในมือ

 

  สนใจจะเข้าไปด้วยกันไหมครับ คุณเกรท ”  อีกฝ่ายสะดุ้งน้อย ๆ เหลียวมองเด็กหนุ่มรุ่นหลานที่ยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้  แล้วหัวเราะในลำคอบ้างยามตอบ

 

  ด้วยความยินดีครับคุณหัวหน้าสมาคม ”  จินนิ่วหน้า  บอกเสียงมุ่ย ๆ

 

  บอกแล้วไงครับว่าผมไม่ใช่หัวหน้าสมาคมน่ะ ”

 

  หึ ๆๆ    เครือข่ายและพันธมิตรของพ่อค้าหน้าเลือดคนนี้กำลังจะยิ่งกว้างขวางและทรงอำนาจขึ้น  ทั้งสองก้าวเข้าไปในสมาคมหรูอย่างรวดเร็ว  เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา  พ่อค้าใหญ่น้อยล้วนมาเข้าร่วมกับสมาคมเกรเซียร์เพราะสิ่งที่หัวหน้าสมาคมฉายา ' พ่อค้ายมทูต ' ซึ่งเป็นพันธมิตรผู้มีประกาศิตแดงของพ่อค้าชื่อดังอย่าง  ' โครซานอส '  ได้กระทำและในอนาคตสมาคมพ่อค้าเกรเซียร์จะขึ้นเป็นหนึ่งในสมาคมพ่อค้าใหญ่ทั้งห้า

 

 

 

  เอ่อ...พวกเขาเป็นใครหรือครับ ? ”  รัมถามอย่างมึน ๆ เมื่อเห็นกลุ่มคนอีกราว ๆ สิบคนที่ร่วมกลุ่มกับบีไนอยู่ด้วย  ยังไม่ทันที่หนุ่มนักสู้จากหมู่บ้านเฟนเนลจะได้เอ่ยปากพูด  คนที่ดูท่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็ก้าวเข้ามาหารัม

 

  พวกเราเป็นนักเรียนที่มาทำภารกิจปกป้องหมู่บ้านเฟนเนลจากกลุ่มโจรน่ะครับ  มาจากที่เดียวกับคุณ... ” เสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มเรียกรอยยิ้มจากรัม  จากที่ดูมีเหยื่อ 5 ผู้ล่า 6 รวมรัมด้วยก็กลายเป็นหกเท่า  ใครอีกคนก็ก้าวเข้ามาแล้วกล่าว

 

  พวกเราตกลงกันว่าจะหยุดเรื่องการแข่งขันไว้ก่อนเพื่อปกป้องหมู่บ้านกว่ากองทัพหลวงจะมาถึง  คุณก็จะทำภารกิจปกป้องหมู่บ้านเหมือนกันหรือครับ ? ”  อีกฝ่ายถามแต่รัมส่ายหน้าเลิกผ้าคลุมหัวออกแล้วระบายรอยยิ้มอบอุ่นให้ก่อน

 

  ผมจะไปรักษาพวกเขาจากโรคระบาดที่หมู่บ้านน่ะครับ  รวมถึงความสูญสลายของพวกต้นไม้เพราะ... ” รัมลูบหูที่ดูเหมือนมนุษย์เล็กน้อยมันก็กลายเป็นใบหูแหลมเรียวบ่งบอกเผ่าพันธุ์ผู้รักธรรมชาตและรักสงบอย่างเอลฟ์  รัมยิ้มให้ “  ผมเป็นเอลฟ์น่ะครับ ”

 

  ว้าย...ดีใจจังนึกว่าจะมาแค่ฉันที่เป็นเอลฟ์ซะอีก ”  สาวร่างน้อยคนหนึ่งโผล่มาแล้วยื่นมือมาให้แพทย์หนุ่ม “  ฉัน รินะ ค่ะ ”

 

  ผม...รัมครับ ”

 

  ผม ออร์เกรย์  ส่วนนี่ เฟสเธอร์ ครับ  เรียกเฟสก็ได้ ”  ชายที่เป็นหัวหน้ามีผมสีเขียวมะกอก  ตาสีรัตติกาลกล่าวแล้วผายมือไปแนะนำคนในกลุ่มจนครบ  มีคนที่ปลอมเป็นผู้ชายทั้งหมดครึ่งหนึ่งของคนเดินทางเลยทีเดียวและรัมก็ต้องเลิกคิ้วตาปริบ ๆ เมื่อถูกใครคนหนึ่งโผกอด 

 

  รัมจาง ~ ดีจังได้อยู่กลุ่มกับเธอด้วย ” รัมเอียงคอมองหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อน  นัยน์ตาสีเหลืองทองอ่อนหวาน  เธอคือหัวหน้าหอแสงสว่าง ซึ่งรัมเคยเต้นรำด้วยในงานเลี้ยงของโรงเรียน

 

  รุ่นพี่อลิน...? ” อลิน  บานาเรีย  ยิ้มหวานให้รัมขณะกอดร่างเล็กของรุ่นน้องที่สนใจแน่นกว่าเดิม

 

  จ้า...ดีใจจัง  คิดถึงเธอมาก ๆ ไหน ๆ หอมแก้มหน่อยสิ ~

 

ฟอด !

 

ว่าแล้วเจ้าตัวก็หอมแก้มใส ๆ ของเขาในทันทีเล่นอาการหน้าเหวอของคนที่รู้จักนิสัยของหัวหน้าหอแสงสว่างเป็นอย่างดีว่ามาดขรึมแต่รักของน่ารักเป็นที่สุด รัมทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่  รู้ว่ารุ่รพี่สาวคิดกับเขาเพียงแค่น้องสาวน่ารัก ๆ แต่พอถูกผู้หญิงหอมแก้มแถมยังเป็นคนสวยก็เล่นเอาแพทย์เถื่อนฉายา ' หมอปีศาจ ' หน้าแดงระเรื่ออย่างฉุดไม่อยู่

 

  อะ...เอ่อ...พอแล้วมั้งครับรุ่นพี่ -///-  อลินชะงัก  เอียงคอมองรัมเล็กน้อยแล้วร้องลั่น

 

  กรี๊ดดดด ~ น่ารักอ่ะ ! ยิ่งหน้าแดงยิ่งน่ารัก ใช่ไหมเฟส ! เสียงใสหันไปถามผู้เป็นเพื่อนที่กุมขมับอย่างปลงตกไม่ห่าง  หลังจากนั้นขบวนเดินทางก็เริ่มออกเดิน  ส่วนใหญ่ล้วนจำรัมที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเทพบุตรของโรงเรียนได้  แหม...ก็คนมันน่าตาดีอ่ะนะ  แม้ตลอดการเดินทางจะเจออุปสรรคไปบ้างแต่ก็ผ่านไปได้ไม่ยาก  จะยากก็ตรงที่เหล่ารุ่นพี่สาวซัดกลุ่มโจรที่บังเอิ๊ญ...ไปฉะเจอเสียทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงจนเริ่มมีกลุ่มใหญ่ไล่ตามพวกเขาเพื่อตามเก็บ

 

เคร้ง !

 

มีดเล่มหนึ่งพุ่งเฉี่ยวหน้ารัมไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดโดยปะทะกับมีดสั้นอีกเล่มที่อลินซัดออกเพื่อเบี่ยงวิถีมีด  รุ่นพี่สาวหันไปโวยใส่ใครคนหนึ่งในกลุ่ม

 

  ระวังหน่อยสิย่ะ  เนย...รู้สึกว่ามีดของเธอจะเฉี่ยวมาทางรัมเยอะไปแล้วนะ...  ก็ถูก  มีดสั้นจากรุ่นพี่สาวที่มีชื่อเล่นว่าเนยมักมาทางรัมมากกว่ากลุ่มโจรเบื้องหน้า  ดูเหมือนสามในสิบสองของหมั่นไส้รัมที่ถูกโอ๋โดยอลิน  ทั้งยังทำตัวเหมือนตัวถ่วงเพราะเมื่อทุกคนรู้ว่ารัมเป็นหมอ  คำ ๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวว่า ' อ่อนแอ ' แต่เขาก็ไม่คิดจะปฏิเสธเพราะรัมเพิ่งซื้อมีดสั้นกว่าสิบเล่มมาใหม่  ยังไม่อยากที่จะใช้ตอนนี้เพราะเสียดายของ  อีกอย่าง...

 

  ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ลิน...มันเป็นอุบัติเหตุน่ะครับ ”  เสียงทุ้มที่พูดอ่อนใจอย่างไม่ถือสาเรียกสายตาของคนที่เหลือให้มองรุ่นน้องตรงหน้าอย่างเอ็นดูเพราะในกลุ่มนี้มีรัมและเด็กอีกหนึ่งคนที่อยู่ปีหนึ่งเท่านั้นที่อายุอ่อนสุดทำให้มีแต่คนเอ็นดูเขาที่ทั้งสุภาพ  อ่อนน้อม  อ่อนโยนและน่ารัก  หากแต่ก็มีสายตาสามคู่มองอย่างบูดบึ้งและแสดงอาการไม่สบอารมณ์อย่างโจ้งแจ้ง  กระชากเสียงห้วนพูด

 

  รีบ ๆ กันเดินทางต่อสิ ! มัวแต่ชักช้าลีลาอยู่นั่นแหละ ! ” ไฟน่า หญิงสาวร่างทะมัดทะแมงว่า  นัยน์ตาแสดงความหมั่นไส้รัมไม่มิดไล่ตั้งแต่ความหน้าตาดีของเขาคนนั้น  ท่าทางอันอ่อนน้อมแต่บางครั้งมันก็แสดงความร้ายกาจทำให้เธอไม่ไว้ใจไอ้เด็กนั่นสักนิด ! เหมือนมันกำลังหาทางล่าเธอที่เป็นนักล่า  ยิ่งไอ้สายตาแบบนั้นอีก !

  

  ครับ...อีกไกลไหมครับ บีไนกว่าจะถึงหมู่บ้าน ”  รัมรับคำแล้วหันไปถามคนนำทางที่หลุดจากห้วงความคิดของตัวเอง  บีไนทำสีหน้าครุ่นคิดแล้วบอกเขายิ้ม ๆ

 

  อีกไม่ไกลหรอก  เดินไปอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ”  รัมพยักหน้ารับรู้แล้วเอ่ยชักชวนทั้งหมด

 

  งั้นเดินทางต่อเถอะคะ...ระวัง ! ” รัมผลักร่างของรินะออกไปอีกทาง  เบี่ยงตัวเองให้พ้นจากวิถีของมีดสั้นเล่มหนึ่งที่หมายปักคอหอยของหญิงสาว  เฟสและออร์เกรย์ใช้บอลไฟพุ่งไปยังทิศทางมีดปะทะเข้ากับร่างของโจรคนหนึ่งซึ่งอยู่บนยอดไม้จนตกลงมาสลบ  ทั้งหมดหันมามองรัมที่ดึงมีดสั้นออกมาจากแสนช้า ๆ เลือดที่หยดออกมาเป็นสีดำคล้ำบ่งบอกได้ว่า...

 

  นี่มัน ! มีดอาบยาพิษนี่ ! อลินอุทาน  ทำท่าจะเข้ามาดูแต่รัมยกมือห้าม  บอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

 

  ไม่เป็นไรครับ  ผมมียาแก้พิษติดตัวแถมผมเป็นหมอด้วย  ว่าแต่คุณรินะไม่เป็นอะไรนะครับ ? ”

 

  จ้ะ  ขอบใจมากนะรัมที่ช่วยไว้ ”  รินะว่าอย่างเสียใจทำเอารัมต้องเอ่ยปลอบหลายรอบเรียกสายตาอ่อนโยนได้จากคนรอบข้างที่คิดว่ารัมช่างเป็นเด็กดีและน่ารักเหลือเกิน  หารู้ไม่ว่ารัมหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง  ยิ้มเจ้าเล่ห์ในใจอย่างแนบเนียน  จริง ๆ แล้วมีดนี่ไม่มียาพิษหรอก  แต่ช่วงที่ทั้งหมดหันไปทางโจรที่ปามีดบนต้นไม้  เขาโรยยาพิษตรงบริเวณปากแผล  ตอนดึงมีดออกมาก็จับเลือดที่ติดพิษอ่อน ๆ ป้ายเหมือนมันทาพิษไว้พร้อมแสดงท่าทีเสมือนนักบุญ   ใจของคนเกือบสิบคนก็เทมาทางเขาหมดแล้ว

 

  เหอะ ! สำออย ”  เนยแค่นเสียงว่าขึ้นจมูก  ออร์เกรย์ขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงเข้ม

 

  พูดแบบนี้ได้ไงเนย  รัมเขาช่วยรินะไว้นะ ”

 

  ... อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ

 

  ไม่เป็นไรหรอกครับ ”  รัมพูดอีกประโยค  แล้วว่าเสียงนุ่ม    เดินทางกันต่อเถอะครับ ”

 

  อืม...ไม่เป็นอะไรแน่นะรัม ”

 

  สบายหายห่วง ก็ผมเป็นหมอนี่ครับ ^^

 

  แหม...น่ารักจริง ๆ นะรัม หึ ๆๆ ยิ่งหน้าแดงแล้วด้วย ”

 

  ยะ...อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ”

 

  ฮ่า ๆๆๆ ”

 

รัมยิ้มในใจ 

 

พอพวกแกเผลอก็ฉกซะเลย หึ ๆๆๆๆ

 

ไม่นาน ประมาณ 40 นาทีต่อมา พวกเขาก็มาอยู่หน้าประตูหมู่บ้าน  มีป้อมปราการสีอิฐแข็งแรงเจือพลังเวทบาง ๆ บ่งบอกได้ว่ามันวร้างขึ้นเพื่อปกป้องหมู่บ้าน  มีความสูงราว ๆ 5 เมตรเล่นเอาเราต้องเงยหน้ามองแต่กลุ่มคนที่ปรากฏตัวเหนือกำลังแพงหินง้างลูกธนูมากทางพวกเขาทำให้เราชะงัก  เหลียวมองดูบีไนและออร์เกรย์  หัวหน้ากลุ่มในครั้งนี้

 

  บอกจุดประสงค์ของพวกเจ้ามา !   เสียงถูกตวาดโดยชายฉกรรจ์คนหนึ่งคนกำแพง  จ้องมองพวกรัมตาเขม็งและระมัดระวัง  บีไนทำหน้าครุ่นคิดแล้วรีบตะโกนตอบด้วยสีหน้าดีใจ

 

  นั่นลุงก็อดใช่ไหม ?! ผมเองบีไนไง !

 

  หือ...จริง ๆ ด้วย  บีไนจริง ๆ ด้วยลุงก็อด !  ใครคนหนึ่งที่ชะโงกหัวมาดูบอกชายวัยกลางคนคนนั้น  แม้อีกฝ่ายจะดีใจที่เจอเด็กในหมู่บ้านแต่ความระมัดระวังก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย

 

  แล้วไอ้คนที่เหลือล่ะ ! บอกจุดประสงค์มา !  

