Fic Kuroko no basket : AkaFuri

ตอนที่ 47 : Chapter 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 403
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 ต.ค. 59

Chapter 16

 

            และแล้ววันนี้ก็มาถึง...

 

            งานแถลงข่าวของนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของบริษัทอาคาชิกรุ๊ป ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมภายในบริษัท ผู้ที่ถูกเชิญนั้นนอกจากจะมีนักข่าวแล้ว ยังรวมไปถึงอดีตผู้ถือหุ้นที่ได้ถอนหุ้นไป และผู้ถือหุ้นคนปัจจุบัน ที่ถ้าหากไม่นับตัวอาคาชิแล้วก็จะเหลือ 2 คน

 

            อาคาชิ มาซาโอมิ กับฮิโรกิ ยูสึเกะ

 

            ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกเชิญตัวให้มาเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวอาคาชิเอง

 

            และเมื่อเวลาสิบโมงตรง อาคาชิก็เดินเข้ามาในห้อง ตามด้วยยูคิโอะ ชินจิ เลขาส่วนตัว ทั้งคู่ขึ้นนั่งบนเวทีเคียงข้างกันเบื้องหน้านักข่าวนั่นเอง

 

            และก้นยังไม่ทันแตะเบาะเก้าอี้ดีนัก...

 

            “อาคาชิซังคะ เรื่องที่ท่านเป็นคนบงการเบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้จริงรึเปล่าคะ?”

 

            “อาคาชิซังคะ เป็นเพราะคุณสนิทกับฟุริฮาตะ โควคิ อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดใช่มั้ยคะ? คุณถึงสามารถบงการให้เขาทำเรื่องทุจริตแล้วเขี่ยเขาออกไปพ้นทาง”

 

            “อาคาชิซังครับ พวกเราได้ทำการสืบประวัติฟุริฮาตะซังอย่างละเอียด พบว่าเขาอยู่คอนโดมีเนียมเดียวกับคุณด้วย และเมื่อสืบย้อนไปก็พบว่าเขากับคุณรู้จักกันตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย คุณมีข้อแก้ตัวอะไรมั้ยคระ.....”

 

            “เงียบ”

 

            เสียงพูดเบาๆจากไมค์เพียงแค่คำเดียว แต่ก็มากพอที่จะทำให้ทั้งห้องที่เคยวุ่นวายไปด้วยเสียงคำถามต้องเงียบกริบเหมือนเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

 

            “ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ แต่สิ่งที่พวกคุณควรจะทำคือหยุดและให้ผมได้อธิบายให้เข้าใจก่อน และผมจะเป็นฝ่ายเปิดโอกาสให้พวกคุณถามเอง เรื่องแค่นี้นักข่าวอย่างพวกคุณไม่รู้จัก?”

 

            ทั้งห้องเงียบและก้มหน้าก้มตาลงเมื่อรับรู้ถึงแรงกดดันจากจักรพรรดิผมแดงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เขายังดูไม่เปลี่ยนไปจากครั้งล่าสุดที่ออกข่าวนัก และยังคงดูดีในชุดสูทสีเทากับเน็คไทด์สีฟ้าอ่อน

 

            “เรื่องแรกคงเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ แต่ผมขอเชิญฮิโรกิ นานะซังขึ้นมานั่งข้างๆผมด้วยครับ” จบคำพูดอาคาชิ นานะก็เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้ในมือ

 

            “เรื่องแรกที่ผมจะพูด คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผมกับนานะ จริงอยู่ว่าแรกเริ่มนั้นเราสองคนถูกจับให้เจอกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ แต่หลังจากนั้นเมื่อเราได้คุยกันนานๆ ผมได้รับรู้นิสัยของเธอ เธอรู้จักนิสัยของผม มันทำให้ผมรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับผมมากแค่ไหน แต่ผมกับเธอ...ก็เป็นแค่เพื่อนสนิทกันเท่านั้น” จบประโยคอาคาชิก็ให้นานะพูดต่อจากเขา

 

            “อาคาชิซังเป็นสุภาพบุรุษอย่างมากค่ะ ให้เกียรติดิฉันทุกครั้งที่เราไปทานข้าวด้วยกัน และกล้าพูดออกมาตรงๆว่าเขาไม่ได้สนใจดิฉันมากเกินกว่าคำว่าเพื่อน ดิฉันเองก็คิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะสมกับตระกูลอาคาชิเท่าไหร่หรอกค่ะ” นานะสูดลมหายใจลึกแล้วพูดประโยคถัดมา

