Destiny Fantasia Online โลกแฟนตาซีไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 142 : บทที่132 บาปเจ็ดประการล่มสลาย2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11774
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 246 ครั้ง
    17 มิ.ย. 60

บทที่132 บาปเจ็ดประการล่มสลาย2


            แรธที่ตอนแรกนั้นกำลังรู้สึกได้ใจ  กลับต้องแสดงท่าทีที่เคร่งเครียดเมื่อเทมเพสต์ทำการประกาศตัวบ้าง  เขาไม่อาจทราบได้ว่าที่เทมเพสต์พูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่  แต่หากว่าที่เทมเพสต์ได้พูดมานั้นเป็นความจริงแล้วล่ะก็เขาจะต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน  เพราะคำว่ายอดฝีมือนั้นหาใช่คำที่จะพูดกันเล่นๆได้


“หึ  ยอดฝีมือมวยไทยอย่างนั้นรึ  อย่ามาพูดให้ขำดีกว่าน่า  อย่างแกน่ะรึจะเป็นระดับยอดฝีมือ”


            เมื่อพูดจบแรธก็รีบพุ่งเข้าหาเทมเพสต์พร้อมกับตวัดขาเตะเข้าใส่  แต่เทมเพสต์รอรับมืออยู่แล้วทันทีที่แรธเตะเข้ามา  เทมเพสต์ก็รีบยกแขนขึ้นรับลูกเตะนั้นไว้พร้อมกับสับศอกเข้าใส่ขาข้างนั้นอย่างรุนแรง  จากนั้นเทมเพสต์จึงกล่าวบ้าง


“มาเลยนักคาราเต้สายดำ  เดี๋ยวจะแสดงความต่างชั้นระหว่างคนมีฝีมือกับยอดฝีมือให้ดูเอง”


            เทมเพสต์กล่าวด้วยรอยยิ้ม  ก่อนที่จะหมุนตัวแล้วแทงศอกกลับเข้าใส่หน้าอกของแรธอย่างรุนแรง  จนส่งให้ร่างของแรธต้องถอยหลังไป  แต่การโจมตีของเทมเพสต์นั้นยังคงไม่จบลง  เขายังเดินหน้าเขาหาแรธพร้อมกับโจมตีด้วยการชกและการเตะอย่างต่อเนื่อง  จนแรธที่เริ่มรับการโจมตีไม่ไหวก็ต้องรีบถีบตัวให้หลุดออกจากวงการโจมตีของเทมเพสต์  ก่อนที่เขาจะรีบตั้งหลักใหม่เพื่อที่จะเข้าโจมตีเทมเพสต์กลับไป


“ออกจากวงการโจมตีของฉันไปได้ด้วย  ไม่เลวนี่นา”  เทมเพสต์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“หนอย  แกทำเป็นเก่งรึ  อย่าคิดว่าแค่นี้จะชนะฉันได้นะ”  แรธกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

“นักสู้ที่แข็งแกร่งนั้น...จะสามารถรับรู้ความห่างชั้นของฝีมือได้ด้วยการประมือกันเพียงแค่กระบวนเดียว”  เทมเพสต์กล่าวอย่างใจเย็น  “การที่แกยังคงพูดแบบนี้ได้  แสดงว่าฝีมือของแกน่ะ  มันยังไม่ถึงขั้นสินะ”

“แกว่าไงนะ  คิดจะดูถูกกันเรอะ”  แรธระเบิดเสียงออกมาด้วยความโกรธ


            จากนั้นแรธก็พุ่งเข้าหาเทมเพสต์อย่างรวดเร็ว  โดยที่เขานั้นลืมนึกไปว่าเทมเพสต์นั้นเป็นนักมวยระดับยอดฝีมือ  และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แรธไม่อาจพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับยอดฝีมือได้  เพราะว่าแรธนั้นยึดถืออารมณ์เป็นใหญ่นั่นเอง