 

  พวกเราเป็นนักเรียนที่มาทำภารกิจครับปกป้องหมู่บ้านจากกลุ่มโจรแล้วก็คนที่มาทำภารกิจเป็นหมอรักษาคนด้วยครับ ! ” ออร์เกรย์ตะโกนบอก   ล้วงหยิบม้วนภารกิจของตนออกมาแล้วชูให้ดู  ประตูหมู่บ้านค่อย ๆ เปิดออกพร้อมใครคนหนึ่งซึ่งดูท่าจะเป็นยาม  เข้ามาตรวจดูใบภารกิจ  ตราพระราชวัง  และลายเซ็นของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งยื่นคำร้องไป  ใบหน้าจึงดูผ่อนคลายและแสดงความยินดีอย่างปิดไม่มิด

 

ไม่นานหัวหน้าหมู่บ้านเฟนเนลที่ชื่อ ก็อด ก็มาพาพวกเขาเข้าไปภายในหมู่บ้าน  บ้านจากไม้หลายหลังเรียงรายอย่างเป็นระเบียบทว่าพื้นดินแตกร้าว  ไร้ซึ่งพืชผล  ตลอดการเดินทางผ่านหมู่บ้านไปยังศาลาการประชุม  พวกเขาพบได้แต่ความสะทกสะท้อนใจ  ผู้คนหมดหวังทั้งจากโรคร้ายและกลุ่มโจรทว่าพวกเขามีครอบครัวที่ต้องปกป้องทำให้ไม่สามารถจะยอมแพ้ได้  ส่วนรัมเริ่มเช็กของให้เรียบร้อย  กวาดตามองคนป่วยแต่ก็ฉุกใจคิดได้ว่าที่นี่อาจจะมีโรงพยาบาลคนเจ็บและคนป่วย  คนที่ป่วยคงถูกเคลื่อนย้ายไปต่างหาก  คงต้องถามอาการจากหมู่บ้านหรือไม่ก็ไปดูอาการเอง

 

  ใครกันก็อด  นักเดินทางเหรอ ?   ชายชราคนหนึ่งเอ่ยปากถามหัวหน้าหมู่บ้านหลังพวกเขาเข้ามาในศาลาประชุมขนาดใหญ่คาดว่าคงใช้สำหรับประชุมของคนทั้งหมดบ้าน  หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าตอบด้วยใบหน้าแสดงความยินดี

 

  พวกเขาเป็นนักเรียนที่จะมาช่วยปกป้องหมู่บ้านแล้วก็มีหมอที่จะรักษาคนไข้น่ะ  จำไอ้ที่เราลองส่งคำร้องไปทางโรงเรียนที่จะทำภารกิจได้ไหม ? นั่นแหละนักเรียนกลุ่มนี้แหละ ”

 

  โอ้...ดี ๆ ดีมากเลย   แล้วใครเป็นหมอล่ะ ”  อีกฝ่ายถาม  รัมยกมือแล้วเดินไปข้างหน้า  บอกเสียงสุภาพ

 

  อ่า...ผมเป็นหมอครับ ชื่อ รัม  เอ่อ...รบกวนช่วยพาผมไปดูคนป่วยทีนะครับ ”

 

  จะเริ่มภารกิจเลยเหรอ ? ”  อลินถามรัมอย่างเป็นห่วงแม้แผลที่แขนจะไม่เป็นอะไรมากแล้วก็ตาม  แพทย์หนุ่มพยักหน้าขึงขังแล้วบอกเสียงจริงจัง

 

  ชีวิตคนรอไม่ได้หรอกนะครับรุ่นพี่  ยิ่งช้าคนไข้ก็ยิ่งทรมาณมากขึ้นเท่านั้น ”  คนที่เหลือที่ได้ฟังมีสีหน้าดีขึ้น  มองรัมอย่างมีหวังและฝากความหวังไว้  เช่นเดียวกับคนในหมู่บ้านในตอนแรกที่มองแพทย์หนุ่มอย่างประเมินและไม่เชื่อถือ

 

  งั้นฝากหน่อยนะครับ ”  ก็อดพูดอย่างวุภาพแล้วให้เด็กนำรัมไปยังศูนย์พยาบาลของหมู่บ้าน ภาพของคนป่วยที่นอนเรียงรายไม่ได้สร้างความสะเทือนให้กับรัมแม้แต่น้อย  ถุงมือยาง  หน้ากากป้องกันและเป้สัมพาระเตรียมพร้อมอย่างครบครัน  นัยน์ตาสีฟ้ายังสงบนิ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจของตัวเอง

 

 

อีกด้านหนึ่ง

 

  ได้ข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านเฟนเนลบ้างหรือยัง ? เชน ”  เสียงทุ้มซึ่งมาจากร่างสูงสง่าที่กำลังเอนกายบนพนักเก้าอี้อย่างเคร่งเครียด มือเรียวขาวประสานบนโต๊ะ  ร่างหนาของชายฉกรรจ์ซึ่งอยู่ในชุดเกราะเต็มยศ  โน้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม  มือขวาแตะที่อกซ้ายซึ่งเป็นการแสดงความเคารพกับบุคคลในราชวงศ์

 

  สายของเรารู้ว่าฐานของพวกโจรอยู่ห่างจากหมู่บ้านเฟนเนลเพียง  2 กิโลเมตรเท่านั้น  นอกจากนี้เท่าที่สายรายงานมีกองโจรมากถึงสามร้อยคนเลยทีเดียวพะยะค่ะ ”

 

  สามร้อยเชียวหรือ ? มากขนาดนั้นเชียว...  เสียงทุ้มพูดทวนอย่างแปลกใจในปริมาณที่มากกว่าที่คาดคิดแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการสำหรับปราบปรามกลุ่มโจรร่วมกับอีกรัฐของเขตแดนเพื่อนบ้าน...นาโวลล์

 

  แล้วภายในหมู่บ้านล่ะ  คนเป็นยังไงบ้าง ? ”  นัยน์ตาสีฟ้าสีเดียวกับเส้นผมยาวสลวยถึงเอวกวาดตามองแผนที่จำลองซึ่งถูกปักด้วยหมุดบ่งบอกที่ตั้งของทั้งกระโจมและที่พักของพวกเขา  รวมถึงของกลุ่มกองโจรและหมู่บ้านที่อยู่ในเขตทับซ้อนของเขตแดน 

 

  ดูเหมือนจะยังรักษาโรคไม่ได้ครับ  นอกจากนี้เสบียงก็ดูจะหร่อยหรอ  คงอยู่ได้ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่คนในหมู่บ้านก็ดูท่าว่าจะยังปักหลักเหมือนเดิมพะยะค่ะ ”  ประโยคท้าย ๆ เชนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแสดงความชื่นชม  แม้จนตรอกแต่ไม่ยอมแพ้  แม้แสนเข็ญแต่ไม่ท้อใจ  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีกลุ่มโจรกลุ่มใหญ่หมายยึดครองและล้อมหมู่บ้านเอาไว้แต่ก็ไม่คิดหนี  ยังมีใจมั่นที่จะสู้จนถึงที่สุด

 

  งั้นหรือ ”  ชายหนุ่มรับคำสั้น ๆ มือเรียวเท้าคางกับแขนที่กอดอกอย่างใช้ความคิดเล็กน้อย  หากแต่นัยน์ตาคมก็สว่างวาบเมื่อได้ยินบางอย่าง

 

  นอกจากนี้มีข่าวว่านักเดินทางกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านจนรู้อีกอย่างว่าเป็นนักเรียนของสาธิตเซนท์ปิแยร์มาทำภารกิจช่วยเหลือคนในหมู่บ้านด้วยพะยะค่ะ ”

 

  สาธิตเซนท์ปิแยร์ ? นักเรียนจากโรงเรียนหญิงล้วนสินะ ”  น้ำเสียงเรียบ ๆ นั้นทอความสนใจเอาไว้  บุคลากรหญิงทั้งหลายซึ่งถูกพัฒนาจนมีความสามารถในขั้นต่าง ๆ สูงส่ง  ไม่ว่าจะจบจากอะไรก็ตามจะถูกเทียบเชิญเข้าทำงานในตำแหน่งสำคัญในวังหลวงของนาโวลล์ได้ทันที  อยากเห็นหน้าหน่อยแฮะ...

 

  แล้วเรื่องกลุ่มโจร...  เชนเอ่ยขึ้นลอย ๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่ริมฝีปากแม้น้ำเสียงจะทอความอบอุ่นแต่ความนัยน์ในคำพูดที่หลุดจากโอษฐ์ผู้ที่ฐานะเหนือพวกเขาทำให้เชนและทหารล่าถอยเพื่อเตรียมตัวตามพระประสงค์ขององค์ชายรัชทายาทลาเกอร์  ลีส  เดอะวาเนสซ่า  พระเชษฐาของเจ้าชายไลท์ก้า   ลีส   เดอะวาเนสซ่า

 

 

  เตรียมคนและทัพให้พร้อม  จากที่คิดพวกโจรจะบุกตอนประมาณเที่ยงวัน  พรุ่งนี้เราจะปราบปรามและทำลายโจรร้ายให้หมด !

 

 

 

  งืม...  ร่างที่นอนพิงต้นไม้อยู่พึมพำเบา ๆ ในลำคอหากแต่วอดก้าก็ต้องเลิกคิ้วโดยที่ยังหลับตาแล้วเอ่ยเบา ๆ ให้อีกคนได้ยิน

 

  มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ? ”

 

ฟุบ

 

เสียงฝีเท้าที่ทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้ที่เขาอยู่ห่างออกไปราว ๆ สามก้าวอย่างเงียบเชียบแต่เพราะประสาทสัมผัสที่ดีกว่าคนทั่วไปทำให้วอดก้าเหล่ตามอง   ก่อนนัยน์ตาสีม่วงแดงจะเบิกกว้างเมื่อพบดาบเล่มหนาที่พุ่งมาหมายตัดคอเขาให้ขาด

 

ฉึก !

 

เสียงเนื้อไม้ที่ถูกดาบปักลึกจนทะลุถึงด้านหลัง  นักฆ่าสาวรีบโวยวายด้วยน้ำเสียงทุ้มห้าวในทันทีแม้ตอนแรกจะกลืนน้ำลายแล้วลอบหวาดเสียวฝีมือของอีกฝ่ายก็เถอะ

 

  เดี๋ยว ๆ ! กะเอาถึงตายเลยรึไง ! ขอตั้งตัวสักแป็บสิ !   ร่างสูงของอีกฝ่ายในชุดเสื้อคลุมสีรัตติกาลกลืนกับของเขาซึ่งเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตุ่น ๆ ผ้าคลุมของทั้งสองโบกสะบัดเพราะแรงลมที่กรรโชก  อีกฝ่ายยอมหยุดแต่โดยดีเพื่อให้เหยื่อของเขาได้ตั้งตัว  วอดก้าหรี่ตามองดาบธรรมดาของฝ่ายตรงข้ามแล้วประเมินได้เลยว่าคนคนนี้เก่งกาจและมีฝีมือระดับสูงอาจเทียบเท่ากับเธอหรือไอ้เจ้าชายน้ำแข็งแห้งนั่น  ท่าทางล้วนรัดกุมแม้จะยืนเฉยก็ตามแต่ไม่เผยจุดอ่อนแม้แต่น้อย  เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีทับทิมที่มองมาอย่างประเมินเหยื่อของเขาเช่นกัน  จิตใจสงบนิ่งไร้ซึ่งความตกใจดั่งอาการที่แสดง  เพียงท่าปัดฝุ่นและเศษดินตามตัวธรรมดาก็ไม่สามารถหาช่องว่างในการโจมตีได้เลยทำให้ริมฝีปากที่เรียบตึงหยักรอยยิ้มขึ้นเมื่อพบคู่มือที่ดูท่าจะใช้ได้หลังเขาเล่นมานานแล้ว

 

  ต้องการผ้าโพกหัวนี่สินะ ”  วอดก้าเลิกฮู้ดคลุมหัวออก  แล้วแตะเบา ๆ ที่ผ้าสีแดงสด  ฝ่ายตรงข้ามทำตามแล้วพยักหน้าเบา ๆเผยเส้นผมสีส้มอ่อน ๆ สลวยที่ถูกคาดด้วยผ้าโพกหัวสีดำ  มือเรียวของชายหนุ่มดึงดาบจากช่องว่างออกมาอีกเล่มแล้วเริ่มตั้งท่าเพื่อเตรียมต่อสู้  วอดก้าไม่พูดมาก  เดินเข้าไปคว้าดาบหนาที่ปักอยู่ในเนื้อไม้ออกมากวัดแกว่งเพื่อกะน้ำหนักและความถนัดมือพร้อมตั้งท่าตาม  เขาไม่คิดจะใช้คาซานเดรียเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มผมส้มก็ไม่ได้เอาอาวุธของตน จริง ๆ ออกมา  ทำให้สองคนที่ต่างไม่รู้จักกันล้วนรู้ว่านี่จะเป็นแค่การลองเชิง

 

ปลายเท้าของทั้งสองวนเป็นวงกลมช้า ๆ จนสงบนิ่ง  เพียงพริบตาเดียวสองร่างโปร่งก็พุ่งเขาหากันพร้อมเสียงของเหล็กปะทะเหล็กที่ดังบาดหู  ปลายดาบของอีกฝ่ายฟันลงในองศาเฉียงหมายฟันร่างของเขาให้ขาดเป็นสองท่อนแต่ร่างวอดก้าก็หายไปยังด้านหลังอีกฝ่ายอย่างฉับไว  เงื้อดาบแล้วตวัดลงด้วยความเร็วและความแรงที่อีกฝ่ายทำได้เพียงตั้งดาบเป็นแนวขวางแล้วเอี่ยวกายหลบใบดาบที่แทงเข้ามาอย่างดุดัน

 

เคร้ง ! เคร้ง ! เคร้ง !

 

เสียงดาบปะทะกันสนั่น  เห็นเพียงเงาสองร่างวูบไหวด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน  วอดก้าพลิกกายหลบกระแสลมที่วนรอบตัวดาบของอีกฝ่ายหรือใบมีดอากาศที่เกิดจากดาบแล้วตวัดแรงลมเข้าปะทะบ้าง

 

ตู้ม ! ตู้ม !

 

กลุ่มควันที่เกิดจากการปะทะกันของลมเฉไปปะทะเข้ากับต้นไม้จนขาดกระจุยจนนัยน์ตาของทั้งสองต้องเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึงในความสามารถของแต่ละฝ่าย  การต่อสู้ด้วยดาบทวีความดุดัน  รุนแรงและรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าก็ยังไม่มีใครพลาดพลั้งแม้แต่น้อยจนในที่สุด

 

เคร้ง ! กี๊ซ !

 

เสียงของดาบสองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อวอดก้าและชายหนุ่มตรงข้ามพุ่งเข้าหากันหมายประดาบและตัดสินผลในครั้งเดียว  นัยน์ตาสองคู่ทวีความจริงจัง  เริ่มถ่ายทอดพลังไปยังดาบจนเกิดสีฟ้าจ้าที่ตัวดาบของวอดก้าและสีน้ำเงินเข้มของอีกฝ่าย  แรงลมจากที่เริ่มเบาบางค่อย ๆ แรงขึ้นเมื่อทั้งสองต่างใส่พลังลงไปมากขึ้นในตัวดาบจนในที่สุดมันก็กลายเป็นพายุหมุนใต้ปลายเท้าของพวกเขาทั้งสอง  นอกจากนี้แรงลมอันรุนแรงทำให้มันกรีดไปตามร่างกายของทั้งสองด้วยพลังของฝ่ายตรงข้าม

 

เพล้ง !

 

ร่างของทั้งสองก็ดีดตัวออกจากกันเมื่อการปะทะกันครั้งสุดท้ายทำให้ดาบทั้งสองเล่มถึงกับแหลกเป็นผุยผง  เลือดหยาดหยดเป็นบางส่วนของร่างกาย  เสียงเรียบเย็นที่วอดก้าเพิ่งได้ฟังของอีกฝ่ายว่า

 

  หมดเวลาเล่นแล้ว...จงสำแดงอำนาจอันล้นฟ้าของเจ้าเพื่อแด่ข้าผู้เป็นนาย  เป็นดั่งกายาปกป้องข้า  เป็นดั่งท้องฟ้าที่ครอบคลุม  จงปรากฏจิตวิญญาณแห่งข้า...อัลฟ่า !  ละอองเกล็ดหิมะสีน้ำเงินเข้มลอยออกจากตัวของชายหนุ่มลึกลับตรงหน้า  รวมกันกลายเป็นสายน้ำสายหนึ่งมีสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี  มันหมุนวนไปมารอบกายาผู้เป็นนายแล้วทอแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าเกิดเป็นใบดาบยาวถึงเมตรเศษ ๆ ทับทิมสีแดงสดประดับที่ฐานรองดาบพร้อมตราสัญลักษณ์ของปีกที่กางผงาด  สายลม  สายน้ำ  และแสงอาทิตย์ดั่งจะยอมสยบกับดาบในมือของอีกฝ่าย   ใต้เท้าของพวกเขาทอแสงสีแดงเจิดจ้าเช่นเดียวกับท้องฟ้าที่กลายเป็นสีขาวสว่าง  พลังอันมากมายและมหาศาลของมันทำให้คาซานเดรียของวอดก้าเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า  มือเรียวลูบที่อกซ้ายเบา ๆ แล้วยิ้มกว้าง  เอ่ยเสียงก้องกังวาน   

 

  งั้นผมก็คงต้องร่วมด้วยสินะครับ...จงออกมาสำแดงกายาให้แก่ข้า  คาซานเดรีย !

 

ด้านผอ.ตัวแสบซึ่งนั่งลัลล้าอยู่ในห้องเหมือนฉุกใจคิดบางอย่างได้

 

  จริงสิ  ลืมประกาศไปเลยว่าคนนอกก็สามารถเอาผ้าของเราไปได้ ”  ใบหน้าของวิเวียย่าแสดงความครุ่นคิดเล็กน้อยแต่ก็ปัดความคิดนั้นออกไปในทันทีพร้อมฮัมเพลงอย่างสบายใจต่อ    แต่ช่างเถอะ...ไม่มีคนนอกมาเล่นด้วยอยู่แล้ว  ไปหาการ์ตูนอ่านต่อดีกว่า ~  ว่าแล้วคุณเธอก็ยิ้มร่า  เปิดประตูห้องทำงานออกไปพร้อมเตรียมเงินเพื่อไปยังสถานที่อันยิ่งใหญ่...ร้านหนังสือการ์ตูนที่มีโปรโมชั่นลด 20 %

 

 

แค่นี้ก่อนนะค้า  ไรท์ไม่ว่างจริง ๆ ไรท์อัพโคนัน x คิดแล้วน้า  ไปอ่านด้วยล่า ~~~ ส่วนนี้...รูปพระรองของเรา ๆ ขออภัยจีง ๆ ที่ไรท์อัพช้าแต่เค้าก็มาอัพตามที่รีดเดอร์ SinSora และอีกหลาย ๆ ท่านที่จะเปิดเรียนในวันที่  28  นี้  และอย่างที่หลาย ๆ คนเดาค่า ~ คู่พระรองที่ปรากฏคือ  มาคัส  ไลท์ก้าและลาเกอร์นั่นเอง โฮะ ๆๆๆ  อีกเดี๋ยวช่วงนี้พระรองจะยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับนางเอกแต่พอไปเจอพระเอกอารมณ์เด่นชัดแน่เช่นเดียวกับพระเอกเรา  อยากลืมคอมเม้นน้า

 

 

  งั้นผมก็คงต้องร่วมด้วยสินะครับ...จงออกมาสำแดงกายาให้แก่ข้า  คาซานเดรีย !

