Destiny Fantasia Online โลกแฟนตาซีไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 161 : ภาค2 บทที่10 ปลดปล่อยเมืองใต้น้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9863
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 213 ครั้ง
    31 ส.ค. 60

ภาคบทที่10 ปลดปล่อยเมืองใต้น้ำ


“คาห์นอย่างนั้นรึ  หรือว่าตาแก่นี่จะเป็นNPC ที่คอยมอบภารกิจของที่นี่หว่า”  เทมเพสต์กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

“สงสัยคงจะใช่มั้ง  ไม่อย่างนั้นจะมีNPC  มาอยู่ในเมืองผีแบบนี้ได้ยังไง”  นัวร์กล่าวเสริม

“อืม  ฉันก็ว่างั้นแหละ”  ฮาคัวร์ช่วยกล่าวเสริมอีกเสียง

“แต่ฉันว่า  มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้นะ”  เมเทียร์แย้งขึ้นมา

“เจ้านี่ดูยังไงๆก็ไม่ใช่ผู้เล่นแน่ๆ  คงไม่ใช่กับดักหรอกน่า”  เทมเพสต์กล่าวขัด

“แต่หนูว่าอาจจะเป็นไปได้นะคะ  พี่บอกว่าในเกมนี้น่ะอะไรก็เป็นไปได้  เพราะงั้นอย่าประมาทสิคะ”  ลูน่าเตือนเทมเพสต์

“ลูน่า  เมเทียร์  เธอสองคนนี่ติดนิสัยขี้ระแวงของเจ้าบ้าอากิระมาทั้งคู่เลยนะ  ฉันว่าเธอสองคนห่างๆเจ้านั่นหน่อยดีกว่า”  เทมเพสต์กล่าวว่าทั้งสองคน

“เห้อ  นายเนี่ยนะ”  เมเทียร์ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ

“โธ่  พี่เทมเพสต์ก็เป็นอย่างนี้ซะทุกที”  ลูน่ากล่าวด้วยอารมณ์เดียวกับเมเทียร์


            ปีกศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าคนนั่งล้อมวงปรึกษากันอย่างไร้ซึ่งมาดของเล่นระดับผู้บริหารกิลด์ตามปกติ  และหลังจากที่เทมเพสต์กล่าวจบแล้วเขาก็ลุกขึ้นมา  จากนั้นเขาก็หันกลับมามองชายชราที่ยืนรออยู่เพื่อที่จะเจรจา


“เอ่อ  ลุงชื่อคาห์นสินะครับ”  เทมเพสต์กล่าวขึ้นเพื่อเริ่มการเจรจา  “ลุงมีอะไรกับเราเปล่า”


            เมื่อได้ฟังดังนั้นคาห์นก็ชะงักไปชั่วครู่  เพราะคำพูดที่เทมเพสต์ได้กล่าวมานั้นมันช่างละม้ายคล้ายการโดนหาเรื่องยังไงชอบกล  และเมื่อปรับอารมณ์ได้แล้วคาห์นจึงกล่าวกับเทมเพสต์  “เอ่อ  จริงๆแล้วข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยเสียหน่อย”

“เรื่องอะไรลุง  ยากมั้ย”  เทมเพสต์ถามต่อ

“ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมืองนี้นั่นแหละ  ด้วยพลังระดับพวกเจ้าแล้วทำได้ไม่ยากหรอก” คาห์นกล่าวตอบ

“โห  แล้วเราต้องทำอะไรมั่งล่ะลุง”  เทมเพสต์ยังคงรีบถามขึ้นมา  ทำให้คาห์นที่กำลังจะกล่าวต่อนั้นต้องชะงักคำพูดลงไป

“เห้ย  เจ้าบ้าพลัง  แกฟังลุงเขาพูดให้จบก่อนค่อยถามได้มั้ยวะ  แบบนี้เมื่อไหร่จะรู้เรื่องกันสักที”  นัวร์รีบกล่าวขัดเทมเพสต์ขึ้นมา  เพราะเริ่มจะรำคาญเทมเพสต์แล้วแล้ว


