บันทึกรัก เคียงราชัน

ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    27 มี.ค. 61

เธอเคยหรือไม่ที่พยายามค้นหาความรัก
ที่ไม่มีอยู่จริง
.
เคยไหมที่จะรักษาความรักให้นานที่สุด
ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยรักเราเลย ฉันเคยนะ ที่ต้องเจ็บเพราะความรัก
.
ฉันเคยร้องตะโกนว่าฟ้าดินที่ไม่เห็นใจ ดูเหมือนวันนี้คนบนฟ้าจะสงสารฉัน
จึงให้พรหมลิขิตชักนำเส้นทางหัวใจของฉันและเขาจากอีกภพมาบรรจบกัน
ฉันไม่สนว่าประวัติศาสตร์จะกล่าวอย่างไร ไม่สนว่าเขาจะรักฉันไหม
ด้วยหน้าที่ที่ได้รับปากไว้ ฉันต้องปกป้องและเคียงข้างเขา และแก้มลทินให้เธอ
แก้ประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีด้วยมือของฉันเอง โดยอาศัยบันทึกเล่มนี้.....
.
หากไม่เกิดเหตุในวันนั้นฉันคง... คงไม่ได้เจอเขา

บทที่ 1
จุดเริ่มต้น


           "แก่กๆ" เสียงดังบางอย่างดังมาจากหน้าต่างด้านหลังของฉัน ขณะที่ฉันกำลังจัดแจงเตรียมสิ่งของสัมภาระใส่กระเป๋าถือใบเล็ก โดยที่ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นเสียงกิ้งไม้ของต้นแป๊ะก้วยแคระอันถูกเล็มออกเป็นประจำทุดเดือนจนมีขนาดเตี้ย แต่เพราะห้องพักนี้อยู่ชั้นสอง เมื่อลมพัดแรงๆ กิ่งไม้จะสั่นไหวมากระทบกันหน้าต่างริมเตียงนอนขนาดเล็กพอตัวอันเป็นที่พักพิงให้ฉันมาหลายปีตั้งแต่พ่อและแม่เสียชีวิตในเหตุรถชน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ฉันสอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวา 
คณะสถาปัตยกรรม ตามความใฝ่ฝันและตั้งมั่นของแม่ที่จะให้ฉันออกแบบแบบบ้านให้ท่านเมื่อฉันเรียนจบ ทั้งๆ ที่ฉันอยากเรียนภาควิชาประวัติศาสตร์มากกว่าป็นไหนๆ แต่เพราะเช่นนี้ฉันจึงพยายามศึกษาอย่างหนัก ที่จริงครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย ฉันเป็นลูกคนเดียว ฉะนั้นฉันจึงตั้งมั่นจะให้พวกท่านสบายยามแก่เฒ่า แต่บัดนี้คงไม่มีโอกาสให้ตอบแทนท่านทั้งสอง
      
     "ตื้ด.....ตื้ด......" เสียงสั่นสะเทือนของวัตถุชนิดหนึ่งดัลมาจากโต๊ะปลายเตียง ฉันจึงมุ่งหน้าไปหยิบโทรศัพท์ที่แฟนฉันซื้อให้เมื่อวันเกิดปีที่แล้ว ด้วยเสียงอันดังแม้จะอยู่ในระบบสั่นสะเทือนที่ดึงความสนใจของฉันที่คิดเรื่องพ่อแม่ไปยังต้นเสียงฉับพลัน และกดรับสายโดยไม่ต้องมองชื่อก็เดาได้ว่าบุคคลที่จะโทรมาในเวลานี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ "หลิวเหลียน"
เพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ 

