Destiny Fantasia Online โลกแฟนตาซีไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 172 : ภาค2 บทที่21 พบหน้ากับเจ้าเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7097
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 216 ครั้ง
    23 พ.ย. 60

ภาค2 บทที่21 พบหน้ากับเจ้าเมือง

 

            อากิระตามกลุ่มคนเข้ามาในประตูที่ปรากฏขึ้น  เขาพบว่าทางเดินภายหลังประตูนั้นเป็นทางลาดลงไปเรื่อยๆ  และที่เมื่อลงมาจนสุดทางเดินนั้นเขาก็พบว่าแท้จริงแล้วเหมืองนี้มีอีกหนึ่งชั้นซึ่งถูกซ่อนอยู่ 

 

            และภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็ทำให้ดวงตาของอากิระต้องเบิกกว้างขึ้นมา  เพราะเบื้องหน้าของเขามีดาบขนาดมโหฬารปักอยู่บนพื้น  และมีความสูงที่เกือบจะถึงเพดานของห้อง  ทว่าเพียงไม่นานเท่านั้นสายตาของอากิระก็มองไปเห็นอะไรบางอย่าง  และทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของอากิระก็เปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งทันที

 

            สิ่งที่อยู่บริเวณพื้นด้านล่างของดาบยักษ์นั้นก็คือ  คนงานจำนวนมหาศาลที่กำลังขุดเจาะผลึกบางอย่างบริเวณฐานของดาบเล่มนั้น  และที่สำคัญคนงานเหล่านั้นกำลังถูกกดขี่และถูกทำร้ายจากผู้คุมงานอีกด้วย

 

“นี่มันอะไรกัน...แค่ขุดแร่ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย”  อากิระกล่าวอย่างหงุดหงิด  จากนั้นเขาก็ไล่สายตาของตนไปทั่วเพื่อมองหาสองพี่น้องที่พบก่อนหน้านี้

 

            และเขาก็ได้เห็นกลุ่มคนงานที่มาใหม่ซึ่งมีสองพี่น้องนั้น  ถูกไล่ให้ลงไปรวมกลุ่มกับคนงานด้านล่างแล้วก็ถูกสั่งให้ขุดแร่เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ  แม้จะไม่ชอบใจเท่าใดนักก็ตามแต่อากิระก็ไม่คิดที่จะทำอะไรวู่วาม  เขาจึงพยายามคิดที่จะหาเบื้องหลังของเหมืองแห่งนี้ให้ได้มากที่สุด

 

            คิดได้เพียงไม่นานนักอากิระก็เริ่มเคลื่อนไหว  เขาที่อยู่ในสภาวะล่องหนนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ๆกับหนึ่งในผู้คุมงานที่แยกตัวออกห่างจากผู้อื่น  จากนั้นอากิระก็ใช้ความเร็วของตนโจมตีใส่ผู้คุมคนงานคนนั้น  แล้วลากร่างของผู้คุมคนงานออกมาให้ห่างจากสายตาผู้คนที่กำลังทำงานอยู่  จากนั้นอากิระก็สร้างม่านพลังเอาไว้เพื่อปิดกั้นไม่ให้ใครเข้ามาได้

 

            อากิระรออยู่ครู่ใหญ่ผู้คุมคนงานก็ฟื้นขึ้นมา  อากิระจึงเอ่ยปากทักทาย  “ฟื้นแล้วหรือครับ  ถ้าอย่างนั้นก็ดีผมมีเรื่องที่อยากถามคุณอยู่พอดีเลย”

 

“ก...แกเป็นใคร  แล้วต้องการอะไรกันแน่”   ชายผู้คุมคนงานกล่าวถามอย่างตื่นตระหนก

“เฮ้อ  ไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลยหรือครับ  ผมก็บอกแล้วไงว่ามีเรื่องอยากจะถามคุณน่ะ”  อากิระกล่าวพลางถอนหายใจ

“จะถามอะไรฉัน”  ผู้คุมคนงานกล่าวอย่างเคร่งเครียด

“ถ้าอย่างนั้นข้อแรกเลยนะครับ  พวกคุณกำลังทำอะไรอยู่กันแน่”  อากิระถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ก็เห็นอยู่ไม่ใช่รึไง  ว่าพวกเรากำลังขุดแร่อยู่น่ะ”  ผู้คุมคนงานตอบโดยไม่สบสายตาของอากิระ

 

