眼泪(อัสสุชลจอมนาง)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 182,031 Views

  • 1,174 Comments

  • 3,376 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    416

    Overall
    182,031

ตอนที่ 98 : 98

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    28 ส.ค. 60

98








           สิ่งแรกที่เห็นยามลืมตาคือสามีพระราชทานที่เพิ่งกราบฟ้าดินต้อยกันเมื่อตอนเช้าของวัน ความรู้สึกเจ็บที่บาดแผลทำให้รู้ว่าดาบที่แทงเข้าไปไม่ไกลจากหัวใจเท่าไหร่เลย ยามที่ใช้ร่างตัวเองเข้ายังอาวุธนางไม่รู้ว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเท่านี้เพิ่งมารู้ชัดเมื่อความเจ็บเล่นขึ้นมาในความรู้สึก ไม่ได้เจ็บเช่นนี้มานานแล้วครั้งล่าสุดคงเป็นตอนพบกับเจเจ่ใหม่ๆซึ่งนานมากแล้ว นางกำนัลและแพทย์หลวงไม่มีอยู่ในห้องเลยแม้แต่ผู้เดียวคงเป็นฝีมือของอาจารย์อา


            "ต่อให้เจ้าเอาตัวรับดาบแทนข้าอีกสักร้อยครั้งข้าก็ไม่มีทางไว้ใจคนเช่นเจ้า"เสียงของซูเฟิ่งหมิงไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบแต่เมื่อในห้องมีเพียงสองคนและไร้เสียงของสิ่งใดกลับทำให้ได้ยินอย่างชัดเจน


           คนที่สามารถเปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วเช่นนางเพียงหลางหย่งจิ้งหายสาบสูญเพียงไม่นานก็สามารถทำใจหมั่นหมายกับตนแต่งงานกับตนได้เช่นนี้มีสิ่งใดดี เป็นเพียงแพศยาผู้หนึ่งที่ใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ ใฝ่ฝันถึงอำนาจในตำแหน่งใหญ่โตเช่นฮองเฮาแห่งแว่นแคว้น


           "ท่านเองก็ใช้ประโยชน์จากข้านั่งในตำแหน่งรัชทายาทยังจะต้องการสิ่งใดอีก"แต่เดิมนางไม่เคยตอบโต้ซูเฟิ่งหมิงด้วยเห็นแก่ที่คนตรงหน้ารักหลางหย่งจิ้นฉันเพื่อนด้วยความจริงใจ มอบมิตรแท้ให้คนที่นางรักจึงยอมลงให้เรื่อยมา แต่การที่ตื่นขึ้นมาจากการป่วยเพียงไม่ถึงเค่อดีแล้วได้ยินประโยคเช่นนี้ก็อดที่จะโกรธไม่ได้นางทำผิดที่ใดคนตรงหน้าถึงชังน้ำหน้ากันถึงเพียงนี้ อย่างน้อยเพียงแค่ไม่เข้ามาซ้ำเติมนั้นยากเกินไปหรือ


           "ข้าต้องความความจริงความจริงใจของเจ้าสักครึ่งชั่วยาม ช่วยถอดหน้ากายรอยยิ้มเสแสร้งและน้ำเสียงลวงโลกแล้วช่วยพูดความจริงให้ข้าได้รู้สักหน่อย"ดวงหน้าซีดขาวเรือนร่างเปราะบางที่เหมือนจะแตกสลายอาจทำให้ผู้อื่นนึกสงสารเอ็นดูแต่ไม่ใช่กับตน เทียบกับที่ผู้หญิงคนนี้ทำไว้แล้วไม่มีความรู้สึกอันใดจะมอบให้ได้นอกจากความเกลียดชังและขยะแขยงเพียงเท่านั้น


           "ได้ ได้ ได้"มือทั้งสองจิกลงบนผ้าห่มหนานุ่มที่คลุมกายเหยียดหลังขึ้นมาจนตั้งตรงสบตาซูเฟิ่งหมิงไม่หลบอย่างทุกทีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเมยเฉยอย่างถึงที่สุดเส้นอารมณ์ของตนเองก็ถูกดึงจนขาดแล้วเช่นกัน