 

            “ในเมื่อฉันไม่มีสายเลือดของตระกูลฮิโรกิเลยแม้แต่หยดเดียว”

 

            “!!!!!” ทั้งห้องตกตะลึงในคำพูดนั้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวฮิโรกิ ยูสึเกะเอง และนานะก็ไม่ปล่อยช่วงเวลานี้ให้หลุดลอยไป

 

            “นี่คือเอกสารการตรวจดีเอ็นเอของดิฉัน เทียบกับดีเอ็นเอจากเส้นผมของฮิโรกิ ยูสึเกะ พบว่าไม่ตรงกัน ดิฉันเป็นลูกสาวที่เกิดจากสามีใหม่ของอดีตภรรยาของฮิโรกิ ยูสึเกะ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตระกุลยูสึเกะแม้แต่น้อย”

 

            “แล้วทำไมคุณถึงปรากฏตัวขึ้นล่ะคะ?”

 

            “ดูเหมือนทางยูสึเกะจะต้องการทายาทผู้หญิงเพื่อทำอะไรซักอย่างเช่นคลุมถุงชนมั้งคะ” นานะทิ้งประเด็นไว้แค่นั้น และอาคาชิก็รีบเบรกเพื่อไปหัวข้อต่อไปอย่างรวดเร็ว

 

            “ประเด็นที่สองที่ทุกคนอยากจะทราบคือ เรื่องของฟุริฮาตะ โควคิ...กล้ามากนะครับที่ถึงกับไปรื้อค้นประวัติ คนของผมอย่างไม่เกรงใจแบบนั้น แต่คงจะรู้แค่นั้นสินะ” อาคาชิส่งสายตาเคียดแค้นไปให้นักข่าวผู้ชายที่บอกว่าคุ้ยประวัติฟุริฮาตะ

 

            “ฟุริฮาตะกับผมรู้จักกันตั้งแต่สมัยมัธยมปลายครับ เราเคยแข่งบาสเก็ตบอลระดับประเทศด้วยกัน และเขาเป็นคนที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว ผมจึงตีสนิทเขาไปเรื่อยๆจนสนิทกันจนถึงทุกวันนี้ ระดับความสนิทคงไม่ต้องพูดถึงนะครับว่าขนาดไหน พอๆกับที่ผมสนิทกับคิเสะ เรียวตะมากพอให้มาถ่ายโฆษณาสินค้าให้ผมเป็นกรณีพิเศษทั้งๆที่เขาไม่รับงานถ่ายแบบแล้วนั่นแหละครับ”

 

            “เรื่องการเข้าทำงานนั้น คนที่รับเข้ามาคือคุณพ่อของผม ช่วงที่ฟุริฮาตะเริ่มทำงานที่นี่เป็นช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ที่อเมริกา พอผมเรียนจบกลับมาบริหาร ผมถึงได้รู้ว่าฟุริฮาตะเข้าทำงานเป็นเลขาของอดีตผู้จัดการแผนกการตลาดแล้ว”

 

            “แล้วเรื่องที่จู่ๆเขาก็ขึ้นมาเป็นผู้จัดการอย่างรวดเร็วล่ะคะ?”

 

            “ตอนนั้นผมต้องการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ เนื่องจากของเก่ามันค่อนข้างล่าช้าและไม่เหมาะกับยุคปัจจุบัน ผมจึงทำการปลดผู้จัดการบางคนออก พอดีว่าผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนก่อนต้องการจะออกพอดี จึงขอร้องให้ผมรับฟุริฮาตะขึ้นแทนเขา เนื่องจากเขาเห็นฟุริฮาตะคล่องงานและไว้ใจได้มากที่สุดในแผนก”

 

            “ส่วนเรื่องที่ว่าเขาทุจริต หรือจะเรื่องที่ผมทุจริตโดยใช้เขาเป็นเครื่องมือ ออกจะผิดไปนะครับ ผมไม่จำเป็นต้องทุจริตผมก็มีกำไรจากการผลิตของผมอยู่แล้ว ผมขึ้นมาบริหารงานไม่รู้กี่ปี เขาเองก็ทำงานมานานแล้ว จู่ๆจะมาทุจริตคงไม่ใช่หรอกครับ”