 

 

สิ้นเสียงกล่าว  วงเวทใต้เท้าก็ปรากฏขึ้นพร้อมแสงสีขาวยวงวิ่งวนรอบร่างของวอดก้า  แรงลมทำให้เสื้อคลุมโบกสะบัด  นัยน์ตาสีม่วงอมแดงทอประกายเจิดจ้าเสริมกับความงามของดาบทรงอำนาจอย่างคาซานเดรีย  นัยน์ตาสีทับทิมของอีกฝ่ายแสดงความแปลกใจเล็กน้อยแล้วปรากฏความพึงพอใจเมื่อรู้ว่าฝีมือของฝ่ายตรงข้ามมีความเก่งกาจและอาจเทียบเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ  แต่ถ้าจะให้แน่ใจ..มันต้องพังกันไปข้างหนึ่งก่อน

 

สิ้นความคิด  ใบดาบซึ่งมีทับทิมเม็ดงามฝังไว้ก็พุ่งตรงเข้าหาร่างที่ยืนอยู่แล้วเข้าประชิดได้ในชั่วพริบตา  มือหนาเงื้อใบดาบสูงด้วยใบหน้าราบเรียบเช่นเดียวกับวอดก้าที่ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ตั้งลำดาบเสมือนจะตั้งรับแต่เมื่อมันพุ่งเข้ามา  คาซานเดรียก็ถูกตวัดวูบที่ใต้ใบคมมัจจุราชอย่างน่าหวาดเสียว  เกี่ยวให้คมแหลมพุ่งพลาดเป้าข้างลำคออย่างง่ายดาย  มืออีกข้างของวอดก้าซึ่งกำเป็นหมัดแน่นเสยขึ้นเพื่องัดใต้คางของมาคัสให้ถนัดถนี่แต่มาคัสก็ใช่ว่าจะอ่อนหัด  คว้ามืออีกข้างจับประสานกับมือที่ถืออัลฟ่าอยู่พลิกข้อมือวูบเพื่อฟันใส่ลำคอของคนเป็นเหยื่อแต่ก็ถูกเธออ่านทางอย่างเด็ดขาด  แม้อีกมือจะถูกจับแต่ก็โน้มตัวไปด้านหลังเฉียดคมดาบไปไม่ถึงหนึ่งเซนท์ 

 

เฟี้ยว !

 

ใช่ว่ามาคัสจะไม่รู้  เข่าถูกยกขึ้นสูงเตรียมกระแทกเข้าที่ท้องของวอดก้าอย่างไม่ลังเลแต่วอดก้าก็ฉีกยิ้ม  ยกเท้าขวาเตะเข้าที่ด้านเข่าของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงดังผลัวะ ! จนขาข้างนั้นเกิดอาการชาลามไปถึงขา  แน่นอนว่าเขาที่เป็นฝ่ายตั้งรับเสียนานต้องหาทางบุกบ้าง  ขาอีกข้างยกสูงแม้จะถูกจับข้อมือข้างหนึ่งไว้พร้อมกับมืออีกข้างซึ่งแบ่งสมาธิไปควบคุมคาซานเดรียที่ปะทะอย่างรัวเร็วกับอัลฟ่าของมาคัส   แต่มันก็ถูกบิดอย่างง่ายดายพร้อมหน้าเท้าที่มุ่งยังก้านคอของอีกฝ่าย

 

มาคัสหรี่สายตา คิดอย่างฉับไว

 

ถ้าโดนตรง ๆ ทรุดแน่ !

 

ร่างสูงปล่อยมืออีกข้างที่จับข้อมือฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว  ดีดกายห่างจากร่างของวอดก้าในทันใดเช่นเดียวกับนักฆ่าสาวที่กระโดดถอยหลังออกไปเพื่อตั้งหลัก  เสียงของซานาสและนาเวซซ่าหรือจิตวิญญาณภูตอารักษ์ในดาบพูดขึ้นอย่างเนิบนาบ

 

 นายหญิงขอรับ  ดาบของชายคนนั้นไม่ธรรมดาเลยขอรับ ”  ซานาสซึ่งเมื่อวอดก้าอยู่ในร่างเดิมก็จะเรียกดั่งปกติเป็นนายหญิงแทนนายท่านเช่นเดียวกับนาเวซซ่า  จิ้งจอกเก้าหางรัตติกาลที่เอ่ยสนับสนุน 

 

 ใช่แล้วเจ้าค่ะนายหญิง  ในดาบนั้นก็มีจิตวิญญาณภูตอารักษ์หนึ่งตนเหมือนพวกข้าเลยเจ้าค่ะนายหญิง ” 

 

วอดก้าเลิกคิ้ว  มองดาบที่มีไอสีขาวและเกร็ดหิมะเล็ก ๆ ลอยออกมาแตกต่างจากเมื่อสักครู่ซึ่งใช้ดาบปะทะกันด้วยชั้นเชิงและทักษะการต่อสู้เพียงอย่างเดียว  ยังไม่ได้ใช้พลังกับตัวดาบเลยแม้แต่น้อย “  อย่างนั้นหรือ ? ว่าแต่ฝีมือขนาดนี้อยู่หอไหนกันแถมท่าทางนั้นดูจะชำนาญมากเสียด้วย...  วอดก้าเอียงคอมองร่างตรงหน้าอย่างครุ่นคิด  หัวสมองเริ่มประมวลรูปร่าง  อาวุธและท่าทางของมาคัสอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาข้อมูลของฝ่ายตรงข้างว่าเป็นรุ่นพี่ปีไหนและอยู่หออะไรเพราะเวทมนตร์ที่วอดก้าเคยใช้เพื่อฝังข้อมูลลงไปในหัวช่วงที่ถูกทดสอบในการเข้าเป็นนักเรียนสภานั้นอยู่ในสมอง  แต่คิดยังไงเขาก็ไม่เจอข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นคน ๆ นี้เลยแม้แต่น้อย  ทันใดความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

 

 

หรือว่าจะเป็นคนนอก !?

 

แต่อีกความคิดก็ดังแย้ง

 

แต่วิเวียย่าน่าจะลงอาคมให้คนนอก นอกจากนักเรียนแย่งไม่ได้นี่นา ???

 

 

ยังไม่ทันที่จะได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน  ร่างสูงของมาคัสก็พุ่งเข้ามาปะทะพร้อมไอความหนาวเย็นและจิตสังหารที่พวยพุ่งบอกว่าเมื่อสักครู่เป็นแค่การอุ่นเครื่องเล็ก ๆ  นั่นทำให้นิสัยซึ่งเป็นนิสัยที่คล้ายเจ้าชายน้ำแข็งอย่างพาราไดซ์  เขาปัดเรื่องที่สงสัยออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว  แผ่จิตสังหารเข้าต้านแล้วพุ่งเข้าปะทะบ้าง

 

เคร้ง ! เคร้ง ! เคร้ง !

 

เสียงปลายดาบแสบแก้วหูดังขึ้นหลากหลายครั้ง  ทั้งรวดเร็ว  รุนแรงและดุดันจนในที่สุดก็มีฝ่ายที่เสียเลือด

 

เฟี้ยว ! เคร้ง  !

 

เลือดพุ่งกระฉูดเมื่อคาซานเดรียที่ทอประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าเกือบที่จะผ่าคอของอีกฝ่ายไปถ้ามาคัสไม่ได้ใช้อัลฟ่าทานพละกำลังอันมหาศาลเกินมนุษย์ของวอดก้าแต่กระนั้นเลือดที่คอก็หลั่งรินเป็นสาย  ร่างของเจ้าชายหนุ่มหายวูบไปด้านหลังเหนือร่างของเขาเล็กน้อยพร้อมมือขวาที่ถือดาบในท่าไขว้ไปทางไหล่ซ้ายแล้วฟาดลงมา  ซึ่งวอดก้าก็หลบได้อย่างง่ายดายด้วยการดีดตัวด้วยแรงเท้า

 

 

เคร้ง !  ฉึก  ! ฉึก  ! ฉึก  ! ฉึก  ! ฉึก  ! ฉึก !

 

 

 หากแต่นัยน์ตาสีม่วงแดงก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายดาบของฝ่ายตรงข้ามสัมผัสอากาศ    จุดที่วอดก้าเพิ่งยืนอยู่  ลิ่มน้ำแข็งขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นที่พื้นเป็นทางถี่ยิบ  กลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมเฟี้ยวที่มีจุดหมายคือการเจาะร่างของเขา  มืออีกข้างที่ได้ไม่จับคาซานเดรีย  พลิกตัวเอามือลงแล้วดีดร่างไปด้านหลังอีกครั้งด้วยแรงแขนข้างเดียวแต่ความเร็วของลิ่มน้ำแข็งที่ปรากฏเป็นทางก็ทำให้วอดก้าใช้แรงตวัดดาบสร้างเป็นมีดตัดอากาศอันแหลมคมพุ่งจัดแท่งน้ำแข็งทั้งหมดแล้วควบคุมให้มันมุ่งไปทางเจ้าของลิ่มน้ำแข็งเหล่านี้

 

มาคัสก็ใช่ว่าจะสัมผัสไม่ได้  มือทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นประชับดาบมั่น  ชูอัลฟ่าขึ้นเหนือหัว  เสียงทุ้มราบเรียบพูดขึ้น

 

 มังกรพิโรธ ”  ฟุบ !  ทันทีที่ดาบนั้นตวัดลง  พื้นดินก็แยกออกเป็นสองส่วนพร้อมความแรงที่พุ่งตรงเข้าปะทะกับมีดตัดอากาศในทันทีเกิดเสียงการปะทะดังสนั่น   แต่ยังไม่จบ  นัยน์ตาสีทับทิมทอความเรืองรองและทรงอำนาจเช่นเดียวกับเกร็ดหิมะที่ทวีความแรงรอบตัวเจ้าของซึ่งอยู่กลางพายุหิมะขนาดย่อม ๆ

 

ตู้ม  ! ตู้ม  ! ตู้ม  !

 

ทันทีที่การปะทะของแรงดินและลมเพิ่งสิ้นสุด  เสียงทุ้มก็เอ่ยอีกคราพร้อมแรงลมที่พุ่งเข้าหาร่างของวอดก้า !!!

 

 พายุเกล็ดเหมันต์ ” 

 

วอดก้าก็ใช่ว่าจะยอมน้อยหน้า   มือเรียวคว้าด้ามจับดาบของคาซานเดรียแล้วหันปลายดาบลงดิน   จับกระชับมั่นแล้วใช้มือขวาวาดขึ้นเหนือหัวอย่างเชื่องช้าและอ่อนช้อย  ประสานกับเสียงที่หลุดจากริมฝีปาก   

 

 ระบำบุปผาโลกัลป์ ”  เปลวไฟปรากฏขึ้นกลายเป็นพายุไฟร้อนแรงขนาดเล็กที่พอ ๆ กับพายุหิมะของอีกฝ่าย  ละอองไฟเล็ก ๆ ดูคล้ายกลีบดอกไม้ที่หลุดโรยแต่ทั้งไฟอันรุนแรงและหิมะอันหนาวเย็นหาได้ทำอันตรายรอบข้างไม่บ่งบอกถึงการควบคุมพลังไม่ให้ทำลายสิ่งรอบข้าง  รอยยิ้มปรากฏที่ริมฝีปากของบุคคลทั้งคู่  ปลายเท้าของนักฆ่าสาวฉีกเล็กน้อย  โน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมเปลี่ยนท่าทางการถือดาบ  มันเป็นลักษณะเฉพาะในการจับดาบของมือสังหารนั่นคือการจับให้ใบดาบของคาซานเดรียมุ่งไปทางทิศตรงกันข้ามของอีกฝ่ายแต่กลายเป็นด้านด้ามจับที่ตรงกับอีกฝ่ายแทน 

 

 หึ ”  มาคัสส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นจับดาบด้วยมือซ้ายแทนซึ่งเป็นมือข้างที่ถนัด  ร่างของทั้งสองยังหยุดนิ่งจนเสียงระเบิดของการปะทะกันของพายุไฟและพายุหิมะดังขึ้น  เงาวูบวาบสองร่างก็พุ่งประชันกันด้วยความเร็วทันที

 

ตู้ม ! 

 

 

 

 ฟู่...  รัมยกมือขึ้นปาดเหงื่อ  ขณะที่มือยังร่ายเวทควบคุมสมุนไพรให้ลอยไปมาผสมกัน  มีคนในหมู่บ้านเป็นผู้ช่วยอีกสองคนในการช่วยบดสมุนไพรที่แพทย์สาวเตรียมมา  สายตาสีฟ้ากวาดตามองคนเจ็บร่วมนับร้อย  แล้วเริ่มการคนหม้อยาขนาดใหญ่ที่ตั้งไฟด้วยพลังเวทย์ที่รุนแรง  มันคือเพลิงรัตติกาล  เพลิงที่กลืนกินได้ทุกสิ่งหากไม่สามารถควบคุมมันได้แต่สำหรับรัมที่เป็นสายความมืดสามารถควบคุมได้อย่างสบาย ๆ แต่ที่ลำบากคือการผสมส่วนยาให้ระมัดระวังอย่างถึงที่สุดต่างหาก

 

ปุด ๆ

 

เสียงยาในหม้อเดือดปุด ๆ อย่างน่ากลัวเพราะความร้อนระอุของเปลวเพลิง  หญิงสาวสองคนซึ่งถือส่วนผสมสุดท้ายที่ทำการบดเสร็จส่งให้รัม  เมื่อได้รับการพยักหน้าพวกเธอจึงเทสมุนไพรสีฟ้าอ่อนนั้นลงหม้อแล้วร่วมช่วยในการกวนน้ำยาในเข้าที่   

 

 ทีนี้ก็เหลือแค่...  มีดสีเงินวาววับถูกยกขึ้นพร้อมรัมที่ทำหน้าเบ้เล็กน้อย  กัดฟันเล็กน้อยแล้วควัดคมมีดลงบนข้อมือซ้ายอย่างแรงและลึกเกินกว่าครึ่งข้อมือเรียกสายตาตกตะลึงของหญิงสาวทั้งสองที่มองโลหิตสีแดงสดที่ไหลลงหม้อยา  เกิดเสียงฟู่ ๆ พร้อมควันที่ลอยขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง  ทว่าสีของยาในหม้อก็กลายเป็นสีฟ้าสว่างใส  ยิ่งเลือดของคนเป็นหมอไหลลงไปมากเพียงใดสีน้ำยาก็ดูใสและสว่างขึ้นเท่านั้น

 

เจ็บ...เจ็บเป็นบ้า

 

รัมแทบน้ำตาเล็ด   ชักข้อมือกลับพร้อมกลุ่มหมอกควันสองเส้นที่พุ่งออกมาจากกระเป๋าของรัม  มันคือวิญญาณรับใช้ของแพทย์สาวที่คอยเป็นผู้ช่วยในการรักษาแต่ละครั้งและครั้งนี้มันต้องรักษาผูเป็นนายของมันเอง   ดวงวิญญาณทั้งสองยื่นแขนทั้งสองข้างพร้อมเข็มที่ทองสว่างแล้วเริ่มการเย็บแผลห้ามเลือดในทันใด  เล่นเอารัมเบ้หน้าเพราะการถูกเข็มแทงเข้าเนื้อแบบสด ๆ นี่ใช่ว่ามันจะสนุกหรือน่าตื่นเต้นอะไร  ออกจะทรมาณเสียด้วยซ้ำ 

 

ส่วนผสมสุดท้ายในการรักษาคือเลือดของเอลฟ์  เอลฟ์นั้นล้วนต่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักธรรมชาติและรักสงบ  มันจะอยู่อย่างง่ายดายและอยู่กับธรรมชาติเสมอมา  ยิ่งเอลฟ์ตนไหนมีพลังของธรรมชาติมาก  พลังในร่างก็จะมากตามทำให้เวทย์ของเอลฟ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นเวทย์รักษา  แน่นอนรวมถึงเลือดด้วยเพราะว่ากันว่าตั้งแต่สมัยโบราณนั้น  เผ่าพันธุ์เอลฟ์จะได้รับพลังและคำอวยพรจากเทพแห่งธรรมชาติทำให้มีโลหิตรักษาโรคได้ทุกชนิดแต่ต้องแลกกับการเสียพลังชั่วคราวทำให้เอลฟ์ส่วนใหญ่ไม่นิยมการช่วยเหลือเผ่าพันธุ์อื่นนอกจากเผ่าพันธุ์ของตน  และความโชคดีของผู้มีเลือดพิเศษคือไม่สามารถรักษาตนเองได้และหากมีผู้ต้องการเลือดของชาวเอลฟ์ไม่ว่าจะกรีดร่างหรือทรมาณเพื่อเรียกเลือดอย่างไรสุดท้ายความเจ็บปวดและบาดแผลจะหายไปดั่งบอกว่าหากผู้เป็นเจ้าของร่างไม่ยินยอมมอบร่างให้  โลหิตวิเศษในกายก็ไม่คิดจะแยกออกมา