           "ข้อตกลงการแต่งงานของพวกเรามีมาตั้งแต่ก่อนข้ารู้จักกับหย่งจิ้น มีมาตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะลืมตาดูโลก ข้าคือบุตรสาวของเจาเหม่ยหรงสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของหลี่ชางเกอองค์หญิงแห่งแดนใต้ ฮ่องเต้แห่งซูโจวในราชการก่อนร่วมมือกับท่านตาน้อยหลี่จั๋วเจิ้งฮ่องเต้หมายจะรวมแผ่นดิน หนทางเดียวที่อี้เหอจะยอมลงให้แก่ซูโจวคือมีสายเลือดของราชวงศ์ร่วมครองบัลลังก์ นั่นคือวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะรวมห้าแคว้น หากผนึกกำลังกับอี้เหออีกสามแคว้นที่เหลือจะนับเป็นอะไรได้ ข้าเป็นเพียงตัวหมากที่บรรพบุรุษใช้ปูทางเพื่อรวมแผ่นดินเกิดมาเพื่อให้ผืนแผ่นดินนี้มั่นคงที่สุด มีตัวตนอยู่เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ที่พวกเขาทิ้งไว้ให้"


           "...."ซูเฟิ่งหมิงมองหญิงสาวตรงหน้าเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นหรือรู้จักมาก่อนเรื่องเหล่านี้หากนำมาคิดก็พอจะมองเห็นเค้าความเป็นจริงได้


           "นั่นเป็นก่อนที่จะพบหลางหย่งจิ้นข้าเลือกมีชีวิตเพื่อแผ่นดินเพราะหวังว่าสักวันที่ห้าแคว้นรวมเป็นต้าชิง จะเข้มแข็งพอจะรับมือชาวโพ้นทะเลที่ไม่รู้ว่าจะโจมตีเข้ามาเมื่อไหร่ มีชีวิตเพื่อตามหาตัวคนที่พรากเอาชีวิตท่านแม่ไป"


          แววตารวรร้าวอ่อนแสงลงเมื่อพูดถึงใครคนหนึ่ง ดวงตาของหุ่นกระบอกตรงหน้าอ่อนโยนราวกับเป็นใครอีกคนที่ซูเฟิ่งหมิงไม่เคยเห็น"แต่เมื่อพบเขาข้าอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักผู้ชายซื่อบื้อคนหนึ่งที่ทุมเทให้ข้าทั้งใจ ข้าจึงขอร้องท่านตาน้อยและเสด็จพ่อ เห็นแก่ท่านยายท่านตาน้อยจะไม่มีวันบังคับจิตใจข้า เห็นแก่ที่ปกป้องชีวิตของท่านแม่ไม่ได้เสด็จพ่อจะไม่มีทางหักหาญน้ำใจข้าเป็นอันขาด ข้าเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ข้ารัก"


          "เพราะข้าแพ้ แพ้รอยยิ้มอ่อนโยนที่อบอุ่นเหมืนแสงตะวันนั่น ข้าแพ้ แพ้สายตาที่มองเพียงข้าคนเดียวไม่ว่าเมื่อไหร่ที่มองกลับไปก็จะสะท้อนเงาของข้าอยู่ก่อนเสมอ ข้าแพ้ แพ้ความโง่เง่าของคนที่กระโดดเข้ากองไฟเพื่อช่วยข้าออกไป หัวใจข้าไม่เคยแข็งแกร่งพอที่จะชนะชายผู้นั้นได้เลยสักครั้งเดียว เมื่อจับตัวการฆ่ามารดาได้แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งอยู่ในวังหลวงอีกต่อให้อยู่ภายนอกข้าก็ยังช่วยงานเสด็จพ่อได้"


           นางมีร้านสมปรารถนาอันเป็นแหล่งข่าวที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ที่ใด มีกองกำลังอินทรีย์ดำที่แข็งแกร่งคอยหนุนราชบัลลังก์ให้มั่นคง


           อวิ้นซีขบกัดริมฝีปากล่างจนได้รสคาวขื่นของโลหิตเรียกสติที่เริ่มเลือนลางจากอาการป่วยที่ยังไม่หายดี"ข้าเสแสร้ง แสร้งว่าไม่รู้สึกอันใดยามเห็นแขนที่สลักลายพยัคฆ์ส่งมาที่กระโจม ข้าหลอกลวงแม้กระทั่งตนเองว่าเข้มแข็งพอที่จะไม่เสียน้ำตาอีก แม่ทัพเจาออกรบโดยมีข้าเป็นกุนซือพวกเขาส่งแขนของหย่งจิ้นมาให้เพื่อให้ข้าไม่อาจทำหน้าที่นั้นต่อได้ นอกจากท่านพ่อและท่านตาน้อยอาคุณคือครอบครัวที่เหลืออยู่ของข้าข้าไม่อาจล้มได้ทั้งที่เขายังรบเพื่อข้า ข้าไม่อาจถอยเมื่อเบื้องหน้ามีกองกำลังอินทรีดำที่เสียงตายเพื่อเป้าหมายที่ข้าฝัน ยิ่งพวกเขาอยากให้ข้าล้มข้าจะยิ่งเข้มแข็งยิ่งพวกเขาไม่อยากให้รวมห้าแคว้นได้ข้าก็จะยิ่งพยายาม พวกเขาทำลายความฝันของข้าข้าเองก็จะทำลายความหวังของพวกเขาเช่นกัน"


