[ตีพิมพ์กับสนพ.รักคุณ] [YAOI] Still the One ...คือคนที่ผมรัก [END]

ตอนที่ 7 : Still the One EP06 || I Ain't Goin' Down [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    21 ส.ค. 60

Still the One EP06

6 ปีก่อน

“เฮ้อ...”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากที่เดินดูซุ้มที่ทางโรงเรียนจัดรุ่นพี่มหา’ลัยมาแนะแนวจนหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าผมอยากจะเข้าคณะอะไร

หรือจริงๆ แล้วผมคิดมาไปเองรึเปล่านะ เพราะผมเองก็เพิ่งจะ ม.4 เองด้วย

 


ผมเดินผ่านมาตรงหน้าซุ้มคณะบริหารธุรกิจ จู่ๆ ก็มีคนเรียกผมเอาไว้

“น้องชายตัวเล็กคนนั้นน่ะครับ มาฟังพี่พูดก่อน เผื่อสนใจ”

เฮ้อ… เมื่อกี้ก็เดินผ่านไปแล้วรอบนึง ก็พูดเหมือนๆ กันว่าสอบเข้ายังไง จบแล้วทำอะไรได้ เหมือนๆ กันหมด

ช่างเถอะ เดินหนีเลยก็แล้วกัน ยังมีเวลาอีกตั้ง 2 ปี จะรีบเครียดเรื่องเรียนต่อไปทำไมกัน

หมับ!

“นี่น้องชาย พี่เรียกเราแล้วไม่ได้ยินเหรอ”

ผมหันไปตามแรงจับบนไหล่ผม ก็พบว่าเป็นรุ่นพี่ที่หน้าตาดีมากๆ แถมตัวยังสูงอีกด้วย สายตาผมจ้องใบหน้าอันหล่อเหลานั้นโดยไม่แม้แต่กระพริบตา

ตึกตักๆ

นี่มันอะไรกัน… ทำไมใจผมมันเต้นรัวแบบนี้กันล่ะ ถึงจะรู้ตัวเองว่าไม่ชอบผู้หญิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็เถอะ แต่ก็ไม่เคยใจเต้นกับผู้ชายถึงขนาดนี้เลยนี่นา

“น้องครับ?”

ดูเหมือนว่าพี่ชายเขาจะสังเกตเห็นว่าผมจ้องหน้าเขานานไป เขาจึงเรียกผมอีกครั้ง

“คะ...ครับๆ”

พอเห็นว่าผมตอบเขากลับ เขาก็เลยยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นฟันเรียงสวยของเขามายังผม และนั่นเองมันก็ยิ่งทำให้ใจผมเต้นรัวหนักยิ่งกว่าเดิม…

“พี่ชื่อกายนะครับ เรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจ ม. CW ปี 2”

นอกจากหน้าตาดีแล้ว ยังเรียนอยู่ที่ ม.CW ที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ อีก โปรไฟล์คนๆ นี้ดีจังแฮะ

“ถ้าอย่างนั้นพี่รบกวนน้องเข้าในฟังแนะแนวที่ซุ้มของพี่สักครู่ได้มั้ยครับ”

ยิ้มอีกแล้ว…

“ได้ครับ”

 


หลังจากงานแนะแนวผ่านไป 1 สัปดาห์ ในช่วงนี้ผมทำงานพิเศษต่อหลังจากหยุดพักไปตอนช่วงปิดเทอมใหญ่ งานพิเศษที่ว่านั่นก็คือร้องเพลงที่ร้านอาหารครับ

ผมเริ่มร้องเพลงตามร้านอาหารตั้งแต่เทอมที่แล้ว หลังจากที่ไปลองหัดเล่นกีตาร์มาอยู่พักใหญ่ ก็ไปลองสมัครที่ร้านใกล้ๆ กับบ้านของผมที่เจ้าของเป็นคนรู้จักกันกับแม่ของผม เขาก็เลยรับผมเข้าทำงานอย่างไม่ยากเย็นนัก

ในช่วงแรกๆ ก็เขินๆ ตื่นเวที ร้องผิดร้องถูกบ้าง แต่สุดท้ายก็ชินจนได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นทุกๆ คืนหลังเลิกงาน เฮีย (เจ้าของร้าน) มักจะเดินมาบอกผมว่าลูกค้าชมว่าร้องเพราะพร้อมกับทิปอยู่เสมอๆ

เอาละ ไม่ได้ร้องที่ร้านนาน ต้องพยายามให้เต็มที่หน่อย ไอ้ปอนด์!