            และเมื่อสิ้นคำของนัวร์เทมเพสต์ก็รีบหันกลับมาเพื่อจะเถียงกลับ  แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปากใดๆออกมานั้น  เขาก็เห็นสายตาของเพื่อนๆที่กำลังจ้องมองมาที่ตนอย่างไม่พอใจ  เทมเพสต์จึงต้องสงบปากลงไป  ทำให้คาห์นสามารถกล่าวต่อไปได้


“งั้นข้าขอพูดต่อเลยนะ  เมืองนี้มีนามว่าเมืองแอตแลนเทีย  เมื่อหลายร้อยปีก่อนในเวลาที่นานเท่าไรนั้นข้าก็ไม่อาจรับรู้ได้อย่างแน่ชัด  เพราะว่าเมืองนี้นั้นจมอยู่ใต้ทะเลมานานจนข้าไม่อาจเห็นเดือนเห็นตะวันได้  เมืองนี้นั้นได้ถูกจอมเวทย์ผู้หนึ่งสร้างหมุดบรรพกาลตรึงพิภพขึ้นมา  และทำการตรึงเมืองนี้เอาไว้ให้จมลงสู่ใต้ทะเล”  คาห์นเล่าความเป็นมาของเมืองนี้  แล้วเขาก็มองไปยังพวกเทมเพสต์ทุกคนก่อนจะกล่าวต่อ  “ดังนั้นความหวังสุดท้ายของข้า  และชาวเมืองก็นั้นคือ  การปลดปล่อยเมืองแห่งนี้ให้ได้พบกับแสงเดือน  แสงตะวันอีกครั้ง”


“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า....”  ยูกิกล่าวถาม

“ข้าอยากให้พวกเจ้าทำลายหมุดบรรพกาลตรึงพิภพ  เพื่อปลดปล่อยเมืองนี้ให้ขึ้นไปสู่โลกเบื้องบน  ให้ข้าได้เห็นแสงสว่างอีกสักครั้งก่อนที่ข้าจะตายไปด้วยเถอะ”  คาห์นกล่าวถึงความต้องการของตน


            และเมื่อคาห์นกล่าวจบไอริสก็รีบถามในสิ่งที่เธออยากรู้ทันที  “เอ่อ  คุณคาห์นคะ  ฉันขอถามอะไรสักข้อได้มั้ยคะ  คือว่าหากเราช่วยคุณแล้วเราจะได้อะไรตอบแทนหรือคะ”

            คาห์นได้ฟังดังนั้นก็กล่าวตอบทันที  “หากเจ้าช่วยข้าแล้วล่ะก็  ข้าจะมอบเวทมนต์พิเศษที่อยู่ในเมืองนี้ให้กับเจ้า  และข้ามั่นใจว่าเวทมนต์นี้นั้นเป็นเวทมนต์ที่สาบสูญไปจากโลกภายนอกแล้วอย่างแน่นอน”


“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงเลยลุง  ว่าแต่ไอ้หมุดที่ว่านี่อยู่ที่ไหนกัน”  เทมเพสต์ที่เงียบมานานกล่าวถาม

“หมุดบรรพกาลตรึงพิภพ  มันอยู่ที่บริเวณใจกลางของเมืองนี้  หากเจ้าทำลายมันได้แล้วล่ะก็เมืองนี้ก็จะเป็นอิสระจากการจองจำมากว่าหลายศตวรรษ”  คาห์นตอบอย่างยินดี  เมื่อได้ทราบว่าเทมเพสต์ตั้งใจที่จะให้ความช่วยเหลือตน

“กลางเมืองอย่างงั้นรึ  ได้เลยลุงเดี๋ยวพวกเราจะไปทำลายมันให้”  เทมเพสต์ตอบรับอย่างแข็งขัน  ก่อนจะหันมาหาเพื่อนๆของตน  “เอาล่ะพวกเรา  มาช่วยลุงเขาปลดปล่อยเมืองนี้กันเถอะ”