          "ข้าไม่อาจรอให้หัวของซือหยาง ซือซือ หรืออาคุณถูกส่งมาดังเช่นแขนข้างนั้น ข้าไม่เข้มแข็งพอให้เสียผู้ใดไปได้อีก...แม้แต่คนเดียว!"


           เสียนั้นเปลี่ยนแปลงตามแรงอารมณ์ทั้งเศร้าโศก โกรธแค้น เกลียดชังและบ้าคลั่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกกักเก็บไว้เหมือนระเบิดออกมาในคราวเดียว มือทั้งคู่เปลี่ยนมาอยู่บนแขนตนเองเมื่อใดก็ไม่ทราบ เล็บที่จิกเข้าเนื้อทำให้รู้สึกเจ็บความจ็บปวดตอกย้ำว่าตัวนางเองยังคงมีชีวตอยู่ ยังคงมีชีวิตอละยังคงมีลมหายใจเพื่อทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้บรรลุ


           "อวิ้นซี"ซูเฟิ่งหมิงไม่เคยเรียกหญิงสาวตรงหน้าเช่นนี้ตั้งแต่ราชโองการหมั่นหมายของพวกตน มันเพิ่งรู้ว่าตนเองเห็นแก่ตัวเพียงไรมันไม่เคยรู้ว่าบ่าเล็กๆเพียงเท่านั้นแบกสิ่งใดมากมายถึงเพียงนี้ตัวมันเป็นรัชทายาทกลับไม่รู้สิ่งใดเลยและโยนความผิดหวังเสียใจทั้งหมดใส่ร่างบาง 


           คนตรงหน้าเหมือนแตกสลายลงต่อหน้าไม่มีสิ่งใดอยู่ในแวตาคู่นั้นอีกจะเกลียดชังหรือโกรธแค้นก็หาไม่พบ เหลือเพียงหลุมดำที่ว่างเปล่าจนน่ากลัว หลังหน้ากากที่ตนอยากเห็นเมื่อได้สัมผัสกลับรู้สึกเสียใจ มาคิดได้เมื่อฟางเส้นสุดท้ายหายไปเสียแล้ว คนตรงหน้าพังทลายอย่างสมบูรณ์อย่างที่เคยต้องการ หัวใจดวงนั้นแตกสลายกลายเป็นเม็ดทรายที่ไม่อาจรวบรวมให้กลับมาเป็นเช่นเดิม


           ซูอวิ้นซีผลักมือที่วางบนบ่าออกอย่างไม่สนใจ"องค์รัชทายาทเสด็จกลับเถอะเพคะหม่อมชั้นต้องการพักผ่อน ทรงได้สิ่งที่ต้องการแล้วตำหนักเอื้อมเมฆาไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ต้องการอีก"ร่างเล็กเอนตัวลงและปิดตาอย่างไม่ใยดี นางเหนื่อยมากพอแล้วจริงๆ 


           เรือนร่างเล็กมาอยู่บนเตียงกว้างยิ่งดูเล็กกระจ้อยร่อยดาบที่จนเกือบแทงทะลุร่างตรงหน้าให้เจ็บกายคงมิเท่าดาบไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มที่พระองค์ใช้แทงจิตใจ เมื่อทิฐิที่เคยบดบังสายตาจางไปจึงได้เห็นว่าผู้ที่เลวทรามที่สุดทั้นไม่พ้นพระองค์เอง


            ข้าหลวงคนสนิททั้งสองเชิญผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินออกจากตำหนักเอื้อมเมฆาอย่างไม่กลัวอาญา ซูเฟิ่งหมิงเพิ่งเข้าใจสายตาของคนทั้งคู่ในวันนี้เอง คนที่ไม่คู่ควรกับตำแหน่งรัชทายาทคือพระอง คนที่ไม่คู่ควรกับสมรสพระราชทานนี้คือตัวพระองค์หาใช้กู้หลุนกงจู่ผู้เป็นที่รัก