 

ส่วนเหตุผลที่รัมปาดทีเดียวปาไปครึ่งข้อมือนั่นก็เพราะว่าจุดที่เลือดจะไหลออกมาและเร็วที่สุดคือตัดเส้นเลือดใหญ่ไปด้วย  จะทำให้เลือดไหลออกมายิ่งกว่าท่อประปาแตก  แต่มันก็เจ็บแสบไปถึงทรวงพอ ๆ กัน

 

เอาเถอะวะ...ดีกว่าปาดเล็ก ๆ แล้วนั่งรีดให้เลือดตัวเองไหลละกัน

 

รัมคิดอย่างปลอบใจ  ร่ายเวทพึมพำเบา ๆ   บาดแผลที่ข้อมือก็จางหายไปในทันใดแล้วเกณฑ์คนให้มาช่วยป้อนยาผู้ป่วย  รสชาติของยานั้นคล้ายน้ำหวานอ่อน ๆ ทำให้ไม่ลำบากในการทานนัก  เพียงไม่นานผูเป่วยที่มีอาการสูบผอมและอาเจียนไม่หยุดก็มีสีหน้าดีขึ้น  รู้สึกร่างกายหายเหนื่อยล้าทั้งยังค่อย ๆ ฟื้นฟูพละกำลังได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

เสียงของผู้ป่วยดังระงมด้วยความตกตะลึงและสนเท่ห์กับประสิทธิภาพของยาที่เพียงจิบไม่กี่อึกก็แทบหายขาดจากอาการป่วย  เมื่อลองยืดกายสักพักก็แทบจะหายดีแม้แต่คนป่วยใกล้ตายก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม  ก่อนเสียงพูดคุยจะเงียบลงแล้วหันมาทางรัมที่นั่งทำหน้าตาเหนื่อยอ่อน ( อย่างเสแสร้ง )  มีหญิงสาวผู้ช่วยทั้งสองประคองอยู่อย่างทุลักทุเล  รัมยิ้มบาง ๆ สีหน้าซีดเซียวแล้วพูดเบา ๆ แต่เพราะความเงียบรอบ ๆ ทำให้เสียงของคนเป็นหมอกระจายไปทั่ว

 

 ดีจังนะครับ...ที่ไม่เป็น..ไร...ละ...แล้ว...อึก ”  รัมทำหน้าบิดเบี้ยว  คิ้วขมวดก่อนเปลือกตาจะค่อย ๆ พริ้มหลับไปในทันทีท่ามกลางอาการตกใจของคนในหมู่บ้านที่รีบถลาเข้าไปหาหมอที่ทำท่าซวนเซจะล้มลง 

 

 ว๊าย ! คุณหมอ ! 

 

 เฮ้ย ๆ คุณหมอสลบไปแล้ว  อุ้มคุณหมอไปนอนพักหน่อยเร็ว ! 

 

 จะเป็นอะไรมากไหมนะคุณหมอ ? ” 

 

 เห็นว่านั่งทำยาอยู่ตั้งหลายชั่วโมงแล้วเห็นตอนสุดท้ายไหม ? ที่คุณหมอกรีดข้อมือตัวเองน่ะ ? ” 

 

  เห็นสิ ! ก็รู้นะว่าเลือดของชาวเอลฟ์จะรักษาได้ทุกโรคแต่ไม่นึกว่าคุณหมอจะใจเด็ดถึงขนาดปาดข้อมือตัวเองแบบไม่มีลังเล ” 

 

 เป็นห่วงคุณหมอจัง ! 

 

 หายป่วยแล้ว  เอ้า !  พวกผู้ชายไปรวมตัวที่กระโจมหัวหน้าหมู่บ้านเร็ว ” 

 

ทางด้านออร์เกรย์และอลินที่กำลังปรึกษาเรื่องการป้องกันหมู่บ้านได้ยินเสียงพูดคุยจากทางสถานที่พยาบาลทำให้เดินออกไปดูอย่างสงสัย  ก็อดถึงกับตะลึงเมื่อเห็นคนในหมู่บ้านทำสีหน้าคึกคักแจ่มใส   ไร้ซึ่งอาการป่วยที่ต้องนอนซมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน  หนึ่งในหญิงสาวที่ช่วยรัมปรุงยาเดินเข้ามาหาพวกอลินด้วยสีหน้าร้อนรน

 

 เอ่อ...ลุงก็อด  ช่วยไปดูคุณหมอทีได้ไหมค่ะ   

 

 คุณหมอเป็นอะไร วีร์    ก็อดถามอย่างตื่นตระหนกเช่นเดียวกับพวกอลินที่มองหน้ากันแล้วเดินตามหญิงสาวที่ชื่อวีร์อย่างเร่งรีบไปที่สถานพยาบาลที่ในตอนแรกเนื่องแน่นไปด้วยผู้ป่วยบัดนี้มีเพียงคน ๆ เดียวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ด้วยใบหน้าซีด ๆ รินะซึ่งเป็นเอลฟ์เช่นเดียวกันได้กลิ่นคาวเลือดจากกายเพื่อนรุ่นเดียวกัน  กลายเป็นถามหญิงสาวสั่น ๆ 

 

 หรือว่า...รัมกรีดเอาเลือดมารักษาอย่างนั้นหรือคะ ? ” 

 

 ค่ะ ”   วีร์พยักหน้ารับแล้วอธิบายให้ฟังว่ารัมได้ปาดข้อมือตัวเองถึงเส้นเลือดใหญ่เพื่อเอาเลือดที่เป็นส่วนผสมสุดท้ายในการรักษามาผสมในยา  แถมเย็บแผลที่ข้อมือกันแบบสด ๆ เพื่อห้ามเลือดแถมฝืนกายป้อนยาคนไข้แล้วร่ายเวทย์ฟื้นฟูสภาพร่างกายของคนป่วยให้ด้วย  เรียกได้ว่าจะสลบก็ไม่แปลก  หารู้ไม่ว่าคนที่ได้ฉายาว่าหมอปีศาจนั้นกำลังหลับตาฟังสิ่งที่วีร์พูดถึงความดีของเขาต่ออย่างสบายอารมณ์

 

 ปะ...ปาดข้อมือจนถึง...สะเส้นเลือดใหญ่เนี่ยนะ ”  เนยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก  มองใบหน้าที่หลับอยู่ซึ่งเธอไม่ถูกชะตาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป  ก่อนสายตาของคนทั้งกลุ่มจะต้องเหลียวมองคนที่หลับอีกรอบเทื่อได้ยินเสียงครางในลำคอหนัก ๆ ของคนที่นอนอยู่  เปลือกตาสีขาวค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าใสที่มองรอบกายอย่างงุนงง  ก่อนเจ้าตัวจะทะลึ่งลุกพรวดจนเกือบทรุดอีกรอบจนออร์เกรย์ต้องรีบถลาไปรับแล้วพูดเสียงติดดุ 

 

 เพิ่งสลบไปอย่างเพิ่งรีบลุกสิ ” 

 

 เอ่อ...ขอโทษค่ะ ” รัมพูดด้วยใบหน้ามึน ๆ แล้วยกข้อมือซ้ายที่ยังมีคราบเลือดสีแดงอาบอยู่อย่างน่ากลัวขึ้นมาดู  สลับกับมองข้อมือขวาที่ขาวสะอาดอย่างครุ่นคิดท่ามกลางสายตาหวาด ๆ ของคนมอง  บ้างขยะแขยง  บ้างหวาดหวั่นใจก่อนแต่ละคนจะต้องร้องลั่นแทบไม่เป็นภาษาเมื่อรัมยกมีดที่เอามาจากไหนไม่ทราบยกกรีดข้อมือของตัวเองอีกรอบผิดแต่รอบนี้เป็นข้างขวา   แถมกระวีกระวาดหาภาชนะมารองรับเลือดของตนซึ่งไหลออกมาเหมือนท่อประปาแตกอีกรอบซึ่งดูจากความลึกแล้ว...ตัดเส้นเลือดใหญ่ขาดแน่ ๆ  

 

 อั่ก !  รัมสะกดกลั้นเสียงร้องของตน  มองดูโลหิตสีแดงหลั่งรินอย่างไม่มีหยุด  ใบหน้าเริ่มซีดเผือดอีกรอบจนรินกะที่ได้สติ  รีบร่ายเวทรักษาอย่างเร่งด่วนแต่กระนั้นเพราะบาดแผลที่ใหญ่เกินทำให้เธอแทบตั้งสติไม่ได้  แต่คนเป็นหมอก็ทำเอาคนมองอึ้งอีกรอบเมื่อเจ้าตัวใช้มือซ้ายเย็บแผลที่ข้อมือขวาอย่างฉับไว  ปลายเข็มแทงเข้าที่เนื้อครั้งแล้วครั้งเล่าจนพอที่จะห้ามเลือดได้  เวทย์รักษาสีทองจึงตามมาติด ๆ  จนบาดแผลสมานและหายดี  เจ้าตัวมองเลือดในชามที่มีอยู่เกือบเต็มแล้วเสกขวดแก้วเล็ก ๆ ออกมาเทเลือดของตนใส่ขวดเหล่านั้น  อลินที่ทนไม่ได้ตวาดถามรัมอย่างน่ากลัว

 

 เธอทำอะไรของเธอ !?   

 

 ......  หากแต่รัมก็ยังเงียบ  เอาเลือดของตัวเองใส่ขวดอย่างตั้งใจแล้วส่งให้ทั้งหมดคนละขวด  หันไปสั่งหญิงสาวของหมู่บ้านต่อ 

 

 ช่วยเอาเลือดนี้ไปผสมกับสูตรยาที่ผมสอนพวกคุณทีนะครับแล้วทำยาเก็บเอาไว้ให้มาก ๆ เผื่อมีคนป่วยอีก ”  

 

 ฉันถามว่าเธอทำอะไร ? แล้วนี่มันอะไรกัน !  รัมถอนหายใจแล้วพริ้มตาหลับต่อด้วยความเหนื่อยอ่อน  รินกะซึ่งพอเดาความคิดของรัมได้เช่นเดียวกับออร์เกรย์และเฟสที่มองหน้ากัน 

 

 ปล่อยรัมเขาหลับไปเถอะค่ะ  ที่เขาทำก็เพื่อพวกเรานะคะ ”  รินกะคว้าแขนของอลินที่กำลังจะเขย่าปลุกคนที่นอนหลับ  ประโยคนั้นทำให้สองสาวที่พอคาดเดาได้มั่นใจในความคิดของตน แต่กลับทำให้คนที่เหลืองุนงง

 

 หมายความว่าไงกันรินกะ ”  คนถามไม่ใช่อลินทว่าเป็นคู่แค้นตลอดการเดินทางที่เกลียดขี้หน้ารัมอย่างรุนแรงซึ่งถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ 

 

 เลือดนี่น่ะ... รินกะเลียริมฝีปากอย่างลำบากใจ  เฟสจึงเอ่ยแทน    รัมเอาให้พวกเราไว้กินตอนเหตุการณ์ฉุกเฉิน ” 

 

 ? ” 

 

 เพราะเขารู้ว่าพวกเราต้องทำภารกิจป้องกันหมู่บ้านซึ่งมีความเสี่ยงที่ต้องปะทะกับฝูงโจรแถมต้องยันเอาไว้จนกว่ากองกำลังทหารจะมา  ในกลุ่มเราแม้ว่าจะมีรินกะที่จะคอยเป็นคนสนับสนุนแต่ถ้าพวกเราถูกแยกออกจากกันอาจถูกรุมจนบาดเจ็บสาหัส  ไม่สามารถรักษาตัวเองได้  รัมก็เลยกรีดเอาเลือดของเธอให้เราดื่มในตอนนั้นยังไงล่ะ ” 

 

 !  นัยน์ตาหลายคู่มองคนที่หลับอยู่ด้วยสายตาตกตะลึงกับความเด็ดขาดและความคิดอันคาดเดาได้ยากของเจ้าตัว  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน  ทั้ง ๆ ที่รู้จักกันเพียงผิวเผินแต่อีกฝ่ายกับปาดข้อมือของตัวเองอย่างไม่ลังเลเพื่อเอาเลือดของตนออกมาให้ได้มากที่สุดในการรักษาคนป่วยและเป็นตัวช่วยของพวกเขา  ห่วงความปลอดภัยของพวกเขาโดยที่แทบไม่สนใจตัวเอง  นี่น่ะหรือ...หนึ่งในหัวหน้าชั้นปีหนึ่งหออัคคี  แล้วเด็กที่เหลือล่ะ...จะเก่งกาจเพียงใด

 

 ทำไม...ทำไมถึงทำเพื่อพวกเราขนาดนี้...  แม้แต่อลินยังต้องพึมพำด้วยไม่เข้าใจ  แต่เสียงของคนที่คิดว่าหลับไปแล้วก็สวนตอบเบา ๆ

 

 เพราะฉันรู้จักทุกคน  เพราะฉันเป็นหมอ  และมันคือจรรยาบรรณ    รัมเอ่ยเบา ๆ ถึงจรรยาบรรณ์คนเป็นแพทย์ ( ที่ไม่ค่อยจะมี )  ของตนเอง  และคราวนี้เป็นการหลับจริง ๆ เพราะเหนื่อยกับการเสียเลือดในปริมาณที่มากต่อเนื่องกัน  พวกเขาจึงทยอยออกจากสถานพยาบาล  ออร์เกยร์พูดขึ้นเสียงเรียบทว่าจริงจังทุกถ้อยคำ

 

 เพื่อไม่ให้เลือดของรัมที่อุตส่าห์รักษาคนในหมู่บ้านและเสียสละเลือดให้พวกเราเอาไปใช้  ยังไงก็ต้องปกป้องหมู่บ้านนี้ให้ได้ !  

 

 ปกป้องหมู่บ้าน !  สิบเสียงประสานกัน  แววตาของคนสองคนอย่างเนยและไฟน่าเกิดความเปลี่ยนแปลงยามมองขวดเลือดเล็ก ๆ ในมืออย่างอ่อนโยน  เก็บมันไว้ที่กระเป๋าข้างเอวอย่างถะนุถนอม  พร้อมความคิดในใจที่เปลี่ยนไป

 

หารู้ไม่ว่าคนที่หลับเปิดเปลือกตานิด ๆ แล้วหรี่มองคนรอบกาย  เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แม้แต่น้อย  เส้นผมสีทองถูกดึงออกจากศีรษะทุย ๆ พร้อมไอสีดำทมิฬที่ปรากฏเป็นร่างของเขาอีกคนซึ่งลงไปนอน ณ ที่ที่รัมอยู่เมื่อสักครู่  เขามองร่างของตนที่กำลังหลับตาพริ้ม  ลมหายใจที่สม่ำเสมอตลอดเวลาทำให้เขาสามารถใช้ร่างนี้หลอกผู้อื่นได้ง่าย ๆ ว่าเป็นเขาที่นอนหลับพักผ่อนอยู่  เมื่อรัมดีดนิ้วเปาะ  ชุดนักเดินทางที่ใส่อยู่ก็ผันเปลี่ยนเป็นชุดรัดรูปเนื้อผ้าหรูสีรัตติกาล  พร้อมหน้ากากสีดำคาดครึ่งหน้า  ผ้าโพกหัวถูกทับเส้นผมสีทองอร่ามเป็นประกาย  เพื่ออำพรางร่างเวลาตะวันตกดินในอีกไม่ถึงสองชั่วโมง  แล้วถามว่าจะไปไหนน่ะหรือ...?

 

 ไปทำแผนที่ค่ายโจรดูหน่อยดีกว่า... ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลัลลาจากไปทิ้งร่างปลอมเอาไว้หลอกตาคนอื่น ๆ  แต่ถึงอย่างนั้น...เป้าหมายที่แท้จริงอยู่อีกที่ต่างหาก

 

ทุ่งตะวันโลหิต...ทุ่งดอกไม้พิษซึ่งอยู่ใกล้ค่ายพักแรมทหารของวาเนซซ่ามากที่สุดและไม่ใช่ใกล้ธรรมดาเพราะมัน...อยู่กลางค่ายทหารนั้น !!!