 

เมื่อเวลาทำงานมาถึง ผมก็ทำหน้าที่ขับร้องพร้อมกับดีดกีตาร์โปร่งที่แม่ซื้อมาให้เมื่อปีที่แล้วขับกล่อมสร้างความบันเทิงให้ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารตามปกติ จนกระทั่ง…

“อ้าว นั่นมันน้องที่กูไปแนะแนวให้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่หว่า บังเอิญฉิบหายเลยว่ะพวกมึง คนนี้เลยๆ”

กึก…

เสียงนี้มัน… พี่กายคนหล่อคนนั้นนี่นา!

ดูเหมือนว่าพี่กายจะมากินข้าวกับเพื่อนของเขา และท่าทางจะดื่มด้วย สังเกตจากขวดเบียร์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะของเขา

ผมชะงักไป หยุดเล่นเอาเสียดื้อๆ พอเขาแน่ใจแล้วว่าผมคือคนเดียวกันกับที่เขามาแนะแนวให้ เขาจึงลุกจากโต๊ะพร้อมกับกระดาษทิชชู่สีชมพูเดินเข้ามาประชิดตัวผมถึงขอบเวที ก่อนจะหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋ากางเกงมาเขียนใส่กระดาษทิชชู่ยิกๆ ให้กับผม

อ๋อ… รีเควสเพลงสินะ

 

พอผมหยิบกระดาษนั่นขึ้นมาดู ก็ถึงกับทำอะไรต่อไม่ถูก เพราะกระดาษนั่นมันไม่ใช่การเขียนขอเพลง แต่มันเป็นคำสารภาพรักต่างหาก!

‘พี่ชอบเรานะ’

ในใจของผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะหลังจากนั้น พี่กายก็กลับไปนั่งกินนั่งคุยกับเพื่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ก็คงแค่อยากจะแกล้งผมล่ะมั้ง…

 


พอถึงเวลาเลิกงานของผม ผมก็เดินไปรับเงินพร้อมกับคำชมจากเฮียตามปกติ แล้วก็ออกไปลานจอดรถเพื่อขี่รถมอเตอร์ไซต์กลับบ้านแต่ในขณะที่ผมกำลังจะเดินออกไปทางหน้าร้านสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นร่างสูงคุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่ ผมก็เลยรีบเดินออกมา แต่ก็โดนพี่กายคว้าตัวไว้

“น้อง!”

“ผะ...ผมเหรอ”

“พี่รอน้องนั่นแหละ อ่านกระดาษของพี่แล้วใช่มั้ย”

พี่กายจ้องหน้าผมหมายจะเอาคำตอบ แต่หารู้ไม่ว่าสายตาของพี่กายนั้น มันกำลังทำให้ผมรู้สึกเขิน…

“อะ…อ่านแล้วครับ” ผมหลบสายตาก่อนจะตอบไป

พอเขาเห็นว่าผมหลบหน้า เขาก็เอามือมาจับหน้าของผมตรึงให้มองหน้าหล่อเหลาของเขา

“แล้วคำตอบล่ะ”

“ตะ...แต่ เราเพิ่งระ...รู้จักกันนะครับ ละ...แล้วพี่เป็นเกย์เหรอครับ” ผมพูดเสียงอ่อน ในใจก็อยากจะหนีไปจากตรงนี้ไวๆ เหลือเกินเพราะตอนนี้ผมเขินมาก

“ไม่รู้สิ แต่รู้ว่าพี่ชอบน้องก็แล้วกัน ถ้าน้องไม่รังเกียจพี่ ให้พี่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับน้องก่อนก็ได้นะ” พี่กายยิ้มให้ผมอีกครั้ง

ส่วนคำตอบของผมก็คือ

“ตกลงครับ”

 