          ซูอวิ้นซีคือคนที่เสียใจกับการจากไปของหลางหย่งจิ้นที่สุด คือผู้ที่แบกรับเอาทุกสิ่งเอาทุกคำประนามเอาไว้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงที่พระองค์ไม่เคยยอมรับ ฐิติในใจบดบังความเป็นจริงที่ใครต่อใครรู้ ความจริงที่พระองค์ไม่เคยยอมรับ


          แผ่นดินเบื้องใต้โยกไหวแรงกระแทกท่อนแขนที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเหวี่ยงให้ร่างของผู้สูงศักดิ์ที่ผ่านสนามรบมานานปีไม่ต่างกันกระแทกเข้ากับฝาผนัง คนที่ผ่านความเป็นความตายมาไม่น้อยชักอาวุธประจำกายในทันทีแต่เมื่อเห็นความโกรดแค้นในแววตาสีน้ำทะเลแรงจำบนด้ามดาบก็คลายลง


          "เจ้าไม่คู่ควร"หมัดที่ถูกปล่อยออกมาใส่ตรงเข้ากลางลำตัวทำให้จุกจนพูดไม่ออก คงต้องขอบคุณสวรรค์ที่อีกฝ่ายยังออกแรงไว้ทรงจำต้นสนหน้าตำหนักหลวงที่หักโค่นได้ เพราะตนยังเป็นหนึ่งในหมากที่ซูอวิ้นซีจำต้องใช้เดินในตาต่อไปแม่ทัพเจาจึงต้องเก็บชีวิตนี้เอาไว้ เกิดมาด้วยสายโลหิตมังกรทำให้มีศักดิ์และสิทธิ์สูงเทียมฟ้าคราวนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตนช่างไร้ค่ายิ่งนัก


          รัชทายาทหรือฮ่องเต้หรือ โอรสสวรรค์แล้วอย่างไร ดวงตาที่จับจ้องตรงมานี้สะท้อนเพียงภาพผู้แพ้ สำหรับแม่ทัพเจาจิงคุณคนที่กุมอำนาจทางการทหารผู้ยืนอยู่ตรงหน้ามีสิ่งใดให้ใส่ใจ แผ่นดินนี้ ก็หาใช้มาตุภูมิบ้านเกิด ไม่มีครอบครัวที่ต้องหวงแหน ไม่มีผู้ใดให้ต้องหวาดกลัว ต่อให้ลงมือสังหารตัวมันตรงนี้เสด็จพ่ออาจทำเป็นไม่รู้เช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่ในอุทยานก็เป็นได้


          หมัดที่สองถูกฟาดลงใต้ไหปลาร้าด้านซ้าย...ตำแหน่งเดียวกับที่คมมีดแทงร่างไท่จือเฟยของพระองค์ ความรู้สึกเจ็บเสียดลึกเข้าสู่หัวใจที่อยูไม่ไกลกัน แม้แต่ตนที่ผ่านสมรภูมิมาครั้งไม่ถ้วนยังเจ็บจนลุกไม่ขึ้น แล้วคนตัวเล็กที่โดนดาบแทงจนเกือบทะลุเล่ายามนั้นเจ็บมากเพียงไร


          สี่จตุรเทพปรากฎอบู่เบื้องหลังผู้นำของพวกมัน จื่อซือหยี่คุงเข่าลงด้านหลังผู้เป็นนาย"หัวหน้า!นายหญิงยังต้องใช้ชายผู้นี้ อย่าให้สิ่งที่นายหญิงทำต้องสูญเปล่า"ประโยคเดียวที่ทำให้มือที่ง้างอาวุธขึ้นมาหยุดมือลง มือขาวซีดออกแรงกำแล้วคลายอยู่หลายครั้งจึงจะส่งศาสตราวุทธคืนสู่ที่เก็บข้างกาย


          "ท่านแม่ทัพคุณหนูรออยู่ด้านในเจ้าค่ะ"ไป่หลางเทรกตัวเข้ามาก่อนพูดขึ้นโดยไม่สนใจว่าคนที่กองอยู่บนพื้นจะมีตำแหน่งแห่งหนเป็นถึงไท่จือของซูโจว


           เรือนร่างสะโอดสะองของนางข้าหลวงคนสนิทค้อมกายให้แขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มฉันมิตรก่อนหันกายเข้าไปทางตำหนักเพื่อนำทางโดยไม่ชายตาแลซูเฟิ่งหมิงแม้แต่ปลายหางตา