 

 

20 : 35 

 

แกรก

 

ปากกาขนนกถูกวางลงอย่างแผ่วเบา  มือหนายกขึ้นนวดขมับที่เกิดจากความเคร่งเครียดหากแต่สัมผัสอันเฉียบคมที่จับได้ก็ทำให้เขาหันขวับไปทางมุมห้องด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว

 

 ฟี่... ” เสียงลมหายใจดังขึ้นเบา ๆ ก่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคมกล้าจะกระพริบปริบ ๆ เมื่อเห็นร่างคุ้นตานอนกอดอกพิงเสาอย่างง่วงงุน  ไลท์ก้าวเท้าอย่างไร้เสียงไปหาร่างที่นอนอยู่ทว่าก้าวได้เพียงสามก้าว  นัยน์ตาสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้นพร้อมใบหน้าที่แสดงความเห็นใจปนอาการง่วงงุน 

 

 งานท่าจะหนักนะ  ว่าแต่ทำเสร็จแล้วเหรอ ? ” 

 

  ครับ...แต่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ วิสกี้ ?    เสียงทุ้มถามคนที่กึ่งนอนกึ่งนั่ง  มือเรียวยกขึ้นปิดปากที่หาวหวอด ๆ

 

 ตั้งนานแล้ว เพียงแต่นายไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเอง ” 

 

เขาน่ะหรือไม่รู้สึกตัว !?

 

ไลท์ทวนคำถามในใจตนอย่างสงสัย  ดูท่าว่าเขาจะประมาณความสามารถของหญิงสาวต่ำเกินไปเสียแล้วหากแต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ เสียงใสของวิสกี้ก็ทักขึ้น

 

 พร้อมหรือยัง ??? ” 

 

 ? ”  วิสกี้ยิ้มกว้าง  เดินมาคว้ามือของเจ้าชายหนุ่มหารู้ไม่การกระทำนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นตึกตักอย่างสั่นไหว  ใบหน้าคมแดงระเรื่อเมื่อก้มลงมองมือของตนที่ถูกหญิงสาวผมสีน้ำตาลกุมไว้

 

 ก็ไปเที่ยวไง ”

 

วูบ

 

สิ้นคำกล่าว  ร่างของทั้งสองก็ปรากฏขึ้นกลางตลาดแห่งหนึ่งซึ่งไม่ห่างไกลจากพระราชวังนัก  ดูเหมือนว่าจะกำลังมีงานเทศกาลเสียด้วย  รอบ ๆ จึงมีแต่ความรื่นเริงและคนที่เดินสวนกันอย่าวขวักไขว้

 

แซ่ด ๆๆ

 

 นายเคยเล่นเทศกาลพวกนี้หรือเปล่า ? ”  วิสกี้ชี้ไปยังซุ้มของเล่นต่าง ๆ ทั้งปาบอลเวทย์   ปาเป้า   เกมส์ต่อสู้   เครื่องเล่นหรือแม้แต่ไฮโลซึ่งคนที่ไม่เคยเจอก็มองแล้วยิ้มแหย ๆ หลังจากนั้นจึงสะบัดหน้าพรืดเป็นคำตอบ

 

 งั้น...เดี๋ยวฉันพาทัวร์เอง ”  วิสกี้ว่าแล้วลากไลท์ไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว  เริ่มเล่นตั้งแต่ซุ้มแรกไปเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่ไลท์ดูจะปรับตัวไม่ค่อยได้ก็หาทางเข้ากับกลุ่มคนรอบข้างอย่างรวดเร็วและเริงร่า  การเล่นเกมส์เป็นไปอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนรอบข้างที่ดูเด็กหนุ่มทั้งสองในสายตาพวกเขาเล่นเกมส์แต่ละอย่างอย่างเซียน

 

ปัง !  ปัง  ! ปัง !

 

100 ! 100 ! 100 !

 

กริ๊ง !

 

 เยส !  วิสกี้และไลท์ยกกำปั้นชนกันก่อนจะสวมบทคาวบอยแม่นปืนหลังจากอัดพลังเข้าไปในปืนสั้นบาเร็ตต้าของจริงที่ถูกดัดแปลงสำหรับใส่บอลเวทย์ในการยิงหลังจากพวกเขาเริ่มเล่นเกมส์ยิงเป้าบิน  มันจะเป็นค้างคาวเวทย์หลากสีที่แต่ละสีจะมีแต้มสะสมแตกต่างกัน  หากสามารถยิงได้แต็ม  1,000  เล่นได้ไม่เกินสองคนจะได้ของรางวัลไปซึ่งในมือของทั้งสองแม้จะเล่นชนะหลากหลายเกมส์แต่เมื่อเห็นของรางวัลไม่น่าสนใจก็จะคืนเจ้าของร้านไปทำให้พวกเขาเล่นเกมส์ได้อย่างสนุกสนาน  ไม่มีใครรบกวนและของรางวัลครั้งนี้ไลท์ให้สิทธิ์ในการเลือกเป็นของวิสกี้หลังทั้งสองผลัดกันให้เลือกหลายต่อหลายครั้ง   เจ้าของร้านผายมือไปยังชั้นวางตุ๊กตาแล้วพูดยิ้ม ๆ

 

 เลือกได้ตามใจชอบเลยครับ ”  วิสกี้ที่กะจะปฏิเสธไม่รับตุ๊กตาทว่าก็สะดุดตากับตุ๊กตาสองพี่น้อง  ตัวหนึ่งเป็นพี่สาวอีกตัวเป็นเด็กชายทำให้เขายิ้มกริ่ม  ชี้ไปทางตุ๊กตาตัวเล็กทั้งสองในทันที  เมื่อรับมาก็ส่งตุ๊กตาตัวหนึ่งส่งให้ไลท์ 

 

 เอ้านี่ ! ตุ๊กตาพี่สาวกับน้องชาย  ดูท่าว่าไลท์จะอายุน้อยกว่าฉันนะดังนั้นเอาตุ๊กตาพี่สาวไปเก็บเป็นที่ระลึกละกัน ”  วิสกี้อมยิ้มแล้วชูตุ๊กตาเด็กชายขึ้น  จูบเบา ๆ ที่ตัวตุ๊กตาด้วยท่าทางมีเสน่ห์ชวนมองจนแม้แต่เขาก็ละสายตาไม่ได้แล้วพูดต่อ    ส่วนตุ๊กตานี่ฉํนก็จะเก็บไว้  เอาล่ะน้องชาย...จะเล่นไปเกมส์ซุ้มไหนต่อดี   นักพนันสาวหันซ้ายรีขวา  เมื่อเจอของเล่นน่าสนใจก็คว้าข้อมือชายหนุ่มแล้วลากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รับรู้ถึงสายตาอันราบเรียบที่ก้มลงมองมือของตน  ความคิดในหัวฉายดังเบา ๆ

 

 

พี่สาวอย่างนั้นหรือ ? ไม่รู้สิ...  แต่ผมหวังมากกว่านั้นนะครับวิสกี้

 

หลังจากตะลอน ๆ ต่ออีกเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงเป้าหมายหลัก  ป้ายจากแสงนีออนสว่างจ้าพร้อมผู้คนที่เดินสวนเข้าออกจาก Casino  flock  วิสกี้เหยียดยิ้มกริ่ม  ดึงหมวกทรงคาโนเทียร์สีแดงสดขึ้นสวมศีรษะจากอากาศว่างเปล่าพร้อมก้าวยาวเข้าสู่เป้าหมาย  เหลียวมองดูร่างสูงของอีกคนที่ทำท่าสนใจกับสิ่งรอบ ๆ ตัวแล้วแสยะยิ้มเบา ๆ ดีที่บอกให้ไลท์เตรียมเงินจำนวนมาก ๆ มาไว้ก่อน  แต่นั่นสำหรับอีกฝ่ายเพียงคนเดียว  ส่วนเขาน่ะเหรือ

 

กริ๊ง !

 

เหรียญ  100  ฟรังค์อยู่ในกำมือซึ่งเป็นต้นทุนที่ต่ำที่สุดแต่มันจะสร้างกำไรได้มากกว่าเงินจำนวนใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อตกมาอยู่ในมือนักพนันตัวฉกาจอันถือคติ

 

อาชีพนักพนันถือเป็นความเสี่ยงในอาชีพอยู่แล้ว 

 

ทีนี้ก็เหลือแต่...

 

สนุกให้เต็มที่ !!!

 

 

แกรก ! ฟึ่บ !

 

ปากกาขนนกและม้วนกระดาษที่ทำเสร็จเรียบร้อยถูกวางเรียงรายแต่กระนั้นก็ยังมีเอกสารอีกนับสิบชุดที่ยังไม่เสร็จ  นัยน์ตาสีม่วงอมแดงทำหน้าเหนื่อยใจ  เท้าคางมองคนข้างกายแล้วบ่นอุบ

 

 ทำไมฉันต้องมาทำงานกับนายด้วยเนี่ย... 

 

 เพราะฉันสั่ง ”  มันก็ดันเล่นตอบมุกมาเสียด้วย  !!!  วอดก้าแหวใส่  

 

 เรื่องนั้นฉันรู้ ! แต่ภารกิจฉันก็เสร็จแล้วไหงนายส่งเอกสารขอให้ฉันมาช่วยงานต่อเล่า !   นัยน์ตาคมสีทับทิมเสมองรอบข้างแต่ก็ถูกมือเรียวขาวคว้าหมับเข้าที่ใบหน้าอย่างอุกอาจเพราะไอ้เจ้าตัวมันไม่สงไม่สนมารยาทแล้ว  หันนัยน์ตาสีทับทิมให้สบกับนัยน์ตาสีม่วงอมแดงที่คมกริบไม่แพ้กันโดยที่วอดก้าก็มองสวนตอบแบบที่ไร้ซึ่งอาการเขินอายดั่งหญิงสาวทั่วไป

 

โอ๊ย ! ช่วงนี้เจอแต่คนหน้าตาดี  มันเลยมีภูมิต้านทาน

 

 องค์ชาย...นี่ก็เกือบเที่ยงคืนแล้วนะพะยะค่ะ... ” วอดก้าเริ่มกล่าวอย่างจริงจังทำให้มาคัสหรี่นัยน์ตาลงบ้าง   แล้วกระตุกยิ้มนิด ๆ เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญจากหญิงสาว

 

 ดังนั้นเสด็จบรรทมเถอะกระหม่อม ” ไม่แปลกที่วอดก้าจะทำหน้าง่วงงุนแบบที่พยายามฝืนเต็มที่เพราะตลอดอาทิตย์นั้นเขามีเวลาในการพักผ่อนน้อยมาก  ยิ่งเมื่อวานแทนที่จะได้หลับให้เต็มที่ก็ต้องมาประชุมหออีก  หากวันนี้เขาไม่ได้นอนจนเต็มอิ่มก็ถือว่าเขาโง่เต็มทนแล้ว 

 

 ตามใจ    มาคัสมองคนที่ทำตาซึม ๆ เหมือนจะปิดได้ทุกเวลา  เมื่อได้รับคำอนุญาต  วอดก้าก็พาร่างที่ซวนเซจะล้มไปนอนที่โซฟาสีเลือดหมูตัวหรูริมหน้าต่างแล้วตะโกนบอกเจ้าของห้องอย่างมึน    

 

 ฉันขอหมอนนอนหน่อยนะองค์ชาย  องค์ชายก็รีบ ๆ นอนพักผ่อนล่ะ นี่ฉันเป็นห่วงนะนี่ ” ประโยคท้ายเจ้าตัวตะโกนบอกเสียงงึมงำเพราะหนังตาที่แทบจะปิด  พอหัวถึงหมอนปุ๊บ  เจ้าตัวก็ราวกับจะนึกถึงอะไรได้  ลุกขึ้นมาแล้วถอดเสื้อนอกประจำหอของตนออก เหวี่ยงไปนู่น...มุมห้องเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีรัตติกาลที่ถูกพับขึ้นถึงหัวเข่า  ไม่นานลมหายใจของร่างบางก็สม่ำสมอโดยมีสายตาคมสีแดงมองจ้องทุกอากัปกิริยา 

 

มาคัสดึงเอกสารที่วอดก้าทำเสร็จแล้วขึ้นมาอ่านก่อนนัยน์ตาคมจะสว่างวูบ  วางเอกสารลงแล้วคิดในใจ

 

ไม่เสียทีที่ขอแรงมาช่วย

 

หากงงว่าเรื่องไหงคนที่เพิ่งทำท่าอยากจะสู้กันเสียให้ตายไปข้างหนึ่งถึงได้ต้องมานั่งทำงานเป็นมือขวาองค์ชาย  ต้องย้อนกลับไปช่วงตอนเย็นที่ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือด

 

เคร้ง ! เคร้ง ! ตู้ม !

 

 หึ ๆ แม้แต่ทางนี้ก็เสมองั้นหรือเนี่ย... วอดก้าพึมพำด้วยความทึ่งหลังจากที่ประชันด้านพละกำลัง  อีกฝ่ายก็มองตอบ  บาดแผลที่ลำคอนั้นเจ้าตัวรักษาเองเรียบร้อย   นัยน์ตาสองคู่สบกันแล้วพุ่งเข้าหาในชั่วพริบตา   แรงดาบปะทะกันไปมาอย่างรวดเร็วจนแทบมองตามไม่ทันจนฝุ่นเริ่มคลุ้งตลบ  แต่เสียงประดาบก็ยังไม่มีหยุดแม้แต่น้อย   จนในที่สุดก็ถึงคราวของวอดก้าที่พลาดท่า

 

แควก !

 

โลหิตสีแดงข้างลำตัวหลั่งรินเมื่อเขาเบี่ยงหลบรัศมีดาบชองมาคัสไม่พ้น  ทำได้เพียงเหวี่ยงดาบแสร้งหมายตัดคออีกฝ่ายทำให้อัลฟ่าต้องถูกยกขึ้นมาป้องกันที่ส่วนบนของร่างกาย   เปิดโอกาศชั่ววูบของวอดก้า  ฝ่าเท้างาม ๆ ยกสวนถีบโครมที่ท้องทันทีจนมาคัสออกอาการจุก  ถอยกรูดแล้วหรี่นัยน์ตาสีทับทิมมองอีกฝ่ายที่ยักคิ้วให้อย่างกวน ๆ

 

 ชิ ” 

 

 ว่าแต่ถามหน่อยเถอะรุ่นพี่...รุ่นพี่อยู่หอไหนแล้วชื่ออะไรคะ ? ”  วอดก้าถามอย่างสุภาพขณะที่อีกฝ่ายขมวดคิ้ว  ตอบสั้น ๆ กลับมาว่า 

 

 ...มาคัส ” 

 

 ?    หัวสมองประเมินชื่อของคู่ต่อสู้หากแต่ก็ไม่พบข้อมูลใด ๆ แม้แต่น้อยเล่นเอาวอดก้ากระพริบตาปริบ ๆ เผลอหลงลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่ง

 

ครืน

 

แผ่นดินใต้เท้าของทั้งสองสั่นไหวพร้อมไอพลังดำมืดอันรุนแรงปรากฏเป็นร่างปีศาจขนาดยักษ์ถึงหกตน   ตัวสูงใหญ่ถึงสองเมตร  ถืออาวุธเป็นขวานขนาดใหญ่เล่นเอาทั้งสองหน้าเครียด

 

 ออร์คหรือนี่ ? ”  มาคัสพึมพำเสียงราบเรียบทว่าวอดก้ากลับก้มลงมองบาดแผลของตนเองและโลหิตสีแดงที่หลั่งรินลงสู่พื้น  ขนกาสีรัตติกาลค่อย ๆ ร่วงหล่นจากฟากฟ้าทำให้เขารีบร่ายเวทรักษาตน 

 

 เป็นปีศาจของไอ้พวกนั้นจริง ๆ สินะ ”  วอดก้าพูดเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังช้า ๆ จนปะทะกับแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ปรายตามองเธอน้อย ๆ ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะพูดสั่งอย่างชัดเจน

 

 3 : 3  ระวังด้วย    สิ้นเสียงทั้งสองก็ทะยานเข้าสู้กับปีศาจร่างสูงทั้งหกตนอย่างดุเดือดในทันที   นับครั้งไม่ถ้วนที่คาซานเดรียฟาดฟันกับขวานยักษ์   แน่นอนว่าไม่นานทั้งสองก็สามารถปราบออร์คเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย  แต่มัน...ง่ายเกินไป  เสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้น

 

 ราตรี...ท่านพี่มาคัส อ่ะ !   เสียงนั้นเป็นขององค์ชายน้อยคาลิดาสซึ่งมองร่างที่สะบักสะบอมเพราะการต่อสู้ทั้งสองนิ่งด้วยแววตาตะลึง  ยิ่งเห็นซากศพของปีศาจที่นอนจมกองเลือดที่เขียวน่าขยะแขยง  ใบหน้าน้อย ๆ นั้นก็ซีดเผือดทันควัน  ด้านหลังมีรุ่นพี่เรย์และรุ่นพี่เอวาเจลีนคอยอารักขาพร้อมทหารอีกสองนายด้วย

 

  วอดก้าร่างกระตุกไปแวบหนึ่ง  ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาหวาดหวั่นสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่พวยพุ่ง  เพราะในตัวมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นปีศาจ  ทำให้เธอจับกลิ่นไอความตายที่มุ่งร้ายไปยังเจ้าชายน้อยได้ไวกว่าคนทั่วไป  และใช่ว่าคนอื่นจะไม่รู้เพียงแต่พวกเขารู้ช้ากว่าวอดก้าที่บัดนี้โถมตัวเข้ากอดเด็กชายเอาไว้พอดีกับกลุ่มหมอกสีทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นจากบริเวณใต้เท้าของคาร์ลแต่กระนั้นเพราะความคิดและความเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีของวอดก้าให้เธอสามารถเหวี่ยงร่างเล็กในอ้อมแขนเข้าไปหามาคัสได้

 

วูบ !