            ทุกคนได้เห็นท่าทีของเทมเพสต์ก็ตกลงตามเทมเพสต์  โดยที่มีเพียงเมเทียร์  ยูกิ และลูน่าเท่านั้นที่ตอบรับไปอย่างไม่เต็มใจ  และนอกจากนี้เมเทียร์ยังรู้สึกสะกิดใจกับเรื่องที่คาห์นเล่ามาอีกต่างหาก  แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมตามทุกคนไปทำลายหมุดบรรพกาลตรึงพิภพที่อยู่กลางเมือง


            ไม่นานนักทุกคนก็มาถึงใจกลางเมืองแห่งนี้  โดยที่มีคาห์นเป็นผู้นำทางมาจนถึงที่หมาย  และทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่คล้ายตอไม้ขนาดใหญ่ซึ่งทำมาจากหิน  ซึ่งดูจากขนาดแล้วต่อให้ปีกศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าคนไปยืนล้อมเอาไว้ก็คงจะโอบได้ไม่ถึงครึ่ง


“โห  นี่น่ะเหรอไอ้หมุดที่ว่าน่ะ  ทำไมใหญ่จังฟะ” เทมเพสต์อย่างตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า

“นายนี่ก็ถามแปลกๆ  หมุดนี้ใช้ยึดเมืองเลยนะ  จะให้มีขนาดเล็กได้ไงกัน”  ไอริสแหวใส่ทันที

“เออ  นั่นสินะ  ลืมไปๆ  แหะๆ”  เทมเพสต์กล่าวพลางยิ้มอย่างเจื่อนสนิท  จากนั้นเขาก็มองไปยังหมุดขนาดยักษ์ที่ฝังอยู่ใจกลางเมืองอีกครั้ง  “ถ้าอย่างนั้นฉันขอทำลายมันเลยนะ”


            เมื่อพูดจบเทมเพสต์ก็กระโดดขึ้นไปยืนบนหมุดนั้น  พร้อมกับผนึกพลังปราณอันรุนแรงลงสู่มือของเขา  ก่อนจะชกลงสู่หมุดที่ตึงเมืองแอตแลนเทียนี้ไว้ไต้ทะเล  ด้วยระดับของพลังในการโจมตีนี้ของเขานั้น  แม้จะเป็นภูผาที่สูงใหญ่ก็ไม่อาจที่จะทนทานได้


            ทว่าหมุดยักษ์ตรงหน้านี้กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยด้วยซ้ำ  สร้างความประหลาดใจให้แก่เทมเพสต์และเพื่อนๆ เป็นอย่างมาก  เพราะทุกคนต่างก็รู้จักระดับพลังของเทมเพสต์เป็นอย่างดี  ฉะนั้นผลที่ออกมาเช่นนี้นั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก


            เทมเพสต์นั้นยังคงไม่ถอดใจเขาผนึกปราณแล้วชกใส่หมุดตรึงพิภพอีกครั้ง   ในวินาทีที่หมดของเทมเพสต์ปะทะเข้ากับหมุดศิลาขนาดยักษ์นั้นเอง  ก็ปรากฏเกราะเวทมนต์สีขาวใสขึ้นมาล้อมรอบตัวหมุดเอาไว้  และเกราะเวทมนต์นี้ยังแข็งแกร่งขนาดที่พลังของเทมเพสต์ไม่อาจจะสร้างความเสียหายได้เลยแม้แต่น้อย


“เกราะบ้าอะไรแข็งเกินไปแล้ว”  เทมเพสต์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

“มันคือเกราะเวทมนต์  เพราะฉะนั้นมันอาจจะมีความสามารถอะไรบางอย่าง  ที่ทำให้ใช้เพียงแค่พลังอย่างเดียวไม่อาจทำลายได้ก็ได้นะ”  คลาวด์กล่าวสันนิจฐาน


“เออ  จริงด้วยสิ”  เทมเพสต์กล่าวอย่างครุ่นคิด  ก่อนจะหันไปมองลูน่า  “จริงด้วยสิลูน่า  เธอมาช่วยหาวิธีทำลายมันหน่อยสิ”

