Destiny Fantasia Online โลกแฟนตาซีไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 207 : ภาค2 บทที่53 การประชุมครั้งใหญ่(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3830
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 325 ครั้ง
    7 ก.ย. 61


            เทมเพสต์นั่งอารมณ์เสียอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของหัวหน้ากิลด์ โดยที่ในห้องนั้นนอกจากเขาแล้วยังมีอากิระที่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเอง  เมเทียร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ  และไอริสที่พึ่งจะเดินเข้ามา  เมื่อเธอสังเกตเห็นใบหน้าของเทมเพสต์จึงเอ่ยถาม

 

“นี่นายยังทำหน้าแบบนั้นอยู่อีกเหรอเนี่ย”

“เหอะ  เธอก็พูดได้ดิ  เธอไม่ได้โดนเตะจนเกือบตายแบบฉันนี่หว่า” เทมเพสต์พูดโดยที่ไม่ยอมสบตาไอริส  เขายังรู้สึกผิดที่ทำให้ไอริสร้องให้อยู่  ซึ่งไอริสเองก็เข้าใจแต่เธอก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรดีจึงไม่พูดอะไร

“เห้อ  แกนี่จะจริงจังเกินไปแล้วนะ  ฉันก็อุตส่าห์ช่วยทำงานแทนเป็นการชดเชยแล้วไง”  อากิระยิ้มกล่าวกับเพื่อนสนิท

“เหรอ  ทำแทนเหรอ  นั่นมันหน้าที่แกอยู่แล้วโว้ย  ที่ผ่านมาแกโยนให้ฉันต่างหาก”  เทมเพสต์แยกเขี้ยวใส่อากิระ

“ว่าแต่อากิระไม่เตรียมตัวเหรอ  พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลาประชุมกับกิลด์อื่นๆแล้วนะ”  เมเทียร์กล่าวถามแฟนหนุ่ม

“อ๋อ  เรื่องนั้นผมเตรียมตัวพร้อมแล้วล่ะครับ”  อากิระวางมือจากเอกสารตรงหน้าแล้วกล่าวตอบ  พลางมองไปยังหน้าต่าง  ซึ่งบัดนี้เหล่าสมาชิกกิลด์กำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น  เพื่อที่จะเก็บรายละเอียดขงงานประชุมที่จะจัดขึ้น

“ว่าแต่ไอริสเข้ามาในห้องนี้มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

“จริงสิอากิระกกุธภัณฑ์แห่งความมืดน่ะ  เสียหายหนักจนซ่อมไม่ได้แล้ว   แต่เพราะไอเทมวัตถุดิบที่นายเอามาให้รวมกับหัวใจมนตราแล้ว  ทำให้ฉันสร้างอาวุธที่ดีกว่าเดิมเสร็จแล้วเลยเอามาให้น่ะ”  กล่าวจบไอริสก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาแล้วโอนไอเทมให้อากิระ  ซึ่งอากิระก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูแล้วยิ้มอย่างพอใจ

 

 

ไอเทม

ศาสตรามารจักรกล – กกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้ง  อาวุธระดับสิบเอ็ด

พลังโจมตี 84,000

ทุกครั้งที่โจมตีจะมีโอกาส25%ที่จะทำลายอาวุธของเป้าหมายที่มีระดับไม่เกินสิบ

เมื่อสวมใส่ไอเทมนี้พลังพิเศษของผู้สวมใส่จะฟื้นฟูเร็วขึ้น 80%

เมื่อพลังชีวิตหรือพลังพิเศษของผู้สวมใส่ฟื้นฟูขึ้น  จะเพิ่มพลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่เท่ากับ 5% ของพลังชีวิตหรือพลังพิเศษที่ฟื้นฟูขึ้นมาเป็นเวลาสิบนาที  สามารถทับซ้อนกันได้ห้าครั้ง

 

เมื่อสวมใส่จะได้รับทักษะ

ผสานมนตรา – บรรจุพลังเวทมนต์เพื่อเพิ่มค่าสถานะและความสามารถตามธาตุและระดับของเวทมนต์

คลื่นระเบิดมนตรา – ปลดปล่อยพลังเวทย์ที่ผนึกไว้เพื่อเปลี่ยนเป็นคลื่นพลังโจมตีสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

การ์เดี้ยนโหมด – เปลี่ยนรูปลักษณ์ของกกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งเป็นรูปแบบที่สอง

 

            รูปแบบที่สอง

พลังโจมตี 42,000

พลังป้องกัน 55,000

เพิ่มอัตราการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังพิเศษทุกชนิด  60%

ทุกครั้งที่ถูกโจมตีจะมีโอกาสลดความเสียหายที่ได้รับ 50%  และสะท้อนความเสียหาย 30% ให้แก่ผู้โจมตี

เมื่อผู้ได้รับความเสียหายจะมีโอกาส 25%  ที่จะเปลี่ยนความเสียหายนั้นมาฟื้นฟูพลังชีวิต

 