 

            “ที่สำคัญที่สุด เขาไม่ใช่อดีตผู้จัดการนะครับ เขายังเป็นผู้จัดการฝ่ายวิเคาระห์การตลาดอยู่ และผมยังสั่งให้เขาเตรียมตัวไปดูงานที่อเมริกากับผมอยู่เลย บนใบกำหนดการก็มีลายเซนต์เขารับทราบแล้วด้วย” อาคาชิส่งสัญญาณให้ชินจิยื่นใบกำหนดการดูงานของฟุริฮาตะ โควคิให้พวกนักข่าวดูเป็นหลักฐาน

 

            “แล้วเขาหายไปไหนล่ะคะ?”

 

            “ผมเก็บตัวเขาไว้ในที่ปลอดภัยน่ะครับ กลัว ตัวการจริงจะเก็บเขาซะก่อน”

 

            “งั้นแสดงว่ารู้ตัวการจริงแล้วสินะครับ?”

 

            “ใช่ และทางเรามีหลักฐานแน่นหนาพอที่จะจับกุมและฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา ทั้งหมดนำไปสู้หัวข้อสุดท้ายในวันนี้ครับ” อาคาชิพยักหน้าสั่งลูกน้องให้แจกเอกสารปึกเล็กๆให้ทุกคนในที่ประชุม

 

            “นั่นคือหลักฐานลายลักษณ์อักษร ที่แสดงให้เห็นว่าฮิโรกิ ยูสึเกะได้ทำการเซนต์สัญญากับบริษัทคู่ค้าของเรา จำนวนเงินในบัญชีบริษัทไม่ตรงกับจำนวนเงินที่เรียกจากลูกค้า และมีการจัดทำเอกสารปลอมเพื่อตบตาฝ่ายบัญชีในบริษัทของผม ทุกเอกสารมีลายเซนต์ของเขากำกับอยู่ทั้งหมด”

 

            “เอกสารชุดต่อไปเป็นเรื่องการลักลอบซื้อขายหุ้นในบริษัทในราคาที่แพงกว่าปกติ แต่อาคาชิกรุ๊ปกลับได้ไปในราคาปกติที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นฝีมือของฮิโรกิและผู้ถือหุ้นบางคนที่ถอนหุ้นออกไปแล้ว ซึ่งแน่นอนครับว่าผมจะทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งหมดกับพวกเขาแน่นอน”

 

            “แล้วที่บอกว่าคดีอาญาล่ะครับ”

 

            “คนร้ายที่ลอบสังหารผมถูกจับกุมได้เมื่อสามวันก่อน และพวกนั้นรับสารภาพแล้วว่าได้รับคำสั่งจากฮิโรกิ ยูสึเกะ...”

 

            “โกหก! แกโกหก!!ฮิโรกิถึงกับยืนขึ้นชี้หน้าชายผมแดงบนเวที “แค่คำพูดพวกนั้นมันไม่ง่ายไปหน่อยหรือไงที่จะเชื่อน่ะหา!!

 

            “ก็อาจจะจริงว่าเชื่อแค่คำพูดคงง่ายไป แต่ทางเราก็ไปเจอหลักฐานสำคัญ นั่นคือเช็คเงินสดจำนวนสิบล้านเยน ที่มีบายเซนต์ของคุณกำกับไว้ พร้อมทั้งเสียงตอนคุณออกคำสั่งพวกเขา เรื่องนั้นคงไม่ปฏิเสธหรอกนะครับ”

 

            “แกมัน...!!

 

            “ขอเชิญไปให้ปากคำที่สถานีด้วยครับ” ตำรวจนายหนึ่งที่มีลูกน้องเดินตามหลังก็เดินเข้ามาใส่กุญแจมือให้ยูสึเกะ เขาถึงกับหันไปด่าพวกตำรวจเลยทีเดียว

 

            “แกจะทำอย่างนี้กับฉันไม่ได้! ทนาย! ฉันต้องการทนายและจะไม่พูดอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะได้ทนายมือดีที่สุด!!