“เห้อ  เข้าใจแล้วค่ะ”  ลูน่าถอนหายใจกล่าว  ก่อนจะเดินเข้าไปหาหมุดยักษ์  พร้อมกับยกมือขึ้นสัมผัสมัน โดยที่ทุกคนนั้นเงียบเสียงแล้วคอยจ้องมองด้วยความลุ้นระทึก  ว่าจะเกิดอะไรขึ้น


ทักษะประจำเผ่าพันธุ์ – จิตสัมผัสมนตรา


            ทักษะของลูน่าที่ใช้ออกมานั้น  ก็คือทักษะที่มีผลในการอ่านโครงสร้างของเวทมนต์  ทำให้ในทันทีที่ลูน่าสัมผัสกับหมุดบรรพกาลตรึงพิภพ  โครงสร้างของเวทมนต์ที่ครอบคลุมอยู่บนตัวหมุดก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเธอ  ทำให้ลูน่าสามารถที่จะอ่านจุดอ่อนจุดแข็งของเวทมนต์ได้ทั้งหมดแน่นอนว่าลูน่าสามารถที่จะ  รับรู้โครงสร้างของเวทมนต์ตรงหน้าได้เช่นกัน  แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะอ่านโครงสร้างของเวทมนต์นี้ให้ทะลุปรุโปร่งได้  เพราะมันมีความซับซ้อนสูงมาก  และยังต่างจากเวทมนต์ทั่วไปอย่างมากอีกด้วย


            แต่เพียงไม่นานนักลูน่าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้  เธอเคยสัมผัสพลังเวทมนต์ที่คล้ายกับเวทมนต์นี้มาแล้วถึงสองครั้ง  และผู้ที่เป็นเจ้าของพลังเวทย์นั้นก็หาใช่ใครอื่น  หนึ่งคือพี่ชายของเธอ  ส่วนอีกหนึ่งนั้นก็คือว่าที่พี่สะใภ้ของเธอเมเทียร์นั่นเอง


“คุณเมเทียร์คะ  ลองใช้พลังเวทย์ของคุณยิงใส่เจ้าสิ่งนี้ทีค่ะ”  ลูน่ากล่าวดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ  ทำให้ทุกคนที่บัดนี้กำลังตั้งใจดูการกระทำของลูน่าอยู่นั้นต้องสะดุ้งขึ้นมา  ก่อนที่เมเทียร์จะพูดกับลูน่า

“ทำไมต้องให้ฉันเป็นผู้โจมตีด้วยล่ะจ๊ะ  ลูน่า”

“โครงสร้างของเวทมนต์ที่ฉันอ่านได้นั้น  มีลักษณะใกล้เคียงกับพลังเวทย์ของคุณเมเทียร์  แล้วก็พี่น่ะค่ะ  ไม่สิหากจะพูดให้ถูกแล้วพลังเวทย์ที่อยู่บนหมุดนี้นั้น  ใกล้เคียงกับของพี่ชายมากที่สุดเลยค่ะ  เพียงแต่ตอนนี้พี่ไม่ได้อยู่กับพวกเรา  เพราะฉะนั้นคุณเมเทียร์จึงเป็นคนที่มีโครงสร้างของพลังเวทย์  ใกล้เคียงกันที่สุดค่ะ”  ลูน่าอธิบายให้แก่เมเทียร์และทุกคนฟัง

“จ้ะ  เข้าใจแล้ว”  เมเทียร์กล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม


            จากนั้นเมเทียร์ก็ยกคันธนูขึ้นมาเล็งเข้าหาหมุดบรรพกาลตรึงพิภพ  พร้อมกับผนึกพลังเวทย์ลงสู่ธนูจนปรากฏเป็นลูกธนู  นอกจากนี้เมเทียร์ยังไม่คิดที่จะประมาทเกราะเวทมนต์ที่อยู่บนหมุดบรรพกาลตรึงพิภพแม้แต่น้อย  เพราะการที่เทมเพสต์ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้แก่มันได้เลยนั้น  ก็ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของมันแล้ว  เมเทียร์จึงผนึกพลังเวทย์เพิ่มลงไปจำนวนมาก