            และผลจากการที่แรธขาดสตินั้นก็ทำให้เทมเพสต์ต้องถอนหายใจ  แรธนั้นรีบระดมโจมตีเข้าใส่เทมเพสต์  ซึ่งเทมเพสต์ก็สามารถปัดป้องได้ไม่ยากเย็นนัก  โดยในระหว่างที่ปัดป้องการโจมตีของแรธอยู่นั้นเองเทมเพสต์ก็หล่อหลอมธาตุน้ำเข้าสู่ขาของตน  จากนั้นเขาก็ละมือจากการปัดป้องพร้อมหมุนตัวหลบลูกเตะของแรธอย่างรวดเร็ว


หล่อหลอมธาตุน้ำ – จระเข้ฟาดหาง วารีสะท้าน


            เมื่อหลบลูกเตะของแรธมาได้สำเร็จ  เทมเพสต์ก็ใช้แรงส่งจากการหมุนตัวฟาดขาที่ห่อหุ้มด้วยความหนาแน่นจากน้ำเข้าใส่แรธอย่างไร้ปราณี  ทันทีที่ขาของเทมเพสต์ปะทะเข้ากลางหลังของแรธ  สายน้ำที่ห่อหุ้มอยู่ที่ขาก็ระเบิดออก แรงจากการโจมตีของเทมเพสต์นั้นมหาศาลถึงขนาดที่อากาศโดยรอบต้องแหวกออก  ไม่ต้องพูดถึงร่างของแรธที่ตอนนี้ลงไปกระแทกกับพื้นจนร่างต้องจมลงไป


“เห้อ  ถ้ารู้จักระงับอารมณ์ซะบ้าง  ฝีมือของนายก็คงก้าวหน้าแท้ๆ”  เทมเพสต์กล่าวอย่างเสียดายก่อนจะหันหลังเดินจากไป  แต่เพียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเทมเพสต์ก็ต้องชะงักเท้าแล้วหันกลับมาเพราะเสียงที่เกรี้ยวกราดของแรธดังขึ้น


“มันยังไม่จบ  ตายซะเถอะแก” 


            ภาพที่อยู่ในสายตาของเทมเพสต์ก็คือแรธที่ตั้งท่ายืนอย่างมั่นคง  พร้อมกับตั้งหมัดมาด้านหน้าก่อนจะดึงหมัดนั้นกลับ  แล้วชกหมัดอีกข้างซึ่งห่อหุ้มไว้ด้วยออร่าออกมา  ภาพที่เห็นนั้นช่างเป็นท่างท่าที่ดูสง่างามที่สุดตั้งแต่แรธเคยแสดงออกมาทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเทมเพสต์อีกครั้ง


            และเมื่อหมัดของแรธถูกชกออกมาจนสุดแขน  ก็เกิดคลื่นพลังอันรุนแรงแผ่พุ่งเข้าหาเทมเพสต์  ความรุนแรงจากการโจมตีครั้งนี้ทำให้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าถูกทำลายจนแหลกละเอียด  และเข้ากลืนร่างของเทมเพสต์ไปจนหมดสิ้น  แต่แล้วแรธก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเขาได้เห็นเงาร่างหนึ่ง  ที่กำลังพุ่งออกมาจากคลื่นพลังที่เกิดจากการโจมตีของตน


หล่อหลอมธาตุเพลิง – เข่าลอย อัคคีกัมปนาท


            เป็นเทมเพสต์นั่นเองที่กระโดดออกมา   พร้อกับแทงเข่าที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงเข้าใส่ร่างของแรธอย่างรุนแรง  เปลวไฟที่ห่อหุ้มอยู่บนเข่าของเทมเพสต์นั้นแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง  พร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้องจนได้ยินไปทั่วทั้งสนามรบ