จากนั้นเราทั้งสองจึงได้เริ่มคบหากันและเริ่มเรียนรู้ทำความรู้จักกันไปด้วยในตัว และด้วยความที่ม. CW ที่พี่กายเรียนอยู่ อยู่ไม่ห่างจากที่โรงเรียนกับร้านที่ผมทำงานอยู่มากนัก ปัญหาระยะห่างของรักเราจึงไม่เกิดขึ้น ถ้าวันไหนพี่กายเลิกก่อน พี่กายก็จะมารอผมที่ใต้ตึกเรียน เพื่อรับผมกับปุณณ์ น้องชายของผมกลับบ้าน และในวันที่ผมมีงานพิเศษ พี่กายก็จะไปส่งที่ร้านให้เสมอๆ บางครั้งวันไหนผมเลิกเร็วๆ ผมก็เป็นฝ่ายไปหาพี่กายที่คณะอยู่บ้างเหมือนกัน

 

เวลาพักกลางวัน วันหนึ่ง

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะยัยเจน คุยกับใครอยู่เหรอ” ผมเอ่ยปากแซวเพื่อนสนิทที่ตอนนี้เอาแต่กดบีบีคุยกับใครก็ไม่รู้อยู่ แต่ดูท่าทางแล้วคงจะเป็นคนรู้ใจแน่ๆ

“ก็แฟนน่ะสิ” เจนตอบผมทั้งๆ ที่มือยังกดแชทกับแฟนอยู่

“แกไปมีแฟนตอนไหนเนี่ย ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันกับเราตลอดเนี่ยนะ” งงจริงๆ ครับ ปกติผมกับเจนสนิทกันมาก จนคนที่ไม่รู้ว่าผมเป็นเกย์มักจะคิดว่าผมเป็นแฟนกับเธอ แต่ผมไม่ยักรู้ว่าเธอมีแฟนแล้ว

“ก็เหมือนแกนั่นแหละ เรารู้นะว่าแกไปคบกับรุ่นพี่ ม. CW หล่อๆ นั่น”

“แหะๆ รู้ได้ไงอะ” ผมเกาหัวแก้เขิน

“แฟนแกเล่นมารับแทบจะทุกวัน ไม่รู้ก็แปลกแล้ว ใครๆ เค้าก็รู้กันทั้งนั้นแหละ” เจนว่า

“ว่าแต่แกเถอะ ยังไม่ตอบเราเลยไปมีแฟนตอนไหน” ผมเปลี่ยนประเด็นเล่นงานเจนกลับ

“กะ...ก็ ไม่นานนี้แหละ” เจนตอบอ้อมแอ้ม ผมเลยซักต่อ

“เหรอๆ เป็นใครมาจากไหนล่ะ เล่าให้เราฟังได้มั้ย”

เจนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะวางบีบีลงแล้วเล่าให้ผมฟัง

“ก็เป็นรุ่นพี่ที่เรียน ม. CW เหมือนแกแหละ รู้จักกันตอนแนะแนว ก็เลยคุยๆ กันแล้วก็คบกันน่ะ”

โอ้โห... สตอรี่เหมือนผมเปี๊ยบเลยแฮะ

“งั้นเหรอ เอาเถอะ แกจะคบใครก็คบ เราไม่อยากรู้อะไรมากกว่านี้ละ แต่แกห้ามทิ้งเรานะ เพราะเราไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้วนอกจากแก ฮ่าๆ” ผมว่าติดตลกก่อนจะใช้มือข้างขวาของผมไปขยี้หัวเจนจนยุ่ง

“โอ๊ย ปอนด์! หัวยุ่งหมดแล้วเนี่ย!”

 


ช่วงผมอยู่ ม.5 เทอม 2 พี่กายก็เริ่มจะยุ่งมากขึ้น ไหนจะทั้งเรื่องเรียนทั้งเรื่องหาที่ฝึกงานของพี่กาย อีกทั้งเรื่องอนาคตเรียนต่อของผมอีก เราสองคนก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันในวันธรรมดาสักเท่าไร ส่วนมากจะเจอกันในวันหยุดซะมากกว่า

ตัวผมเองก็ลดวันทำงานพิเศษลงจนต่อมารู้ว่าเฮียไปจ้างนักร้องเพิ่มในช่วงที่ผมหยุดแล้วด้วย ซึ่งต่อมาในบางวันก็จะมีทั้งผมและพี่หน้าตาดีๆ ที่เฮียจ้างมาร้องในวันเดียวกันแต่คนละช่วง