"หลิวเหลียน หลงหลงกำลังออกไป เธออยู่ไหนแล้ว" ฉันรีบบอกและถามในคราวเดียวกัน ทันทีที่รับสาย และเสียงก็เงียบไปชั่วครู่ "หลิวเหลียน ยังอยู่มั๊ย" ฉันร้องถามอย่างเร็วไว 
"อ๋อ หลงหลง เจอกันนะ บาย" ทันทีที่พูดจบอีกฝ่ายก็รีบตัดสายทันที ฉันไม่ได้สนใจอะไร หันไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็ก ดินสอ ปากกา อย่างละหนึ่งด้ามแล้วก็ยางลบ ก้อนเก่าที่ผ่านร้อนหนาวกับฉันมามากมาย เพื่อนำไปสเก็ตภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ อันเป็นงานอดิเรกของฉัน ซึ่งวันนี้เรานัดกันไว้ที่ จตุรัสเทียนอันเหมินซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของหอพักฉัน ใช้เวลาเดินเท้าไม่นานก็ถึง เมื่อมั่นใจว่ามีทุกอย่างครบแล้ว ฉันจึงหันหน้าไปทางประตูด้านตรงข้ามกับหน้าต่าง และไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อกันหนาวสีเทาตัวเก่ง และรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ถูกผูกเชือกไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนวาน 

       ฉันรีบวิ่งลงบันไดของหอพักลงมายังชั้นหนึ่ง เมื่อฉันก้าวเท้าออกจากหอพักลมเย็นปะทะหน้าฉันอย่างจัง สร้างความเย็นยะเยือกไปทั่วร่างกาย ฉันจับสายกระเป๋าสะพายและก้าวเดินต่อไป
ผู้คนสัญญจรไปมามากมาย เช่นเดียวกับถนนที่มีรถสวนทางไปมามากมาย แม้เป็นถนนสายย่อย แต่มีรถมากมายขนาดนี้ ซึ่งนับเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับฉันแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ปักกิ่ง ซึ่งต่างจากมณฑลชิงไห่ที่ฉันเติบโตมา ซึ่งอยู่ทางเหนือของปักกิ่ง แต่มีประชากรที่อาศัยอยู่ต่างกันเกือบเท่าตัว ฉันมองพื้นดินที่ฉาบด้วยปูนปูเป็นทางเท้าขณะก้าวเดินและจินตนาการว่าแผ่นดินที่เหยียบอยู่นี่เมื่อก่อนเป็นอะไรกันแน่ ว่าแล้วฉันก็นึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกวันของฉันก่อนจะเข้าเรียน จึงได้วางแผนแล้วว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปหาข้อมูลในห้องสมุดมหาวิทยาลัยซึ่ง "หลิงฟาง" แฟนของฉันคงจะไม่ว่าอะไร เพราะเขาตามใจฉันมาตลอด ทั้งๆ ที่ฉันไม่มีอะไรเลยนอกจากตัว และหัวใจที่ทุ่มเทให้เขา ต่างจากเขา ที่มาจากครอบครัวที่ดี พ่อของเขาเป็นผู้กำกับโฆษณา ทำให้เราบังเอิญเจอกันเมื่อฉันไปถ่ายโฆษณา ครีมทาผิวของวัยรุ่น เพื่อฟารายได้เสริม ซึ่งเราทั้งสองมารู้ที่หลังว่าศึกษาในสถาบันเดียวกันแต่หลิงฟางอยู่คณะวิศวกรรม
  
       เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เกินครึ่งทางแล้ว ทางเดินเท้าบริเวณนี้แคบลง เนื่องจากมีการขยายถนนเมื่อหลายปีก่อน ทั้งยังมีคนเรร่อนไร้บ้านอยู่เป็นจำนวนมากที่มานั่งริมถนน ฉันนำข้อมือซ้ายยกขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาสีขาวที่ใส่มาตลอดเวลาเกือบห้าปีอย่างตั้งมั่น