เมื่อสวมใส่จะได้รับทักษะ

ปราการอันสมบูรณ์แบบ  – สร้างโล่ป้องกันความเสียหายทั้งหมด  เมื่อใช้ทักษะนี้แล้วจะไม่สามารถใช้ได้อีกเป็นเวลา 10 นาที

อัศวินของพระเจ้า – เพิ่มค่าสถานะทั้งหมด 25% เป็นเวลา 10 นาที  และเพิ่มอัตราการฟื้นฟูพลังชีวิต 50% เป็นเวลา 20 นาที  เมื่อใช้ทักษะนี้แล้วจะไม่สามารถใช้ได้อีกเป็นเวลา 3 ชั่วโมง

สไตรค์โหมด – เปลี่ยนรูปลักษณ์ของกกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งเป็นรูปแบบที่หนึ่ง

 

            อากิระทดลองเรียกกกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งออกมา  ที่แขนซ้ายของอากิระปรากฏปลอกแขนโลหะสีดำสนิทหุ้มยาวถึงข้อศอก  ที่บริเวณหลังมือนั้นปรากฏสัญลักษณ์รูปดาวหกแฉกที่มีอัญมณีสีฟ้าสดอยู่ตรงกลาง  ที่นิ้วทั้งห้านั้นกางออกเป็นกรงเล็บอันแหลมคม  อากิระทดลองผนึกพลังเวทย์ลงไปกกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งก็เปล่งแสงออกมาเป็นรูปวงจรไฟฟ้าสีแดง


“เห...ทำไมถึงมีแค่ข้างเดียวล่ะครับ”  อากิระกล่าวถามพลางมองอาวุธใหม่ของตนอย่างสนใจ

“ก็เพราะฉันเห็นนายได้ดาบเล่มใหม่มา  ก็เลยคิดว่าสร้างอาวุธที่นายยังขาดจะดีกว่าน่ะ  หรือว่าไม่ชอบเหรอ”  ไอริสอธิบาย

“เปล่าหรอกครับ  ผมแค่สงสัยเท่านั้นเอง” 

“งั้นเหรอ  ถ้างั้นขอบอกเลยนะว่าอาวุธชิ้นนี้มีลูกเล่นที่น่าสนใจด้วย  ลองใช้โหมดที่สองดูสิ”  ไอริสยิ้มกล่าวเมื่อเห็นอากิระมีท่าทีถูกใจอาวุธที่ตนสร้าง

“ถ้างั้น...การ์เดี้ยนโหมด”

 

            กกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งที่สวมอยู่บนแขนของอากิระเปล่งแสงสว่างออกมา  จากนั้นแสงสว่างเหล่านั้นก็เข้าปกคลุมร่างอากิระไว้จนหมดสิ้น  เมื่อแสงสว่างจางหายไปก็ปรากฏให้เห็นอากิระที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีขาวขลิบทอง  ที่บริเวณคอและบ่าของเขาประดับด้วยขนสัตว์สีขาวสะอาดตา  และมีแถบริ้วสีขาวขลิบทองห้าสายยาวออกไปด้านหลังของเขา

 

“เป็นไงถูกใจรึเปล่า”

“สุดยอดเลยครับ  ขอบคุณนะครับไอริส”  อากิระกล่าวอย่างยินดีก่อนที่จะเปลี่ยนกกุธภัณฑ์แห่งความขัดแย้งให้กลับสู่รูปแบบที่หนึ่ง  ซึ่งไอริสก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน 

“อากิระเริ่มมีคนจากกิลด์อื่นมาแล้วนะ” เมเทียร์กล่าวเตือนพร้อมกับชี้ไปทางหน้าต่าง  ซึ่งอากิระก็เดินไปมองตามที่เมเทียร์ชี้ไป  ตัวแทนจากกิลด์อื่นที่กำลังผ่านกำแพงปราสาทเข้ามานั้นมีอยู่สามกลุ่มด้วยกัน  ซึ่งสองในสามกลุ่มนั้นอากิระก็รู้จักเป็นอย่างดี

“เห  ไลเกอร์กับอเมทิสต์มาเร็วจังเลยนะครับ  แล้วอีกกลุ่มนั่นมาจากกิลด์อะไรครับ”

“มาจากกิลด์วังเก้าวารี”  เมเทียร์ตอบพร้อมกับมองไปยังหญิงสาวที่เดินนำกลุ่มของตน  “ผู้หญิงที่เดินนำขบวนนั้นชื่อว่าฟางฟาง  เธอคือหัวหน้ากิลด์คนใหม่ที่บอกว่าต้องการจะเป็นพันธมิตรกับเราไงล่ะ” 

“หืม  วังเก้าวารีมีการเปลี่ยนผู้นำงั้นหรือครับเนี่ย”  อากิระมองกลุ่มตัวแทนของวังเก้าวารีด้วยความสนใจ  “ยังไงก็เถอะในเมื่อมีแขกมาเจ้าบ้านที่ดีก็ต้องลงไปต้อนรับ”

 

