เหลียงกวงตี้เทพบรรพกาลสงครามอหังการ

ตอนที่ 20 : บทที่ 14 มันคือปัจจุบัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 711
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61



-----------------------------------------------------------
บทที่ 14 มันคือปัจจุบัน
-----------------------------------------------------------

     *กริ๊ง~กริ๊ง~*เสียงกระดิ่งลู่ลมดังเข้ามาในห้องเบาๆ ทำให้เปลือกตาของกวงตี้ที่หนักอึ้งค่อยๆปรือตาขึ้น กะพริบตาสองสามทีให้ดวงตาปรับสภาพกับแสงแดดตอนบ่ายๆ เมื่อมองไปข้างๆของตนก็พบกับเสิ่นหรงที่กำลังนอนตะแคงข้างท้าวหัวมองมาทางนางด้วยสายตาอมยิ้ม จนทำให้นางต้องหน้าทะมึน บึ้งตึงอย่างมาก

     เมื่อพยายามจะดันตัวให้ลุกขึ้นนั่งอย่างกระทันหันโดนไม่คำนึงถึงตัวเองของกวงตี้ ทำให้นางต้องร้อง
''โอ๊ย!!!''เมื่อพบกับความเจ็บปวดระบมกับความเมื่อยเคล็ดตึงไปทั่วร่างกายทำให้นางทรุดนอนหงายลงไปอีกครั้ง ปวดไปหมด! เมื่อลองนึกดูดีๆกวงตี้ก็เดือดดาล เสิ่นหรงเจ้าสามีบ้านี้! เป็นสาเหตุให้นางต้องปวดระบมหมดสภาพเช่นนี้! 

     หากย้อนกลับไปเมื่อคืนนั้นก็จะพบว่าเสิ่นหรงนั้นทำโทษกวงตี้อย่างหนักบนเตียงหลังใหญ่ โดยสกัดพลังเทพของนางไว้ไม่ต่างจากมนุษย์ที่มีระดับปราณที่ขั้นกลาง! แต่กับเสิ่นหรงที่มีพลังเทพบรรพกาลไหนเลยนางจะทนทานได้ ด้วยการเคี่ยวกรำนางตลอดทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก รวบมือทั้งสองของนางไว้เหนือหัวก่อนจะทำโทษ! มันช่างน่าอนาถเสียจริง! เทพสงครามแห่งยุคบรรพกาลที่ไม่เคยพ่ายให้ผู้ใดกลับต้อง! ต้อง! ต้องมาพ่ายให้กับเจ้าสามีบ้าของตนเอง!!!!

     แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจของเขา เมื่อใดที่นางเจ็บระบมภายใน เขาจะป้อนโอสถฟื้นสภาพให้กับนาง ร่างกายของนางจึงกลับไปเยี่ยงสภาพตอนแรกที่นางยังไม่โดนลงโทษ! เหมือนย้อนเวลากลับไป! แล้วนางก็จะโดนทำโทษหนักขึ้น หนักขึ้น และหนักขึ้นเรื่อยๆ! จนนางสลบคาที่! ไหนเลยเสิ่นหรงจะปล่อยให้กวงตี้ได้สลบหนี เขานั้นเป็นเทพที่อยู่จุดสูงสุดของแดนสวรรค์ ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้ยังต้องมีท่าทีสุภาพกับเขา! หากแค่สลบยังปลุกไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำหน้าเยี่ยงไรตอนเจอหน้ากันแน่ๆ