ศรดารา – ประกายแสงดาวทะลวงเมฆา


            ศรที่พุ่งออกจากคันธนูของเมเทียร์นั้น  กลายเป็นลำแสงสีเงินเส้นเล็กๆแล่นเข้าหาหมุดยักษ์อย่างรวดเร็ว  และทันทีที่ลำแสงสีเงินนั้นปะทะกับหมุดบรรพกาลตรึงพิภพ  นั้นก็ปรากฏแรงประทะอันมหาศาลแต่ทว่ากลับไม่มีแสงสว่างจากการปะทะ  หรือแม้แต่เสียงปะทะใดๆเลยแม้แต่น้อยนิด


            จากนั้นลูกศรของเมเทียร์ก็สลายไป  และในขณะเดียวกันนั้นเกราะเวทมนต์ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง  และตรงจุดที่ปะทะกันก็ปรากฏรอยร้าวเล็กๆขึ้นมา  ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเทมเพสต์และนัวร์ต่างก็ไม่พลาดโอกาสนี้  ทั้งสองคนรีบผนึกพลังลงสู่หมัดและหอกของตนจนอากาศโดยรอบสั่นไหว  แล้วโจมตีเข้าใส่จุดที่เกิดรอยร้าวนั้นอย่างรวดเร็ว


            เกราะเวทมนต์ที่ปกป้องหมุดบรรพกาลตรึงพิภพนั้น  ได้แตกสลายออกอย่างรวดเร็ว  ทำให้เหลือเพียงหมุดศิลาขนาดยักษ์เท่านั้นที่ยังคงอยู่  เทมเพสต์จึงรีบผนึกพลังปราณลงสู่มืออีกข้างก่อนจะชกเข้าใส่หมุดศิลาเบื้องหน้า  และด้วยระดับพลังที่เทมเพสต์ใช้ก็ส่งผลให้หมุดศิลาที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกันต้องแตกพังลงไปทันที


“เอาล่ะเรียบร้อยแล้ว”  เทมเพสต์กล่าวอย่างโล่งอก  แล้วหันกลับไปพบคาห์น  “เป็นไงบ้างลุง  แค่นี้ก็พอแล้วใช่มั้ย”

“ใช่  เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว  ความฝันของข้ากำลังจะเป็นจริงแล้ว”  คาห์นก้มหน้ากล่าวเสียงสั่น  เช่นเดียวกับร่างกายที่สั่นเทา  ราวกับว่ากำลังร้องให้


            จากนั้นเมืองแอตแลนเทียร์ที่จมอยู่ใต้ทะเลมานานก็สั่นไหวอย่างรุนแรง  และลอยขึ้นจากก้นทะเลอย่างรวดเร็วถงขนาดที่ว่า  หากไม่มีม่านพลังล้อมรอบเกาะนี้แล้วล่ะก็ทุกคนคงจะถูกสลัดหลุดออกจากเกาะนี้ไปแล้ว  และในที่สุดเมืองแอตแลนเทียร์ก็โผล่พ้นทะเลขึ้นมา  ทำให้คาห์นและพวกเทมเพสต์ได้เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง


            และเมื่อได้เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง  คาห์นที่ตัวสั่นเทาก็ค่อยๆก้าวไปข้างหน้า  เขามองดวงอาทิตย์ที่แผดแสงอยู่บนฟ้า  จากนั้นก็แผดเสียงหัวเราะออกมา


“ฮ่าๆๆๆๆ  ในที่สุด  ในที่สุดข้าก็ได้กลับมาสู่โลกเบื้องบนอีกครั้ง”

            และเมื่อคาห์นกล่าวจบแล้ว  เขาก็ปรายตากลับมามองพวกเทมเพสต์  ก่อนจะกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มอย่างชั่วร้าย  “ต้องขอบใจพวกแกจริงๆ  ที่ช่วยให้ฉันได้มีโอกาสทำตามความฝันของฉันเสียที”