 

            “ถ้าคุณมีเงินจ้างนะครับ” อาคาชิยิ้มเย็น “เพราะผมยื่นเรื่องฟ้องร้องคุณข้อหายักยอกทรัพย์ไปเมื่อเช้า เรียกค่าเสียหายหนึ่งพันล้านเยนที่ผมต้องเสียกับพวกคุณรวมดอกเบี้ยที่ผมควรจะได้รับ คาดคร่าวๆแล้วตอนนี้คุณน่าจะอยู่ในสถานะบุคคลล้มละลายครับ”

 

            “แก! แก!!” ยูสึเกะโกรธจนหน้าแดง แต่ก็ยังชี้หน้าอาคาชิจนตำรวจลากออกไปข้างนอกแล้ว ทุกอย่างจึงเข้าสู่ความสงบ

 

            “มีใครมีคำถามอะไรมั้ยครับ?” อาคาชิถาม

 

            “เอ่อ...ท่านจะยังไปดูงานที่อเมริกาอีกเหรอคะ?”

 

            “แน่นอนครับ กำหนดการเดินทางของผมคือวันพรุ่งนี้”

 

            “แล้วใครจะบริหารงานล่ะคะ? ตอนนี้บริษัทกำลังหุ้นตกด้วย”

 

            “คุณพ่อของผมท่านอยากลงมานั่งเล่นในบริษัทซักสองสามเดินน่ะครับ อาจมาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่สุขภาพท่านจะอำนวย แต่คนที่จะบริหารงานเป็นหลักคือเลขาของผม ยูคิโอะ ชินจิครับ”

 

            “แล้วใครจะไปคอยเป็นเลขาให้ท่านล่ะคะถ้ายูคิโอะซังทำงานที่นี่” อาคาชิยิ้มจางๆก่อนตอบว่า

 

            “ฟุริฮาตะ โควคิไงครับ ผมจะไปรับเขาคืนนี้แหละ”

 

..........

 

            “เฮือก!

 

            เพล้ง!

 

            “ฟุริฮาตะ ทำแก้วแตกเหรอ!”

 

            “อ๊ะ! ขอโทษครับๆ” ฟุริฮาตะรีบก้มลงเก็บเศษแก้วตามพื้นทันที เขาสะดุ้งสุดตัวตอนที่อาคาชิหันมามองกล้องแล้วบอกว่าจะมารับเขาคืนนี้

 

            พูดกับเรา พูดกับเราแน่ๆ

 

            และที่สำคัญ เขาเห็นหมดแล้ว...เขารู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และสิ่งที่เขารู้ดีที่สุดอนนี้ก็คือ...ต้องหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เงียบที่สุด

 

            เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าคนของอาคาชิอยู่รอบตัวเขาไปหมด และเขาเองไม่พร้อมที่จะพบอาคาชิในเวลานี้

 

            ไม่ใช่แค่ไม่พร้อม...แต่ไม่มีวันพร้อมที่จะพบกับคนๆนี้.....

 

            ฟุริฮาตะรีบตรงกลับที่พักทันทีที่เลิกงาน ขณะนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นนิดๆ อาจจะดูช้าที่จะหนี แต่เขารู้จักอาคาชิดี อีกฝ่ายต้องเคลียร์งานบนโต๊ะของวันนี้ให้หมดก่อนถ้าหากจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ และกว่าจะหลุดออกจากพวกนักข่าวก็คงเสียเวลานาน ดังนั้นเวลานี้จึงควรเป็นเวลาที่อาคาชิเพิ่งออกจากบริษัท

 

            ฟุริฮาตะยัดเสื้อผ้าทั้งหมดใส่กระเป๋าลวกๆ ในกระเป๋ามีเงินสดซ่อนอยู่จำนวนหนึ่ง หลังจากเคลียร์ของทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็วเขาก็รีบออกมาจากห้องทันที เดินลงมาข้างล่าง เดินไปตามทางที่เงียบสงัดและมืดสลัว มือก็กดโทรศัพท์ที่ซื้อซิมใหม่มาใช้ ส่วนซิมเก่าก็เก็บเอาไว้อย่างดีในกระเป๋าสตางค์ เขาโทรเพื่อหาแท็กซี่แถวๆนี้

 

            ถึงจะเป็นแหล่งเกษตรกรรม แต่มันก็ไม่กันดารขนาดไม่มีแท็กซี่นะ

 

            “ฮัลหละ...”

 

            ฟุ่บ!

 

            โทรศัพท์ในมือถูกกระชากออกไปทันที เขาหันไปหมายจะดูคนทำแต่ก็โดนต่อยเข้าเต็มแรงที่หน้าท้อง

 

            พลั่ก!