           ยามนี้คนในตำหนักเอื้อมเมฆามีใครบ้างเกรงอาญาจากว่าที่ราชันแห่งซูโจว 










           ร่างสูงเดินเข้าไปจนประชิดเตียงคนที่ควรจะป่วยก็ลืมตาขึ้นมาแล้วแย้มรอยยิ้มส่งมาให้ ทำให้แม่ทัพผู้กุมตราประทับอินทรีย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นใดกับคนที่ไม่รักตัวเองตรงหน้าดี ก่อนหน้านี้เขาทั้งกระวนกระวาย ทั้งอึดอัดและโกรธจนไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรแต่ยามเห็นอีกฝ่ายเข้าจริงๆกลับลืมมันไปเสียหมด


           "ท่านสัญญาว่าจะไม่เจ็บตัว"ทั้งที่คิดว่าจะดุด่าให้รู้ว่าทำผิดไว้เพียงใด แต่เสียงที่ถูกเปร่งออกไปกลับแผ่วเบาและปลอบประโลม


           "มันหาได้เจ็บเท่าที่เจ้าเห็น"มีอาจารย์อายืนอยู่ไม่ไกลแม้ดาบที่แทงลงมาจะทะลุเนื้อจนได้ดื่มโลหิตแต่ก็หาได้โดนกล้ามเนื้อหรืออวัยวะสำคัญ นอกจากตัดเส้นเลือดจนทำให้เลือดออกมากจนดูน่ากลัวก็นับว่าถือว่าอันตรายน้อยมาก...มากว่าที่ตนคิดไว้ก่อนพุ่งตัวออกไป


           "อย่างไรก็ได้แผล"ร่างสูงซบศรีษะลงบนบ่าอีกข้างของคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอน การทำได้เพียงถอยห่างทั้งที่รู้ว่าอวิ้นซีกำลังจะบาดเจ็บทำให้ตัวมันปวดใจอย่างไม่เคยเป็น


           "ข้าขอโทษอาคุณ"แขนข้างหนึ่งยกขึ้นกอดกระชับเด็กที่ตัวใหญ่เกินตัวเอาไว้ แล้วพูดคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนที่เจ็บที่สุดกับเรื่องวันนี้คืออีกฝ่ายหาใช่ตัวนางเอง


           ไป่หลางมองภาพตรงหน้าราวกับไม่แปลกใจที่เห็นคุณหนูของตนอยู่ในอ้อมแขนของแม่ทัพเจา ไม่แปลกใจที่การอาละวาดก่อนหน้าเป็นเพียงการแสดงฉากหนึ่งคนที่ติดตามนายหญิงน้อยมานานเช่นนางมีหรือจะไม่รู้ว่าการละเบิดอารมณ์ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากการปั้นแต่ง


           "คุณหนู ไท่จือรั้งอยู่ที่ตำหนักฮองเฮาคาดว่าคืนนี้คงประทับที่นี่"


           "ข้าทราบแล้ว ออกไปก่อนเถอะ"


           "เจ้าค่ะ"


           หากหลังจากพูดไปถึงขนาดนั้นแล้วยังทรงเสด็จกลับที่ประทับของตัวเองได้นางคงต้องคิดถึงอนาคตของต้าชิงเสียใหม่ ศรนี้ที่ยิงออกไปได้นกถึงสองตัว นางให้บทเรียนไท่จือไปพร้อมกับรวบจับเหล่าสายลับที่แฝงตัวไว้ได้ในคราวเดียว เสียเพียงหนึ่งแผลกับตอกย้ำแผลเก่าอีกคราหนึ่งนับเป็นสิ่งใดได้


           ความเสียใจเดียวที่มีคือการทำให้เด็กชายตัวโตที่ยืนนิ่งตรงหน้าผู้นี้เสียความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำอีกเท่านั้น 


           ซูอวิ้นซีผู้นี้ไม่กลัวที่จะเป็นหงส์มี่ถูกมังกรเกลียดชังนางไม่เสียใจหากต้องเป็นฮองเฮาที่ฮ่องเต้ไม่เหลียวแล สิ่งที่นางกลัวคือแผนทีคิดเอาไว้และดำเนินการมาอย่างยาวนานจะไม่เป็นไปตามที่วางแผน


           นางจำเป็นต้องใช้ซูเฟิ่งหมิง แม้จะไม่กลายเป็นบุคคลที่อีกฝ่ายรักแต่อย่างน้อยที่สุดนางต้องการความรู้สึกผิดจากเขา นางต้องการความรู้สึกเห็นอกเห็ยใจ จำต้องแสร้งรับบทโศกและเล่นละคร