            พอได้ฟังดังนั้นมุมปากของอากิระก็กระตุกเล็กน้อย  ก่อนที่รอบตัวของเขาจะปรากฏแรงคุกคามอันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของอากิระ  ทำให้ใบหน้าของผู้คุมคนงานต้องซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“ขอถามอีกครั้งนะครับพวกคุณกำลังทำอะไรอยู่กันแน่”  อากิระกล่าวถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ  กับรอยยิ้มที่แสนเย็นชา

“ร...เราถูกจ้างให้มาขุดเอาแร่ผลึกออกจากบริเวณที่ดาบยักษ์นั่นปักอยู่”  ผู้คุมคนตอบด้วยท่าทางที่ดูกริ่งเกรงกว่าเดิมมาก  สัมผัสของแรงกดดันจากอากิระนั้นรุนแรงมากจนร่างกายของเขาต้องสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว  และต้องตอบคำถามไปตามความจริงเพราะเกรงว่าหากตนโกหกแล้วถูกจับได้ล่ะก็  ชีวิตของตนจะต้องดับลงเป็นแน่

 

“เอาล่ะคำถามต่อไปนะครับ  ใครกันที่ว่าจ้างพวกคุณให้มาทำเรื่องพวกนี้”  อากิระยังคงถามโดยที่ไม่เปลี่ยนท่าที

“ข้าตอบไม่ได้  ถ้าข้าพูดออกไปล่ะก็...”  ผู้คุมคนงานพูดอย่างลำบากใจ

“แต่ถ้าคุณไม่พูด  คุณก็จะตายตรงนี้ครับ”  อากิระกล่าวคำขาดด้วยรอยยิ้มที่แสนเย็นชา  ทำให้ผู้คุมคนงานยิ่งหนักใจกว่าเดิมมาก

“ก็ได้  ข้าบอกก็ได้  ผู้ที่จ้างวานเราก็คือสลาร์ค  พ่อค้ารายใหญ่ประจำเมืองนี้”

 

“งั้นหรือครับ  ถ้างั้นคำถามต่อไป  หากขุดแร่รอบๆดาบนั้นเสร็จแล้ว  พวกคุณคิดจะทำอะไรต่อครับ”  อากิระถามต่ออีกครั้ง

“ข...ข้าไม่รู้  ข้าไม่รู้แล้วจริงๆ”  ผู้คุมคนงานรีบตอบอย่างรวดเร็ว  อากิระจึงมองเข้าไปในดวงตาของผู้คุมคนงานตรงหน้า  และเขาก็มองเห็นได้ว่าผู้คุมคนงานนั้นไม่ได้โกหกแต่อย่างใด  อากิระจึงหลับตาลงแล้วกล่าวขึ้นมา

“เข้าใจแล้วครับ  ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอให้คุณหลับไปสักครู่นะครับ” 

 

            เมื่อสิ้นคำของอากิระแรงกดดันรอบตัวของเขาก็ทวีความรุนแรงขึ้น  จนทำให้ผู้คุมคนงานต้องสลบทันที  จากนั้นอากิระก็เดินออกมาเพื่อที่จะไปจัดการสืบเรื่องต่อจากพ่อค้าที่มีนามว่าสลาร์ค

 

            แต่เมื่อเขาเดินออกมาก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาของอากิระ  นั่นก็คือเหล่าคนงานที่กำลังถูกกดขี่  และสิ่งที่เรียกความสนใจให้กับตัวเขาได้มากที่สุดก็คือ  สองพี่น้องก่อนหน้านี้ที่กำลังถูกทำร้ายจากผู้คุมคนงาน  โดยภาพที่เขาเห็นนั้นก็คือผู้เป็นพี่สาวที่กำลังโอบกอดน้องชายของตน  เพื่อปกป้องน้องชายจากไม้ที่ผู้คุมใช้ฟาดลงมา

 

            พอได้เห็นแล้วใบหน้าของอากิระก็เปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งทันที  ในตอนแรกนั้นอากิระตั้งใจจะไปสืบเรื่องต่อแล้วจัดการกับต้นตอของเรื่องก่อนจะกลับมาช่วยพวกคนงาน  แต่ตอนนี้อากิระเปลี่ยนใจแล้วเขาจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปทันที

 

“พอเถอะค่ะ  ฉันต้องขอโทษแทนน้องชายฉันด้วย  แกยังเด็กเพราะอย่างนั้นอย่าตีน้องของฉันเลยค่ะ”  หญิงสาวกล่าวพลางกอดน้องชายที่กำลังร้องให้เอาไว้แน่น  และใช้ร่างของตนรับไม้ที่ฟาดลงมา