            และแน่นอนว่าร่างของแรธที่รับการโจมตีระดับนี้เข้าไปย่อมไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้  ร่างกายของเขาค่อยๆทรุดลงไปและหมอบลงแทบพื้น  จากนั้นร่างของเขาก็ค่อยๆสลายกลายเป็นแสงหายไปในที่สุด


“หมัดสุดท้ายของนายเป็นหมัดที่ดีมาก  หวังว่านายจะสามารถละทิ้งโทสะและพัฒนาตัวเองได้นะ”  เทมเพสต์กล่าวเสียงเรียบ  ก่อนจะเดินจากไปเพื่อจัดการกับศัตรูที่เหลือ


 

 

            กองทัพแห่งบาปเจ็ดประการนั้นในตอนนี้ใกล้จะล่มสลายลงทุกขณะ  กองทัพจำนวนมหาศาลก่อนหน้านี้เหลือสมาชิกเพียงแค่ไม่ถึงหมื่นเท่านั้น  เพราะการโจมตีจากฟ้าของเรือเหาะ  และเหล่าสัตว์อสูรทั้งสี่  อีกทั้งในตอนนี้เหล่าหัวหน้าแห่งกิลด์บาปเจ็ดประการและหัวหน้าแห่งกิลด์พันธมิตรต่างก็ล้มตายกันไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงไพรด์ผู้เดียวเท่านั้น  ดังนั้นกองทัพบาปเจ็ดประการจะถูกจัดการจนหมดเมื่อใดก็สุดแล้วแต่เวลาเท่านั้น


            ซึ่งในเวลาเดียวกันไพรด์และอากิระก็มองดูสงครามเบื้องล่างอยู่  อากิระนั้นลอบสังเกตไพรด์อยู่เป็นระยะๆ  และเขาก็ได้พบว่าทุกครั้งที่สมาชิกแห่งบาปเจ็ดประการตายไป  สีหน้าของไพรด์ก็ค่อยๆดูผ่อนคลายลง  ทั้งที่ไพรด์ควรจะลำบากใจมากขึ้นแท้ๆ  และเมื่อแรธสมาชิกคนสุดท้ายได้ตายลงไพรด์ก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วระเบิดเสียงหัวเราะ


“ฮ่าๆๆๆ  ในที่สุดชัยชนะของฉันก็มาถึงแล้ว”


            พริบตานั้นเองอากิระก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาล  ที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของไพรด์    พลังที่ไพรด์มีในตอนนี้นั้นรุนแรงมากถึงขนาดที่อาคารที่พวกเขานั่งอยู่  ต้องแตกพังลงไปจนกลายเป็นเศษซากเท่านั้น


“หืม  นี่อะไรกันครับ  หรือว่านี่เป็นไม้ตายของคุณกัน”  อากิระถามโดยไม่แสดงท่าทีกังวลเลยแม้แต่น้อย

“ใช่แล้วนี่แหละคือพลังที่สมบูรณ์แบบ  พลังที่มีเพียงฉันเท่านั้นที่สามารถมีได้  นี่คือพลังจากเวทมนต์พิเศษเฉพาะตัวฉัน  มหาเวทย์สังเวยบาปยังไงล่ะ”  ไพรด์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดี  พร้อมมองอากิระด้วยท่าทีที่เหนือกว่า

“มหาเวทย์สังเวยบาป...หรือครับ”อากิระกล่าวถามเสียงเรียบ  เขารู้สึกไม่ค่อยชอบใจชื่อของทักษะนี้เท่าใดนัก


“ถูกต้อง  การใช้งานทักษะนี้นั้นสามารถทำได้โดยการสลักสัญลักษณ์ลงบนตัวผู้อื่น  และเมื่อคนที่มีสัญลักษณ์นั้นตายผู้ที่เป็นเจ้าของเวทมนต์นี้  ก็จะได้ค่าสถานะของคนผู้นั้นมาเพิ่มให้ตนเป็นเวลาถึงห้าชั่วโมง  แต่ข้อเสียของทักษะนี้ก็คือ  ผู้ที่ถูกสลักสัญลักษณ์นี้จะสูญเสียค่าสถานะถึง 50%  เป็นเวลานานสองเดือน”  ไพรด์กล่าวตอบ  ในตอนนี้เขามั่นใจในตนเองมากเสียจนตอบคำถามอากิระไปจนทะลุปรุโปร่ง