           องค์ไท่จือคิดถูกแล้วนางเสแสร้งและลวงโลกเพียงแต่ไม่ใช้ด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงอ่อนหวานเท่านั้น ซูเฟิ่งหมิงหาใช่คนเขลาเพียงแต่มุทะลุและตรงไปตรงมาดังชายชาติทหารที่จับดาบเข้าฟาดฟันศัตรูอย่างไล้เลห์กล คนที่เทียงตรงจนเกินไปเช่นนี้ไม่เหมาะกับบัลลังก์มังกแต่เหมาะกับตำแหน่งขุนศึกผู้เกรียงไกร หากไม่ใช่เพราะมีไทเฮาคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังคงไม่ได้มานั่งในตำแหน่งนี้ 


           หากจะโทษคงต้องบอกว่าเสด็จพ่อทรงมีพระโอรสน้อยนัก ซูเฟิ่งหมิงนังไม่คู่ควรแต่กลับเหมาะสมที่สุดในตอนนี้ สักวันประสบการณ์และแรงกดดันต่างๆจะขัดเกลาให้เขาเฉียบคมและลบเอาความมุมะลุไปได้ เสนาบดีและเหล่าขุนนางจะช่วยในด้านการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา แต่หากเป็นผู้อื่นไม่ว่าจะเก่งกาจสามารถเช่นไรก็ไม่สามารถสร้างสายเลือดมังกรในร่างขึ้นมาได้


           กระบี่บางถูกชักออกจากฝักมุ่งตรงไปยังผู้บุกรุก สัญชาตญาณที่เฉียบคมหยุดศาสตราวุทย์ในมือลงห่างจากชายคนนั้นเพียงไม่ถึงรึ่งฝ่ามือ


           "ข้าไม่คิดว่าจะถูกหลานสาวต้อนรับเช่นนี้"


           "ข้าก็ไม่คิดว่าคนเช่นท่านจะกระทำตนเฉกโจร บุกรุกเข้าเคหะสถานของผู้อื่น"


            "เป็นเพราะตำหนักแห่งนี้ไร้การป้องกันข้าจึงเดินเข้ามาได้โดยไม่มีผู้ใดขัดขวาง"ทหารยามที่ยืนประจำจุดต่างๆไม่รับรู้ถึงการมาของเขาด้วยซ้ำไป


            "ผิดแล้วตำหนักแห่งนี้มีการป้องกันที่แข้มแข็งที่สุด อยู่ภายใน"หลี่ชิงหยวนมองบุรุษที่ประคองกู้หลุนกงจู่แห่งซูโจวให้ลุกขึ้นนั่ง แม่ทัพผู้ไร้พ่ายแห่งซูโจวผู้มีรูปลักษณ์แปลกประหลาดจากคนบนแผ่นดินใหญ่การป้องกันอันแข็งแกร่งที่ซูอวิ้นซีกล่าวถึง


           "เป็นเกียรติที่ได้พบท่านเทพอสูรสีขาวแห่งสมรภูมิรบ"เทพอสูรสีขาวที่แม่ทัพนายกองและทหารกล้าต่างหวั่นเกรงกลับเป็นเพียงชายหนุ่มรุ่นเยาว์ที่ไม่มีพิษภัย ข่าวลือล้วนเป็นสิ่งเกินจริง


           "องค์รัชทายาทคงหาได้เสด็จมาเพื่อวิจารตำหนักและเย้าคนของหม่อมฉันเล่นกระมัง"


           "มิกล้า มิกล้า"ซูอวิ้นซีเรียกตนว่าองค์รัชทายาทหาใช่ท่านอา"ข้ามาเจรจา"


           "เช่นนั้นก็รีบพูดออกมาเถอะเพคะ"


           "เสด็จพ่อต้องการให้ข้าช่วยเจ้าออกจากซูโจวหากเจ้าต้องการ"


           "แล้วพระองค์ต้องการสิ่งใด"


           "ข้าต้องการให้เจ้าเขียนจดหมายถึงเสด็จพ่อเพื่อบอกว่าไม่ต้องการไปจากซูโจว..."