     เสิ่นหรงจึงส่งพลังเทพกระตุ้นร่างกายและจิตสำนึกให้กวงตี้ลืมตาตื่นขึ้นมา และไม่ลืมที่จะเพิ่มแรงปราถนาไปในตัวของนาง!(เหมือนให้ดื่มยาปลุกกำหนัดอ่ะแหละ) เพื่อจะลงโทษนางเขายอมที่จะทำให้นางทรมานเพื่อที่จะได้ไม่ซ่าอีก หลังจากทำเสร็จสิ้นเขาก็ 'ทำ-โทษ' นางต่อตลอดทั้งคืนจนฟ้าสางเกือบสายจึงได้ปล่อยให้กวงตี้สลบไปใต้ร่างของเขาอย่างพึงพอใจ แม้ว่าทั้งร่างของเสิ่นหรงจะเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ แต่กวงตี้ดูจะอนาถกว่าเขามากเพราะตามร่างกายเกือบทุกที่มีตราประทับสีแดงเป็นจุดๆเต็มไปหมด ซอกคอระหงของนางก็มีแต่รอยตีตราและคลาบน้ำลาย บนเรือนร่างก็ไม่ต่างกันแต่ก็มีคลาบเมือก...(ไม่พูดให้มากกว่านี้ผู้อ่านน่าจะเข้าใจ -w-)มากกว่าที่เห็นได้

     การเคี่ยวกรำของเสิ่นหรงทำให้นางต้องเป็นทุกข์ตลอดทั้งคืน ร้องครวญครางจนเสียงแหบพร่า แต่ไหนเลยเสียงที่เสิ่นหรงได้ยินจะเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังแต่กลับเป็นเสียงที่หวานเสียจนอารมณ์เขาสูงปรี๊ดทะลุเพดาน จึงทำให้เขาเคี่ยวกรำนางหนักขึ้นเรื่อยๆ....
แต่ในตอนนี้การที่มาเห็นหน้าภรรยาของตนกำลังหน้าทะมึน นัยตาสีดำมีกระไอสีแดงและจิตสังหารอันโหดเหี้ยมออกมาไม่หยุด กลับไม่ทำให้เขาสำนึกผิด!กลับทำให้เขานึกสนุกมากกว่า

     ''เป็นเช่นไรบ้างเล่า?~''เสิ่นหรงมองไปทางกวงตี้ที่กำลังอยากที่จะฉีกกระชากเขาออกเป็นชิ้นๆ! ก่อนจะถามคำถามที่ทำให้กวงตี้หน้าทะมึนมากกว่าเดิม
''เป็นเช่นไรบ้านเจ้าน่ะสิ! คลายพลังให้ข้าเดี๋ยวนี้!!!''กวงตี้ด่าไปหนึ่งประโยคก่อนจะร้องให้เสิ่นหรงมาคลายพลังให้นาง ที่ควรจะคลายตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนนางตื่น!
''ไม่น่ารักเลย~ บอกข้ามาก่อนสิว่าเหตุใดถึงหนีไปเที่ยวแต่งเป็นชายาผู้อื่นเช่นนี้?'' เสิ่นหรงทำเป็นหูทวนลมก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้กวงตี้ที่ทำได้แต่นอนนิ่งๆข้างกายเขา มองไปทางดวงตาที่สวยงามของนาง 
''ถ้าหากข้าไม่บอกเจ้าเล่า?''กวงตี้ที่กำลังเดือดดาลพูดประชดกลับไปทำให้ใบหน้าของเสิ่นหรงเริ่มที่จะทะมึน

     ''สงสัยข้าคงทำโทษเจ้ายังไม่หนักพอใช่หรือไม่?''เสิ่นหรงตอบ เขายิ้มอย่างมีเลศนัยเสียจนดวงตาของเขาเริ่มเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
''ทำโทษ!? เจ้ายังไม่พอใจใช่หรือไม่ที่ข้าต้องเจ็บระบมไปทั่วเช่นนี้!''กวงตี้เถียงขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ ไหนเลยจะรู้ว่าที่นางทำท่าทำทางเช่นนี้ทำให้นางครวญครางเสียงหวานไปเป็นเวลาอีก 2 วัน 2 คืนเต็มๆ! เหนื่อยจะขาดใจ! ผลสุดท้ายนางก็ยอมเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา
''เจ้าเจอเขาตอนที่ยังมิได้เป็นแม่ทัพ? เห็นว่าเขามีแววจึงช่วยเหลือเขา? จนเขาขอตบแต่งกับเจ้าที่อ้างว่าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ? เพื่อความสนุกของเจ้า?''เสิ่นหรงที่ตอนนี้กำลังอุ้มกวงตี้ไปหลังฉากกั้นทำหน้าจนใจ ชายารักของเขาช่างเบื่อง่ายอะไรเช่นนี้
''แล้วเจ้าคิดว่าข้าที่จัดงานบ้านงานเมืองของแคว้นที่จะตั้งหลักตั้งตำหนักจนหมดแล้ว ให้นั่งอยู่หลักม่านมุกระย้านั่นฟังขุนนางถวายฎีกาอยู่เยี่ยงนั้น!? ข้ามาที่นี่เพื่อหาความสนุก! มิได้หาความเบื่อหน่ายเช่นนี้ จึงออกไปเที่ยวแปปเดียวเอง...''กวงตี้พูดถึงความหมายของตนที่ว่ามาโลกมนุษย์ก็เพราะเบื่อแดนสวรรค์ที่มีแต่ความเคร่งเครียด ก่อนจะบ่นอุบอิบว่าไปแค่แปปเดียว