            กล่าวจบอากิระก็กระโดดออกทางหน้าต่าง  เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนสามารถไปถึงกำแพงของปราสาทได้ในเวลาเพียงพริบตา  ร่างของอากิระปรากฏขึ้นต่อหน้าตัวแทนจากทั้งสามกิลด์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ทำให้เหล่าตัวแทนจากทั้งสามกิลด์ตกใจไปบ้างเล็กน้อย  แต่ก็คลายท่าทีลงเมื่อเห็นว่าผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคืออากิระอีกทั้งยังมีทีท่าเป็นมิตรอีกด้วย

 

            ตัวแทนจากทั้งสามกิลด์ที่มาประกอบด้วย  สมาชิกจากกิลด์พยัคอัคคี ได้แก่ไลเกอร์  วอร์เรส  ฟราน่า  สเกาต์  และมาเรีย   ต่อมาสมาชิกจากกิลด์อัญมณีแสงจันทร์อันประกอบไปด้วย  อเมทิสต์  ไพลิน  รูบี้  แอมเบอร์  และสมาชิกอีกนึ่งคนที่เป็นหญิงสาวผมสีเหลืองทอง  และนัยน์ตาสีเดียวกัน  เธอคือหนึ่งในสมาชิกระดับหัวหน้าคนใหม่  ชื่อของเธอคือบุษราคัม 

 

และสุดท้ายคือตัวแทนจากกิลด์วังเก้าวารี  ได้แก่ฟางฟาง หญิงสาวที่มีใบหน้าน่ารักสดใส  เธอมีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์  และนัยน์ตาสีม่วงอ่อน  คนต่อมาคือชายหนุ่มที่มีผมสีเขียวอ่อน  และใบหน้าที่เต็มไปด้วยแววของความสนุกสนาน  นามของเขาคือลู่อิ่ง  คนถัดมาคือหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย  เจ้าของผมสีดำยาวถักไว้เป็นเปียสองหาง  ชื่อของเธอคือเหม่ยหลิน  คนที่สามเป็นชายหนุ่มท่าทางเคร่งขรึม  เขาไว้ผมสั้นสีขาว ชายคนนี้ชื่อหลานฟง  และคนสุดท้ายเป็นชายร่างกำยำ  มีผมสีแดงราวกับเปลวไฟ  ชื่อของชายคนนี้คือ อู่เฟย  ซึ่งอากิระเองก็ยิ้มต้อนรับพวกเขาทุกคนก่อนจะทักทาย

 

“ยินดีต้อนรับครับ  ตัวแทนจากทั้งสามกิลด์  ผมต้องขออภัยด้วยนะครับที่ไม่ได้ไปเชิญด้วยตัวเอง”  อากิระกล่าวด้วยคำพูดอย่างเป็นทางการ  และแสดงท่าทีที่สุภาพ

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกอากิระ”

“พวกเราเข้าใจค่ะ  ว่าคุณน่าจะมีงานที่ต้องจัดการเยอะเลย”  ไลเกอร์แลอเมทิสต์ยิ้มทักทายโดยไม่พยายามพูดถึงเรื่องที่เขาพันมือ  เพราะไม่อยากให้อากิระลำบากใจ

“ขอบคุณครับไลเกอร์  อเมทิสต์  แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ  คุณฟางฟางและเหล่าตัวแทนจากสมาชิกกิลด์วังเก้าวารี”

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ  คุณอากิระ” ฟางฟางกล่าวด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

“เอ่อ  เราเคยเจอกันมาก่อนหรือครับ”  อากิระถามด้วยความสงสัยในท่าทีของฟางฟาง

“ค่ะ  เราเคยเจอกันครั้งเดียว  คุณคงจำฉันไม่ได้หรอกค่ะ  แต่ฉันนั้นไม่เคยลืมคุณเลย”  ฟางฟางกล่าวด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน  แต่เมเทียร์ที่ได้เดินลงมาจากปราสาทและได้ยินกลับมีสีหน้าที่เจื่อนลง

“เหรอครับ  ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขออภัยด้วยที่ผมจำคุณไม่ได้” 

“ไม่หรอกค่ะ  เราเคยเจอกันเพียงครั้งเดียว  แต่เพราะคุณเคยช่วยเหลือฉันไว้  ฉันจึงจำคุณได้เท่านั้นเอง”  ฟางฟางยิ้มตอบ  แม้ว่าอากิระจะจำเธอไม่ได้แต่เธอรู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายเป็นคนที่พูดและยอมรับตรงๆ

“ถ้าอย่างนั้นขอเชิญทุกคนเข้ามาพักในปราสาทก่อนเถอะครับ  ผมได้เตรียมที่พักไว้ให้แล้ว”  อากิระกล่าวพร้อมกับผายมือไปทางปราสาท  ซึ่งทุกคนก็เดินเข้าปราสาทอย่างไม่ขัดข้อง  เพื่อที่จะพักผ่อนและเตรียมตัวเพื่อการประชุมในวันรุ่งขึ้น

 

 

