บันทึกรัก เคียงราชัน

ตอนที่ 12 : ย้ายตำหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    3 เม.ย. 61

บทที่ 12
ย้ายตำหนัก

          "บังอาจ!!" เสียงดังคำรามจากด้านหลัง ระหว่างที่ฉันกับชุนกุ้ยเหรินกำลังปะทะกัน โดยต่างคนต่างจับแขนอีกคนไว้ เมื่อสิ้นเสียงนั้น สนมชุน และสนมฟู่ ตาโตรีบคุกเข่าก้มลงแนบพื้นดิน เกี้ยวนั้นก็ค่อยๆ ลดระดับลง และทุกคนก็ก้มลงตาม ฉันที่กำลังนั่งอยู่บนเกี้ยวค่อยๆ หันมา 
"ท่าน!" ฉันอ้าปากค้าง เข้าใจว่าขันทีประหลาดที่พบเมื่อคืนคือใคร ก็รู้ว่าเงาหัวได้หายไปจากบ่าแล้ว ทั้งสงสัยเขาเมื่อคืน เมื่อรู่ก็มีเรื่องทะเลาะกับนางในที่ตำแหน่งสูงกว่า ทั้งยังไม่รีบก้มลงคำนับ
"ฝ่า..บาท" ฉันรีบย่อตัวลง ระหว่างที่บุรุษร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดขันที รีบเข้ามาประคอง 
"ไม่ต้องมากพิธี"

"ชุนกุ้ยเหริน เจ้าเล่ามาซิ" ฝ่าบาทหันไปมองทางร่างที่หน้าแดงก่ำเหงื่อไคลเต็มใบหน้า 
ผมเผ้าเริ่มหลุดร่วง "ทูล ฝ่าบาท สนมเซียนนั่งเกี้ยวมา เห็นหม่อมฉันก็ให้พลเเบกเกี้ยวตรงไปข้างหน้าเลย ซ้ำแล้วนางไม่รีบคำนับหม่อมฉันที่มีตำแหน่งสูงกว่า ทั้งยังด่าว่า แล้วดึงมือหม่อมฉันให้ผลักนางตกเกี้ยว" นางกล่าวจบก็รีบก้มหน้าลง "เป็นจริงรึ" ฝ่าบาทหันไปถามเหล่านางกำนัล ซึ่งอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ "แต่ข้ากลับเห็นเจ้าหาเรื่องสนมเซียนก่อน" ฝ่าบาทนำมือมาโอบเอวฉัน ทำให้ฉันสะดุ้ง "ฝ่าบาททรงปรีชา ให้ความยุติธรรมกับหม่อมฉันด้วยเพคะ" สนมชุนรีบก้มลง
"ข้าเป็นฮ่องเต้ ย่อมต้องเมตตา ยุติธรรมแน่นอน" ฝ่าบาทกล่าวจบ "ดีๆ ในเมื่อเจ้ามีตำแหน่งสูงกว่าสนมเซียนแล้วหาเรื่องผู้อื่น" ฝ่าบาทหันไปทางกงกงซู "ต่อจากนี้ให้สนมชุนเป็นสามัญชน และเลื่อนให้เซียนฉางจ้ายเป็นเซียนกุ้ยเหริน สั่งจำคุกนางที่ตำหนักเย็น" พระพักตร์ฝ่าบาทเริ่มแดงก่ำ
ขันทีที่ติดตามฝ่าบาทเดินมาจับแขนของสนมชุนเช่นเดียวกับที่เคยทำกับฉัน 
"ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่า สนมชุนรับใช้ฝ่าบาทมานานให้นางเป็นต้าอิ่งน่าจะพอแล้วนะเพคะ" ฉันทูลฝ่าบาทไม่อยากให้นางตาย "ได้ เซียนกุ้ยเหรินมีเมตตาต่อเจ้าเพียงนี้ยังไม่รีบก้มลงคำนับอีก"
เมื่อได้ยินดังนั้นนางรีบคลานมาแทบเท้าฉันแล้วก้มลง ฉันรีบก้มลงประคองให้นางลุกขึ้น
"ถอดราชทินนามนางออกเป็นต้าอิ่ง ให้สนมเซียนย้ายไปอยู่ตำหนักหนิงเฟย" เมื่อฝ่าบาทกล่าวจบก็พาฉันขึ้นนั่งเกี้ยวส่วนพระองค์ก็ขึ้นเกี้ยว "หลงหลง ข้ารู้ว่าวันนี้เจ้าต้องไปคำนับฮองเฮาและเสด็จแม่ แต่วันนี้เจ้าไม่ร้องไปอยู่แต่ในตำหนักให้ดี คืนนี้ข้าจะไปหา" เขากุมมือฉันก่อนจะเดินจากไป ฉันหันมองสตรีและนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่ รู้สึกเวทนา เจ้ายองร่างเดิมได้รับความโปรดปรานมากมาย ไม่น่ามีความทุกข์ แต่นางในที่ไม่ได้รับความโปรดปรานนั้นน่าเวทนายิ่งกว่า