 

 วอดก้า ! / ราตรี !  สามเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง  เอวาเจลีนทำท่าจะโจมตีหมอกที่คล้ายลูกบอลทรงกลมขนาดยักษ์  หากแต่เรย์ก็รั้งไว้แล้วตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนก

 

 อย่า ! เดี๋ยวจะพลาดโดนวอดก้าด้วย !  เอวาเจลีนชะงักเช่นเดียวกับทหารที่ถูกเรียกมาอีกหลายนาย   มาคัสโอบกอดคนเป็นน้องไว้แล้วพึมพำเบา ๆ เมื่อสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเวทสายความมืดของปีศาจ 

 

 นี่มัน...อาคากลืนวิญญาณ ”  อาคมกลืนวิญญาณคือพิธีกรรมโบราณของเผ่าปีศาจซึ่งใช้การกลืนกินดวงวิญญาณที่ทรงอำนาจเพื่อเสริมพลังให้กับตนและยึดครองร่างนั้นเอาไว้  ยิ่งกินดวงวิญญาณมากมายเพียงใดก็จะยิ่งมีพลังชีวิตมากขึ้นเท่านั้นหรือพูดง่าย ๆ คือสิงร่างผู้อื่นนั่นเอง  แต่การทำพิธีกรรมนี้จะต้องเจาะจงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นและต้องสังเวยเลือดลงพื้นดินเพื่อเรียกพิธีกรรม  หากแต่เพราะมันเป็นการสูบพลังอันน่ารังเกียจจึงทำให้เวทย์บทนี้มีอยู่ในตำราไม่กี่เล่มและมีผู้ที่จะสามารถใช้มันจริง ๆ ได้น้อยมาก  คนที่สร้างพิธีกรรมนี้ขึ้นจะต้องถูกจองจำด้วยตรวนนักโทษตลอดชีวิตซึ่งเป็นบทลงโทษที่เสมือนตัดแขนตัดขานักโทษเลยทีเดียว 

 

แต่วิธีที่จะล้มเลิกพิธีได้คือต่อต้านการถูกกลืนกินชีวิตและไม่รับหรือหลงในข้อเสนอใด ๆ ที่ผู้ทำพิธีหยิบยื่นให้ผ่านทางจิตใจ  โดยจะนำอดีตของผู้ที่ต้องถูกกลืนกินมาย้อนความเพื่อหลอกล่ออีกฝ่ายให้ง่าย  ยิ่งใครมีความทุกข์ทรมาณในอดีตมากเพียงใดก็มีผลต่อการถูกกลืนกินมากเท่านั้น

 

ภายในหมอกสีดำ  ร่างของวอดก้าลอยนิ่งด้วยท่าทางเหมือนนั่งชันเข่า   เปลือกตาปิดสนิท  ความรู้สึกเศร้าหมอง  เจ็บปวดและทรมาณประดังประเดเข้ามาจนนักฆ่าสาวแทบตั้งตัวไม่ทันจนต้องเปิดเปลือกตาขึ้น  แต่ทว่ายิ่งเห็นภาพก็ยิ่งฉายชัดเจนขึ้นอย่างน่าเจ็บใจ  ภาพสมัยที่ต้องฝึกต่อสู้อันโหดหิน  ภาพการถูกเคี่ยวกร่ำในการมีชีวิตรอดและต้องเป็นนักฆ่าเพื่อหาเลี้ยงตน  อยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งความไว้วางใจในการมีชีวิตแต่แทนที่ผู้เฝ้ามองจะมองมันอย่างเจ็บปวดในตอนแรก  วอดก้ากลับมองมันด้วยสายตาเฉยชา  จิตใจที่สั่นไหวก็กลับมานิ่งสงบอย่างเดิมยามมองภาพแห่งอดีต  เสียงแหบพร่าราชายชราดังขึ้นอย่างเชื่องช้าราวกับจะชักจูงผู้ฟัง

 

 เด็กน้อย...เจ้าช่างมีอดีตที่ยากเข็ญยิ่งนัก ...พ่อหรือแม่ก็ไม่มี...เขาคงทิ้งเจ้าเอาไว้สินะ ” 

 

 ...  วอดก้าไม่ตอบ  กระชับแขนที่กอดเข่าตนเองให้แน่นขึ้นขณะที่นัยน์ตาสีม่วงแดงทอประกายสีเงินจาง ๆ นิ้วชี้ของมือขวาขยับไปมาอย่างรวดเร็วแต่เสียงนั้นยังคงดังเรื่อย ๆ 

 

 ...เจ้าอยากมีครอบครัวไหม ? ...อยากอยู่กับคนที่เจ้ารักหรือเปล่า ?    ภาพมารดาและบุคคลอีกคนซึ่งดูเลือนรางปรากฏขึ้นน  ใบหน้าของทั้งสองมีรอยยิ้มอ่อนหวานเจืออบอุ่นแต้มอยู่ทว่าวอดก้าก็ยังมองมันด้วยสายตาเรียบเฉย 

 

 หรืออยากได้อำนาจ...พลังที่ยิ่งใหญ่...หรือความร่ำรวยเพื่อให้เจ้าไม่มีชีวิตที่ลำบากเยี่ยงนี้... 

 

 ของแบบนั้นมันไม่จำเป็นหรอก ”  นักฆ่าสาวสวนตอบเบา ๆ ด้วยโทนเสียงเย็นชา  สมองปรากฏภาพของเพื่อน ๆ รอบกาย  รุ่นพี่ทั้งหลาย  ลุงคาออส  วิเวียย่า  ท่านโอลิเวีย  และราล์ฟรวมถึงเจ้าของนัยน์ตาคู่คมสีม่วงเข้มเย็นชาซึ่งเป็นรูมเมทของเขาขึ้น 

 

 ของแบบนั้นฉันไม่ได้ต้องการแม้แต่น้อย...แค่มีชีวิตอยู่...แค่มีชีวิตอยู่อย่างนี้ก็พอแล้ว ” 

 

 ...เจ้าแน่ใจหรือ ? ”  น้ำเสียงลึกลับเริ่มทอความแข็งกระด้างขึ้น  ไอหมอกสีดำทมิฬเริ่มเกิดความปั่นป่วนและรวมถึงไอความกดดันที่พวยพุ่งมากกว่าเก่า  เขาหรี่นัยน์ตาลงแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก  ตอบอย่างหนักแน่นมั่นคง

 

 แน่ใจ ”  พลังอันรุนแรงเข้าถาโถมร่างของคนที่อยู่โดดเดี่ยวอย่างว่องไวพร้อมเสียงกึกก้องที่ตะโกนแทบลั่นหูว่า 

 

 งั้นข้าคงต้องยึดร่างเจ้าเองเสียแล้ว ! 

 

 คิดว่าฉันจะยอมง่าย ๆ หรือไง ? ” สิ้นเสียงพูด  นิ้วเรียวที่ขยับไปมาก็ทอแสงสว่างเจิดจ้าพร้อมอักขระวงเวทใต้ร่างที่สว่างวูบ  ขับไล่หมอกอันชั่วร้ายให้แตกกระจายไปเรียกเสียงกรีดร้องอันบาดหูคนฟังเป็นที่สุดจนวอดก้าต้องบ่นอุบ  เพิ่มพลังธาตุแสงให้แรงกว่าเดิม 

 

 หุบปากไปเลย  ปวดหูชะมัดเลยแก ”

 

แวบ  !

 

 ฟิววอร์ค  คาซานเด  โอ  ฟิวลาเดล ! 

 

 อ๊ากก !!!    กลุ่มหมอกทมิฬกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยแต่พลังสีขาวสะอาดนั้นยังย้อนรอยกลับเข้าไปยังผู้ทำพิธี  ร่างแห่งหนึ่งในสถานที่มืด ๆ ท่ามกลางดวงตาสีแดงฉานนับครั้งไม่ถ้วนส่งเสียงกรีดร้องอย่างทรมาณ  ร่างกายเริ่มเป็นน้ำแข็งตั้งแต่ปลายเท้าถึงลำคออันขรุขระพร้อมอักขระสีดำที่กำกับไว้เพื่อจองจำ  เสียงนั้นกรีดร้องอีกครั้งอย่า.โกรธแค้นท่ามกลางความหวาดหวั่นของปีศาจรอบ ๆ

 

 แก ! ...ฉันจะต้องกินแกให้ได้ ! สายเลือดในตำนาน !... 

 

ฟุบ !

 

ปลายเท้าของวอดก้าแตะพื้นอย่างนิ่มนวล  นัยน์ตาทอแสงสีเงินยวงพร้อมร่างกายที่ปรากฏละอองสีทองสว่างไสวดูน่าอบอุ่นและน่าเกรงขาม   เมื่อเขาปิดเปลือกตาลงและเปิดใหม่อีกครั้ง  อาการสูญเสียพลังเวทมหาศาลก็หายไปในพริบตา   นัยน์ตากลับมาเป็นปกติทว่าผ้าคลุมหน้าที่ใช้ปิดหน้าตาไว้ได้หลุดไปเลยเผยให้เห็นใบหน้าสวยคมสีขาว  คิ้วโค้งหนา  นัยน์ตาคมกริบและแพขนตายาว  จมูกโด่งเป็นสัน  ริมฝีปากสีแดงระเรื่อราวผลเชอร์รี่บวกกับละอองสีทองเป็นประกายระยิบระยับทำให้ผู้เฝ้ามองแทบลืมเลือนหายใจกับความงามสง่านั้น  ยิ่งรอยยิ้มน้อย ๆ ที่ริมฝีปากทำให้อาการของเหล่าชายหนุ่มผู้เป็นนายทหารทั้งหลายใจเต้นระรัว

 

 ราตรี ! ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม ?    วอดก้าลูบเส้นผมของเด็กชายที่ถลาเข้ามากอดเขาไว้อย่างอ่อนโยน  แล้วส่งเสียงตอบสั้น ๆ   

 

 ไม่เป็นอะไรพะยะค่ะ    องค์ชายคาลิดาสถอนหายใจ  มองสบนัยน์ตาของผู้ก้มมองที่มองมาอย่างอบอุ่นแล้วเกิดอาการตะลึงกับใบหน้าที่มีรอยยิ้มนั้นจนวอดก้าต้องกระพริบตาปริบ ๆ ลูบใบหน้าของตนซึ่งไร้สิ่งปกปิดใด ๆ แล้วยิ้มแห้งให้รุ่นพี่ทั้งสองที่ทำหน้าเอือมระอากับความหน้าตาดีมีเสน่ห์ของคนเป็นรุ่นน้อง 

 

 ท่านพี่มาคัส...นี่อาจารย์ที่มาสอนข้าชื่อราตรี ” เด็กชายหันไปทางชายในชุดคลุมที่ปัดนี้ถอดเสื้อคลุมกายออก   เผยเส้นผมสีส้มอ่อนและนัยน์ตาสีแดงชาดดุจทับทิม  ใบหน้าหล่อเหลาปานรูปสลักเทพเหลือบมองใบหน้าของหญิงสาวที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาที่มองมาเหมือนจะเข้าใจอะไรได้กับคำว่า ' ท่านพี่ '  ทำเอาใบหน้านั้นซีดเซียวลง

 

 ราตรี...ส่วนนี่พี่ชายข้า  ท่านพี่มาคัส  องค์ชายคนโตของรัฐนาโวลล์  

 

 ...

 

 

บอกได้คำเดียวว่าซวย...ไม่มีอะไรซวยไปกว่านี้แล้ว 

 

 

 ปัดโธ่...  วอดก้าร้องคราง   เอาหัวโขกกับต้นไม้ใกล้ ๆ แล้วคิดในใจอย่างนึกเซ็งในโชคชะตาของตน

 

ทำไมดวงเรามันสมพงษ์กับพวกเจ้าหญิงเจ้าชายจังฟระ !!! 

 

โทษของการทำให้องค์ชายรัชทายาทบาดเจ็บ  ตายสถานเดียว !!!

 

ชิงปาดคอตายไปก่อนดีไหมเนี่ย ?

 

 

 ห้าร้อยกว่าคน  หัวหน้าหน่วยราว ๆ สี่สิบคน  เยอะแฮะ...  ร่างที่นอนเอนกายบนต้นไม้กอดอกมองกระโจมขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้คนกำลังประชุม  วิญญาณสีเทาหม่นสองดวงออกมาจากกระโจมนั้นพุ่งเข้าสู่แหวนสีแดงทับทิมที่นิ้วมือข้างซ้าย  ก่อนร่างของคนในเงาไม้จะเลือนหายไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว  ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนหลังจากที่รัมจัดการส่งวิญญาณติดตามไปสำรวจค่ายของกองโจรซึ่งถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ  มีการวางเวรยามแน่นหนาซึ่งหาได้ยากมากสำหรับโจรทั่วไปแต่ที่ผิดคงเป็นนิสัยของคนเฝ้ายามที่ไม่สนใจอะไรทำให้อาจมีการลักลอบเข้ามาได้ง่าย ๆ เขาคิดว่าฝั่งนู้นคงมีเสนาธิการที่ฉลาดพอสมควรอยู่ด้วยจึงสามารถคุมกองโจรและจัดตั้งค่ายตามแบบยุทธศาสตร์อย่างดีเยี่ยม

 

 ช่างเถอะ  นั่นเป็นเรื่องของทหารส่วนเรา...  รัมหยิบผงสีชมพูอ่อนออกมาแล้วสูดเข้าไปเต็มที่  ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเฝ้าจับตาดูพวกโจรคลายลงเช่นเดียวกับความสดชื่นที่เพิ่มขึ้น  มันคือยาชนิดหนึ่งที่รัมทำขึ้น  มีประโยชน์ในการช่วยฟื้นฟูพลังและเรี่ยวแรงแต่ที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการต้านพิษดอกตะวันโลหิตต่างหาก 

 

วูบ !

 

ร่างโปร่งของรัมโผล่ไปที่กลางทุ่งดอกไม้สีแดงสดดั่งโลหิตทว่ามีละอองสีทองประกายแผ่จากดอกไม้เล็ก ๆ มันคือพิษของดอกตะวันโลหิต  ที่ได้ชื่อนี้คือความสามารถของมันที่ขอมีเพยงคนได้แตะละอองสีทองหรือตัวดอกไม้จะติดพิษรุนแรงที่ทำให้ตายได้ใน  3  นาทีหากไม่ดื่มยาแก้พิษ  แต่ที่พิเศษคือความสามารถของมันเป็นอันตรายแต่กลับมนุษย์และเผ่าพันธุ์ทุกเผ่าพันธุ์ทว่ามีเพียงเหล่าสัตว์เท่านั้นที่สามารถเด็ดกินความหอมหวานของดอกไม้ชนิดนี้ได้   จากที่รัมศึกษามันสามารถรักษาบาดแผลของสัตว์ที่กลืนกินไปด้วยละอองสีทองที่มีพิษร้ายแรงกับพวกเธอ  แต่สำหรับเหล่าสัตว์คือสถานที่ปลอดภัยที่สุดในการหลบนักล่าสัตว์  

 

ดอกไม้สีแดงมีละอองเล็ก ๆ ระยิบระยับและมีกลิ่นหอมของดอกไม้ช่วยในการผ่อนคลายเป็นอย่างดีจนรัมต้องเอนกายนอนบนโขดหินแห่งหนึ่ง   เห็นท้องฟ้าสีรัตติกาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพรายแบบที่หาดูได้ยากไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม  ใบไม้สีเขียวมรกตใบหนึ่งลอยแปะเข้าที่ใบหน้าของรัมเรียกรอยยิ้มบาง ๆ ได้จากเจ้าตัว 

 

 ออกมานี่สิโซเฟีย  ออกัส ”  ลูกแมวขนเทามีนัยน์ตาสีฟ้าสดใสน่าเอ็นดู  กระดิ่งแดงที่ลำคอส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเช่นเดียวกับปลาวารีที่มีสีมากมายจนเกือบจะกลายเป็นสีรุ้ง  ซึ่งมันคือปลาวารีผิวอัญมณี  สามารถหายใจบนบกได้  ทั้งสองเริ่มคลอเคลียผู้เป็นเจ้านายในทันทีเรียกรอยยิ้มหวานได้จากคนที่ลุกขึ้นนั่ง    

 

 นายหญิง  คิดถึงจังเลยเจ้าค่ะ ”  ลูกแมวตัวน้อยร้องครางเหมียว ๆ เมื่อมือเรียวของแพทย์สาวเกาคางให้มันอย่างอ่อนโยน 

 

 ออกัสก็คิดถึงนายหญิงนะคะ ” ลูกปลาสีรุ้งรีบว่ายเอาหน้าถูกับแก้มของรัมเป็นเชิงบอกว่ามันก็คิดถึงคนเป็นเจ้านายเช่นกัน เรียกเสียงหัวเราะคิกคักเพราะความจั๊กจี๊ของรัม

 

 โซเฟีย  ขยายร่างที ” 

 

 เจ้าค่ะ ”  ลูกแมวน้อยรับคำเสียงใสก่อนที่ร่างเล็กจะขยายเกือบยี่สิบเท่าของร่างเดิมกลายเป็นหมาป่าขนเทาแซมเงินที่มีนัยน์ตาคมกริบสีฟ้าเข้ม  กายแกร่งสูงเกือบถึงสามเมตร  ยาวราว ๆ หกเมตรท่าทางปราดเปรียว  พวกมันทั้งสองคือสัตว์ที่รัมได้ซื้อไว้ตอนที่เข้าไปในเรียนในโรงเรียนของวิเวียย่า 

 

รัมเอนกายพิงขนนุ่มสลวยของสัตว์เลี้ยงของตน  มีออกัสแหวกว่ายมานอนอีกทีที่ตัก   ก่อนเขาจะดึงผ้าคลุมหัวและผ้าปิดหน้าออกแล้วโยนไว้ใกล้ ๆ ตัว   มือเรียวใช้ใบไม้สีมรกตนั้นทาบริมฝีปากสีแดงสดแล้วบรรเลงเสียงเพลงแหลมสูงทว่านิ่มนวลชวนฟังช้า ๆ

 

เสียงเพลงที่ดังอย่างแผ่วเบาทว่าถูกสายลมพัดนำไปเข้าหูของเหล่าสัตว์ที่กำลังนิทราดั่งเสียงปลุก  เพียงไม่นาน  ลูกกวางตัวน้อยก็ปรากฏกายขึ้นมองเอลฟ์ตนหนึ่งที่กำลังบรรเลงบทเพลงเปี่ยมด้วยเสน่ห์นั้นอย่างอ่อนโยน  เสือดาว  ราชสีห์ขนทอง  งูหลาม  นกน้อย  กระรอกหรือแม้กระทั่งช้างขยับกายอย่างเชื่องช้าแล้วพากันเดินเข้าทุ่งตะวันโลหิตเพื่อรับฟังบทเพลงนั้นใกล้ ๆ  อย่างสงบ  ต้นไม้รอบกายทอแสงสีเขียวสว่างพร้อมสายลมแรงที่ราวจะรับฟังบทเพลงนั้นด้วย

 

เฟี้ยว !