แม้ว่าจะไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยเท่าปีก่อน แต่ทุกๆ ครั้งที่พี่กายมาบ้านผมและแม่ไม่อยู่ เราก็จะ ‘ติว’ กันแทบจะทุกครั้ง จนครั้งหลังๆ ถ้าปุณณ์มันรู้ว่าพี่กายจะมาที่บ้าน ปุณณ์มันก็จะไปค้างที่บ้านเพื่อนเพื่อหนีเสียงร้องครางของผม

“พี่กาย… ปอนด์เหนื่อยแล้ว ปอนด์ขอนอนนะ”

ผมว่าขึ้นหลังจากที่เราเพิ่งเสร็จกิจกรรมบนเตียงกันไป

“แต่เสียงปอนด์เหมือนบอกพี่ว่าขออีกรอบเลยนะ”

พี่กายกำลังแกล้งผม...

“ปอนด์เปล่า...”

“แต่เสียงของปอนด์ไม่เคยโกหกพี่ เพราะฉะนั้นพี่ขออีกรอบนึงนะครับปอนด์”

พี่กายไม่ฟังคำพูดของผมอีกต่อไปและเริ่มกิจกรรมรักต่อ...

“อ๊ะ...อา...”

นี่สินะเสียงที่พี่กายอยากฟังจากผม…

 


ช่วง ม.6 เป็นช่วงที่เราสองคนเริ่มคุยกันน้อยลงอย่างแท้จริง

อนึ่งผมต้องหาที่เรียนอย่างแท้จริง เริ่มสมัครสอบ GAT-PAT รวมถึงสอบตรงตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งตัวผมเองก็อยากจะเข้าคณะบริหารธุรกิจตามพี่กายไป แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดหรอกนะ

แม้ว่าผมจะชอบร้องเพลงตามร้านอาหารมากตามที แต่ผมก็ไม่กะจะใช้มันประกอบอาชีพตลอดไปหรอก ผมอยากช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ เพราะตอนนี้แม่ก็ทำงานแค่คนเดียวเลี้ยงทั้งผมทั้งน้องแถมพ่อก็ไม่มีแล้วด้วย ก็เลยอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองขึ้นมา

ส่วนพี่กาย พอขึ้นปี 4 เขาก็วุ่นวายอยู่กับการทำรายงาน ทำโปรเจคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา แถมยังต้องหางานอีกต่างหาก เราสองคนก็เลยแทบจะไม่ได้เจอหน้ากันเลย มีเพียงก็การส่งข้อความคุยกันเท่านั้น

 


และแล้วช่วงการประกาศผลการรับตรงก็มาถึง ไม่รอช้าผมก็เปิดคอมกดเข้าไปเช็คดูรายชื่อของผมทันที

“เร็วๆ พี่ปอนด์ ปุณณ์ลุ้นจะแย่แล้วเนี่ย”

น้องชายของผมมายืนซ้อนหลังผม ตาก็จ้องไปที่จอคอม ปุณณ์มันเองก็ลุ้นไม่ต่างจากผมหรอก เพราะปีหน้ามันก็ตองแอดฯ แล้วเหมือนกัน

“เออน่าๆ ปรินทร์… ปะ-ริน... ปะ-ริน”

เอ… ทำไมหาไม่เจอกันละเนี่ย

“พี่ปอนด์เลยแล้ว! นั่นไงๆ ปรินทร์ ชื่อพี่ปอนด์ไง!”

ปุณณ์ร้องเสียงหลงออกมาทันทีเมื่อเห็นรายชื่อผม ก่อนจะรีบวิ่งพรวดพราดลงไปข้างล่างเพื่อบอกแม่

“แม่! พี่ปอนด์สอบติดแล้วแม่!” เสียงของปุณณ์ดังมากจนผมที่อยู่บนบ้านยังได้ยิน

ติดแล้วงั้นเหรอเนี่ย… โคตรดีใจเลยว่ะ! ถ้าอย่างนั้นเราก็จะได้เป็นรุ่นน้องของพี่กายแล้วสินะเนี่ย ถึงจะแอบเสียดายที่ว่า เราไม่มีโอกาสจะได้เรียนด้วยกัน เพราะปีนี้พี่กายก็จะจบแล้ว

จริงสิ! ต้องบอกพี่กายด้วยนี่นา

ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมากดหาพี่กายแล้วโทรออก

“พี่กาย! ปอนด์ติดแล้วๆ ปอนด์สอบติดที่เดียวกับพี่กายแล้ว!”