            ยามเช้าของเมืองแห่งฤดูหนาวนั้นโปรยปรายด้วยหิมะ  ทิวทัศน์สีขาวบริสุทธิ์ที่ปรากฏนั้นงดงามเกินกว่าจะบรรยาย  ปราสาทขนาดใหญ่เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางทุ่งหิมะนี้นั้นมีการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดของปราสาทนี้  ภายในห้องโถงใหญ่ของวังผลึกไอเย็นปราสาทของกิลด์วิหคราตรีที่สามารถบรรจุคนได้นับพันกลับเต็มไปด้วยตัวแทนจากกิลด์ต่างๆนับร้อยกิลด์

 

            โดยที่นั่งสำหรับเหล่าตัวแทนจะแบ่งออกเป็นสองชั้น  ชั้นแรกนั้นเป็นที่นั่งที่ติดกับโต๊ะประชุม  ที่นั่งในชั้นนี้นั้นจะมีไว้สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำของเหล่าตัวแทนที่มาประชุม  ส่วนชั้นที่สองนั้นจะเป็นที่นั่งที่จัดไว้ด้านหลังของผู้นำ  ซึ่งที่นั่งชั้นนี้จะมีไว้เพื่อให้เหล่าสมาชิกตัวแทนที่เหลือได้นั่ง  ทุกที่นั่งนั้นมีตัวแทนจากกิลด์ต่างๆจับจองไว้จนเกือบหมด  เหลือเพียงแค่สามที่นั่งเท่านั้นที่ว่างเปล่า

 

“ดูเหมือนจะไม่มาสามกิลด์สินะ”  ชายหนุ่มเจ้าของตาสีแดงที่นั่งอยู่ปลายด้านหนึ่งของโต๊ะกล่าวขึ้น  “ถ้างั้นเรามาเริ่มการประชุมกันเลยดีกว่านะครับ”

 

            เสียงที่ดังขึ้นนั้นเรียกสายตาของเหล่าตัวแทนจากกิลด์ต่างๆให้ไปมองที่ต้นเสียง   และตั้งใจที่จะฟังคำพูดของชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าของกิลด์วิหคราตรี  ผู้ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมครั้งนี้  เขายิ้มให้แก่ทุกคนและเริ่มกล่าวเปิดการประชุม

 

“ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ทุกคนมาร่วมการประชุมนะครับ”  ใบหน้าของอากิระยังคงไว้ซึ่งอย่างไม่เปลี่ยนแปลง  “ทุกคนคงจะพอทราบเหตุการณ์ใหญ่เกี่ยวกับกิลด์ของผมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้แล้วสินะครับ”

 

            พออากิระกล่าวจบก็มีเสียงพูดคุยของเหล่าตัวแทนดังขึ้น  เพราะไม่มีใครคิดเลยว่าเขาจะเข้าเรื่องเร็วเช่นนี้  จะมีก็เพียงพวกไลเกอร์กับอเมทิสต์ที่รู้จักอากิระดีที่ไม่แปลกใจอะไร  และฟางฟางที่ดูจะไม่รู้สึกแปลกใจเหมือนคนอื่นๆ และเธอก็เป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นกล่าว

 

“ถ้าหมายถึงเหตุการณ์ที่เขาพันมือล่ะก็  ฉันเชื่อว่าทุกท่านคงจะทราบแล้วล่ะค่ะ”

“นั่นสินะครับ  ถ้าอย่างนั้น....”

 

            ไม่ทันที่อากิระจะได้กล่าวจบประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออกพร้อมกับสมาชิกกิลด์คนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน  เขาก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมให้แก่อากิระ  ซึ่งอากิระก็พยักหน้าให้แล้วกล่าวถามสาเหตุที่สมาชิกคนนี้เข้ามา


“มีอะไรหรือครับ  รีบร้อนเชียว”

“ท่านอากิระ  กิลด์ร้อยอสูรเจ็ดพิภพ  และกิลด์มายานรก จับมือกับกิลด์แมงมุมอสูร  ยกกองทัพมาโจมตีเรา  ตอนนี้พวกปีกมารกำลังออกไปรับหน้าอยู่ครับ”  สมาชิกกิลด์หนุ่มรีบรายงานเมื่อเห็นว่าหัวหน้าตนอนุญาต

 

            คำรายงานที่ได้รับฟังนั้นทำให้เหล่าตัวแทนจากกิลด์ต่างๆเริ่มวิตก  เพราะพวกเขานั้นเดินทางมาเพียงแค่กิลด์ละไม่เกินห้าคนเท่านั้น  ต่อให้ร่วมมือกับกิลด์วิหคราตรีกำลังคนก็ยังไม่มากพอที่จะรับมือกับกองทัพของกิลด์ใหญ่ถึงสามกิลด์ได้อย่างแน่นอน  ในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลนี้อากิระก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกกจากห้องโถงโดยมีเหล่าปีกศักดิ์สิทธิ์ออกไปติดๆ  พอได้เห็นเช่นนั้นเหล่าตัวแทนจากกิลด์ต่างๆจึงลุกขึ้นและตามออกไป

 