       "อุ้ย!!" เมื่อรู้สึกตัวอีกที ฉันก็ชนเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งใบหน้าหมองคล้ำและบึงตึง 
ฉันรีบประคองเขา "หนูขอโทษค่ะ คุณลุง เจ็บตรงมั๊ยค่ะ" ฉันร้องถามคุณลุงก่อนจะประคองเพื่อไต่ถาม "ลุงไม่เป็นไร หนูไปเถอะ" คุณลุงมองตาฉัน อย่างเขม็ง ฉันสะดุ้งพรวดเพราะนัยน์ตาที่เห็นนั้นเป็นสีแดงเพลิงไร้แววตา ไม่เหมือนดวงตาที่ฉันเคยเห็นมาก่อนในชีวิต 
"เป็นอะไรไปหนู" คุณลุงถามฉัน ดวงตาสีเพลิงนั้นก็หายไปเหลือแต่ดวงตาสีดำ ดั่งคนปกติ 
"ไม่ ไม่เป็นไรค่ะ คุณลุงจะไปไหนไหมค่ะ หนูจะพาไปส่ง" ฉันถามตามมารยาท แต่คำตอบที่ได้มา นั้นไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ "ลุงจะไปจตุรัสอันเหมิน พาลุงไปหน่อย" คุณลุงจับข้อมือฉันอย่างแน่นหนา ฉันเริ่มรู้สึกหวาดกลัว จึงจะหาทางบ่ายเบี่ยง "หนูก็กำลังจะไปที่นั้รไม่ใช่รึ " คุณลุงที่ส่วนสูงใกล้เคียงกับฉันเดินหน้าโดยไม่รอคำตอบ ยิ่งสร้างความฉงนใจให้ฉันมากขึ้น ทั้งสำนวนการพูด การรู้แจ้งในอนาคต และกริยา ท่าทางน่าพิกล ทีแรกจะพาไปเพราะสงสาร แต่ตอนนี้ ฉะนเริ่มรู้สึกกลัว "ลุง ปล่อยหนูเถอะ " ฉันวิงวอนขณะพยายามสลัดมือออก 
   
       "ลุงค่ะ หนูมีนัดกับเพื่อน คงไม่สะดวกที่จะพาลุงไป" ฉันยืนยันอย่างหนักแน่น ประจวบเหมาะกันพอดี หลิวเหลียนโทรมา ฉันจึงไม่รั้งรอ "ถึงแล้วเหรอ" ฉันตะโกนดังให้ลุงคนนั้นได้ยิน แต่คำตอบที่ได้มานั้นดังยิ่งกว่า "ฉันติดงานด่วน ยังไม่ได้ทำรายงาน ฉันขอโทษนะ
หลงหลง" เมื่อพูดจบประโยคหลิวเหลัยนก็รีบตัดสายเช่นเคย ทิ้งฉันให้อยู่กับลุงคนนั้น 
"ไงละ เพื่อนทิ้งรึ งั้นก็ดี พาลุงไปเที่ยวสิ" คุณลุงคนนั้นมองตาปริบๆ "ค่ะ" ฉันตอบไปโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดจากความสงสารก็ได้ ฉันกับคุณลุงเดินไปตามทาง อีกไม่ไกลก็จะถึง บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบท่ามกลางความวุ่นวายในตัวเมือง 
 
       "ชื่อหลงหลง รึ" คุณลุงถามฉันด้วยน้ำเสียงหยายแห้ง
"ค่ะ" ฉันตอบห้วนๆ  ฉันและคุณลุงก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกที่มีรถแล้นผ่านมากมาย
"คุณลุงรอสักครู่นะค่ะ" ฉันพูดตามมารยาท แล้วฉันก็เหลือบเห็นชายชราเดินตรงมา อย่างน่ากลัว 
ฉันหวังว่าเขาจะไม่ได้มาหาฉัน หากมาก็ขอให้เป็นเรื่องดี ในขณะเดียวกันฉันก็ขอให้ข้ามถนนโดยเร็ว และแยกกับคุณลุงประหลาดคนนี้โดยเร็ว 
      
         ใบหน้าชายชรานั้นดูหวาดกลัว เขามาจับแขนฉันแล้วเอ่ยว่า "แม่..แม่หนู ดวงเจ้า เจ้า เจ้าต้องตานแล้ว ไม่นานแน่ ดวงเจ้าแย่นัก แย่มาก" เขาพูดเสียงเบา ฉันหันมองหน้าเขา ฉันพอแล้วกับวันนี้ ฉันจึงร้องตอบเขา "คุณเข้าในผิดแล้วละค่ะ หนูอยู่เป็นสุขดี ไม่ตายง่ายๆ หรอก คุณควรดูแลตัวเองให้ดี ไม่ร้องเป็นห่วงหนู" เมื่อพูดจบ รถก็หยุดพอดี ฉันจึงเดินข้ามถนนไปพร้อมคุณลุงที่ตามมา ฉันเหลือบมองชายชราคนนั้นที่ ยืนอยู่ภายหลัง "แม่หนูเจ้าต้องเชื่อข้า เจ้าต้องระวัง เจ้าใจมั๊ย" เขาร้องตะโกนดังลั่น




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

8 ความคิดเห็น