           "ได้ มีสิ่งใดอีกหรือไม่"ไม่ต้องให้พูดจบก็ถูกตอบรับอย่างว่าง่ายนางพอจะมองเห็นสิ่งที่บุคคลตรงหน้าคิดเอาไว้บ้างแล้ว


           "หากเจ้าต้อวการให้อี้เหอยอมสวามิภักดิ์ศักดิ์ของพวกเราต้องไม่ใช่เพียงเมืองขึ้น"แม้ปัญหาจะรุมเร้ามากเพียงใดหลี่ชิงหยวนก็ไม่ยอมให้แผ่นดินที่ตนเกิดตกเป็นข้าของผู้ใด


           "ต้าชิงของข้าหาใช่แผ่นดินใหญที่ถูกปกครองโดยซูโจวเพียงเท่านั้น แต่เป็นแผ่นดินที่ถูกปกครองด้วยคนของมาตุภูมิเขา ศัตรูของข้าหาใช้ชาวแดนเหนือหรือใต้แต่เป็นผู้รุกรานร่างยักษ์เหล่านั้น"


           "เพียงแค่คำพูดใครๆก็ล้วนกล่าวออกมาได้ทั้งสิ้น"


           หลี่ชิงหยวนหาใช่ท่านตาน้อยที่นางจะใช้ความสัมพันธ์ทางสายเลือมาโน้มน้าว เขาเป็นว่าที่กษัตริย์ที่มองทุกอย่างในมุมมองของผู้นำ


           "ในหลายปีที่ผ่านมาข้าวางรากฐานทางการค้าระหว่าเราสองแคว้นไว้หลากหลายรูปแบบ อี้เหอขากทรัพยากรทางการเกษตรที่ซูโจวไม่เคยขาดแคลน แต่เมืองที่อุดมสมบูรณ์ของเราก็ต้องการทัพเรือที่กล้าแกร่งและป้อมปราการเหล็กอันเกรียงไกร"


           อวิ้นซีสูดลมหายใจเข้าก่อนนึกถึงแผนที่ยังไม่เริ่มทำ"อีสี่ถึงห้าเดือนจะเข้าสู้ฤดูใบไม้ล่วงหากยามนั้นร้านค้าของซูโจวทั้งหมดในอี้เหองดวางขายสินค้าเล่า"


           "เจ้ากำลังพูดจาข่มขู่"


           "ผิดแล้ว ข้าเพียงชี้ให้เห็นว่าสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง ข้าพูดไปแล้วเมื่อครู่ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของข้าคือชาวโพ้นทะเลหาใช้อี้เหอหรืออีกสามแคว้นบนแผ่นดินใหญ่นี่ อี้เหออยู่ใกล้ทะเลที่สุดท่านคงรู้มาบ้างว่าเกาะแก่งที่อยู่ในน่านน้ำถูกพวกมันยึดไว้ไม่น้อย เพราะพวกเขามีกำลังไม่พอต่อต้านพวกมันอย่างไรเล่า"


           "เพียงยกเรื่องที่ยังไม่เกิดเหล่านี้ขึ้นมาคิดว่าจะทำให้อี้เหอยอมสยบอยู่ใต้เท้าซูโจวหรืออย่างไร"หลี่ชิงหยวนแค่นเสียงหัวเราะ มันจะต่างกัอย่างไรระหว่างการถูกกดขี่โดยชาวโพ้นทะเลหรือซูโจว


           "แคว้นทั้งห้าของเราอย่างไรก็เป็นเมืองพี่เมืองน้อง บรรพบุรุษของพวกเราเคยเป็นพี่เป็นน้องกันก่อนจะเกิกการแตกแยกในสมัยราชวงศ์สู่ทำให้แต่กออกมาเป็นห้าแคว้น ระบบการปกครองแบบที่เป็นอยู่อาจสร้างความไม่เท่าเทียมให้แคว้นทั้งห้าได้ แต่หากเป็นระบบการปกครองที่ตัดสินสิ่งต่างๆโดยใช้ตัวแทนของทั้งห้าแคว้นในการตัดสินเล่าคิดหรือไม่"


           ซูโจวโดดเด่นทางด้านการทหารและมีทรัพยากรมากพอจะตีเอาอี้เหอยังไม่รวมถึงมีเกาฝานที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนานให้การสนับสนุน แต่ถ้าใช้กำลังทหารเข้าข่มแล้วยึดชิงเอาดินแดนแล้วจะเป็นเช่นไรนั่นหาใช่ต้าชิงที่นางต้องการ ระหว่างการรบเพื่อรวมแคว้นที่ประชาชนมากน้อยเท่าไรต้องสูญเสีย และที่สำคัญนางไม่มีทางเปิดโอกาศให้ชาวโพ้นทะเลได้รุกคืบยามพวกตนมีศึกภายใน


           "แต่ระแคว้นบังคงมีผู้นำและปกครองบ้านเมืองของตน ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องบรรณาการแต่เป็นความร่วมมือในด้านการทหาร สิ่งที่ขาดเหลือจะถูกเติมเต็มหากช่วยกันในด้านที่ขาด"