            ห่างออกไปจากกำแพงปราสาทไม่กี่กิโลเมตร  มีกองทัพขนาดใหญ่ตั้งอยู่  จำนวนจากที่มองด้วยสายตาแล้วมีไม่ต่ำกว่าแปดหมื่นคน   และที่ตรงกลางระหว่างปราสาทของกิลด์วิหคราตรีกับกองทัพนั้นก็มีคนสองกลุ่มที่ยืนประจันหน้ากัน  หนึ่งกลุ่มนั้นคือเหล่าผู้เล่นที่เป็นระดับหัวหน้าของกองทัพที่อยู่ด้านหลัง  ส่วนอีกหนึ่งคือผู้เล่นสี่คนที่มีสัญลักษณ์รูปปีกสีดำแซมแดง  สมาชิกระดับปีกมารแห่งกิลด์วิหคราตรี  หรือที่ถูกเรียกว่าหน่วยองครักษ์นั่นเอง

 

“แหม  ถึงจะเป็นศัตรูกัน  แต่ก็ไม่นึกเลยว่าจะไร้มารยาทขนาดที่ปฏิเสธคำเชิญ  แล้วมาโจมตีในเวลาที่กิลด์ของเรามีงานสำคัญแบบนี้เลยนะคะ  คุณหัวหน้ากิลด์ร้อยอสูรเจ็ดพิภพ  และคุณหัวหน้ากิลด์มายานรก”  หญิงสาวเจ้าของผมยาวสีแดงเอเลน่ากล่าวอย่างใจเย็น  ดวงตาสีดำสนิทของเธอมองไปรอบๆเพื่อประเมินสถานการณ์

“แหม  อย่าหาว่าเสียมารยาทสิครับ  เราก็แค่อาศัยโอกาสที่ดีเท่านั้นเอง”  ชายผมสีขาวผู้ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มกล่าวตอบ  ชายคนนี้มีนามว่าครูซ  หัวหน้ากิลด์ร้อยอสูรหกพิภพชายผู้มีฉายาอสูรกาย

 

“หืม  ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าคุณหัวหน้ากิลด์แมงมุมอสูรก็เห็นด้วยหรือคะ”  เอเลน่าหันไปถามชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำตาลไหม้  แมงมุมมายา  เรคอม  หัวหน้ากิลด์แมงมุมอสูร  ซึ่งเขาไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้าให้เท่านั้น

“พอกันที่เอเลน่า  เลิกเจรจากับเจ้าพวกคนแบบนี้ได้แล้วมันเสียเวลานะ  ดูสิพวกครูฝึกออกมาแล้ว”  หญิงสาวเจ้าของผมสั้นประบ่าสีน้ำตาลดำ  ลาพิสกล่าวพร้อมกับชี้ไปทางด้านอากิระ

 

            เมื่อทั้งสามคนหันมองมาตามที่ลาพิสชี้ก็หน้าซีดเผือดราวกับเจอภูตผีปีศาจ  ที่ตรงนั้นคืออากิระที่ยืนยิ้มให้อย่างใจดี  แต่ในสายตาของเหล่าปีกมารกลับมองเห็นราวกับเป็นรอยยิ้มประหาร  พอเห็นเช่นนั้นแฟงก์ชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำเงินก็กล่าวด้วยรอยยิ้มแหยๆ

 

“เอ่อ  ฉันว่าเรารีบจัดการดีกว่า  เดี๋ยวถ้าเขาอารมณ์ไม่ดีแล้วจะยุ่ง”

 

“เห็นด้วย”  ฟอลค่อนกล่าวสั้นๆแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเห็นด้วย

“แหม  ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้นะครับ”  อากิระปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของทั้งสี่คน  แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม  คราวนี้ไม่เพียงแค่ปีกมารทั้งสี่เท่านั้น  แต่ทุกคนนั้นถึงกับอ้าปากค้างเพราะไม่มีใครมองทันว่าอากิระเคลื่อนไหวตอนไหน

“เอ่อ  ครูฝึกคะพวกเราไม่ได้...”  เอเลน่าพยายามจะกล่าวเพื่อแก้ตัวแต่อากิระยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้หยุดพูด  จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้น

“ทั้งสี่คนแสดงฝีมือหน่อยครับ  จัดการ “ศัตรู” ให้สิ้นซากซะ”

 

            กล่าวจบอากิระก็หายตัวไปอีกครั้ง  แล้วปรากฏขึ้นตรงหน้าของเหล่าตัวแทนจากกิลด์ต่างๆที่มาประชุม  เขาไม่แม้แต่จะชายตามองกองทัพที่อยู่เบื้องหลัง  แต่กลับยิ้มให้เหล่าผู้เล่นตัวแทนจากต่างกิลด์แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ไม่ต้องห่วงนะครับ  ผมได้ให้สัญญาไว้แล้วว่าจะมอบความปลอดภัยให้พวกคุณ  ดังนั้นวันนี้พวกคุณทำตัวตามสบายได้เลยครับ”  สิ้นคำของอากิระเอเลน่าก็เริ่มลงมือทันที

 