“แล้วคุณใช้ทักษะนั้นกับใครกัน...”  อากิระกล่าวอย่างครุ่นคิด  ก่อนจะเบิกตาขึ้นแล้วกล่าวด้วยเสียงเย็น  “อย่าบอกนะว่า...”

“ฮ่าๆๆๆ  ก็เหล่าผู้นำแห่งบาปเจ็ดประการไง” ไพรด์กล่าวตอบพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง


            ทางอากิระที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงียบลงไปทันที  สีหน้าของเขานั้นเรียบสนิทไม่แสดงอารมณ์ใดๆ  เช่นเดียวกับดวงตาที่นิ่งเฉย  หากแต่ถ้าใครได้มองเข้าไปในดวงตานั้นแล้วล่ะก็  จะมองเห็นได้ถึงความเกรี้ยวกราด  ซึ่งดูราวกับไฟที่พร้อมจะประทุได้ทุกเมื่อ  จากนั้นอากิระจึงกล่าวด้วยเสียงที่เย็นเยียบ


“ทีแรกก็อุตส่าห์รอดูว่าจะมีอะไรมาทำให้ฉันสนุก  ที่แท้ก็แผนชั่วๆแบบนี้นี่เอง  ถ้าแกมีดีเพียงเท่านี้ล่ะก็ฉันก็ไม่มีอารมณ์จะมาเสวนาด้วยอีกแล้ว”


            เมื่อกล่าวจบอากิระก็กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างรุนแรง  ส่งผลให้พื้นเบื้องล่างต้องแตกออกเป็นวงกว้าง  จากนั้นรอบบริเวณก็ค่อยๆปรากฏลูกแก้วเวทมนต์ขึ้นมาจากพื้นดินเป็นจำนวนมาก  ซึ่งลูกแก้วเวทมนต์เหล่านี้นั้นมาจากการที่อากิระได้ทำการร่ายเวทย์แล้วหน่วงเอาไว้ในระหว่างที่นั่งชมการต่อสู้ก่อนหน้านี้


“เหอะ  ตัวฉันในตอนนี้น่ะ  ต่อให้แกใช้เวทมนต์กี่ร้อยบทก็ไม่อาจโค่นลงได้หรอก”  ไพรด์กล่าวอย่างมั่นใจ

“เห้อ  ไอ้หน้าโง่เอ๊ย”  อากิระกล่าวพลางถอนหายใจ  จากนั้นเขาก็สะบัดมือไปทางไพรด์


มนตราแห่งการบิดเบือน


            หลังจากที่อากิระสะบัดมือพลังในร่างของไพรด์ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว  จนในตอนนี้พลังของเขากลับมาเท่าเดิม  เพราะผลของทักษะประจำอาชีพนักดาบเวทย์นั้น  จะทำให้ผลของเวทมนต์เลื่อนไปทำงานในอีกสี่สิบห้าวินาทีข้างหน้า  ทว่าไพรด์นั้นไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องนี้เขาจึงตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก 


“นี่มันอะไรกัน  พลังอันสมบูรณ์แบบของฉันหายไปไหน”  ไพรด์กล่าวอย่างรนลาน


            และเพราะว่าเขากำลังรนลานนี้เองทำให้อากิระหายไปจากสายตาของเขา  เมื่อไพรด์รู้สึกตัวอีกครั้งอากิระก็มาอยู่ต่อหน้าของเขาแล้ว  ในชั่วพริบตานั้นสายตาของไพรด์ได้สบเข้ากับอากิระ  และสายตาอันแสนเย็นชาแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดนั้น  ก็ทำให้ไพรด์ต้องรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา  ก่อนที่อากิระจะเอ่ยเสียงอันเย็นเยียบออกมาเป็นคำพูดสั้นๆ