    ระยะทางจากที่เกิดเหตุทำให้มีคำถามต่างๆ มากมาย หันไปพบสตรีร่างท้วมนั้น
"นายน้อย ยังจำข้าน้อยได้ไหม" นางถามก่อน "ข้าน้อยชื่อฉิงฉี เป็นนางในที่กรมสำนักพระราชวัง
จัดแจงให้มาอยู่กับนายน้อยก่อนเข้าวังหนึ่งอาทิตย์" ฉันดีใจมาก จึงรีบกัมมือนาง
"ดีเลย ฉิงฉี งั้นเจ้าช่วยเล่าความเป็นมาของข้าและเรื่องต่างๆ ในวังได้ไหม" ฉันมองนาง
"ข้าน้อยยินดี ข้าน้อยดีใจแทนนายน้อยที่พ้นโทษ ฝ่าบาทรักและโปรดนายน้อยยิ่งขึ้น ทั้งไม่ต้องอยู่ตำหนักของชุนกุ้ยเหริน...ข้าน้อยหมายถึง ต้าอิง" นางกล่าว 
"ทำไมหรือ" ฉันถาม "นางมีปัญหาอะไรกับข้าหรือ" 
ฉิงฉี มองไปรอบๆ "นายน้อย ข้าน้อยว่าเมื่อกลับตำหนักค่อยเล่าดีกว่านะ" นางทำท่ากระซิบกระซาบน่าขันนัก 
ฉันได้ยินฝ่าบาทรับสั่งจะให้ฉันย้ายไปอยู่ตำหนักของหนิงเฟย ตอนนี้ให้เหล่าขันทีขนย้ายข้าวของอยู่ ระยะทางจากบ่อน้ำและอุทยานนี้คงพอดีการขนย้ายเสร็จ เรื่องร่ววันนี้ฉันจะให้อภัยนาง แต่หากนางไม่เลิกราวี ดราอาจได้เปิดศึกกันจริงแน่ โดยเฉพาะฮองเฮาและไทเฮาที่ไม่รู้จะเคียดแค้นฉันอะไรหนักหนา ฟังจากคำบอกเล่าเอามะปะติดปะต่อ เจ้าของร่างคนนี้น่าจะหัวเบา ไม่สู้คน แถมมองโลกในแง่ดีซะด้วย คงจะโดนพวกนี้หาเรื่องขนาดท้องยังกล้าเลย คิดแล้วก็น่าสงสาร ใบหน้านางดูอาฆาตมาก พอนึกถึงฝ่าบาทก็ขันนักปลอมองค์เป็นขันที ฉันหลุดหังเราะออกมาดังลั่น "นายน้อย ข้างหน้านี้เป็นสวนหลวง นายน้อยอยากแวะหรือไม่" นางถามฉัน 
"ไม่ละ ขเาอยากพักผ่อนไว้วันหลัง" ฉันตอบพลางหลับตา คงเพราะเด็กในครรภ์ทำให้เหนื่อยง่ายเช่นนี้ พอตื่นอีกทีก็อยู่บนเตียงแล้ว 