 

กลีบดอกไม้สีแดงโลหิตโบกสะบัดเพราะแรงลมทำให้ละอองสีทองกระจายตามเสริมเป็นความงามอันน่าลุ่มหลงของทุ่งดอกไม้แห่งนี้  บทเพลงยังดำเนินไปอย่างเชื่องช้านุ่มนวลทว่าก็เริ่มทว่าความเร่งร้อนขึ้นตามลำดับ  เสียงเป่าใบไม้ฟังก้องกังวานใสคล้ายเสียงเครื่องดนตรีพร้อมร่างของบรรเลงที่เริ่มลุกขึ้นร่ายรำท่ามกลางละอองสีทองอย่างสนุกสนานโดยมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องท่าทางนั้นไว้

 

ลาเกอร์หรือเจ้าชายรัชทายาทองค์โตของวาเนซซ่ามองภาพที่งดงามเบื้องหน้าด้วยใบหน้าราบเรียบทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อเห็นท่าทางเหมือนเด็ก ๆ ของคนที่อยู่กลางทุ่งดอกไม้พิษอย่างไม่หวั่นเกรง

 

เขาออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนดั่งปกติแล้วได้ยินเสียงดนตรีที่ดังแผ่วเบาจนเกือบจะไม่ได้ยินทว่ามันทำให้เหล่าสัตว์ล้วนตื่นจากการหลับใหลและมุ่งหน้าไปยังใจกลางค่าย  ดนตรีนั้นล้วนทำให้พวกมันอยู่อย่างสงบเหมือนสัญชาตญาณที่บอกให้ฟังเสียงนั้น  ลาเกอร์จึงเดินตามเหล่าสัตว์ออกมาและพบกับเอลฟ์ผมสีทอง  มีนัยน์ตาสีฟ้าสดใสงดงามที่กำลังบรรเลงบทเพลงอ่อนหวานด้วยใบไม้เพียงใบเดียว

 

และบทเพลงนั้นทำให้เขาเองก็เกิดความสงบ  ความคิดและสิ่งที่กังวลทั้งหมดล้วนจางหายไปราวกับจะเป็นบทเพลงที่ปลอบโยน  ช่วงสุดท้ายของดนตรีนั้นดังเป็นจังหวะไพเราะ  ก้องกังวานราวระฆังแก้วและทำให้เหล่าสัตว์ล้วนล่าถอยกลับเมื่อพบว่าดนตรีนั้นกำลังส่งลาพวกมันเข้านิทราอีกครา  เช่นเดียวกับตัวผู้บรรเลงที่เอนกายนอนพิงหมาป่าตัวใหญ่ที่พริ้มตาหลับผู้เป็นนายโดยมีปลาสีรุ้งอีกตัวนอนในอ้อมแขน  แม้จะเพียงพริบตาเดียวแต่เขารู้สึกได้ว่าเสมือนนัยน์ตาทรงเสน่ห์นั้นหันมามองทางเขาแล้วจึงพริ้มตาหลับลง

 

เจ้าชายหนุ่มแห่งเมืองนักปราชญ์ถอยกายเข้าสู่หมู่แมกไม้  นัยน์ตาสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกเจ้าเล่ห์และอันตรายหวนนึกถึงใบหน้านั้นแล้วคิดในใจ

 

เธอเป็นใคร ???  แล้วทำไมถึงมาอยู่แถวนี้ได้ ???

 

 แต่ยังไงก็ช่าง...ฉันหวังว่าเธอจะยังอยู่เมื่อถึงตอนเช้า... เสียงทุ้มพูดพึมพำกับตนอย่างคาดหวังแล้วเลือนหายไป

 

 เขาออกไปแล้วเจ้าค่ะ ”  เสียงของโซเฟียกล่าวกับผู้เป็นนายเบา ๆ รัมรับคำว่าอืมม์แล้วบอกเสียงงัวเงียกับสัตว์เลี้ยงทั้งสอง 

 

 ก่อนฟ้าสางปลุกฉันด้วยนะ... 

 

 เจ้าค่ะ ” 

 

พรุ่งนี้จะเป็นการต่อสู้ระหว่างกองโจรและทหารแห่งวาเนซซ่า !!!

 

ตุบ !

 

เสียงร่างผอมแห้งที่บัดนี้หมดสิ้นลมหายใจกระทบพื้นหินในตรอกมืดแห่งหนึ่ง  มันแสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันแหลมคมที่มีคราบเลือดและเนื้อหนังบาง ๆ ติดอยู่ที่มุมปาก  ก่อนร่างปราดเปรียดจะส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ

 

 ฮี่ ๆๆๆ ”

 

ตึก  ตึก

 

เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบาเห็นเป็นเพียงรูปร่างโปร่งบาง  กับเส้นผมยาวระต้นคอ  นั่นทำให้มันยิ้มกว้างอย่างชอบใจ  คายน้ำลายสีเขียวแก่ลงสู่ศพผอมแห้ง  ทันทีที่น้ำลายของมันโดนผิวหนังมนุษย์  ร่างนั้นก็เริ่มย่อยสลายอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ปรากฏร่องรอย 

 

ฉึก !

 

มันจิกเล็บบนกำแพงแล้วปีนขึ้นไปห้อยหัวอยู่บนมุมมืดของหลังคา  นัยน์ตาแดงก่ำมองเหยื่อผู้มาใหม่ด้วยสายตากระหาย  อีกเพียงห้าหกก้าว  คนคนนั้นก็จะเข้าระยะที่มันสามารถกระโจนกินร่างอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย  มันแสยะยิ้มเหี้ยม  ร่างปราดเปรียวที่เห็นเพียงเงาลาง ๆ กระโจนใส่ร่างที่กำลังเดินมาอย่างว่องไวทว่าอะไรบางอย่างก็วูบผ่านหน้ามันพร้อมความรู้สึกเจ็บปวดที่ลำคออย่างรุนแรงที่กระแทกจนมันกระเด็นไปชนกำแพงสีครีมที่แตกร้าวในทันใด   มันมองแขนเรียวยาวที่ล็อกคอของมันไว้และตรึงมันไว้กับกำแพง  นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเหยื่อที่มันกำลังจะกินฉายความพึงพอใจ  พร้อมความอำมหิตที่ถูกแต้มลงบนนัยน์ตา

 

 เอาล่ะ  บอกมาสิว่าพวกปีศาจชั้นต่ำอย่างพวกแกคิดทำอะไร ?  

 

 

ซี...ซีเวี...ยร์...ซีเวียร์น่...นา

 

 อืม...  วอดก้าส่งเสียงครางในลำคอเมื่อได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นที่เรียกขานชื่อของเธอ  นัยน์ตาสีม่วงแดงเปิดพรึ่บก่อนจะพบว่าตนนั้นกำลังยืนอยู่ในห้องของเจ้าชายหนุ่ม   พร้อมหมอกสีขาวที่ทำให้ภาพสถานที่ดูลางเลือน  เธอพบภาพผู้เป็นมารดากวักมือเรียกเธอด้วยรอยยิ้มแล้วขยับกายนำเธอออกจากห้องนี้ไปทำให้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าของวอดก้าเดินตามไปด้วยเพื่อดูสิ่งที่นานีย่าต้องการจะบอก 

 

 ... ” การเดินทางลดเลี้ยวไปมาเพราะความกว้างของพระราชวังที่ทำให้เขาต้องจดจำว่าตลดทางผ่านทางไหนบ้างจนในที่สุด  ผู้เป็นแม่ก็มาหยุดที่ห้อง ๆ หนึ่งซึ่งมีบานประตูใหญ่  สลักลวดลายและอักษรเทพราวจะป้องกันมันไว้ทว่าวอดก้าก็สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดายและพบว่ามันเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่   ภายในห้องแบ่งตู้หนังสือเก่าแก่อย่างชัดเจนแต่มีเส้นทางหนึ่งที่มีประตูสีดำปิดเอาไว้  อักษรเรืองแสงที่เป็นภาษาเทพเลือนลางทำให้วอดก้าต้องขมวดคิ้วเพื่ออ่านมันให้ออก

 

 อะดอนิสเซีย...

 

เฮือก 

 

วอดก้าสะดุ้งตื่นจากฝัน   แต่ก็ต้องผงะเมื่อพบสายตาคมคู่หนึ่งที่มองมา  จนต้องเสยเส้นผมที่ตกลงมาปรกตาแล้วย้อนถามเสียงเรียบ

 

 มีอะไรหรือเปล่า ? ”  วอดก้าเอ๋ย...อย่าลืมสิว่าไอ้ที่พูดอยู่นั่นมันองค์ชายรัชทายาทนะเฟ้ย ! 

 

 ...เปล่า  นี่เช้าแล้ว ” 

 

 ? ” วอดก้าทำหน้างงแล้วกลายเป็นเหวอสนิท 

 

 ท่านพ่อมีรับสั่งให้เธอไปร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย ” 

 

 ห้ะ ! 

 

 

 รัมจางงงง ~ หายดีแล้วสินะ ”  เสียงใสของรุ่นพี่สาวหัวหน้าหอปฐพีถามขึ้นอย่างเริงร่ากับร่างเล็กที่ตอนนี้ยันกาย  ส่งยิ้มหวานให้ 

 

 ค่ะ  ได้พักจนเต็มที่แล้วก็เลยหายเป็นปกติแล้วค่ะ ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยิ้มกว้างกว่าเก่า  ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกำเหมือนจะโชว์ความแข็งแรงแต่ทว่าก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกปวดแปลบที่ข้อมือจนหลาย ๆ คนต้องถลาไปดู 

 

 อย่าทำอย่างนั้นสิ ”  คนเป็นหัวหน้ากลุ่มพูดเสียงดุทำให้รัมยิ้มเจื่อน  เสหันเหถามเรื่องอื่นแทน 

 

 ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ ? ” 

 

 เพิ่งเจ็ดโมงเช้าเองคะ ”  รินะตอบเสียงสุภาพ  สายตามองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วงซึ่งออร์เกรย์และเหสก็เอื้อมมือพยุงรุ่นน้องขึ้นพร้อมถามเสียงอ่อนโยน   

 

 ลุกไหวไหมรัม ? ” 

 

 ไหวค่ะ ”  เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินออกจากกระโจมทว่ารัมก็ต้องผงะเมื่อเจอสายตานับร้อยคู่กำลังมองตนจากหน้ากระโจม   พอคนในหมู่บ้านเห็นคุณหมอของพวกเขาก็ส่งเสียงไชโยลั่นจนรัมสะดุ้งอีกรอบ 

 

 เฮ่ ! 

 

 เอ่อ...นี่อะไรกันครับเนี่ย ?!  รัมถามอย่างตกใจพร้อมคิ้วที่ขมวดอย่างแปลกใจ  หญิงสาวผมแดงสลวยสะบัดเสียงตอบ

 

 ก็พวกชาวบ้านที่มารอเธอฟื้นแล้วก็ไปร่วมทานอาหารด้วยไงล่ะ ” 

 

 ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนั้นเลยนี่คะ ”  คนเป็นหมอยิ้มบางแล้วเดินตามวีร์ที่เดินนำพวกเธอไปที่ลานกลางหมู่บ้านซึ่งบัดนี้มีโต๊ะยาวหลายตัวถูกนำมาวางต่อกันพร้อมเหล่าชาวบ้านที่ไปนั่งประจำที่ของตน 

 

 เรารอดพ้นจากโรคร้ายในครั้งนี้เพราะการช่วยเหลือจากหมอที่มาทำภารกิจ  ท่านรัม  ออร์เรย์ลอง  ซึ่งช่วยชีวิตพวกเราไว้มากมายจนหาสิ่งตอบแทนไม่ได้ ”  ก็อดที่เป็นตัวแทนกล่าวปราศัยผายมือไปทางพวกรัมที่นั่งเรียงกันอยู่ 

 

 นอกจากนี้ยังมีนักเรียนที่มาช่วยเราปกป้องหมู่บ้านจากกลุ่มโจรอีก   แม้จะเป็นภารกิจแต่พวกเขาก็ทุ่มเทกับการช่วยเหลือพวกเราอีกมาก  และในวันนี้...เราไม่รู้ว่าพวกโจรจะบุกทำลายเราตอนไหน  แต่ยังไงเราก็จะไม่มีวันยอมแพ้ ! เพื่อหมู่บ้านเฟนเนล ! 

 

 เพื่อหมู่บ้านเฟนเนล !!!  ทั้งหมดชูแก้วขึ้นแล้วตะโกนก้องบ่งบอกว่าไม่มีทางสยบและยอมแพ้กับพวกโจร  อาหารเช้าจึงเริ่มขึ้นด้วยความรื่นเริงและใจฮึกเหิมเช่นเดียวกับรัมที่คิดง่าย ๆ ว่าแค่รักษาคนก็พอถึงแม้ลางสังหรณ์มันจะบอกยิก ๆ ก็เถอะว่าลางซวยลอยตามลมมาแต่ไกล

 

ตรูว่าแล้วววววววววว !

 

เสียงร้องโหยหวนในใจของแพทย์สาวบ่นซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรันทดกับชะตากรรมของตน  ความคิดในหัวก็ตีวุ่นแต่มันมาจากการด่าตัวเองทั้งนั้น  รัมเอ๋ยรัม  แกจะยื่นมือไปช่วยพวกนี้ทำไม ? รัมเอ๋ยรัม ก็รู้อยู่ว่าช่วยแล้วจะซวยวันหลังก็อย่าช่วยสิโว๊ย !

 

ฉึก ! ฉึก ! ฉึก !

 

มีดเล่มงามหกเล่มที่ถูกสะบัดโดยคนที่อยู่ในชุดกราวด์ของหมอสีขาวสะอาด  ปักเข้ายังคอหอยของโจรหกคนแทบเป็นเสียงเดียวกันก่อนพริบตาจะปรากฏดาบเรียวสองเล่มในมือของเขา  แสงสีเขียวและแสงสีทองสว่างวูบที่ตัวดาบก่อนรัมที่กระโดดสูงเพื่อให้มองเห็นเป้าหมายชัด  จะใช้ปลายเท้าลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวลพร้อมปลายดาบทั้งสองที่สะบัดลงผืนดิน

 

ตู้ม ! ตู้ม !