“สมาชิกที่ต้องการแสดงฝีมือให้ท่านหัวหน้าได้เห็น  จงตามฉันมา”  เอเลน่ากล่าวจบก็พุ่งเข้าหากองทัพสามกิลด์ที่ตั้งขบวนทันที  โดยที่มีสมาชิกกิลด์จำนวนมากรีบตามเธอไป  เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเอเลน่าก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้ากองทัพของกิลด์ศัตรูพร้อมกับวงแหวนเวทมนต์ขนาดใหญ่

 

มหาเวทย์ระดับหก – คมเขี้ยวอสูรเพลิง

 

            เปลวเพลิงอันร้อนแรงพวยพุ่งออกจากวงแหวนเวทมนต์เบื้องหน้าเอเลน่า   แล้วก่อตัวเป็นคมเขี้ยวขนาดใหญ่สี่สายเข้าขย้ำกองทัพศัตรู  พร้อมกันกับที่สมาชิกกิลด์วิหคราตรีที่เข้าโจมตีกองทัพศัตรูอย่างไม่เกรงกลัวแม้ว่าพวกตนจะมีจำนวนน้อยกว่าก็ตาม  แต่พวกเขาก็สามารถรับมือกับกองทัพศัตรูได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ

 

            กองทัพของกิลด์ทั้งสามนั้นไม่มีคนคอยควบคุม  แม้คนจะเยอะกว่าก็ตามแต่การโจมตีแต่ละครั้งของเอเลน่าก็จัดการผู้เล่นไปได้หลายร้อยคน  อีกทั้งสมาชิกกิลด์วิหคราตรีที่ฝึกฝนด้วยแผนการพัฒนาฝีมือของอากิระ  ทำให้แม้แต่สมาชิกระดับล่างสุดก็ยังรับมือผู้เล่นในระดับเดียวกันได้นับสิบคนพร้อมกัน  หัวหน้ากิลด์ทั้งสามเห็นเช่นนั้นจึงคิดจะกลับไปหากองทัพของตน  หากแต่ก้าวออกไปได้เพียงครึ่งก้าว  เบื้องหน้าของพวกเขาก็ถูกขวางไว้โดยปีกมารอีกสามคนที่เหลือ

 

“จะรีบไปไหนล่ะ  คุณครูซ” แฟงก์ยิ้มกล่าวกับหัวหน้ากิลด์ร้อยอสูรเจ็ดพิภพ  โดยที่ในมือของแฟงก์นั้นกระชับมีดสั้นไว้ถึงสี่เล่ม

“เกะกะ  ถอยไปซะไอ้ลูกกระจ๊อก”  ครูซตวาดลั่นพร้อมกับตวัดดาบเข้าใส่แฟงก์ทันที

 

            ทว่าแฟงก์กลับยิ้มอย่างผู้มีชัย  เขาเบี่ยงตัวหลบแล้วปามีดเข้าใส่ครูซ  มีดทั้งสี่เล่มปักเข้าที่ข้อมือ  ต้นแขน  ต้นขา  และท้องของครูซโดยไม่มีเล่มใดเลยที่จะพลาดเป้า  จากนั้นแฟงก์ก็อาศัยความเร็วของตนหมุนตัวอ้อมไปด้านหลังของครูซแล้วตวัดขาเตะเข้าเต็มแรง  จนร่างของครูซต้องเซถลาล้มลงไป

“เห...หัวหน้ากิลด์มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ”  แฟงก์กล่าวพร้อมกับผนึกพลังขึ้น

 

วิชาสังหาร – ฝนสังหาร

 

            ครูซที่ตั้งตัวได้รีบหันกลับมามองแฟงก์ด้วยแววตาที่โกรธเกรี้ยว  แต่ทันทีที่หันกลับมาดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเบิกกว้างแทน  เพราะที่อยู่เหนือร่างของแฟงก์คือคมมีดนับพันที่เล็งมาที่เขา    พร้อมกับที่แฟงก์ค่อยๆยกมือขึ้นฟ้า

“สู้กับนายนี่น่าเบื่อชะมัด  จบเลยละกัน”  สิ้นคำแฟงก็สะบัดมือลง  พร้อมกันกับที่คมมีดหลายพันเล่มพุ่งเข้าโจมตีครูซอย่างไร้ปราณี

 

 

            ทางด้านหัวหน้ากิลด์มายานรกเองก็ถูกขวางไว้โดยชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำทะเล  ปืนในมือของเขาจ่อไว้ที่ใบหน้าของชายผู้เป็นหัวหน้ากิลด์มายานรก  ชายผู้นี้ก็คือฟอลค่อนหนึ่งในปีกมารแห่งกิลด์วิหคราตรี 

 

“อย่าขยับดีกว่านะ  ไม่งั้นสมองเป็นรูแน่”  ฟอลค่อนกล่าวเสียงเรียบ

“หนอย...แก  อย่ามากำแหงนะ  แกรู้มั้ยว่าฉันน่ะคือ...” หัวหน้ากิลด์มายานรกกล่าวด้วยโทสะ  แต่ก็ถูกฟอลค่อนขัดขึ้นมา