            ทันทีที่สิ้นคำของคาห์น  รอบตัวของคาห์นก็ปรากฏวงแหวนเวทมนต์ขนาดใหญ่  แล้วแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เบื้องบนก็ค่อยๆถูกรวมมาสู่ร่างของคาห์น  เช่นเดียวกันกับน้ำจากทะเลปริมาณมากที่พุ่งขึ้นมารวมกับร่างของคาห์น


“น...นี่มันอะไรกันเนี่ย”  เทมเพสต์อุทานอย่างตกตะลึง

“เราถูกหลอกแล้ว”  นัวร์เองก็กล่าวอย่างตื่นตระหนกเช่นกัน


            ทางด้านเมเทียร์ที่ระวังตัวมากที่สุดนั้น  จึงรีบเปิดหน้าต่างสื่อสารขึ้นมา  แล้วติดต่อหาอากิระทันที  แล้วกล่าวกับอากิระด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง  มีปัญหาใหญ่แล้วล่ะอากิระ


            จากนั้นร่างกายของคาห์นก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนไป  พร้อมกับเสียงรายงานที่ดังขึ้นมาให้พวกเขาทุกคนได้ฟัง

ผู้เล่นถูก เจ้ามังกรเวทย์แห่งวารี  คาห์น  สัตว์อสูรชั้นวีรชน ระดับ 58  โจมตี  ผู้เล่นที่ถูกสังหารจะถูกลดระดับลง 30 ระดับ  และรอเวลาเกิดใหม่เพิ่มเป็น 48 ชั่วโมงค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 213 ครั้ง

2,695 ความคิดเห็น

  1. #1763 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 23:33
    ขอบตุณคับ
    #1763
    0
  2. #1761 linpingnaja (@linpingnaja) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 01:24
    ว้อยยยค้างงงงงอย่างเเรง. เทมเพสมันโง่ในโง่แทนที่จะรอพระเอกก่อนตัวหาเรื่องจิงๆแต่ก็นะพระเอกมาตอนท้ายตลอดอะ ฉากต่อสู้บางทีก็นานไปนะค่ะ แค่ความเห็นส่วนตัวนะที่เหลือสนุกมากกมาต่อไวๆนะ
    #1761
    0
  3. #1760 rosayrai (@dollo) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 07:42
    ก็ว่าอยู่ว่าพวกกฏเกณฑ์รุ่นเก่าไม่น่าจะทำอะไรที่ไร้เหตุผลแสดงว่างานนี้เจอของหนักแล้วล่ะอากิระเอ๋ย
    #1760
    0
  4. #1758 0405 (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 18:00
    รู้สึกว่า เทมเพสต์ โง่กว่าตอนต้นเรื่องผมคิดไปคนเดียวกรือเปล่า

    #1758
    4
    • #1758-2 Ryusay Sangkatjai (@ryusay) (จากตอนที่ 161)
      31 สิงหาคม 2560 / 23:16
      เรียกว่ามีความมั่นใจมากกว่าครับ ให้เกรียติรองหัวหน้ากิลหน่อย
      #1758-2
    • #1758-4 นักอ่านสายฟรี (@wuttichaiwutti) (จากตอนที่ 161)
      13 กันยายน 2561 / 14:43
      อากิระก็เคยโดนซาซ่าไปเก็บของทำยาแก้พิษ
      #1758-4
  5. #1756 ford042 (@ford04) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 15:18
    เทมเพสโคตรฉลาดเลย
    #1756
    0
  6. #1755 CrAzy_Se@L (@crazy-seal-555) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 13:46
    เทมเพสนี่โง่จริงๆ55555
    #1755
    0
  7. #1754 yuyuisan (@yuyuisan) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 11:43
    รออออออออออออออออออออ
    #1754
    0
  8. #1753 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 161)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 09:57
    ขอบคุณครับ
    #1753
    0