     ฉันพยุงตัวลุกขึ้น เห็นหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ในชุดสีชมพูบานเย็น ลวดลายถูกปักเป็นรูปดอกไม้หลากชนิดแต่ฝีเข็มไม่ได้เน้นอะไร พอผ้าไหมสพท้อนแสงจะเห็นเป็นลายดอกไม้สะดุดตา 
ผมนั้นเรียบง่าย ใส่เพียงปิ่นอันเล็ก แล้วก็ดอกไม้ที่ทำจากหินอ่อนสีชมพูบ้าง ขาวบ้างวางซ้อนทับกันบนศีรษะ ทันทีที่ฉันลุกขึ้น หญิงอีกนางอายุน่าจะเพิ่งยี่สิบ รีบผวาเข้าหาฉันแล้วกอดปานไม่ได้พบกันนานหลายปี  
   "หลงเออร์.... ข้าดีใจนักที่เจ้าฟื้นมาได้" หญิงสาวที่ใบหน้าขาวทั้งหน้า มีเพียงริมฝีปากสีแดงสดที่ถูกแต้มตรงกึ่งกลางปากทำให้ดูเด่นขึ้นมา ฉันมองขึ้นไปบนผมนาง นางใส่หมวกแมนจู มีเครื่องประดับเล็กน้อย ส่วนชุดก็ใส่สีชมพูอ่อน ฉันจำได้ว่านางเป็นคนมาร้องไห้ก่อนที่ฉันนะถูกคุมตัวไปตำหนักเย็น นางกอดฉันไม่ยอมปล่อย จนรู้สึกอึดอัดเต็มที
ฉันได้แต่ยิ้มไม่รู้จะพูดอะไร สตรีที่นั่งอยู่นั้นนั้นก็ค่อยๆ เดินมา "ข้าดีใจนักที่จะมีน้องสาวมาอยู่ในตำหนักอีกคน เพ่ยเซียนจะได้มิเหงา" นางพูกจบก็มานั่งที่เตียงข้างๆ
"งั้นท่านคือหนิงเฟย หรือเพคะ" ฉันทรุดตัวลงจะคำนับ แต่ถูกห้ามไว้
นางพยุงฉันขึ้น "ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้ากำลังตั้งครรภ์" ฉันยิ้มตอบ ขณะได้ยินเสียงเด็กดังจากด้านนอก ฉันชะโงกหน้าไปดูแต่กำแพงและกระจบบานใหญ่นั้นกั้นอยู่
"เป็นเหนียนหยีลูกสาวข้านะ" หนิงเฟยกล่าวจบก็ให้นางกำนัลพาองค์หญิงไปเล่นด้านนอก
จากนั้นก็มีนางกำนัลถือกล่องไม้สลักรูปดอกไม้และนกกระจอกมาให้ "น้องหญิง ข้าให้เจ้า"
นางเปิดฝาออกเป็นตะเกียบสีเงินยาวสองคู่พร้อมเม็ดเล็กๆ สีดำดั้งกรวดทราบ "เจ้าผ่านเรื่องในวังมามาก ข้าจึงอยากให้เจ้าไว้ ตะเกียบนี้ไว้ตรวจยาพิษ ส่วนเม็ดเหล่านี้หากเคี้ยวแล้วมีกลิ่นฉุนแสดงว่ามียาที่ป็นอันตรายแฝงอยู่ ข้าให้เจ้า" นางยืนกล่องให้ ฉิงฉี 
"ข้ารู้เรื่องที่เกี่ยวกับสนมชุน สกุลอู่หยา ที่เบาะแว้งกับเจ้า เจ้าอย่าคิดมากเลย" นางตีมือฉันเบาๆ
"เอาละ ข้าจะให้เจ้าสองพี่น้องได้คุยกัน ข้าไม่รบกวนแล้ว "น้อมส่งหนิงเฟย" ทุกคนกล่าวพร้อมกันก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ตน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

8 ความคิดเห็น