     ''แปปเดียวของเจ้าคงจะเป็นแค่หกวัน แต่ไหนเลยของมนุษย์นั้น หกปี! ซึ่งมันนานมากสำหรับที่พวกข้ามิได้พบเจอเจ้า!''เสิ่นหรงอุ้มกวงตี้เดินไปทางสระหยกก่อนจะลงไปแช่น้ำทิพย์สวรรค์หยกเมฆาที่สามารถหาได้จากการที่เทพระดับบรรพกาลเสกออกมา หากนับๆบนสวรรค์แล้ว ชาวสวรรค์นั้นจะมีโอกาศได้รับหยดน้ำทิพย์นี้แค่ 1-2 หยดต่อ 1000 ปีเท่านั้นขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้ก็เช่นกัน

     ''แหม....ข้าขอโทษแล้วกัน ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าไม่ควรทำเช่นนั้น....''กวงตี้แปรงร่างจากแม่เสือสาวจอมขู่คำรามเป็นแมวน้อยแสนเชื่องไปเสียแล้ว คงจะไม่มีแรงเถียงกระมัง 
''เจ้าน่าจะรู้ว่ามนุษย์ที่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองนั้นมีไม่มาก ส่วนมากหากสิ้นอายุขัยก็จะได้เป็นผู้รับใช้ในตำหนักเทพบรรพกาล มนุษย์ก็ไม่ต่างจากชาวสวรรค์สามภรรยาสี่อนุ ชายเป็นใหญ่หญิงเป็นแค่เครื่องเสริมบารมี ไม่เหมือนชาวยุคบรรพกาล...''เสิ่นหรงบอกขึ้น มันน่าเสียใจนักที่ชาวบรรพกาลนั้นเหลือแค่เขากับกวงตี้ คำสอนของชาวยุคบรรพกาลนั้นคือ 'จงซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง 1ร่างกาย1หัวใจ อย่าได้ทรยศ จงเคารพจนสิ้นลมหายใจ ตราบนิรันดร์' ก็คือมีผัวเดียวเมียเดียว แต่พอยุคบรรพกาลได้จบลง ชาวยุคบรรพกาลต่างค่อยๆสิ้นอายุขัยบ้าง ตรอมใจตายตามสามีตามภรรยาบ้าง และบาดเจ็บตายจากสงครามบ้าง เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น เสิ่นหรงก็แสดงใบหน้าที่ดูเจ็บปวดออกมา

     ''ยุคบรรพกาลได้จบลงแล้ว ยุคปัจจุบันนี้ก็เป็นยุคของชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรอง มนุษย์และชาวสวรรค์ได้คิดกันขึ้นมาเองและเป็นที่ยอมรับ แม้พวกเราจะเป็นเทพยุคบรรพกาลที่เก่งกล้าพลังมากล้นจนสามารถทำลายแดนสวรรค์ได้แค่ตวัดฝ่ามือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายุคของเราได้จบลงไปแล้ว เสียใจมิได้หรอก...''กวงตี้แม้จะอายุขัยน้อยกว่าเสิ่นหรงแต่น้อยกว่าแค่ประมาณ 1-2 หมื่นปีเท่านั้น เป็นชาวบรรพกาลกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงอยู่ แค่คิดถึงพวกพ้องที่ตายได้ความเสียใจก็เอ่อล้นไปทั่ว หยาดน้ำตาหยาดใหญ่เอ่อล้นจากขอบตาไหลร่วงหล่นเป็นสาย ความเสียใจของทั้งสองนั้นไม่มีเทพตนไหนเข้าใจได้นอกจากทั้งคู่ มันคือความเสียใจจนอยากที่จะตาย หากไม่เพราะคำมั่นสัญญาในอดีต ทั้งคู่คงตายตามไปอยู่กับพวกเขาและไม่สนใจโลกปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน

     เมื่อเสิ่นหรงเห็นหยาดน้ำตาของกวงตี้เขาก็เสียใจเข้าไปใหญ่ แม้ตอนแรกการแต่งงานของทั้งคู่จะมาจากคำมั่นของบิดามารดาของทั้งคู่แต่ในตอนนี้ทั้งคู่รักกันด้วยใจจริง เสิ่นหรงไม่ต้องการให้ความเสียใจในอดีตต้องมาทำให้คนรักของเขาต้องเสียน้ำตา ก่อนจะค่อยๆก้มลงไปจูบซับน้ำตาที่หางตา ความไม่เข้าใจกันและการเข้าใจผิดต่างๆนาๆได้หายไป ไม่ต้องพูดอธิบายให้มากเขาก็รู้ว่าทำไมนางถึงไปแต่งเป็นชายาผู้อื่น แม้นางจะอ้างว่าเพื่อความสนุกของตนเองแต่เขารู้ว่าที่นางทำเพราะเห็นเงาพวกพ้องในตัวของชายผู้นั้น เขาจะโทษนางไม่ได้หรอก

     หลังจากแช่น้ำทิพย์อยู่พักใหญ่เสิ่นหรงก็ได้คลายพลังให้กับกวงตี้และจัดองค์ทรงเครื่องให้กับนางด้วยชุดสีขาวมีลวดลายดอกบัวสีชาดอยู่สวยงามก่อนจะคลุมทับด้วยเสื้อคลุมไหมผืนบาง จากที่จัดองค์เสร็จกวงตี้นั้นนั่งซึมอยู่พักหนึ่งก่อนจะชวนเสิ่นหรงออกจากตำหนักไปที่ตลาดด้านนอกวัง เพราะได้ข่าวว่าจะมีชาวแคว้นต่างๆมาค้าขายพร้อมกันที่แคว้นจ้าว(เพราะแคว้นจ้าวอยู่ใจกลางของแคว้นทั้งหมดและก็เป็นแคว้นที่เทพลงมาจุติจึงเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน) ซึ่งหลายๆแคว้นต่างนำของหายากประจำแคว้นมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน

     *กรึก กรึก*เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นเบาๆที่ใจกลางจตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งเป็นจุดการค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น กวงตี้กับเสิ่นหรงที่อยู่บนหลังม้าทำให้ชาวเมืองสังเกตุเห็น
''เสด็จอาแม่ทัพเหลียง องค์มหานักปราชญ์ ของทรงเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี!''ชาวเมืองของแคว้นจ้าวเมื่อเห็นกวงตี้และเสิ่นหรงก็ทำการคุกเข่าคำนับโดยทันที พร้อมใจกันส่งคำสรรเสริญกันเสียงดัง คนต่างแคว้นที่เพิ่งมาถึงก็ตกใจกับเหตุกาลนี้ กระทั่งพ่อค้าแม่ค้าที่เคยมาที่นี่ก็ยังอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เพราะโอกาศที่จะได้เห็นเสด็จอาแม่ทัพเหลียงในตำนานกับองค์มหาปราชญ์ในตำนานนั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยในรอบหลายปี แม้จะมีการค้าขายครั้งใหญ่อย่างเช่นวันนี้แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ออกมามาจากตำหนักบ่อยนัก