“แกจะเป็นใครก็ช่าง  ชื่อของคนที่กำลังจะตายน่ะ  ไม่มีค่าให้จดจำหรอก” 

“หนอยแก  ถ้างั้นแกก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าคนที่กำลังจะฆ่าแกเป็นใคร” 

 

            หัวหน้ากิลด์มายานรกตวาดลั่นพร้อมกับเร่งพลังของตนขึ้น  พริบตานั้นพื้นที่ทั้งหมดก็บิดเบี้ยว  ฟอลค่อนที่ยืนอยู่บนพื้นดินก็ถูกหมุนร่างให้ลอยคว้างกลางอากาศ  จากนั้นก็ปรากฏอสูรกายขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนกับมังกรออกมา  มันอ้าปากกว้างขึ้นแล้วค่อยๆขย้ำร่างของฟอลค่อนเข้าไปในปาก

 

“อ..อ้ากกกก” 

“ฮ่าๆๆๆ  เจ้าโง่  อยากทำเป็นเก่งดีนัก”

 

            เสียงแผดร้องของฟอลค่อนที่ดังขึ้นนั้นยิ่งทำให้อสูรร้ายบดขยี้ร่างของเขาอย่างรุนแรง  พร้อมกันกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องของหัวหน้ากิลด์มายานรก  แต่เพียงแค่พริบตาเดียวเสียงหัวเราะของหัวหน้ากิลด์มายานรกก็หยุดลง  พร้อมกับที่ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับถูกหยุดเวลาไว้  จากนั้นภาพทุกอย่างก็ค่อยๆร้าวและแตกกระจายออก  เหลือไว้เพียงทุกสิ่งที่กลับเป็นปกติและฟอลค่อนที่ไม่มีแม้แต่บาดแผล

 

“อ..อะไรกัน  ทำไมแกถึงสามารถทำลายภาพมายาของฉันได้”  หัวหน้ากิลด์มายานรกอุทานด้วยความตกตะลึง

“ไร้สาระชะมัด  กับแค่กลปาหี่แบบนี้  เรียกว่าภาพมายาไม่ได้ด้วยซ้ำ”  ฟอลค่อนแค่นเสียงกล่าว  จากนั้นก็พุ่งเข้าประชิดตัวหัวหน้ากิลด์มายานรกอย่างรวดเร็ว  แล้วตวัดเท้าถีบร่างของหัวหน้ากิลด์มายานรกให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ

 

วิชาสังหาร – หมื่นกระสุนสังหาร

 

            เบื้องหน้าของฟอลค่อนปรากฏวงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่ขึ้นนับสิบวง  เขาระดมยิงปืนในมือทั้งสองข้างเข้าใส่วงแหวนเวทย์เหล่านั้น  พริบตาที่กระสุนเข้าปะทะกับวงแหวนเวทย์  กระสุนเวทย์มนต์นับร้อยก็จะถูกยิงออกจากวงแหวนเวทย์มนต์เหล่านั้น  โดยมีเป้าหมายการโจมตีอยู่ที่หัวหน้ากิลด์มายานรก

 

บรึ้ม!!!

 

            เสียงระเบิดอันรุนแรงดังก้องไปทั่วสมรภูมิ  แรงระเบิดแผ่กระจายออกไปโดยรอบ  ฟอลค่อนหยุดยิงกระสุนแล้วสะบัดปืนในมือออก  แล้วกล่าวออกมาโดยไม่หันไปมองผลจากการโจมตีของตน  คล้ายกับว่ารู้แล้วว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเช่นไร

 

“หึ  ก็บอกแล้วว่าชื่อของแกไม่มีค่าพอให้ฉันจดจำหรอก”

 

 

 

ตูม!!!!

 

            ระเบิดที่เกิดขึ้นจากการที่พลังเวทย์ปะทะเข้ากับพื้นดิน  ทำให้ฝุ่นควันฟุ้งกระจายออกไปทั่วบริเวณ  พร้อมกับที่เรคอมหัวหน้ากิลด์แมงมุมอสูรพุ่งออกจากกลุ่มควันนั้น  เมื่อหลุดพ้นออกมาจากกลุ่มควันเบื้องหน้าของเรคอมก็ปรากฏวงแหวนเวทมนต์ขึ้นมา

 

“เหอะ  ยัยผู้หญิงคนนี้น่ารำคาญชะมัด”   เรคอมตวาดอย่างไม่สบอารมณ์  ขณะเดียวกันวงแหวนเวทย์เบื้องหน้าของเขาก็เปล่งแสงสว่างจ้า

 

เวทย์ปฐพีระดับห้า – ใยอสูรกัดกร่อน

 

            ใยแมงมุมสีขาวขนาดใหญ่ถูกยิงออกครอบคลุมทั่วบริเวณกลุ่มควัน  เพื่อที่จะจับกุมและกัดกร่อนพลังชีวิตของผู้ที่อยู่ภายในกลุ่มควันนั้น  ทว่าก่อนที่เรคอมจะได้ยินดีที่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้  เขาก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นเมื่อใยพิษของตนถูกตัดออกจนขาดเป็นชิ้นๆ