 

“ถ้าแกยังไม่ถอยไปก็ตายซะทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ”  ชายผู้คุมตวาดเสียงดังพร้อมกับฟาดไม้ในลงใส่หญิงสาวเบื้องหน้าอย่างไร้ซึ่งความปราณี  แต่หญิงสาวก็ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากน้องชายของตน  ทำให้ผู้คุมคนงานโกรธมากเขาจึงทิ้งไม้ในมือตนลงพื้น  แล้วหยิบมีดข้างเอวตนขึ้นมาพร้อมกับฟันลงใส่หญิงสาวเบื้องหน้า

 

ทว่าไม่ทันที่มีดในมือของเขาจะได้ฟาดฟันผู้ที่เบื้องล่าง  ผู้คุมคนงานก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นจากแขนไปสู่ทั่วทั้งร่าง  และส่งให้เขาต้องทรุดเข่าลงเพราะความเจ็บปวดนั้น

“อ้าก....  นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย”  ผู้คุมคนงานแผดเสียงร้องดังก้องจนผู้คนในเหมืองหันมามองเป็นตาเดียว  และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นนั้นก็คือร่างของผู้คุมคนงานที่กำลังทรุดอยู่บนพื้น  และไร้ซึ่งมือที่จับอาวุธทำร้ายร่างกายคนงาน  เบื้องหน้าของผู้คุมคนงานนั้นก็คือชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีแดงสดซึ่งกำลังมองผู้คุมด้วยสายตาที่เย็นชา 

 

“แกเป็นใครกันแน่”  ผู้คุมคนงานที่เสียมือไปถามโดยพยายามกลั้นความเจ็บปวด

“คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก  ที่คุณต้องทำก็คือคืนอิสรภาพให้กับเหล่าคนงานทุกคนเท่านั้น”  ชายผู้มีดวงตาสีแดง  หรือก็คืออากิระกล่าวเสียงแข็ง

“อย่าได้ใจนัก  แกคนเดียวจะทำอะไรได้”  ผู้คุมคนงานที่เจ็บปวดเพราะบาดแผลที่เสียมือไปกัดฟันกล่าวอย่างโกรธแค้น  และเมื่อสิ้นคำของเขาเหล่าผู้คุมคนงานหลายสิบคนก็เดินมาล้อมรอบอากิระเอาไว้

“หืม  พวกคุณคิดจะทำอะไรกันครับ”  อากิระกล่าวถามพลางมองไปรอบๆ

“ไม่เห็นต้องถาม  ก็จะฆ่าแกไง”  เหล่าผู้คุมคนงานตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

            อากิระได้รับคำตอบเช่นนั้นก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก  ก่อนจะไล่สายตาไปหาผู้คุมคนงานทุกคน  จากนั้นรอบร่างของเขาก็ค่อยๆปรากฏสายฟ้าแลบออกมา  ผิวกายของอากิระค่อยๆซีดเผือดลงจนกลายเป็นสีขาวโพลน  เช่นเดียวกันกับเส้นผมที่บัดนี้กลายเป็นสีขาวล้วน  ดวงตาสีขาวของอากิระก็กลับกลายเป็นสีดำสนิท  นัยน์ตาสีแดงฉานของอากิระทอประกายมากกว่าเดิม

 

“จะฆ่าผมอย่างนั้นรึ  ทำได้ก็ลองดู”  อากิระกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ  และทันทีที่สิ้นคำร่างของอากิระก็หายไปจากสายตาของทุกคน  และเมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้งเหล่าผู้คุมคนงานทุกคนก็ล้มลงไปทันที  พร้อมกันกับที่ร่างของอากิระกลับมาเป็นปกติ

 

            ผู้คุมคนงานคนแรกที่ถูกตัดมืออกไปเห็นเช่นนั้นก็อ้าปากค้าง  ตอนนี้เขาเริ่มถูกความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจแล้ว  ชายตรงหน้านั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากดูท่าว่าวันนี้เขาคงต้องจบชีวิตลงเป็นแน่

 

            แต่ก่อนที่อากิระจะได้เล่นงานผู้คุมคนงานที่ยังเหลืออยู่  ประตูลับที่ซ่อนที่แห่งนี้เอาไว้ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับคนจำนวนมากที่เดินเข้ามา  และหนึ่งในนั้นก็เดินเข้ามาหาอากิระจากนั้นก็โค้งเป็นการทักทายอย่างสุภาพ

 