ปลายสายนิ่งงันไปก่อนจะพูดออกมา

[งั้นเหรอปอนด์ ดีใจด้วยนะ อ๊ะ…เดี๋ยวก่อนๆ ...  โทษทีนะปอนด์ พี่ยุ่งๆ อยู่น่ะ เดี๋ยวไว้คุยกันนะ]

โถ่เอ้ยอะไรกัน ดีใจแค่นี้เองเหรอเนี่ย แอบน้อยใจนิดๆ แฮะ

แต่ช่างเถอะ พี่กายคงจะยุ่งเหมือนเคยนั่นแหละน่า

อย่าคิดมากเลยปอนด์…

 


ยิ่งใกล้วันที่ผมจะจบม.6 ผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความเหินห่างของพี่กายซึ่งมันไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ที่ แม้ว่าเราจะยุ่งกัน แต่เราก็ติดต่อกันอยู่ตลอด ในตอนนี้แม้แต่ข้อความยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ…

“ปอนด์ เป็นอะไรเหรอ ทำหน้าหงอยเชียว”

เจนทักผมขึ้นมาตอนเลิกเรียนหลังเห็นผมนั่งหงอยมาทั้งวัน

“ก็นิดหน่อยน่ะ” ผมตอบเลี่ยงๆ ไป เพราะไม่อยากให้เธอมารับรู้เรื่องของผมสักเท่าไร

“เรื่องแฟนเหรอ”

ตรงประเด็นเลยแฮะ…

ผมพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกับพี่เค้าเลยน่ะ ดูเหมือนพี่เค้าจะยุ่งเอามากๆ จนไม่มีเวลาคุยกับเราเลย เฮ้อ...” ผมเล่าให้เจนฟังอย่างคนอาลัยตายอยาก

เพียงชั่ววูบเดียวเท่านั้นที่ผมเห็นเธอยิ้มแสยะออกมา ก่อนจะหายไปกลายเป็นยิ้มแบบปกติที่เธอทำกับผม

“เขาก็คงจะยุ่งกับคนที่เขาให้ความสำคัญด้วยนั่นแหละ”

ความสำคัญอย่างนั้นเหรอ… แล้วปอนด์ไม่สำคัญแล้วเหรอ

“ไม่แน่นะ พี่เค้าอาจจะมีคนใหม่ไปแล้วก็ได้นะ… ล้อเล่นหรอกน่า ฮ่าๆ”

“ไม่ขำเลยสักนิด” ผมใช้เสียงต่ำพูดเพื่อบ่งบอกว่าผมไม่ขำในสิ่งที่เจนพูด

“แหม แต่แกก็เผื่อๆ ใจบ้างเถอะ แกเป็นผู้ชายนะปอนด์… ถ้าอย่างนั้นเราไปก่อนนะ กลับบ้านดีๆ ล่ะปอนด์”

เจนว่าก่อนจะสะพายกระเป๋านักเรียนแล้วโบกมือลาผม

“อืม”

 


ใครจะไปรู้ว่าเรื่องที่เจนบอก มันจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาจริงๆ มิหนำซ้ำ คนใหม่ของพี่กายยังเป็นเจน เพื่อนรักของผมเพียงคนเดียวอีกต่างหาก

เสียทั้งเพื่อน เสียทั้งแฟนในเวลาเดียวกันจริงๆ

ในคืนวันจบ ม.6 นั้นเอง คนๆ เดียวที่อยู่เคียงข้างผม เข้ามาช่วยผมให้พ้นจากเสียงนินทา และช่วยปลอบผม ก็คือ ปุณณ์ น้องชายของผม

“อย่าไปเสียดายคนแบบนั้นเลยพี่ปอนด์ คนเหี้ยๆ แบบนั้นก็ปล่อยให้เค้าคู่กันไปเถอะ”

“...”

“แล้วก็พวกที่ด่าพี่อยู่ก็ไม่ต้องไปสนใจ คนแบบนี้เรียกว่าเพื่อนไม่ได้หรอกพี่ปอนด์”

“...”

“กลับกันเถอะ กลับบ้านเรานะพี่ปอนด์ กลับไปที่ๆ มีคนรักและเข้าใจพี่ปอนด์มากที่สุดกันนะพี่”

“อื้ม...”