 

            “อั่ก!” ฟุริฮาตะล้มลงไปกองกับพื้น เห็นเป็นรองเท้าผ้าใบสองคู่กำลังรื้อค้นกระเป๋าของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย และควักเอาเงินสดในนั้นออกมาได้

 

            “ลูกพี่ ไอ้นี่เอาไงอ่ะ”

 

            “ซ้อมมันให้น่วมดิวะ เดี๋ยวมันก็รีบไปแจ้งตำรวจหรอก” ฟุริฮาตะได้ยินคำตอบนั้นก็รีบขดตัวลงและหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บทันที แต่สุดท้ายก็...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            พลั่ก! ตุ้บๆๆ! พลั่กๆ!

 

            “เฮ้ย! ใครวะ”

 

            “โอ๊ย!!!!” เสียงชกต่อยสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ฟุริฮาตะพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งจากความจุกเพื่อดูคนที่ช่วยเขา แต่สุดท้ายก็เห็นแค่เงาเลือนราง

 

            ในความมืดสลัวนี้ เขาเห็นประกายสีแดงมาจากเส้นผม...

 

            เขานึกถึงคนเพียงคนเดียว

 

            “เซย์...” ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทลง

 

 

เขาเจอกันแล้ว!!! เขาเจอกับแล้ววววววววววววววว!!!!!

 

ในที่สุดแผนการขั้นสุดท้ายของนายน้อยก็สัมฤทธิ์ผลนะคะ แต่มันยังไม่หมดหรอก

 

มันยังมีอะไรมากกว่านี้อีกเยอะ หึๆๆๆ

 

ตอนหน้ายังไม่มีอะไรหรอกค่ะ //ยังไม่มีจริงๆนะ (คิดว่า) //แต่ตอนหน้าๆนี่สิมีแน่ะ หึๆๆๆๆๆ

 

นั่งทำงานอยู่ค่ะ เมื่อปิดสองสัปดาห์จากงานรับปริญญาเราก็ต้องสะสางงานให้เสร็จ //เกษตรไม่เลื่อนนะเออ //เสร็จแล้วก็...มุขตัน กับงานตัวเอง เลยมาอัพฟิคซะเลย!!

 

เม้นต์หน่อยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

406 ความคิดเห็น

  1. #395 MatchaLatteCream (@tarkra) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 02:49
    โง้ยนายน้อวยยยยยยยยย ทำไมทำตัวเท่แยบนี้คะคนดี!! คนอ่านใจละลายหมดแล้ว!!!
    อย่าลืมทำเรื่องลาออกกับผจด.ร้านนะฟุริ..
    #395
    0
  2. #348 Banananaaa (@did-you-know) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 04:17
    เราว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือไรท์ ผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่อง55555 ส่วนนายน้อยคือผู้ที่ดำเนินการทำตามแผนที่วางไว้อย่างแยบยล ตามกันไม่ทันเลยค่าาาา
    #348
    0
  3. #311 Phatonepiece (@phatcharaluk) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 00:30
    ท่านไรท์ขาาา~ ตัดจบได้ วดฟ.มากเลยค่ะ #มีความค้างคา

    มาต่อเร็วๆนะคะ(???)
    #311
    0
  4. #310 kikasa (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 20:39
    เจอแล้วเค้าเจอกันแล้ว. รอตอนต่อไปนะ
    #310
    0
  5. #309 gopornpimon (@gopornpimon) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 19:48
    ฟุริจะรอดไหมเนี่ย(จากท่านเซย์ของเรา~) อ่านแล้วสนุก~
    ตะมีตอนนั้นไหมน้ะตอนั้นน้ะ>w<ฮุๆๆๆ 😄 
    #309
    0
  6. #308 Choco_Chocky (@Jirapha-2546) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 19:46
    ตอนหน้าต้องมี NC NC N---//โดนโบก

    เซย์ เซย์ เซย์ กรี๊ดดดดดดดดด มาแล้วสินะ อย่าผล่อยให้ชิวาว่ารอนานสิเตง มันไม่ดีย์นะรู้มั้ยยยย ;////;

    รอตอนต่อไปและขอให้มี NC // ยังไม่จบ
    #308
    0
  7. #307 Leng_nako (@lenglengney) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 19:35
    ใครมาทำร้ายชิวาว่า//T^T
    #307
    0