“สวัสดีครับท่านนักผจญภัย  ผมชื่ออิสลูห์  เป็นผู้ปกครองของเมืองนี้ครับ”  เมื่อทักทายเรียบร้อยแล้วเขาก็ปรายตามองไปทั่ว  จากนั้นก็หันกลับมามองอากิระอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยถาม  “ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของท่านหรือครับ”

“ถูกต้องครับ  เป็นฝีมือของผมเอง”  อากิระตอบอย่างไม่ปิดบัง

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอขอบคุณมากครับ  เพราะพวกผมพึ่งจะไปจัดการกับสลาร์ค  รวมถึงผู้บงการที่เกณฑ์คนมาที่เหมืองแห่งนี้มาครับ  เพราะฉะนั้นการที่คุณจัดการกำราบพวกที่อยู่ที่นี่แล้ว  จึงถือเป็นการช่วยเหลือผมได้มากเลยครับ”  อิสลูห์กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม  ก่อนจะกล่าวต่อออกคำสั่งกับเหล่าทหารของตน  “จับคนร้ายเอาไว้ให้หมด  แล้วดูแลประชาชนที่ถูกเกณฑ์มาด้วย”

 

            สิ้นคำสั่งของอิสลูห์เหล่าทหารก็แยกย้ายกันไปจัดการตามคำสั่ง  จากนั้นอิสลูห์ก็หันมายิ้มให้อากิระอีกครั้งพร้อมกับกล่าวเชิญ  “ผมอยากจะเชิญท่านไปยังปราสาทประจำเมืองหน่อยครับ  ผมอยากจะเลี้ยงอาหารเพื่อเป็นการขอบคุณท่าน”

 

“แล้วสลาร์คกับผู้ที่บงการเรื่องนี้ล่ะครับ”  อากิระถามเสียงเรียบ

“ครับ  ทั้งสองถูกคุมขังเอาไว้ที่ปราสาทเรียบร้อยแล้วครับ”  อิสลูห์ยังคงรอยยิ้มเอาไว้แล้วตอบคำถาม

“ถ้าอย่างนั้นผมขอพบคนพวกนั้นหน่อยได้มั้ยครับ”  อากิระยังคงถามต่อ

“ไม่มีปัญหาครับ  เพราะคุณเองก็ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้ความร่วมมือกับคดีนี้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงครับ”  อากิระได้รับคำตอบเช่นนั้นก็ตกลงที่จะตามไปยังปราสาทประจำเมืองทันที

 

 

            ไม่นานนักอากิระก็ตามอิสลูห์มาถึงปราสาทอาคาเดีย  เมื่อมาถึงอิสลูห์ก็จัดงานเลี้ยงให้แก่อากิระอย่างยิ่งใหญ่  อากิระเห็นเช่นนั้นจึงไม่อาจปฏิเสธและจำใจร่วมงานเลี้ยงนี้  และเมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งงานเลี้ยงจบลง  สิ่งที่อากิระต้องการก็มาถึง

 

“เอาล่ะครับท่านนักผจญภัย  ผมจะพาท่านไปพบกับสลาร์คและผู้ที่บงการเรื่องการเกณฑ์คนไปยังเหมืองนั้นครับ”  อิสลูห์กล่าวขึ้นมา

“ถ้าอย่างนั้นก็นำทางไปเลยครับ”  อากิระได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่รอช้าบอกให้อิสลูห์นำทางทันที

 

            จากนั้นอิสลูห์ก็นำทางอากิระไปยังห้องคุมขัง  ซึ่งอยู่ที่ชั้นใต้ดินของปราสาทแห่งนี้  ตลอดทางเดินที่อิสลูห์นำทางไปนั้นเป็นทางเดินยาวที่มืดและแคบ  เมื่อผ่านทางเดินมาแล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของอากิระนั้นก็คือห้องขังมากมายที่เรียงรายกัน

 

“ห้องนี้แหละครับ”  อิสลูห์กล่าวขึ้นพร้อมกับหยุดลงที่หน้าห้องขังห้องหนึ่ง  อากิระจึงเดินตามไป  จากนั้นอิสลูห์จึงเปิดประตูห้องขังนั้นให้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม  “เชิญตามสบายเลยครับ”

 

            พออากิระได้ฟังดังนั้นก็เดินเข้าสู่ห้องขังนั้นไป  เพื่อหวังจะพบกับสลาร์คและผู้บงการเรื่องราวทั้งหมด  จะได้สอบถามเรื่องที่ตนอยากรู้  แต่ทว่าเมื่ออากิระก้าวเข้ามาในห้องขังแล้วอิสลูห์ก็ปิดประตูห้องขังทันที  พร้อมกับแผดเสียงหัวเราะขึ้น