“ไปตายซะ”


            ทันทีที่อากิระกล่าวจบเขาก็ไม่รีรอที่จะให้ไพรด์ได้กล่าวคำพูดใดๆออกมา  อากิระรีบหมุนตัวแล้วตวัดขาเตะส่งร่างของไพรด์ให้ลอยขึ้นฟ้า  จากนั้นลูกแก้วเวทมนต์นับร้อยก็ปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนเวทมนต์  พร้อมกับกระหน่ำมนตรานับร้อยบทเข้าใส่ร่างของไพรด์ที่ลอยนิ่งเป็นเป้าโจมตีให้แก่เวทมนต์เหล่านั้น


            หลังจากที่การโจมตีจากเวทมนต์นับร้อยบทของอากิระสงบลง  ก็เผยให้เห็นร่างของไพรด์ที่แน่นิ่งไม่ไหวติง  ซึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง  พร้อมกับที่ร่างของไพรด์นั้นค่อยๆสลายกลายเป็นแสงหายไปในที่สุด


            อากิระมองภาพนั้นอย่างไม่แสดงอารมณ์  ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง  “ไพรด์เอ๋ย  แกสละเพื่อนพ้องเพื่อพลัง  แล้วไม่คิดบ้างหรือว่าแกทำแบบนี้แล้ว  เวลาที่แกกำลังตกที่นั่งลำบาก  จะเหลือผู้ใดที่จะคอยช่วยเหลือแก”


กิลด์วิหคราตรีได้รับชัยชนะต่อกิลด์บาปเจ็ดประการ  ในสงครามกิลด์จะได้รับทรัพยากรครึ่งหนึ่งของกิลด์ที่เป็นฝ่ายแพ้  และได้รับรางวัลจากทางระบบเป็นเงิน 50,000,000 คริสตัลค่ะ


            เมื่อสิ้นเสียงระบบอากิระก็มองไปยังภาพเบื้องหน้า  ซึ่งในตอนนี้กองทัพบาปเจ็ดประการได้แตกพ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สมาชิกที่เหลือของกองทัพบาปเจ็ดประการนั้นมีเพียงไม่ถึงพันคนเท่านั้น  และตอนนี้คนเหล่านั้นก็กำลังหนีจากการไล่ล่าของเหล่ากองทัพผสมพันธมิตรแห่งวิหคอย่างยากลำบาก


            ไม่นานนักเพื่อนๆของอากิระ  รวมถึงอสูรติดตามทั้งสี่ก็มารวมตัวกันตรงหน้าของอากิระ  ซึ่งตัวอากิระเองก็หันมองไปยังเพื่อนๆ ของตนก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉย


“สงครามจบลงแล้วครับ”

“ยังไม่หายมันเลยฟ่ะ”  เทมเพสต์กล่าวอย่างเสียดาย

“ช่างเจ้าบ้าพลังไปเถอะครับคุณอากิระ  เราชนะก็ดีแล้ว”  นัวร์กล่าวขึ้นบ้าง  ซึ่งในตอนนี้นั้นนัวร์กลับมาอยู่ในร่างปกติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“หนอยแก  ไอ้เด็กขี้ประจบ  แกจะกวนฉันเอาโล่รึไง”  เทมเพสต์กล่าวอย่างหงุดหงิด  แต่นัวร์กลับไม่แสดงท่าทีสนใจเทมเพสต์แม้แต่น้อย  ทำให้คิ้วของเทมเพสต์ต้องกระตุก