           "ความคิดเหล่านี้เพ้อฝัน"เสียงของหลี่ชิงหยวนอ่อนลง เขามองดวงตาของกู้หลุนกงจู่หนึ่งเดียวของซูโจวตลอดบทสนทนา นางไม่หลบตาเลยสักครั้งเดียว ไม่มีความไม่แน่ใจไม่มีความโลเล


           "หากพูดในเวลาหนึ่งปีหรือห้าปีมันอาจเป็นเพียงความคิดเพ้อผัน แต่หากเป็นสิบปีห้าสิบปีเล่าจะว่าอย่างไร"


           "ต่อให้เป็นตามนั้นจริงซูโจสก็มีแต่จะเสีย เจ้าจะได้สิ่งใดจากแคว้นที่ด้วยกว่าเหล่านี้กัน"ซูโจวเจริญรุ่งเรืองที่สุดในห้าแคว้นมีแต่ต้องแบ่งปันทรัพยากรและภูมิความรู้ให้แคว้นที่เหลือ แทบไม่ได้สิ่งใดตอบแทนจากการกระทำนี้เลย คนที่เหยียบย่ำหลายสิ่งจนขึ้นมาเป็นสตรีที่มีศักดิ์สูงจนไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองมีหรือจะคิดไม่ถึง


           "ข้าได้ปกป้องมาตุภูมิบ้านเกิดที่บรรพบุรุษเสียเลือดสระเนื่อสร้างมาเอาไว้อย่างไรเล่า มีความภูมิใจใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ...ท่านอา"












           สองสามวันมานี้เข้ามาที่แต่งนิยายไม่ได้เลยค่ะถูกเด้งออกตลอดเลย


รักรีทนะคะ ฝันดีค่ะ











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #1032 primo xxii (@vrzomolkk) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 06:55
    พูดถึงหย่งจิ้นทีไรน้ำตาไหล
    #1032
    1
    • #1032-1 carentear (@carentear) (จากตอนที่ 98)
      11 กันยายน 2560 / 19:56
      เราก็เสียใจนะ
      #1032-1
  2. #1031 Lotte Dittakan (@lotte9021) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 06:49
    ไทจื่อก็ไทจื่อเถอะ เจอสวนกลับแบบนี้เจ็บถึงทรวง นั่งตำแหน่งไทจื่อได้ มีมารดาจากสนมเป็นฮองเฮาได้ เพราะกู้หลุน เหมาะสมแต่ไม่คู่ควร คำพูดนี้พูดได้ดี อย่าลืมตำแหน่งกู้หลุนกงจู ก็รัชทายาทลำดับ 2 มีอำนาจขนาดไหน แล้วยังมีกองทัพเป็นของตนอีก แค่เดินเอาดาบตวัดศรีษะไทจื่อแล้วขึ้นเป็นไทจื่อแทน ง่ายขนาดไหน ประชาชนรัก แก้กฏการขึ้นครองราชก็จบ
    #1031
    1
    • #1031-1 carentear (@carentear) (จากตอนที่ 98)
      11 กันยายน 2560 / 19:55
      ครองราชไม่ยากค่ะแต่อยู่ให้นานอะยากกว่า ยิ่งถ้าผิดธรรมเนียมดูแปลกแยกจากที่ควรจะเป็นแล้วมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยในความเป็นจริง เคยติดเหมือนกันนะคะว่าอยากแต่งแบบกวาดล้างฆ่าทิ้งให้เกลี้ยงแต่พอเอาเข้าจริงแล้วอดคิดว่า'ไม่เข้ากับนิสัยของตัวละครเลย'ก็เลยทำนิยายแนวสะใจไม่ได้ซะที
      #1031-1
  3. #1030 Sukanya Paileeklee (@poonchanit) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 02:59
    ขอบคุณค่ะ
    #1030
    1
    • #1030-1 carentear (@carentear) (จากตอนที่ 98)
      11 กันยายน 2560 / 19:52
      ด้วยความยินดีค่ะ
      #1030-1
  4. #1029 wind_gloomy (@wind-gloomy) (จากตอนที่ 98)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 01:02
    นับถือใจนางเอกมากค่ะ
    #1029
    1
    • #1029-1 carentear (@carentear) (จากตอนที่ 98)
      11 กันยายน 2560 / 19:52
      ตอนแต่งก็คิดแบบนั้นเลยค่ะ
      #1029-1