 

“ฮ่าๆๆ  ไอ้นักผจญภัยหน้าโง่   อยู่ในนั้นไปจนกว่าข้าจะจัดการเรื่องที่เหมืองนั้นเสร็จก่อนเถอะ”

“นี่มันหมายความว่ายังไงกันครับ”  อากิระขมวดคิ้วถามอิสลูห์

 

“ผู้บงการตัวจริงก็คือข้านี่แหละ  กรงขังนี่น่ะจะทำให้แกใช้เวทมนต์ไม่ได้  แล้วก็อาหารที่แกกินเข้าไปน่ะข้าได้ใส่ยาพิษไว้ทั้งหมดแล้ว  เชิญทรมานกับพิษนั้นจนตายไปเสียเถอะ  ฮ่าๆๆ”  อิสลูห์ตะเบ็งเสียงหัวเราะดังลั่นก่อนที่จะเดินจากไป  โดยทิ้งอากิระเอาไว้ในกรงขังเบื้องหลัง

 

            อากิระที่รู้ตัวว่าโดนหลอกเข้าเสียแล้วก็รู้สึกโกรธมาก  แต่ก่อนที่อากิระจะได้ทำอะไรก็มีเสียงหนึ่งเรียกเขาเสียก่อน  “เจ้าเป็นใครกัน”

 

            อากิระรีบหันไปมองยังต้นเสียงนั้นทันที  และสิ่งที่เขาเห็นก็คือชายสองคนที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่  และที่สำคัญหนึ่งในสองคนนั้นยังมีใบหน้าที่เหมือนกับอิสลูห์ทุกกระเบียดนิ้วอีกด้วย

 

“พวกคุณคือ...”  อากิระถามอย่างสงสัย

“ข้ารึ  ข้าก็คืออิสลูห์เจ้าเมืองตัวจริง  และนี่ก็คือสลาร์คพ่อค้าใหญ่ประจำเมืองนี้ยังไงล่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 216 ครั้ง

2,695 ความคิดเห็น

  1. #2108 The Killer Princess (@rebornmini) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 18:38
    ไม่มีความสงสัยเลยเนอะอากิระ หรือจงใจโดนหลอก?
    #2108
    0
  2. #2001 smc38752 (@smc38752) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 12:28
    บทจะโดนหลอกก็เขียนซะโง่เลย หรือแกล้ง?
    #2001
    0
  3. #1896 หมูน้อยหงอยเหงา (@Oingfa08) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 09:00
    จงใจโดนหลอกใช่ไหม
    #1896
    0
  4. #1890 RajitpitSupo (@RajitpitSupo) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 07:17
    เอ่อ อากิระ โดนหลอกจริงหนือแกล้ง
    #1890
    1
  5. #1889 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 23:44
    แกล้งโง่ได้เอิ่ม...
    #1889
    0
  6. #1887 Deathlone (@techophuge55) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 23:15
    ใช้เวทย์ไม่ได้ ก็ใช้ปราณกับพลังจิตออกไปได้อยู่ดี อีกอย่างมีปราณวิหคเพลิงอมตะด้วยน่าจะล้างพิษได้อยู่แล้วแหละ
    #1887
    0
  7. #1886 hanatsuki33 (@hanatsuki33) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 23:03
    อืม โดนหลอกง่ายจัง ขนาดเรายังคิดว่าแปลกๆเลยอ่ะ แกล้งจิงอ่ะ?
    #1886
    0
  8. #1885 ford042 (@ford04) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:58
    ทำไมอยู่ดีๆก็โง่เชยยย หรือแกล้งให้โดนจับวะ???
    #1885
    0
  9. #1884 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:35
    ขอบคุณครับ
    #1884
    0
  10. #1883 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:28
    จะโดนหลอกง่ายไปไหมหรือตั้งใจ?

    จู่ๆก็โผล่ออกมาแบบนั้นมันน่าสงสัยจะตายไป
    #1883
    0
  11. #1882 KIZUkinada (@Haruhi13) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:21
    ทั้งๆที่กุว่าพระเอกฉลาดรอบคอบแท้ๆ สงสัยจำผิดเรื่อง
    #1882
    0
  12. #1881 Faye Februsche (@ApichayaJamnoi) (จากตอนที่ 172)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 22:21
    รอต่อจ้า สู้ๆน้า
    #1881
    0