     ''ลุกขึ้นเถอะทุกคน ข้าแค่มาเดินดูของเล่นเท่านั้น''กวงตี้เอ่ยขึ้นทุกคนจึงลุกขึ้นยืนแต่สายตาที่ระยิบระยับกลับจับจ้องไปที่ทั้งสอง กวงตี้ลงจากหลังม้าพร้อมเสิ่นหรงที่ลงมาทีหลัง เดินเคียงคู่กันไปตามทาง ชาวเมืองแคว้นจ้าวทุกคนต่างรู้ว่ากวงตี้กับเสิ่นหรงนั้นคือเทพเจ้าที่มาจุติในข้าวลือนั่นและโดนสั่งห้ามแพร่พรายเรื่องนี้ออกไปแต่สำหรับคนที่ไม่ใช่ตนแคว้นจ้าวจะรู้เพียงว่าเป็นผู้ที่เรียกได้ว่าเทพเจ้าหรือผู้ที่เป็นเซียนลงมาประทับที่แคว้นจ้าวเท่านั้น

     การมาของทั้งสองคนนั้นทำให้จากที่ตลาดคึกคักอยู่แล้วกลับคึกคักเข้าไปอีก เพราะกวงตี้นั้นชอบชาวเมืองแคว้นจ้าวไม่ต่างจากครอบตรัว ไม่ถือสาทางฐานะ เด็กๆหลายคนจึงเอากวงตี้มาเป็นยอดดวงใจของตนเองไปเสียแล้ว แม้ว่าจะมีความเมตตาต่อชาวเมืองแต่ก็อย่าได้ไปหยามเกียรติของนางเด็ดขาด
''เสด็จอา ลองทานนี่สิเจ้าคะ อร่อยนะเจ้าคะ''เด็กน้อยน่ารักคนหนึ่งเดินไปหากวงตี้ก่อนจะยื่นขนม น้ำตาลปั้น ให้กวงตี้ กวงตี้ย่อตัวลงกัดเข้าไปที่น้ำตาลปั้นของเด็กน้อยก่อนจะยิ้มให้และอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
''อร่อยมากเลย''กวงตี้ตอบเด็กน้อยที่กำลังถือน้ำตาลปั้นที่แหว่งจากการกัดของนาง หัวเราะคิกคักชอบใจ เสิ่นหรงเข้ามาโอบเอวกวงตี้ไว้เหมือนว่าจะแสดงความเป็นเจ้าของ
''เสด็จอาเป็นของหนู!''เด็กน้อยพูดขึ้นก่อนจะโอบรอบคอกวงตี้หันไปแลบลิ้นให้กับเสิ่นหรงและซุกหน้าเข้ากับคอของนาง

     ''55555555''กวงตี้ทนไม่ไหวหัวเราะออกมาดังลั่นจนน้ำตาเล็ดเมื่อมองไปที่หน้าเหวอนิดหน่อยของเสิ่นหรง เสียงหัวเราะของนางทำให้ชาวเมืองรอบๆหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่เห็นเลยว่ามีรถม้าคันหรูหราจากต่างแดนจอดอยู่ไม่ไกลเนื่องจากเดินทางต่อไม่ได้เพราะชาวเมืองนั้นขวางทางอยู่จำนวนมาก

--------------------------------------------------------------------------
ช่วงคุยกับมิไร......มีสรุปเนื้อเรื่องในบทนี้

     ขออภัยผู้อ่านด้วยนะคะที่ไม่ได้ลงเลย พอดีสัปดาห์ที่แล้วนั้นมิไรเคลียงานที่ค้างทั้งหมดทั้งมวลก่อนสัปดาห์สอบ ซึ่งคือสัปดาห์ถัดไปนี้ เลยไม่ได้เขียนเลย และปัญหาอีกก็คือคอมพัง เนื่องจากสายมันพังจึงเพิ่งซื้อและการ์ดจอก็เริ่มมีปัญหา ตัวเครื่องติดแต่ตัวหน้าจอไม่ติด เป็นปัญหาอย่างมาก และก่อนจะมาลงให้นั้นที่จริงมิไรเขียนไว้ให้เกือบเสร็จแล้วในโทรศัพท์ แต่พอออกไปอ่านมังงะแปปเดียวเข้ามาใหม่เนื้อหาที่มิไรเขียนไว้หายไป หดหู่เลยค่ะ เลยมาเขียนให้ อาจจะน้อยบ้างแต่มิไรจะพยายามชดเชยด้านเนื้อเรื่องให้ค่ะ เอาตรงๆมิไรอยากนั่งเขียนแบบเรื่อยๆเล่าๆไปซะมากกว่าแต่ไม่เอาดีกว่า 5555 