 

ในช่วงที่ผมเดินไปถอดชุดครุยของโรงเรียนออกในห้องน้ำ ผมสังเกตเห็นผู้ชายตัวสูงคนนึงที่ไม่ใช่นักเรียนยืนพิงกับรถหรูบริเวณลานจอดรถด้านหลังห้องน้ำ เขายืนนิ่งๆ แต่เพราะแสงไฟบริเวณลานจอดรถก็เลยทำให้เห็นใบหน้าของเขาที่มีน้ำตาไหลอาบแก้มอยู่

ถ้าเขากำลังร้องไห้เพราะความดีใจ เขาคงไม่มาอยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นกำลังมีความสุขในงานเลี้ยงแบบนี้หรอก

 

ผมเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเดินออกมา เพื่อจะไปหาปุณณ์ที่รอผมอยู่ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ผมจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้นก่อน

“พี่ครับ ไม่เป็นอะไรนะครับ ผมเข้าใจพี่นะครับพี่ชาย” ผมพูดทั้งๆ ไม่ได้มองหน้าเขา เพราะผมเข้าใจพี่เขา ก่อนจะเดินออกไป

 

 

ถึงแม้ว่าปุณณ์และแม่จะช่วยปลอบผมสักเท่าไร แต่ความรู้สึกมันก็ยากที่จะเยียวยาได้ในเร็ววัน

ผมคิดถึงพี่กายมาก...

ผมอยากเจอหน้าพี่กาย…

ความคิดถึง ความอาลัย ความโหยหา แปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้า

ผมจมอยู่กับความเศร้าจนมันมาทำร้ายร่างกายของผม…

 

“แอะ! อุ! อา!”

นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย! ทำไมจู่ๆ เสียงของผมมันถึงได้เบาลงจนสื่อภาษาไม่ได้แบบนี้!

ถึงแม้ว่าจะพยายามตะเบ็งเสียงแล้วก็ตามที แต่เสียงที่ออกมาก็ถือว่าเบามาก

เสียงไม่มีแล้ว...

 

ในตอนแรกผมเข้าใจว่าเสียงแค่แหบเฉยๆ แต่ปรากฎว่ามันไม่ยอมหายสักที แม่จึงพาผมไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งผลการตรวจก็ออกมาว่าผมเป็นโรค Dysphonia หรือโรคภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็ง โดยในเคสของผมเป็นกล้ามเนื้อบิดเกร็งบริเวณเส้นเสียง จึงส่งผลกระทบต่อการออกเสียง อาการของโรคนี้ต่างจากพวกที่มีตุ่มบนเส้นเสียง ถ้าเป็นกรณีนั้นก็คือจะต้องพักผ่อนให้มากๆ หรืออาจจะต้องผ่าตัด แต่ในกรณีของผมนั้นต่างออกไป ผมต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้เสียงคืนกลับมา

เพราะเหตุนี้เอง แม่ผมเลยให้ผมหยุดพักจนกว่าจะหายดี แน่นอนว่าผมต้องสละสิทธิ์มหา’ลัยที่สอบได้ด้วย ถึงจะเสียดายแต่ก็ต้องทำ เพื่อตัวผมเองและครอบครัวที่ผมรัก

1 ปีเต็มๆ ที่ผมเข้ารับการบำบัดจนในที่สุด เสียงของผมก็กลับมาอีกครั้ง แต่มาในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เสียงแบบเดิม มันไม่ไพเราะแบบเดิมแล้ว

กลายเป็นเป็ดปอนด์ในแบบที่เป็นในตอนนี้…

 

และถึงแม้ว่าในตอนนี้ผมจะยังลืมเรื่องราวในอดีตได้ไม่ทั้งหมด แต่ดูเหมือนโชคชะตาก็ยังเข้าข้างผมอยู่บ้าง ผมได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ดีกับผมอย่างจริงใจอย่างออมและดรีม รวมถึงรุ่นพี่ที่น่ารักอย่างพี่ฟราน พี่หมู และพี่อาร์ม รวมไปถึงพี่คิสกับพี่เฟิร์สด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่เฟิร์ส ที่ดูจะใส่ใจผมเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ผมเป็นเพียงแค่ลูกจ้างของเขา

ผมกลัวว่าผมจะรู้สึกดีกับพี่เฟิร์สจนเผลอคิดเกินเลยมากเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องหรือพี่กับน้องในสักวัน…

 

จะว่าไปแล้วผู้ชายคนนั้นที่ร้องไห้วันนั้น ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ

เค้าจะรู้สึกดีขึ้นจากคำปลอบของผมบ้างรึเปล่า ผมก็หวังว่าเค้าคงจะไม่จมปลักกับอดีตจนมันมาทำร้ายตัวเองเหมือนกับผมนะ


มก้าวขึ้นมาแล้ว...

ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงปลายทางบนสุด แต่ผมจะไม่ก้าวลงถอยหลังอีกเป็นอันขาด...

สำหรับตอนนี้เป็นอดีตของปอนด์ช่วงมัธยมปลายที่คบหากับพี่กายครับ ส่วนตอนหน้าเราจะกลับมาสู่ปัจจุบันกันต่อ ตกลงแล้วปอนด์ทำยังไงกับสายพี่กายที่โทรมา 555


ปล. เนื่องจากว่าแต่งเรื่องนี้โดยมีแรงบัลดาลใจจากเรื่องราวของ Shania Twain ในหลายๆ ตอนอาจจะมีชื่อตอนที่มาจากชื่อเพลง หรือเนื้อหาที่ล้อไปกับเนื้อเพลงนะครับ อย่างในตอนนี้ ชื่อตอนก็คือชื่อเพลงครับ I Ain't Goin' Down


ปล 2. ตามเรื่องของ Shania จริงๆ ในตอนแรกเธอโทษความเศร้า ความเครียดที่เข้ามาในชีวิต ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดดิสโทเนียขึ้น แต่เมื่อเร็วๆ นี้เธอบอกว่าความเครียดอย่างเดียวไม่พอ จริงๆ แล้วสาเหตุเกิดจากโรคไลม์ (Lyme Disease) ที่เป็นโรคจากเห็บ แต่สำหรับเรื่องนี้เราจะติ๊ต่างว่าเป็นสาเหตุของปอนด์เป็นเรื่องของสภาพจิตใจก็แล้วกันเนอะ

ปล. ที่มาของชื่อตอนครับ I Ain't Goin' Down


 ชิวู 11/06/17



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

476 ความคิดเห็น

  1. #445 maybee23 (@mmmmay2311) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 11:13
    ผู้ชายคนนั้นคือพี่เฟีร์ส?
    #445
    0
  2. #414 snnting1 (@snnting1) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 14:30
    คนร้องไห้นี่พี่เฟิร์สแน่นอน
    #414
    3
    • #414-1 ชิวู (@chiwu) (จากตอนที่ 7)
      17 เมษายน 2561 / 17:04
      ตามมาจากในกรุ๊ปใช่ไหม555
      #414-1
    • #414-3 ชิวู (@chiwu) (จากตอนที่ 7)
      17 เมษายน 2561 / 17:37
      ชิวูซุ่มอยู่ :P
      #414-3
  3. #374 The Sea mists (@mint_mew) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 19:34
    ไม่อยากให้ปอนเสียซิงเลย
    #374
    0
  4. #319 KittaraT P (@bxbax) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 11:21
    คนที่ร้องไห้ เป็นพี่เฟิร์สแน่นอน
    #319
    0
  5. #259 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 16:25
    พี่เฟิร์สป่าว
    #259
    0
  6. #25 Sukdee Hhun (@sukruethai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 11:53
    กำลังใจนะค่ะ
    #25
    1
  7. #24 No! Sparrow (@1896reborn2) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 07:38
    ถึงวันที่เป็ดร้องเพลงเมื่อไหร่คงเป็นวันที่รีดคอแหบเพราะกรี๊ดจนเสียงหมด 5555
    #24
    2
  8. #23 Pkumsomsri-2546 (@Pkumsomsri-2546) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 02:17
    รอนะคะ
    #23
    1
    • #23-1 ชิวู (@chiwu) (จากตอนที่ 7)
      11 มิถุนายน 2560 / 02:43
      น่าจะอีกพักนึงเลยนะครับ ติดรีไรต์อีกเรื่องด้วย แหะๆ
      #23-1
  9. #20 Prasitthiphon (@0933789979) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 06:19
    เจิมมมมม
    #20
    1