 

“เห้อ  นี่นายน่ะ  ถ้ามีลูกเล่นแค่นี้ล่ะก็  ไม่มีผู้หญิงที่ไหนจะมาชอบนายแน่”  ฝุ่นควันค่อยๆจางหายไป  เผยให้เห็นร่างของลาพิสที่กำลังกล่าวอย่างเบื่อหน่าย

“อย่ามาดูถูกกันนักนะยัยบ้า”  เรคอมตวาดก้องพร้อมกับปล่อยใยพิษออกมาหลายสาย  ทว่าลาพิสก็หลบไปได้ทั้งหมดอย่างไม่ยากเย็น  และยังผนึกพลังไปในเวลาเดียวกัน

 

วิชาสังหาร – ดาบมนตราไร้เงา

 

            ดาบในมือลาพิสห่อหุ้มไว้ด้วยพลังเวทย์มหาศาล  จากนั้นลาพิสก็ผนึกพลังเวทย์ที่เท้าแล้วเคลื่อนไหวเข้าหาเรคอมอย่างรวดเร็ว  ดาบในมือลาพิสตวัดออกโดยที่แทบจะไม่มีผู้ใดมองตามได้ทัน  คมดาบสร้างบาดแผลจำนวนมากให้แก่เรคอมจนโลหิตของเรคอมสาดกระจายไปทั่ว  และเมื่อพายุคมดาบของลาพิสหยุดลง  ร่างของเรคอมก็ล้มลงอย่างช้าๆ

 

“เป็นผู้ชายที่อ่อนแอซะจริง”  ลาพิสกล่าวโดยไม่เหลือบตาไปมองร่างของเรคอมที่ค่อยๆกลายเป็นแสงหายไป

 

 

            อากิระมองสถานการณ์อย่างพอใจ  ศึกครั้งนี้ชัยชนะเป็นของวิหคราตรีอย่างแน่นอนแล้ว  เขาหันกลับมามองตัวแทนทุกคนแล้วเดินนำทุกคนกลับสู่ห้องประชุม  เมื่ออากิระเห็นว่าทุกคนนั่งประจำที่ของตนแล้วจึงยิ้มและเริ่มกล่าวเริ่มการประชุมอีกครั้ง

 

“ก่อนอื่นต้องขออภัยที่เกิดเรื่องวุ่นวาย ถ้าอย่างนั้นผมขอเข้าเรื่องเลยนะครับ”  อากิระคลายรอยยิ้มออกแล้วกล่าวด้วยแววตาที่จริงจัง

“กิลด์ไหนที่คิดจะเข้ามาประชุมเพียงเพื่อสอดแนมข้อมูล  เพื่อขอพึ่งใบบุญ  หรือมาเพื่อก่อกวน  ขอให้กลับไปได้เลยครับ  เพราะถ้าผมจับได้จะไม่จบแค่กับตัวพวกคุณที่อยู่ที่นี่แน่”  สิ้นคำของอากิระ  ตัวแทนจากต่างกิลด์กว่าครึ่งก็ลุกขึ้นและถอนตัวออกไปจากการประชุมทันที  เพราะเกรงกลัวว่าหากถูกอากิระจับจุดประสงค์ได้แล้วจะเดือดร้อนกันทั้งกิลด์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 325 ครั้ง

2,694 ความคิดเห็น

  1. #2418 oatlovetei001 (@oatlovetei001) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 07:24
    ข้อร้องอัพบ่อยๆเถอะครับ จะลงแดงอยู่แล้ว ฮือๆๆๆๆๆๆ
    #2418
    0
  2. #2415 Queenquinn (@chan-30) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 21:55

    อัพบ่อยๆนะไรท์ นี่คือการบังคับ
    #2415
    0
  3. #2414 Queenquinn (@chan-30) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 21:54
    พวกอ่อน มาเป็นล้านก็แพ้อยู่ดี
    อย่าโง่ รู้ว่าเค้าเก่งยังมา ถถถ
    #2414
    0
  4. #2413 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 21:36
    กลัวโดนจับได้ ยังจะกล้ามาอีกนะ 555
    #2413
    0
  5. #2412 Meemiza (@NichaPes) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 09:49
    จะไม่ให้พวกนี้เก่งได้ไง อากิระเล่นจับฝึกโหดเอง ถ้าไม่เก่งก็ไม่รู้จะยังไงแล้ว~
    #2412
    0
  6. #2411 MinParza567 (@MinParza567) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 08:21
    สนุกมากเลยคับ
    #2411
    0
  7. #2410 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 06:39
    ขอบคุณครับ
    #2410
    0
  8. #2409 เพื่อรักเธอ (@romelove) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 01:50
    สนุกมากมาย
    #2409
    0
  9. #2408 moobiin_za (@moobiin_za) (จากตอนที่ 207)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 00:41
    รู้สึดเหมือนจะสั้น อิอิ
    #2408
    0