“อากิระ  นายเล่นมากเกินไปนะ”  เมเทียร์กล่าวด้วยสียงหวาน

“ขอโทษนะครับเมเทียร์  แต่ตึงเครียดเกินไปมันก็ไม่สนุกนะครับ”  อากิระตอบกลับด้วยรอยยิ้ม  ทำให้เมเทียร์ต้องถอนหายใจ

“แล้วต่อไปเราจะเอายังไงต่อล่ะ”  คลาวด์ถามบ้าง

“อืม...ทุกคนกลับไปที่ปีกทมิฬก่อนเถอะครับ  ผมยังมีเรื่องต้องทำต่อ”  อากิระกล่าวกับทุกคน

“เรื่องอะไรของนายมิทราบยะ” ฮาคัวร์กล่าวถาม

“ผมต้องการคุยกับผู้ที่บงการ  บาปเจ็ดประการอยู่เบื้องหลังไงล่ะครับ”  อากิระกล่าวพลางหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง  “เปิดเผยตัวเองได้แล้วมั้งครับ”


            ที่ปลายสายตาของอากิระนั้น  มีร่างของผู้เล่นในชุดพ่อบ้านซึ่งกระเด็นออกไปเพราะการโจมตีของอากิระ  ในตอนที่อากิระมาช่วยตัวประกัน  ชายผู้นั้นมีดวงตาสีเดียวกันกับอากิระ   เขามีผมสั้นสีฟ้าอ่อน  ใบหน้าดูหล่อเหลาคมกริบ  ร่างกายสูงโปร่ง  ชายคนนั้นยิ้มให้กับอากิระแล้วกล่าวขึ้น


“อะไรกันครับ  ผมเป็นแค่ลูกน้องของคุณไพรด์เท่านั้นเอง”

“อย่ามาโกหกกันเลยดีกว่าครับ  คุณน่ะมีฝีมือมากกว่าไพรด์อย่างแน่นอน  เพราะในตอนที่ผมเข้าโจมตี  คุณเป็นคนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วที่สุด  อีกทั้งยังแผ่จิตสังหารที่น่ากลัวออกมาอีกด้วย  ถึงแม้จะแค่เพียงพริบตาเดียวก็เถอะ  แต่ก็ไม่อาจรอดสายตาผมไปได้หรอก”   อากิระกล่าวเสียงเรียบ

“หึๆๆๆ  ไม่เลวๆ  ทั้งเก่งกาจ  ทั้งฉลาดสมกับคำล่ำลือจริงๆนะ  อสูรมนตรา”  ชายในชุดพ่อบ้านกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ  “ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องแนะนำตัวกันหน่อยสินะ  เพื่อไม่ให้เสียมารยาท   ชื่อของฉันก็คือสเลย์  หรือที่ผู้คนขนานนามว่า  จ้าวหอกอสูร  สเลย์”

“กะแล้วเชียว  ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังบาปเจ็ดประการจะต้องเป็นหนึ่งในเจ็ดราชันย์”  อากิระกล่าวด้วยรอยยิ้ม  และที่สำคัญคือมันเป็นรอยยิ้มแห่งความสนุกสนาน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 246 ครั้ง

2,695 ความคิดเห็น

  1. #1580 nae_tae (@nae_tae) (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 09:32
    ขอบคุณค่า
    #1580
    0
  2. #1442 ford042 (@ford04) (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 10:23
    ขอบคุณครับ
    #1442
    0
  3. #1441 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 09:45
    ขอบคุณครับ
    #1441
    0
  4. #1440 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 09:30
    จะสู้ต่อเลยไหมเนี่ย
    #1440
    0
  5. #1439 เงา (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 07:49
    เทมเพสมันเป็นนัดสู้ะันข้าวเหนียว..มีเข่าพยาไฟด้วย
    #1439
    0
  6. #1438 Phatnanraa (@Phatnanraa) (จากตอนที่ 142)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 06:52
    ชนะล้าววววววววววววว
    #1438
    0