     ตอนนี้คือพล็อตเนื้อเรื่องที่ว่าต่อจากนี้มิไรว่าจะให้ไปเยือนแคว้นฉีนั้นต้องระงับเพราะมิไรจะเปลี่ยนเป็น เขามาหาเราแทนก่อนที่เราจะไปหาเขานั่นเอง
เอาล่ะอาจจะมีคนสงสัยเนื้อเรื่องอะไรสักอย่างในบทนี้ มิไรจะสรุปให้ฟังนะเออออออ
-----------------------------------------------
เริ่มจากที่ว่า
1ทำไมกวงตี้และเสิ่นหรงเป็นเทพยุคบรรพกาลแค่สองคนแล้วลูกๆทั้งสองของนางทำไมไม่ใช่
ตอบ ลูกๆของนางนั้นไม่ได้เกิดจากกวงตี้และเสิ่นหรง แต่เกิดจากจิตวิญญานวิเศษของมนุษย์ที่มีจิตใจดีงามจนรวมกันมาเป็นลูกๆทั้งสองคน แต่หากดูจากฐานะแล้วคล้ายๆกับผู้รับใช้ตัวน้อยเสียมากกว่า และไม่มีบทมากมายอะไรนั่นเอง
2ทำไมถึงเหลือแค่กวงตี้กับเสิ่นหรงที่เป็นเทพยุคบรรกาล 
ตอบ เพราะแดนสวรรค์ในยุคบรรพกาลได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น ทำให้มีชาวสวรรค์ล้มตายกันจนจะหมด บางคนก็ตายตามสามีภรรยา บางคนก็พลังเทพรั่วไหลจนพลังชีวิตค่อยๆหายไปจึงมีอายุขัยสั้นกว่าปกติ และบางคนที่ไปสู้รบในสงครามก็มีล้มตายกันจนหมด และเหลือแค่กวงตี้และเสิ่นหรงนั่นเอง
3แล้วทำไมกวงตี้กับเสิ่นหรงถึงไม่ตายหรือเป็นอะไรเลย?
ตอบ เพราะชาวยุคบรรพกาลได้อธิษฐานและรวมพลังเทพทั้งหมดทั้งมวลของตัวเองส่งต่อยังทั้งสองคน ให้คงอยู่ไม่มีวันตาย คล้ายๆเป็นอมตะ ต่างจากยุคปัจจุบันที่เทพมีอายุขัยมากที่สุด 1 ล้านปีแต่สำหรับพวกกวงตี้นั้น ไม่มีวันตาย
-----------------------------------------------
ส่วนใครที่มีคำถามอีกก็สามารถบอกมิไรได้นะคะ แล้วจะมาตอบให้เนอะ มิไรอาจจะไม่ได้ลงบ่อยๆเพราะจะสอบแล้ว ก็ขออภัยอีกครั้ง ขอบคุณผู้อ่านที่รอมิไรอยู่ มิไรขอบคุณมากจริงๆ และในอนาคตมิไรจะมีเป็นมังงะชีวิตประจำวันของมิไรกับเพื่อนๆอีก 7 คนลงให้อ่านกัน แต่ก็ต้องรอเม้าปากกาซะก่อน มิไรไม่สามรถจ้องหน้าคอมนานๆได้เพราะแว่นยังไม่ได้ตัด แหะๆ... สุดท้ายนี้หากมิไรลืมอะไรไปก็ขออภัย และขอขอบคุณอีกครั้ง 
รักผู้อ่านทุกคนนะคะ จุฟๆ 
---------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #14 WafFle_KunG (@WafFle_KunG) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 17:06

    สนุกกกกมว๊ากกกกกก
    #14
    0
  2. #13 dantezaa11 (@dantezaa11) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 16:51

    ขอบคุณครับ
    #13
    0