 

เสียงแผ่นดินที่ถูกแยกออกเป็นสองทางพร้อมร่างโจรที่กระเด็นเพราะแรงระเบิดทวีความน่าหวาดหวั่นให้กับร่างสูงเพรียว  ที่ยัดนี้มีมีดเพรียวที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมเล็กน้อยทว่ามีปริมาณที่มากถึงสิบตามร่องนิ้วมือ  ก่อนที่มันจะพุ่งผ่านโจรหลายคนไปเรียกอาการอึ้งค้างจากถูกฝ่าย  ทว่ายังไม่ทันมีใครเอ่ยปากพูด  แสงสีทองก็วิ่งเป็นทางอย่างรวดเร็วแล้วสะบั้นคอของโจรนับร้อยหัวไปอย่างง่ายดาย  พื้นดินหลั่งรินธารโลหิตจนคนที่ไม่กล้าขยับกายพบว่ามันคือด้ายเย็บแผลสีทองที่ผูกด้ามมีดเพื่อตัดคอของกลุ่มโจร  ร่างที่ไร้ซึ่งหยาดโลหิตหรือแม้แต่หยาดเหงื่อยิ้มบางให้พวกเขาที่เหลือพร้อมมีดที่พุ่งเข้าสู่มือเรียวและเพียงรัมสะบัดข้อมือ  มีดทั้งหมดก็หายไป

 

 ก็นะ  คนเป็นหมอก็อย่างนี้แหละคะ  ฉันไม่ค่อยถนัดการฆ่าฟันสักเท่าไหร่  ถ้าเป็นการรักษาก็ว่าไปอย่าง ”  แล้วรัมก็ยิ้มสดใสกว่าเก่าแม้จะมีการไหวไหล่เหมือนจะบอกว่าช่วยไม่ได้จริง ๆ แล้วกระโดดสูงกว่าสามสิบเมตรเพื่อกลับเข้าไปทำหน้าที่หมอของตนแต่ก็มียิ้มกว้างแล้วขู่ 

 

 ดังนั้นให้ดีถ้าจะสู้กันอย่าให้กระทบถึงสถานพยาบาลของฉันด้วยนะคะ : ) ”  เท่านั้นเองคนที่จับคู่สู้กันอยู่ทั้งโจรและทหารก็วิ่งหน้าตั้งห่างจากสถานพยาบาลสีขาวที่ตั้งอยู่นอกหมู่บ้านเพื่อรักษาทหารกว่าห้าสิบเมตรในทันที  โดยมีสายตาของพวกรินกะมองคนที่บอกว่าถนัดการรักษามากกว่าฆ่าคนอย่างหวาด ๆ  ไม่ต้องพูดถึงคนที่เกลียดขี้หน้ารัมเพราะคิดว่าเป็น ' ตัวถ่วง ' เห็นทีพวกเธอคงจะประมาทฝีมือของหนึ่งในหัวหน้าชั้นปีโรงเรียนหญิงล้วนมากไปซะแล้ว

 

นะ...น่ากลัวเป็นบ้าเลยโว๊ย !

 

นั้นคือเสียงที่ประสานกันของทั้งโจรและนายทหารที่ทันทีที่รู้สึกว่าการต่อสู้ของตนอาจไปทำให้ผู้เป็นเจ้าของสถานพยาบาลไม่พอใจ  ก็จะพยักหน้าให้กันแล้วถอยกรูดไปสู้ไกล ๆ อีกที  มองดูเป็นภาพที่แปลกประหลาดซะเหลือเกิน

 

 

ย้อนกลับไปเล็กน้อย

 

หลังอาหารเช้าเสร็จ  การเตรียมตัวเพื่อสู้กับกองโจรก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้รับสารจากทหารของนาเวซซ่าว่าพวกโจรจะบุกตอนเที่ยงและพวกเขาจะไปสนับสนุนโดยแบ่งอีกส่วนหนึ่งทำลายรังโจรดังนั้นขอให้คนในหมู่บ้านต้านไว้ก่อนที่จะไปถึงทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย  อาวุธไล่ตั้งแต่ดาบยันปืนถูกลำเลียงกระจายสู่มือของคนในหมู่บ้านไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวที่ยังแข็งแรงซึ่งช่วยกันเพื่อปกป้องหมู่บ้านนี้  เด็กเล็ก ๆ และคนแก่ชราล้วนถูกต้อนไปยังสถานที่กำบังลับของหมู่บ้านและเพื่อความชัวร์สองในทีมของออร์เกรย์จึงได้ร่ายอาณาเขตป้องกันไว้อีกหลายชั้นเพื่อป้องกันลูกหลงของการต่อสู้และผลกระทบเผื่อพวกโจรสามารถเข้ามาได้

 

ก่อนเวลาใกล้เที่ยงไม่นาน  รัมที่อยู่บนป้อมกำแพงของหมู่บ้านข้างก็อดและคนอื่น ๆ ต้องมองกลุ่มโจรที่ถางป่าบริเวณหน้าหมู่บ้านรอบ ๆ จนกลายเป็นที่โล่งกว้าง  พร้อมกับกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์ที่คาดผ้าปิดปาด  ถือดาบคมสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์เกือบห้าร้อยคนแต่ไม่สร้างความกลัวให้คนในหมู่บ้านแม้แต่น้อย  รัมที่ได้หน้าที่บางอย่างพยักหน้าให้กับชาวบ้านบนกำแพง  ละอองผงสีเขียวมรกตถูกโปรยลงพร้อมกับทิศทางของลมที่ช่วยเสริมให้ละอองนั้นขยายไปไกลทำให้กลุ่มโจรที่อยู่แนวหน้ากว่าสองร้อยคนอ่อนแรงลง  เกิดอาการคลื่นไส้วิงเวียนพร้อมเสียงสบถด่าทอที่ตามมาเล่นเอาพวกรินะ  อลิน  เนยและรัมหางคิ้วกระตุก

 

 ไอ้พวกชั่ว ! ใช้พิษแบบนี้ขี้โกงนี่หว่า ! 

 

 ไอ้เลว ! แค่ก ๆ   

 

 ขี้โกง !   

 

 ไอ้พวกป่าเถื่อน ! 

 

 แน่จริงก็ลงมาสู้สิว่ะ ! 

 

 ...  

 

และอีกหลายเสียงที่ทำเอาอลินยั๊วะ  ส่งลูกไฟขนาดใหญ่เกือบเท่าตู้เย็นไปกลางวงกลุ่มโจรที่พูดด่าทอเล่นเอาพวกนั้นกระอักไปตาม ๆ กัน  มีเสียชีวิตบ้างแต่นี่ก็คือภารกิจพร้อมเสียงออร์เกรย์ที่หมดมาดสุภาพ  ตะโกนสวนกลับ 

 

 โห่ ! พูดอะไรหัดดูตัวเองมั่งสิว่ะอยู่ดี ๆ มาด่าตัวเองให้คนอื่นฟังทำไม ! ไอ้พวกบ้า ! 

 

 ...  เงิบครับ  ฝ่ายนู้นเลยเงียบแล้วถอยกรูดไปอีกเพื่อรักษาเพื่อนที่ติดพิษก่อนเพราะจากการที่รัมไปสืบมาพบว่าภายในหมู่บ้านมีหนอนอยู่มันจึงส่งข่าวได้ว่าในหมู่บ้นมีนักเรียนจอมเวทของสถาบันวิเวียย่าอยู่ด้วยทำให้พวกนั้นป้องกันมากกว่าเดิมที่พวกมันไม่รู้คือเหล่าทหารนั้นจะบุกกันวันนี้ด้วย  หลังจากนั้นจึงเริ่มการเปิดศึกขึ้น  กลุ่มโจรที่พบว่าคนของตนหายแล้ว  หัวหน้าของกลุ่มแต่ละกลุ่มก็สั่งให้คนสนิทโบกกธงคำสั่งตามแผน  เผ่าออร์ครูปร่างสูงใหญ่หลายนายพากันแบกต้นไม้ไฟลุกท่วมพร้อมปามาทางกำแพงหมู่บ้านอย่างรุนแรง !

 

เฟสที่เรียกดาบยักษ์สีเทาของตนออกมาสะบัดคมมีดตัดอากาศนับร้อยฟันต้นไม้ที่ลอยมาด้วยความแรงจนกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นเดียวกับไฟน่าที่ร่ายเวทพร้อมบังคับดาบเรเปียร์ของตนพุ่งจู่โจมฝูงโจร

 

 ร้อยศรทลายภูผา ”  ปลายนิ้วเรียวของเนยปรากฏแสงสีขาวจ้ากับอากาศเปล่า ๆ ในท่าง้างลูกทนูขณะที่ริมฝีปากก็ขยับร่ายเวทอย่างว่องไว  เริ่มปรากฏศรแสงอีกนับสิบดอกที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนครบร้อยดอก  มันก็ถูกปล่อยออกจากนิ้วเรียวของหญิงสาวในทันใดแล้วปักฉึกเข้าที่ร่างของกลุ่มโจรพร้อมควันสีรัตติกาลที่ผุดจากปลายศรบ่งบอกว่ามันมีพิษทำให้เนยเผลอยิ้มกว้างให้คู่อริที่ทำให้ศรนั้นทวีความรุนแรงกว่าเดิมแต่กระนั้นฝ่ายนั้นก็ใช่ว่าจะกระจอกเสียหน่อย  โล่ทั้งเก่าและใหม่ถูกยกขึ้นกำบังลูกธนูทำให้โจรเหล่านั้นไม่บาดเจ็บมากนัก  พร้อมกับกลุ่มลูกไฟจากจอมเวทของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้าประชันกับนักเวทของพวกเขา  !!! 

 

ตู้ม ! ตู้ม !

 

การต่อสู้ห่าง ๆ ดำเนินไปจนเกือบครึ่งชั่วโมง  แว่วเสียงโห่ร้องจากไกล ๆ พร้อมคนนับร้อยที่อยู่ในชุดเครื่องแบบของทหารกองทัพแห่งวาเนซซ่า  ถูกจัดเป็นทัพอย่างเป็นระเบียบ  พลุสีแดงสดถูกยิงขึ้นฟ้าพร้อมเหล่าทหารที่พุ่งเข้าต่อสู้กับกองโจรเช่นเดียวกับคนในหมู่บ้านและกลุ่มของออร์เกรย์ที่พุ่งลงไปโรมรันกับโจร  แน่นอนว่ากลุ่มคนเจ็บย่อมถูกลำเลียงเข้ามาในหมู่บ้านไม่ขาดสายแต่เพราะความกว้างและปริมาณคนที่เยอะทำให้รัมต้องวิ่งวุ่นทั่วหมู่บ้านเพื่อหาคนเจ็บซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาจนเจ้าตัวอดคิดไม่ได้

 

ชาตินี้จะเสร็จไหมวะเนี่ย ?

 

จนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง  ความอดทนของรัมก็หมดลง   ชายฉกรรจ์นับสิบแบกกระโจมสีขาวหลังใหญ่หลังหนึ่งออกมาวางไว้นอกค่ายพร้อมเก้าอี้และโต๊ะของหมู่บ้านโต๊ะหนึ่ง  พร้อมป้ายขนาดใหญ่ที่ปักไว้ว่า ' สถานที่พยาบาล ( ไม่ฟรี ยกเว้นคนในหมู่บ้าน  ทหารจ่าย  โจรก็ได้  มีเงินเป็นพอ )'

 

นั่นทำให้คนบาดเจ็บทั้งคนในหมู่บ้าน  โจร  และทหารพากันลากสังขารไปยังสถานพยาบาลนั้น    แน่นอนตามที่ป้ายบอกไว้เป๊ะ ๆ   คนในหมู่บ้านจะได้รับการรักษาอย่างหายขาดฟรีเรียกอาการทึ่งใจจากคนที่เหลือเพราะบาดแผลเหล่านั้นหายไปเสมือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทีเดียว  เช่นเดียวกับความเหนื่อยอ่อนที่รัมได้ร่ายเวทและวางสมุนไพรประเภทฟื้นฟูพลังกายรอบกระโจม  เพียงเข้ามาแล้วสูดได้กลิ่นสมุนไพรอาการก็จะดีขึ้นแต่ก็ต้องรอรับการรักษาจากแพทย์สาวอีกที

 

 เอ่อ...จะ...จ่ายเป็นดาบนี่ได้ไหมวะ...เอ๊ย ครับ ”  โจรหน้าตาเถื่อนถ่อยคนหนึ่งยื่นดาบของตัวเองให้แพทย์สาวที่มองราคาของมันอย่างประเมิน  พยักหน้าให้แล้วสะบัดมือเบา ๆ ดาบก็ลอยเข้าหลุมดำข้างกายพร้อมบาดแผลของโจรนั้นที่หายไป    

 

 ทำไมต้องคิดเงินด้วยว่ะ ! เป็นหมอก็ช่วยรักษาพวกเราฟรีเหมือนชาวบ้านไม่ได้หรือไง !  เสียงโวยวายจากทหารหลายนายที่พูดขึ้นเมื่อรู้ว่าต้องจ่ายของมีค่าเพื่อรักษาด้วยซึ่งมีทหารหลายคนต้องถอดเสื้อของทหารวาเนซซ่าเพื่อขายให้รัมรักษาตน  แน่นอนว่ารัมก็รับมาพลางคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในอนาคตตามลางสังหรณ์...ซึ่งมันก็จริงเสียด้วยเพราะอีกไม่นาน  พวกเธอจะได้ไปเยี่ยมเยือนพระราชวังของเมืองแห่งท่าน้ำ

 

 มีปัญหาอะไรหรือไง ? ”  รัมหรี่ตามอง  ถามเสียงเย็นอย่างไม่เข้ากับใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มยามรับของจากโจรคนหนึ่งเล่นเอาคนมองหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินวูบหนึ่ง 

 

 ใช่ ! ทำไมถึงต้องเก็บเงินด้วย  พวกเรามาช่วยพวกเธอนะ ”  อีกฝ่ายพูดต่อทำให้รัมเหยียดยิ้ม  ก่อนจะเหลือบมองออกไปนอกกระโจมเห็นเนย  สาวน้อยนักสู้ที่ใช้ธนูและไฟน่า  หญิงสาวผมแดงกำลังตกอยู่ในวงล้อมของโจรนับสิบซึ่งสายตาของสองสาวก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าใสของรัม  มันมีแววขอความช่วยเหลืออยู่ภายใน  ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเล็ก ๆ น้อยและมีท่าทางเหนื่อยล้า  แน่ละ...กระโดดไปร่วมวงสู้กับโจรที่มีกำลังมากกว่าตนเกือบร้อยก็สมควรแม้จะเก่งมาจากไหนก็ตาม 

 

ช่างเถอะ...ไหน ๆ ก็หลวมตัวแล้ว

 

รัมถอนหายใจเบา ๆ นัยน์ตาปรากฏความอำมหิต  พลิกข้อมือวูบหนึ่งมีดเล่มเพรียวราว ๆ ยี่สิบกว่าเซนฯ  ก็ปรากฏขึ้นนับสิบเลยทีเดียว  แล้วเจ้าตัวก็สะบัดมีดทั้งสิบมุ่งปักคอหอยของโจรที่ล้อมสองสาวอยู่โดยที่ไม่แม้แต่จะกระพริบตาท่ามกลางความตกตะลึงของคนในกระโจมหลังใหญ่  แน่นอนว่าโจรที่เหลือสามารถมองหาแหล่งทิศทางของมีดเล่มงามได้ไม่ยากทำให้กลุ่มคนนับสิบเริ่มเข้ามาล้อมสถานพยาบาลประหลาดที่ตั้งหน้าหมู่บ้านท่ามกลางการต่อสู้ของสองฝ่ายนั่นทำให้หมอปีศาจคนเก่งถึงกับต้องกุมขมับเมื่อรู้ว่างานกำลังเข้ามา 

 

 รออยู่ในนี้ก่อนนะ ”  รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏที่ริมฝีปากสีชมพูอ่อนจนทุกสิ่งคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ  คนในกระโจมรู้สึกเหมือนตนกำลังจะตายเพราะหยุดหายใจไปกับรอยยิ้มอันงดงามนั้น  เพียงพริบตาเดียวก็เห็นร่างโปร่งในชุดเสื้อกราวด์สีขาวออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มโจร

 

 ขอเตือนไว้ก่อนนะ  ...บุกรุกเข้ามาในเขตของสถานพยาบาลเมื่อไหร่มีแต่ตาย...กับตายเท่านั้น ”  แต่ท่าทางคนพูดที่กล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ กลับยกมือรวบเส้นผมสีทองของต้นแล้วม้วนขึ้นสั้น ๆ ด้วยกิ่งไม้เรียวที่ตกอยู่ใกล้ ๆ ปลายเท้า  นั่นทำให้เกิดเสียงหัวเราะครืนของกลุ่มโจร

 

 หึ ๆๆ พูดอะไรอย่าให้มันขำหน่อยเลยน่าคุณหมอ  คุณจะฆ่าพวกเราด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ  น่าขำจริง ๆ   

 

 นั่นสิ ฮ่าฮ่าฮ่า ”  หากแต่กลุ่มคนที่หัวเราะอยู่กลับลืมเลือนไปว่าเมื่อครู่  ' คุณหมอ '  เพิ่งจะฆ่าพรรคพวกของพวกเขาไปหยก ๆ นับสิบ  ซึ่งรัมก็เพียงไหวไหล่อย่างสบาย ๆ  ซึ่งทั้งหมดก็มองหน้ากัน  แม้จะหัวเราะอีกฝ่ายไปแต่ก็ไม่ได้ประมาท  ดาบถูกกระชับแล้วพุ่งเข้าหาร่างที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ 

 

เคร้ง ! เคร้ง